อาการต่างๆ
แม้แต่อาการที่เกิดขึ้นกับตัวเราทั้งกายและใจ เราจะควบคุมมันไม่ได้ แต่เพียงเรารู้จักมัน รู้จักรักษาสถานการณ์ รู้สึกอยู่กับมัน เดี๋ยวอาการมันก็หายไป แต่เราพยายามไปควบคุมมัน มันจะยิ่งเกิดอาการมากขึ้น ตัวอย่างเช่น เราอาบน้ำเตรียมตัวที่จะเข้านอน ทำความสะอาดทุกอย่างเรียบร้อย จัดการเข้าห้องน้ำเรียบร้อย แต่พอมาอยู่ที่เตียงนอน เราคอยไปย้ำว่าตกลงเรามีน้ำปัสสาวะอยู่หรือเปล่า ไม่อยากตื่น ไม่อยากให้นอนไม่ดี ตื่นกลางดึก อยากจะนอนหลับดีๆ สบาย สบาย คอยย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า เรามีน้ำปัสสาวะอยู่หรือเปล่า เพียงไม่ถึง 10 นาที เราต้องขึ้นมาปัสสาวะอีก เพียงเราลืมไปว่า น้ำปัสสาวะหรืออาการทุกอย่างในโลกนี้นั้น มันล้วนอยู่ในตัวเราจนหมดสิ้น เพียงเราไม่คอยไปย้ำ ไปคอยกระตุ้นมันออกมา มันก็ไม่เกิดอาการ


++ จาก สโมสร จิตวิทยา ++



Create Date : 21 กรกฎาคม 2552
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 15:48:59 น.
Counter : 179 Pageviews.

