ดึ๋ง ดึ่ง ดึ่ง ดึ๊ง
Group Blog
 
All blogs
 

REVIEW กันแดดเนื้อบางเบา NIVEA Sun Whitening Perfect Protect Milk Glow Serum SPF50

สวัสดีจ้า วันนี้เบลล์มีของใหม่จะมาอัพเดต มารีวิวให้ชมกันค่ะ
เป็นอะไรที่เหมาะมากกับช่วงแดดแรงๆอากาศร้อนๆแบบนี้
สิ่งที่จะนำมารีวิวก็คือ ... โลชั่นกันแดดสำหรับผิวหน้า สูตรใหม่ล่าสุดจาก NIVEA เค้ามาในชื่อเต็มยศว่า
“NIVEA Sun Whitening Light Texture Perfect Protect Milk Glow Serum SPF50 PA++”
ชื่อยาวมว๊ากกกก5555 ยังไงเบลล์ขอเรียกชื่อเล่นสั้นๆว่า NIVEA Milk Glow ละกันเนอะ

เซรั่มกันแดดซีรี่ส์ NIVEA Perfect Protect นี้ เค้าออกมาพร้อมๆกัน 3 สูตร
ซึ่งแต่ละสูตรก็จะมีคุณสมบัติที่โดดเด่นต่างกันไป

1. Instant Whitening &Smooth Serum ช่วยปรับสีผิวให้ขาวเนียนทันที
2. Milk Pink เพื่อผิวขาวอมชมพู
3. Milk Glowเพื่อผิวขาวกระจ่างใส
จากทั้ง 3 สูตร เบลล์ได้สูตร Milk Glow มาลองค่ะ เป็นขนาด 30ml / 279 บาท
(เค้ามีขายไซส์เล็ก15mlด้วย ในราคา 149 บาท)
หน้าตาแพคเกจสำหรับไซส์ 30 ml จะเป็นแบบนี้...



หน้าตาแพคเกจจะใกล้เคียงกับสูตร Milk Pink มากๆ ต่างกันที่แถบสีด้านหน้า ต้องดูดีๆนะคะ
ส่วนสูตร Instant Whitening &Smooth Serum แพคเกจจะเป็นหลอดบีบค่ะ

กันแดดสูตรเซรั่มนี้ เค้ามาพร้อมกับคุณสมบัติหลักๆคือ กันแดดได้อย่างลํ้าลึก ปกป้องผิวถึงชั้นDNA
มาพร้อมกับเนื้อ make up base ที่บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ สามารถใช้ได้ทุกวัน
ในส่วนของความสามารถในการป้องกัน UV นั้น NIVEA Milk Glow มาพร้อมกับค่า SPF50 PA++
เค้าสามารถกันรังสี UVA/UVB ได้ตามมาตรฐานกันแดดทั่วไป แต่ที่เหนือกว่าคือ สามารถกัน UV1
รังสีตัวร้ายได้อีกด้วย (UV1 เป็นรังสีUVที่ทำร้ายชั้นผิวลึก เป็นต้นเหตุของจุดด่างดำและฝ้าแดด)
เซรั่มสูตรนี้ยังมีส่วนผสมของ Licorice extract & Vitamin E Hydra IQ ช่วยคงความชุ่มชื้นให้กับผิว
นอกจากนี้ ด้วยอานุภาคเล็กขนาดไมโคร ทำให้ได้เนื้อเซรั่มที่บางเบา ทาแล้วซึมไว สบายผิว
ไม่เหนียวเหนอะหนะ และยังสามารถใช้เป็นรองพื้นแบบบางในขั้นตอนการแต่งหน้าได้อีกด้วย
เรียกได้ว่า สร้างมาเพื่อสาวๆที่รักการแต่งหน้าจริงๆ จะแต่งแบบจัดเต็มหรือแต่งเบาๆก็ใช้ได้ทุกวัน

เดี๋ยวเบลล์จะลองทาให้ดูกันชัดๆในช่วงรีวิว ให้ดูว่าเนื้อเซรั่มเค้าบางเบาจริงๆ ไม่เหนียวเหนอะหนะ
แถมยังช่วยปรับผิวให้ดูขาวกระจ่างใส ดูโกลว์ๆขึ้นอีกด้วย แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น
เบลล์ขอย้อนกลับมาที่ตัวแพคเกจภายนอกกันอีกนิดค่ะ
เมื่อแกะแพคเกจพลาสติกและกระดาษภายนอกออกแล้ว ก็จะเจอกับขวดสีขาวๆ ขนาดพอดีมือแบบนี้ ...



ลองเปิดฝาออกมาดู ....



ฝาเป็นแบบหมุนเกลียว ปากขวดเล็ก ทำให้ควบคุมเนื้อเซรั่มได้ง่าย และด้วยเนื้อเซรั่มมีความเหลว
ทำให้ไม่ต้องออกแรงบีบขวดเลยค่ะ และเมื่อพลิกดูที่ใต้ขวดก็จะเจอกับเลขล๊อตผลิต วันที่ผลิต ตัวใหญ่ชัดเจน
ทีนี้ก็ลองเทเนื้อเซรั่มออกมาดูกันค่ะ



เนื้อกันแดดเป็นเซรั่มนํ้านม สีขาว เหลวทีเดียว สังเกตว่าเวลาเทลงบนแขนแล้วเอียง เซรั่มจะไหลย้อยลงมาไวมากๆ
ลองทา แป๊บเดียวก็ซึมแห้งหมดแล้ว จากรูปล่าง จะเห็นว่าเนื้อกันแดดที่ฉาบบนผิวมีความบางเบามากๆ
จากประสบการณ์ส่วนตัว เคยลองใช้กันแดดมาหลากลายรุ่น หลายยี่ห้อ พบว่า NIVEA Milk Glow ตัวนี้
มีเนื้อบางเบามว๊ากกก!!! และเมื่อมองใกล้ๆจะเห็นความเงานิดๆเคลือบบนผิว
ให้เอฟเฟกต์คล้ายเมคอัพเบสที่ให้ลุ๊คฉํ่าวาว Dewy สไตล์เกาหลี

ลองทาบนหน้าให้ชมกันค่ะ



รูปซ้าย คือ หน้าสด ไม่ได้ทาอะไรไว้เลย
รูปขวา คือ ทากันแดด NIVEA Sun Whitening Perfect Protect Milk Glow Serum SPF50
จะเห็นว่า กันแดดตัวนี้ช่วยปรับสีผิวให้ดูสว่างขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ขาววอก ช่วยปรับผิวให้ดูกลมกลืนกัน
สีผิวดูสมํ่าเสมอขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้ช่วยปกปิดจุดด่างดำ แต่ให้ความวาวนิดๆกับผิว หน้าดูมีมิติขึ้น
ผิวหน้าดูโกลว์มีประกายกระจ่างใส ผิวดูสดชื่นขึ้น ให้ลุ๊คแบบ Dewy เกาหลีๆ
ใครที่ผิวหน้าดีอยู่แล้ว หรือชอบแต่งหน้าบางๆ อาจจะทาแค่กันแดดอันนี้แล้วลงแป้งฝุ่นบางๆทับ
แต่งตาปัดแก้มทาปากได้เลย ก็จะได้ลุ๊คเบาๆเป็นธรรมชาติค่ะ
หรือใครที่อยากเพิ่มระดับการปกปิด แต่ไม่ถึงกับจัดเต็ม ก็สามารถทาแป้งผสมรองพื้นทับได้เลย ก็จะได้ผิวแบบนี้..



Finishing ของผิวที่อยากได้ ก็จะขึ้นอยู่กับแป้งที่ใช้ ถ้าใครชอบโกลว์ๆเงาๆ อาจจะเลือกแป้งที่มีความโปร่ง
เพื่อโชว์ความโกลว์ของ NIVEA Milk Glow แต่ถ้าใครชอบผิว Matte ไม่เงา
ก็เลือกแป้งเนื้อแมทที่มีความทึบแสงมากขึ้นมาหน่อย ก็จะได้แบบในรูปที่เบลล์ลองทาให้ดูค่ะ

ทีนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า ดูในรูปผิวดูเงาๆ จะทำให้ผิวมันหรือไม่ จากที่เบลล์ได้ลองใช้มาพักใหญ่ๆ
ก็พบว่า ผิวดูเงาก็จริง แต่ไม่ได้ทำให้ผิวมันขึ้น แต่ก็ไม่แห้งผาก (เอ๊ะ อ่านแล้วจะงงมั้ย5555)
สรุปคือ ทาแล้วให้ความรู้สึกว่า ผิวยังมีความชุ่มชื้นอยู่ ไม่แห้งตึงแต่ก็ ไม่มันเยิ้ม ไม่เหนียวเหนอะหนะ
แม้ทาไปแล้วหลายชั่วโมง ผิวก็ยังคงสภาพได้ดี จะมันก็แค่ช่วงจมูก
แต่โดยปกติเบลล์เป็นคนผิวผสมนะคะ จมูกจะมันอยู่แล้ว
โดยรวมถือว่า ไม่ได้คุมมันแต่ก็ไม่ทำให้หน้ามันมากขึ้นค่ะ

นอกจาก NIVEA Milk Glow จะให้ผิวที่ดูโกลว์สุขภาพดีแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นเมคอัพเบสได้ดีทีเดียวค่ะ
ช่วยปรับสีผิวให้สว่างขึ้น ดูกระจ่างใส และช่วยให้เครื่องสำอางติดทนขึ้นด้วย จุดนี้ชอบมากๆค่ะ

มาถึงปัญหายอดฮิตสำหรับกันแดด ก็คือ ถ้าทาแล้วถ่ายรูปเปิดแฟลช หน้าจะวอกมั้ย
สำหรับคำถามนี้ เบลล์ได้ทดลองทาแล้วถ่ายรูปในสภาพแสงต่างๆกันให้ดูค่ะ
รูปที่ผ่านๆมาข้างต้น เป็นแสงหลอดไฟจากโคม2ตัว ส่องเข้าหน้า พูดง่ายๆคือมีการจัดแสงค่ะ
แต่ถ้าเป็นสภาพแสงในห้องปกติ ถ่ายภาพแบบไม่เปิดแฟลช เทียบกับเปิดแฟลชล่ะ จะเป็นอย่างไร...

