ชีวิตของน้ำเกลือ
Group Blog
 
All Blogs
 

จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ อังคารที่ 4 เมษายน 2549

ไม่ถึง 2 เดือนดี ภายหลังจากการยุบสภา และมีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เมษายน 2549

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศไม่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

รายละเอียดดังนี้


วันนี้ (4 เมษายน) เมื่อเวลา 20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้ออกรายการทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ประกาศขอเว้นวรรคทางการเมือง ไม่ขอรับการเสนอชื่อจากสภาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แต่จะขอทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีชั่วคราวตามรัฐธรรมนูญจนกว่าจะมีการสรรหานายกรัฐมนตรีใหม่

ทั้งนี้ ก่อนการแถลง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวขอโทษประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่เลือกพรรคไทยรักไทย และไว้วางใจให้ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปด้วยคะแนนเสียงสูงถึง 16 ล้านเสียง แต่ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองที่ต้องการความสมานฉันท์ ดังนั้นจะมาทะเลาะและเอาชนะคะคานกันไม่ได้ และรู้สึกดีใจที่ข้อเสนอก่อนหน้านี้ของตนที่เคยกล่าวในรายการกรองสถานการณ์ได้รับการตอบสนองด้วยดี โดยในวันนี้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ทำจดหมายยืนยันมาแล้ว

หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้ให้เหตุผลในการไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ว่า เนื่องจากปีนี้เป็นปีมหามงคล ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี และเหลือเวลาอีก 60 กว่าวันเท่านั้นที่จะถึงเวลาแห่งความสำคัญนั้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้งและหันหน้าเข้าหากันเพื่อความสมานฉันท์

“ผมขอถอยโดยไม่รับตำแหน่งนายกฯ แต่จะรักษาการนายกฯ ไปตามรัฐธรรมนูญจนกว่าสภาจะมีการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ เวลนี้ผมยังคงทำหน้าที่เป็น ส.ส.และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ ผ่านทางรัฐบาลใหม่ตามที่ได้เคยแถลงเอาไว้ต่อไป” หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ระบุ

ในตอนท้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้ย้ำว่า 5 ปีที่ผ่านมาที่อยู่ในตำแหน่งนายกฯ ได้ทำงานหนัก และทำอย่างถูกต้องเพื่อบ้านเมือง ไม่เคยทำชั่วตามที่ถูกกล่าวหา

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าเวลานี้ยังไม่สามารถเปิดสภาได้ เพราะมีปัญหาเรื่อง ส.ส.ไม่ครบจำนวน 500 คน โดยเฉพาะหลายเขตที่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากมีผู้สมัครได้รับคะแนนเสียงไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันยังมีปัญหากรณีที่มีผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักไทยมีไม่ครบ 100 คน (นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ได้ลาออก)



ประมวลภาพประวัติศาสตร์



ขอโทษก๊าบ !



ซิก ซิก



โอ๋ เมียที่รัก



ลาก่อนนะนาย




ลิ๊งค์ที่เกี่ยวข้อง

//www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000045667

//www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000045670

ฟังวาทะประวัติศาสตร์

//www.managerradio.com/Radio/DetailRadio.asp?program_no=1026&mmsID=1026%2F1026%2D1274%2Ewma+&program_id=3956




 

Create Date : 05 เมษายน 2549    
Last Update : 5 เมษายน 2549 5:40:00 น.
Counter : 439 Pageviews.  

จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ศุกร์ที่ 24 ก.พ. 2549

นายกฯทักษิณ ชินวัตร ยุบสภา !

