Group Blog
 
All Blogs
 
สำรวมจิตเพื่อชีวิตที่สมบูรณ์

สำรวมจิตเพื่อชีวิตที่สมบูรณ์
 

 
     เราได้เหน็ดเหนื่อยกันมาตลอดทั้งวัน จากการประกอบภารกิจหน้าที่การงาน การศึกษาเล่าเรียน หรือเรื่องอื่นๆ ที่เราได้ทำผ่านมาแล้ว ดังนั้น ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป เราจะได้ให้โอกาสแก่ตัวของเราเอง ในการแสวงหาสาระอันแท้จริงของชีวิต เพื่อเพิ่มเติมสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดให้กับชีวิตด้วยการปฏิบัติธรรม ชีวิตจะได้ประสบแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง เมื่อใจอยู่ในกระแสธรรม เราย่อมมีความสุขสดชื่นเบิกบาน ใจที่เบิกบานจะทำให้เราได้เข้าถึงธรรมอย่างง่ายดาย
 
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย  ธรรมบท ว่า
 
                            “สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ      ยตฺถ กามนิปาตินํ
                             จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี   จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ
 
     ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิตที่เห็นได้ยาก ที่ละเอียดอ่อน มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ เพราะว่าจิตที่คุ้มครองดีแล้ว นำสุขมาให้”
 
     ธรรมชาติดั้งเดิมของจิตนั้นประภัสสร คือ สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส มีความสว่างไสวอยู่ในตัว ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง แต่ว่าถูกอวิชชา คือ ความมืดเข้ามาห่อหุ้ม จึงทำให้ใจนั้นขุ่นมัวไม่ผ่องใส และหวั่นไหวไปตามกระแสกิเลส หากเราไม่สำรวมอินทรีย์คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ปล่อยให้หลงใหลไปในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส  ติดอยู่ในอารมณ์ที่เป็นเหยื่อล่อของพญามาร เราก็จะเป็นเหมือนปลาที่ติดเบ็ดของนายพราน ฉะนั้น
 
     ถ้าหากเราสำรวมระวังอินทรีย์อยู่เสมอ ไม่เผลอสติปล่อยใจในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ต่างๆ ภายนอก หมั่นฝึกฝนอบรมจิตใจให้หยุดนิ่งอยู่ภายใน ตั้งใจไว้ในต้นแหล่งแห่งความสุขและความบริสุทธิ์ คือ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นทางมาแห่งบุญกุศล เป็นต้นทางแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน เราจะเข้าถึงความสุขที่แท้จริงซึ่งอยู่ภายในตัวของเรา ตำแหน่งนี้เป็นจุดที่จะเชื่อมโยงใจเราไปสู่อายตนนิพพาน
 
     ในอดีตมีพราหมณ์เข้าไปถามพระโมคคัลลานะว่า “ทำไมภิกษุในพระพุทธศาสนาซึ่งมีผมดำสนิท ร่างกายแข็งแรง ไม่ถูกอาพาธรุมเร้า ถึงไม่ยินดีในการครองเรือน ไม่ยินดีในการบริโภคกาม” พระเถระตอบว่า “เพราะภิกษุสาวกตั้งใจออกบวช เพื่อแสวงหาพระนิพพาน มีความสำรวมอินทรีย์ สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่านมีสมณสัญญา มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ จึงไม่ยินดีในเบญจกามคุณเหล่านั้น” ดังนั้นความสำรวมอินทรีย์ จึงเป็นทางมาแห่งความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
 
     * ดังเช่นในสมัยหนึ่ง พระจิตตคุตเถระ ท่านรักในการประพฤติปฏิบัติธรรมมาก ตั้งแต่ตัดสินใจออกบวชอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนา ท่านหมั่นสำรวมอินทรีย์ ชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ หลังจากบวชได้ไม่นาน ท่านได้ขอโอกาสพระอาจารย์ไปปลีกวิเวก เพื่อแสวงหาที่ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา เพิ่มพูนความบริสุทธิ์ในสมณธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ท่านได้ไปอาศัยอยู่ในถ้ำกุรันฑกะ ซึ่งเป็นถ้ำที่มีความใหญ่โตมโหฬาร สวยสดงดงามวิจิตรด้วยจิตรกรรมฝาผนังซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง ๗ พระองค์
 