ผลที่ได้คือ...



หน้าไม่วอกจ้า!!! (ในรูปทาแต่กันแดด NIVEA Milk Glow นะคะ ไม่ได้ทาไรทับ)

และสุดท้าย สำหรับประสิทธิภาพในการกันแดด เท่าที่ลองใช้มา หน้าก็ไม่ได้ขาวขึ้น หรือคลํ้าลงแต่อย่างใด
เวลาออกแดดแรงๆ ก็ไม่รู้สึกแสบผิว สำหรับเบลล์ ก็ถือว่าผ่านค่ะ

สรุป สำหรับ NIVEA Sun Whitening Perfect Protect Milk Glow Serum SPF50 ตัวนี้
เบลล์ว่าเป็นกันแดดที่เหมาะสำหรับทาเป็นประจำทุกวัน ด้วยเนื้อบางเบา ทาง่าย ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ
ทาแล้วแต่งหน้าทับได้เลย แทบไม่ต้องรอ ประหยัดเวลาเตรียมตัวตอนเช้ามากๆเลยค่ะ
ทาแล้วให้ความรู้สึกสบายผิว ไม่หนักหน้า เหมาะมากๆกับอากาศร้อนๆแบบบ้านเรา
และที่ติดใจเป็นพิเศษคือเป็นเมคอัพเบสในตัว ทาแล้วผิวดูสว่างกระจ่างขึ้น เครื่องสำอางเกาะผิวดีขึ้น
เหมาะกับทุกคนไม่ว่าจะชอบแต่งหน้า ไม่ชอบแต่งหน้า ชอบแต่งหน้าบางๆ หรือชอบจัดหนัก ก็ใช้ได้ทุกคนเลยค่ะ
ใครที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่//www.nivea.co.th/products/Sun-Care/whitening-perfect-protect-milk-glow-serum-spf50


สำหรับรีวิวคงจบเพียงเท่านี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับสาวๆไม่มากก็น้อยค่ะ
ไว้มีโอกาสได้ลองสูตรอื่นๆจะมารีวิวให้ชมกันอีกแน่นอน วันนี้ขอตัวละจ้า

บ๊ายบาย
Smiley




 

Create Date : 01 เมษายน 2557    
Last Update : 1 เมษายน 2557 8:00:07 น.
Counter : 9448 Pageviews.  

REVIEW เบสใส Claudia Stevens Facial Prep Foundation Base ลงก่อนรองพื้น หน้าลื่นปรี๊ดดดด

สวัสดีค่ำๆวันจันทร์ ในคืนนี้เบลล์มีรีวิวใหม่มาแปะอีกแล้วจ้า คราวนี้เป็นรีวิวเบสใสที่เค้าว่ากันว่า
เป็นฝาแฝดกับเบสใส Smashbox หรือ Lancome La Base Pro อะไรแนวๆนั้น แต่มาในราคาที่ถูกกว่าเท่าตัว
โอ้โห งี้ต้องลองบ้างแล้ว และเบลล์ก็มีโอกาสได้เจ้าสิ่งนี้มาลองใช้ เลยนำมารีวิวให้ชมกันจ้า

เบสใส โดยทั่วไปจะเป็นเนื้อซิลิโคน มีคุณสมบัติช่วยกลบรูขุมขน หรือริ้วรอยจางๆบนผิว
ช่วยให้ลงรองพื้นได้เรียบเนียนยิ่งขึ้น บางยี่ห้อก็จะเพิ่มคุณสมบัติช่วยคุมความมัน บ้างก็ช่วยทำให้เมคอัพติดทนขึ้น
สำหรับเบสใส Claudia Stevens ตัวนี้ ก็ทำหน้าที่แบบเดียวกับเบสใสทั่วไปค่ะ คือ
ช่วยทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น เป็นฐานที่ดีก่อนลงรองพื้น ช่วยให้รองพื้นลงได้เนียนขึ้น

ทีนี้ ถ้าพูดถึงชื่อแบรนด์ Claudia Stevens นั้น หลายๆคนอาจจะไม่คุ้นหู เพราะเค้าเป็นแบรนด์จาก USA ค่ะ
และถ้าลองเสิช google ดู ก็จะพบว่า เบสใสแบรนด์นี้เสียงตอบรับดีทีเดียว เอาล่ะ ถึงตาเราลองเองบ้างแล้ว จะเป็นยังไงมาดูกันเลย

เรามาดูแพคเกจกันก่อน...
ด้านหน้า



หน้าตาแพคเกจจิ้งดูดี แบบเรียบๆไม่หวือหวา
หลอดเป็นแบบบีบๆ ฝากเกลียว เทียบขนาดหลอดจะดูเล็กกว่ากล่องมากทีเดียวค่ะ
แต่ทั้งนี้ เค้าก็ให้มาในปริมาณมาตรฐาน 30g ในราคา 650 บาท ก็ถือว่าไม่แพงเลย

มาดูด้านหลังบ้าง



ด้านหลังกล่องเป็นภาษาฝรั่งเศส ส่วนหลังหลอด ระบุส่วนผสมไว้ชัดเจน

พลิกมาดูบนฝากล่องจะเจอกับส่วนผสมอีกรอบ



เปิดฝากล่องขึ้นมาจะเจอกับวันเดือนปี ล๊อตผลิต และวันหมดอายุ ชัดเจนมากกกก



แล้วลองมาดูข้างกล่องบ้าง



ระบุรายละเอียดไว้พรึ่บ! มีบอกวิธีใช้ด้วย ว่าให้ทาลงบนผิวที่ทาบำรุงความชุ่มชื้นแล้ว
ทิ้งให้เซ็ทตัวประมาณนาทีนึง ค่อยลงรองพื้นตามปกติ

ทีนี้มาดูตัวหลอดบ้างค่ะ



ปลายหลอดบีบ รูเล็กกำลังดี ทำให้บีบเนื้อเบสออกมาง่าย ไม่ปลิ้น ไม่พุ่ง และไม่หกเลอะเทอะ

ลองบีบเนื้อเบสมาให้ดูค่ะ



เป็นเบสสีใส เนื้อข้นๆแบบนี้ ปาดไปแล้วลื่นปรื๊ดเลยค่ะ ให้ผิวสัมผัสนุ่มลื่นแบบซิลค์กี้ๆ
ทาแล้วไม่รู้สึกถึงความมัน ไม่เยิ้ม ให้ผิวดูแมท แต่มีความนุ่มลื่นฉาบบนผิว

ทีนี้ เรามาลองบนหน้าให้ดูกันชัดๆดีกว่า ว่าให้ผลหลังจากลงรองพื้น ออกมาเป็นยังไง



จากในรูปข้างบน พอทาเบสใสลงไป อาจจะยังดูไม่เห็นความต่าง แต่ในสัมผัสจะรู้สึกว่าผิวเนียนๆ
นุ่มๆลื่นๆ
แล้วพอลงรองพื้นทับ ความรู้สึกที่ได้ชัดๆเลยคือ ผิวลื่นมาก ทารองพื้นง่ายมาก ผิวดูเรียน
ริ้วรอยบางๆจางไป รูขุมขนดูเล็กลง บางจุดก็ช่วยพรางจนเนียนกลืนไปกับผิว

ส่วนรูปแถวล่าง เทียบให้ดูค่ะ ว่าถ้าไม่ทาเบสใส แล้วลงรองพื้นเลย จะออกมาเป็นรูปขวาล่างสุด
คือมองระยะไกลจะดูเนียนตามประสิทธิภาพของรองพื้น แต่พอมองใกล้ๆ จะมีบางจุดที่รองพื้นตกร่อง
ลงไปกองในรูขุมขนชัดทีเดียว ถ้ายังไม่เห็น เบลล์คร๊อปรูปใกล้ๆมาให้ดูค่ะ



เมื่อมองจ่อใกล้ๆ จะเห็นชัดเลยว่า ถ้าไม่ลงเบสตัวนี้ รองพื้นจะลงไปนอนกองในรูขุมขนมากทีเดียว
แต่เมื่อลงเบสตัวนี้ เค้าจะช่วยทำให้หลุมต่างๆตื้นขึ้น ยิ่งถ้าตรงไหนรอยตื้นมากๆ เวลาลงรองพื้นจะเนียนกริบเลยทีเดียวค่ะ
แต่ถ้าหลุมลึกมาก กว้างมากๆ เบสอะไรก็ช่วยไม่ไหวจริงๆค่ะ ก็จะเห็นบางหลุมที่รองพื่้นก็ลงไปกองเหมือนกัน แต่เทียบแล้วดูน้อยกว่ามากๆ