หลังจากโดนแรงกดดันจากหลายฝ่ายและหลายเรื่อง ในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงจำใจกระทำในสิ่งที่ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง ด้วยการ ยุบสภา


จารึกไว้ในประวัติศาสตร์



ผู้จัดการออนไลน์ //www.manager.co.th

วันนี้( 24 ก.พ.) มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแพร่สะพัดตั้งแต่บ่ายว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้เลือกผ่าทางตันทางการเมืองโดยวิธีการยุบสภาแล้ว และ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เข้าเฝ้าฯในเวลา 17.00 น. ที่ผ่านมา

รายงานข่าวยังระบุอีกว่า การเข้าเฝ้าฯดังกล่าวเป็นการเข้าเฝ้าฯเพื่อขอรับพระราชทานพระราชกฤษฎีกายุบสภารวมทั้งพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อทำหน้าที่เป็นรัฐบาลรักษาการในช่วงเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดพ.ต.ท.ทักษิณเปิดเผยภายหลังกลับจากการเข้าเฝ้าฯ ว่า ได้ตัดสินใจยุบสภาแล้ว ส่วนที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ให้รอดูข่าวในเวลา 20.30 น. วันนี้ โดยการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้ไม่มีการปรับครม.แต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำการพรรคไทยรักไทย ว่า บรรดาแกนนำพรรคไทยรักไทยทยอยเดินทางมาถึงแล้ว อาทิ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นางเยาวภา วงศสวัสดิ์ นายเนวิน ชิดชอบ นายสนธยา คุณปลื้ม พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ ซึ่งคาดว่าจะมีการเริ่มประชุมแล้ว

ทั้งนี้มีรายงานว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาร่วมประชุมแกนนำพรรคไทยรักไทยด้วย

ด้าน นายเสนาะ เทียนทอง แกนนำกลุ่มวังน้ำเย็น ได้เรียกสมาชิกกลุ่มเข้าหารือที่บ้านพักเมืองทองธานีทันที

ขณะที่ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย เปิดเผยว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ได้นัดหมายแกนนำของพรรคเข้าหารือ เวลา 20.00 น.คืนนี้ และคาดว่าพรุ่งนี้จะมีการเรียกประชุมพรรค เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอีก 60 วันข้างหน้า

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ได้นัดประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในวันพรุ่งนี้ (25 ก.พ.) เวลาประมาณ 10 .00 น.เป็นต้นไป

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประธานกองทัพธรรมมูลนิธิ กล่าวว่า เป็นที่คาดกันไว้แล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะต้องยุบสภา ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะปัญหาอยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี ที่ขาดความชอบธรรม ทุกฝ่ายจึงออกมาเรียกร้องให้นายกฯยุบสภา อย่าลาออกหนีปัญหา อย่างไรก็ตามหากพรรคไทยรักไทยได้รับเสียงข้างมากในการเลือกตั้งครั้งใหม่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งก็คงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม ปัญหาก็จะกลับมาอีก เพราะปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกันวันนี้(24 ก.พ.) พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้เรียกประชุม กกต.เมื่อเวลา 18.00 น.หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา โดยมีนายปริญญา นาคฉัตรีย์ นายวีระชัย แนวบุญเนียน ขาดเพียง พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ ที่ติดภารกิจในต่างประเทศ ภายหลังหารือประมาณ 1 ชั่วโมง พล.ต.อ.วาสนา กล่าวว่า กกต.ได้หารือกับรัฐบาลเกี่ยวกับการจัดเลือกตั้ง โดยขอเวลาดำเนินการเรื่องบัตรและบุคลากร 30 วัน ดังนั้นจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปได้ในวันที่ 2 เมษายน49 และเปิดรับสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ วันที่ 2-3 มี.ค. ส่วน ส.ส.ระบบแบ่งเขต ในวันที่ 4-8 มีนาคม49 ทั้งนี้การจัดการเลือกตั้งในระยะเวลาเพียง 30 วัน เนื่องจากมีความจำเป็นต้องมีรัฐบาลดำเนินการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะที่การเลือกตั้ง ส.ว.ในวันที่ 19 เมษายน ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

ล่าสุด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้นำพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร มาแจกจ่ายให้กับสื่อมวลชน

โดยพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2549 ให้ไว้ ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 เป็นปีที่ 61 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า โดยที่นายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลว่าตามที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำความกราบบังคมทูลเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2548 ขอให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตามมติเห็นชอบข้างมากเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ลงคะแนนโดยเปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎร และได้มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นบริหารราชการแผ่นดินแล้วนั้น ต่อมาได้เกิดการชุมนุมสาธารณะ ตั้งข้อเรียกร้องในทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งแม้ระยะแรกจะอยู่ในกรอบของกฎหมาย แต่เมื่อนานวันเข้า การชุมนุมเรียกร้องได้ขยายตัวไปในทางที่กว้างขวาง และอาจรุนแรงขึ้น รวมทั้งส่อเค้าว่าจะมีการเผชิญหน้าจนอาจปะทะกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และอาจมีการสอดแทรกฉวยโอกาสจากผู้ที่ประสงค์จะเห็นความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง จุดชนวนให้เกิดความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน จนลุกลามถึงขั้นการจลาจลวุ่นวาย สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้

ครั้นใช้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองเข้าควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด หรือแม้แต่รัฐบาลได้พยายามดำเนินการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ ด้วยการขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติในที่ประชุมรัฐสภาแล้ว ก็ยังไม่อาจแก้ไขปัญหาและความคิดเห็นพื้นฐานที่แตกต่างกัน ทั้งระหว่างกลุ่มผุ้ชุมนุมเรียกร้อง กับรัฐบาล และระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้อง กับกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วย และประสงค์จะเคลื่อนไหวบ้าง จนอาจเกิดการปะทะกันได้ สภาพเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ การเมือง การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยภายใต้ระบบรัฐสภา และความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยเฉพาะในขณะนี้ซึ่งควรจะสร้างความสามัคคีปรองดอง การดูแลรักษาสภาพของบ้านเมืองที่สงบร่มเย็น น่าอยู่ อาศัยการลงทุน และการเผยแพร่ความวิจิตรอลังการ ตลอดจนความดีงามตามแบบฉบับของไทยให้เป็นที่ประจักษ์

เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความคิดเห็นในสังคมที่หลากหลาย และยังคงแตกต่างกัน จนกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงเช่นนี้ ครั้นจะดำเนินการเพื่อตรวจสอบความประสงค์อันแท้จริงของประชาชนโดยเป็นการอื่น เพื่อให้ทุกฝ่ายหยั่งทราบแล้วยอมรับให้เป็นไปตามกลไกในระบอบประชาธิปไตย ก็ทำได้ยาก ทางออกในระบอบประชาธิปไตยที่เคยปฏิบัติมาในนานาประเทศ และแม้แต่ในประเทศไทย คือการคืนอำนาจตัดสินใจทางการเมืองกลับสู่ประชาชน ด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปขึ้นใหม่ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 116 และมาตรา 221 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้ เรียกว่า พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2549
มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่
มาตรา 4 ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 2 เมษายน พุทธศักราช 2549 และ
มาตรา 5 ให้นายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการการเลือกตั้ง รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี



" ไปไม่รอดแล้วน้องเด้ ถูกเหน่น้ำตาปลาดูหยง "



ลิ๊งค์ที่เกี่ยวข้อง

//www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000025755

//www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000025759

//www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000025797


** การยุบสภาครั้งล่าสุดของเมืองไทยเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2539 ในรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา

//www.cabinet.thaigov.go.th/bb_main11.htm




 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2549 22:22:23 น.
Counter : 247 Pageviews.  

เมื่อ ร.ส.ช. ยึดรถ อ.ส.ม.ท.ในปี 2533

เหตุการณ์นี้นำมาซึ่งความขัดแย้งกันระหว่างคณะทหาร ร.ส.ช. กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ทำให้พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีต้องลาออก และเป็นสาเหตุหนึ่งที่เมื่อคณะร.ส.ช.ยึดอำนาจแล้วในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ร.ต.อ.เฉลิมและครอบครัวต้องหนีไปเดนมาร์ก

ความเริ่มต้นจากในวันที่ 27 มีนาคม 2533 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อที่จะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลชาติชาย (1) ในวันที่ 30 มีนาคม

โดยผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแทนที่ก็คือ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (ร.ส.ช.) และผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกก็คือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร

การลาออกและแต่งตั้งในครั้งนี้ ด้วยหวังที่จะให้กลุ่มนายทหาร ร.ส.ช. เสริมความมั่นคงทางการเมืองอีกทางให้กับพล.อ.ชาติชาย นายกรัฐมนตรี เพราะนายทหารเหล่านี้ล้วนต่างก็เป็นนายทหารรุ่นเดียวกันหรือรุ่นน้องของพล.อ.ชวลิต แทบทั้งสิ้น

ต่อมา พล.อ.ชวลิต มีเรื่องขัดแย้งกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีประจำสำนึกนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จึงขอลาออกในวันที่ 21 มิถุนายน 2533
จากนั้น จึงออกมาตั้งพรรคความหวังใหม่ในวันที่ 11 ตุลาคม 2533 เพื่อหวังกรุยทางในการเล่นการเมืองตามที่ตั้งใจ

หลังจากที่พล.อ.ชวลิตลาออกได้เพียงหนึ่งวัน พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ในฐานะประธาน ร.ส.ช. ได้ทำการยึดรถถ่ายทอดภาพและเสียงหรือรถโมบายของ อ.ส.ม.ท. ในตอนดึกของคืนวันที่ 22 มิถุนายน บริเวณหน้าวัดไผ่เลี้ยง ถนนเพชรเกษม เขตหนองแขม
โดยอ้างว่า รถคันนี้ภายในมีอุปกรณ์อีเล็กทรอนิคถ่ายทอดล้ำสมัย อาจเป็นปัญหาต่อความมั่นคงของชาติได้

และได้นำรถคันนี้ไปเก็บไว้ที่กองบัญชาการทหารสูงสุด สนามเสือป่า

จากนั้นในวันที่ 30 ตุลาคม พล.อ.สุนทร ได้เรียกตัวนายราชัน ฮูเซ็น ผู้อำนวยการอ.ส.ม.ท.ในขณะนั้น เข้าพบเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหา

เป็นเหตุให้ ร.ต.อ.เฉลิม ไม่พอใจและได้ออกมาชี้แจงตอบโต้ทางสถานที่โทรทัศน์ของอ.ส.ม.ท.คือ ช่อง 3 และ 9 ว่า รถคันนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรือแตกต่างไปจากรถถ่ายทอดปกติธรรมดา

ส่งผลให้กลุ่มคณะนายทหารชุดนี้ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เกิดเป็นความขัดแย้งขึ้นมา


และต่อมา กลุ่มผู้สนับสนุนร.ต.อ.เฉลิม ได้รวมตัวกันอยู่หน้าอ.ส.ม.ท.เพื่อทำการประท้วงในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2533

วันต่อมา คือวันที่ 13 พล.อ.สุจินดา คราประยูร ในฐานะผู้อำนวยการกองกำลังรักษาพระนคร สั่งห้ามเด็ดขาดในการชุมนุม

เหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นดังกล่าว เป็นแรงกดดันรวมกับปัญหาหลายประการส่งผลให้พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ต้องประกาศลาออกโดยไม่มีการยุบสภาในวันที่ 8 ธันวาคม 2533

แต่วันต่อมา คือวันที่ 9 ธันวาคม วรรณ ชันซื่อ ประธานสภาฯก็ได้ทูลเกล้าเสนอชื่อ พล.อ.ชาติชาย เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกวาระหนึ่ง


สุจินดา คราประยูร หนึ่งในนายกรัฐมนตรีของไทยที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุด



รู้จักวัดไผ่เลี้ยง
//www.thaitambon.com/tambon/ttrvlist.asp?ID=102303

เรื่องยุ่งๆของมรดก ' บิ๊กจ๊อด '
//www.manager.co.th/asp-bin/PrintNews.aspx?NewsID=9480000160349




 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2549 14:11:24 น.
Counter : 881 Pageviews.  