0 comment
ความรัก
ความหมายของความรัก จริงๆมีแค่นี้เอง คือ ความรู้สึกอยากเติมในสิ่งที่ขาดหายไป เพื่อรักษาความสมดุลย์ของชีวิตไว้ หนึ่งคือ สิ่งที่ขาดหายไป เช่น สิ่งที่คั่งค้างมาจากอดีต สองคือสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้า และอันที่สามคือ ความเป็นสมดุลย์ของธรรมชาติ สิ่งคั่งค้างในอดีต คือ สิ่งที่เราเคยมีประสบการณ์มาในอดีต จากผู้เป็นพ่อและแม่ เช่น เราชอบแม่แบบนี้ โตขึ้นเราก็อยากมีคู่รัก ที่มีรูปร่างหน้าตา หรือนิสัยอย่างแม่ เราไม่ชอบพ่อ แม่แบบนี้ โตขึ้นเราก็จะแสวงหามาเพื่อต้องการล้างแค้นก็ได้ จึงไม่ต้องแปลกใจว่า หลายคนที่เกลียดพ่อที่เจ้าชู้ ที่กินเหล้าเมายา หรือไม่ค่อยรับผิดชอบ แต่โตขึ้นกลับเลือกคู่ที่กินเหล้าเมายา เจ้าชู้ ไม่รับผิดชอบ เรียกว่าความรักจึงเป็นโรคที่คั่งค้างมาจากอดีต อันที่สองคือความรู้สึกที่ต้องการเติมในสิ่งที่ขาดหายไป อันเนื่องมาจากที่ตัวเองได้ตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้า เรียกว่าใฝ่ฝันว่าคนที่เรารักควรจะเป็นอย่างนี้ มีลักษณะอย่างนี้ จึงเรียกว่าพอเจอปั๊บก็เรียกว่าตรงสเป็ค เพราะเราไปคิดตั้งไว้ จากอดีตมาอนาคต ว่าคนที่เรารัก ควรจะเป็นอย่างนั้น ควรจะเป็นอย่างนี้ จึงเป็นโรคอันที่สอง ส่วนอันที่สามนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการเป็นคู่กัน เป็นสมดุลย์ของชีวิต เรียกว่าความรักเป็นสิ่งที่ต้องเติมในสิ่งที่ตัวเองขาด ขาดคู่ หรือหายไป ขาดความรักมาครั้งหนึ่ง หรือไม่เคยได้เลย หายก็อาจจะเคยได้รับ แล้วปัจจุบันนี้ หรือเดี๋ยวนี้ไม่ได้รับ ปัจจุบันก็ต้องการเติม ความรักที่เป็นธรรมชาติที่สุดคือต้องการสมดุลย์ ต้องการความเป็นคู่เพื่อรักษาความสมดุลย์ของชีวิตเอาไว้ จะได้ต่อตระกูล ฉะนั้นความรักจึงไม่มีเหตุผล เป็นอารมณ์ แต่ความรักที่สวยงาม เกิดจากอารมณ์รักแล้ว ก็ต้องตามด้วยเหตุผลและการทำรัก อารมณ์นั้นมันรู้สึกได้เอง อยากจะพบอยากจะคุย อยากจะเห็นหน้า อยากจะอยู่ใกล้ชิดกัน โดยไม่ต้องมีเหตุผล ส่วนเหตุผลตามมา คือพิจารณาว่าเหมาะสมมั๊ย ตั้งแต่เรื่องของเจตคติ ค่านิยม ความเชื่อ พฤติกรรมนิสัย มองโลกในด้านอะไร สภาพทางครอบครัว ทางสังคม ทางกฎหมาย แล้วจึงตามด้วยการกระทำของความรัก การทำรัก ความรักคือการพูดดี ทำดี เอาใจใส่ดีต่อกัน ความรักจะเป็นการพูดร้ายป้ายสี ทำร้ายกัน และมัวแต่ใส่ร้ายกันไม่ได้ ความรักแท้จริงจึงมีแต่การพูดดีทำดี เอาใจใส่ดี เรียกว่าการพึ่งพาอาศัยกัน ส่วนหนึ่งคือร่างกาย การปกป้องคุ้มครอง เรื่องเพศก็เป็นการพึ่งพาอาศัยกันได้ หรือด้านจิตใจ สามารถปลอบใจเราได้ยามทุกข์ สามารถให้กำลังใจเราได้ยามขาด หรือให้คำปรึกษาในเรื่องราวต่างๆ เป็นเพื่อนคุยเราได้ ก็เป็นการพึ่งพาอาศัยทางจิตทางใจเราได้ และในด้านสภาพสังคม สามารถช่วยเหลือเราได้ในเรื่องงาน เงินทอง หรือชื่อเสียงตำแหน่ง หรือความมีเกียรติในสังคม ความยอมรับในสังคม พึ่งพาอาศัยกันได้ ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น นี่คือความรัก มีแค่นี้เอง ความรักที่อับเฉาจึงเริ่มต้นจากการคาดหวังกัน เอาชนะกัน คอยควบคุมกัน เรียกว่าจะเอาเขาเป็นของเราคนเดียวได้ นั่นอันตรายมาก ตัวเรายังไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย แล้วจะควบคุมอะไรใคร เมื่อไหร่เราคอยจะควบคุมนิสัยใจคอคนอื่น เมื่อนั้นเราเองจะถูกคนอื่นควบคุม ฉะนั้นความรักจึงต้องเป็นอิสระ ต่างต้องเป็นตัวของตัวเอง ใครก็แล้วแต่ที่คิดว่าเมื่อแต่งแล้ว เมื่อรักแล้ว จะสามารถเปลี่ยนนิสัยอีกฝ่ายหนึ่งได้ เมื่อนั้นตัวเองจะไม่มีโอกาสเปลี่ยนนิสัยตัวเองเลย

จาก สโมสรจิตวิทยา



Create Date : 21 กรกฎาคม 2552
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 15:48:27 น.
Counter : 163 Pageviews.

