Group Blog
 
All Blogs
 
กมารทอง และผลเสียของการเลี้ยงกุมารทอง

เรียบเรียงจาก : //www.dmc.tv




รู้ได้อย่างไรว่ากุมารทองไปเกิดใหม่แล้ว

หลังจากที่เราได้ปลดปล่อยกุมารทองไปแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าปล่อยกุมารทองไปแล้ว ก็ให้สังเกตดูว่า ไม่ได้ยินเสียเดิน เสียงวิ่งเล่นของเขา หรือเสียงที่เขามากระซิบข้างหู หรือมาเข้าฝัน หรืออย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกได้ว่าเขาอยู่รอบตัว อีกทั้งสังเกตที่ใจของเราว่าไม่มีความผูกพันอาลัยอยู่เลย แถมใจชุ่มไปด้วยบุญกุศลและมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่แน่นแฟ้นในใจอย่างเดียว ก็สรุปได้ว่าเขาถูกปลดปล่อยไปแล้ว และถ้ามีคนเอามาให้อีกก็รับเอาไว้ เพื่อไม่ให้เขาเสียน้ำใจ แล้วก็เอาไปปลดปล่อยอีกแบบเดิม หรือเป็นกัลยาณมิตรให้กับบุคคลนั้น โดยแนะนำเรื่องราวที่ได้ยินมาจากฝันในฝันวิทยาให้เขาได้รับทราบและเรียนรู้ ซึ่งถ้าเขามีบุญพอ เขาก็จะปลดปล่อยตัวเอง แบบเดียวกับที่เราได้ปล่อยเขาไปอย่างนั้น

พิธีอัญเชิญเครื่องรางของขลังออกไป

นอกจากนี้ยังมีพิธีอัญเชิญเครื่องรางของขลังที่ไม่ใช่พระรัตนตรัยออกจากบ้าน ก็ทำไม่ยาก มี ๒ วิธี เช่นเดียวกัน คือ รักต้องฝัง ฝากพระแม่ธรณีไว้ โดยอาการนอบน้อมไม่ลบหลู่และพูดดีๆ ว่า ขอฝากแม่พระธรณีดูแลสิ่งเหล่านี้ด้วย ของคุณสิ่งเหล่านี้ และเอ่ยชื่อของขลังเหล่านั้น เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ ที่ได้ช่วยดูแลในช่วงที่พระรัตนตรัยยังไม่บังเกิดขึ้นในใจ บัดนี้พระรัตนตรัยบังเกิดขึ้นในใจแล้ว ขออัญเชิญสิ่งเหล่านี้ได้กลับคืนกับครูบาอาจารย์ และขอฝากไว้กับแม่พระธรณี หรือ วิธีรักต้องลอย ฝากแม่พระคงคาไว้ ก็ทำเช่นเดียวกัน เพราะต่อจากนี้ไป เราจะยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต บัดนี้เราจะทำพระนิพพานให้แจ้ง และแสวงบุญ จึงจำต้องอัญเชิญออกไป

อาจารย์วิทยาธรที่รักษาวิชา...ได้รับประโยชน์อะไร และมีผลเสียอย่างไร

จากการที่เล่าเรื่องกุมารทองมา เราทราบว่า การทำงานของอาจารย์ในเมืองมนุษย์ จะมีวิทยาธรเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการประกอบพิธีกรรม ในการควบคุมดูแลกุมารทองที่อยู่ในความปกครองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจารย์วิทยาธรเหล่านั้น จะได้รับประโยชน์จากพวกเดียวกันที่ชื่นชมว่า เจ๋ง เก่ง แน่ ที่มีคนมานับถือกุมารทองมาก ได้แค่นั้นอย่างเดียว นอกนั้นอาจารย์วิทยาธรก็ไม่ได้อะไร
สังคมวิทยาธรก็คล้ายเมืองมนุษย์ พอถึงวันเวลาเขาจะมาชุมนุมกัน

