Group Blog
 
All blogs
 
ลำนำรักสีรุ้ง ปฐมบท


แนะนำ

สำหรับคนที่เพิ่งได้อ่านนิยายเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ขออธิบายล่วงหน้าว่าเรื่องนี้จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกสองคนซึ่งเป็นชายทั้งคู่ และอาจมีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน หรือคนที่ไม่นิยมเรื่องแนว Boy's Love ดังนั้นหากไม่ชอบอ่านนิยายแนวที่ไม่มีนางเอก ขอแนะนำว่าให้คลิกไปอ่านหน้า About me , เท้าพาไป หรือ พร่ำ(เพ้อ)รายสะดวก ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปค่ะ เราเตือนคุณแล้วนะคะ

ปล. สำหรับคนที่ชอบเป้กับวิว ทั้งคู่จะมีบทบาทอีกในเรื่อง เมื่อหัวใจเราใกล้กัน สามารถติดตามได้ในบล็อกนี้เช่นกันค่ะ


++------++


ลำนำรักสีรุ้ง: ปฐมบท


ผมรู้จักเป้ครั้งแรกตอนปีสองเทอมสอง เพราะโอ๊คซึ่งเป็นเพื่อนสนิทเคยชี้ให้ดูตอนนั่งที่คอมมอนด้วยกันว่าแอบชอบผู้ชายรุ่นเดียวกันต่างเอกคนหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นตัวสูงใหญ่ ตาโต จมูกโด่ง ผิวขาวอมเหลือง เขามักจะนั่งอยู่กับเพื่อนๆที่โต๊ะกลุ่มซึ่งอยู่คนละฟากกับโต๊ะกลุ่มของพวกผม

“ก็หน้าตาใช้ได้อะ แต่เราว่าโอ๊คเองก็หน้าตาดีนะ ไม่ลองไปทำความรู้จักเค้าดูละ”

เพื่อนตัวดีมองค้อนผมปะหลับปะเหลือก ถึงจะเป็นกริยาที่ผู้ชายไม่น่าทำ แต่พอเพื่อนผมทำทำไมมันดูไม่ขัดก็ไม่รู้

ที่ผมบอกโอ๊คไปผมหมายความตามนั้นจริงๆ โอ๊คเป็นคนผิวขาว หน้าใส ตาออกเฉี่ยวๆเหมือนนักร้องเกาหลีที่สาวๆนิยมกัน สูง 170 ต้นๆเตี้ยกว่าผมนิดหน่อย เวลาเดินไปไหนมาไหนด้วยกันผมโดนโอ๊คกลบรัศมีตลอด สิ่งที่พอจะเชิดหน้าชูตาหน้าจืดๆของผมได้บ้างคือผลการเรียนที่ค่อนข้างดีเป็นระดับต้นๆของคณะ แต่นอกนั้นแล้วก็แทบพูดได้ว่าเด็กบ้านนอกที่เอ็นท์ติดมหาวิทยาลัยรัฐในกรุงเทพฯอย่างผมไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเลย


++------++


ตอนที่พวกเราย้ายวิทยาเขตมาที่นี่ใหม่ๆมีคนมาจีบโอ๊คประปราย บางทีก็เข้าผ่านทางผมเพราะเห็นเป็นเพื่อนสนิท (ผมรู้จักโอ๊คเพราะเคยเรียนกวดวิชาที่เดียวกัน พอเอ็นท์ติดคณะเดียวกันเลยยิ่งสนิทไปโดยปริยาย) หลังจากที่โอ๊คบอกผมว่าชอบเป้ได้ประมาณสองสัปดาห์ วันหนึ่งโอ๊คก็เข้ามาบอกผมอย่างดีใจว่ากำลังคบเป็นแฟนกับเป้อยู่ เล่นเอาผมเหวอไปเพราะปกติเวลาเรียนหรือกินข้าวโอ๊คจะอยู่กับผมและเพื่อนในกลุ่มตลอด เว้นบ้างคือเวลาที่เรียนคนละวิชากัน มารู้ทีหลังว่าทั้งสองคนเริ่มสนิทสนมกันเพราะโอ๊คไปลงเรียนวิชาเลือกเดียวกับเป้

ตั้งแต่โอ๊คคบเป้เป็นแฟนเพื่อนผมดูมีความสุขมาก ผมก็แซวๆเพื่อนบ้างไปตามประสา มีครั้งหนึ่งโอ๊คพาผมไปกินข้าวกับเป้ตอนพักกลางวันเพราะกลัวผมน้อยใจที่ทำตัวห่างเหินไปหลังมีแฟน มื้อนั้นทำให้ผมรู้สึกว่าเป้เป็นคนพูดน้อยมาก จะว่าเขินที่ผมนั่งอยู่ด้วยก็ไม่น่าใช่เพราะบุคลิกเป้ไม่ใช่แบบนั้นเลย

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นอีกอย่างตลอดมื้อกลางวันนั้นก็คือ ผมรู้สึกเหมือนเพื่อนผมเทคแคร์แฟนอยู่ฝ่ายเดียว ไม่เห็นเป้จะดูแลเทคแคร์โอ๊คกลับบ้างเลย แต่ผมก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้เพราะกลัวเพื่อนจะเสียความมั่นใจ ตราบใดที่เพื่อนมีความสุขผมก็ไม่ขัดข้องอะไร


++------++


จุดพลิกผันในความสัมพันธ์ของทั้งคู่มาถึงเมื่อวันหนึ่งโอ๊คโทรมาหาผมแล้วร้องไห้ บอกว่าเป้ไปมีคนอื่นเลยจะขอเลิก แล้วก็บอกว่าขอมานอนที่คอนโดผม ผมค่อนข้างตกใจเพราะทั้งคู่เพิ่งคบกันได้ไม่ถึงสามเดือน แล้วอีกอย่างถึงจะไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าคู่นี้สวีทหวานแหววแต่ผมก็ไม่เคยเห็นว่าจะทะเลาะหรือมีเรื่องผิดใจกัน คืนนั้นโอ๊คหิ้วเบียร์มาที่ห้องหลายกระป๋อง แล้วก็ดื่มไปร้องไห้ไป แต่จนแล้วจนรอดโอ๊คก็ไม่เล่ารายละเอียดเรื่องเป้ให้ผมรู้ วันรุ่งขึ้นเจ้าตัวดีก็แฮงก์เลยขอโดดเรียนนอนอยู่ที่ห้องผม ด้วยความแส่และสงสารเพื่อนผมเลยตัดสินใจไปเค้นเอากับเป้ให้รู้เรื่องเอง

เป้ดูไม่ค่อยพอใจนักตอนผมเดินไปหาที่โต๊ะกลุ่มแล้วบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย พอผมเดินนำแยกมาที่ซอกตึกข้างคณะที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านผมก็ถามเป้ตรงๆเรื่องโอ๊ค แล้วก็เล่าว่าเพื่อนผมร้องไห้เสียใจแค่ไหน เป้เพียงแค่นหัวเราะแล้วก็มองผมด้วยสายตาแฝงแววบางอย่างที่ทำให้ผมหงุดหงิดเหลือทน

