Group Blog
 
All Blogs
 

KTC หนี้ใบรองสุดท้าย

มาแล้วครับ มัวแต่ไปตะลอนกรุงเทพ

เช้าวันที่ ๑๑ กรกฏาคม ๒๕๕๕
ขี่จักรยานมาปากซอย แวะซื้อข้าวเหนี่ยวหมูฝอยไปกินที่ศาลแล้ว ต่อรถตู้สองต่อเพื่อไปศาลมีนบุรี

ฝนก็ตกรถก็ติด ลุ้นว่าจะไปถึงทันเวลา ๙ โมงหรือไม่

ถึงศาลตอน แปดโมงสี่สิบ เดินไปซื้อกาแฟกับนั่งกินข้าวเหนียวที่โรงอาหาร เสร็จแล้วก็ไปตรวจสอบรายชื่อคดีแพ่งของเราตามหมายเลขคดีดำ
นัดนี้เป็นนัดไกล่เกลี่ย เราก็ขึ้นไปชั้นแปด ซึ่งแต่ละห้องตั้งชื่อได้เข้ากับบรรยากาศมาก ผูกมิตร ๑ ผูกมิตร ๒

ไปถึงหน้าห้อง โชว์บัตรประชาชน ลงชื่อรรับบัตรคิว เราได้คิวที่ 30 ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าตอนเช้านี้จะมีด้วยกันทั้ังหมด 120 คดี ใครมาก่อนได้ไกล่เกลี่ยก่อน

ทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่เป็น KTC เพราะวันนี้เป็นวันมหกรรมไกล่เกลี่ยของ KTC เจ้าหน้าที่ธนาคารว่าอย่างนั้น ไม่เคยรู้ว่าต้องมามหกรรม คนมากมายล้นที่นั่งขนาดนี้

เขาก็ให้เรารับเอกสารพร้อมบัตรคิว ไปนั่งรอนอกห้องด้านในเพื่อรอไกล่เกลี่ย
ทั้งหมด เป็น ลูกหนี้ KTC

พอถึงตาเรา เข้าไปในห้อง มีด้วยกันหลายโต๊ะ เป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารคุย

โดยมีเงือนไข คล้ายๆ เมนูให้เราเลือกดังต่อไปนี้
1. ผ่อน 36 งวด พร้อมดอกเบี้ย 7.5 % -ขั้นบันไดได้ แต่ต้องจ่ายให้ครบ
2. ผ่อน 12 งวด ไม่คิดดอกระหว่างผ่อน ได้ลดจากยอดฟ้องด้วย

เราก็ถามว่าช่วยคิดให้ดูหน่อยว่าแต่ละอันมันจะยังไง

ยอดหยุดเรา 147,000 ยอดฟ้อง 174,000
ถ้าผ่อน 36 งวด คิดต้นที่ 160,000 ดอก 7.5 คำนวณแล้วต้องจ่ายดอกอีกร่วม 20,000 บาท

ถ้า 12 งวด น้องเจ้าหน้าที่บอกว่า พี่ผ่อนเบาๆ ช่วงแรกแล้วไปผ่อนเยอะช่วงท้ายก็ได้ค่ะ คิดต้นให้ที่ 150,000
งั้น เรา เอา 8,000 สี่เดือน อีก แปดเดือน ขอไม่ต่ำกว่า 12,000 แล้วกัน แต่ไปเริ่มจ่ายสิ้นเดือนสิงหาคมนะ

เราเลยตกลงตามนี้ เพราะก่อนหน้านี้ เคยเสนอ ปิดจบที่ 160,000 งวดเดียวบ้าง ให้ผ่อน 36 งวด ดอก 10% บ้าง แต่ไม่เคยตกลง

ได้ความตามนี้แล้วก็ไปทำเอกสารทำยอมนะ ไม่ใช่ประนอมหนี้ ให้ผู้พิพากษาเซ็นต์ รับเอกสารแล้วก็กลับบ้าน


โต๊ะข้างๆ ตอนเจรจากัน มีทั้งยอมและไม่ยอม
ที่ไม่ยอมบอกว่า ธนาคารอื่นยังลดให้ และผ่อน สามสิบหกงวดไม่มีดอก เจ้าหน้าที่บอกว่า คนละธนาคารคนละนโยบาย ถ้าสู้คดีต่อไปก็แล้วแต่ดุลยพินิจของศาล


ที่เรายอมเพราะ เราอยากเจรจาสงบศึกกับตัวนี้ แล้วก็จะได้รับมือ กรุงศรีต่อไป ซึ่งเป็นใบสุดท้ายแล้ว
ชีวิตเราดำเนินต่อไป ใช้หนี้เขาไป เราจะได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ หมดความกังวล
เดือนนี้ได้เงินเดือนขึ้น แต่ไม่รุ้ว่าจะเป็นเท่าไหร่ แต่คิดว่าพอจ่ายจนตลดอรอดฝั่งเลยตกลงตามนี้

ไปศาลไม่น่ากลัว แต่คืนก่อนก็หวั่นๆนิดหน่อย แต่เอาเข้าจริง ก็ไม่มีอะไร

เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ
แนวทางการใช้หนี้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเงินในกระเป๋า
ตัวผม มีที่ดินหลายแปลงซึ่งพ่อแม่ยกให้ หน้าทีการงาน ก็ไม่อยากให้มีอายัดเงินเดือนเพราะจะทำให้ประวัติด่างพร้อย ส่งผลต่อความก้าวหน้าได้ครับ เลยเลือกแบบนี้




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2555 21:58:05 น.
Counter : 3369 Pageviews.  

กิจกรรมอบรมการแก้ไขปัญหาหนี้(ฟ​รี)ประจำเดือนกรกฏาคม 2555

พื่อเป็นการเพิ่มช่องทางในการเผยแพร่ความรู้ในการแก้ไขปัญหาหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ให้กับลูกหนี้และบุคคลทั่วไปได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ทางชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล จึงได้จัดให้มีการอบรมแก้ไขปัญหาหนี้ฯ เป็นประจำทุกๆสามเดือน โดยชมรมฯจะมีการประกาศบนหน้าบอร์ดให้ทราบว่าในแต่ละครั้งว่า จะมีการจัดอบรมในวันเวลาใด และวิทยากรท่านใด ที่จะเป็นผู้ดูควบคุมแลการอบรมดังกล่าว

การอบรม(ฟรี )สำหรับการอบรมในครั้งต่อไปที่จะถึงนี้ จัดขึ้นในวัน

อาทิตย์ที่ 29 เดือนกรกฏาคม 2555 ตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น.

