Group Blog
 
All Blogs
 

เตรียมตัวให้พร้อม เพื่อเกษียณก่อนวัยอันควร



ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา แนวโน้มความสนใจของคนรุ่นใหม่ อยากรวยเร็วและเกษียณกันเร็วขึ้น จากแต่ก่อนต้องมีอายุ 55 หรือ 60 ปีนั่นแหละถึงจะเกษียณ
ความสนใจตรงนี้ สะท้อนได้จากกองทัพหนังสือคู่มือความรวยที่วางขายกันเกลื่อน การเติบโตขึ้นของขนาดมูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนรวม และการเพิ่มขึ้นของผู้ทำประกันชีวิต
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปที่คุณจะวางมือจากหน้าที่การงานเร็วกว่าปกติ ขอเพียงแค่วางแผนเพื่อเตรียมพร้อมกับชีวิตแบบนี้ให้ Fundamentals ฉบับนี้มีเรื่องการวางแผนเกษียณก่อนกำหนดมานำเสนอ เผื่อว่าใครสนใจจะเกษียณอายุการทำงานตั้งแต่ยังไม่แก่ จะได้รู้ว่าต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง
***************
วางแผนออมให้เพียงพอในช่วงชีวิตที่เหลือ
ถ้าอยากจะเกษียณ ตอนอายุ 55 หรือเร็วกว่า 55 จะต้องทำอย่างไร???
แม้คนส่วนใหญ่จะวางแผนเกษียณตามปกติเมื่ออายุ 60 แต่ควรเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องคิดว่า ถ้าต้องเกษียณก่อนกำหนดที่วางแผนไว้ จะต้องเตรียมตัวอย่างไร เพราะในสภาพการทำงานปัจจุบัน เราอาจจะไม่ได้เป็นผู้เลือกเองว่าจะเกษียณตอนอายุเท่าไร เพราะบางทีอาจจะถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องเกษียณ หรือเลิกทำงานเร็วกว่าที่คาดไว้
ในสหรัฐ เคยมีการสำรวจ และพบว่าประมาณ 40% ของคนที่เกษียณอายุแล้ว เป็นคนที่ต้องเกษียณก่อนเวลาที่ตัวเองตั้งใจไว้ โดยสาเหตุหลักมาจาก 2 เรื่องคือ สุขภาพ และเพราะถูกเลิกจ้าง และเมื่อถูกบังคับให้เกษียณแล้ว หากจะหางานใหม่ทำ ก็ไม่ง่าย
"อัมพร" พนักงานบริษัทคนหนึ่ง เธอตัดสินใจลาออกจากงานด้วยวัยเพียง 47 ปี เหตุผลของเธอคือ รู้สึกเบื่อเจ้านาย เบื่องาน จึงรู้สึกเหนื่อยในการที่ต้องตื่นเช้ามาทำงานทุกวัน ปัจจุบันนี้เธออายุ 57 ปี เธอบอกว่าถ้าย้อนเวลาได้ก็คงไม่ตัดสินใจเกษียณก่อนกำหนดแน่นอน เพราะด้วยความที่ไม่พร้อมทำให้เธอประสบกับปัญหาหลายอย่าง 


จากการพูดคุยกับเธอทำให้ได้ข้อคิดหลายอย่างในการเตรียมตัวของผู้ที่ใกล้เกษียณ หรือผู้ที่กำลังคิดจะเกษียณก่อนกำหนด คงมีหลายปัจจัยที่จะต้องพิจารณา
@ เตรียมพร้อมด้านสภาพจิตใจ
ที่เธอบอกว่าให้เตรียมพร้อมด้านสภาพจิตใจก็เพราะถ้าคุณเคยตื่นเช้ามาทำงานทุกวัน ชีวิตวุ่นวายกับเรื่องงานทั้งวี่ทั้งวัน วันหนึ่งๆ ผ่านไปเร็วมาก แต่ถ้าต้องตื่นมาแบบไม่มีอะไรทำ ช่วงแรกอาจยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอนานเข้า ความเหงาความรู้สึกเบื่อหน่ายจะเข้ามาเยือน รู้สึกวันหนึ่งๆ ทำไมมันผ่านไปช้าอย่างนี้ บางช่วงเธอถึงกับรู้สึกว่าชีวิตไร้ค่าเพราะเพื่อนในวัยเดียวกันยังทำงานอยู่
วิธีง่ายๆ ที่คุณจะรู้ว่า การเกษียณก่อนกำหนดแล้วคุณจะไปรอดหรือไม่ ทดลองลาพักผ่อนสักครึ่งเดือน โดยไม่ไปไหนอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องไปเที่ยวที่ไหน แล้วดูซิว่าคุณรู้สึกอย่างไร ถ้ารับได้ก็ลองคิดต่อไปว่าถ้าเป็นเดือนเป็นปีจะทำใจได้หรือไม่การปรับตัวยอมรับกับการที่ไม่มีงานทำค่อนข้างยากและใช้เวลานานมาก
"ตอนที่ต้องไปทำงานทุกวัน เราอาจจะรู้สึกท้อและเบื่อหน่ายบ้าง แต่ถ้าหากเราหมั่นสำรวจสภาพจิตใจตัวเองและหาต้นตอแห่งปัญหา และพยายามหาทางแก้ไข ทุกอย่างก็จะผ่านไปด้วยดี" อัมพรให้ความเห็น 