“วิว แทนที่จะมาถามเรา นายไปถามเพื่อนตัวเองดีกว่านะว่าเค้าทำอะไรไว้”

“พูดยังงี้หมายความว่าไง นายเองไม่ใช่เหรอที่นอกใจเพื่อนเรา นี่นายจะเอายังไงกันแน่”

“ก็ไม่ยังไง เราแค่ไม่ชอบคบกับคนไม่จริงใจ แล้วก็ร่าน”

ผมเลือดขึ้นหน้า โอ๊คที่ผมรู้จักเป็นคนร่าเริง เข้ากับคนง่ายแต่ก็ไม่เคยทำตัวอย่างที่ไอ้บ้านี่พูดสักครั้งเดียว ด้วยความโมโหผมเงื้อกำปั้นขึ้นจะตะบันเอาเลือดไอ้คนตรงหน้าออก แต่เหมือนคนตัวใหญ่กว่ารู้ทัน ผมจึงโดนจับแขนแล้วบิดไพล่หลังจนต้องร้องด้วยความเจ็บ แม้จะพยายามดิ้นให้หลุดแต่สู้แรงไม่ไหว หลังจากนั้นผมมารู้ทีหลังว่าเป้เคยเรียนยูโดจนได้สายดำมาก่อน

“บัดซบเอ๊ย ปล่อยกูนะไอ้เป้!!”

“เพิ่งรู้ว่าเด็กเกียรตินิยมก็ใช้อารมณ์เป็นเหมือนกัน ขอบอกอีกครั้ง ไปถามเพื่อนนายเอาเอง เราไม่มีอะไรจะพูดแล้ว”

จบประโยคร่างใหญ่ก็ผลักผมออกแล้วเดินจากไปทันที ผมได้แต่ยกมือลูบแขนตัวเองที่แดงขึ้นเป็นจ้ำจากรอยบีบแล้วมองตามแผ่นหลังกว้างของเป้อย่างไม่เข้าใจ


++------++


สรุปว่าเย็นนั้นพอกลับไปที่ห้องเพื่อนตัวดีของผมก็กลับไปแล้ว ด้วยความเป็นห่วงผมจึงโทรเข้ามือถือแต่โอ๊คก็ไม่รับสาย ตอนแรกผมคิดว่าแบตโทรศัพท์โอ๊คคงหมด แต่พอฟ้าเริ่มมืดผมลองโทรเข้าไปที่บ้านปรากฏว่าหม่าม้าของโอ๊คก็ไม่รู้ว่าโอ๊คไปไหน ผมรีบโทรถามเพื่อนคนอื่นๆแต่ต่างก็ตอบปฏิเสธเป็นเสียงเดียวกัน ผมกดไล่หมายเลขในโทรศัพท์อีกครั้ง แล้วสุดท้ายก็ตัดสินใจโทรหาเป้

(ส่วนสาเหตุว่าทำไมผมมีเบอร์เป้ เพราะโอ๊คเคยให้ผมไว้ บอกว่าเผื่อต้องโทรตามตอนที่อยู่กับเป้แล้วเกิดแบตหมด)

“เป้เหรอ โอ๊คอยู่กับนายหรือเปล่า?”

“คนไม่ได้เป็นอะไรกันจะอยู่ด้วยกันได้ไง?”

ปลายสายทำเสียงไร้อารมณ์กวนประสาทผมสุดฤทธิ์ หลังเจ้าตัวฟังคำผรุสวาทของผมไปอีกสามสี่ชุด สุดท้ายเป้ก็ถอนหายใจแล้วบอกว่าพอเดาได้ว่าโอ๊คอยู่ไหน จากนั้นจึงถามที่อยู่ของหอผมเพราะจะได้ขับรถมารับให้ไปด้วยกัน ใจผมตอนนั้นเป็นห่วงเพื่อนอย่างเดียวจึงไม่ได้อิดออดและยอมบอกไปแต่โดยดี

ระหว่างที่นั่งมาในรถด้วยกันเป้ไม่พูดกับผมเลย ผมเองก็ไม่รู้จะชวนคุยอะไรเหมือนกันเพราะเรื่องเมื่อกลางวันทำให้ยังมองหน้าไม่ติดอยู่ แต่แล้วพอรถยาริสสีดำของเป้เลี้ยวเข้าถนนมีชื่อเส้นหนึ่งผมก็หันไปมองคนข้างจัวอย่างสงสัย เป้ยิ้มมุมปากแล้วก็มองผมด้วยสายตากวนประสาทสุดขีด

“หน้าตาตื่นเชียว ไม่เคยมาเที่ยวกลางคืนหรือไง”

“ไม่เที่ยวกลางคืนผิดหรือไงวะ!?”

นัยน์ตาคมใต้คิ้วหนาคู่นั้นเพียงเลิกขึ้นมองผมก่อนจะเอารถเข้าจอดตรงที่ว่างริมฟุตบาท ผมอาจจะแปลกกว่าเด็กมหาวิทยาลัยคนอื่นคือผมไม่นิยมเที่ยวผับบาร์เท่าไรนัก แต่ก็ใช่จะไม่เคยรู้กิตติศัพท์สถานที่ท่องเที่ยวว่าย่านไหนขึ้นชื่อเรื่องอะไร

เป้เปิดประตูรถแล้วเดินนำผมไปร้านหนึ่งที่แค่ทางเข้าก็ทำเอาผมเสียวๆเพราะมีแต่ผู้ชายส่งสายตามาที่พวกเราสองคนตาเป็นมัน แล้วจู่ๆเป้ก็หันมาจับมือผมไว้แน่น พอผมจะสะบัดมือออกก็โดนบีบมือจนเจ็บแล้วถูกกระซิบดุๆใส่ว่าถ้าไม่อยากโดนลวนลามก็ให้เดินใกล้ๆเจ้าตัวไว้ ใจผมตอนนั้นทั้งสงสัยทั้งระแวงว่าเป้พาผมมาร้านนี้ทำไม

เจ้าคนตัวโตเดินนำผมเบียดคนเข้าไปด้านใน สายตาก็เหมือนสอดส่ายหาใครไปด้วย สักพักก็หยุดเดินแล้วก็กระตุกมือชี้ให้ผมดูโต๊ะด้านในสุดที่มีคนนั่งอยู่เกือบสิบคน ท่าทางแต่ละคนกำลังเมากันได้ที่ แม้แสงไฟในร้านจะไม่สว่างนักแต่จากจุดที่ยืนอยู่ผมสามารถเห็นหน้าของผู้ชายผิวขาวตัวผอมบางที่เป็นเพื่อนสนิทผมได้อย่างชัดเจน และนั่นทำให้ผมตัวแข็งทื่อกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นอยู่ในระยะห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร

โอ๊คนั่งอยู่บนตักผู้ชายไว้เคราแพะใส่เสื้อกล้ามกับกางเกงยีนส์ แล้วก็มีผู้ชายอีกคนที่นั่งข้างๆกำลังลูบหน้าอกกับไซ้คอขาวๆของเพื่อนผมอยู่ หน้าตาคนทั้งโต๊ะนอกจากเพื่อนผมดูน่าจะอยู่ในวัยทำงานแล้ว เป้ฉุดแขนผมที่ยืนตัวชาให้เดินตรงไปที่โต๊ะนั้นทั้งที่ใจผมอยากจะวิ่งไปจากตรงนั้นให้ไกล โอ๊คที่กำลังหลับตาพริ้มหน้าแดงก่ำ ดูเคลิบเคลิ้มกับสัมผัสจากชายที่ผมไม่รู้จัก เสื้อเชิ้ตสีขาวกระดุมหลุดลุ่ยเป็นภาพที่ผมไม่เคยเห็นและไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น