สถานที่อบรมคือ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (ห้องประชุม ชั้น 2) เลขที่ 4/2 ซอยวัฒนะโยธิน (ราชวิถี 7) แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

สำหรับวิทยากรผู้บรรยาย ประจำเดือนกรกฏาคม 2555 นี้

วิทยากรหลัก คุณอาร์ชาวิน (Arshavin) (รองประธานชมรมฯ)


และวิทยากรสมทบ คุณ คนสยาม(Konsiam) (กรรมการชมรมฯ)


การอบรมดังกล่าวเป็นการอบรมฟรี! ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น! เพียงแต่จะไม่มีบริการอาหารและเครื่องดื่มให้เท่านั้น จำนวนผู้เข้าอบรมไม่เกิน 50 ท่าน
ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล จึงใครขอเรียนเชิญสมาชิกใหม่ที่กำลังคิดจะหยุดจ่าย หรือเพิ่งเริ่มหยุดจ่าย และอยากได้ความรู้นับตั้งแต่ก้าวแรกไปจนสุดทาง

• เริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน(เริ่มหยุดจ่ายใหม่ๆ)...ไปจนถึงขั้นตอนต่อสู้คดีในชั้นศาล และการถูกบังคับคดี (อายัดเงินเดือน , อายัดทรัพย์)

• ใช้การอธิบายด้วยภาษาแบบชาวบ้าน (ภาษาชาว “ยิ้มสู้หนี้”) เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาได้จริง

• ชี้ให้เห็นประเด็นกลโกงของเจ้าหนี้ ทั้ง “ตามข้อกฏหมาย” และ “ช่องโหว่ของกฏหมาย”

• เพื่อนสมาชิกจะได้มีโอกาสพบปะพูดคุย กับ“ชาวยิ้มสู้หนี้”อีกมากมาย (ที่มีหัวอกเดียวกัน เนื่องจากเป็นหนี้เหมือนกัน) และจะได้พบกับกรรมการชมรมฯอีกหลายท่าน ที่ประสบความสำเร็จในการ “ปลดหนี้” โดยใช้แนวทางของชมรมฯ

รวมทั้งสมาชิกเก่าที่ยังมีข้อสงสัย อยากจะฟังเพื่อความเม่นยำ ในรายละเอียดบางเรื่อง ถึงแม้จะได้อ่านหรือศึกษาข้อมูลในเวปของชมรมฯมาบ้างแล้วก็ตาม การอบรมนี้จะช่วยให้ท่านมีความรู้ มีความเข้าใจ มีตัวเลือก และมีทัศนะคติในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของตนเองได้มากขึ้น

สมาชิกที่สนใจ สามารถลงชื่อเข้าร่วมอบรมได้ในกระทู้นี้ โดยจะประกาศปิดรับสมัคร เมื่อมีจำนวนสมาชิกที่เข้ามารับฟัง ครบจำนวน 50 ท่านแล้ว

และเนื่องจากจำนวนที่นั่ง มีจำนวนจำกัด (50 ท่าน) ดังนั้น หากสมาชิกท่านใดที่ลงชื่อขอจองที่นั่งแล้ว แต่บังเอิญติดธุระด่วนในภายหลัง ทำให้ไม่สามารถมาร่วมงานในวันดังกล่าวได้ (เพิ่งมารู้ว่า ไม่สามารถไปร่วมงานได้ในทีหลัง)

1. ขอให้แจ้ง “สละสิทธิ์” มาในกระทู้นี้ ก่อนถึงวันงานอย่างน้อย 3 วัน
2. โทรบอกวิทยากรผู้รับผิดชอบในเดือนนั้นๆ บอกถึงเหตุผลที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ หรือ
3. e-mail แจ้งเหตุผลที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานอบรม กับวิทยากรผู้จัดงาน

ทั้งนี้...เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับสมาชิกท่านอื่นๆ ได้มีโอกาสไปร่วมในงานแทน (กรุณาอย่าใช้สิทธิ์จองที่นั่งเพื่อ “กั๊ก” คนอื่น โดยที่ตนเองไม่ได้ไป)

สมาชิกที่ลงทะเบียนแล้วในแต่ละท่าน สามารถจองสิทธิ์ที่นั่งได้เพียง 1 ที่นั่ง...เท่านั้น

ไม่อนุญาตให้"จองสิทธิ์ที่นั่ง"เผื่อคนอื่นที่ไม่ใช่สมาชิก

และไม่ได้ทำการลงทะเบียนให้ถูกต้อง

หากสมาชิกท่านใด ขอจองสิทธิ์ที่นั่งแล้ว แต่ไม่สามารถไปร่วมงานได้ (เพิ่งมารู้ทีหลังในตอนใกล้วันงาน ว่าไม่สามารถไปได้) แล้วไม่ยอมแจ้งการ “สละสิทธิ์” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ใช้สิทธิ์ไปแทน ทางชมรมฯจะขอ“ตัดสิทธิ์”ของท่านสมาชิกท่านนั้นๆ ในการเข้าร่วมกิจกรรมของชมรมฯในครั้งต่อไป หากชมรมฯมีการจัดกิจกรรมใดๆขึ้นอีกในภายภาคหน้า (ติด Blacklist ในการเข้าร่วมกิจกรรมของชมรมฯ)
//www.consumerthai.org/debtclub/index.php?option=com_kunena&func=view&catid=5&id=15077&Itemid=29




 

Create Date : 28 มิถุนายน 2555    
Last Update : 28 มิถุนายน 2555 9:12:44 น.
Counter : 738 Pageviews.  