@เร่งทำงานและทำเงิน
"ทิพวัลย์ เอี่ยมโอภาส" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต บอกว่า สภาพเช่นนี้ก็คงไม่ต่างจากในประเทศเรา ดังนั้น เราต้องเตรียมตัวไม่ให้ต้องตกที่นั่งลำบากหากจำเป็นต้องเลิกทำงานตั้งแต่ 50 ช่วงชีวิตของคนมี 3 ช่วงหลัก ช่วงที่ 1 อายุ 20-35 ปี ช่วงเพิ่งเรียนจบ เริ่มทำงาน เริ่มมีหนี้สิน เช่น บัตรเครดิต หรือรถคันแรก ช่วงที่ 2 อายุ 35-50 ปี แต่งงาน มีลูก ผ่อนบ้าน มีภาระของครอบครัว เช่น ส่งลูกเรียน ช่วงที่ 3 อายุ 50-65 รายได้อยู่ในระดับสูง หนี้สิน และภาระครอบครัวเริ่มลดลงหรือหมดไป เตรียมตัวเกษียณ ถ้าโจทย์คือ "ต้องการเกษียณตอนอายุ 50" แสดงว่า ระยะเวลาในการทำงานหาเงิน หายไป 10 ปี คือ ช่วงอายุที่ 3 ต้องจบเมื่อเราอายุ 50 แทนที่จะเป็น 60
ถ้าจะทำให้ได้ มี 2 เรื่องหลักๆ ที่ควรต้องมีคำตอบให้กับตัวเองและครอบครัวอย่างค่อนข้างชัดเจนคือ 1.ระยะเวลาที่เราจะประสบความสำเร็จในการทำงานและการเงิน 2.ระดับมาตรฐานการใช้ชีวิต
ถ้าอยากเกษียณเร็วควรคิด 2 เรื่องนี้ไปพร้อมกัน เรื่องแรกคือ"ระยะเวลาที่เราจะประสบความสำเร็จในการทำงานและการเงิน" เพราะหากต้องการเกษียณตอนอายุ 50 แสดงว่าในช่วง 20 ปีแรกหลังเริ่มทำงาน เราต้องทำงานหรือเก็บเงินหนักมากกว่าคนอื่น ต้องประสบความสำเร็จในชีวิตได้เร็วคือ ช่วงที่ 2 ของชีวิต ต้องทำให้ได้ตั้งแต่อายุ 40 หรือน้อยกว่านั้น นั่นคือ ก่อนอายุ 40 เราต้องมี Financial Freedom หรือ "อิสรภาพทางการเงิน" ไม่ได้หมายความว่าต้องรวย แต่ต้องปลอดหนี้สินทั้งบ้าน รถและอื่นๆ รวมถึงภาระค่าใช้จ่าย หลักๆ ของครอบครัว เช่น ค่าเรียนลูก เป็นต้น
ถึงจุดนี้เรามีเวลาเท่ากันคือ ต้องประสบความสำเร็จก่อนอายุ 40 ส่วนแต่ละคนจะต้องทำงานหรือเก็บเงินหนักมากกว่าคนอื่นแค่ไหนขึ้นกับเรื่องที่ 2 คือ "ระดับมาตรฐานการใช้ชีวิต" เช่น ถ้าตั้งมาตรฐานการใช้ชีวิตไว้ค่อนข้างสูงกว่าคนปกติส่วนใหญ่ของประเทศ บ้านต้อง 10-20 ล้านบาท ลูกเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็กทุกคน พักผ่อนต่างประเทศทั้งครอบครัวทุกปี มีเงินสำหรับการแต่งงาน เรือนหอ รถใหม่สำหรับลูกๆ ทุกคน และหลังเกษียณเมื่ออายุ 50 ต้องการใช้ชีวิตต่างจากตอนทำงานไม่เกิน 20-30% ถ้ามาตรฐานเป็นลักษณะนี้ ก่อนอายุ 40 อาจจะต้องทำงานมากกว่า 1 อย่าง และบางอย่างอาจต้องเป็นงานที่ทำให้ได้เงินก้อนนอกเหนือจากเงินเดือน
แต่ถ้าลดมาตรฐานชีวิตลง เช่น บ้านไม่เกิน 6 ล้าน ลูกเรียนปกติ หรือตัดสินใจไม่มีลูกเลย แบบนี้ ภายในอายุ 40 เหมือนกัน จะเหนื่อยน้อยกว่ากลุ่มแรก คำว่า "ลดมาตรฐานชีวิตลง" ไม่ได้หมายความว่าอยู่อย่าง "ขาดแคลน" เคยได้ดูภาพยนตร์ฝรั่งเรื่องหนึ่งซึ่งสามีซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงในบริษัทเกี่ยวกับยาสูบ ถูกให้ออกจากงาน ภรรยารับไม่ได้ที่ต้องย้ายออกจากบ้านหลังเดิมที่ใหญ่มาก ภรรยาบอกสามีว่า สนามหลังบ้านนี้ เป็นที่ที่ลูกสาวหัดเดินเป็นครั้งแรก สามีตอบว่า "เรายังคงมีทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ Scale เล็กลง" คือ บ้านหลังเล็กลง สนามเล็กลงคือ ลดมาตรฐานชีวิตลง นั่นเอง
หรือที่คนวัยเกษียณในต่างประเทศทำกันคือ ย้ายที่อยู่ ไปอยู่ในที่ที่ค่าครองชีพต่ำกว่า เช่น เงินทั้งหมดที่ได้ตอนเกษียณ อาจจะใช้ชีวิตได้ไม่สบายนักในประเทศของเขา จึงเห็นฝรั่งบางกลุ่มย้ายมาอยู่ที่ภูเก็ต ซึ่งเงินจำนวนเดียวกันใช้ชีวิตได้อย่างสบาย หรือผู้ใหญ่บางท่านหลังเกษียณย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดเพราะสบายกว่า และไม่มีค่าใช้จ่ายทางสังคมมากนัก
สรุปถ้าต้องการเกษียณตอนอายุ 50 ต้องเร่งประสบความสำเร็จในการทำงานและทำเงินให้เร็วใน 20 ปีแรกที่ทำงาน แต่ต้องประสบความสำเร็จแค่ไหน ขึ้นกับระดับมาตรฐานชีวิต หรือ lifestyle ที่ท่านเลือก