ทีนี้ก็เกิดความถามว่า แล้วถ้าไม่ใช้กับรองพื้นแบบน้ำล่ะ แบบอื่นเวิร์คมั้ย
เบลล์ต้องตอบตรงๆเลยว่า เบลล์ลองกับแป้งผสมรองพื้นเนื้อหนาๆแล้วไม่ค่อยเวิร์คค่ะ
มันเหมือนจะยิ่งไปเน้นหลุมซะงั้น ส่วนถ้าใช้กับรองพื้นเนื้อครีม เบลล์ยังไม่ได้ลองนะคะ
แต่คิดว่าน่าจะได้ผมแบบเดียวกับรองพื้นแบบน้ำ แต่ต้องระวังในขั้นตอนการทารองพื้นค่ะ
ต้องค่อยๆเกลี่ยไปทิศทางเดียวกัน หรือใช้ฟองน้ำกดๆย้ำๆ
เบสตัวนี้ ไม่เหมาะกับการลงรองพื้นแบบที่ใช้แปรงหัวแน่นๆมาบัฟ หรือหมุนวนบนใบหน้า
เพราะมันจะยิ่งไปขูดเอาชั้นเบสหลุดออกมา เป็นขุยๆได้ง่ายค่ะ แต่ถ้าลงเป็นแล้วจะเนียนเว่อร์เลยแหละ

ส่วนในเรื่องคุณสมบัติอื่นๆ เท่าที่เบลล์ลองนะคะ ใช้แล้วรู้สึกว่าเมคอัพติดทนขึ้นกว่าเดิม
คุมมันมั้ย อันนี้ไม่ค่อยรู้สึกค่ะ ปกติหน้าไม่มันอยู่แล้วด้วย เลยบอกอะไรไม่ได้
แล้วใช้แล้วหน้าแห้งมั้ย ก็ไม่นะคะ ปกติเลยค่ะ แล้วเบสตัวนี้ เค้าไม่มีสีไม่มีกลิ่น
ใช้แล้วไม่เกิดอาการแพ้แต่อย่างใด แต่แนะนำว่าใช้แล้วต้องล้างหน้าดีๆ ไม่งั้นสิวอุดตันอาจมาเยือนได้ค่ะ เพราะเป็นปกติของเบสกลุ่มนี้อยู่แล้วค่ะ

เอาล่ะ รีวิวคงจบเพียบเท่านี้ หวังว่าพอจะเป็นข้อมูลช่วยตัดสินใจได้บ้างนะคะ
ขอปิดท้ายด้วยรูปเปรียบเทียบอีกซักรูป เป็นรูปไม่มาโครค่ะ เผื่อเอาไว้เทียบระยะปกติค่ะ




ปล. ขอบคุณ ผลิตภัณฑ์จาก Suay360 มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
ใครสนใจ แต่ขี้เกียจรอพรีออเดอร์หรือหิ้วจากเมกา สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บ Suay360 เลยจ้า :)




 

Create Date : 27 มกราคม 2557    
Last Update : 27 มกราคม 2557 21:25:42 น.
Counter : 2882 Pageviews.  

รวม REVIEW มหากาพย์ มาสคาร่า 5 แท่ง 2 แบรนด์ Avance' และ Bonavoce'

สวัสดีวันอาทิตย์จ้า วันนี้มาอัพบล็อกอีกแล้ว บล็อกวันนี้ เบลล์จะรวมรีวิวมาสคาร่า 5 แท่ง
ที่เคยได้มาจาก งานของ AVANCE' - BONAVOCE' เมื่อปีที่แล้ว เบลล์ได้ของมาลองเยอะมว๊ากกก
ตั้งแต่ได้มา ก็ทะยอยๆหยิบมาลองใช้ ใช้มาพักใหญ่ๆจนรู้เรื่อง ก็นำมารีวิวให้ชมกันจ้า

เอาล่ะ มาเริ่มที่แบรนด์แรกกันก่อนเลย AVANCE' แบรนด์นี้เค้าจะเด่นในเรื่องของผลิตภัณฑ์รอบดวงตา
ทั้งเมคอัพและสกินแคร์ ตัวที่ดังมว๊ากก็จะเป็น Lash Serum ที่เบลล์เคยลงมินิรีวิวไปแล้วในIG
ตามไปดูได้ ที่นี่ ค่ะ
และเนื่องจาก AVANCE' เค้าดังมาจาก Lash Serum ก็เลยมีมาสคาร่าที่มีส่วนผสมของ Lash Serum ออกมาวางจำหน่ายด้วย
นั่นก็คือ ตัวนี้เลย... AVANCE' Lash Serum in Mascara - Glossy Black (ในรูป คือ อันขวาสุด)



ส่วนอีกสองชิ้น เป็นมาสคาร่าแบบที่เน้นเรื่องความยาว และเน้นเรื่องความหนา
เรามาดูแพคเกจทั้งสามชิ้นไปพร้อมๆกันเลยดีกว่า



แพคเกจของทั้งสามตัว จะเป็นซองพลาสติกแข็ง หน้าตาบ่งบอกสัญชาติมากๆ ญี่ปุ่นสุดๆ
ด้านหลังจะมีสติ๊กเกอร์ ฉลากภาษาไทยกำกับไว้ด้วย เดี๋ยวจะโคลสอัพฉลากให้อ่านกันใกล้ๆค่ะ

1. AVANCE' Lash Serum in Mascara Black (Water resistant) 6ml/695.-
เมื่อแกะซองออกมา จะเจอกับแท่งมาสคาร่าสีทองไล่ไปสีชมพู
ที่ก้นด้ามมาสคาร่ามีแปะฉลากภาษาญี่ปุ่นไว้ด้วย (อ่านไม่ออก แต่ก็ถ่ายรูปมาให้ดูกันค่ะ เผื่อใครอ่านออก 555)



ว่าแล้วก็แกะมาดูหัวแปรงแล้วลองปัดกันเลยดีกว่า...



หัวแปรงจะเป็นขนฟู ยาวเท่ากันทุกด้าน ปลายหัวแปรงเรียว แต่ขนาดหัวปัดค่อนข้างใหญ่
ถ้าปัดไม่ระวังอาจจะเลอะหนังตาได้ค่ะ แต่ขนแปรงแบบนี้ ซอกซอนดี ทำให้ปัดได้ทั่วทุกเส้นขน
และขนตาเรียงเส้นโอเคเลยค่ะ แต่เนื้อมาสคาร่าปัดแล้วขนตาจะตกนิดๆ ต้องดัดไว้แบบโอเว่อร์จะช่วยได้ค่ะ

ในเรื่องของแพนด้า เท่าที่ใช้มา ไม่เลอะ ไม่ตกลงมาเป็นแพนด้าระหว่างวัน ทนโอเคเลยค่ะ
ส่วนในเรื่องคุณสมบัติช่วยบำรุงขนตา อันนี้่เบลล์ก็ยังบอกอะไรไม่ได้ค่ะ เพราะไม่ได้ใช้ต่อเนื่องนานๆนั่นเอง (เบลล์และบูมหนังตาไม่มันนะคะ ใครหนังตามันมากอาจจะต้องลองดูค่ะ)

เรื่องของการล้างทำความสะอาด ก็ล้างออกง่ายด้วยน้ำอุ่น (อันนี้เป็นคุณสมบัติเด่นของมาสคาร่าโซนญี่ปุ่นเลยนะ เกือบทุกแบรนด์ล้างออกง่ายด้วยน้ำอุ่น) และล้างออกง่ายมากกกก ด้วยอายรีมูฟเว่อร์

มาถึงชิ้นที่สอง

2. AVANCE' Joliet Joliet Fibre Long Mascara (Water resistant) 6ml/790.-
ตัวนี้เป็นมาสคาร่าเน้นเพิ่มความยาวของเส้นขนตาด้วยไฟเบอร์ 3 ชนิด



ตัวด้ามมาสคาร่าเป็นสีดำมีวิ๊งๆ และด้ามแปรงหรือฝาเปิด จะเป็นสีชมพูค่ะ
หัวแปรงเป็นแบบเกลียว ซอกซอนโอเคใช้ได้ ช่วยทำให้เนื้อมาสคาร่าไปเกาะตามเส้นขนตาได้ทั่วดี
ปัดได้เรียงเส้นสวยงาม ไม่เลอะด้วยค่ะ แต่เนื้อมาสคาร่าก็ยังทำให้ขนตาตกเช่นเดียวกับตัวแรก
เลยทำให้เวลาจะใช้ ต้องดัดขนตาให้งอนเว่อร์ๆไว้ก่อน



ในเรื่องของแพนด้าและการทำความสะอาด ให้ผลลัพธ์เหมือนกับตัวแรกเลยค่ะ ไม่รู้สึกต่างกัน
ไม่แพนด้า และล้างออกง่าย