ภารกิจ Delete หนี้ ที่คุณก็ทำได้เอง

ขั้นที่ 1 ประเมินสถานการณ์
ขั้นตอนนี้เป็นช่วงที่ลูกหนี้อยู่ในภาวะกดดัน หาทางหมุนเงินเพื่อชำระหนี้ขั้นต่ำ อาจะเป็น5%, 10% ของยอดหนี้ การเตรียมตัวเบื้องต้น คือ
1.หยุดการก่อหนี้เพิ่ม
การที่เราเป็นหนี้สินมากมายก็เนื่องจากเราไม่สามารถห้ามใจในการจะใช้เงินกู้ เช่น รูดบัตรเครดิตซื้อของที่เราอยากได้
การเริ่มต้นในการแก้ปัญหาคือ การหยุดก่อหนี้เพิ่ม โดยเฉพาะแนวทางแก้ปัญหาหนี้ที่ชอบใช้กันทั่วไปคือ การกู้เงินจากแหล่งหนึ่งไปชำระหนี้อีกแหล่งหนึ่งซึ่งรวมถึงหนี้นอกระบบ เช่น โต๊ะเงินกู้แถวบ้าน วิธีการนี้ยิ่งทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อาจจะสร้างปัญหามากขึ้น
2. จัดทำบัญชีรับ-จ่าย
ขั้นตอนนี้คือ เราต้องมาจัดทำบัญชีส่วนตัวของเราว่า มีรายได้อะไรบ้าง และต้องมีรายจ่ายอะไรบ้าง เงินคงเหลือสุทธิเท่าใด และความสามารถในการชำระหนี้มีมากน้อยเพียงใด ตัวอย่างเช่น
(หน่วย : บาท)
ลำดับ รายการ รายรับ รายจ่าย คงเหลือ
1 เงินเดือน 20,000
2 รายได้อื่นๆ 10,000
3 ค่าใช้จ่าย 1 10,000
4 ค่าใช้จ่าย 2 10,000
รวม 30,000 20,000 10,000
จากตารางจะเห็นได้ว่าเงินคงเหลือจำนวน 10,000 บาท จะเป็นเงินได้สุทธิ ที่สามารถนำไปชำระหนี้ต่อเดือนได้มากน้อยเพียงใด
3. จัดทำบัญชีหนี้สิน แยกประเภท
ขั้นตอนนี้คือ เราต้องนำหนี้สินทั้งหมดมาทำบัญชี ว่ามีมูลหนี้ที่เหลืออยู่เท่าใด มีภาระที่ต้องชำระเท่าใดต่อเดือน เพื่อให้สามารถประเมินได้ ตัวอย่าง
(หน่วย: บาท)
ลำดับ ชื่อเจ้าหนี้ ยอดหนี้ ภาระที่ต้องชำระ
1 ธนาคาร 1 30,000 3,000
2 ธนาคาร 2 30,000 3,000
3 ธนาคาร 3 40,000 4,000
ยอดรวม 100,000 10,000
จากตารางข้างต้น จะเห็นได้การจัดทำบัญชี จะทำให้เห็นภาพรวมว่ามีเจ้าหนี้รวมทั้งหมดกี่ราย มียอดหนี้รวมเท่าใด และมีภาระหนี้ที่ต้องชำระในแต่ละเดือนใดเท่า ประโยชน์ก็คือเราจะทราบถึงสถานะปัจจุบันของหนี้สินได้
4. หยุดจ่าย
กรณีตรวจสอบแล้วพบว่า มีหนี้สินมากมายจนไม่สามารถชำระหนี้ได้แล้ว ควรหยุดจ่าย
กรณีเป็นหนี้ในระบบ สิ่งที่ต้องพึ่งระวังคือ หนี้ที่เจ้าหนี้เป็นสถาบันการเงินเดียวกับธนาคารที่คุณมีรายได้เข้า หรือมีเงินฝากอยู่ เพราะเจ้าหนี้จะทราบความเคลื่อนไหวของคุณและเมื่อถึงเวลาที่เจ้าหนี้จะฟ้องคุณ เจ้าหนี้จะสามารถขอให้ศาลอายัดเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ได้
กรณีเป็นหนี้นอกระบบ สิ่งที่ต้องพึ่งระวังคือ ชีวิตและทรัพย์สินที่จะถูกเจ้าหนี้ประเภทหนี้ตาม
หลังจากการหยุดจ่าย ควรแจ้งให้คนในครอบครัว หรือบุคคลใกล้ชิด หรือเพื่อนร่วมงาน หรือเจ้านาย เพื่อให้รับทราบจะได้ไม่ตกใจกรณีมีเจ้าหนี้มาติดต่อหรือมาเล่าเรื่องหนี้ของคุณ
5. ขอส่วนลดปิดบัญชี (hair cut)
การแก้ปัญหาหนี้ที่ดีสุดคือ การนำเงินสดของเราที่สะสมมาใช้ในการชำระหนี้ ไม่ควรกู้ยืมจากที่อื่นมาชำระ นอกจากไม่สามารถแก้ปัญหาได้แล้ว ยังเป็นการสร้างปัญหา
การขอส่วนลดปิดบัญชี หรือเรียกว่า แฮร์คัท ไม่ได้เกี่ยวกับการตัดผมแต่อย่างใด แต่เป็นการความตั้งใจของลูกหนี้ที่จะชำระหนี้โดยการขอส่วนลดจากเจ้าหนี้และชำระภายในครั้งเดียว หรือ อาจจะหลายครั้งซึ่งต้องเป็นไปตามความต้องการของลูกหนี้และเจ้าหนี้ ตัวอย่างเช่น
ลูกหนี้มียอดหนี้จำนวนเงิน 100,000 บาท แต่ขอเจรจากับเจ้าหนี้ว่าจะชำระเพียง 50,000บาท เพื่อขอปิดบัญชี ซึ่งจะเห็นได้ว่าลูกหนี้ได้ขอส่วนลดจำนวน 50,000 บาท โดยหลักการแล้ว ลูกหนี้ก็มักจะมอบหมายให้ทนายความเป็นผู้ทำแฮร์คัทให้เพื่อความสะดวกและได้ประโยชน์สูงสุด