@ตัวอย่างของคนเกษียณเร็ว
ทิพวัลย์ ยกตัวอย่าง คนธรรมดาที่ทำให้ตัวเองเกษียณตอนอายุ 50 ได้จริง ๆ Paul Matych ทำงานประกันอยู่ที่ TAMPA สหรัฐ เขาไม่ได้วางแผนมาก่อนว่าจะเกษียณตอนอายุ 50 แต่บริษัทเปลี่ยนผู้บริหารและนโยบาย จนเขาอึดอัด ในวันเกิดครบ 50 ปีของเขา เขากลับมานั่งทบทวนฐานะการเงิน และพบว่าเขาไม่ต้องทนทำงานในสภาพนั้นอีกต่อไป เขาตัดสินใจลาออก
ที่เขาทำได้ เพราะเขาวางแผนการเงินและการใช้ชีวิตได้ดีมาก เขาอยู่ท่ามกลางคนทำงานที่หาเงินได้ 1 ล้าน ก็ใช้จ่าย 1 ล้าน แต่เขาตัดสินใจใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง เขาเก็บเงินหนักมือ สิ่งแรกที่เป็นการตัดสินใจที่ถูกมากคือ การผ่อนซื้อบ้านหลังปัจจุบันที่เขาอยู่ โดยทำตามที่นักบัญชีแนะนำ ว่า ถ้าเขาผ่อนบ้านได้หมดเร็ว ก็จะทำให้มีเงินเหลือมาลงทุนได้มากขึ้น เพราะภาระผ่อนบ้านเป็นภาระหนัก ที่จะทำให้เราหยุดอยู่กับที่ โดยเฉพาะในช่วง 7-8 ปีแรก ที่เงินผ่อนบ้านส่วนใหญ่นำไปตัดดอกเบี้ยไม่ใช่เงินต้น
นอกจากนี้ Paul Matych เริ่มกระจายการลงทุนในกองทุนรวมประมาณ 9 กองทุน ทั้งกองทุน Index fund กองหุ้น กองทุน Sector Fund และกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund)
การลงทุนของเขาเป็นการลงทุนระยะยาว โดยเริ่มลงทุนตั้งแต่ปี 1990 โดยผ่านช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐตกต่ำ จนทำให้ผู้ลงทุนวัยเกษียณทั้งหลายเป็นห่วงเงินลงทุนของตน แต่เขายืนยันว่าเขานอนหลับสบายดีในช่วงนั้น เพราะเขาแบ่งเงินลงทุนซึ่งมีจำนวนเท่ากับค่าใช้จ่ายในครอบครัวสำหรับระยะเวลา 3 ปี ไว้ใน กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่ามาก โดยเขาให้ความเห็นว่า ถ้าจะเกษียณ ต้องมีเงินสดพร้อม เพราะการลงทุนในตลาดหุ้น ผู้ลงทุนต้องเตรียมใจวางแผนเพราะตลาดมีโอกาสตกได้
Paul Matych และภรรยา ตกลงกันว่าเมื่อเขาลาออกจากงาน ครอบครัวจะใช้ชีวิตแบบปานกลาง แต่มีทุกอย่างที่จำเป็นและต้องการ
"เราพยายามมีชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบาย แต่ไม่ใช้ชีวิตแบบ crazy"
เขาและภรรยาใช้รถคุณภาพดีแต่ไม่ใหม่อายุ 4-5 ปี ทำสวนและทำความสะอาดสระว่ายน้ำกันเอง ตอนยังทำงานอยู่เขาพาครอบครัวไปเที่ยวฮาวาย และ Virgin Island ตอนนี้ไม่ได้ทำงานแล้ว เขาพาลูกสาวไปเที่ยว Disney World และไม่เคยคิดจะหวนกลับไปทำงานอีกเลย นอกจากใช้ชีวิตกับครอบครัวแล้ว เขายังตกปลา เล่นกอล์ฟ ซ่อมของในบ้าน เลี้ยงกล้วยไม้ และปลูกกุหลาบ ที่สำคัญหลังเลิกทำงานคือ ต้องมีอะไรทำไปข้างหน้า และเน้นว่าไม่มีความสัมพันธ์โดยตรง (correlation) ระหว่างจำนวนเงินที่ทำมาหาได้กับความสุขของคนๆ นั้น
อีกตัวอย่างนึงเป็นโบรกเกอร์ที่เกษียณตัวเองเมื่ออายุ 54 เพราะกลัวว่าอยู่ต่อไปจะถูกให้ออก เขาเปลี่ยนชีวิตไปเขียนรูปและปั้นประติมากรรมขาย เงินที่ได้ เอาไปซื้องานศิลป์อื่นๆ เก็บไว้ต่อ เป็นการลงทุนอีกแบบหนึ่ง
ทิพวัลย์เล่าอีกว่า มีผู้บริหารคนหนึ่งอายุ 40 กว่า และวางแผน early retire เหมือนกัน ให้แนวคิดซึ่งน่าสนใจไว้ว่า
ตอนที่เรา early retire หรือเลิกทำงานเราจะต้องมี 3 เรื่องนี้จึงจะเป็นการเกษียณอย่างมีความสุข นั่นคือ1.มีอิสระทางการเงิน (financial freedom) ปลอดหนี้สิน และภาระทุกประการ 2.มีงานอดิเรกที่ชอบทำ เพื่อให้ไม่ว่าง 3.มีเพื่อนกลุ่มที่คุยกันรู้เรื่อง ชอบอะไรคล้ายๆ กัน ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่มีความสุขจากการเกษียณ และมีโอกาสอย่างมากที่จะหันกลับไปหางานทำใหม่
"ทฤษฎีด้านการบริหารจัดการเงินส่วนตัว ที่คุณเคยได้ยินบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มออมตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้เงินทำงานแบบทบต้น การลงทุนในทางเลือกที่ทำให้คุณแตะต้องเงินไม่ได้จนกว่าจะเกษียณ หรือการลงทุนในทางอื่นๆ ก็เป็นหลักการทั่วไปที่ทุกๆ คนทราบกันดี แต่ในความเป็นจริงทุกคนมีรายละเอียดในชีวิตที่แตกต่างกันมาก คงต้องค่อยๆ คิด และทบทวน เพราะเชื่อว่าทางไปของแต่ละคนเพื่อให้เกษียณก่อนอายุ 50 คงจะมีหลากหลายมาก แต่ถ้าทำได้ทั้งกายและใจ คิดว่าเป็นชีวิตที่จะมีความสุขอย่างมาก และเป็นกลุ่มคนพิเศษที่ได้มีความสุขยาวนานกว่าคนอื่น ๆโดยเฉลี่ย" ทิพย์วัลย์ให้ทัศนะ


