Strawberry Cheesecake

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พี่ที่ทำงานของบีบี้อยากได้สูตรทำ Blueberry Cheese Pie ซึ่งบีบี้ก็จัดการหาสูตรทำเนื้อครีมชีสอย่างง่ายไปให้ แต่บีบี้บังเอิญไปเห็นสูตรเนื้อครีมชีสสูตรหนึ่งซึ่งอ่านดูแล้วท่าทางจะอร่อย ซึ่งสูตรดังกล่าวเป็นสูตรของคุณส้มซ่า (ดูสูตรและวิธีการทำเนื้อครีมชีสได้จาก ที่นี่) บีบี้เลยเกิดความคิดที่อยากทำ Cheesecake อีกครั้ง แต่ครั้งนี้อยากทำเป็น Cheesecake ที่ใช้สปันจ์เค้ก ไม่ใช่ทำจากแครกเกอร์บดกับเนยเหมือนเดิม (เนื่องจากสปันจ์เค้กสูตรนี้เป็นเค้กอบชิ้นแรกที่บีบี้ทำ บีบี้เลยจำไม่ได้ว่าใครเป็นเจ้าของสูตร ถ้าบีบี้ค้นหาเจอเจ้าของสูตรแล้วจะมาลงเครดิตให้นะ)

ที่เหลือคือหน้า Cheesecake ซึ่งบีบี้ก็เลือกให้สตรอเบอรี่เพราะช่วงนี้สตรอเบอรี่เริ่มออกตลาดมาให้เห็นแล้ว พอลองค้นหาสูตรทำ Strawberry Filling ก็ได้สูตรของคุณ Never the Last (ดูสูตรและวิธีการทำ Strawberry FIlling ได้จาก ที่นี่) ซึ่งดูน่ากินมากๆ



บีบี้ประสบปัญหาต่างๆ ในขั้นตอนระหว่างการผลิต แต่ก็ได้ Strawberry Cheesecake ที่มีหน้าตาเป็นแบบนี้ เนื้อเค็กนุ่มเหมือนฟองน้ำเหมือนเดิม ส่วนเนื้อครีมชีสเหมือนจะหวานไปหน่อย (และนั่นคือหนึ่งในปัญหาที่บีบี้ประสบ) โชคดีที่ Strawberry Filling ออกรสเปรี้ยวหน่อย (และนี่ก็เป็นปัญหาใหญ่ที่บีบี้ประสบเช่นกัน) รสชาติเลยไม่เลี่ยนเกินไป






ตอนแรกบีบี้ตั้งใจจะแยกออกเป็น 2 blogs เพราะบีบี้ใช้เวลา 2 วันในการทำ Strawberry Cheesecake คือวันที่ 1 ทำสปันจ์เค้กหลังกลับมาจากการเต้น Step Aerobic ใช้เวลาทั้งหมด 2 ชั่วโมงครึ่ง และวันที่ 2 ทำเนื้อครีมชีสหลังจากกลับมากจากการเล่นโยคะร้อน ใช้เวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมง แต่สูตรกระจายที่ไปอยู่คนละ blogคงจะสร้างความลำบากถ้าต้องกลับมาอ่านสูตรเพื่อทำครั้งต่อไป ดังนั้นแล้วบีบี้จึงรวมสูตรทั้งหมดไว้ที่ blog เดียวกัน โดยแยกวิธีทำออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนเนื้อเค้ก เนื้อครีมชีสและ Strawberry Filling ดังนี้

เนื้อเค้ก - สปันจ์เค้ก


ส่วนผสม
- แป้งเค้ก 100 กรัม
- ผงฟู 1 ช้อนชา
- เกลือ 1/4 ช้อนชา
- น้ำตาลทราย 80 กรัม
- นมข้นจืด 50 กรัม
- น้ำ 30 กรัม
- ไข่ไก่เบอร์ 0 3 ฟอง
- เอสพี 10 กรัม
- เนยสดละลาย 60 กรัม (สูตรเดิมใช้ 80 กรัม)
- กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา




วิธีทำ
1. อุ่นเตาอบที่ 180C ไฟบนล่าง นาน 10 นาที เตรียมพิมพ์เค้กกลมขนาด 3 ปอนด์ ปูกระดาษไขที่ก้นพิมพ์ (บีบี้ใช้พิมพ์ขนาด 2 ปอนด์เพราะบีบี้อยากได้เค้กสูงๆ batter ที่บีบี้ตีได้ก็ฟูไม่มากพอจะใส่พิมพ์ขนาด 3 ปอนด์ได้)
2. ร่อนแป้งและผงฟูเข้าด้วยกัน แล้วพักไว้


3. ผสมเกลือกับน้ำตาลทรายลงในอ่างผสม ใส่นมข้นจืด น้ำและไข่ไก่ลงไป (ในรูปไข่แดงที่แตกเพราะบีบี้ตอกไข่แล้วไข่แดงไปโดนเปลือกไข่ ไม่ใช่ไข่เสียนะ)