เสียงสะท้อนจากสื่อต่างชาติที่มองมายัง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เสียงสะท้อนจากสื่อต่างชาติ

ในบทความเรื่อง " ผู้นำสำหรับสหัสวรรษ ด้านการเมือง " (Leaders for the millenium politics & Power) ซึ่งเป็นส่วนที่ 3 ของการรายงานพิเศษขนาดยาวจากนิตยสาร เอเชียวีค (Asiaweek) ซึ่งคัดเลือกผู้นำสำหรับสหัสวรรษใหม่ใน 3 แขนง (สังคมและวัฒนธรรม ธุรกิจและการเงิน และการเมือง) จำนวนแขนงละประมาณ 20 คนจากทั่วภูมิภาคเอเชีย ในส่วนของการเมือง ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร เอเชียวีค ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 ในจำนวนผู้ที่ได้รับคัดเลือก 20 คนประกอบไปด้วยนักการเมืองของเอเชีย เช่น นางสาวพรียานกา คานธี วาดรา (Priyanka Gandhi Vadra) ทายาทของอดีตผู้นำประเทศจากอินเดีย นายโต ซี เหียน (Teo Chee Hean) รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาจากประเทศสิงคโปร์ นายฮิซามูดิน ทัน ฮุสเซน (Hishammuddin Tun Hussein) ผู้นำกลุ่มเยาวชนของพรรค UMNO และหลานของอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และผู้นำทางการเมืองของภูมิภาคอีกหลายคน นายจูเลี่ยน เกียริ่ง (Julian Gearing) ได้เขียนถึงอภิสิทธิ์ไว้ว่า

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2507

ในระบบที่เคยชินกับนักการเมืองฉ้อฉลและทุจริต สมาชิกรัฐสภาหนุ่มผู้รังเกียจระบบการเมืองแบบเก่า ผู้ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อนำการเมืองไทยก้าวไปสู่วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า อย่างอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงดูเหมือนว่า " ดีเกินจริง " และสำหรับชาวไทย ผู้เคยชินกับนักการเมืองแบบโบราณที่ปากคาบซิการ์ เฉื่อยชา ไม่รู้จริงแต่พูดมาก ซึ่งเดินกันอยู่ในรัฐสภาไทย อภิสิทธิ์จึงเปรียบเสมือนแสงแห่งความหวัง