สังคมวิทยาธรก็คล้ายเมืองมนุษย์ พอถึงวันเวลาเขาจะมาชุมนุมกัน แล้วก็คุยกันว่า วิชาของท่านเป็นอย่างไร วิชาของคุณเป็นอย่างไร โอ ของผมเหรอ ลูกศิษย์มากมายเลย มีคนมาขอไปใช้งานเยอะแยะ นางกวักก็มี กุมารทอง กุมารีทอง รักยม ลูกกรอกก็มาก ของผมแน่กว่า อย่างนั้น อย่างนี้ ก็เกกันไปทับกันมา พูดง่ายๆ คือเอาไว้ประดับบารมีเหมือนเจ้าพ่อที่มีคนนับถือมากๆ เหมือนมนุษย์ ถ้าใครชมว่าเก่ง ก็เบิกบานยินดี เท่านั้นเอง แต่มีอาจารย์วิทยาธรมีหลายประเภท ที่ชอบคำชื่นชมก็มาก และบางประเภทก็ได้บุญนิดหน่อยก็มี แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้บุญอะไร เพราะภพที่ทำบุญได้ คือ ภพมนุษย์ ที่ได้บุญ คือ อาจารย์วิทยาธรประเภทปู่ยา ที่ใช้ให้กุมารทองไปบอกยา ที่เราเคยได้ยินว่า ยาผีบอกผู้ที่จะหมดกรรมแล้ว ซึ่งปู่ยาหรือปู่หมอ คือ ผู้ที่เคยเป็นหมอแผนโบราณที่มีเวทย์กำกับ ตายไปแล้วก็มักจะวนเวียนเป็นวิทยาธรประเภทนี้ แล้วก็สอนให้กุมารทองมาบอกหรือที่เป็นภุมมเทวาด้วยกันก็มี

และถ้าอาจารย์วิทยาธรไม่ได้ใช้วิชาไปทำร้ายใคร เขาก็ยังไม่ไปตกนรก แต่ใจเขาจะยังวนเวียนอยู่กับสิ่งนี้ในภพภูมิของภุมมเทวา ตั้งแต่พื้นมนุษย์ไปถึงป่าหิมพานต์ อาจารย์มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ก็จะมีเชื้อวนเวียนอยู่กับเรื่องพวกนี้ แล้วก็ห่างไกลจากพระรัตนตรัยไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตในสังสารวัฏของตนเอง ด้วยความหมกมุ่นมัวเมากับวิชาที่ไม่ได้ช่วยดับทุกข์หรือหมดกิเลส ก็จะเป็นเหตุให้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะแล้วต้องตกอยู่ในกฎแห่งกรรม ซึ่งอาจพลาดพลั้งไปทำสิ่งไม่ดีในชาติใดชาติหนึ่ง ก็มีสิทธิ์ไปอบายภูมิได้ เพราะฉะนั้นก็ควรเลิกแล้วหันมายึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

ผลเสียจากการเลี้ยงกุมารทอง

ส่วนคนที่เลี้ยงกุมารทองก็จะคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นที่พึ่ง ความคิดก็จะวนเวียนอยู่แต่เรื่องกุมารทอง ใจมาผูกพันกับเรื่องทรงเจ้าเข้าผี มักจะไม่ค่อยคิดเรื่องการทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ความคิดที่จะให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา หรือตั้งใจจะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวไม่มี
เมื่อตายแล้วมักจะวนเวียนอยู่กับพวกนี้ บางรายก็มาเป็นพวกในเครือของวิทยาธรที่เกี่ยวกับเรื่องที่ตนสนใจ หรือไปเข้าสิง เข้าทาง อย่างที่ตนเคยทำ แต่ถ้าหากพอทำบุญบ้าง ไม่ได้ทำบาปอะไรมากมาย อยากมากก็ไปเป็นวิทยาธรอยู่ในป่าหิมพานต์ จะไม่ไปสูงกว่านี้ แล้วก็มีสิทธิ์ไปเกิดเป็นกุมารทองให้เขาใช้ และเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์มักจะเป็นร่างทรง คือมีความรู้สึกชอบ จะมีคนชวน จะมีกระแสดึงดูดให้ไปเป็นร่างทรง พอไปเจอพวกร่างทรงก็บอกว่ามีองค์อยู่ข้างใน ถ้าไม่ยอมให้เป็นร่างทรงก็จะป่วยไข้ ทนไม่ไหว ถ้าจะหายป่วยก็ต้องยอมให้องค์เข้า ทางภาคใต้มักจะเรียกม้าทรง เพราะเวลามาทรงเหมือนกับต้องข่มขี่ คล้ายกับขี่ม้า ทีนี้ข่มร่างมนุษย์ เขาจึงเรียกว่า ม้าทรง

