Group Blog
 
All Blogs
 
รัฐศาสตร์ในพระไตรปิฏก : การบูชายัญที่มีผล คือ การให้ทานและบำเหน็จข้าราขการ



"รัฐศาสตร์ในพระไตรปิฏกในความตอนที่แล้ว นำเสนอเรื่องวิีธีปราบโจรโดยชอบธรรมคือต้องส่งเสริมคนดีและควบคุมคนชั่ว โดยกล่าวถึงวิธีส่งเสริมและ คัดเลือกคนดีให้เข้ามาบริหารประเทศ" วิธีการปกครองบ้านเมืองตอนต่อไปนี้ นำเสนอเรื่องการบูชายัญให้เกิดผล ...ได้แก่อย่างไร เชิญศึกษาค่ะ".....



รัฐศาสตร์ในพระไตรปิฎก

ตอน : การบูชายัญโดยชอบธรรม

Smiley


วิธีบูชายัญเพื่อให้บังเกิดผลไพบูลย์



หลังจากนั้น พราหมณ์ปุโรหิตก็ได้แสดงยัญวิธี 3 ประการ อันเป็นข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาใจให้ผ่องใส ปราศจากวิปฏิสารคือความเดือนร้อนใจ กังวลใจ เพราะเสียดายทรัพย์ในขณะที่พระราชาบูชายัญ โดยยัญในที่นี้หมายถึง "การให้ทานแก่ประชาชนŽ"

          (1) เมื่อทรงบูชายัญคือให้ทานอยู่ ความเดือดร้อนใจว่า กองโภคสมบัติใหญ่จักหมดเปลือง อย่าพึงมีแก่พระองค์
          (2) เมื่อทรงบูชายัญคือให้ทานอยู่ ความเดือดร้อนใจว่า กองโภคสมบัติใหญ่กำลังหมดเปลืองไปอยู่ อย่าพึงมีแก่พระองค์
          (3) เมื่อทรงบูชายัญคือให้ทานอยู่ ความเดือดร้อนใจว่า กองโภคสมบัติใหญ่ได้หมดเปลืองไปแล้ว อย่าพึงมีแก่พระองค์


กุศลกรรมบถคือคุณสมบัติของคนดี



          นอกจากนี้ พราหมณ์ปุโรหิตยังได้กำจัดความเดือดร้อนใจ อันจะเกิดขึ้นแก่   พระราชาว่า  ทั้งคนดีและคนไม่ดี ต่างก็จักมาสู่ยัญพิธีหรือโรงทานของพระองค์ พวกคนที่ไม่ดีจักได้รับผลเพราะกรรมของเขาเอง ขอทรงตั้งพระทัยเจาะจงให้เฉพาะคนที่ดีเท่านั้น และทรงทำพระทัยให้ผ่องใสเถิด คนดีในที่นี้หมายถึง คนที่ประกอบกุศลกรรมบถ 10 ซึ่งได้อธิบายไว้แล้วในหัวข้อ   "หลักธรรมสำคัญในการปกครอง"


ยัญพิธีสำเร็จด้วยการให้ทานเว้นการฆ่าสัตว์



          ในยัญพิธีนั้น แตกต่างจากยัญพิธีของพราหมณ์เหล่าอื่นในยุคนั้นคือ ไม่ต้องฆ่าโค แพะ แกะ ไก่ สุกร และสัตว์นานาชนิด ไม่ต้องตัดต้นไม้มาทำเป็นหลักยัญ ชนที่เป็นทาส เป็นคนใช้ เป็นกรรมกร ก็มิได้ถูกอาญาคุกคาม มิได้มีหน้านองด้วยน้ำตา ร้องไห้กระทำการงาน คนที่ปรารถนาจะกระทำจึงกระทำ ไม่ปรารถนาก็ไม่ต้องกระทำ ปรารถนาจะกระทำการงานใดก็กระทำการงานนั้น ไม่ปรารถนาจะกระทำการงานใด ก็ไม่ต้องทำการงานนั้น ยัญนั้นได้สำเร็จแล้วด้วยการให้วัตถุเป็นทาน คือ เนยใส น้ำมัน เนยข้น นมส้ม น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เท่านั้น


กลุ่มคนระดับบนช่วยพระราชาบริจาคทาน


          เมื่อพระเจ้าวิชิตราชทรงบูชามหายัญ คือการบริจาคทานอยู่ พวกกษัตริย์ประเทศราช  พวกอำมาตย์ราชบริพาร พวกพราหมณ์มหาศาล พวกคหบดีผู้มั่งคั่ง ซึ่งเป็นชาวเมืองและชาวชนบท ต่างก็พากันนำทรัพย์มากมายมาเข้าเฝ้าแล้วกราบทูลว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าได้นำทรัพย์มาถวายเฉพาะพระองค์