ขั้นที่ 2 ช่วงเวลารับมือ
ช่วงเวลารับมือ เป็นช่วงระหว่างที่เราตัดสินใจหยุดจ่าย ซึ่งก็จะประมาณ 1- 15 วัน ก็จะมีเจ้าหนี้โทรศัพท์มาตามหนี้กันอย่างเต็มที่ วิธีการมีดังนี้
1. แจ้งหัวหน้างาน
ทำไมต้องมีการแจ้งหัวหน้างาน เนื่องจากวิธีหนึ่งที่เจ้าหนี้จะทำได้คือ แจ้งหัวหน้างานของลูกหนี้ เพื่อให้หัวหน้างานหัวเสียกับลูกหนี้และมากดดันให้ลูกหนี้ต้องรีบชำระหนี้
วิธีการในการแก้ไข คือ แจ้งหัวหน้าว่า เรามีหนี้อะไรบ้าง และเป็นจำนวนเงินเท่าใด และอาจจะออกตัวว่า ตนเองยินดีให้หัวหน้างานหักเงินเดือนได้ เพราะช่วงเวลาหลังจากนี้แล้วเจ้าหนี้จะโทรมาตามทวงตลอด ซึ่งอาจจะเป็นเวลางาน หรือ ขอทำงานเกินเวลากำหนด เช่น ปกติเราทำงานตั้งแต่ 8.30 – 16.30 นาฬิกา เราก็อาจจะขอทำเพิ่มจนถึง 18.00 นาฬิกา
ช่วงนี้อย่ามีปัญหากับหัวหน้าเป็นเด็ดขาด เพราะโอกาสตกงานมีสูง
2 บอกเพื่อนร่วมงาน
นอกจากอาจจะมีปัญหากับหัวหน้างานแล้ว เราอาจจะต้องเสียเพื่อนร่วมงานไปอีกคน เนื่องจาก เจ้าหนี้จะใช้วิธีการโทรศัพท์หาลูกหนี้ โดยกดเบอร์ผิดบ้าง และก็สอบถามผู้รับโทรศัพท์ว่ารู้จักลูกหนี้หรือไม่ และก็มักจะฝากบอกด้วยข้อความแรงๆ เช่น บอกนาย...(ชื่อลูกหนี้) ให้ชำระหนี้ หรือ โทรมาหาบ่อย ให้เพื่อนคอยตามลูกหนี้ให้ เมื่อเพื่อนร่วมงานโดนลักษณะนี้ก็ต้องมีความรู้สึกไม่ดีกับลูกหนี้บ้าง ดังนั้น วิธีแก้ไข ก็คืออาจจะบอกรายละเอียดเหมือนกับบอกหัวหน้างาน ให้เพื่อนรับทราบ และขอความเห็นใจ และพยายามเมื่อไปไหนมาก็อาจจะซื้อของฝากนำมาให้เพื่อนได้ทานอย่างสม่ำเสมอ
3. ต้องมีเงินสดติดตัวเอาไว้
ในขณะที่คุณหยุดชำระหนี้แล้วนั้น คุณควรมีเงินสดติดตัวเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น เงินจำนวนนี้จะมาจากเงินที่คุณจะต้องนำไปจ่ายให้กับเจ้าหนี้
คำแนะนำ คุณจะต้องใช้เงินจำนวนนี้ด้วยความระมัดระวัง ควรใช้ไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็นเท่านั้น
และเงินจำนวนนี้เมื่อเก็บได้จำนวนหนึ่ง อาจจะสามารถนำมาชำระหนี้ในรูปแบบการจ่ายแบบขอส่วนลด (hair cut)
4 การโต้ตอบเจ้าหนี้
ตั้งแต่ ข้อ 1-3 เป็นการแนะนำสำหรับการตั้งรับ แต่ข้อ 4 จะแตกต่างกัน นั้นก็คือ การโต้ตอบเจ้าหนี้ การโต้ตอบไม่ได้เป็นการชกต่อยหรือการทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด เป็นการโต้ตอบภายใต้กฎหมาย
4.1 ต้องโต้ตอบบ้าง
ระหว่างถูกตามหนี้ ต้องไม่ใช่รับฟังอย่างเดียว ต้องโต้ตอบบ้าง ตัวอย่างเช่น ระหว่างพูดคุยทางโทรศัพท์ ถ้าเจ้าหนี้หรือพนักงานตามหนี้บอกข้อมูลอะไรผิด ลูกหนี้ก็ตอบโต้ไปบ้าง เพื่อให้เจ้าหนี้รู้ว่า ลูกหนี้ไม่ได้โง่ หรือไม่ได้ติดตามข้อมูล
4.2 ประหยัดเรื่องเวลาเอาไว้
ในการเจรจากับเจ้าหนี้ ลูกหนี้ประหยัดเรื่องเวลาเอาไว้ เนื่องจากอาจจะอยู่ระหว่างการทำงาน หรือเพื่อนร่วมงานอาจจะต้องการมีสมาธิในการทำงาน กรณีต้องเจรจากับเจ้าหนี้หลายครั้ง ภายในหนึ่งวันไม่น่าจะที่ลูกหนี้จะได้รับประโยชน์ ลูกหนี้ควรจะเจรจาครั้งเดียวให้จบได้ข้อตกลง
4.3 ยืดเวลาในการถูกทวงถาม
ในระหว่างการเจรจากับเจ้าหนี้ เจ้าหนี้มักจะพยายามติดตามโดยตลอด โทรศัพท์มาหาทุกวัน ทุกอาทิตย์ เพราะเจ้าหนี้หรือผู้รับมอบหมายอำนาจของเจ้าหนี้จะพยายามให้ลูกหนี้เกิดความรำคาญ และตัดสินใจชำระหนี้ วิธีการในแก้ไข คือ การยืดเวลาในการถูกทวงถาม ถ้าสามารถทำได้จะทำให้ลูกหนี้มีเวลาตั้งตัวพอสมควร เพราะเมื่อมีการกำหนดระยะเวลาแน่นอนแล้ว เจ้าหนี้มักจะไม่ติดตามจนกว่าจะถึงวันนัด ตัวอย่างเช่น
เจ้าหนี้ : เมื่อไหร่จะชำระหนี้ได้ละ
ลูกหนี้ : อีก 3 เดือน ชำระแน่นอน
เมื่อถึงกำหนดวันนัดก็สามารถยืดเวลาต่อไปได้ โดยหาสาเหตุในการไม่สามารถชำระหนี้ได้ เช่น ช่วงนี้ไม่ค่อยมีงาน เศรษฐกิจไม่ค่อยดี
ขั้นที่ 3 แนวทางรับมือการโดนทวงหนี้

1. ตั้งสติ
การตั้งสติ หมายถึง ไม่ควรจะตกใจกลัว หรือจินตนาการเกี่ยวกับการทวงหนี้ หรือ ฟังจากพวกไม่รู้จริง นั้นก็อาจจะทำให้เราไม่สบายใจ
วิธีการแก้ไข คือ การศึกษาจากผู้รู้จริง เช่น ทนายความ เพื่อทราบขอบเขตการทวงหนี้ ว่ามีอย่างไรบ้าง เมื่อมีการหยุดจ่ายแล้ว จะมีขั้นตอนอย่างไรของเจ้าหนี้
จริงๆ แล้ว เจ้าหนี้มีสิทธิเพียงการส่งเอกสารทวงหนี้ และโทรศัพท์ทวงให้ชำระเท่านั้น กรณีทำอย่างอื่น เช่น ขู่กรรโชก โทรศัพท์มาแกล้ง หมิ่นประมาท ด่าหรือต่อว่าเรา ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย
ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย รับทราบการทวงหนี้ที่ผิดกฎหมาย และพยายามดำเนินการกับธนาคารฯ เจ้าหนี้ ที่ปล่อยให้สำนักงานกฎหมายใช้วิธีการทวงที่ผิดกฎหมาย
ดังนั้น ตั้งสติ ในที่นี้ก็คือ การหาความรู้ และเข้าใจขอบเขต และรู้ว่าเจ้าหนี้สามารถทำอะไรกับเราได้บ้าง และผลรับมีอะไรบ้าง