@วางแผนออมให้เพียงพอในช่วงชีวิตที่เหลือ
ใครที่ต้องการเกษียณก่อนกำหนด ต้องพิจารณาว่าควรจัดการกับตัวเองอย่างไรเมื่อเกษียณ ลองนึกดูสิว่าระยะเวลาอีก 20-30 กว่าปี ที่ต้องว่างงาน คุณอาจรู้สึกว่าเป็นเวลาที่ยาวนานจนอาจทำให้เกิดความเบื่อหน่าย
หลักสำคัญของการเกษียณก่อนกำหนดคือ การวางแผนล่วงหน้าเพื่อให้มีเงินออมเพียงพอต่อการดำรงชีวิต ซึ่งในรายละเอียดของแผนการออมเงินนั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คุณต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการตัดงบค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณ หรือบางคนหาวิธีเพิ่มเงินออมด้วยการทำงานนอกเวลา
การหางานทำสำหรับผู้ที่วัย 55 ปีแล้วนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน แต่หากเป็นงานที่ทำแบบไม่เต็มเวลาอาจหาได้ง่ายกว่า ผู้ที่เกษียณก่อนกำหนดบางคนอาจพบว่า ตัวเองยังสามารถมีชีวิตที่ดีได้ด้วยการเป็นที่ปรึกษา หรือให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ ตามความเชี่ยวชาญของตัวเอง หรือมีบางคนก็ไปทำอาชีพที่เคยใฝ่ฝันมาตลอด
การเตรียมความพร้อมด้านการเงินถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด บางคนรีบลาออกด้วยอารมณ์ ทั้งที่ยังไม่มีความพร้อมด้านการเงิน หรือบางครั้งหวังพึ่งพาคนอื่น เช่น สามี หรือ ภรรยา ฯลฯ ขอบอกว่าระยะยาวลำบากแน่ มีหลายคนที่ต้องอยู่คนเดียวด้วยเงินก้อนหนึ่งที่ต้องใช้อย่างระมัดระวังมากๆ ที่จริงแล้วการเตรียมการเกษียณอายุเราต้องกำหนดตั้งแต่เริ่มแรกทำงานแล้วว่าจะหยุดการทำงานที่อายุเท่าไร หลังเกษียณแล้วจะต้องใช้เงินเท่าไร
ถ้ายังไม่พร้อม ก็อย่าเพิ่ง เพราะยังต้องเตรียมเงินค่ารักษาพยาบาลอีก และการใช้จ่ายหลังจากนี้ไปต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวัง เพราะเงินมีแต่ไหลออกไม่มีไหลเข้าแล้ว
"ดวงมน จึงเสถียรทรัพย์" ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับธุรกิจนายหน้าและค้าหลักทรัพย์ สำนักงาน ก.ล.ต. บอกว่าสำหรับคนที่วางแผนเกษียณก่อนกำหนด ต้องคิดเรื่องการออมเงินไว้ล่วงหน้าเลย ล่วงหน้านานอย่างน้อย 10 ปีก่อนเกษียณ
"ที่ต้องนานขนาดนี้เพราะบางคนอ้างว่ามีลูก กว่าลูกจะเรียนจบ ตัวเองก็อายุ 45 ปี แล้ว ระหว่างลูกเรียน ลูกต้องกินต้องใช้ด้วยเงินพ่อแม่ พ่อแม่เลยไม่มีเงินเก็บ ไม่เป็นไรมาเริ่มเก็บเงินตอน 45 ปี ก็ได้ แต่ถ้ายังไม่เริ่มอีก ถือว่าวิกฤติมาก"
ส่วนจะต้องออมเท่าไรนั้น ต้องถามตัวเองว่าเกษียณแล้วว่าจะมีชีวิตอยู่อีกกี่ปีล่ะ เรื่องนี้ไม่มีใครตอบได้ แต่ถ้าดูกันตามสถิติ มีการค้นคว้าไว้ว่า ผู้หญิงมีอายุเฉลี่ย 78 ผู้ชาย โชคดีกว่า แค่ 76 ปี ดังนั้น ถ้าเกษียณที่ 55 ปี ก็ยังอยู่โดยไม่มีเงินเดือนไปอีก 23 ปี เชียวนะ และถ้าเริ่มออมตอนอายุ 45 ปี ก็เท่ากับมีเวลาออม 10 ปี สำหรับอยู่ต่ออีกได้ 23 ปี ถ้าเกษียณที่ 60 ปี ก็มีเวลาออม 15 ปี สำหรับอยู่ต่ออีก 18 ปีเพื่อให้คิดง่ายๆ ใช้ตัวเลขแบบกลางๆ ว่า มีเวลาออม 10 ปี เพื่อสำหรับใช้ตอนไม่มีเงินเดือน อีก 20 ปี อย่างนี้ก็จะเห็นภาพว่า ออมไว้เดือนละเท่าไร ตอนเกษียณต้องใช้สำหรับ 2 เดือนนะ หรือกลับกันคือ อยากมีเงินใช้เดือนละเท่าไร ขณะนี้ ต้องออมไว้ให้ได้ครึ่งหนึ่ง
เหนืออื่นใด ต้องเตรียมความพร้อมของครอบครัวเอาไว้ด้วย ยิ่งถ้าคุณมีครอบครัวและมีลูก ก็ต้องคิดเผื่อถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยว่าคนในครอบครัวจะมีความเห็นเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ยังต้องคิดเผื่อว่าชีวิตหลังจากนี้จะทำอะไรดี ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องมีการวางแผน และเตรียมก่อนตัดสินใจเกษียณเป็นอย่างดี