           พระเจ้ามหาวิชิตราชตรัสว่า อย่าเลย แม้ทรัพย์เป็นอันมากนี้ของข้าพเจ้า ก็ได้รวบรวมมาแล้วจากภาษีอากรที่เป็นธรรม พวกท่านจงนำทรัพย์จากที่นี้เพิ่มไปอีก 

           กษัตริย์ประเทศราชเป็นต้นเหล่านั้น เมื่อถูกพระราชาปฏิเสธ ต่างคิดร่วมกันว่า การที่พวกเราจะรับทรัพย์เหล่านี้กลับคืนไป ไม่สมควรเลย พระเจ้ามหาวิชิตราชกำลังทรงบูชามหายัญ อยู่ พวกเรามาบูชายัญตามเสด็จพระองค์บ้าง ด้วยเหตุนี้ พวกอนุยนตกษัตริย์ ก็ได้บำเพ็ญทานทางทิศตะวันออกแห่งหลุมยัญ พวกอำมาตย์ราชบริพารได้บำเพ็ญทานทางทิศใต้แห่งหลุมยัญ  พวกพราหมณ์มหาศาลได้บำเพ็ญทานทางทิศตะวันตกแห่งหลุมยัญ และพวกคหบดีผู้มั่งคั่งได้บำเพ็ญทานทางทิศเหนือแห่งหลุมยัญ


          เมื่อพระเจ้าวิชิตราชแก้ปัญหาสังคมและปกครองบ้านเมืองด้วยวิธีการอย่างนี้ จึงทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป พลเมืองเป็นผู้ขวนขวายในการงานของตนๆ ไม่เบียดเบียนกันและกัน ทำให้กองพระราชทรัพย์อันเกิดจากภาษีอากรมีจำนวนมาก บ้านเมืองก็ตั้งมั่นอยู่ในความเกษม หาเสี้ยนหนามมิได้ ประชาชนชื่นชมยินดีต่อกันไม่ต้องปิดประตูเรือนอยู่ 



บทวิเคราะห์การปกครองของพระเจ้ามหาวิชิตราช


          บทวิเคราะห์การปกครองของพระเจ้ามหาวิชิตราชนี้ อ้างอิงข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือ "รัฐศาสตร์เชิงพุทธ" โดยพระภาวนาวิริยคุณ รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และบางส่วนผู้จัดทำหนังสือได้เขียนเสริมเข้าไป เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ โดยประเด็นแรกที่จะวิเคราะห์คือ พิธีกรรมบูชามหายัญยุคดั้งเดิม ดังนี้


1 พิธีกรรมบูชามหายัญยุคดั้งเดิม

          ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์นับพันๆ ปีก่อนพุทธกาล พระราชาแต่ละแคว้นปกครองประชาชนด้วยหลักราชสังคหวัตถุ อันเป็นหลักสงเคราะห์ประชาชนพลเมือง โดยสมัยนั้นเรียกหลักสงเคราะห์นี้ว่า ยัญ 5 มีดังนี้

          (1) สัสสเมธะ คือ ฉลาดในการทำนุบำรุงพืชพันธ์ ธัญญาหาร โดยเก็บภาษีที่นา      ร้อยละ 10 ตามความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร เพื่อทำนุบำรุงเหล่าเกษตรกร

          (2) ปุริสเมธะ คือ ฉลาดในการบำรุงข้าราชการ รู้จักส่งเสริมคนดีมีความสามารถ    โดยให้ค่าจ้างบำเหน็จรางวัลแก่ทหารทุกๆ 6 เดือน

          (3) สัมมาปาสะ คือความรู้จักผูกผสานรวมใจประชาชนด้วยการส่งเสริมอาชีพ ให้กู้ยืม เงินโดยปลอดดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี

          (4) วาชเปยยะ คือ การมีวาจาอันดูดดื่ม ด้วยการพบปะให้โอวาทประชาชน

          (5) นิรัคคฬะ คือ บ้านเมืองสงบสุขปราศจากโจรผู้ร้าย ไม่ต้องระแวงกัน บ้านเรือนไม่ต้องลงกลอน ซึ่งเป็นผลอันเกิดจากยัญ 4 ประการแรก

          ต่อมาเมื่อหลายร้อยปีก่อนยุคพุทธกาล มีพราหมณ์บางคน บางกลุ่ม บางพวก ไม่ซื่อตรงต่อวิชาความรู้ของตน ได้ดัดแปลงการบูชายัญเพื่อกำจัดศัตรูบ้านเมือง และเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนโดยเปลี่ยน
           (1) สัสสเมธะ เป็น อัสวเมธะ คือ การฆ่าม้าบูชายัญ
           (2) ปุริสเมธะ เป็นการฆ่าคนบูชายัญ
           (3) สัมมาปาสะ เป็นการทำบ่วงแล้วขว้างไม้ลอด ไปตกที่ไหนก็ทำพิธีบูชายัญที่นั่น 
           (4) วาชเปยยะ การดื่มน้ำเมาเพื่อกล่อมจิตใจให้พร้อมที่จะบูชายัญ
           (5) นิรัคคฬะ การฆ่าครบทุกอย่าง