     แม้พระเถระจะอาศัยอยู่ในถ้ำนี้เป็นเวลานาน แต่เพราะท่านเป็นผู้มีความสำรวมอินทรีย์อย่างยิ่ง แม้แต่ผนังถ้ำ พระเถระก็ไม่เคยแหงนดูเลย และท่านไม่เคยคิดที่จะสนใจเรื่องนอกตัวเหล่านั้น ทำวันเวลาให้ผ่านไปด้วยการทำใจหยุดนิ่งมุ่งเข้าสู่ความบริสุทธิ์ภายใน ไม่ปล่อยจิตให้หลงใหลไปในสิ่งที่น่ารักน่าใคร่น่าพอใจภายนอก ท่านได้ใช้เวลาอย่างมีประโยชน์และมีคุณค่า ด้วยการทำภาวนาฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งตลอดเวลา
 
     กระทั่งวันหนึ่ง ภิกษุอาคันตุกะได้เดินทางมานมัสการ และขอพักอาศัยอยู่กับท่าน เมื่อได้เห็นทัศนียภาพอันตระการตาของจิตรกรรมฝาผนังในถ้ำแห่งนั้น ทุกรูปต่างตะลึงในความสวยงาม ที่จิตรกรได้บรรจงแต่งแต้มลงไปด้วยความศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ภาพที่เห็นเป็นประดุจว่า พระบรมศาสดายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ภิกษุทุกๆ รูป ได้เที่ยวเดินชมด้วยความปีติใจ เพราะไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แล้วมาเล่าให้พระเถระฟังด้วยความชื่นชมยินดียิ่งนัก
 
     พระเถระได้ฟังดังนั้น จึงบอกว่า “กระผมอยู่ที่นี่มาตั้ง ๖๐ พรรษา ไม่เคยรู้เลยว่า ที่นี่มีภาพมหาภิเนษกรมณ์ของพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ อาศัยพวกท่านทั้งหลายผู้มีนัยน์ตานั่นแหละ จึงทำให้ผมได้รู้ในวันนี้นี่เอง” คำพูดของพระเถระได้สะกิดใจเหล่าภิกษุอาคันตุกะที่มาขอพักอาศัยว่า “พระเถระเป็นผู้มีความสำรวมอินทรีย์มาก ใจท่านมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอยู่กับการปฏิบัติธรรม เพื่อความหลุดพ้นอย่างเดียวจริงๆ ” ทำให้ภิกษุอาคันตุกะเกิดแรงบันดาลใจ ที่จะฝึกตัวเช่นท่านบ้าง
 
     ความสำรวมอินทรีย์ของพระเถระนี้ แม้ต้นกากะทิงซึ่งเป็นต้นไม้แห่งการตรัสรู้ธรรม อยู่หน้าถ้ำที่ท่านอาศัยอยู่ พระเถระก็ยังไม่เคยแหงนดูต้นไม้นั้นเลย รู้เพียงว่ามีอยู่เท่านั้นเอง ต่อเมื่อเกสรของต้นไม้นั้น ร่วงหล่นลงมาบนพื้นดินตามฤดูกาล ท่านจึงรู้ว่าเป็นไม้มีดอก กิตติศัพท์ความสำรวมอินทรีย์ของท่าน ได้ฟุ้งขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ
 
     พระราชาได้ทรงสดับเรื่องราวของพระเถระ บังเกิดความเลื่อมใส จึงได้อาราธนานิมนต์ให้ท่านมาฉันภัตตาหารในพระราชวัง ขณะที่พระราชาและพระมเหสีตลอดจนเหล่าอำมาตย์ราชบริพารมานมัสการ และถวายภัตตาหารด้วยมือของตนเอง ท่านก็กล่าวเพียงว่า “สุขี โหตุ มหาราชา ขอมหาบพิตรจงมีความสุขเถิด” ไม่ได้กล่าวคำอื่นใด เพราะท่านไม่ได้คำนึงถึงว่า คนนั้นจะเป็นชายหรือหญิง นึกเพียงว่าเป็นคน เพราะร่างกายนี้ประกอบไปด้วยธาตุ ๔ เท่านั้นเอง ยิ่งทำให้พระราชาเพิ่มพูนความเลื่อมใสมากขึ้น ทรงถวายภัตตาหารเป็นเวลาต่อเนื่องกันถึง ๗ วัน
 
     ในวันที่ ๘ หลังจากพระเถระได้โปรดพระราชาแล้ว ได้เดินทางกลับถ้ำตามเดิม คืนนั้นเอง ขณะที่พระเถระกำลังเดินจงกรมทำความเพียรตามปกติ เทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกากะทิง เห็นพระเถระเดินจงกรมทำความเพียรไม่ลดละ เกิดจิตเลื่อมใส อยากเอาบุญพิเศษกับท่าน จึงได้ทำแสงสว่างให้ปรากฏ ให้พระเถระได้มองเห็นทางในขณะเดินจงกรม ท่านจะได้ไม่สะดุดหกล้ม
 