4. ป้ายเอสพีที่หัวตระกร้อแล้ว ตีด้วยความเร็วสูงสุด 5 นาที




5. ปิดเครื่อง ใส่แป้งลงไปแล้วตีด้วยความเร็วต่ำ 1 นาที (ปาดอ่างไปด้วย) แล้วเปลี่ยนเป็นความเร็วสูงแล้วตีต่ออีก 6 นาที จากนั้นตีด้วยความเร็วต่ำ 1 นาที




6. ใส่เนยละลายแล้วตีต่ออีก 2 นาที (บีบี้ไม่ได้ถ่ายรูปในขณะที่เทเนยลงไป ส่วนเนยละลาย บีบี้จะหั่นเนยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปเข้าเตาไมโครเวฟ ใช้ไฟสูงสุด นาน 30 วินาที จะได้เนยที่ละลายเกือบหมด ใช้ช้อนคนให้ละลายทั่วถึงกันก่อนเทลงในส่วนผสมแป้ง)




7. ใส่กลิ่นวานิลลาและตีต่อด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 10-20 วินาที (ในรูปด้านซ้ายเห็นสายน้ำกลิ่นวานิลลาเป็นเส้นเล็กๆ ตรงเกือบกลางรูป)




8. เทส่วนผสมลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ กระแทกพิมพ์แรงๆ 1 ที นำเข้าอบไฟ บน-ล่าง 180 องศา 40 นาที หรือกระทั่งเค้กสุก (บีบี้ใช้ไฟล่างอย่างเดียว 30 นาทีแรก - นาทีที่ 20 ก็ปิดพัดลมเครื่อง - จากนั้นใช้ไฟบนอย่างเดียว 10 นาที เพราะต้องการให้หน้าเค้กมีสีเข้ม - ไม่รู้จะทำไปทำไมเพราะยังไงก็ต้องตัดเค้กเป็นก้อนเล็กๆ โดยทิ้งหน้าและก้นอยู่แล้ว - เลยเกิดปัญหาขึ้นซึ่งเดี๋ยวจะได้เห็นกัน แต่ยังถือว่าเล็กน้อย)




9. เมื่อเค้กสุกก็นำออกจากเตา กระแทกพิมพ์แรงๆ 1 ที ใช้สปาร์ตูลาร์หรือมีดแซะขอบเค้ก แล้วคว่ำ พักเค้กไว้บนตระแกรงจนเย็น (ก้นเค็กงามแต้ๆ)




10. พอเค้กเย็นตัว แบ่งเค็กออกเป็นชั้นๆ หนาประมาณ 1 นิ้ว (เริ่มเห็นแล้วใช่ไหม ปัญหาเค้กหน้าไหม้ รูปที่แล้วเลยไม่ถ่ายหน้าเค้ก - แต่บีบี้ สามารถแบ่งเค้กได้ 2 ขั้นเล็ก - หนา 1/2 นิ้ว - และ 1 ชั้นปกติ - หนา 1 นิ้ว - แถมหน้าไหม้อีก 1 ชั้น - จะเห็นรูตรงกลางเค้กซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ของการทดสอบเค้ก)




11. ใช้พิมพ์กดเค้กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 1/2 นิ้ว ตัดเค้กเป็นก้อนเล็กๆ (แม้ว่าเค้กจะหน้าไหม้ แต่เนื้อเค้กยังใช้ได้อยู่ ยังคงฟูนุ่มและเบาเหมือนฟองน้ำ หน้าตาไม่ขี้เหร่ และที่สำคัญคือไม่ไมีกลิ่นไหม้ด้วย - ปัญหานี้เลยจัดเป็นปัญหาเด็กๆ)








ส่วนที่สองก็เป็นส่วนของครีมชีส ซึ่งบีบี้ทำเพียงครึ่งสูตรเท่านั้นและบางส่วนผสมบีบี้ก็ไม่ได้ใส่เพราะหาไม่ได้ ในส่วนนี้ก็เกิดความผิดพลาดเนื่องจากส่วนผสม (อีกแล้ว)

เนื้อครีมชีส


ส่วนผสม
- ครีมชีส 150 กรัม
- นมข้นหวาน 150 กรัม
- เนย 20 กรัม (อันนี้บีบี้ไม่ได้ใส่เพราะไม่อยากกินไขมันเยอะ)
- น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
- ผิวมะนาวขูดฝอย 1/2 ช้อนชา (อันนี้บีบี้ไม่ได้เช่นกัน)
- โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 60 มิลลิลิตร (บีบี้ใช้โยเกิร์ต Beauti Detocy ของ Meiji ซึ่งมีไขมัน 0% - แต่มีน้ำตาลผสม)
- วิปครีม 60 มิลลิลิตร (บีบี้ใช้วิปปิ้งครีมมิกซ์ชนิดหวานของ UFM - ซึ่งมีน้ำตาลเช่นกัน)
- เจลาตินผง (ละลายในน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ) 1 ช้อนชา
- น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ




วิธีทำ


1. เทเจลาตินใส่ถ้วย เติมน้ำเปล่าลงไป พักทิ้งไว้ 3-5 นาที เจลาตินจะดูดซับน้ำไว้จนหมด (ถ้าแห้งไป เติมน้ำได้อีก)
2. นำเข้าไมโครเวฟ ใช้ความร้อนสูงสุด 5-10 วินาที พอให้เจลาตินละลาย




3. นำครีมชีส (วางในอุณหภูมิห้องพออ่อนตัว) และเนยสดใส่ชาม ตีด้วยความเร็วปานกลางให้เนียน (บีบี้ใช้ตะกร้อมือตี จึงเนียนได้เท่านี้)




4. ใส่นมข้นหวาน น้ำมะนาวและโยเกิร์ตรสธรรมชาติลงไป ตีส่วนผสมให้เข้ากัน (และนี่คือปัญหาอันที่สอง คือ เนื้อครีมชีสหวานไปเนื่องมาจากมีน้ำตาลอยู่ในส่วนผสมอื่นอยู่แล้ว - โยเกิร์ตและวิปปิ้งครีม - แต่บีบี้ไม่ได้ลดปริมาณนมข้นหวานลง จริงๆ บีบี้ควรจะต้องลดนมข้นหวานลงประมาณ 1/3 ส่วน - ใส่ประมาณ 100 กรัม)




5. เติมเจลาตินที่อุ่น ๆ ลงไปในส่วนผสมครีมชีส คนให้เข้ากันด้วยพายยาง




6. ตีวิปปิ้งครีมจนตั้งยอดอ่อน (บีบี้นำน้ำเย็นใส่ชามแล้วเข้าตู้เย็นช่องแช่แข็งประมาณ 5 นาที - ไม่ต้องให้เป็นน้ำแข็ง - นำออกจากตู้เย็น ใส่ผงวิปปิ้งครีม ผสมให้เข้ากันแล้วตีจนตั้งยอดอ่อน)




7. นำไปผสมกับส่วนผสมครีมชีส




หลังจากที่ได้เนื้อครีมชีสแล้ว บีบี้ก็เตรียมสปันจ์เค้กที่ทำไว้แล้วพันด้วยพลาสติกพันเค้ก และส่วนหนึ่งใช้พิมพ์แบบถอดก้น จากนั้นก็ตักเนื้อครีมชีสลงไป ปรากฏได้ดังเนื้อครีมชีสที่แยกเป็นชั้นกับเนื้อเค้กจริงๆ (ตอนแรกบีบี้กลัวว่าถ้าใช้พลาสติกพันแล้วเนื้อชีสเค้กอาจจะไหลออกมาทางด้านข้างได้ - สงสัยบีบี้จะพันเค้กได้แน่นมาก)








และส่วนที่สุดท้ายคือ Strawberry Filling ซึ่งส่วนนี้เป็นปัญหาที่สุดของบีบี้ นั่นคือ รสชาติออกมาไม่อร่อยเลย ตอนนี้เลยคิดว่าจะเอาไปทำมูสสตรอเบอรี่แทนดีหรือเปล่า (แต่ก็กลัวว่าจะออกมาแล้วเลวร้ายกว่าเดิม)

Strawberry Filling


ส่วนผสม
- สตรอเบอรี่สด 1/2 กิโลกรัม
- น้ำเปล่า (พอท่วมสตรอเบอรี่) 3 ถ้วยตวง
- น้ำมะนาว 1 ช้อนชา (บีบี้ไม่ได้ใส่เพราะสตรอเบอรี่เปรี้ยวอยู่แล้ว)
- แป้งกวนไส้ 20 กรัม
- สีผสมอาหาร 1- 2 หยด (บีบี้ไม่ได้ใส่เพราะไม่อยากใช้สีผสมอาหาร)
- น้ำตาลทราย ใส่ทีละน้อย ชิมตามชอบ (บีบี้ ใช้น้ำตาลทรายต่อน้ำในอัตราส่วน 1:1 เพื่อความเข้มข้น)
- เกลือ นิดหน่อย (บีบี้ไม่ได้ใส่เช่นกัน)




วิธีทำ
1. ล้างสตรอเบอรี่ พักทิ้งให้สะเด็ดน้ำ แล้วหั่นครึ่งลูกเตรียมไว้ (บีบี้ไม่หั่นครึ่งลูกเพราะอยากได้สตรอเบอรี่แบบเต็มลูก)


2. ผสมน้ำ น้ำตาลทรายและเกลือในหม้อเคลือบ (จะได้สีสวย) ตั้งไฟให้เดือดแล้วดับไฟ (น้ำเชื่อมที่ได้ออกมาเป็นสีน้ำตาลเพราะบีบี้ใช้น้ำตาลแบบไม่ฟอกขาวแทน - รสชาติเลยหวานน้อยกว่าน้ำตาลแบบฟอกขาว)