1 comment
การควบคุมผู้อื่น
การควบคุมตัวเองที่ดีที่สุดนั้น เกิดมาจากการไม่พยายามไปควบคุมนิสัยใจคอใครใดๆ รวมทั้งอาการจิตของตัวเอง เรียกว่าการควบคุมตัวเองที่ดีที่สุดนั้น เกิดจากการไม่พยายามควบคุมใดๆเลย
เพราะชีวิตเรานั้น ควบคุมนิสัยใจคอใครไม่ได้ แม้แต่ควบคุมอาการของเราก็ยังไม่ได้ เพียงเราต้องการควบคุมคนอื่น เรียกว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น เรียกว่าแบกโลก หรือควรเป็นอย่างนั้น ควรกระทำอย่างนั้น เราก็มีแต่อุ้มโลก แล้วเรานึกว่าคนอื่นทำให้เราทุกข์ ที่จริงทั้งหมดคือชอบไปควบคุมคนอื่น โดยลืมไปว่า เราควบคุมใครไม่ได้ เมื่อใดเราเริ่มต้นคิดจะควบคุมคนนั้น ชีวิตเราเองก็จะถูกคนนั้นควบคุม เช่น เราต้องการให้ลูกน้องมาตรงเวลา เราต้องคอยคิดหาทางทุกอย่างที่จะให้เขามาทำงานตรงเวลา หมกมุ่นทั้งวัน เราคิดว่าควบคุมเขาได้ โดยลืมไปว่า ความรู้สึก นึกคิดของเราถูกคนนั้นควบคุม สุดท้ายเราต้องตื่นก่อนเวลา ไปก่อน 8 โมง เพื่อมาดูว่าเขามาทันเวลาหรือเปล่า เมื่อเขามาตรงเวลา เรานึกว่าเราควบคุมเขาได้ ลืมสนิทว่า ตัวเรากลับต้องมาก่อนเวลาเขาด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ที่เราต้องการควบคุมผู้อื่น เมื่อนั้นชีวิตเราเองกลับถูกควบคุม เมื่อนั้น นั่นเอง
ความรักจึงควบคุมกันไม่ได้ เพราะด้านหนึ่งของความรัก คือความเป็นอิสระ ต่างต้องเป็นตัวของตัวเอง ต่างกับอีกด้านหนึ่งของความรัก ที่เอาแต่ควบคุม คาดหวัง เอาชนะกัน ความรักจึงเป็นดาบสองคม ถ้าใช้เป็น เป็นคุณอนันต์ ถ้าใช้ไม่เป็น เป็นโทษมหันต์

++ จากสโมสรจิตวิทยา ++



Create Date : 14 กรกฎาคม 2552
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 15:48:11 น.
Counter : 637 Pageviews.

0 comment
คน 3 แบบ
ไม่มีใครในชีวิตนี้ที่จะทำให้เราทุกข์เดือดร้อนใจได้ นอกจากตัวเราเอง
ในชีวิตนี้เราอยู่ได้ใน 3 โลกนี้ คือ คนแบกโลก อยู่แบบคาดหวังเหตุการณ์ คนอื่นว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ คนอื่นไม่เป็นไปตามที่เราคิด เราก็จะผิดหวัง มีแต่น้ำตา คนอุ้มโลกนั้น คิด คาดหวัง คนอื่น ควรเป็นอย่างนั้น หรือไม่ควรเป็นอย่างนี้ มีแต่ ควร ไม่ควร อยู่อย่างนั้น ฉะนั้นเมื่อเหตุการณ์ สถานการณ์หรือคนอื่น ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดว่าควรหรือไม่ควร เราเลยต้องอุ้มโลกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า และคนที่ดำเนินชีวิตอย่างทุกข์น้อยที่สุด คือ รู้จักมองโลกในสภาพที่เป็นจริง ที่เรียกว่าเป็น เป็น อยู่ที่ปัจจุบัน ณ ที่นี่ ณ ที่ตรงนี้ เป็นความรู้สึก สามารถรู้สึกในสิ่งที่เป็นจริงได้จริงๆ แล้วจึงพูดในสิ่งที่เป็นจริง สามารถทำในเรื่องที่เป็นจริง และสามารถเปลี่ยนแปลงจากความรู้สึกจริง แต่คนที่อยู่ในโลกของ ไม่เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องเป็นอย่างนี้ ควรเป็นอย่างนั้น จะไม่ควรเป็นอย่างนี้ มันมีแต่ความคิด ชีวิตจริงเราจำเป็นต้องคิดมีอนาคต มีคำว่าต้อง ควร จะไม่ต้อง จะไม่ควร แต่ถ้าพื้นฐานเราไม่อยู่ในโลกของเป็น เป็น ไปอยู่ต้องเป็น ควรเป็น เราก็มักจะผิดหวัง ทุกข์ เดือดร้อนใจ ไม่มีใครสามารถทำให้เราทุกข์เดือดร้อนใจได้นอกจากตัวเราเอง