2. ทำความเข้าใจเรื่องขอบเขตการทวงหนี้
ขั้นตอนนี้ จะต่อจากการตั้งสติว่า คุณต้องทำความเข้าใจเรื่องขอบเขตการทวงหนี้ โดยทั่วไปแล้วจะมีขั้นตอนดังนี้
2.1 เมื่อคุณหยุดชำระหนี้ ภายใน 1 เดือน ปกติแล้วเจ้าหนี้หรือธนาคาร จะติดต่อมาด้วยตนเอง เป็นเอกสาร มักจะมีข้อความ ตัวอย่างเช่น
“เอกสารฉบับนี้ ต้องการแจ้งสิทธิของการชำระหนี้ ถ้าคุณสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดก็จะได้รับการบริการปกติ”
2.2 เมื่อผ่านข้อ 2.1 เจ้าหนี้หรือธนาคารก็จะติดต่อมาด้วยตนเองโดยทางโทรศัพท์ อาจจะเป็นฝ่ายพัฒนาหนี้ ช่วงนี้จะไม่รุนแรง เป็นการให้ข้อมูล และเจรจาด้วยภาษาดอกไม้
2.3 เมื่อผ่านข้อ 2.1และ 2.2 แล้วและลูกหนี้ไม่ชำระ ธนาคารหรือเจ้าหนี้จะมอบอำนาจให้สำนักงานกฎหมายที่รับคดีจากธนาคาร
คราวนี้เริ่มจะรุนแรง เนื่องจากพนักงานตามหนี้จะได้รับเงินเดือนจากสำนักงานกฎหมายไม่มาก แต่จะได้รับเงินพิเศษจากการทวงหนี้ได้ ขั้นตอนนี้จึงเกิดความรุนแรงมากขึ้น
ความจริงในทัศนะของผู้เขียน เชื่อว่า ธนาคาร หรือ เจ้าหนี้คงไม่ต้องการใช้ความรุนแรง แต่สำนักงานกฎหมาย โดยเฉพาะพนักงานตามหนี้ ต้องการเร่งหารายได้ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการที่รุนแรง เช่น ด่าลูกหนี้ หมิ่นประมาท
2.4 เมื่อลูกหนี้อดทนจนถึงขั้นนี้แล้ว การด่าหรือการต่อว่า ไม่สามารถทำอะไรลูกหนี้ได้ จึงต้องดำเนินคดีกับลูกหนี้ คือ ฟ้องและดำเนินคดี ซึ่งขั้นตอนนี้จะกล่าวโดยละเอียดในขั้นที่6
เมื่อทราบขอบเขตการทวงหนี้ได้แล้ว ตอนนี้ก็ไม่น่ากลัวอะไรอีก เพราะวงจรก็มีเพียงเท่านี้

3 เมื่อมีการติดตามทวงหนี้จากเจ้าหนี้ที่ผิดขั้นตอนหรือเข้าใจว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมายลูกหนี้สามารถดำเนินการร้องเรียนธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำเอกสาร และโทรศัพท์ไปร้องเรียน ซึ่งธนาคารเจ้าหนี้และบริษัทที่รับดำเนินการให้จะเกรงกลัวธนาคารแห่งประเทศไทย

ขั้นที่ 4 การรับมือกับการทวงหนี้ชนิดรุนแรงในช่วงแรก

1. จิตใจเข้มแข็ง
การทำให้จิตใจเข้มแข็งนั้น คุณต้องทราบก่อนว่าขอบเขตการทวงหนี้มีอะไรบ้าง และคุณต้องเข้าใจว่าสิทธิของลูกหนี้มีอะไรบ้าง
เมื่อคุณทราบแล้ว คุณก็จะไม่กลัว เมื่อคุณไม่กลัวจิตใจคุณจะเข้มแข็งมากขึ้น

2. ที่ทำงานหรือบ้านของคุณเป็นพื้นที่ส่วนตัว
ส่วนใหญ่เจ้าหนี้มักจะชอบโทรศัพท์ว่าจะมาพบคุณที่ทำงาน หรือ ที่บ้าน เพื่อให้คุณชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ กรณีอยู่นอกบ้านหรือที่ทำงานสามารถทำได้ แต่การที่เจ้าหนี้หรือเจ้าหน้าที่ของเจ้าหนี้จะเข้ามาภายในให้ได้นั้น คงไม่สามารถให้เจ้าหนี้ทำอย่างนั้นได้ วิธีการแก้ไข คือ ร้องทุกข์(แจ้งความ) กับตำรวจในท้องที่เพื่อให้เข้าระงับเหตุการณ์และดำเนินคดีกับเจ้าหนี้ให้ถึงที่สุด
กรณีอื่นที่เจ้าหนี้มักจะทำเช่น ข่มขู่ หมิ่นประมาท ฯลฯ ลูกหนี้ก็สามารถแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนได้
3. เมื่อแจ้งความร้องทุกข์แล้ว เพื่อขยายผลให้เจ้าหนี้เกรงกลัวที่จะไม่กระทำผิดกฎหมาย
วิธีการมีดังนี้ ให้นำสำเนาบันทึกการแจ้งความที่คุณได้ดำเนินการแล้วตาม ข้อ 2 มาเป็นเอกสารแนบท้ายหนังสือร้องเรียน ซึ่งในหนังสือร้องเรียน ต้องมีรายละเอียดดังนี้
3.1 เรื่องราวที่คุณถูกกระทำจากเจ้าหนี้ โดยละเอียด
3.2 ชื่อเจ้าหนี้หรือธนาคาร และบริษัทที่ดำเนินการ
3.3 ในตอนท้ายของหนังสือร้องเรียน ควรมีคำว่าสำเนาส่ง ยังหน่วยงาน ตัวอย่างเช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักนายกรัฐมนตรี สภาทนายความ และสุดท้าย สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค
โดยนำหนังสือร้องเรียนฉบับนี้ส่งไปยังเจ้าหนี้หรือสำนักงานกฎหมาย ที่รับทวงหนี้ให้เพื่อปรามมิให้มีพฤติกรรมการทวงหนี้ที่ผิดกฎหมาย
4. วิธีการทวงหนี้ในขั้นตอนนี้มีดังนี้
4.1 เจ้าหนี้ทวงหนี้ด้วยตนเอง
4.2 ว่าจ้างบุคคลภายนอก เช่น สำนักงานกฎหมาย ตามหนี้
4.3 ใช้วิธีการข่มขู่จะว่าจะดำเนินคดีกับลูกหนี้
4.4 ในระหว่างการเจรจาใช้คำพูดหยาบคาย
4.5 แสดงท่าทางเป็นนักเลงในระหว่างการเจรจา
4.6 กรณีผิดนัด 1-2 งวด จะมอบหมายให้พนักงานโทรศัพท์ทวง หนี้ ส่วนใหญ่จะโทรเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) บ้าน, ที่ทำงาน การเจรจาจะไม่ค่อยสุภาพ แต่จะพยายามให้ลูกหนี้ใช้หนี้
4.7 เมื่อครบ 3 เดือนลูกหนี้ไม่ได้ชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็จะส่งฝ่ายกฎหมาย หรือฝ่ายพัฒนาหนี้ หรือสำนักงานกฎหมายภายนอกเพื่อติดตามให้
ซึ่งการติดตามก็จะแตกต่างกันไปตามอายุของหนี้
4.8 มีการเขียนจดหมายข่มขู่ อนุมัติฟ้องภายใน 24 ชม. ภายใน 48 ชม. ในการปฏิบัติจะมีการประทับตราสีแดง อนุมัติฟ้อง และเขียนชื่อลูกหนี้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวก็เพื่อกดดันลูกหนี้
4.9 อาจจะข้อความว่าหากไม่จ่ายภายใน 3 วัน จะพาเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมดำเนินคดี ซึ่งหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ทางแพ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับเอาทรัพย์สิน ไม่มีการติดคุกอย่างแน่นอน
4.10 เจ้าหนี้จะมีเอกสารว่าจะชื่อของลูกหนี้เข้า black list (บัญชีดำ) ต่อไปท่านไม่สามารถติดต่อกับสถาบันการเงินได้ ฟ้องล้มละลาย และไม่สามารถเดินทางออกต่างประเทศได้
4. 11 ให้เจ้าหน้าที่มาเฝ้าที่ทำงานของลูกหนี้ หรือการเข้ามาหาในที่ทำงาน กรณีดังกล่าวไม่สามารถทำได้เป็นการคุกคามและบุกรุก 4.12. มีการเขียนไปรษณียบัตร ส่งตามบ้านญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง
4.13 มีการโทรหา ภรรยา ผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน พูดทวงหนี้ เช่น นาย...(ชื่อลูกหนี้) เป็นคนที่ไม่ยอมใช้หนี้
4.14 การส่ง fax มีรายละเอียดเกี่ยวกับลูกหนี้และข้อความเกี่ยวกับหนี้ ไปยังบุคคลภายนอก
4.15 จดหมายจากสำนักงานกฎหมายว่า หากคุณไม่ชำระ จะเข้ายึดทรัพย์ และยึดทรัพย์เจ้าของบ้าน ซึ่งในความจริงกว่าที่จะมีการยึดทรัพย์ได้ ต้องมีการฟ้องร้องดำเนินคดีก่อน และต้องมีคำสั่งศาลตั้งพนักงานบังคับคดี

