เรื่องเล่าของคนว่างๆ
Group Blog
 
All Blogs
 

ไม่ใช่ชาติไม่เจริญ แต่ประชาชนต่างหากไม่เจริญ

ช่วงชีวิตในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นตาม web ต่างๆ หรือเพื่อนๆ ในชีวิตประจำวัน
เรามักได้ยินคำนี้ "เพราะเป็นแบบนี้ ชาติมันเลยไม่เจริญ"

ย้อนกลับมาคิดถึงคำนี้ แล้วทำไม ชาติถึงไม่เจริญ
ชาติประกอบขึ้นมาจากคน
คนรวมกันมากๆ ก็กลายเป็นประชาชนในชาติ
ดังนั้นคำว่า ชาติไม่เจริญ ก็ไม่ต่างไปจาก ประชาชนไม่เจริญ

แล้วทำไม ประชาชนในชาติถึงไม่เจริญ
เพราะความเป็นจริง ประชาชนในชาติ ทุกคนล้วนมีส่วนในการทำให้ชาติไม่เจริญทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ไปจนถึงเรื่องใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นทิ้งขยะลงพื้นถนน ไปจนถึง หลบเลี่ยงภาษี

แล้ว ทำไมทุกคนที่ชอบพูดว่า ชาติเราไม่เจริญ
ทำไม พวกเขาเหล่านั้น ไม่เริ่มทำให้ตัวเองเจริญก่อน
ก่อนที่เราจะไปโทษว่า เพราะคนอื่นๆ ทำให้ชาติไม่เจริญ
ทำไม เราไม่เริ่มที่ตัวเราเองให้เจริญเสียก่อน
เพราะถ้า ตัวเราเองเป็นผู้ที่เจริญแล้ว เราย่อมสามารถพูดได้เต็มปากว่า คนอื่นทำให้ชาติไม่เจริญ

ยอมรับในความเป็นจริงเสียเถอะ ว่าเราเองก็ทำให้ชาติไม่เจริญ
เลิกโทษคนอื่น เลิกโทษชาติ
แล้วหันมาโทษตัวเองได้แล้ว
ถ้ายังอยากเห็นชาติเจริญ






 

Create Date : 21 เมษายน 2553    
Last Update : 21 เมษายน 2553 2:13:33 น.
Counter : 207 Pageviews.  

ผมติดอยู่ในคุกที่เรียกว่า กรุงเทพฯ

ผมติดอยู่ในคุกที่เรียกว่า "กรุงเทพฯ"

ครั้งหนึ่ง ผมเคยเป็นทหารเกณฑ์
ในช่วงนั้นผมต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบทุกอย่าง
ตื่นเป็นเวลา กินเป็นเวลา ทำงานเป็นเวลา
ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ทำตามคำสั่งทุกอย่าง
ผมยอมรับว่า ชีวิตในตอนเป็นทหารมันช่างทรมานและไร้ซึ่งอิสระภาพโดยสิ้นเชิง

แต่ในวันนี้ ผมได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ
ได้ทำงานบริษัท ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ได้มีสังคม ได้มีเพื่อน ได้มีรายได้
และได้มี "คุก" มาครอบครอง
"คุก" ที่มีชื่อว่า "กรุงเทพฯ"
ใน "กรุงเทพฯ" ถึงแม้ว่าคุณจะมีสิทธิในการทำอะไรได้อย่างอิสระ
แต่จำนวนอิสระที่คุณสามารถทำได้นั้น ถูกกำหนดด้วยสิ่งที่เรียกว่า "เงิน"

เมื่อผมอยากทานอาหารอร่อยๆ ในบรรยากาศดีๆ กับแฟน
ผมจำเป็นต้องมีเงินในจำนวนหนึ่ง ผมจำเป็นต้องมีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ไปในร้าน
เมื่อผมต้องการที่จะคุยกับใครหรือเป็นเพื่อนกับใครสักคน
ผมสามารถมีเพื่อนได้เฉพาะคนที่มีฐานะการเงินใกล้เคียงกัน
ผมไม่สามารถที่จะขึ้นไปคุยกับคนที่รวยกว่าผมได้
เพราะศักดิ์และสิทธิ์ของเราไม่เท่ากัน

ผมรู้สึกอับอายทุกครั้ง ที่ผมต้องเผชิญกับความที่ว่า
ผมไม่สามารถทำอะไรบ้างอย่างได้ เพราะผมไม่มีเงิน
ผมไม่สามารถยืนคุยอยู่กับเพื่อนรุ่นที่เดียวที่เรียนมาด้วยได้เกิน 10 นาที
เพราะเมื่อมีการพูดถึงรายได้ ณ ปัจจุบันกันเมื่อไร ผมต้องรีบถอยออกห่างจากวงสนทนาทันที
ผมรู้สึกเศร้าทุกครั้ง เมื่อเพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยมโทรมาชวนไปเที่ยวต่างประเทศ
แล้วผมไม่สามารถไปได้ เนื่องจากผมไม่มีเงินที่จะไปเที่ยวต่างประเทศได้เลย
ผมรู้สึกแย่ทุกครั้ง เมื่อพี่ๆ น้องๆ ที่ทำงานคุยกันถึงเรื่องเรียนต่อ ป.โท
ผมเพราะไม่มีเงินที่จะไปเรียนเหมือนกับคนอื่น