 

Create Date : 08 กันยายน 2560    
Last Update : 8 กันยายน 2560 16:33:35 น.
Counter : 234 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เมื่องานกับบุคลิกของเราไม่ตรงกัน



จากหนังสือ How Love the Job You hate.

ผู้เขียนพบ Bob ตอนที่เขามาเป็นเพื่อนลูกชายในการสัมมนาเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ โดยหวังว่าลูกชายจะได้งาที่มั่นคงUละรายได้ดีเหมือนตัวเขา เมื่อหัวข้อการถกเถึยงเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคลิกภาพ เขาได้เล่าเรื่องส่วนตัวของเขาให้คนในกลุ่มฟัง

ในช่วงปี 60 บ๊อบต้องต่อสู้ดิ้นราหาเงินเลี้ยงครอบครัวขนาดใหญ่ เส้นทางชีวิตของเขาเปลี่ยนไปเมื่อทางการเรียกตัวให้ไปทดลองงานในตำแหน่งช่างประปา หลังจากผ่านช่วงทดลองงาน เขาได้รับการบรรจุโดยได้ค่าแรงเพิ่มเป็นเท่าตัวจากที่เคยได้มาก่อน พร้อมกับสิทธิ์การลาป่วยและพักร้อนอย่างที่เคยอยุ่แต่ในความฝัน เพียงไม่กี่เดือน หลังจากภรรยาคลอดลุกสาวคนสุดท้อง เขาก็สามารถซ์้อบ้านหลังใหญ่สำหรับครอบครัวที่ประกอบด้วยภรรยากับลุก 8 คน

บ๊อบยังเป็นนักดนตรีอีกด้วย นี่คือสิ่งที่เขาถวิลหาโดยแท้ เขามีความสุขกับการเล่นดนตรีต่อหน้าคนดูเยอะๆ และการเขียนเพลงร่วมกับเพื่อนที่เล่นดนตรีด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย

การที่ได้รู้ว่าอาชีพช่างประปามีผลทำให้เขาเกิดความเหงาแลเบื่อหน่ายกลายเป็นเรื่องที่หลายคนประหลาดใจ เพาะไม่ว่าจะมองในมุมใด งานก็คืองาน ลูกของเขาที่เห็นพ่อดื่มสุราและใช้กำลังกับแม่มาตลอด ไม่เคยคิดว่านิสัยไม่ดีของพ่อจะเกี่ยวข้องอะไรกับความไม่พอใจในงาน แต่คนรุ่นเขามีสำนึกอย่างหนึ่งคือ ต้องพยายามหางานดีๆทำ และหาเลี้ยงครอบครัวให้ได้