แม้จะมีอายุเพียง 35 ปี อภิสิทธิ์ก็ได้ทำงานในรัฐบาลมาแล้วถึง 2 สมัยด้วยกัน ซึ่งเป็นสัญญาณว่า " การเมืองแบบเดิมๆ " อาจกำลังจะหมดไป กระทรวงหลักหลายกระทรวงอาจจะยังคงถูกสงวนไว้ให้ " รุ่นเก่า " แต่ว่าอภิสิทธิ์ก็ได้มีโอกาสแสดงความสามารถที่ยอดเยี่ยมในฐานะโฆษกรัฐบาล และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งดูแลงานด้านการลงทุนและการศึกษา อภิสิทธิ์ให้คำอธิบายว่าท้ายที่สุดแล้วอำนาจอยู่ที่ประชาชน " ในระบอบประชาธิปไตย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับประชาชน " อภิสิทธิ์กล่าว " เรากำลังเห็นนักการเมืองหนุ่มสาวที่เป็นคลื่นลูกใหม่หลายคนได้รับมอบหมายตำแหน่งสำคัญๆเพราะพรรคการเมืองต่างก็ต้องตอบรับกับเสียงเรียกร้องของสาธารณชนกับการเปลี่ยนแปลงคนเก่าๆ " ในฐานะตัวแทนพลังใหม่ อภิสิทธิ์ทำให้นักเรียน นักศึกษาประทับใจกับวิสัยทัศน์เรื่อง การเมืองที่ปลอดธุรกิจ และสามารถจับใจหญิงสาวได้ด้วยความหล่อเหลา แต่เขาก็ยังเป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟังกลุ่มอื่นด้วย ในการประชุมสมัชชาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ครั้งล่าสุดที่ประเทศสิงคโปร์ อภิสิทธิ์ได้บรรยายถึงการฟื้นตัวของภูมิภาคได้อย่างน่าประทับใจ จนทำให้ผู้ฟังบางคนในที่ประชุมเกือบจะหลั่งน้ำตา และปรบมือให้เกียรติอย่างล้นหลามอย่างที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นนัก ในขณะที่อภิสิทธิ์อาจจะดูว่าเด็กสำหรับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่เขาได้เริ่มเส้นทางการเมืองเมื่ออายุเพียง 9 ขวบ ในปี พ.ศ. 2516 เมื่อการชุมนุมประท้วงของประชาชนได้พลิกโฉมหน้าการเมืองไทยในชั่วข้ามคืน อภิสิทธิ์อดนอนจนดึกดื่นเพื่อติดตามข่าวจากทางวิทยุ " ทันใดนั้น การเมืองสำหรับผมไม่ใช่เป็นเรื่องของคนเพียงบางกลุ่มแต่กลายเป็นเรื่องของทุกคน " อภิสิทธิ์กล่าว " มันได้เปิดโลกใหม่และทำให้ผมต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา " ในสมัยเป็นเด็กนักเรียนอายุ 16 ปี ที่ประเทศอังกฤษ อภิสิทธิ์ให้เวลากับฟุตบอล (" ผมชอบคิดว่าผมเก่ง ! ") พร้อมกันไปเรื่องสำคัญอื่นๆ เขายังจำวันที่เขาได้มีโอกาสพบกับ ส.ส.หนุ่มของพรรคประชาธิปัตย์ และได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกร่วมกัน ส.ส.คนนั้นก็คือ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันหลังจากจบการศึกษาปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด และทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่ช่วงหนึ่ง อภิสิทธิ์ก็ได้มีโอกาสถ่ายรูปร่วมกับชวน หลีกภัยอีกครั้ง เมื่อเขาได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเดือนมีนาคม 2535 การที่สื่อมวลชนประโคมข่าวว่า วันหนึ่งข้างหน้าอภิสิทธิ์อาจจะเดินตามรอยเท้าครูต้นแบบของเขาสู่งานสำคัญสูงสุดในทางบริหารเป็นสิ่งที่น่าเขินสำหรับคุณพ่อลูกสอง ที่แสนจะถ่อมตนคนนี้ อภิสิทธิ์กล่าวว่า " ก่อนอื่นผมก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ก่อน " เวลาและสติปัญญาช่างอยู่ข้างเขาเสียจริง





//www.younggloballeaders.org/scripts/modules/Profiles/page5265.html




 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2549 11:25:16 น.
Counter : 370 Pageviews.  

คำปฏิญานตนเข้ารับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ทราบกันว่าไหม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำฝ่ายค้านคนแรกที่กล่าวคำปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง ทั้งๆที่ไม่มีบทบัญญัติใดๆในรัฐธรรมนูญระบุว่า " ต้องกระทำ "

แต่สะท้อนให้เห็นถึงอะไรหลายอย่าง ถึงตัวตนและความมุ่งมั่นของนักการเมืองหนุ่มผู้นี้


จารึกไว้ในประวัติศาสตร์


28 เมษายน 2548


" ผมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้กระผมเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นกลไกสำคัญในการเมืองการปกครองในวิถีทางประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

ผมได้พูดมาตลอดครับว่า ทุกประเทศในโลกต้องมีฝ่ายรัฐบาล มีฝ่ายบริหาร แต่เฉพาะประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น จึงจะมีฝ่ายค้านในลักษณะที่เป็นสถาบัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รัฐธรรมนูญของเราบัญญัติให้มีตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เท่ากับเป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ของปวงชนชาวไทยที่ต้องการมีการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีความหลากหลายมีการทดสอบถ่วงดุล ผมจึงถือว่า การทำหน้าที่ฝ่ายค้านและการดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งต่อการเมืองการปกครองและต่อพี่น้องประชาชน