มาถึงตัวที่สามแล้ว

3. AVANCE' Joliet Joliet Fibre Volume Mascara (Water resistant) 6ml/790.-
มาสคาร่าตัวนี้ก็จะเป็นรุ่นเดียวกับตัวที่2 แต่จะเน้นเรื่องความหนา



ตัวด้าม หน้าตาจะเหมือนกับรุ่น Long เลยค่ะ ต่างแค่สีของด้ามแปรง จะเป็นสีม่วง




จากเท่าที่ลองใช้ แอบผิดหวังกับตัวนี้ เพราะชื่อรุ่นเน้นวอลลุ่มหรือความหนา แต่พอลองใช้แล้วมันดูไม่หนาแฮะ ให้ลุ๊คธรรมชาติซะอย่างนั้น แต่พอน้องสาวเอาไปลอง กลับถูกใจ เพราะมันดูไม่เหมือนขนตาปลอม ดูธรรมชาติๆดี อันนี้ก็ต้องแล้วแต่คนชอบด้วยเนอะ 555

ส่วนคุณสมบัติด้านอื่นๆ ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษค่ะ
ก็ยังคงติดทน ไม่แพนด้า ล้างออกง่ายเหมือนกันหมดเลยทั้งสามตัวจาก AVANCE'


เอาล่ะ เราตัดมาที่อีกแบรนด์บ้างดีกว่า BONAVOCE'
ที่เบลล์นำรีวิวแบรนด์นี้เข้ามารวมทีเดียว ก็เพราะ มีผู้นำเข้าเดียวกัน คือ Jill Mika นั่นเองค่ะ
เวลาไปหาซื้อ นอกจากจะหาซื้อได้ตามร้านทั่วไป อย่าง Tsuruha EVEandBOY Beautrium ฯลฯ
ก็ยังสามารถหาซื้อสองแบรนด์นี้ได้จาก เคาน์เตอร์ Jill Mika ได้เช่นกันค่ะ

สำหรับ BONAVOCE' จะเป็นแบรนด์จากญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่จะเป็นแบรนด์ของSaekoเซเลบสาวชาวญี่ปุ่น
มีทั้งมาสคาร่าและอายไลน์เนอร์ที่เน้นส่วนผสมที่อ่อนโยน เหมาะกับผิวแพ้ง่าย
มาสคาร่าเค้าก็จะมีสองรุ่นด้วยกัน ก็คือ รุ่น Ultra Volume และ Ultra Long



4. BONAVOCE' Ultra Volume Mascara (Waterproof) 8g/550.-
มาสคาร่าตัวนี้จะเด่นที่หัวแปรงเป็นทรงโค้ง ช่วยให้ปัดง่าย และโค้งรับกับรูปตา สูตรมาสคาร่าอ่อนโยน เหมาะกับผิวแพ้ง่าย
แพคเกจจะมาในรูปแบบแพ๊คพลาสติก ตามในรูปเลยค่ะ และด้านหลังก็จะมีฉลากภาษาไทยแปะกำกับไว้ มีข้อมูลต่างๆครบเรียบร้อยดี
ส่วนแท่งมาสคาร่าเป็นสีดำ และด้ามจับเป็นสีทองค่ะ



ในส่วนของการทดลองใช้ เดี๋ยวเบลล์จะรวบเป็นภาพเดียว เพื่อเปรียบเทียบความยาวและหนาค่ะ

5. BONAVOCE' Ultra Long Mascara (Waterproof) 8g/550.-
จุดเด่นจะอยู่ที่หัวแปรงเป็นแบบหวีแบนๆ ช่วยซอกซอนและเคลือบเนื้อมาสคาร่าได้ทั่วเส้นขนตา
ส่วนของแพคเกจหน้าตาจะเหมือนกับอีกรุ่น แต่เปลี่ยนสีเป็นโทนสีชมพู มีรูปหัวแปรงติดอยู่หน้าแพ๊คเลยค่ะ
ตัวแท่งมาสคาร่าจะต่างตรงที่ แท่งเป็นสีดำและคาดสีทองเป็นแถบตรงกลาง



ที่นี้เรามาลองปัดแล้วเทียบดูกันชัดๆเลยดีกว่า ว่าปัดออกมาแล้วรุ่นไหนเป็นยังไง



รุ่น Ultra Volume ปัดออกมาได้เรียงเส้นดี ไม่เกาะกันเป็นก้อน และขนตาไม่ตกเท่าของ AVANCE'
แต่พอมาปัดรุ่น Ultra Long ต้องบอกเลยว่าชอบสุดในทั้งหมด5อัน
ตัวนี้ปัดแล้วได้ทั้งหนาและยาว และที่สำคัญขนตาไม่ตกเลยค่ะ
ในเรื่องความติดทน ก็ทนทั้งวันค่ะ ไม่แพนด้าเหมือนกัน แถมยังล้างออกง่ายด้วยน้ำอุ่น
คงมาตรฐานของมาสคาร่าญี่ปุ่นได้ดีมาก

เอาล่ะ เบลล์ก็รีวิวครบ 5 ชิ้นแล้ว เหนื่อยทีเดียว5555
เพื่อนๆดูรีวิวแล้ว ชอบ ไม่ชอบ มีข้อเสนอแนะ ติชม หรือมีคำถาม
ก็ฟีดแบคกลับมาได้นะคะ ทั้งทางบล็อก และ FB Fanpage ค่ะ
วันนี้คงต้องขอไปพักก่อนแล้ว พรุ่งนี้ทำงานแต่เช้า ไปแล้วจ้า

บ๊ายบาย Smiley




 

Create Date : 19 มกราคม 2557    
Last Update : 19 มกราคม 2557 18:00:41 น.
Counter : 6159 Pageviews.  

REVIEW Cleanser ตัวใหม่จาก ElishaCoy นวดๆล้างออก สะอาดเกลี้ยง ผิวนุ่มเว่อร์

ฮาโหลสาวๆ วันนี้เบลล์มาปล่อยรีวิวอีกแล้วค่า คราวนี้เป็นคลีนเซอร์ตัวใหม่สัญชาติเกาหลี
ElishaCoy BB All-in-One Cleanser (Massage&Cleansing)
คลีนเซอร์ตัวนี้เบลล์ได้มาจากทางแบรนด์ ElishaCoy Thailand เค้าส่งหลายอย่างมาให้ลองค่ะ
เบลล์ลองใช้ตัวนี้มาพักใหญ่ๆแล้ว พบว่ามันโอเคเลยทีเดียว เลยหยิบมารีวิวให้ชมกันก่อนค่ะ
(สิ่งอื่นๆ รีวิวจะตามมาเร็วๆนี้จ้า)

ElishaCoy BB All-in-One Cleanser แพคเกจจะเป็นแบบนี้...

มาเป็นกล่องสีขาวทรงสูงๆ ข้างในเป็นขวดพลาสติกใสมาพร้อมหัวปั๊ม สะดวกในการใช้งานดีค่ะ
ขวดนี้บรรจุปริมาตร 200ml ในราคา 699บาทค่ะ

มาดูด้านหลังบ้าง

ด้านหลังเค้าจะมีบรรยายคุณสมบัติ ส่วนประกอบ วิธีใช้เป็นภาษาอังกฤษ
พร้อมระบุวันที่ผลิตและข้อมูลอื่นๆเรียบร้อยค่ะ ซึ่งข้างกล่องเค้าจะมีแปะฉลากภาษาไทยกำกับไว้ด้วย แบบนี้..

ซึ่งจุดเด่นของคลีนเซอร์ตัวนี้ อยู่ที่เค้าจะทำหน้าที่แบบ 2in1 คือ
เป็นทั้ง Massage Gelและ Cleansing Foam มีคุณสมบัติในการบำรุงและทำความสะอาด
สามารถล้างเครื่องสำอางและทำความสะอาดผิวได้ในขั้นตอนเดียว
และอีกจุดเด่นคือ ไม่ทำให้ระคายเคือง เหมาะกับผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย
มีส่วนผสมจากพืชและโฟมที่มี
กรดอ่อนๆ ค่าpH 5.5 ซึ่งเป็นค่าที่ใกล้เคียงกับค่าpHบนผิวหน้าเรา
ทำให้ผิวนุ่มไม่
แห้งตึง
ซึ่งจุดนี้ เดี๋ยวเบลล์จะทำการพิสูจน์ต่อไปค่ะ

ตอนนี้เรามาดูเนื้อคลีนซิ่งตัวนี้กันใกล้ๆนิดนึง...