หูผมได้ยินเสียงเป้เรียกชื่อโอ๊คแว่วๆ แล้วคนทั้งโต๊ะก็หันมาที่เราสองคนรวมทั้งเจ้าตัวด้วย หน้าที่เมื่อสักครู่แดงก่ำของโอ๊คซีดไปทันทีที่เห็นพวกผม ผมได้ยินเป้พูดอะไรสักอย่างแล้วโอ๊คก็ลุกขึ้นมาพยายามจะยื้อเป้ไว้ แต่ตอนนั้นผมไม่สนใจอีกแล้วว่าทั้งสองคนจะพูดอะไรกัน ผมรีบสะบัดมือใหญ่ที่จับยึดมือผมเอาไว้แล้วเดินเร็วๆเบียดคนออกมาหน้าร้าน รู้สึกเหมือนขอบตาร้อนผ่าวไปด้วยน้ำตาที่พาลจะไหลลงมาให้ได้ ผมไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เห็นเพื่อนที่เคยคิดว่ารู้เรื่องของกันและกันทุกเรื่องในสภาพไม่คาดฝันแบบนี้

“เป็นอะไรไปครับน้อง หน้าตาเศร้าจัง ให้พี่ช่วยปลอบไหม”

เสียงแหบต่ำที่ดังอยู่ข้างหน้าทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมองอย่างตกใจและพบว่ามีผู้ชายตัวใหญ่สองคนยืนขวางทางออกเอาไว้ สายตาหยาดเยิ้มที่ทั้งสองทอดมาให้ทำให้ผมขนลุกชัน แต่ความที่ยังช็อคไม่หายกับสิ่งที่เพิ่งได้เห็นมาทำให้ผมโต้ตอบอะไรไม่ได้ในทันที แล้วฉับพลันผมก็ต้องสะดุ้งเมื่อโดนท่อนแขนแข็งแรงข้างหนึ่งยื่นมาล็อกคอเอาไว้จากด้านหลังแล้วดึงกลับไปปะทะแผ่นอกกว้างพร้อมกับเสียงคุ้นหูที่เอ่ยขึ้นอย่างเครียดๆ

“ไม่ต้องครับพี่ นี่เด็กผม”

คำพูดแสดงความเป็นเจ้าของแบบมัดมือชกทำให้ผมหันกลับไปมองหน้าคนที่ยืนแนบหลังตัวเองอยู่อย่างฉุนๆ แต่พอเห็นนัยน์ตาดุที่มองกลับมาก็พูดอะไรไม่ออก จึงได้แต่ปิดปากเงียบแล้วปล่อยให้เป้เดินโอบไหล่ผมผ่านเกย์สองคนที่ทักผมเมื่อกี้กลับไปที่รถ เป้เปิดประตูรถให้แล้วก็ดันผมให้ขึ้นไปนั่งก่อนจะขับออกมาโดยไม่พูดอะไร ตอนนั้นสมองผมเบลอไปหมดเมื่อคิดถึงภาพที่เพิ่งได้เห็นมาจะๆกับตา

ตอนนี้เพื่อนผม...กำลังทำอะไรอยู่

“เอ้า”

ผมหันไปหาเจ้าของเสียงแล้วก็ก้มดูกล่องกระดาษทิชชูที่อีกฝ่ายยื่นให้อย่างเหม่อลอย แล้วก็เพิ่งสังเกตว่าตอนนี้เป้จอดรถอยู่ใต้สะพานแห่งหนึ่งใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา อาจเพราะความที่ดึกมากแล้วทำให้แถวนั้นไม่มีรถราผ่านไปมาสักเท่าไหร่

“อะไร?”

เป้ได้ยินคำถามผมแล้วก็เดาะลิ้น “จะอะไรล่ะ น้ำตาน่ะจะให้ไหลถึงเมื่อไหร่ หรือว่าต้องให้เช็ดให้?”

พอได้ยินคนข้างตัวทักแบบนั้นผมเลยยกมือขึ้นแตะหน้าตัวเองแล้วถึงเพิ่งรู้ว่าน้ำตากำลังไหลอาบแก้ม ความเปียกชื้นที่สัมผัสได้จากปลายนิ้วทำให้ผมเผลอหัวเราะออกมาทั้งที่ไม่ได้รู้สึกขำขันอะไรเลย เป้หันมามองผมงงๆ แล้วก็ตาโตขึ้นเมื่อเสียงหัวเราะของผมค่อยๆเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้น แขนใหญ่รีบเอื้อมมาดึงผมเข้าไปกอดพลางลูบหลังผมที่กำลังสั่นขึ้นลงไปมาราวกำลังปลอบเด็ก

“ขอโทษนะที่พาไปเห็นอะไรแบบนั้น ทีนี้เข้าใจหรือยังว่าทำไมเราถึงบอกเลิกโอ๊ค?”

ผมซุกหน้างุดกับอกใหญ่นั้น วินาทีนั้นสับสนสุดขีด เพื่อนที่ผมเคยคิดว่าเป็นคนเรียบร้อย ไว้เนื้อไว้ตัวกลับกลายเป็นอีกคนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ในใจผมนึกเป็นห่วงเพื่อน แต่อีกใจก็นึกเห็นใจคนที่กำลังโอบกอดปลอบใจผมอยู่

ผมพยายามสูดน้ำมูกก่อนจะถอยตัวออกพลางยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตา แต่กลับทำให้ทั้งน้ำมูกน้ำตาแถมน้ำลายด้วยกระมังเปรอะหน้าจนเละไปหมด

“สกปรกจริงๆเล้ย เอ้านี่”

แม้คำพูดจะเหมือนแสดงความรังเกียจแต่น้ำเสียงบ่งว่าเป้กำลังหยอกล้อผมอยู่ มือใหญ่ดึงกระดาษทิชชูขึ้นเช็ดใบหน้าที่เลอะเทอะของผมในขณะที่อีกมือช่วยลูบผมที่ลงมาปรกหน้าผากให้ ผมพยายามกลืนก้อนสะอื้นลงไปขณะมองรอยยิ้มของเป้ผ่านตาที่พร่าเพราะม่านน้ำตาจนต้องกระพริบตาถี่ๆ

“ขอโทษว่ะเป้ เราไม่รู้จริงๆว่าเรื่องมันเป็นแบบนี้ เรานึกว่าเป้บอกเลิกโอ๊คเพราะไปมีคนอื่น”