3. ใส่สตรอเบอรี่ลงไปในน้ำเชื่อม ทิ้งไว้ในตู้เย็นเพื่อให้ดูดน้ำเชื่อม (บีบี้ใส่สตรอเบอรี่ลงไปขณะที่น้ำเชื่อมยังร้อนอยู่ - บีบี้คิดว่าวิธีนี้ทำให้น้ำในสตรอเบอรี่ออกมาและดูดความหวานของน้ำเชื่อมเข้าไปแทน)




4. กรองเนื้อสตรอเบอรี่แยกไว้ แบ่งน้ำเชื่อมส่วนหนึ่งสำหรับใช้ละลายแป้งกวนไส้ นำส่วนที่เหลือไปตั้งไฟอีกครั้ง




5. เมื่อน้ำเชื่อมเดือด ปรับไฟอ่อน ใส่น้ำมะนาวลงไป ตามด้วยสีแดง ละลายแป้งกวนไส้ ค่อยๆ ใส่ลงไป คนให้เนียนใส (บีบี้สังเกตเห็นว่า Filling สีไม่แดงอย่างที่คิด)




6. เทส่วนแป้งที่ได้ลงไปในเนื้อสตอเบอรี่ที่แยกไว้ คนด้วยความเบามือให้เข้ากัน




ปรากฏว่า Strawberry Filling ที่ได้มีรสออกจืดไปเนื่องจากน้ำจากสตรอเบอรี่ออกมามากทำให้น้ำเชื่อมเจือจาง พอชิมสตรอเบอรี่ดูปรากฏว่าเนื้อสตรอเบอรรี่ไม่หวานแถมยังเปรี่ยวเหมือนเดิมอีก ส่วนสีของ Filling ที่ได้ก็ไม่แดงสมใจ สุดท้ายบีบี้เลยออกไปซื้อ Strawberry Filling แบบสำเร็จรูปมาราดหน้าเค้ก (เหมือนเดิม) แทน

หน้าตาออกมาเลยสวยงามอย่างที่เห็น Strawberry Filling สีแดงตัดกับเนื้อครีมชีสและเนื้อเค้ก แถมรสชาติของ Filling กระป๋องไม่หวานมากและยังอมเปรี้ยวเล็กน้อยตัดครีมชีสที่หวานดีจริงๆ (ทำเสียงประชด)

ครั้งนี้ทำออกมาได้ 4 ชิ้นซึ่งได้แจกจ่ายไปให้ทุกคนเรียบร้อยแล้ว (ชิ้นในรูปได้ให้กับคนพิเศษไปแล้วเช่นกัน) เหลือเค้กอีก 4 ชิ้นไว้สำหรับแก้ตัวทำครีมชีสอีกรอบหนึ่ง (จะต้องดีกว่าเดิมแน่นอน )





Smiley บีบี้ Smiley




 

Create Date : 12 ธันวาคม 2552    
Last Update : 12 ธันวาคม 2552 20:19:34 น.
Counter : 1522 Pageviews.  

Macadamia Brownies

บราวนี่เป็นขนมอบชนิดแรกที่บีบี้ทดลองทำ ตั้งแต่ลองอบด้วยไมโครเวฟ (ใช้เวลาอบไม่ถึง 10 นาทีก็เสร็จ แต่หน้าไม่กรอบ) จนได้เตาอบไฟฟ้ามา ก็ได้อบบราวนี่กิน (จนอ้วน) หลายครั้งแล้ว โดยใช้สูตรเดิมสูตรเดียวกับที่ใช้ไมโครเวฟมาตลอด

จนเมื่อวานซึ่งได้ฤกษ์อบบราวนี่อีกครั้ง (เพราะวันรุ่งขึ้น - หมายถึงวันนี้ - บีบี้ลาพักร้อน เลยมีเวลาอบขนมได้ถึงดึก) โดยครั้งนี้บีบี้ได้ทดลองทำบราวนี่อีกแบบที่ไม่เคบลองมาก่อนด้วย (ระทึกกับผลที่จะออกมาจังเลย)



และนี่คือหน้าตาของบราวนี่สองพี่น้อง ด้านซ้ายมือเป็นแมกคาเดเมียบราวนี่หน้าเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นสูตรเดิมแต่บีบี้ใส่ช็อคโกแลตชิพเพิ่มเพื่อหวังว่ามันจะออกมาหนึบหนีบ (chewy) และโรยหน้าด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ส่วนด้านขวามือเป็นแมกคาเดเมียบราวนี่หน้าช็อคโกแลต เป็นสูตรเดิมเหมือนกันแต่บีบี้ราดหน้าด้วยช็อคโกแลตหลังจากอบเสร็จ








