Where you can be better you
Group Blog
 
All Blogs
 

ชีวิตในเมือง ชีวิตที่พึ่งพาผู้อื่น ทำไมไม่กลับมาพึ่งพาตนเอง?

เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้หลายคนต้องเดือดร้อน ขัดสน ตกงาน เกิดความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เพิ่งจะได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง อย่างคำว่า "ไม่โดนกับตัว ไม่รู้สึก"

ความกดดันถาโถมเข้ามา ต้องใช้สติและปัญญา ในการพยายามแก้ปัญหา ให้รอดพ้นจากวิกฤตินี่้ไปให้ได้

หลาย คนโยนความผิดให้กับสังคม สิ่งรอบข้าง โทษโน่นนี่นั่น ต่างๆนาๆ ถ้าสังคมไม่เป็นแบบนั้นเราคงไม่เป็นแบบนี้ ฝ่ายนี้โยนให้ฝ่ายนั้น ไม่มีใครรับผิดชอบ มีแต่ออกมาสาดโคลนใส่กัน ไม่เคยจะหันกลับมามองตัวเอง ไม่เคยยอมรับเลยมาบางที ตัวเราเองอาจจะเป็นต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด

หลัง จากคิดพิจารณาแล้วก็ได้เห็นอะไรบางอย่าง นี่ไม่ใช่เพราะว่าเราเอาชีวิตไปอ้างอิง ไปพึ่งพิงกับสิ่งรอบตัวหรอกหรือ ถึงได้ต้องเดือดร้อนกับปัญหาบ้านเมือง ปัญหาของโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มีแต่ความทุกข์ ความหวาดระแวง หาไม่ได้แม้กระทั่งความมั่นคงที่เป็นความต้องการพื้นฐานของบุคคล

ปัญหา ที่ถามตามมาก็คือ หาเราต้องเอาชีวิตไปผูกกับสิ่งอื่นๆ ไปผูกกับสังคมแล้วเรามีความทุกข์ ไม่มีความสุข ไม่มีความแน่นอน แล้วอะไรคือทางออก อะไรคือต้นเหตุแห่งปัญหาเหล่านี้ โลกนี้แย่ เราก็แย่ ทวีปนี้แย่ เราก็แย่ ประเทศนี้แย่ เราก็แย่ จังหวัดที่เราอยู่แย่ เราก็แย่ ชุมชนที่เราอยู่แย่ เราก็แย่ นี่มันใช่หรือไม่ หากคำตอบคือใช่ นั่นคือเราเอาตัวเราไปผูกกับสิ่งเหล่านั้น ทำให้สิ่งที่กล่าวมานั้นมีอิทธิพลเหนือเรา ถ้าเป็นเช่นนั้น อะไรคือทางออก อะไรที่จะทำให้เรามีความสุข มีความมั่นคง สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ไม่ว่าภายนอกจะเป็นอย่างไร

ไม่นานมานี้ผม ได้มีโอกาสอ่าน บทความเกี่ยวกับ พระราชดำริ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง อีกครั้งในรอบหลายๆปี หลายครั้งในช่วงแรกที่ได้อ่าน สารภาพตามตรงว่าคิดว่า แนวคิดนี้ก็ดี ช่วยให้เราพอมี พอกิน พออยู่ได้ แต่ก็ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่หลังจากเริ่มเผชิญวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์แล้วได้กลับมาอ่านอีกครั้ง มันซาบซึ้งจนพูดไม่ออก ว่าพระองค์ท่านทรงมองออกได้ล่วงหน้าถึงหลายสิบปี ที่ผ่านมาเรามัวแต่ยึดติดกับวัตถุ ยึดติดกับความสบาย ใจมันยึดอยู่กับระบอบวัตถุนิยม ว่าต้องใช้ของดี ของแพง มียี่ห้อ แล้วมันจะมีความสุข มาถึงตอนนี้มันไม่ใช่อีกแล้ว ทุกอย่างที่ว่าแน่ มันไม่แน่อีกแล้ว เศรษฐกิจมันกำลังพังทลายกลับไปสู่จุดเริ่มต้น หากเรายังยึดติดกับสังคมภายนอกในขณะที่สังคมภายนอกมีความไม่แน่นอน โอกาสที่จะล้มทั้งยืน เพราะหนี้สิน และวัตถุที่เราสรรหามาเพื่อสร้างความสุขให้ตัวเองนั้นมีมากทีเดียว