ขั้นที่ 5 อันตรายของการประนอมหนี้, ปรับโครงสร้างหนี้

การปรับโครงสร้างหนี้, ประนอมหนี้
เมื่อเจ้าหนี้ได้ดำเนินการจนถึงขั้นที่ 4 แล้ว และลูกหนี้ยังไม่ยอมชำระ หรือว่า อายุความของคดีใกล้จะหมดแล้ว (อายุความบัตรเครดิต 2 ปี นับจากการเรียกเก็บเงินครั้งสุดท้าย)
เจ้าหนี้จะเปลี่ยนแปลงตัวเองมาเป็นในแนว ยอมลด แลก แจกแถม โดยขอให้ลูกหนี้ทำสัญญาการปรับโครงสร้างหนี้ หรือ จัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความ
เหตุผลที่เจ้าหนี้ต้องทำอย่างนั้น เนื่องจาก กรณีเกิดอายุความสิ้นสุด แล้วนำคดีดังกล่าวไปฟ้องร้อง ถ้าลูกหนี้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการต่อสู้เรื่องอายุความ เจ้าหนี้ก็จะแพ้คดี และจะไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้จากลูกหนี้
การจัดทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จึงเป็นวิธีการหนึ่งของนักกฎหมายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของสัญญา เพราะถ้าเป็นบัตรเครดิต จะต้องฟ้องภายใน 2 ปี นับตั้งแต่การเรียกเก็บเงินครั้งสุดท้าย แต่กรณีเปลี่ยนสัญญามาเป็นสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ อายุความจะเปลี่ยนแปลงเป็น 10 ปี อีกทั้งเจ้าหนี้สามารถเรียกดอกเบี้ยพิเศษตามสัญญาฉบับดังกล่าวได้
ดังนั้น วิธีในการแก้ไขปัญหาในขั้นตอนนี้ก็คือ ปฏิเสธการจัดทำสัญญาใดๆ ทั้งสิ้น และบอกกับเจ้าหนี้ให้ดำเนินคดีไปตามปกติ

ขั้นที่ 6 แนวทางปฏิบัติเมื่อคดีความที่เข้าสู่ศาลแพ่ง

ขั้นตอนนี้มักจะเกิดจากลูกหนี้ไม่ชำระหรือว่าไม่สามารถจะขอส่วนลดปิดบัญชี (hair cut) ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของเจ้าหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้แต่ละรายก็จะแตกต่างกันไป เช่น เจ้าหนี้บางรายมีการกำหนดว่าถ้ากรุงเทพฯ ยอดเงินเช่น 30,000 บาท ถึงจะฟ้องร้อง หรือ ถ้าเป็นต่างจังหวัด ต้องมียอดเงิน ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ส่วนในบางรายซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ เงินจำนวนหลักร้อยและหลักพันก็ฟ้องแล้ว เราควรจะติดต่อทนายความเอาไว้บ้าง
ส่วนใครมาถึงขั้นตอนนี้แล้วถือได้ว่ามาใกล้ๆ อุโมงค์ทางออกแล้ว ซึ่งผู้เขียนมีคำแนะนำดังนี้
1. วันไปขั้นศาล ควรปรึกษาทนายความและไปทุกนัด เพราะการไปดีกว่าการไม่ไป
2. นัดแรก เป็น นัดไกล่เกลี่ย
2.1 กรณีเจ้าหนี้และลูกหนี้ ตกลงกันได้ในยอดหนี้ ดอกเบี้ย ระยะเวลาการผ่อนชำระ และค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ ขั้นตอนและวิธีการจะมีดังนี้
2.1.1 ตนเองลงนามหรือจะมอบหมายให้ทนายความลงนามในบันทึกการไกล่เกลี่ย และจัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยเจ้าหนี้และลูกหนี้ ซึ่งในขั้นตอนนี้จะเรียก โจทก์ และจำเลย กรณีมีการมอบหมายให้ทนายความดำเนินการ ทนายความก็จะลงชื่อด้วย