เป้ฟังคำขอโทษของผมแล้วก็ถอนหายใจก่อนจะหันไปมองทางอื่น “ที่จริงเราพอรู้สึกอยู่บ้างแล้วล่ะว่าโอ๊คแค่คบเราเพราะเอาไว้อวดคนอื่น ก่อนนี้ก็เลยคิดว่าจะคุยกับโอ๊คให้รู้เรื่องอยู่แล้ว พอดีมีเพื่อนที่เคยเรียนม.ปลายที่เดียวกับโอ๊คมาเล่าให้เราฟังว่าเมื่อก่อนโอ๊คเป็นไง แล้วก็พาเราไปให้เห็นกับตาเอง เลยตัดสินใจได้ทันที”

ผมแย้งไม่ออกกับคำอธิบายที่ได้รับ นี่เองคือคำตอบต่อคำถามที่ผมเคยถามเป้เมื่อกลางวัน แต่ถ้าหากว่าเจ้าตัวตอบผมมาตามตรงตั้งแต่ตอนที่ผมถามโดยไม่ได้พามาเห็นเหตุการณ์ที่ร้านด้วยตัวเองผมก็คงไม่เชื่ออยู่ดี เป้เห็นผมไม่พูดอะไรจึงชำเลืองมองผมอีกครั้ง

“แล้วอีกอย่าง...เรามีคนที่รู้สึกชอบจริงๆขึ้นมาแล้วด้วย”

ผมช้อนสายตาขึ้นสบตากับคนตรงหน้าแล้วก็เห็นประกายบางอย่างในตาคู่นั้นที่ผมไม่อยากรู้ว่ามันคืออะไร ผมจึงถอยออกแล้วนั่งพิงพนักของตัวเอง ตอนนี้สิ่งที่ผมต้องการที่สุดคือการได้อยู่ตามลำพังแล้วคิดอะไรเงียบๆคนเดียว

“ขอโทษที่ต้องรบกวนนะเป้ แต่ไปส่งเราที่หอหน่อยได้ไหม”

แม้จะไม่หันไปมองแต่ผมก็พอรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังมองผมอยู่ สักพักเป้ก็เข้าเกียร์แล้วขับรถพาออกถนนใหญ่เพื่อวนไปส่งผมตามที่ขอ


++------++


ตั้งแต่วันนั้นโอ๊คก็หลบหน้าหลบตาผม ไม่มานั่งที่โต๊ะกลุ่มเหมือนเคย แม้แต่ตอนที่ต้องเข้าเรียนวิชาเดียวกันก็ไม่มานั่งด้วยกัน เพื่อนคนอื่นๆในกลุ่มถามผมว่าเราทะเลาะกันหรือเปล่าผมก็ตอบไม่ถูก จะว่าเราทะเลาะกันก็ไม่ใช่ ผมคิดว่าโอ๊คคงอายมากกว่าที่ถูกผมไปเห็นในร้าน และเรื่องที่เคยพูดโกหกผมว่าเป้นอกใจ

ใช่ว่าผมจะไม่อยากเคลียร์กับเพื่อนให้เข้าใจ เพราะยังไงซะผมก็เสียดายมิตรภาพที่เรามีให้กันมา แต่ไม่ว่าผมจะเพียรโทรหาโอ๊คเท่าไรหรือพยายามหาโอกาสเข้าไปพูดคุยด้วยโอ๊คก็ไม่ยอมคุยกับผมเลยจนผมเริ่มท้อ และไม่นานฤดูกาลแห่งการสอบปลายภาคก็งวดเข้ามาจนผมหัวปั่นกับการทำรายงานและอ่านหนังสือสอบจนต้องพักคิดเรื่องโอ๊คไว้ชั่วคราว

วันหนึ่งขณะผมกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำก็ได้ยินเสียงคนเลื่อนเก้าอี้ใกล้ตัวแล้วนั่งลง ผมไม่ทันได้สนใจจึงอ่านหนังสือแล้วขีดปากกาไฮไลท์ตามจุดสำคัญไปเหมือนเดิม สักพักเหมือนคนข้างตัวจะอดรนทนไม่ไหวจนต้องยื่นมือใหญ่มาปิดลงบนหน้าหนังสือที่ผมอ่านอยู่

ผมหันขวับไปมองคนข้างๆอย่างไม่พอใจ แล้วก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจที่ได้เห็นเป้นั่งเท้าคางยิ้มให้ผมอยู่ แต่ตอนนั้นผมกำลังเครียดกับเนื้อหาที่ต้องเตรียมสอบในเช้าวันต่อไปเลยได้แต่ถลึงตาใส่แล้วยกหนังสือออกจากใต้มือหนานั้น

“เอ้าๆ กลัวไม่ได้คะแนนเต็มหรือไง จะขยันอะไรนักหนาเนี่ย”

“เสือก! แล้วตัวเองไม่มีหนังสือหนังหาต้องอ่านหรือไง”

หลังจากวันที่เป้พาผมไปเห็นโอ๊คที่ร้านวันนั้น ผมกับเป้ก็ไม่ได้พูดคุยหรือทักทายกันอีกเลย ผมเองเมื่อหลุดปากว่าเป้ไปแล้วก็รู้สึกแย่ที่ตัวเองเผลอปากเสียออกไป แต่แทนที่เจ้าตัวจะหน้าจ๋อยกลับยิ้มอวดเขี้ยวให้ผมแทนซะอย่างนั้น

“ดุจริงเว้ย จะสองทุ่มแล้วนะ เดี๋ยวห้องสมุดก็ปิดแล้ว ไม่หิวข้าวหรือไง จะชวนไปกินข้าว”

ผมมองนาฬิกาที่ข้อมือแล้วก็มองหน้าเป้อย่างไม่เข้าใจ คนตัวโตตรงหน้าเลยถือโอกาสหยิบหนังสือเรียนผมที่วางกองบนโต๊ะไปถือไว้เองแล้วเดินนำผมออกไป ผมมองไปรอบตัวก็พบว่าคนในห้องสมุดเริ่มบางตาลงและเจ้าหน้าที่ก็เริ่มดับไฟบางจุดแล้วจึงต้องหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นพาดไหล่แล้วเดินตามออกไปอย่างเสียไม่ได้

เป้เดินนำผมออกจากมหาวิทยาลัยผ่านประตูหน้าแล้วก็ไปหยุดที่ร้านขายกับข้าวตามสั่งบนฟุตบาทข้างถนน ผมจำใจต้องนั่งตามเพราะยังไงเป้ก็มีหนังสือเรียนผมเป็นตัวประกันอยู่ เจ้าคนตัวโตยื่นเมนูที่เป็นกระดาษเอสี่เคลือบพลาสติกเก่าๆเลอะๆให้แล้วถามว่าอยากกินอะไร ผมจึงบอกปัดไปว่าสั่งอะไรมาผมก็กินได้เพราะอยากรีบกินแล้วรีบกลับไปอ่านหนังสือต่อ ตอนนั้นผมพะวงแต่เนื้อหาที่จะสอบวันต่อไปอยู่อย่างเดียว

“จะเครียดอะไรกันขนาดนั้น ตอนมิดเทอมก็คะแนนดีอยู่แล้วนี่”

เหมือนเป้จะรู้ว่าผมไม่พอใจที่โดนบังคับมากินข้าวด้วยเลยเอ่ยขึ้นล้อๆ ผมเลยทำตาเขียวใส่

“เออสิ นอกจากเรื่องเรียนก็ไม่มีเรื่องอื่นให้ภูมิใจนี่หว่า เครียดแล้วผิดด้วยรึไง”