ปกติบ๊อบเป็นคนนิ่งเฉยต่อสิ้งเร้าภายนอก แต่การที่งานมาแย่งเวลาพลังงานไปจากชีวิตของเขาไปจากดนตรีที่เขารักนั้น ทำให้เขารู้สึกโกรธมาก เขาเป็นคนประเภทบุคคลสาธารณะ ทำงานหนักเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น อาชีพช่างประปามีความสำคัญอย่างยิ่ง ต้องเป็นช่างฝีมือที่มีความชำนาญสูง เสมือนอัศวินขี่ม้าขาวที่มาแก้ปัญหาให้แก่คนทั่วไป แต่แทบไม่ได้ยินเสียงปรบมือจากการที่เขาสามารถแก้ไขชักโครกให้ใช้งานได้ตามปกติ

ผู้เขียนได้ชี้ให้บ๊อบเห็นว่าเขาเป็นคนที่มีบุคคลิกชอบอยู่กับผู้คน แต่ลักษณะงานของเขาต้องทำงานตามลำพัง เขาจึงรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว สรุปแล้วคืออุปนิสัยเขาไม่เหมาะกับงานอาชีพนี้เลย




 

Create Date : 02 เมษายน 2559    
Last Update : 2 เมษายน 2559 4:56:26 น.
Counter : 401 Pageviews.  

ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ


การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นการเพิ่มเติมค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตที่มีอยู่แล้วตามปกติ 100,000 บาท เพิ่มขึ้นอีก 200,000 บาท ซึ่งวงเงินที่เพิ่มขึ้นต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน

แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณีหรือเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตาม กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีเดียวกัน

หลักเกณฑ์

(1) เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

(2) ต้องเอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในไทย

(3) มีการกำหนดการจ่ายผลประโยชน์เป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ จะจ่ายเท่ากันทุกงวดหรือจ่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเอาประกัน ก็ได้ โดยจะจ่ายตามการทรงชีพที่อาจมีการรับรองจำนวนงวดในการจ่ายที่แน่นอน

(4) มีการกำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์เมื่อผู้มีเงินได้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ถึงอายุ 85 ปี หรือกว่านั้น และต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้ว ก่อนได้รับผลประโยชน์


ตัวอย่างที่ 2 นาย ง. มีเงินได้ปีละ 1,350,000 บาท จ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบตลอดชีพปีละ 120,000 บาท ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญปีละ 250,000 บาท จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 135,000 บาท และจ่ายค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน RMF จำนวน 100,000 บาท นาย ง. สามารถหักค่าลดหย่อนและยกเว้นภาษีได้ดังนี้

(1) คำนวณยอดการใช้สิทธิหักไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ แล้วพักไว้ = 1,350,000 x 15 % = 202,500 บาท

(2) นาย ง. จ่ายเบี้ยประกันชีวิตแบบตลอดชีพ 120,000 บาท ให้นำเบี้ยประกันชีวิตแบบตลอดชีพไปใช้สิทธิหักเบี้ยประกันแบบปกติก่อน 100,000 บาท ส่วนที่เกิน 100,000 บาท(20,000 บาท) ตัดทิ้งเพราะหักเบี้ยประกันชีวิตแบบปกติครบถ้วนแล้ว

(3) นำยอดเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญที่จ่ายจริง 250,000 บาท เทียบกับวงเงินตาม 1. พบว่าเกิน 15% (202,500 บาท) และเกิน 200,000 บาท จึงสามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนได้เต็ม 200,000 บาท

(4) นำยอดค่าเบี้ยประกันภัยแบบบำนาญที่สามารถหักได้ตาม 3. ไปรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพและเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน RMF แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท = 200,000 + 135,000 + 100,000 = 435,000 บาท พบว่าไม่เกิน

นาย ง. สามารถหักเบี้ยประกันชีวิตแบบตลอดชีพได้ 100,000 บาท และหักเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญได้ 200,000 บาท




 

Create Date : 22 มกราคม 2558    
Last Update : 22 มกราคม 2558 20:39:50 น.
Counter : 327 Pageviews.  

วางแผนเกษียณ

หวังว่าอายุ 40 หนี้ที่มีอยู่จะเบาบางลง

ตอนนี้ก็ทยอยใช้ไปเรื่อยๆ

บางทีก็เบื่องานประจำเหมือนกัน มันมีอารมณ์อยากลาออกเป็นบางครั้ง


อายุ 50 จะมีเงินลงทุนซัก 5 ล้าน ซื้อกองทุน พันธบัตร หุ้นกู้ ได้ผลตอบแทนซักปีละ 5% หักภาษีแล้ว ก็ได้ 250,000 เฉลี่ยเดือนละ 20,000

มีห้องเช่า 4 ห้อง ได้เดือนละ 6,000
ทาวน์เฮ้าส์ให้เช่า น่าจะได้เดือนละ 4,000-5,000
ทาวน์เฮ้าส์ในเมือง ให้เช่า น่าจะได้เดือนละ 7,500
รวมๆ เดือนละ 37,000 ก็ไม่เลวนะ

ยังไงขอฝันเอาไว้ก่อนเถอะ

ตอนนี้เป็นหนี้อยู่ 3 ล้านกว่าบ้าน เหมือนติดลบ

ผ่อนทาวน์เฮ้าส์ 2 หลัง

ห้องเช่าที่ไปสร้างไว้อีก


สู้กันต่อไป




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2556    
Last Update : 24 ตุลาคม 2556 21:27:32 น.
Counter : 602 Pageviews.  