เมื่อผมรู้สึกว่าผมยังมีรายได้น้อยเกินไป ไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตเลย
ผมจึงคิดถึงหนทางที่ทำให้ได้ซึ่งมา
และสิ่งที่ผมคิดออกในตอนนั้นคือ การทำงานให้มากขึ้น
มันเป็นหลักการพื้นฐานของโลกใบนี้อยู่แล้วว่า
เมื่อเราทำงานมากขึ้น เราจะมีเงินมากขึ้น
ตั้งแต่นั้นมา ผมจึงขยันทำงานมาก ไปทำงานก่อนเวลา เลิกงานเกินกำหนด
พยายามทำทุกอย่างให้หัวหน้าเห็น เพื่อจะได้ส่งผลถึงหน้าที่การทำงานที่ดีขึ้น
ผมจะต้องตื่นตั้งแต่ 7 โมงเช้าทุกวัน เข้านอนเที่ยงคืน
ตลอดช่วงเวลาทำงาน หัวสมองผมจะไม่คิดถึงสิ่งอื่นใดเลยนอกจากงาน
เสาร์ - อาทิตย์ ถ้างานมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นผมจะรีบเดินทางไปแก้ไขทันทีเมื่อทราบข่าว
และผมก็ได้ใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ประมาณครึ่งปี

จนเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังนั่งรถเมย์กลับบ้าน
ผมได้นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย คิดถึงไปช่วงชีวิตตอนที่เป็นทหารรับใช้ชาติ
ในตอนนั้น ผมต้องตื่นตี 5 ตรงเวลา และนอน 3 ทุ่มทุกวัน
ถ้าไม่ทำตาม ผมก็ต้องถูกลงโทษจาก สิบเวร
และในปัจจุบันผมก็ต้องตื่น 7 โมง และนอนเที่ยงคืนทุกวัน
ถ้าไม่ทำตาม ผมก็ต้องถูกลงโทษฝ่ายบุคคล เป็นการตัดเงินเดือนถ้ามาสาย
หรือโดนลงโทษจากหัวหน้า ถ้าเลิกงานเร็วเกินไป
แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น "มันต่างกันตรงไหน"

ตอนเป็นทหารผมโดนบังคับจากกฏระเบียบของทหาร
แต่ตอนนี้ผมเป็นประชาชน ผมโดนบังคับจากกฏระเบียนและค่านิยมของสังคม
ผมถูกค่านิยมทางวัตถุนิยม บังคับให้ผมต้องทำตามแบบฉบับที่สังคมกำหนดไว้
ผมจะต้องแต่งตัวดี มีหน้าที่การงานดี มีเงินเดือนสูง มีรถขับ มีบ้านหรือคอนโดอยู่
ซึ่งหนทางที่ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้น
ผมจะต้องรีบตื่นและวิ่งตาลีตาเหลือกไปรีดบัตรเข้างานให้ทันเวลา
และจะต้องอยู่จนดึกเพื่อสร้างผลงานออกมาให้คนอื่นเห็ต
และจะต้องสละเวลาส่วนตัว เสาร์ - อาทิตย์ไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบ
และเมื่อผมทำทุกอย่างที่กล่าวมาจนครบ สิ่งที่ผมได้รับก็คือ
ทุกๆ สิ้นเดือนผมจะได้เงินหนึ่งก้อน ไว้ใช้จ่าย ใช้จ่ายเผื่ออะไร?

เพื่อการยอมรับของสังคม เพื่อการได้ยืนอยู่ในสังคมเทียบเท่าผู้อื่น
ณ เวลานี้ผมได้ตระหนักในสิ่งที่ผมพยายามทำมาทั้งหมดแล้ว
ผมได้เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในคุก โดยไม่รู้ตัว
ตอนนี้ผมได้แต่นั่งรับใช้กรรมที่ผมก่อไว้ใน "คุกที่เรียกว่ากรุงเทพ"
ทุกสิ้นเดือนผมจะต้องจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตต่างๆ อย่างไม่มีสิ้นสุด
ตอนนี้ผมได้แต่รอเวลาให้ผมได้ชดใช้หนี้กรรมให้หมดสิ้น
และเมื่อถึงเวลานั้น ผมจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
และจะได้หลุดพ้น จาก "คุก" ที่เรียกว่า "กรุงเทพฯ" เสียที




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2551    
Last Update : 9 มิถุนายน 2551 13:34:46 น.
Counter : 238 Pageviews.  


เจ้าชายใจเย็น
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add เจ้าชายใจเย็น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.