บีบี้ใช้สูตรพีแคนบราวนี่จากหนังสือ อร่อยอย่างง่ายๆ เค้กและพายชิ้น ของสำนักพิมพ์หน้าต่างสู่โลกกว้าง (ได้มาจากงานสัปดาห์หนังแห่งชาติ) โดยบีบี้ใช้เพียงครึ่งสูตรและดัดแปลงสูตรเพิ่มนี่ลดนั่นตามความชอบ (จริงๆ แล้วในหนังสือมีสูตรบราวนี่มากมายแต่ที่บีบี้เลือกสูตรนี้เพราะว่าใช้แป้งและเนยน้อยที่สุด)

แมกคาเดเมียบราวนี่หน้าเม็ดมะม่วงหิมพานต์


ส่วนผสม
- ดาร์กช็อคโกแลต 63 กรัม
- เนยจืด 45 กรัม
- น้ำตาลทราย 90 กรัม (ลดจากสูตร 35 กรัม เพราะตามสูตรจะหวานไป)
- วานิลลา 1/2 ช้อนชา
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- แป้งสาลีเอนกประสงค์ 40 กรัม
- ผงโกโก้ 15 กรัม
- ผงฟู 1/4 ช้อนชา
- ถั่วแมกคาเดเมียอบ สับหยาบๆ 50 กรัม (ปริมาณตามชอบ)
- ช็อคโกแลตชิพ 50 กรัม (เพิ่มเอง)
- เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ สับหยาบๆ 50 กรัม (เพิ่มเอง)




วิธีทำ
1. ทาเนยบางๆ ในถาดสี่เหลี่ยม 6x6 นิ้ว เตรียมกระดาษไขรองพื้นและรอบถาดโดยปล่อยชายให้เลยออกมาทางด้านข้าง 2 ช้าง แล้วทาเนยทับในถาด (บีบี้แค่ปูกระดาษไขแต่ไม่ได้เนยเพราะกระดาษไขมีการดูดซับเนยในเนื้อขนมอยู่แล้วและบีบี้จะเอาบราวนี่ไปแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาก่อนลอกกระดาษไขออกและตัดขนม ดังนั้นบีบี้จึงไม่มีปัญหาเรื่องกระดาษไขติดขนม - อันนี้คิดเอาเอง ต้องสอบถามกูรูให้แน่ใจ)


2. หั่นช็อคโกแลตและเนยให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในชามทนความร้อน ต้มน้ำในหม้อจนเดือด ยกลงจากเตา นำชามช็อคโกแลตไปวางบนหม้อ (อย่าให้ก้นชามถูกน้ำร้อน) คนต่อเนื่องจนช็อคโกแลตและเนยละลาย พักทิ้งไว้ให้เย็นตัวเล็กน้อย (บีบี้ใช้ไมโครเวฟตุ๋นช็อคโกแลตและเนย โดยนำช็อคโกแลตหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในชามทนไฟ อบด้วยไมโครเวฟที่ 450 watt นาน 1 นาทีครึ่ง นำออกจากเตา ใส่เนยหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วคนให้ส่วนผสมทั้งสองละลายและเข้ากัน ถ้ายังละลายไม่หมด ให้อบซ้ำแต่ลดเวลาเหลือ 15 วินาที แล้วคนจนส่วนผสมทั้งสองละลาย)




3. ตีไข่ไก่ น้ำตาลทรายและวานิลลาจนเป็นครีม




4. ใส่ช็อคโกแลตละลาย คนให้เข้ากัน ระหว่างนี้บีบี้อุ่นเตาอบที่ 180C ไฟบน-ล่าง (เปิดพัดลมในเครื่องด้วย)




5. ใส่ส่วนผสมแป้งสาลีที่ร่อนรวมกับผงโกโก้และผงฟูลงในส่วนผสมไข่ไก่ คนให้เข้ากัน ใส่ถั่วแมกคาเดเมียและช็อคโกแลตชิพ ผสมให้เข้ากัน (อย่าคนนานเกินไป เดี๋ยวส่วนผสมจะเหนียว - อ่านจากที่ไหนไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว)




6. เทส่วนผสมในถาดอบ เกลี่ยหน้าขนมให้เรียบ โรยหน้าด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์ (บีบี้ใช้ช้อนกดเบาๆ ให้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ฝังลงในเนื้ขนมเล็กน้อย) อบไฟล่างนาน 15 นาที แล้วเปลี่ยนเป็นไฟบน-ล่าง อีก 10 นาที นำออกจากเตา พักให้เย็นแล้วนำเข้าตู้เย็นช่องธรรมดา




7. เมื่อบราวนี่แข็งตัวแล้ว ใช้มีดคมๆ ตัดบราวนี่เป็นชิ้นๆ




และนี่คือหน้าตาของบราวนี่หน้าเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เนื้อบราวนี่หนึบหนับอย่างที่คิดไว้แต่รสช็อคโกแลตเข้มมากเพราะใส่ทั้งดาร์กช็อคโกแลต ผงโกโก้และช็อคโกแลตชิพ