หลังได้ยินคำตอบเป้ก็เท้าคางจ้องหน้าผมจนผมเริ่มอึดอัด โชคดีว่าอาหารที่สั่งเริ่มลำเลียงมาแล้วผมจึงคว้าตะเกียบขึ้นพุ้ยข้าวต้มกับกับข้าวสามสี่อย่างบนโต๊ะทันทีจนคนที่นั่งตรงข้ามต้องเอ่ยทัก

“กินช้าๆก็ได้ เดี๋ยวก็ลวกปากกันพอดี”

“จะรีบกิน จะกลับไปอ่านหนังสือ ไม่ได้มีเวลาทั้งคืน”

เป้หัวเราะแล้วก็ยกเบียร์ขึ้นจิบ พรุ่งนี้หมอนี่ก็มีสอบเหมือนกันแต่กลับดูท่าทางไม่อนาทรร้อนใจเลยจนผมหมั่นไส้

“อย่าหงุดหงิดน่า เดี๋ยวกินข้าวเสร็จจะไปส่งที่หอ”

“ไม่ต้อง รถเมล์สายที่ผ่านหอเราวิ่งทั้งคืน กลับเองได้”

เป้รินเบียร์ใส่แก้วของตัวเองเพิ่มก่อนจะจิ๊ปากกับคำปฏิเสธของผม “เออน่ะ บอกว่าจะไปส่งก็ไปส่งสิ เลิกเถียงซะที”

ตอนนั้นไม่รู้อะไรดลใจให้ผมที่ปกติเป็นคนเถียงไม่เลิกถ้าหากไม่พอใจยอมเงียบแล้วก็กินข้าวต่อโดยมีเป้นั่งจิบเบียร์รอ หลังกินข้าวเสร็จเจ้าคนที่บังคับให้ผมมากินข้าวด้วยก็ออกเงินค่าข้าวให้แม้ผมจะบอกว่าไม่จำเป็น จากนั้นก็ขับรถไปส่งผมที่หอตามที่สัญญาไว้

ก่อนผมออกจากรถเป้บอกว่าจะไม่กลับจนกว่าผมจะขึ้นไปแล้วออกมาโบกมือให้สัญญาณจากระเบียงก่อนว่าถึงห้องแล้ว ถึงผมจะงงๆว่าทำไมต้องทำอะไรให้ยุ่งยากด้วย แต่พอขึ้นไปถึงห้องที่ชั้นหกแล้วผมก็ยื่นหน้าออกมาโบกมือให้คนตัวโตที่ยืนสูบบุหรี่รออยู่ข้างรถ เป้โบกมือตอบแล้วขยี้ก้นบุหรี่ที่ถังขยะใต้ตึกก่อนจะขึ้นรถแล้วขับออกไป

...ถ้าผมไม่คิดเข้าข้างตัวเอง ผมคิดว่าเห็นเป้ยิ้มตอนผมโบกมือให้เมื่อครู่

ตลอดเวลาสัปดาห์กว่าๆที่ผมสอบปลายภาคชีวิตดำเนินไปอย่างนี้ทุกวัน ผมจะไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุดแล้วเป้ก็จะโทรหาแล้วมารับผมไปกินข้าวและขับรถไปส่งที่หอ ตอนนั้นผมเริ่มฉุกคิดแล้วว่าเป้ทำแบบนี้ทำไม แต่ไม่อยากเอ่ยอะไรออกไปเพราะยังไงเป้ก็เป็นแฟนเก่าเพื่อนผม และผมกับโอ๊คก็ยังไม่ได้คุยกันเลย ผมไม่กล้าถามเป้ตรงๆพอๆกับที่เริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับการที่เป้มาอยู่ใกล้ๆจนไม่อยากให้มันจบลงแม้จะรู้สึกผิดกับโอ๊คก็ตาม

วิชาสอบสุดท้ายของผมเป็นช่วงบ่ายของวันศุกร์ ตลอดเวลาที่ทำข้อสอบผมรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างบอกไม่ถูกและคอยมองแผ่นหลังของโอ๊คเป็นระยะ พอโอ๊คทำข้อสอบเสร็จก็ลุกขึ้นเอากระดาษคำตอบไปให้อาจารย์ที่โต๊ะหน้าห้องก่อนจะหันกลับมามองผมด้วยแววตาเศร้าๆ ผมสะดุดใจกับแววตานั้นจนต้องรีบปั่นข้อสอบที่เหลือให้เสร็จเพราะอยากออกไปหาแล้วคุยทำความเข้าใจ ผมไม่อยากให้เราทั้งสองปิดเทอมแล้วต้องห่างเหินกันไปทั้งที่ยังไม่พูดไม่จากันอยู่แบบนี้

“ภัส เห็นโอ๊คมั่งมั้ย?”

พอออกจากห้องสอบผมก็ตรงไปที่โต๊ะกลุ่มใต้คณะทันทีแต่ก็ไม่เห็นวี่แววของคนที่อยากพบ เพื่อนสาวในกลุ่มจึงเงยหน้าขึ้นจากการเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือแล้วก็ส่ายหน้า “ไปไหนไม่รู้แล้วว่ะ เออ แต่มันฝากจดหมายนี่ไว้ให้แกแน่ะ”

ผมรีบคว้ากระดาษจดหมายมาไว้ในมือ ขณะกำลังจะคลี่ออกอ่านก็ฉุกคิดได้ว่าอาจเป็นเรื่องที่ผมไม่ควรทำตอนอยู่กลางกลุ่มเพื่อนแบบนี้จึงผละไปที่ลานริมแม่น้ำ จากนั้นจึงคลี่จดหมายออกด้วยมือสั่นเทา



“วิว

ขอโทษนะที่เราทำให้วิวต้องเสียความรู้สึก เราไม่มีอะไรจะแก้ตัว เราผิดตั้งแต่ต้นที่ไปคะยั้นคะยอให้เป้คบเราทั้งที่เค้าไม่ได้ชอบเราเลย เราเคยคิดว่าเป้อาจเปลี่ยนใจ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีอะไรคืบหน้าจนเราเหนื่อย เราเลยกลับไปเที่ยวตามร้านที่เมื่อก่อนเคยไปกับเพื่อนเก่า เราไม่คิดว่าเป้จะไปเห็นแล้วบอกเลิกกับเรา ตอนนั้นเรากลัวว่าเป้จะเอาเรื่องเราไปพูดเลยชิงโกหกวิวก่อน แต่สุดท้ายวิวมาเห็นเองกับตาจนได้ เราขอโทษด้วยจริงๆ

ตอนนั้นเราโกรธเป้มากที่ทำให้เราต้องเสียเพื่อนดีๆอย่างวิว แต่คิดอีกทีเราก็พอจะเข้าใจว่าทำไมเป้ทำแบบนั้น เพราะเราสังเกตมาตลอดว่าตอนอยู่คอมมอนเป้ชอบมองใคร เราหวังว่าวิวก็คงรู้