บทส่งท้าย ลาก่อน...กุมารทอง

เรื่องกุมารทอง และเรื่องต่างๆ ที่กล่าวมานั้น ล้วนเป็นสิ่งที่น่าศึกษา เพราะเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรม เราอย่าลืมว่า กายละเอียดเหล่านี้เคยเป็นอดีตมนุษย์ แต่เป็นอดีตมนุษย์ที่ไม่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก แต่ว่าชีวิตมีทุกข์ เมื่อมีทุกข์ก็ต้องหาที่พึ่ง เหมือนว่ายน้ำอยู่ในทะเลจะจมน้ำ หมดเรี่ยวแรง มีซากศพลอยมาก็ต้องเกาะ จะมีอะไรผ่านหน้ามาก็ต้องคว้าเกาะไปก่อน เพื่อให้ตัวไม่จมน้ำ แต่ถ้าแพลอยมาหรือเรือลอยมา ผู้ฉลาดต้องปล่อยซากศพแล้วก็ขึ้นแพขึ้นเรือกันไป คือ ยามใดที่ยังไม่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง จะไปยึดถือสิ่งเหล่านี้เป็นที่พึ่งไปก่อน แต่ยามใดที่มีพระรัตนตรัยบังเกิดขึ้นแล้ว ก็ควรจะทิ้งสิ่งเหล่านั้น หันมายึดถือพระรัตนตรัย เพราะสิ่งที่ไม่ใช่ที่พึ่งที่ระลึกอย่างแท้จริง ก็จะมีปัญหาอยู่ในตัว พูดง่ายๆ ว่ามันมีโทษอยู่ในตัวด้วย ซึ่งโทษที่เกิด ตัวผู้นับถือก็ไม่เข้าใจ เพราะขาดแคลนความรู้ตรงนี้ มีแต่ศรัทธาอย่างเดียว แต่ว่าขาดดวงปัญญา โทษที่ตัวไม่เข้าใจ ตัวก็เลยยึดถือกันไป แต่ยุคนี้พระรัตนตรัยยังมีอยู่ เพราะฉะนั้น ถึงเวลาที่เราจะต้องทิ้งซากศพแล้วก็ขึ้นแพ ขึ้นเรือกัน เราจะได้หอบหิ้วกันไปถึงฝั่งพระนิพพานกันได้ พ้นจากวัฏฏะกันได้ นี่เป็นสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้จากการศึกษาเรื่องราวของกุมารทองเราก็จะได้ข้อคิดกันอย่างนี้ พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสุงสุดของพวกเราทั้งหลาย

เราเกิดมาทำพระนิพพานให้แจ้งและแสวงบุญ ต้องให้รู้หลักตรงนี้ให้ดี จับหลักให้ได้ จับหลักตรงนี้ได้ก็เอาตัวรอดและปลอดภัยได้ ถ้าจับหลักตรงนี้ไม่ได้ก็เอาตัวไม่รอดแล้วก็ไม่ปลอดภัยในชีวิตด้วย เราเป็นชาวพุทธจะต้องรู้ว่า อะไรเป็นสรณะ ถ้าไม่รู้สิ่งที่ถูก เราก็ไม่รู้สิ่งที่ผิด สิ่งที่ถูกต้อง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก มีทุกข์เราก็พึ่งท่านได้ มีสุขก็ไปหาท่านได้ และควรนึกถึงท่านบ่อยๆ นึกถึงท่านแล้วก็ปลื้ม มีทั้งภายนอกและภายใจ ภายนอกก็หมายถึงพระพุทธเจ้าหรือพุทธปฏิมากร พระธรรมก็พระคัมภีร์ทั้งหลายที่อยู่ในตู้พระไตรปิฎก พระสงฆ์ก็ที่เราเห็นกัน

ส่วนพระรัตนตรัยภายในนั้น ได้แก่พระธรรมกายในตัว เป็นพุทธรัตนะ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย คือ ธรรมรัตนะ และพระธรรมกายละเอียด คือ สังฆรัตนะ 3 อย่าง อยู่ร่วมกัน แต่คนละอันกัน เหมือนเพชรที่มีทั้งแวว ทั้งสี ทั้งเนื้อ

ถ้าเรารู้ว่าที่พึ่งที่ระลึกมีอยู่แค่นี้ ก็แปลว่าแค่นี้ ถ้าเกิดกว่านี้ไม่ใช่ เช่น ปู่เต่า แมวสองหัว จิ้งจก 2 หาง วัว 5 ขา อย่างนี้ หรือ รูปแก่สลักด้วยไม้ ด้วยวัสดุอะไรต่างๆ ก็แล้วแต่ที่แตกต่างจากพระรัตนตรัย หรือไม่ใช่ตัวแทนพระรัตนตรัยแล้วก็ไม่ใช่




Create Date : 20 สิงหาคม 2554
Last Update : 20 สิงหาคม 2554 21:10:33 น. 1 comments
Counter : 2143 Pageviews.

 


โดย: amulet108 วันที่: 14 พฤษภาคม 2555 เวลา:18:28:48 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13


 
อุ่นอาวรณ์
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




พระรัตนตรัยเป็นรัตนะอันประณีต เป็นสิ่งประเสริฐเลิศลํ้าที่สุดที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน ด้วยสัจจะวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านในกาลทุกเมื่อเทอญฯ
Friends' blogs
[Add อุ่นอาวรณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.