สูตรนี้ใช้สูตรเดียวกับข้างบนแต่ไม่มีช็อคโกแลตชิพและเม็ดมะม่วงหิมพานต์ และเพิ่มส่วนผสมหน้าช็อคโกแลตซึ่งบีบี้อยากได้หน้าช็อคโกแลตแบบนิ่มๆ (จริงๆ น่าจะใช้สูตรของเค้กช็อคโกแลตหน้านิ่ม) แต่ผลที่ได้กลับเป็นหน้าช็อคโกแลตแบบเข็ง (ไม่ขอลงรูปวิธีทำเพราะจะเหมือนกับของบราวนี่หน้าเม็ดมะม่วงหิมพานต์)

แมกคาเดเมียบราวนี่หน้าช็อคโกแลต
ส่วนผสม
ส่วนผสมบราวนี่
- ดาร์กช็อคโกแลต 63 กรัม
- เนยจืด 45 กรัม
- น้ำตาลทราย 90 กรัม (ลดจากสูตร 35 กรัม เพราะตามสูตรจะหวานไป)
- วานิลลา 1/2 ช้อนชา
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- แป้งสาลีเอนกประสงค์ 40 กรัม
- ผงโกโก้ 15 กรัม
- ผงฟู 1/4 ช้อนชา
- ถั่วแมกคาเดเมียอบ สับหยาบๆ 50 กรัม (ปริมาณตามชอบ)

ส่วนผสมหน้าช็อคโกแลต
- ดาร์กช็อคโกแลต 100 กรัม
- เนยจืด 30 กรัม
- ครีม 2 ช้อนโต๊ะ (บีบี้ไม่ได้ใส่เพราะวิปครีมหมด - อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หน้าช็อคโกแลตแข็งหรือเปล่า)

วิธีทำ
1. ทาเนยบางๆ ในถาดสี่เหลี่ยม 6x6 นิ้ว เตรียมกระดาษไขรองพื้นและรอบถาดโดยปล่อยชายให้เลยออกมาทางด้านข้าง 2 ช้าง แล้วทาเนยทับในถาด
2. หั่นช็อคโกแลตและเนยให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในชามทนความร้อน ต้มน้ำในหม้อจนเดือด ยกลงจากเตา นำชามช็อคโกแลตไปวางบนหม้อ (อย่าให้ก้นชามถูกน้ำร้อน) คนต่อเนื่องจนช็อคโกแลตและเนยละลาย พักทิ้งไว้ให้เย็นตัวเล็กน้อย
3. ตีไข่ไก่ น้ำตาลทรายและวานิลลาจนเป็นครีม
4. ใส่ช็อคโกแลตละลาย คนให้เข้ากัน ระหว่างนี้บีบี้อุ่นเตาอบที่ 180C ไฟบน-ล่าง (เปิดพัดลมในเครื่องด้วย)
5. ใส่ส่วนผสมแป้งสาลีที่ร่อนรวมกับผงโกโก้และผงฟูลงในส่วนผสมไข่ไก่ คนให้เข้ากัน ใส่ถั่วแมกคาเดเมีย ผสมให้เข้ากัน
6. เทส่วนผสมในถาดอบ เกลี่ยหน้าขนมให้เรียบ อบไฟล่างนาน 25 นาที นำออกจากเตา พักให้เย็น
7. เตรียมหน้าช็อคโกเลตโดยละลายช็อคโกแลตและเนยเข้าด้วยกัน ใส่ครีม ผสมให้เข้ากันแล้วราดลงบนบราวนี่ที่เย็นตัวแล้วขณะที่ส่วนผสมช็อคโกแลตยังอุ่นอยู่ ปาดหน้าช็อคโกแลตให้เรียบ รอจนหน้าช็อคโกแลตเซ็ตตัว (บีบี้ใช้ช้อนที่คนส่วนผสมช็อคโกแลตปาดหน้าบราวนี่ ไม่ได้ใช้สปาตูล่า หน้าบราวนี่เลยไม่ค่อยเนียนสวย)




8. เมื่อหน้าช็อคโกแลตเซ็ตตัวแล้ว ใช้มีดคมๆ ตัดบราวนี่เป็นชิ้นๆ (เนื่องจากหน้าช็อคโกเลตค่อนข้างแข็ง บีบี้จึงต้องตัดอย่างระมัดระวัง มิฉะนั้นหน้าช็อคโกแลตจะแตกได้ ให้ลองเอามีดจุ่มในน้ำร้อนแล้วเช็ดให้แห้งก่อนตัดอาจจะทำให้ตัดได้ง่ายขึ้น)




และนี่ก็เป็นหน้าตาของบราวนี่หน้าช็อคโกแลต เนื้อบราวนี่ช่ำด้วยช็อคโกแลต แต่ไม่หนึบหนับเหมือนบราวนี่แบบแรก





แล้วบราวนี่ทั้งสองถาดก็พร้อมที่ถูกจัดสรรปันส่วนให้กับทุกคน (แบบยัดเยียดให้) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่รู้ว่าใครจะชอบแบบไหนกันบ้างนะ



Smiley บีบี้ Smiley




 

Create Date : 04 ธันวาคม 2552    
Last Update : 4 ธันวาคม 2552 23:52:23 น.
Counter : 2753 Pageviews.  