สุดท้ายนี้เราอยากขอโทษอีกครั้งที่ไม่กล้าคุยกับวิวตรงๆ หลังสอบวันนี้เราจะบินไปซิดนีย์ หลังจากนั้นคงจะหาทางเรียนต่อที่นั่นเลยเพราะพี่สาวก็อยู่ด้วย เราอยากขอให้วิวยกโทษให้เรา และหวังว่าสักวันเราคงกลับมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเหมือนเดิม

โอ๊ค”




ผมรู้สึกว่าสมองว่างเปล่าเมื่ออ่านจดหมายจบ คำถามที่ผุดขึ้นในหัวคือโอ๊คตั้งใจจะไปเรียนต่อที่โน่นอยู่แล้วหรือเพิ่งตัดสินใจหลังเกิดเรื่องกันแน่? แต่ไม่ว่าอย่างไรผมก็อยากพบและพูดคุยกับโอ๊คอีกครั้งก่อนเพื่อนของผมจะจากไปไกลอยู่ดี ทว่าพอผมหมุนตัวลุกขึ้นก็ชนเข้ากับแผ่นอกกว้างของคนตัวใหญ่ที่มายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้

“ว่าไง ปล่อยให้เดินหาตั้งนาน โทรหาก็ไม่รับ”

ผมกระพริบตาก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาดูแล้วก็เห็นว่ามีมิสคอลจากเป้จริง แต่เนื่องจากตั้งแต่ก่อนเข้าสอบผมตั้งระบบปิดเสียงเอาไว้ทำให้ไม่รู้ตัวว่ามีสายเข้า แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญกว่าการอธิบายเรื่องนี้ให้อีกฝ่ายฟังคือเพื่อนที่กำลังจะจากไปไกลของผม

“เป้ โอ๊คจะบินไปซิดนีย์คืนนี้ พาเราไปสนามบินหน่อยได้มั้ย?”

เป้ฟังคำขอแล้วก็ทำหน้ามุ่ย ผมดึงแขนเสื้อของเป้ไว้แล้วก็ขอร้องอีกอย่างร้อนรน “ขอร้องล่ะเป้ แต่ถ้านายไม่พาไปเราจะนั่งแท็กซี่ไปเอง”

ก่อนผมจะหมุนตัวไปก็โดนมือใหญ่คว้าแขนไว้ซะก่อน เป้มองหน้าผมที่ขมวดคิ้วหันไปมองแล้วก็ถอนหายใจ

“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ไปส่งก็ได้ ไปรอหน้าศูนย์หนังสือแล้วกันเดี๋ยวเราวนรถไปรับ”

ระหว่างอยู่บนรถผมพยายามโทรหาโอ๊คหลายครั้งแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะปิดเครื่อง พอโทรไปที่บ้านก็เจอแต่แม่บ้าน แต่โชคดีที่ป้าเหลียงจำสายการบินได้ผมเลยโทรเช็คกับสายการบินว่าไฟลท์ไปซิดนีย์คืนนั้นมีกี่โมงและพบว่ามีไฟลท์เดียว เป้มองผมที่นั่งกระวนกระวายอยู่ในรถแล้วก็ยื่นมือมาลูบหัวผมเบาๆก่อนจะจับมือผมไว้ ผมจึงบีบมือใหญ่ตอบอย่างขอบคุณ ตอนนั้นผมรู้สึกดีใจมากที่ตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียว

พอถึงสนามบินเป้ก็หย่อนผมลงหน้าทางเข้าผู้โดยสารขาออกแล้วบอกว่าหาที่จอดรถได้แล้วจะตามไปหา ผมจึงรีบวิ่งไปที่เคาน์เตอร์เช็คอินเพราะตอนนั้นเริ่มใกล้ได้เวลาบอร์ดดิ้งแล้วแต่ก็ไม่เห็นคนที่กำลังตามหา ขณะที่กำลังละล้าละลังอยู่นั่นเองก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อผมดังมาจากด้านหลัง พอหันไปก็เห็นหม่าม้าของโอ๊คและญาติๆยืนอยู่เลยรีบเข้าไปหาแล้วถามว่าโอ๊คอยู่ไหน

“เพิ่งไปเข้าห้องน้ำเมื่อกี้เองลูกเพราะเดี๋ยวเค้าจะเข้าไปข้างในแล้ว นั่นไงพูดถึงก็มาพอดี”

ผมหันกลับไปมองแล้วก็เห็นโอ๊คยืนหน้าซีดอยู่หลังผม แต่คราวนี้จะหนีก็ไม่ได้เพราะญาติๆและหม่าม้าอยู่ตรงนั้น ผมเลยหันไปบอกหม่าม้าว่าขอลาโอ๊คเป็นการส่วนตัวแป๊บนึงแล้วก็จูงมือโอ๊คเดินห่างออกไป

ผมรู้สึกได้ว่ามือในอุ้งมือผมสั่น พอเราเดินห่างจากญาติๆของโอ๊คมาพ้นระยะที่ไม่น่าจะได้ยินบทสนทนาของเราแล้วผมก็ฉุดเพื่อนให้นั่งลงที่ม้านั่งข้างผนัง

“โอ๊ค โอ๊คอย่าร้องไห้สิ”

ผมจับมือเพื่อนแน่นขึ้นเมื่อคนตรงหน้าเริ่มสะอื้น โอ๊คก้มหน้าหลบตาผมแล้วก็เอ่ยถามเสียงสั่น “วิว อ่านจดหมายเราแล้วใช่มั้ย เรามันเลว”

“ไม่เอา อย่าคิดอย่างนั้นสิ ยังไงโอ๊คก็เป็นเพื่อนเรานะ แต่เราอยากให้โอ๊คสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรอย่างนั้นอีก”

“ไม่แล้วล่ะวิว เราไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว”

ผมดึงร่างผอมบางมากอดก่อนจะลูบแผ่นหลังที่สั่นเพราะแรงสะอื้นอย่างปลอบโยนจนรู้สึกว่าโอ๊คเริ่มสงบลง เสียงสายการบินเริ่มประกาศเรียกผู้โดยสารทำให้รู้ว่าเวลาที่เราจะได้คุยกันหมดลงแล้ว ร่างในอ้อมแขนผละจากอกผมแล้วก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตาก่อนจะส่งยิ้มมาให้

“ยังไงเราไปก่อนนะ เดี๋ยวถึงที่โน่นแล้วเราจะอีเมล์กับโทรหา คราวนี้จะยอมคุยด้วยนานๆเลย”

“อื้ม เราจะรอ”

เสียงที่ร่าเริงของคนตรงหน้าทำให้ผมใจชื้นขึ้น โอ๊คชำเลืองมองหลังผมแวบหนึ่งแล้วก็ยิ้มจนตาหยีให้ผมอีกครั้ง
“วิวดูแลตัวเองด้วยล่ะ แล้วก็...ที่เราเขียนในจดหมายเรื่องคนที่เป้ชอบ เราว่าวิวคงช่วยเป้ได้นะ”

ผมรู้สึกเหมือนหน้าร้อนขึ้นเมื่อได้ยินน้ำเสียงแฝงแววล้อเลียนของเพื่อน แล้วก็อดคิดถึงหน้าของคนที่ถูกพูดถึงไม่ได้ “อะไรล่ะโอ๊ค เป้จะชอบใครก็ช่างเค้าสิ พอโอ๊คไม่อยู่เราก็ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับหมอนั่นแล้ว”

“ใครบอกว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก หลังจากนี้แหละจะยุ่งกันหนักยิ่งกว่าเดิมเลยล่ะ”

ผมสะดุ้งกับเสียงเข้มๆที่ดังขึ้นใกล้ตัวแล้วก็ต้องตกใจที่เห็นเป้ยืนอยู่ตรงนั้น โอ๊คบีบมือผมแล้วก็มองหน้าคนที่ยืนอยู่ข้างผมอย่างอาวรณ์ เป้จึงยิ้มตอบ

“ไปอยู่โน่นแล้วขยันเรียนล่ะ ส่วนวิวเดี๋ยวเราดูแลให้เองไม่ต้องห่วง”

เฮ่ย! อยู่ดีๆมาทึกทักเอาเองงี้ได้ไง?! แล้วผมไปตกลงเออออด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าจะยอมให้ดูแล???