เนื้อเจลเค้าจะเป็นสีชาใสๆ เนื้อเหลว หนืดนิดๆ  กลิ่นหอมแบบดอกไม้แห้งเบาๆ บอกไม่ถูกแฮะ
แต่ส่วนตัวเบลล์ดมแล้วชอบค่ะ รู้สึกผ่อนคลายดี
เวลาใช้ ก็ปั๊มออกมาใส่ฝ่ามือ แล้วนวดไปบนหน้าแห้งๆ
เวลานวด เจลจะเปลี่ยนสภาพเป็นฟองเล็กๆสีขาว พอหยุดนวดฟองจะหายไป
แล้วจะเห็นชัดเลยว่า เครื่องสำอางต่างๆ มันลอยขึ้นมาอยู่ในเนื้อเจล (เดี๋ยวจะมีรูปให้ดูค่ะ)
พอนวดเสร็จ ก็ล้างน้ำสะอาด จะรู้สึกลื่นๆ เหมือนมีอะไรเคลือบผิวบางๆ
แต่หน้าสะอาดใส ผิวนุ่มเลย ไม่รู้สึกแห้งตึงแต่อย่างใด ณ จุดนี้ ชอบมากๆ

เอาล่ะ มาถึงขั้นตอนการพิสูจน์ เบลล์ทาเครื่องสำอางต่างๆไว้ที่แขน แล้วทิ้งไว้พักใหญ่ๆค่อยนำมาทดสอบค่ะ
เครื่องสำอางที่เลือกใช้แต่ละตัวขึ้นชื่อในเครื่องความติดทนสุดๆ เรียงลำดับตามภาพเลยค่ะ


แล้วก็ปาดคลีนซิ่งเจลลงไปบนแขนที่มีเครื่องสำอางแบบจัดเต็ม จะได้แบบนี้...


แล้วก็นวดๆๆๆๆ นวดพักนึง เข้าไปมองใกล้ๆ...


โอ้โหววววว เห็นชัดๆเลยว่าเครื่องสำอางหลุดออกมากองๆบนผิว รวมตัวกับเจลเรียบร้อยแล้ว
ทั้งอายไลน์เนอร์ รองพื้น ก็หลุดออกหมด จากนั้นก็เอาไปล้างน้ำสะอาด
จะรู้สึกเลยว่าผิวนุ่มๆ ไม่แห้งตึงเลยค่ะ ติดใจในจุดนี้จริงๆ

แต่เท่าที่ลองมา บางทีถ้าแต่งหน้าแน่นมากๆ รองพื้นหนักๆหลายๆชั้นก็อาจจะต้องล้างสองรอบถึงจะหลุดหมดนะคะ
ส่วนมาสคาร่าที่กันน้ำ ติดทนมากๆ ก็อาจจะล้างออกยากหน่อย
แนะนำให้ใช้รีมูฟเวอร์แปะและเช็ดออกก่อนจะสะอาดสุดค่ะ แต่ในเรื่องผิวนุ่มนี้ ชนะเลิศ!!

ก่อนจากกัน ก็ทิ้งท้ายไว้ด้วยรูปเปรียบเทียบ ก่อนและหลังใช้งาน...


โอเค สำหรับรีวิวนี้คงจบเพียงเท่านี้ค่ะ
ใครมีข้อสอบถาม สงสัยจุดไหน ทิ้งคอมเม้นท์ไว้ได้เลยค่ะ
หรือจะตามไปพูดคุยในแฟนเพจเบลล์ก็ได้ค่ะ https://www.facebook.com/BellyBlog

ส่วนถ้าใครสนใจคลีนเซอร์ตัวนี้ สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซท์ของ ElishaCoy : www.elishacoy.co.th
และ Facebook Page : https://www.facebook.com/Elishacoythailandofficial ค่ะ
และสามารถหาซื้อได้ที่ร้าน lashes ทุกสาขาหรือทาง fb และเว็บไซท์ของ ElishaCoy ก็ได้ค่ะ

คืนนี้ขอตัวแล้วจ้า
บ๊ายบายยย Smiley




 

Create Date : 12 มกราคม 2557    
Last Update : 13 มกราคม 2557 0:03:21 น.
Counter : 4014 Pageviews.  

REVIEW ผลลัพธ์หลังทำ Uniquely White Treatment + Dual Yellow Laser กับ The Med Clinic ผิวขาวขึ้นจริงๆ

สวัสดีคืนวันอาทิตย์จ้าสาวๆ เบลล์กลับมาปั่นบล้อกอีกแล้วจ้า 555
คราวนี้มาโพสรายงานผล หลังจากที่เข้าไปทำสวยกับทาง The Med Clinic มาเป็นเวลาสามเดือนได้
ซึ่งก็เป็นระยะเวลาที่นานพอสมควร และหลังจากที่เข้าไปทำทรีทเมนท์และเลเซอร์รวมทั้งหมด5ครั้ง
ก็พบว่า เห็นผลลัพธ์ที่ค่อนข้างชัดเจน เบลล์เลยตัดสินใจรวบรวมภาพที่ถ่ายเก็บไว้ในแต่ละครั้ง
เอามาเรียบเรียงแล้วเขียนเป็นรีวิวนี้อย่างละเอียด เพื่อเป็นการแชร์ประสบการณ์
สำหรับใครที่กำลังสนใจก็สามารถอ่านเก็บเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้ค่ะ

ก่อนจะเริ่มรีวิว ต้องออกตัวก่อนนิดนึงว่า รีวิวนี้เขียนไว้ค่อนข้างยาวววววนิดนึง
และรูปก็เยอะมว๊ากด้วย แต่เพื่อรีวิวที่ออกมาดี ชัดเจน ธัญญาสู้ตายค่าาาา 5555555 Smiley

เอาล่ะ เริ่มกันที่คลินิกที่เบลล์เข้าไปทำสวยก่อน ที่นี่ชื่อว่า The Med Clinic
เดอะเมดคลินิก ก็เป็นสหคลินิกเวชกรรมเฉพาะด้าน ให้การดูแลรักษาผิวหนัง มีทั้งทรีทเมนท์
เลเซอร์ ไปจนถึงศัลยกรรมต่างๆด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัย
พร้อมดูแลรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำให้รู้สึกถึงความน่าเชื่อถือ
และยังมีหลายสาขาให้เลือกเข้ารับบริการ สามารถคลิกเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

สำหรับตัวเบลล์เอง สะดวกเข้าไปทำที่สาขาสยามสแควร์ ใกล้บ้านมากๆ
เดินจาก BTS จิ๊ดเดียวถึงเลย เข้าไปในคลินิกก็จะเจอกับเคาน์เตอร์ต้อนรับและโซนนั่งพักรอคิว
คลินิกดูสะอาด บรรยากาศน่านั่ง ไม่รู้สึกกดดันแม้บางทีจะต้องรอคิวค่อนข้างนาน
(สาเหตุที่คิวยาว เพราะเครื่อง Dual Yellow Laser เป็นที่นิยมมากๆค่ะ มาทีไรคิวแน่นตลอดๆ)

หลังจากนั่งพักพอหายเหนื่อย ถึงคิวเราแล้ว พี่พนักงานก็จะเรียกชื่อเข้าไปพบคุณหมอ
เข้าไปครั้งแรก ก็ทำการปรึกษาปัญหาผิวกับคุณหมอก่อนเลย
เบลล์ได้ปรึกษากับคุณหมอแอม นพ.นิธิ  ตั้งศิริทรัพย์  เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลเซอร์ผิวหนัง

คุณหมอเป็นกันเองและใจเย็นมากๆ ให้คำปรึกษาและคำแนะนำอย่างละเอียด
สำหรับผิวหน้าเบลล์ จริงๆไม่ได้มีปัญหาอะไรร้ายแรงเท่าไหร่
จะมีก็แค่เรื่องความหมอง และรอยแดงจากสิวเก่า รอยดำ ฝ้า กระ ประปราย
คุณหมอเลยแนะนำให้รักษาด้วย Dual Yellow Laser ประกอบกับ Treatment ตัวเด็ดของคลินิก
นั่นก็คือ Uniquely White with Stem Cell Serum โดยแนะนำว่าให้เข้าไปทำทุกๆ 2-3 อาทิตย์

Dual Yellow Laser เป็นวัตกรรมเลเซอร์ในการดูแลรักษาผิวหน้าที่ดีที่สุด โดยการผสมผสานเลเซอร์แสงสีเหลืองและแสงสีเขียวร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ทำให้สามารถรักษาได้กับทุกสีผิว แม้กระทั่งผู้ที่มีสีผิวเข้มก็ทำการรักษาได้อย่างปลอดภัยและไม่เจ็บ คุณสมบัติของแสงเลเซอร์จาก Dual Yellow จะไปทำปฏิกิริยาโดยตรงกับเม็ดสีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเม็ดสีที่มีสีดำ สีน้ำตาลและสีแดง ซึ่งอยู่ใต้ผิวหนัง ส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการรักษาความผิดปกติของเม็ดสีบนใบหน้า อาทิ รอยแดง รอยดำ กระ ฝ้า และเส้นเลือดเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการรักษาสิวอักเสบได้อีกด้วย ภายหลังการรักษา จะเห็นหว่าใบหน้าขาว กระจ่างใสขึ้น และรอยเม็ดสีต่างๆ จะค่อยๆจางลงไปในที่สุด

โดยเครื่องเลเซอร์นี้สามารถปล่อยเลเซอร์ได้ 2 ชนิด ที่มีความยาวคลื่นต่างกัน และให้ผลลัพธ์ในการรักษาที่แตกต่างกัน

1. เลเซอร์แสงสีเหลืองความยาวคลื่น 578 m. มีคุณสมบัติทำให้รอยแดงจางลง รักษาความผิดปกติของเส้นเลือด รักษาสิวอักเสบรวมทั้งยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ของผิว ทำให้รูขุมขนกระชับ ลดริ้วรอยโดยไม่ทำอันตรายแก่ผิวหนังชั้นบน จึงไม่เกิดบาดแผลหรือจ้ำเลือดภายหลังการรักษา