ผม หลอกตัวเองมานาน ไม่เคยยอมรับความจริง ในสมองคิดอย่างเดียวว่าความมั่งคั่ง ความสุข มันมีพื้นฐานมากจากตัวเงิน มีเงินก็สามารถทำทุกอย่างได้ตามที่หวัง เพราะฉะนั้นในหัวมีเป้าหมายที่ค่อนข้างชัดอยู่อย่างเดียว คือเป็นอิสระทางการเงิน แล้วทำอย่างไรจะเป็นอิสระ ก็ต้องพัฒนาตัวเองให้เก่ง ให้มีความสามารถ ให้หาเงินได้เยอะๆ เก็บเงินให้ได้เยอะๆ แล้วรีบๆเกษียณไปทำสิ่งที่ชอบ ทั้งๆที่ยังตอบตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วเราชอบอะไร เราเกิดมาเพื่อทำอะไร

ถึงแม้ว่าจะมีแนวคิดและ วิธีการดำเนินชีวิตโดยยึดหลักด้วยการทำความดี ไม่ทำให้ใครเดือนร้อน ช่วยเหลือผู้คน แต่ก็ดูเหมือนสิ่งเหล่านี้จะไม่ได้มีน้ำหนักเอาเสียเลย เพราะตัวเป้าหมายทางการเงินมันดูเหมือนจะบดบังอย่างอื่นไปเสียหมด ถึงแม้จะพยายามยกระดับตัวเองให้ดีขึ้นมาเพียงใด ทำดีแค่ไหน มีน้ำใจมากเท่าไร ก็ดูเหมือนมันยังห่างไกลเป้าหมายใหญ๋ ซึ่งคืออิสระทางการเงิน ไกลเหลือเกิน เงินเท่าไรถึงจะพอ ห้าล้าน สิบล้าน ร้อยล้าน

สองข้างทางมันมืดไปหมด มันมีแต่เป้าหมายข้างหน้าเท่านั้น อันที่จริงผมตั้งเป้าหมายไว้หลายด้าน ทั้งด้านการศึกษา ด้านครอบครัว ด้านจิตใจ ด้านสุขภาพ ด้านสังคม ด้านการเงิน แต่ผมเพิ่งได้มารู้สึกว่า เป้าหมายทางด้านการเงินมันเบียดบังเป้าหมายทางด้านอื่นๆไปเสียหมด ที่ผมทุ่มเทเวลาพัฒนาตัวเอง หาหนังสือมาอ่าน ศึกษาเพิ่มเติม จริงๆแล้วมันเพียงเพื่อให้เราเก่งขึ้น เพื่อให้ได้เงินเยอะขึ้น เพื่อให้มีเงินมากขึ้นจะได้รีบไปถึงเป้าหมายทางการเงินต่างหาก ชีวิตช่างน่าเศร้า

ถึงแม้จะประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ทั้งด้านการศึกษา การทำงาน ทั้งได้พิสูจน์ว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นในหลายๆด้าน แต่ต้องมาแพ้อำนาจของระบบวัตถุนิยม ต้องเอาตัวเองมาผูกกับสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เราควมคุมไม่ได้ ต้องพึ่งพาคนอื่น ต้องพึ่งพาลูกค้า ต้องให้คนอื่นอุปถัมภ์ ต้องเป็นลูกจ้างและหวังว่าจะได้เงินเดือนสูงๆ เพื่อเป็นอิสระทางการเงินให้เร็วที่สุด และหากวันใดวันหนึ่ง สังคมและสิ่งแวดล้อมภายนอกเหล่านี้ไม่มีความแน่นอน ไม่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลเราอีกต่อไป ชีวิตนี้ก็คงจบ กลายเป็นคนที่ไม่ได้มีอะไรเลย เหมือนกับที่โลกเราเป็นอยู่ตอนนี้ มันลำบากกันไปทั่วโลก คนที่ได้แต่พึ่งพา ก็จะกลายเป็นกลุ่มคนในอันดับแรกๆที่อยู่ไม่รอด เพราะไม่มีภูมิคุ้มกัน ธรรมชาติก็จะคัดแยกแต่เฉพาะพันธุ์ที่แข็งแกร่งทนทานเอาไว้เท่านั้น