มาจัดการเงินทองหลังเกษียณกันเถอะ


มาจัดการเงินทองหลังเกษียณกันเถอะ
13 สิงหาคม 2556
ห้องความรู้บัวหลวง (บทความ)
button buy online at bangkok bank website
ถ้าจะสรุปลักษณะร่วมกันของคนวัยหลังเกษียณ ก็คือ วัยที่มีรายได้น้อยลง ค่าใช้จ่ายตามการใช้ชีวิตเดิมๆ น้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกลับมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเป็นอย่างนี้ แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนมีโอกาสสูงมากที่จะเกินกว่ารายได้รายเดือน ยิ่งสูงวัยมากขึ้น รายได้ก็หดหายลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน อย่างเก่งก็เหลือแต่เงินบำนาญจากราชการ ประกันชีวิตแบบบำนาญ และบำนาญจากประกันสังคมไม่กี่ร้อยบาท (ซึ่งถึงจะยังมีบำนาญ แต่ก็มีค่าน้อยลงตามภาวะเงินเฟ้ออยู่ดี)

ดังนั้น แผนการจัดการหนี้สินเงินทองที่ชาญฉลาด ที่อดทนเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตจะมีความสำคัญอย่างที่สุด โดยเฉพาะคนโสด คนแต่งงานแต่ไม่มีลูก หรือแม้แต่คนที่มีลูก แต่เขาไม่เลี้ยง!!

ทำอย่างไร ให้เงินที่มีเพียงพอต่อการใช้ไปจนลมหายใจสุดท้าย
ทำอย่างไร กับหนี้สินก้อนใหญ่ที่ยังคงเหลืออยู่
ทำอย่างไร ให้เงินออมที่มียังคงงอกเงย ให้ผลตอบแทน
ทำอย่างไร ให้เงินออมไม่ต้องไปลงทุนในสิ่งที่เสี่ยงจนเกินไป

มีเรื่องที่ต้องพิจารณา สำหรับการวางแผนจัดการเงินทองวัยหลังเกษียณ คือ

ให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดรับที่หดหาย(ลดลง) และการวางแผนการใช้จ่ายสำหรับช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ให้ได้ก่อนใช้เงินก้อน

คนวัยเกษียณจะว่างและมีเงินก้อนในมือ จะอยากใช้จ่ายอยากให้รางวัลกับชีวิต ต้องประมาณให้ดีก่อนใช้ ไม่เช่นนั้นเงินอาจหมดได้

ตรวจสอบสวัสดิการด้านสุขภาพของตัวเองว่ามีอะไรอยู่บ้าง สิทธิข้าราชการ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ กองทุนประกันสังคม บัตรทอง ฯลฯ เพราะจะเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดของคนวัยนี้ และถือเป็นเรื่องสำคัญที่ห้ามละเลยโดยเด็ดขาด
ตรวจสอบหนี้สินที่คงเหลือ วางแผนหาวิธีจัดการให้ได้ ให้เร็วที่สุด อย่าปล่อยทิ้งไว้ถ้าไม่จำเป็น เพราะดอกเบี้ยมีแต่พอกพูน

คำนวณให้มั่นใจว่าเงินที่มีอยู่และจะได้ระหว่างเกษียณ เช่น บำนาญ เงินคืนจากประกันแบบบำนาญ เพียงพอต่อการใช้จ่ายในช่วงชีวิตที่เหลือหรือไม่


หากคำนวณแล้วมีปัญหาด้านการเงิน

ปัญหาสถานเบา คือ เงินพอใช้แต่พอดีๆ ไม่ค่อยเหลือเผื่อ ขอให้ลองพิจารณาหาวิธีลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ในความเสี่ยงที่ยอมรับได้อยู่ เช่นขยับจากฝากธนาคารไปกองทุนตราสารหนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนผสมที่เน้นตราสารหนี้
คนเกษียณแล้วรายได้มักไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ดังนั้นการบริหารภาษีส่วนนี้ก็จะช่วยให้มีเงินกลับคืนเยอะขึ้น เช่นขอคืน เงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินปันผล เงินฝากประจำ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ เป็นต้น

ปัญหาสถานหนัก คือ เงินออมไม่พอเหลือใช้จ่ายสำหรับช่วยชีวิตที่เหลืออยู่ ก็จำเป็นต้อง

หาทางลดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าที่พักอาศัย ค่าใช้จ่ายครอบครัว ลดโดยไปอยู่ร่วมกันกับญาติ ลูกหลาน
สำรวจทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นและแปลงเป็นเงิน เช่น ของสะสมของสาวๆ เช่นกระเป๋า เสื้อผ้า (บางคนมีเป็นล้าน)
หารายได้เสริม ผู้เกษียณจำนวนมากยังใช้ความสามารถสร้างรายได้ ได้อยู่ เช่น ทำขนม อาหาร เป็นที่ปรึกษาบริษัท ฯลฯ