2. เลเซอร์แสงสีเขียวความยาวคลื่น 511 mm. เหมาะสำหรับรักษาความผิดปกติของเม็ดสีในผิวหนังชั้นบน จึงทำให้รอยดำจางลง รวมถึงกระ ฝ้า และผิวหน้าใสขึ้น หลังทำแม้เพียงครั้งแรก

นอกจากนี้ Dual Yellow ยังสามารถปรับให้แสงเลเซอร์ออกมาพร้อมกันทั้ง 2 ชนิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาฝ้า โดยแสงสีเขียวจะช่วยลดความผิดปกติของเม็ดสี พร้อมกับที่ แสงสีเหลือง ทำลายเส้นเลือด จึงลดโอกาสการกลับมาของฝ้าได้ และยังป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้อีกด้วย

อ้างอิง : //www.themedclinic.com/services/Laser/Dual-Yellow-Laser
แต่ทั้งนี้ ในการรักษาของเบลล์ คุณหมอแจ้งว่า ถ้าจะยิงให้พวกรอยดำ ฝ้ากระ หายไปเลย
จะต้องยิงเลเซอร์ให้จุดนั้นๆตกสะเก็ด พอสะเก็ดหลุดออก ผิวก็จะค่อยๆดีขึ้น
ฝ้ากระก็จะจางไป จะเห็นผลชัดเจน แต่หลังเลเซอร์จะต้องห้ามโดนแดด และงดแต่งหน้า 3-7 วัน
ซึ่งจุดนี้ เบลล์เองก็ยังไม่สะดวก เลยยังไม่ได้ยิงแบบตกสะเก็ด
คุณหมอเลยเลเซอร์แบบเบาๆให้ไปก่อน ก็จะเห็นผลในเรื่องความขาวกระจ่างใส และลดเลือนรอยแดงด่างๆได้ 


ในส่วนของ Uniquely White with Stem Cell Serum Treatment ขออ้างอิงคำอธิบายจากเว็บ The Med Clinic เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันนะคะ
Uniquely White เป็นสุดยอดนวัตกรรมบำรุงผิวขั้นสูงสุด เทียบเท่าการรักษาด้วยวิธี Mesotherapy คือ เทคนิคในการใช้เข็มฉีดยาขนาดเล็กฉีดสารบำรุงผิวต่างๆ เช่น วิตามิน โคเอนไซม์ กรดอะมิโน และแร่ธาตุต่างๆเข้าสู่ผิวหนังโดยตรง เพื่อออกฤทธิ์กระตุ้นและฟื้นฟูเซลล์ผิวจากภายใน แต่โปรแกรม Uniquely White จะใช้หลักการ Electroporation ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา (US FDA) ว่าเทียบเท่า Mesotherapy จึงได้ชื่อว่า เมโสไร้เข็ม (no needle mesotherapy)  ซึ่งวิธีนี้จะสามารถส่งผ่านยาเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้ถึง99% ลึก 1 มิลลิเมตร ถึง 10 เซนติเมตร เทียบเท่า Mesotherapy โดยไม่ต้องใช้เข็ม ในขณะที่ไอออนโตและโฟโนสามารถส่งผ่านยาได้เพียง 10% เท่านั้นในระดับความลึกที่ 1 เซนติเมตร ซึ่งสามารถฟื้นฟู บำรุงผิวให้ขาวกระจ่างใส กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ได้มากกว่าไอออนโตและโฟโนถึง10 เท่า ด้วยหลักการ Electroporation นี้เอง ทำให้ไม่ต้องใช้เข็มในการส่งผ่านตัวยาและวิตามินต่างๆเข้าสู่ผิวโดยวิธีเดิมๆอีกต่อไป

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ //www.themedclinic.com/services/Treatment/Uniquely-White-w-Stem-Cell-Serum-

ผลที่ได้รับ คือ ผิวขาวกระจ่างใส ลดฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้า และกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ฟื้นฟูผิวหน้าให้อ่อนเยาว์ ต่อต้านความแก่ชรา
ซึ่งทรีทเมนท์นี้ก็มีหลายขั้นตอน เดี๋ยวเบลล์จะอธิบายประกอบภาพต่อไปค่ะ

เอาล่ะ อ่านคำอธิบายแบบทางก๊ารทางการกันไปแล้ว คาดว่าคงตาลายกันแน่เลย
เพื่อให้สาวๆสบายตากันมากขึ้น เราก็จะตัดเข้าสู่ช่วงรีวิวแบบเน้นรูปกันดีกว่า
เริ่มจาก ครั้งแรกที่เข้ารักษา

ครั้งที่1 วันที่12/10/2013
ครั้งนี้เบลล์ทำทรีทเมนท์ Uniquely White + Alocera Mask + Dual Yellow Laser

ก่อนจะเลเซอร์ เราก็จะไปทำทรีทเมนท์กันก่อน
สถานที่ทำ ก็เป็นห้องมีม่านกั้นเตียงเป็นส่วนตัวประมาณนึง โดยรวมดูสะอาดดีค่ะ

รูปขวาจะเป็นห้องทำเลเซอร์ จะเป็นห้องเล็กๆมีเตียงเดียว อยู่ข้างๆเครื่องเลเซอร์
ตัดกลับมาที่ขั้นตอนการทำทรีทเมนท์...

ขั้นตอนแรกก็ทำความสะอาดผิวด้วย Cleansing Milk นวดๆจนรองพื้นหลุดออก
แล้วเช็ดออกด้วยสำลีชุบน้ำ เช็ดจนสะอาด
(ในขั้นตอนนี้เราสามารถบอกให้พี่พนักงานเว้นช่วงตาไว้ได้ เผื่อจะแต่งหน้ากลับบ้านก็ยังเป๊ะอยู่)


ต่อมาก็กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด และเปิดผิวให้พร้อมรับสารอาหารโดยการหยด PHA แล้วใช้เครื่องวนๆบนผิวหน้า ในขั้นตอนนี้ไม่เจ็บ ไม่ชา ไม่รู้สึกอะไร รู้สึกแค่ผิวชุ่มๆและมีอะไรมาวนๆบนหน้า
หลังจากนั้น ก็จะหยดบรรดาวิตามิน สารบำรุงผิวต่างลงบนผิว อาทิเช่น

Transamine: ช่วยให้ผิวสดใสขึ้น

Vitamin A: กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และลดริ้วรอย

Aloe vera: ลดการระคายเคืองและเพิ่มความชุ่มชื้น

Collagen: เพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยลดรอยเหี่ยวย่น

Licorice: ลดการอักเสบ ลดรอยแดงและจุดด่างดำ

Liposome ACE: ช่วยนำพาสารบำรุงต่างๆให้ซึมเข้าสู่ผิวได้ลึกขึ้น

Active white: ลดการสร้างเม็ดสี ลดจุดด่างดำ และสีผิวสม่ำเสมอ

เมื่อหยดสารบำรุงต่างๆครบแล้ว ก็จะใช้เครื่องมือที่มีหน้าตาเหมือนช้อนสีทอง นำมาวนๆบนใบหน้า
เพื่อช่วยผลักสารต่างๆเข้าเซลล์ผิวด้วยหลักการ Electroporation
ซึ่งเจ้าเครื่องนี้จะให้ผลลัพธ์เทียบได้กับการฉีดสารบำรุงเข้าผิวโดยตรงด้วยเข็มเล็กๆ
ในขั้นตอนนี้ โดยส่วนตัวรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าจิ๊ดๆๆๆบนผิวหน้า รู้สึกแบบแผ่วเบามากๆ
ไม่เจ็บ ไม่ชา แค่รู้สึกเย็นๆจากสารละลายที่หยดลงบนผิว และรู้สึกหนาว
เพราะห้องทำทรีทเมนท์แอร์หนาวมาก5555 (แอบนอกเรื่องไปหน่อย ฮ่าๆๆ)
ขั้นตอนนี้ ค่อนข้างเพลินกับการทำทรีทเมนท์ บางครั้งก็แอบหลับไปเลยก็มีค่ะ

หลังจากใช้ช้อนทองวนๆจนครบเวลากำหนดแล้ว ผิวจะชุ่มมาก ขึ้นขั้นเปียก
จะรู้สึกเลยว่าผิวอิ่มๆตึงๆเด้งดึ๋งๆ แต่การทำทรีทเมนท์ยังไม่จบเพียงเท่านี้

คุณพี่พนักงานก็จะทำการนวดหน้าให้เบาๆ ผ่อนคลายมากๆค่ะ
แล้วก็เช็ดผิวให้สะอาด เตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการเลเซอร์
เราก็จะย้ายห้องไปห้องตรงข้าม เพื่อรอรับการยิงเลเซอร์ค่ะ

พี่พนักงานจะนำฝาครอบตา เป็นเหล็กหนักๆมาปิดตาเราไว้ เพื่อป้องกันแสง
และทำการปาดเจลใสเย็นๆ ทั่วใบหน้า (เย็นมากๆ ห้องก็เย็น หน้าก็เย็น หนาวๆๆ)
พอพร้อมแล้ว คุณหมอจะเข้ามาในห้องทำการเลเซอร์ให้ค่ะ
และทุกครั้งก่อนลงมือ คุณหมอจะแจ้งก่อนว่า "จะเริ่มแล้วนะครับ"
หรือในจุดที่ยิงแล้วจะเจ็บ คุณหมอก็จะบอกก่อนว่า "เจ็บนิดนึงนะครับ"
ในจุดนี้ โอเคมากๆค่ะ ทำให้เรารู้ตัวและพร้อมรับมือความเจ็บได้ และไม่ตกใจ