  การบูชายัญโดยการฆ่าสัตว์นี้ ได้แพร่ระบาดไปทั่วชมพูทวีป จนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการบูชายัญ ให้กลับมาเป็นราชสังคหวัตถุตามเดิม ดังเรื่องราวในกูฏทันตสูตรที่กล่าวมาแล้วข้างต้น


2 แผนภูมิการปกครองประเทศด้วยหลักบนสี่ล่างสาม

          จากเนื้อหาในกูฏทันตสูตร สามารถสรุปเป็นแผนภูมิการปกครองประเทศของพระเจ้ามหาวิชิตราชได้ดังแผนภูมิข้างบนนี้ จะเห็นว่ามีการแบ่งกลุ่มบุคคล ซึ่งเป็นเป้าหมายในการบริหารประเทศออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับล่าง 3 กลุ่ม และระดับบน 4 กลุ่ม

กลุ่มเป้าหมายระดับล่าง 3 กลุ่ม

          กลุ่มเป้าหมายระดับล่างนั้น ถือเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ในปัจจุบันเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็นกลุ่มระดับรากหญ้า มีดังนี้

          (1) กลุ่มเกษตรกร ได้แก่ ชาวนา ชาวไร่ ผู้ทำการเกษตรและกสิกรรม
          (2) กลุ่มพ่อค้าย่อย ได้แก่ พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบอาชีพอิสระทั้งหลาย
          (3) กลุ่มข้าราชการชั้นผู้น้อย และผู้รับจ้างในวงราชการ
  ในยุคปัจจุบันมีการพัฒนาอุตสาหกรรม ทำให้เกิดกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้นมา คือ กรรมกรผู้ใช้แรงงาน ซึ่งก็อาจจะรวมอยู่ในกลุ่มที่หนึ่งของระดับล่าง คือ กลุ่มเกษตรกร

กลุ่มเป้าหมายระดับบน 4 กลุ่ม

          กลุ่มเป้าหมายระดับบน ถือเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลในแผ่นดิน หากเทียบปริมาณแล้ว กลุ่มนี้มีจำนวนน้อยกว่าคน 3 กลุ่มในระดับล่างมาก แต่แม้จะมีปริมาณน้อย ถึงกระนั้นกลุ่มคนเหล่านี้ก็มีอิทธิพลมากต่อการเมืองการปกครอง ซึ่งมีดังนี้
          (1) กลุ่มเจ้าเมืองประเทศราช หากเทียบกับในปัจจุบัน ได้แก่ กลุ่มนักการเมืองระดับชาติ เช่น สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.), สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.), คณะรัฐมนตรี ฯลฯ กลุ่มคนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศ
          (2) กลุ่มอำมาตย์ราชบริพารผู้ใหญ่ หากเทียบกับในปัจจุบัน ได้แก่ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เช่น เสนาธิการ, ปลัดกระทรวง, อธิบดี, ผู้ว่าราชการจังหวัด, ผู้บัญชาการทหารทุกเหล่า ฯลฯ ซึ่งถือเป็นกลุ่มรับนโยบายไปปฏิบัติ
          (3) กลุ่มพราหมณ์มหาศาล หากเทียบกับในปัจจุบัน ได้แก่ ผู้นำทางความคิด        นักวิชาการใหญ่ สื่อมวลชนใหญ่ ซึ่งเป็นสถาบันทางความคิดที่ถ่วงดุลอำนาจรัฐโดยการชี้นำประชาชน
          (4) กลุ่มคหบดีมหาศาล หากเทียบกับในปัจจุบัน ได้แก่ กลุ่มนักธุรกิจใหญ่ๆ หรือ พวกพ่อค้าระดับประเทศ เป็นกลุ่มที่มีทรัพย์มาก มีบริวารซึ่งเป็นชนในระดับล่างมาก 


ขอบคุณข้อมูลจาก มหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย



***เชิญติดตามตอนต่อไปค่ะ ***




Create Date : 25 มิถุนายน 2555
Last Update : 25 มิถุนายน 2555 18:21:14 น. 0 comments
Counter : 1665 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อุ่นอาวรณ์
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




พระรัตนตรัยเป็นรัตนะอันประณีต เป็นสิ่งประเสริฐเลิศลํ้าที่สุดที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน ด้วยสัจจะวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านในกาลทุกเมื่อเทอญฯ
Friends' blogs
[Add อุ่นอาวรณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.