     พระเถระ ได้ตรึกระลึกถึงศีลอันบริสุทธิ์ของตนตั้งแต่ออกบวช และความสำรวมอินทรีย์ที่มีมาตลอด เมื่อนึกแล้วก็เกิดความปลื้มปีติในความบริสุทธิ์ของตน จิตใจของท่านชุ่มชื่นเบิกบาน บริสุทธิ์ผ่องใสราวกับพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน ท่านก็เข้าถึงดวงธรรม ดวงศีล สมาธิ(Meditation) ปัญญาไปตามลำดับ พระเถระเดินจงกรมไป แต่ใจนั้นยังหยุดนิ่งอยู่ในธรรม ข้างนอกเคลื่อนไหว ข้างในหยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่เข้าถึง สว่างไสวทีเดียว  ท่านปล่อยใจให้หยุดในหยุดเรื่อยไป ในที่สุดก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ในขณะที่เดินจงกรมนั่นเอง แม้แต่ภูเขาก็เกิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว ประดุจจะแสดงความยินดีปรีดา อนุโมทนาสาธุการในการบรรลุธรรมของท่าน
 
     เราจะเห็นว่า การสำรวมอินทรีย์มีผลดีต่อการทำใจหยุดนิ่งอย่างมาก หากเราหมั่นสำรวมอินทรีย์อยู่เสมอ ดูในสิ่งที่ควรดู ฟังในสิ่งที่ควรฟัง รู้จักยับยั้งชั่งใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ที่มากระทบใจ เข้าใจในโลกธรรมที่เกิดขึ้น ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนพระพาหิยะไว้ว่า “ดูก่อนพาหิยะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเธอเห็น จักเป็นสักแต่ว่าเห็น เมื่อฟัง  จักเป็นสักแต่ว่าฟัง เมื่อรู้ จักเป็นสักแต่ว่ารู้ เมื่อรู้แจ้ง จักเป็นสักแต่ว่ารู้แจ้ง เมื่อเธอศึกษาเช่นนี้ เธอย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้า ย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์”
 
     บัณฑิตทั้งหลาย ได้แนะนำเรื่องการสำรวมอินทรีย์ไว้ว่า ผู้รักในการฝึกฝนอบรมจิต ไม่พึงเป็นผู้มีนัยน์ตาลอกแลก เหมือนลิงในป่า เหมือนเนื้อตื่นดง หรือเหมือนเด็กอ่อนสะดุ้งกลัว ควรสำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าให้ไหลไปตามอำนาจกิเลสที่หลอกล่อให้เราตกหลุมพราง
 
     การสำรวมอินทรีย์ที่ดีที่สุด คือ การฝึกใจให้หยุดนิ่ง เพราะใจที่หยุดนิ่ง เป็นเกราะคุ้มกันกระแสกิเลส ที่ไหลเข้ามาสู่ใจของเรา หลวงปู่วัดปากน้ำท่านได้ให้ข้อเตือนใจเอาไว้ว่า “คนเราจะอยู่ให้เป็นสุขได้ทุกหนทุกแห่งนั้น ต้องทำตาของเราให้เหมือนตาไม้ไผ่ ทำใจให้หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน ทำหูให้เหมือนหูกะทะ ทำตัวให้เหมือนผ้าขี้ริ้ว” คือลดตัวลงต่ำเพื่อยกใจของเราให้สูงขึ้น เพราะฉะนั้น แต่ละวันที่ผ่านไปควรหาโอกาสฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งเป็นประจำสม่ำเสมอ นำใจกลับเข้ามาหยุดไว้ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่๗ ซึ่งเป็นหลุมหลบภัยที่ดีที่สุด ที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร ได้เข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกอย่างแท้จริงของพวกเราทุกๆ คน

 
พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี
 
นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
 
* วิมุตติรัตนมาลี (พระพรหมโมลี)



Create Date : 01 ธันวาคม 2555
Last Update : 1 ธันวาคม 2555 17:35:11 น. 0 comments
Counter : 1078 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อุ่นอาวรณ์
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




พระรัตนตรัยเป็นรัตนะอันประณีต เป็นสิ่งประเสริฐเลิศลํ้าที่สุดที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน ด้วยสัจจะวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านในกาลทุกเมื่อเทอญฯ
Friends' blogs
[Add อุ่นอาวรณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.