แล้วสิ่งที่ต้องระมัดระวังล่ะ

การจ่ายเงินก้อนให้ลูกหลาน หรือ เพื่อนฝูง เช่น เพื่อนขอยืม ซื้อรถให้ลูกหลาน ต้องมั่นใจว่าไม่กระทบต่อเงินออมเพื่อดำรงชีพหลังเกษียณของเรา
การสร้างอาชีพใหม่ที่ต้องลงทุนสูง หลายคนมีความฝันเช่น ไปทำสวนทำไร่ ซื้อที่ลงทุน ปลูกบ้านในต่างจังหวัด แต่ลืมไปว่าตนเองไม่มีประสบการณ์มาก่อน ทำงานบริษัทมาทั้งชีวิต อาจขาดทุนและกระทบเงินออมสำหรับวัยเกษียณได้
การต้มตุ๋น หลอกลวง โดยเฉพาะเวลามีคนเข้ามาเยินยอความสำเร็จในอดีต ทำให้หลงเชื่อ ถูกหลอกให้จ่ายเงินได้ง่าย เพราะมารเหล่านี้มักพุ่งเป้าหมายที่คนสูงอายุเพราะมีเงินก้อนในมือ และไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมโจร


ส่วนการออมการลงทุนในวัยนี้ ต้องจัดสรรเงินให้ดี แบ่งเงินออกเป็นส่วนๆ ต้องไม่ลงทุนเกินความเสี่ยงที่รับได้ และสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ การเล่นหุ้นเอง ซื้อกองทุนเองในเงินที่จัดสรรแล้ว ทำให้คนสูงอายุมีงานทำ มีสังคม ฝึกคิดเลข ฝึกสมอง เขาว่าช่วยลดปัญหาความจำเสื่อมได้

ส่วนพอร์ตการออมการลงทุนของคนวัยเกษียณ มีหลักการสำคัญที่ใช้ได้ทั่วไป คือ

ควรเป็นพอร์ตที่มีความเสี่ยงโดยรวมอยู่ในระดับต่ำหรือปานกลางถึงต่ำ เพื่อบรรเทาปัญหาหากพอร์ตการลงทุนเกิดความเสียหาย

การลงทุนสำหรับวัยหลังเกษียณ ควรเน้นการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนแบบสม่ำเสมอจากการลงทุนเพื่อนำมาเป็นค่า ใช้จ่าย ลดการดึงเงินต้นออกมาใช้ให้มากที่สุด เช่น เงินฝากธนาคาร ตราสารหนี้ต่างๆ เช่นหุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล กองทุนตราสารหนี้ที่จ่ายเงินคืนระหว่างการลงทุน กองทุนหุ้นที่จ่ายปันผล กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ เป็นต้น

พอร์ตเงินออมส่วนใหญ่ควรเน้นที่การฝากธนาคาร ซื้อกองทุนตราสารหนี้ ซื้อหุ้นกู้ พันธบัตร ที่มีความเสี่ยงต่ำ ส่วนการลงทุนในหุ้น ทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ สามารถทำได้ในส่วนที่เป็นพอร์ตที่ต้องการผลตอบแทนสูงขึ้น ซึ่งแบ่งสัดส่วนให้ชัดเจนออกมาจากพอร์ตการออมความเสี่ยงต่ำ โดยตัวอย่างสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำสำหรับวัยเกษียณ เช่น เงินฝาก หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล กองทุนตราสารหนี้ 50-75% หุ้น กองทุนหุ้น 10-30% ทองคำ กองทุนทองคำ 5-15% และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 10-20% และที่สำคัญการลงทุนนั้นต้องสะดวกและมีสภาพคล่องในการไถ่ถอนมาใช้จ่ายด้วย

สำหรับการจัดสรรเอง การกำหนดสัดส่วนลงทุน และทยอยซื้อขายเพื่อรับเงินมาใช้จ่ายรายเดือน ที่เป็นปัญหายุ่งยากของผู้สูงวัยหลายคน กองทุนบัวหลวง ก็มี กองทุน B Senior ที่จะเสนอขาย IPO 7-14 สิงหาคมนี้ กองทุนนี้มีนโยบายลงทุนตราสารหนี้ในสัดส่วนที่สูงไม่ต่ำกว่า 70% เพื่อเน้นความมั่นคง และมีสัดส่วนของการลงทุนในหุ้น ทองคำ กองทุนที่เน้นอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ไม่เกิน 30% เพื่อเพิ่มโอกาสเพิ่มผลตอบแทนของกองทุนตามจังหวะที่เหมาะสม รวมถึงกองทุนยังมีให้เลือกบริการขายคืนเป็นประจำรายเดือนไปใช้จ่าย ก็น่าจะช่วยตอบโจทย์ปัญหายุ่งยากของหนุ่มสาวผู้สูงวัยเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

เสกสรร โตวิวัฒน์




 

Create Date : 04 ตุลาคม 2556    
Last Update : 4 ตุลาคม 2556 23:17:10 น.
Counter : 1039 Pageviews.  

1  2  3  4  

BlogGang Popular Award#13


 
ภูมิพัฒน์
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




Friends' blogs
[Add ภูมิพัฒน์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.