ในขั้นตอนการเลเซอร์ สำหรับเบลล์ คุณหมอจะแบ่งเป็นสองช่วง
ช่วงแรกจะใช้หัวยิงแบบรูปซ้าย เลเซอร์ลากไปมาทั่วใบหน้า

ในขั้นตอนนี้ไม่รู้สึกเจ็บร้อนหรือชาหรือสะดุ้งใดๆ เฉยๆมาก
จะมีก็แค่เห็นแสงสีเหลือวาบๆบ้างบางที กับเสียงแจ๊ะๆๆๆๆๆของเครื่องเลเซอร์
พอวนครบทั้งหน้าแล้ว คุณหมอจะเปลี่ยนหัวยิงเป็นอีกแบบ (รูปขวา)
จะยิงเฉพาะจุดที่มีรอยชัดเจน ในขั้นตอนนี้จะเจ็บคล้ายโดนเข็มจิ้ม
เจ็บแหลมๆร้อนๆ แป๊บเดียวแบบทนได้สบายๆ ไม่มีกลิ่นไหม้ใดๆ พอยิงเสร็จก็หายเจ็บ
อาจจะมีรอยแดงบ้างหลังการเลเซอร์ แต่แป๊บเดียวก็หายไปค่ะ

หลังเลเซอร์เรียบร้อย คุณพี่พนักงานก็เข้ามาปาดเจลออกจากหน้า
ทำความสะอาดและเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปจ้า

ขั้นตอนการมาส์กหน้า ในครั้งนี้เบลล์ได้มาส์ก Alocera เป็นมาส์กสีส้มๆดูน่ากิน
มีส่วนผสมของสารสกัดเข้มข้นเชอรี่ธรรมชาติจากฝรั่งเศส อุดมด้วย A-BHA ผลัดเซลล์ผิวเก่า
เสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้ผิวเรียบเนียนใส พร้อมสารต้านอนุมูลอิสระ
ช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัยและรอยหมองคล้ำ เผยผิวขาวกระจ่างใสอมชมพู

มาส์กของที่เดอะเมดจะผสมกันสดๆ แล้วปาดบนผิวเราอย่างปราณีต จากนั้นก็นอนรอ 15นาที
มาส์จะเซ็ทตัวเป็นแผ่น พี่พนักงานก็จะเข้ามาลอกออกเบาๆ เบลล์ชอบขั้นตอนนี้มาก
ได้กลิ่นหอมๆของมาส์ก รู้สึกผ่อนคลายสุดๆ พอลอกออก จะเห็นเลยว่าผิวดูไบร์ทขึ้นจริงๆ


ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว คือ การทำครีมบำรุงผิว ทากันแดดเรียบร้อย เย้!
จากนั้นก็สามารถแต่งหน้าทับได้เลย ไปเที่ยวต่อสบายๆ
การเลเซอร์แบบนี้จะไม่มีการตกสะเก็ดเป็นแผล ดูแลง่ายมากๆค่ะ
(แต่ถ้าครั้งไหนคุณหมอยิงแบบแรง ก็จะไม่สามารถแต่งหน้าทับได้ จะต้องงดแต่งหน้าไปหลายวัน)

เรามาดูผลลัพธ์ที่ได้ หลังจากเข้ารับการรักษาในครั้งแรกกันดีกว่าค่ะ

สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือ ผิวดูละเอียดขึ้น เนียนอิ่ม และดูสดใสขึ้นมากๆ
ในส่วนของรอยด่างดำ ยังไม่เห็นความต่างใดๆค่ะ คงต้องใช้เวลา
(ไม่มีการรีทัชปรับแสงสีใดๆนะคะ ถ่ายมายังไง เอารูปมาลงเลยดิบๆจ้า
รูปขวาดูเนียนจนน่าตกใจ เบลล์เองยังตกใจ นึกว่าเผลอไปเปิดฟังก์ชั่นผิวเนียนในกล้องซะอีก 555)

ก่อนกลับบ้าน คุณหมอก็ให้ครีมบำรุงผิวกลับมาใช้ด้วยค่ะ
เป็นครีมบำรุงเน้นเรื่องความกระจ่างใส และเซรั่มลดจุดด่างดำทาเฉพาะก่อนนอน
และยังมี The Med Radiance Pythera Mask ให้มาด้วยกระปุกนึง
ใช้สัปดาห์ละสองครั้ง หรือใช้ก่อนนอนแทน Night Cream ก็ได้ อันนี้ใช้แล้วชอบมากค่ะ
วันไหนทำงานกลับมาโทรมๆ ทาแล้วนอน ตื่นมาหน้าไบร์ทเด้งเลยล่ะ
แอบไปสำรวจราคาในหน้าเว็บ โอ้ว กระปุกละ 1,000บาท /30ml ราคาแอบแพงอยู่
แต่เท่าที่ใช้มาจะสามเดือนแล้ว ยังไม่หมดกระปุกเลย ก็ถือว่าราคาโอเค ไม่แรงเกินไปค่ะ
สงสัยถ้าหมดแล้วคงต้องไปซื้อมาใช้ต่อซะแล้วสิ Smiley

ครั้งที่2 วันที่2/11/2013
ครั้งนี้เบลล์ทำทรีทเมนท์ Uniquely White + Whitening Mask + Dual Yellow Laser
ในครั้งนี้เบลล์ขอไม่แจกแจงรายละเอียดขั้นตอนนะคะ เพราะขั้นตอนเหมือนเดิมเลยจ้า
เปลี่ยนแค่ชนิดของมาส์ก เป็น Whitening Mask ที่ช่วยเรื่องความขาวกระจ่างใสลดรอยด่างดำนั่นเอง



ในครั้งนี้มีจุดต่างเพิ่มเติมค่ะ คือมีการบำรุงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นใต้ตาเพิ่มเข้ามาค่ะ
(ครั้งที่แล้วจำไม่ได้ว่ามีมั้ย หรือเผลอหลับไปก็ไม่รู้ 55555)

ครั้งนี้ อย่างที่บอก เบลล์ได้มาส์กสีขาว เป็น Whitening Mask ค่ะ
กลิ่นจะแรงกว่า Alocera นิดหน่อย แต่ให้ผลลัพธ์ความขาวใสดีทีเดียวค่ะ

ทีนี้มาดู Before/After ของครั้งนี้บ้าง ว่าเป็นอย่างไร...

ผลที่ได้ในครั้งนี้ก็ออกมาดีทีเดียวค่ะ เห็นชัดเลยว่าหน้าสดใสขึ้น ผิวเปล่งปลั่งขึ้น
และรูขุมขนดูกระชับขึ้น ผิวเลยดูเนียนขึ้นอีกค่ะ ส่วนรอยดำก็ยังคงไม่เห็นความต่างเท่าไหร่
เป็นเพราะเบลล์ไม่ได้ยิงแบบตกสะเก็ด ก็เลยไม่สามารถหวังผลในจุดนี้ได้จ้า

ส่วนครีมบำรุงระหว่างวันก็ใช้แบบเดิม ได้มาตั้งแต่ครั้งก่อน ใช้ยังไม่หมด คุณหมอให้ใช้ตัวเดิมต่อค่ะ

ครั้งที่3 วันที่16/11/2013
ครั้งนี้ได้ทำอะไรที่แปลกไปจากเดิมเล้กน้อยค่ะ เป็นเพราะช่วงวีคก่อนเบลล์ป่วย
ถูกหามเข้าโรงพยาบาล ไม่ได้ล้างเครื่องสำอางแล้วนอนเลยทั้งอย่างนั้น
ผลพวงที่ได้คือ สิวบุกจ้าาาาาา T^T มาคราวนี้ คุณหมอเห็นสิวขึ้น เลยปรับโปรแกรมให้
เป็น Acne Clear+Alocera Mask+Dual Yellow Laser ค่ะ
เพราะถ้าเป็นทรีทเมนท์ Uniquely White บางขั้นตอนอาจจะระคายเคืองต่อผิวที่เป็นสิวได้นั่นเอง


จุดที่แตกต่างของทรีทเมนท์นี้ คือ จะใช้ Fotona และ E-Light แสงสีฟ้าช่วยฆ่าเชื้อสิว
ลดความมันบนใบหน้าและลดการอักเสบ ในส่วนของขั้นตอนต่างๆ ก็จะคล้ายๆเดิมค่ะ
แค่เปลี่ยนสารบำรุงและเครื่องมือการทำทรีทเมนท์เท่านั้นเอง

ส่วนของขั้นตอนการมาส์ก ครั้งนี้จะเป็น Anti-acne mask เป็นมาส์กสีชมพูๆ
ช่วยลดรอยแดง ลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ในขั้นตอนการเลเซอร์ครั้งนี้ คุณหมอได้ย้ำในส่วนที่มีรอยแดงจากสิวที่เพิ่งหาย
จากครั้งนี้ หลังกลับบ้านไปประมาณสัปดาห์นึงจะสังเกตเห็นเลยว่ารอยแดงๆหายไปไวมากๆค่ะ
(เดี๋ยวจะเห็นในรูปที่รวมๆห้าครั้งนะคะ รูปข้างล่างนี้เทียบแค่ก่อนและหลังทำทรีทเมนท์และเลเซอร์)