2.1.2 เจ้าหน้าที่ศาล จะดำเนินการจัดทำคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมตามที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ตกลงกันตาม 2.1.1 ไปให้ผู้พิพากษาลงนามโดยท่านผู้พิพากษาจะอ่านคำพิพากษาต่อหน้าเจ้าหนี้และลูกหนี้ ซึ่งรวมถึงต่อหน้าทนายความด้วย
2.1.2 เมื่อผู้พิพากษาได้ดำเนินการตาม 2.1.2 แล้ว เจ้าหนี้และลูกหนี้และทนายความก็จะลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา และรับมอบคำพิพากษาจากเจ้าหน้าที่ของศาล โดยต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานและปฏิบัติไปตามนั้น
2.1.3 กรณีขั้นตอนนี้ เป็นกรณีที่สามารถตกลงกันได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสำเร็จเนื่องจากเจ้าหนี้ไม่ค่อยจะยอมตามเงื่อนไขของลูกหนี้
แต่ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ก็จะเข้าสู่การดำเนินการตามข้อ 2.2
2.2 หากเจ้าหนี้และลูกหนี้ไม่สามารถตกลงในนัดไกล่เกลี่ยได้ เจ้าหน้าที่ศาลจะจะส่งเรื่องคืนเข้าสู่การนัดสืบพยานเรื่องราวที่ตกลงกันในการไกล่เกลี่ยก็จะไม่นำกลับมาพิจารณา
ดังนั้นเพื่อให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ ขอแนะนำวิธีการในการเจรจากับเจ้าหนี้ดัง
- เมื่อมาศาลจะพบทนายความของเจ้าหนี้ (โจทก์) ที่ฟ้อง ให้เราเจรจาเงื่อนไขที่เราต้องการ ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมลูกหนี้ก็ขอเลื่อนคดี เพื่อยืดระยะเวลาออกไป เช่น อ้างว่าจะมีรายรับอีกประมาณ สองถึงสามเดือนข้างหน้า
- หรือการยื่นคำให้การ ซึ่งวิธีนี้จะต้องมอบหมายให้ทนายความเป็นผู้จัดทำคำให้การ โดยสามารถตกลงค่าใช้จ่ายกับทนายความได้
- ระหว่างยืดระยะเวลาออกไปนั้น ต้องสะสมเงินเพื่อชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนชำระ หรือการขอส่วนลดปิดบัญชี
3. นัดสืบพยาน
นัดนี้กรณีมีการยื่นคำให้การ ก็จะเข้าสู่การสืบพยาน โดยผู้พิพากษาจะฟังความทั้งสองฝ่าย และพยานที่กล่าวอ้าง ตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงแห่งหนี้ และเมื่อเสร็จขั้นตอนนี้ก็จะเข้าสู่การนัดฟังคำพิพากษา
4. นัดฟังคำพิพากษา
ในวันดังกล่าวยังสามารถตกลงกับเจ้าหนี้ได้ แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ศาลก็จะอ่านคำพิพากษาไป
ขั้นที่ 7 แนวทางปฏิบัติหลังศาลตัดสินแล้ว
เมื่อมีคำพิพากษาแล้ว ขั้นตอนนี้คงเป็นช่องทางที่ลูกหนี้จะเลือกจ่ายหนี้ด้วยวิธีใด ซึ่งก็จะมีความแตกต่างกันบ้างตามรายละเอียดของลูกหนี้และทรัพย์สินของลูกหนี้
1. กรณีลูกหนี้มีเงินเดือนสูง ควรจะเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อขอส่วนลดและปิดบัญชี เนื่องจากถ้าลูกหนี้ยอมให้เจ้าหนี้อายัดเงินเดือน ก็จะเป็นเงินจำนวนที่สูง เพราะเจ้าหนี้จะสามารถอายัดเงินเดือนได้ 30% จากเงินเดือน
2. กรณีลูกหนี้มีทรัพย์สินจำนวนมาก ลูกหนี้ควรจะเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อขอส่วนลดและปิดบัญชี เพราะถ้าไม่ดำเนินการตามนั้น เจ้าหน้าที่ก็จะบังคับคดีจากทรัพย์สิน โดยทำการยึดทรัพย์และขายทอดตลาด
3. กรณีลูกหนี้ไม่มีเงินเดือนและไม่มีทรัพย์สิน ตรงนี้ลูกหนี้ก็จะได้รับประโยชน์ในการเจรจา เพราะเมื่อเจ้าหนี้ไปสืบทรัพย์แล้วพบว่าลูกหนี้ไม่มีเงินเดือนและทรัพย์สินอื่นๆ คาดว่าน่าจะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แล้ว การเจรจาขอส่วนลดและปิดบัญชี เจ้าหนี้น่าจะได้ประโยชน์มากกว่า ซึ่งการเจรจาในลักษณะนี้ อาจจะสามารถลดหนี้ได้มากกว่า 50% ส่วนถ้าลูกหนี้ไม่ดำเนินการอะไรก็จะไม่ถูกบังคับคดีเนื่องจากไม่มีทรัพย์สินใดๆ ให้ยึด แต่จะมีติดเพียงประวัติในเครดิตบูโร หรือที่เรียกว่า black list เท่านั้นจริงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
สุดท้ายนี้ ก็หวังว่า 7 ขั้นตอนพิชิตหนี้ จะสามารถช่วยผู้เข้าร่วมฟังสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2555    
Last Update : 19 มิถุนายน 2555 10:28:57 น.
Counter : 2250 Pageviews.  

ใช้หนี้มาได้ 75% แล้ว

หลายท่านอาจจะเห็นว่าทำไมไม่รอ 50% หรือ 40% ซึ่งก็แล้วแต่สถานการณ์ครับ
ของผมมีที่ดินเป็นชื่อผมซึ่งบรรพบุรุษโอนมาให้ ไม่อยากให้มีปัญหาไปถึง กลัวคนแก่สะเทือนใจจะพาลป่วยเอานะครับ อีกอย่างนึง คือผมวางแผนจะซื้อบ้านที่เช่าเขาอยู่ตอนนี้ในอีก 2 ปี ข้างหน้าครับ

เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ พอมีเงิน ส่วนลด ผมรับได้ ผมก็ทยอยปิดครับ


CITI M ยอดก่อนปิด 230,000 จบกันที่ 160,000 สามงวด
CITI Ready ยอดก่อนปิด 130,000 จบปิดกันที่ 90,000 สามงวด
UOB Cash ยอดก่อนปิด 90,000 จบปิดกันที่ 54,000 งวดเดียว
UOB VISa ยอดก่อนปิด 180,000 จบปิดกันที่ 120,000 งวดเดียวครับ