Japanese Cheesecake

ตั้งแต่ที่บีบี้ได้เตาอบเครื่องใหม่ (เตาอบรุ่นยอดฮิตในห้องก้นครัว OTTO 787) บีบี้มัวแต่ทดลองอบขนมทุกเย็น (ต้องทุกเย็นเพราะกลางวันต้องไปทำงาน) ทำให้ไม่มีเวลามา update blog หรือแม้แต่ที่ปกติต้องไป Fitness ก็ตาม

หลังจากลองผิดลองถูกกับการอบเค้กด้วยสูตรต่างๆ ที่หาได้จาก Bloggang หรือห้องก้นครัว ทำให้บีบี้ตระหนักว่าไม่ว่าสูตรจะยากหรือซับซ้อนแค่ไหน ถ้ามีใจรักที่จะทำ ซักวันหนึ่งเราก็จะประสบผลสำเร็จ

พอดีวันนี้บีบี้อบขนมเสร็จเร็ว ก็เลยมีเวลามาดู Blog และมา Update Blog ด้วยขนมที่แสนภาคภูมิใจที่อยากนำเสนอ นั่นคือ Japanese Cheesecake สูตรของคุณ Lerla (ดูสูตรและวิธีการทำได้จาก ที่นี่)

ด้วยความที่วันนี้เกิดอยากทำ (มากกว่าอยากกิน) Japanese Cheesecake แต่เครื่องปรุงไม่ครบ บีบี้เลยทำเพียงครึ่งสูตร (แค่ทดลองดู) และไม่ใส่น้ำมะนาวกับผิวมะนาว (เพราะไม่มี) ก็เลยเพิ่มโยเกิร์ตไปอีก 5 กรัม (โดยคิดว่ามันน่าจะเปรี้ยวแทนมะนาวได้ - มั้ง) ผลของการทำครั้งแรกที่ได้เลยออกมาเป็นแบบนี้



หน้าตาหลังอบเสร็จก็ดูไม่เลวนะเนียะ (ดีจังที่หน้าเค้กสีไม่ค่อยซีดเพราะบีบี้มาเปิดไฟบนเอาตอน 7 นาทีสุดท้าย - มัวแต่เก็บล้างอุปกรณ์)




พลิกดูด้านข้างก็ไม่ค่อยมีฟองอากาศใหญ่มากเท่าไร (เพราะก่อนอบ บีบี้เคาะพิมพ์ไปตั้ง 3 ครั้ง - จะเกี่ยวไหมอะ) แต่ตัวเค้กไม่ค่อยสูงเท่าไรเลย หรือว่าเค้กจะยุบตัว




พอตัดเป็นชิ้นๆ ข้างในก็ไม่มีฟองอากาศใหญ่ๆ มาทำให้เค้กของบีบี้เสียสวย




พอมองจากด้านบน เค้กครั้งแรกครั้งนี้ก็น่าจะประสบความสำเร็จ (แต่ทำไมรอยตัดเค้กมันถึงไม่เรียบนะ หรือว่าบีบี้ไม่ได้เช็ดมีดทุกครั้งหลังจากที่ตัดเสร็จหรือเปล่า)





เค้กที่ทำจากสูตรนี้เนื้อนุ่มมาก แต่เนื้อเค้กไม่ค่อยเบาเหมือนชิฟฟอน (เป็นเพราะมันคือ Cheesecake ใช่ไหม) บีบี้หักห้ามใจให้ตัวเองกินชิ้นเดียวพอ (เดี๋ยวจะอ้วนนะสิ) ส่วนที่เหลือก็จะเอาไปหลอกให้คนที่บ้านกับพี่ที่ทำงานกินก็แล้วกัน






สรุปสูตรและวิธีทำที่บีบี้สร้างผลงานจนเกิดเป็น Japanese Cheesecake ชิ้นนี้

ส่วนผสม
ส่วนผสมไข่แดง
- ครีมชีส (ที่อุณหภูมิห้อง) 100 กรัม
- โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 30 กรัม
- นมสด 25 กรัม
- น้ำตาลทราย (1) 25 กรัม
- แป้งเค้ก 50 กรัม
- ไข่แดง 1 1/2 ฟอง
- ผงฟู 1/8 ช้อนชา

ส่วนผสมไข่ขาว
- ไข่ขาว 1 1/2 ฟอง
- ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/8 ช้อนชา
- น้ำตาลทรายป่น (2) 20 กรัม