คำ ถามคือ แล้วเราจะทำอย่างไรให้อยู่ได้ โดยที่ไม่ต้องเอาตัวเองไปผูกติดกับ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่เราควบคุมไม่ได้ หนึ่งคือต้องไม่ผูกติด ต้องเป็นอิสระจากสังคม โลกแย่ เราไม่แย่ ทวีปแย่ เราไม่แย่ ประเทศแย่ เราไม่แย่ จังหวัดที่เราอยู่แย่ เราไม่แย่ ชุมชนที่เราอยู่แย่ เราไม่แย่ตามไปด้วย ถ้าได้แบบนี้ ต่อให้ภายนอกจะเป็นอย่างไร เราก็ยังอยู่ได้ สองคือต้องควบคุมให้ได้ อะไรที่มีผลกระทบโดยตรง ต้องพยายามควบคุมให้ได้ เริ่มควบคุมจากภายใน สร้างนิสัยที่ดี เอาแค่ พอมี พอดี พอกิน หยุดวิ่งตามวัตถุ มองที่คุณค่าไม่ใช่มูลค่า เหล่านี้คือที่ผมพอจะเข้าใจได้ จากการอ่านแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง

ยัง มีอีกมากที่ต้องทำความเข้าใจ อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้น เริ่มต้นไปสู่ความเป็นอิสระที่แท้จริง ที่ที่เราสามารถพึ่งตัวเองได้อย่างแท้จริง แล้วความสุขที่แท้จริงของชีวิตก็คงไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม

ผมได้ไป ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นในเรื่องของเกษตรปราณีต เป็นเรื่องราวของการทำการเกษตรผสมผสาน ที่ปลูกและทำหลายๆอย่าง ทำให้สามารถที่จะมีกินมีใช้ได้เพียงพอและพอเพียง ทำเอาไว้ กิน แล้วจึงแจก แล้วจึงแลก แล้วจิงขาย ผมรู้สึกว่านี่แหละอาจจะเป็นคำตอบของการเป็นอิสระ ความสุขที่แท้จริงอาจอยู่ที่นี่ ว่าแล้วอยากจะมีที่สักแปลง ที่ใหญ่พอที่จะทำเกษตรปราณีตได้ แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีหนี้มีสิน หนี้ที่เราเอาใจที่ติดกับวัตถุนิยมไปผูกเอาไว้

ยังมีอีกแง่มุมหนึ่ง ของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระองค์ท่านทรงตรัสว่าแนวคิดนี้สามารถนำไปใช้ได้กับทุกหน่วยงาน ทุกอาชีพ ทุกระดับ แต่ผมก็ยังไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งมากนัก คงต้องไปศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก บางทีอาจจะมีทางเลือกมากกว่าทางที่เห็นชัดเจน อย่างเกษตรปราณีตก็เป็นได้

ผม เองหวังในใจให้คนที่ได้อ่านบทความนี้ทุกคน ไม่ได้ตกอยู่ใต้วัตถุนิยม และเป็นอิสระจากปัจจัยภายนอก สามารถกุมชะตาและกำหนดชีวิตของตนได้ด้วยตัวเอง หากว่าไม่และยังเป็นเช่นผมและคนอื่นๆอีกมากมาย ก็ขอให้ได้พบทางออกโดยเร็ว

ผมเชื่อในเรื่องการทำความดี การแบ่งปันสิ่งดีๆให้กันและกัน และหวังให้สิ่งเหล่านี้เจริญอยู่ในสังคมของเรา




 

Create Date : 25 เมษายน 2552    
Last Update : 25 เมษายน 2552 1:36:30 น.
Counter : 119 Pageviews.  


bee73
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add bee73's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.