ผมตระหนักในภาระหน้าที่และความสำคัญตรงนี้ในการเป็นตัวแทนของประชาชนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใด ที่พวกเราทุกคนในฐานะฝ่ายค้านทำหน้าที่เป็นเสียงเป็นตัวแทนของคนเหล่านั้น และการตรวจสอบถ่วงดุลก็เป็นหลักประกันอย่างหนึ่งว่า รัฐบาลซึ่งใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายไปจากประชาชนจะต้องบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนในยุคนี้ ผมคิดว่าภาระหน้าที่ของพวกเราฝ่ายค้าน ยิ่งมีความสำคัญมากกว่าปกติ

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านยุคนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญ ในยุคที่หลายฝ่ายในสังคมมีความลังเลที่จะพูดความจริงมากขึ้น ในภาวะที่ช่องทางของการสื่อสารความคิดเห็นที่แตกแต่งดูจะถูกปิดกั้นมากขึ้นทุกวัน การทำหน้าที่ฝ่ายค้านวันนี้ ต้องทำบนพื้นฐานความรับผิดชอบ เพราะแนวทางของการบริหารบ้านเมืองในปัจจุบันมีลักษณะของเป็นประชานิยม ต้องการนักการเมืองที่มีความรับผิดชอบในการท้วงติง ในการตักเตือนเพื่อมิให้สิ่งที่กระทำลงไปในวันนี้ส่งผลลบในวันข้างหน้า และการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในปัจจุบันต้องมองกว้างมองไกล มองให้ครบทุกด้าน เพราะมีปัญหาหลายปัญหาที่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างของสังคม ซึ่งอาจจะถูกละเลยไปจากการเมืองที่มีการโต้แย้ง มีการถกเถียงวันต่อวัน ความหนักแน่นและภาระตรงนี้คือสิ่งที่พวกเราและฝ่ายค้านทุกคน และผมในฐานะผู้นำฝ่ายค้านจะต้องทำงานด้วยความขยันขันแข็งด้วยความเข้มข้น ด้วยความรับผิดชอบ

และสิ่งที่สำคัญก็คือ เราอยากจะทำงานอย่างมีคุณภาพ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าของการมีฝ่ายค้านและคุณค่าของระบอบประชาธิปไตยเหนือสิ่งอื่นใดวันนี้ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคาดหวังว่า ฝ่ายค้านต้องมีส่วนร่วมในการปกป้องผลประโยชน์ของเขาได้ นั่นหมายถึงการตรวจสอบในเรื่องของการทุจริตจะต้องเป็นแบบอย่าง จะต้องเป็นมาตรฐานของนักการเมืองด้วย แม้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่จะต้องทำการปฏิญาณตนในการรับหน้าที่นี้ แต่ว่าในฐานะสภาผู้แทนราษฎร ผมได้กล่าวปฏิญาณตนไปแล้วว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อผลประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย และจะปฏิบัติตามและรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คำปฏิญาณนี้เป็นสิ่งที่ ผมและทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายค้านพึงสำนึกอยู่ตลอดเวลาในการทำหน้าที่ของเรา

สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะเรียนวันนี้ก็คือว่า การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนั้น ต้องการที่จะทำงาน โดยเชื่อมโยงไปถึงพี่น้องประชาชน เราอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมทำงานกับเราในการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ในการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย เพื่อผลประโยชน์ของการบริหารราชการแผ่นดิน ผมได้ขอให้ทางรัฐสภาได้เปิด ตู้ ป.ณ. เป็นพิเศษ เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนสามารถสื่อสารมายังผม ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรคือ ตู้ ป.ณ. 44 รัฐสภา กรุงเทพฯ 10305

จากวันนี้ไป ผมจะปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับเพื่อน ส.ส. ที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านด้วยความเข้มแข็ง และยึดแนวทางตามที่ได้ประกาศไว้และตามคำปฏิญาณตนของพวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกประการ ขอขอบคุณครับ "





//www.abhisit.org




 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2549 4:09:55 น.
Counter : 381 Pageviews.  

1  2  3  4  

น้ำเกลือยอดเยี่ยม
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ทำอพาร์ตเมนต์ ขายปลา ทำปลา เล่นเน็ต ตามการเมือง
Friends' blogs
[Add น้ำเกลือยอดเยี่ยม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.