(ส่วนผสมทุกอย่างทั้งครีมชีส ไข่ไก่ โยเกิร์ตและนมสด บีบี้ตั้งทิ้งไว้นอกตู้เย็นแต่เช้าก่อนไปทำงาน ทำให้ส่วนผสมทุกอย่างอยู่ในอุณหภูมิห้องก่อนลงทำ)

วิธีทำ
1. เตรียมกระดาษไขรองก้นพิมพ์และรอบพิมพ์กลมขนาด 1 ปอนด์พร้อมทั้งทาเนย (บีบี้ใช้น้ำมันเพราะเนยยังแข็งอยู่ในตู้เย็นอยู่เลย)
2. ร่อนแป้งเค้กและผงฟูรวมกัน พักไว้
3. ผสมครีมชีสและโยเกิร์ตรสธรรมชาติเข้าด้วยกัน ตีจนเป็นเนื้อเนียน
4. ใส่นมสดลง ตีจนเป็นเนื้อเนียน
5. ใส่น้ำตาลทราย (1) และไข่แดง ผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน
6. ค่อยๆ ใส่ส่วนผสมแป้งที่ร่อนแล้วลงไป ผสมให้เข้ากัน (อย่าตีนาน) พักไว้
7. เตรียมถาดสี่เหลี่ยมใส่น้ำ นำเข้าเตาอบ อุ่นเตาที่ 170C ไฟบน-ล่าง (บีบี้เปิดพัดลมในเครื่องเพื่อเร่งให้ร้อนทั่วถึง - เกี่ยวไหมเนียะ)
8. เตรียมส่วนผสมไข่ขาวโดยตีไข่ขาวด้วยความเร็วปานกลางจนได้ฟองหยาบๆ ใส่ครีมออฟทาร์ทาร์แล้วตีด้วยความเร็วสูงจนตั้งยอดอ่อนๆ
9. ค่อยๆ ใส่น้ำตาลทราย (2) ลงไป ตีจนเป็นครีมขาวตั้งยอด แล้วตีด้วยความเร็วต่ำเพื่อตัดฟองอากาศ
10. แบ่งส่วนผสมไข่ขาวเป็น 2 ส่วน (บีบี้แบ่งเป็น 3 ส่วน) ผสมกับส่วนผสมไข่แดงทีละส่วน ค่อยๆ ตะล่อมจนส่วนผสมเข้ากัน
11. เทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้แล้วเคาะก้นพิมพ์เบาๆ
12. นำเข้าเตาอบที่ 170C ไฟล่าง (ปิดพัดลม) นาน 40 นาทีหรือจนกว่าเค้กจะสุก (ถ้าเอามือตบที่หน้าเค้กเบาๆ แล้วเนื้อเค้กเด้งตัวกลับแสดงว่าเค้กสุกแล้ว)
13. ถ้าต้องการให้หน้าเค้กมีสีเข้มขึ้น ตอน 10 นาทีสุดท้ายให้เปลี่ยนเป็นไฟบน-ล่าง (เปิดพัดลม)
14. พอเค้กสุก ทิ้งไว้ในเตาสักครู่โดยแง้มฝาเตาอบเล็กน้อย นำออกจากเตาอบ พักให้เย็นแล้วลอกกระดาษไขออก



Smiley บีบี้ Smiley




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 11 ธันวาคม 2552 22:52:23 น.
Counter : 523 Pageviews.  

1  2  

bee4ever
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]









บีบี้รู้สึกว่าบีบี้ชอบทำอาหารเอามากๆ หลังจากที่บีบี้ทดลองอบขนมหลายๆ อย่าง หลังจากทำเสร็จก็จะมีขนมหลายแบบหลายรสชาติทั้งแบบที่แทบจะกินไม่ได้จนถึงกระทั่งแบบที่อร่อยจนหมดหลังจากอบเสร็จ แต่ขนมทุกอย่างก็ต้องผ่านการชิมจากบีบี้ทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ น้ำหนักตัวและสัดส่วนของบีบี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป ทำให้บีบี้ต้องกลับไปเล่นโยคะร้อนอีกครั้ง ซึ่งภายใน 3 สัปดาห์นี้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก บีบี้กำลังรอลุ้นว่าโยคะร้อนคราวนี้จะทำให้สิวขึ้นเขรอะอีกหรือเปล่า

Smiley บีบี้ Smiley





Last Updated Blogs

Strawberry Cream Cheese Cookies


Pineapple Tart & Taro Tart


Valentine's Day Chocolate For Someone Special


Pumpkin Cake


Yoghurt Banana Cake


Strawberry Cheesecake


Chichi no O-Bento ข้าวกล่องของคุณพ่อ


Macadamia Brownies


Japanese Cheesecake


เรียกมาคุยให้เขียนใบลาออก ใบลาออกมีผลหรือไม่..?


50 เรื่องขำๆ ในโฆษณาไทย


เมื่อบีบี้อยากกินอาหารเวียดนามที่ ... Winner House


คิดไม่ออกว่าจะกินอะไร ... เลยไปที่ Atelier


Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add bee4ever's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.