โอ๊คกอดผมแน่นอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปหาญาติๆที่ยืนรออยู่ ผมมองตามหลังเพื่อนแต่คิดว่าคงไม่จำเป็นต้องไปส่งอีกแล้ว แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกมืออุ่นวางลงบนบ่า

“ว่าไงเรา พามาส่งตามที่ขอแล้วนะ จะไม่ขอบคุณกันสักคำเลยหรือไง”

ผมเงยหน้ามองคนพูดตาดุแต่พอเห็นสายตากรุ้มกริ่มของอีกฝ่ายก็ต้องรีบก้มหน้าลงมองมือตัวเองทันที เป้รีบมานั่งเก้าอี้ตัวที่โอ๊คนั่งเมื่อครู่แล้วก็จับบ่าผมรั้งไว้ก่อนผมจะทันหันไปทางอื่น

“เมื่อกี้คุยเรื่องจดหมายอะไรกัน?”

“ไม่มีอะไร แล้วก็ไม่เกี่ยวกับนายเลยด้วย”

ผมยังพยายามไม่สบตาคมที่จ้องตัวเองเขม็ง รู้สึกว่าตอนนี้หน้าคงแดงไปถึงไหนต่อไหนเพราะมันไม่หยุดร้อนเสียที เรายื้อกันอยู่สักพักผมก็ได้ยินเสียงหัวเราะเลยหันไปมองหน้าเป้อย่างงงๆ

“วิวจะแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ไปถึงไหนครับ เป้ไปรับไปส่ง เลี้ยงข้าววิวทุกวันอย่างนี้วิวยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าโดนจีบอยู่?”

“ใครจีบ จีบอะไร ไม่รู้เรื่องโว้ย!!”

ผมพยายามบ่ายเบี่ยงสุดฤทธิ์ อีกฝ่ายดูเหมือนจะยิ่งชอบใจที่ทำผมอายจนพูดไม่รู้เรื่องได้จึงดึงตัวผมไปกอดไว้แน่น ใจผมเต้นแรงจนเหมือนจะกระดอนออกมานอกอกกับความใกล้ชิดที่ไม่ทันตั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ดิ้นหนีอีก

“ดี อยู่นิ่งๆอย่างนี้ซะบ้างจะได้ไม่ต้องใช้กำลัง ชอบเถียงดีนัก”

ผมเงยหน้าขึ้นจะอ้าปากโต้ แต่พ่อตัวดีก้มลงจูบผมหน้าตาเฉยก่อนจะถอยออกแล้วยิ้มให้ตาเป็นมัน คราวนี้ผมเลยได้แต่อ้าปากค้าง อะไรที่กำลังจะพูดพาลปลิวหายจากสมองไปหมด

“กลับกันได้แล้ว หิวข้าวจะแย่ เดี๋ยวพรุ่งนี้ยังต้องตื่นไปเที่ยวด้วยกันอีก”

เที่ยว? เที่ยวอะไร?? ตอนนั้นผมเบลอจนยอมให้อีกฝ่ายลากตามไปที่รถแต่โดยดี พอกลับไปนั่งในรถเป้ก็จัดการคาดเข็มขัดนิรภัยให้ผมเสร็จสรรพ พอจะหันไปบอกว่าผมไม่ใช่เด็กก็โดนขโมยหอมแก้มอีกจนไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ขนาดผมยังไม่ได้ตกลงจะเป็นแฟนด้วยยังโดนฉวยโอกาสขนาดนี้ ถ้าผมยอมเป็นแฟนหมอนี่จริงๆจะเป็นยังไงผมไม่อยากคิดเลย


++------++


จากวันนั้นก็ผ่านมาห้าปีแล้ว หลังจากเรียนจบผมก็เข้าทำงานในแผนกส่งเสริมการตลาดของธนาคารแห่งหนึ่ง ส่วนเป้ทำงานที่บริษัทด้านการจัดการสินทรัพย์ซึ่งเป็นสาขาของต่างชาติ แต่เราอาศัยอยู่คอนโดเดียวกัน ตอนเช้าเป้จะขับรถมาส่งผมก่อนเพราะผ่านทางไปออฟฟิศตัวเอง ส่วนตอนเย็นถ้าเลิกงานเวลาใกล้กันเป้จะมารับยกเว้นว่าต้องทำโอที แต่กิจกรรมที่พวกผมยังทำร่วมกันอย่างเคร่งครัดก็คือ ไม่ว่าดึกแค่ไหนก็จะรอกินข้าวเย็นด้วยกัน ยกเว้นว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องไปงานเลี้ยงหรือกลับดึกมากจริงๆ

ส่วนโอ๊ค ตั้งแต่ไปเรียนที่ซิดนีย์เราก็โทรศัพท์และอีเมล์คุยกันอย่างสม่ำเสมอ และบางซัมเมอร์โอ๊คก็บินกลับมาเยี่ยมบ้านและนัดเจอผมบ้าง ผมดีใจที่อย่างน้อยผมไม่ได้เสียเพื่อนไป และโอ๊คดูจะยินดีอย่างจริงใจที่ผมคบหากับเป้ หลังเรียนจบโอ๊คหางานทำในบริษัทด้านการพิมพ์ที่ซิดนีย์ และเห็นว่าตอนนี้กำลังเดทกับหนุ่มลูกครึ่งรุ่นน้องที่บริษัท

“ทำอะไรอยู่ฮึ? ยังไม่นอนอีก”

เป้เดินนุ่งผ้าขนหนูผืนเดียวออกมาจากห้องน้ำพลางเอ่ยถาม ผมเลยหันไปยิ้มให้ก่อนจะหันกลับไปหาจอคอมพิวเตอร์ต่อ

“กำลังส่งรูปตอนไปเที่ยวบาหลีคราวที่แล้วให้โอ๊คอยู่ โอ๊คบอกว่าอยากดู”

“เห็นแล้วอยากไปฮันนีมูนกันอีกรอบเนอะ”

มือของคนที่มานั่งเอาคางเกยไหล่ผมเริ่มซุกซนไปมาจนผมต้องตีมือที่กำลังเลื่อนมาปลดกระดุมเสื้อนอนของผมอยู่

“เมื่อกี้มาไล่ให้ไปนอนอยู่ไม่ใช่หรือไง พูดเองแล้วอย่ามาทำรุ่มร่ามสิ”

นัยน์ตาคมของคนที่ผมตื่นมาเจอทุกเช้ามองผมทะเล้น ก่อนจะลุกแล้วย่อลงจับผมอุ้มพาดบ่าเดินไปที่เตียง

“เฮ้ย! เป้ ไม่เอา พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า อื้อ...”