ผมได้เงินขายที่ดินมาก้อนหนึ่งด้วยครับ เลยทยอยปิดครับ
KTC มาแล้ว

บัตรกดเงินสด วิ่งไปที่ 59,000 เขาบอกว่าลดให้สุด 53,000 งวดเดียวจบ

อีกใบ KTC credit card ยอดวิ่งไปที่ 170,000 เขาบอกว่า งั้นตัดดอกออกเหลือแต่ต้น ผ่อน 6 เดือน สนป่าว

ขอไปคิดก่อนแล้วกัน

ว่าจะขอปิดบัตรกดเงินสดก่อน ผ่อนสามงวด ก็ยังดี จริงแล้วๆ กดเอาเิงินเขามา 50,000

แนวโน้มว่า KTC จะเป็นตัวต่อไปที่ปิดได้ครับ


ส่วน standard chartered ก็เป็นดังนี้

นาคิน

ไปคุยกับเพื่อนที่สนิทกันคนหนึ่ง เล่าให้เขาฟัง เขาเลยให้เงินยืม ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี มีค่อยเอามาคืนให้ มา 150,000 โบนัสกลางปีเดือนหน้าเราออกอีก 50,000 เหลืออีก 10,000 พอเก็บได้อยู่ รวมแล้วหน้าตักเรามี 210,000

เลยโทรไปคุยกับ STD บอกว่า จาก 315,000 ขอ 210,000 ผ่อน 3 งวด งวดละ 70,000
น้อง สนง กฏหมายบอกว่า พี่ทำเรื่องเข้ามาก่อน ก็เพิ่งส่งเอกสารไปวันนี้แหละครับ

สำหรับเงินยืมเพื่อนมานี่ กะว่า จะจ่ายให้เขาตอนโบนัสปลายปีออก

ถ้าเงื่อนไขที่เสนอให้ธนาคารไปสำเร็จ ก็เหลืออีก 2 ใบ คือ กรุงเก่า 270,000 กับ KTC อีก 160,000 ครับ

การใช้หนี้นั้นเป็นวิถีใครวิถีมัน แต่เราได้อาศัยคอนเซปป์จากชมรมนี้นะครับ บางท่านอาจได้ส่วนลดมากกว่านี้ก็เป็นได้ พอดีผมผ่อนบ้านกับ สแตนดาร์ดอยู่ครับ กะว่า จ่ายปิดตัวนี้ จะขายบ้านแล้วครับ

แก้ไปทีละเปลาะ ทีละเปลาะ




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2555    
Last Update : 18 มิถุนายน 2555 8:50:50 น.
Counter : 1366 Pageviews.  

ใช้หนี้ได้ครึ่งทางแล้ว

วันที่ ๒๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

ได้รับใบยืนยันการปิดหนี้จาก UOB แล้ว พรุ่งน้ำเราคงไปปิด เป็นบัตรกดเงินสด ส่วนบัตรเครดิต พนักงานบอกว่าเป็นคนละสายงานกัน ไม่เป็นไรเอาไว้ทีหลัง

ตอนนี้บัตรที่ปิดไปแล้วก็คือ CITIM, CITI ready, และ UOB บัตรกดเงินสด

ที่เหลือก็มี

KTC บัตรเครดิต 160,000 กดเงินสดอีก 50,000
HSBC สืนเชื่อส่วนบุคคล 230,000
Standard Charterred 280,000
และ UOB บัตรเครดิต อีก 170,000

ล่าสุด สนง กฏหมาๆ ชาโยเย โทรมาบอกว่ามันไปประชุมมา HSBC ขายหนี้ให้กรุงศรีไปแล้ว มันบอกว่ากรุงศรีจะฟ้องพวกมีหนี้เกินแสนกราวรูด

เราก็บอกว่ายังไม่มี ไว้รอให้แบงค์เขามาทวงกะผมเองไม่ดีกว่าเหรอ ไม่ต้องแบ่งค่าทวงให้คนรับจ้างทวง
มันบอกว่า ลดให้แล้วกัน 20% เราว่า ไม่มีเงินครับ ลดน้อยไป
มันว่าเราเป็นลุกค้าไม่นานพอ คิดในใจ มรึนรับทานดอกเบี้ยกูยังไม่พออีกเหรอฟ่ะ

ไว้ก่อนแล้วกันนะ

KTC ก็เงียบๆไป เราขอส่วนลด เธอว่าจะไปคุยกับนายให้ หายเงียบไปเลย จะส่งหมายศาลเดือนเมษาแล้วเธอว่า

เอ้าคอยดูกันต่อไป

ตอนนี้เรามีเงินก้อนนึงได้จากการขายที่ดินแล้ว จะพยายามใช้ปิดบัตรให้คุ้มค่าที่สุด

สู้ต่อไปพวกเรา


ตอนนี้ก้เหลือหนี้หลักๆ

สแตนดาร์ด ชาร์ตเตอร์ เป็นสินเชื่อบุคคล ยอดวิ่งไปที่ 290,000 แล้วครับ
HSBC 230,000
KTC Cash 59,000
KTC credit card 170,000
หลายท่านอาจจะเห็นว่าทำไมไม่รอ 50% หรือ 40% ซึ่งก็แล้วแต่สถานการณ์ครับ
ของผมมีที่ดินเป็นชื่อผมซึ่งบรรพบุรุษโอนมาให้ ไม่อยากให้มีปัญหาไปถึง กลัวคนแก่สะเทือนใจจะพาลป่วยเอานะครับ อีกอย่างนึง คือผมวางแผนจะซื้อบ้านที่เช่าเขาอยู่ตอนนี้ในอีก 2 ปี ข้างหน้าครับ

เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ พอมีเงิน ส่วนลด ผมรับได้ ผมก็ทยอยปิดครับ


CITI M ยอดก่อนปิด 230,000 จบกันที่ 160,000 สามงวด
CITI Ready ยอดก่อนปิด 130,000 จบปิดกันที่ 90,000 สามงวด
UOB Cash ยอดก่อนปิด 90,000 จบปิดกันที่ 54,000 งวดเดียว
UOB VISa ยอดก่อนปิด 180,000 จบปิดกันที่ 120,000 งวดเดียวครับ

ผมได้เงินขายที่ดินมาก้อนหนึ่งด้วยครับ เลยทยอยปิดครับ




 

Create Date : 07 เมษายน 2555    
Last Update : 7 เมษายน 2555 13:44:14 น.
Counter : 2100 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

BlogGang Popular Award#13


 
ภูมิพัฒน์
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




Friends' blogs
[Add ภูมิพัฒน์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.