++จาก สโมสรจิตวิทยา ++



Create Date : 14 กรกฎาคม 2552
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 15:47:46 น.
Counter : 215 Pageviews.

0 comment
คนประสบความสำเร็จ
คนประสบความสำเร็จคือคนที่สามารถจับประเด็นหลักใหญ่ได้ แล้วปลีกย่อยมองข้าม ต่างกับคนที่ประสบแต่ความล้มเหลว คือจับแต่ปลีกย่อย จนกระทั่งประเด็นกระเด็น ความสำเร็จมันเป็นแค่จุด เป็นแค่กระบวนการ ไม่ใช่เป็นเป้าหมาย เป็นปลายเหตุ จุดประสบความสำเร็จจึงอยู่ท่ามกลางความล้มเหลว ถ้าเรากลัวความล้มเหลว เราจะไม่มีโอกาสประสบกับความสำเร็จในชีวิตได้เลย
ชีวิตคือความเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความเสี่ยง ชีวิตเกิดมาพร้อมกับความเสี่ยง เพียงแต่คนประสบความสำเร็จในชีวิตนั้นรู้จักเสี่ยงเป็น คือลองกล้าทำผิดทำถูกแบบรู้ตัวอย่างใคร่ครวญมาก่อน พอทำผิดทำพลาดในอดีต ก็รู้จักนำความผิดความพลาดในอดีตมาแก้ไขใหม่ มาปรับปรุงใหม่ ต่างกับคนประสบความล้มเหลว ที่กลัวแต่จะทำผิด พอทำผิดแล้วก็เอาแต่แก้ตัว โบราณจึงว่า คนดี แก้ไข คนจัญไร แก้ตัว

ไม่มีใครประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ถ้าไม่เคยล้มเคยพลาดมาก่อน เพียงแต่เรารู้จักแก้ไข ล้ม แล้วลุกใหม่ เริ่มใหม่ได้เสมอ อดีตนั้นเป็นเพียงบทเรียนในการแก้ไข จุดประสบความสำเร็จคืออยู่ท่ามกลางความล้มเหลว ข้างหน้ายังจะล้มได้อีก ข้างๆก็เหลว ข้างหลังก็เละ คนประสบความสำเร็จคือคนที่ไม่กลัวความล้มเหลวเลยในชีวิตนี้

ไม่มีความมืดในโลกนี้ที่จะไม่มีความสว่างแอบแฝงอยู่ในโลกนี้ ไม่มีความตันในโลกนี้ ที่จะไม่มีความว่างหลบซ่อนอยู่ในที่นั้น ไม่มีความล้มเหลวจริงในชีวิตถ้าเพียงเรายังไม่คิดจะล้มเลิก
++จาก สโมสรจิตวิทยา ++



Create Date : 14 กรกฎาคม 2552
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 15:47:24 น.
Counter : 205 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  

bepresent
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]