คนตัวใหญ่จูบปิดปากผมจนอะไรๆที่จะพูดต่อหายลงคอไปหมด ลิ้นร้อนที่รุกไล่เข้ามาในปากพร้อมกับมืออุ่นๆที่ไล้บนผิวใต้เสื้อนอนผืนบางทำเอาผมสะท้าน กว่าอีกฝ่ายจะยอมถอนริมฝีปากออกเสื้อกับกางเกงผมก็หลุดออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

“ไม่ต้องห่วง รับรองไม่ทำถึงเช้า แค่เช้ามืด”

ใบหน้าคมยิ้มยั่ว ผมตีแขนคนเจ้าเล่ห์ที่ชอบเอาแต่ใจอีกครั้ง แต่คราวนี้ยอมให้อีกฝ่ายทำตามที่ต้องการแต่โดยดีเพราะห่างหายกันไปร่วมสัปดาห์ บทรักที่เคยคุ้นแต่ไม่เคยหน่ายดำเนินไปอย่างลื่นไหลและเร่าร้อนราวบทละครที่เราช่วยกันกำหนดจังหวะจนเข้าขากันเป็นอย่างดี เป้รู้ว่าต้องปลุกเร้าผมอย่างไรเช่นเดียวกับที่ผมรู้ว่าเป้อยากให้ผมตอบสนองแบบไหน หลังเราทั้งคู่ทะยานถึงที่สุดของอารมณ์ผมโน้มคอแข็งแรงของคนที่นอนคร่อมอยู่ลงมาจูบก่อนจะกระซิบติดริมฝีปากเสียงเบา

“รักเป้นะ”

คนตัวโตยิ้มแล้วจูบหน้าผากผม ความต้องการที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อยของคนตรงหน้าเริ่มตื่นตัวขึ้นในตัวผมอีกครั้ง ค่ำคืนนี้ผมคงไม่ได้พักผ่อนง่ายๆอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ แต่ไม่เป็นไรเพราะผมชินเสียแล้ว

“เป้ก็รักวิว”


++-- END ลำนำรักสีรุ้ง --++


Note: สาบานได้ว่า ตอนเริ่มเขียนเรื่องนี้ตั้งใจจะให้เป็นตอนเดียวจบ แต่ไปๆมาๆ มีเสียงเรียกร้องอยากอ่านตอนพิเศษกันเยอะ ประกอบกับนิยายอีกเรื่องที่เขียนคือ เมื่อหัวใจเราใกล้กัน มีเป้กับวิวไปเป็นตัวประกอบพอดี เลยมีตอนพิเศษของคู่นี้ออกมาเรื่อยๆ (ตราบใดที่อีกเรื่องยังไม่จบ แถมเวลาเขียนถึงคู่นี้ในเรื่องนั้นทีไรก็ไปขโมยซีนคู่เอกทุกที)

เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากการเขียนคู่เป้กับวิว หลายครั้งที่นึกอยากให้สองคนนี้มีชีวิตจริงๆจะได้นัดเจอสังสรรค์กินข้าวด้วย ก็อาจตามประสานักเขียนที่ผูกพันกับตัวละครของตัวเองมากนั่นแหละค่ะ ถ้าหากคนอ่านชื่นชอบคู่นี้เหมือนกันเราก็ดีใจค่ะ


Create Date : 26 กรกฎาคม 2552
Last Update : 28 มกราคม 2553 19:18:39 น. 8 comments
Counter : 1327 Pageviews.

 
สุดยอดครับ เพิ่งมาอ่านเจอ ชอบมากกกกกกกกกกกกกก

ขอบคุณนะครับ


โดย: อาร์ค IP: 203.144.144.165 วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:22:04:57 น.  

 
คุณอาร์ค ดีใจที่ชอบค่ะ


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:17:26:49 น.  

 
คุณ bellbomb ครับ ผมอยาเป็นสมาชิก และอยากสั่งหนังสือลำนำรักสีรุ้่งด้วยครับ แต่หาที่สมัครไม่เจอ (ตาถั่วมั้ง อิอิ) ต้องทำยังไงครับ ไม่เคยเล่น blog เลย อยู่้แต่ใน open webboard มาตลอดน่ะครับ


โดย: อาร์ค IP: 203.144.144.165 วันที่: 5 มีนาคม 2553 เวลา:22:57:44 น.  

 
คุณอาร์ค ถ้าสนใจ จะทิ้งอีเมล์ไว้ให้เราส่งรายละเอียดให้ก็ได้นะคะ หรือถ้าจะส่งอีเมล์หาเราโดยตรงเลยก็ได้ที่ bellbomb@hotmail.com แล้วเดี๋ยวตอบกลับไปค่ะ


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 6 มีนาคม 2553 เวลา:0:12:02 น.  

 
ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ...เพิ่งหาเจอและได้อ่านในเล้าเป็ด
หลงรักทั้งวิวและเป้มากเลยด้วยอ่ะ...อ่านเรื่องนี้ไปก็ยิ้มไปด้วยอ่ะ
เริ่มคล้ายคนบ้าเข้าไปทุกที -////-

เห็นว่ามีการรวมเล่มด้วยเหรอค่ะ...
ถ้ายังไงขอรายละเอียดและกำหนดการต่างๆ
หน่อยได้มั้ยค่ะ...รบกวนช่วยส่งมาที่
nabeenoona@hotmail.com ด้วยนะค่ะ ^^'

ลืมแนะนำตัวไป...ชื่อ นาบี นะค่ะ...ดีใจที่ได้รู้จักนะค่ะ "ยิ้มหวาน"


โดย: นาบี IP: 180.180.177.222 วันที่: 23 มีนาคม 2553 เวลา:1:39:09 น.  

 
นาบี ยินดีที่ได้รู้จักคุณนาบีค่ะ และขอบคุณแทนเป้กับวิวด้วยนะคะ เดี๋ยวจะส่งอีเมล์รายละเอียดของหนังสือไปให้ค่า


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 23 มีนาคม 2553 เวลา:9:23:38 น.  

 
จบตอนแรกซะที ฮ่าๆๆ

น่ารักครับบบบ อิอิ

นายเป้นี่หื่นเหมือนเพื่อนเดี๊ยะ


โดย: ไอ้หัวแห้ว IP: 183.89.253.167 วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:1:09:20 น.  

 
น้องริว เป้นี่เป็นพระเอกคนเดียวที่ out of control ที่สุดละ ขนาดคนเขียนเองยังคุมไม่อยู่ พ่อคุณพลังเหลือเฟือเหลือเกิน 555


โดย: bellbomb (Applebee ) วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:11:41:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Applebee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 29 คน [?]






ลายปากกา



~ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ~
ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมดหรือส่วนใดไปเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!

Friends' blogs
[Add Applebee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.