ในครั้งนี้ จะเห็นเลยว่า ผิวดูดีขึ้นกว่าครั้งแรกมว๊ากกกกกกกกกกกก ผิวดูเนียนขึ้นเยอะ
อุตส่าห์ดูดีขึ้นขนาดนี้ กลับเป็นสิวจากการไม่ล้างหน้านอน น่าเจ็บใจจริงๆ T^T
โดยรวม ก็จะเห็นผลในเรื่องความไบร์ท กระจ่างใส และเริ่มรู้สึกว่าผิวขาวขึ้นกว่าครั้งแรก
รูขุมขนกระชับขึ้นกว่าครั้งแรกมากๆๆๆๆๆๆๆ

ครั้งที่4 วันที่30/11/2013 และ ครั้งที่5 วันที่21/12/2013
สองครั้งนี้ สิวหายแล้ว ทิ้งไว้แต่รอยให้ช้ำใจ เลยกลับมาทำโปรแกรมเก่า
Uniquely White + Whitening Mask + Dual Yellow Laser
ขั้นตอนทุกอย่างเหมือนเดิมเป๊ะ เลยขอโพสแต่รูป Before / After รวบ5ครั้ง
เพื่อแสดงผลความคืบหน้าโดยรวมให้ชมกันค่ะ

หมายเหตุ ครั้งที่ 5 แอบมีสิวเม็ดเป้งขึ้นที่คาง ไม่ยอมหาย คุนหมอเลยฉีดสิวเพิ่มให้
อยากบอกว่าวันรุ่งขึ้น สิวยุบแล้วแห้งไปเลย หายไวมว๊ากกกกกก ติดใจค่ะ555


ภาพรวมจะเห็นชัดเลยว่า ผิวดูขาวขึ้น สว่างขึ้นมาก เป็นเหตุให้รอยดำเข้มๆและหนวดเห็นชัดมากขึ้น
แต่พวกรอยด่างๆ รอยแดงบางจุดดูจางลงเยอะ บางจุดก็หายไปเลย

เพื่อพิสูจน์ว่าผิวขาวขึ้นจริงๆ เบลล์ใช้แป้งผสมรองพื้นตัวที่ใช้ประจำปาดบนแก้ม
แป้งที่เดิมทีทาไปจะขาวกว่าผิว แต่ตอนนี้ ทาแล้วสีแป้งเข้มกว่าผิวซะแล้ว
และเวลาถ่ายรูปจะเห็นเลยว่า หน้าขาวกว่าคอมากๆ


ส่วนของรอยที่จางลง เรามาดูกันใกล้ๆ ค่ะ ว่ามีจุดไหนบ้างที่จางลง และจุดไหนที่เห็นชัดขึ้น
เริ่มที่ หน้าผาก

รอยด่างๆจากสิวเก่าที่หว่างคิ้ว ก็แลดูจางลง สีผิวดูสม่ำเสมอกันมากขึ้น

มาดูในส่วนของจมูกบ้าง

สิ่งแรกที่เห็นชัดเลย คือ รูขุมขนกระชับขึ้นมากกกกก พวกรอยจางๆก็หายไป แต่ไฝ ฝ้า กระ ที่เข้มๆ ยังคงอยู่ และเห็นชัดขึ้น เพราะผิวขาวขึ้นนั่นเองค่ะ

สุดท้าย มุมปากข้างแก้ม

รูปนี้จะเห็นเลยว่า รอยสิวแดงๆที่โผล่มาในครั้งที่3 ได้จางลงมากในครั้งที่4
คาดว่าจะเป็นผลมาจากการยิง Dual Yellow Laser นั่นเองค่ะ
เพราะในครั้งที่ 3 คุณหมอได้ยิงย้ำในจุดนี้ (ยิงแบบรู้สึกเจ็บแหลมๆ)
ผ่านไปอาทิตยนึงเริ่มสังเกตเห็นว่ารอยแดง แดงน้อยลงมากค่ะ
ส่วนรอย ไฝ ฝ้า กระ ก็ยังคงอยู่ ไม่จางลงค่ะ

สรุป ทรีทเมนท์และเลเซอร์ที่เบลล์เข้าไปทำมาทั้งหมด 5 ครั้ง
ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจมากๆในเรื่องของความขาวกระจ่างใส เริ่มรู้สึกได้จริงๆในครั้งแรก
แต่เริ่มเห็นชัดๆในครั้งที่สาม ส่วนถ้าใครหวังผลในเรื่องลบรอยด่างดำ เบลล์ยังให้ข้อสรุปไม่ได้ค่ะ
เพราะจะต้องยิงเลเซอร์อีกแบบนึง

ราคาและความคุ้มค่า

สำหรับ Dual Yellow Laser ครั้งละ 5,000 บาท ถ้าเป็นคอร์ส 10 ครั้ง 25,000 บาท
เบลล์ว่าเลเซอร์แบบนี้ ก็ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและความต้องการของแต่ละคนด้วย
ถ้ามีปัญหาเล็กน้อย อาจจะคุ้มกับแบบรายครั้งมากกว่า แต่ถ้าใครมีปัญหาผิวมาก
ซื้อเป็นคอร์สแน่นอนว่าคุ้มกว่าค่ะ แต่ทั้งนี้ The Med ชอบจัดโปรโมชั่นบ่อยๆ
อันนั้นจะคุ้มกว่ามากๆๆๆๆ ยังไงก็ลองเช็คราคากันอีกรอบนะคะ
ส่วนราคา Treatment ครั้งละ 2,500 บาท เป็นคอร์ส 10ครั้ง 16,000 บาท
แน่นอนว่าแบบคอร์สคุ้มกว่ามว๊ากกกกก แต่ถ้าใครแค่อยากได้ผลลัพธ์ชั่วครั้งคราว แบบด่วนๆ
ก็อาจจะเลือกแบบรายครั้ง ก็โอเคค่ะ เบลล์ว่าราคานี้ เหมาะกับเวลาจะต้องออกงานสำคัญๆ
ทำแล้วเห็นผลเลยทันที ทาครีมสวยไม่ทันแล้วอะไรแบบนั้น555


สถานที่และบริการ
สะอาดมากๆ สงบ เป็นกันเอง บรรยากาศผ่อนคลาย
แอร์เย็นมาก ใครขี้หนาว ควรพกเสื้อหนาวไปด้วย
เดินทางสะดวก มีหลายสาขาให้เลือกใช้บริการ
พนักงานอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส
คุณหมอให้คำปรึกษาแนะนำอย่างดี ใจดี และใจเย็นมากค่ะ


โอเค มาถึงจุดนี้แล้ว รีวิวยาวยืดมากๆ ทั้งหมดก็เป็นประสบการณ์ตรง ที่เบลล์ไปทดลองทำกับหน้าตัวเองมา
แม้ว่ารีวิวนี้จะได้รับสปอนเซอร์เข้าไปทดลองทำโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายก็ตาม
เบลล์ก็นำมาเขียนรีวิวกันแบบตรงๆ ได้ผลมายังไง ก็มาเล่าสู่กันฟังทั้งอย่างนั้น
ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อยค่ะ
ในครั้งหน้า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เบลล์จะลองยิงเลเซอร์แบบตกสะเก็ดเพื่อลดรอยฝ้ากระ
จะลองดูว่าจะได้ผลออกมาเป็นยังไง สำหรับรีวิวนี้ คงจบเพียงเท่านี้ค่ะ
ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ

บ๊ายบาย :)
Smiley

ปล. สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ //www.themedclinic.com/
และ https://www.facebook.com/TheMedClinic?fref=ts

ขอบคุณ The Med Clinic มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ :D




 

Create Date : 05 มกราคม 2557    
Last Update : 5 มกราคม 2557 23:53:25 น.
Counter : 36318 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  

bellyly
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 88 คน [?]





สวัสดีจ้าสาวๆ เบลล์ bellyly อาจจะเงียบหายไปจาก bloggang นานเลย
จริงๆยังไม่ได้เลิกเขียนบล็อกนะคะ ช่วงนี้ย้ายเว็บค่ะ เริ่มขยับขยายเปิดบ้านเป็นของตัวเอง เพื่อที่จะปรับแต่งหน้าตาได้ตามใจชอบ และปรับปรุงหน้าบ้านให้ดูเป็นระเบียบ สวยงามอ่านได้ง่าย สบายตามากขึ้นด้วย



เบลล์ขอเชิญชวนให้ไปติดตามกันต่อ ที่



เพื่อนๆสามารถกดรับการแจ้งเตือนเมื่อมีการอัพเบล็อกใหม่ได้ที่ Tab Subscribe ด้านขวาในหน้าเว็บใหม่นะคะ



CONTACT
Email: bellyly_ly@hot หรือ bellyly@gmail
Facebook : http://www.facebook.com/BellyBlog
Instagram : http://instagram.com/bellyly#
Twitter : https://twitter.com/bellyly_ly







Instagram
Friends' blogs
[Add bellyly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.