ทริปครอบครัว Australia Trip : Sydney - Melbourne (25/9-10/10/2015)


เราตั้งใจเขียน blog นี้ขึ้น เพื่อแชร์ทริปออสเตรเลีย (2 วีค) สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก เผื่อเป็นไอเดียในการท่องเที่ยวประเทศนี้นะคะ

บอกเลยว่า การหาข้อมูลเที่ยวออสเตรเลียนั้นง่ายมากค่ะ ถึงแม้คู่มือท่องเที่ยวออสเตรเลียจะมีน้อย และที่มีก็แทบจะไม่ค่อยมีที่เที่ยวของเด็กเท่าไหร่ แต่ถึงกระนั้นดก็มีข้อมูลที่ต้องการทั้งหมดในเว็บ และเป็นภาษาอังกฤษด้วย อยากไปที่ไหน search หาเว็บจากคีย์เวิร์ดต่างๆได้เลย และที่สำคัญ ส่วนมากสถานที่เที่ยว หรือ บริการต่างๆจะมี facebook ด้วย หาจาก FB เลย มีข้อมูลอัพเดท มีรูปลงไว้เรียบร้อย ง่ายมากๆ ถือว่าเป็นประเทศที่เทคโนโลยีดีมากกค่ะ 555 (ขนาดเราไปมาเมื่อปี 2015 นะคะ)

ทริปนี้เราเดินทางปลายเดือนกันยา ถึงต้นตุลาปี 2015 ช่วงที่ไปถือเป็นฤดูใบไม้ผลิ แต่ว่าอากาศก็แปรปรวนมากๆค่ะ อุณหภูมิตั้งแต่ 10 ต้นๆไปจนถึง 23-24 องศา (แบบไม่ต้องใส่เสื้อหนาวเลย) เรียกว่าจัดเสื้อผ้ากันไม่ถูกเลย จนวันสุดท้าย ก็ไม่รู้จะใส่อะไร เรียกว่า งง ตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย 555 .... เราไปกันทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย เรา - สามี ลูกสาว (ณ ตอนนั้น) 5.9 ขวบ และ 1.9 ขวบ และคุณยายของหลานๆค่ะ ไปกันประมาณ 15 วัน โดยเราเช่ารถขับตลอดการเดินทาง พักบ้านพัก airbnb ที่ซิดนีย์ 7 วัน (มีไปค้างคืนที่ Canberra 1 คืน) จากนั้นบินภายในประเทศไปลงเมลเบิร์น เช่ารถขับ Great Ocean Road พักที่ Port cambell 1 คืน กลับเข้ามาเมลเบิร์นพัก airbnb อีก 5 คืนแล้วกลับเมืองไทยค่ะ (บินตรงจากเมลเบิร์นเลย)

รายละเอียดเป็นดังนี้ค่ะ (รูปจะทะยอยลงนะคะ ขอเขียนเนื้อหาให้สมบูรณ์ก่อน)

Day 1 (25 Sep) - ทริปนี้บิน TG  ค่ะ เพราะเลือกลงซิดนีย์และกลับเมลเบิร์นได้ เครื่องออก 19.20 น. ยิงยาว เด็กๆหลับบนเครื่อง สบายค่ะ

Day 2 (26 Sep) - ถึงซิดนีย์ 7.20 น. รับรถเช่า แล้วขับเข้าบ้านพักของ airbnb ค่ะ เราขอเช็คอิ่นก่อนเวลา เพราะเครื่องลงเช้า เจ้าของบ้านก็ให้ค่ะ ... และวันนี้ก็เป็นวัน free day เลย นอนชิลล์อยู่บ้าน 555 ตกเย็นไปซุปเปอร์ซื้อของเข้าบ้าน มาทำอาหารทานค่ะ

Day 3 (27 Sep) - Australian Museum เป็นมิวเซียมที่แสดงเกี่ยวกับชีวิตสัตว์ค่ะ (คล้ายๆ Natioral History Museum ที่ลอนดอน) เหมาะกับพาเด็กๆไปค่ะ (ถ้าไม่มีเด็ก ไม่ต้องไปก็ได้ค่ะ) อย่าสลับกับ Museum of Sydney นะคะ อันนี้จะแสดงประวัติความเป็นมาของเมืองซิดนีย์ ไม่เหมาะกับเด็กเล็กค่ะ(เพราะเด็กไม่อินเลย 555) เราไปอันนี้มาก่อน เข้าไปข้างในถึงได้รู้ว่าผิดอัน แต่ถ้าใครอยากจะพาเด็กๆ อาจจะเด็กโตนิดนึงเพื่อไปดูประวัติความเป็นมาของเมือง ก็น่าสนใจดีค่ะ ... พอเย็นๆ ก็ไปเดินเล่นกินข้าวเย็นที่ Queen Victoria Buildings เป็นห้างที่อยู่ในตึกสวยๆ ด้านนอกเหมือนตึกเก่า ด้านในตกแต่งหรูหรา แต่ร้านค้าทันสมัยนะคะ

Day 4 (28 Sep) - ช่วงเช้าไปถ่ายรูป Opera house เพราะมองท้องฟ้าแล้ววันนี้ฟ้าใสมากก :) ... มีคำแนะนำเรื่องถ่ายรูป landmark ต่างๆนิดนึงค่ะ สำหรับคนที่เที่ยวแบบไม่ได้ fix โปรแกรมมากมาย ขอให้ดูวันแดดดีเป็นหลักค่ะ ถ้าแดดดี ฟ้าใส รีบไปถ่ายค่ะ 555 อย่ามัวเก็บไว้ตามแพลนที่ตั้งไว้ เพราะถ้าถึงวันที่เราแพลนไว้ แล้วฝนตก ฟ้ามัว นี่จบค่ะ ! ยิ่งไปในฤดูที่เอาแน่นอนไม่ได้ ขอให้ปรับเปลี่ยนแผนตามสภาพอากาศนะคะ จากนั้นเราขับไป Canberra ใช้เวลาประมาณ 3 ชม.ค่ะ ไปถึงก็ชมเมืองรอบๆ และไป Parliament house ค่ะ ค้างรร.ที่นี่ 1 คืน (สำหรับบ้านที่ airbnb เราจองยาว 7 วันเลย เพราะจะได้ไม่ต้องขนกระเป๋าใหญ่ไปมาค่ะ และขอเจ้าของบ้านว่า เราไม่อยู่ 1 คืน เค้าก็จะลดให้ค่ะ อาจจะไม่ถึงลดไป 1 คืนเลย แต่ก็ได้ส่วนลดค่ะ เช่นคืนละ 150 เหรียญ ก็ลดเหลือ 100 เหรียญ เราก็โอเคค่ะ)

Day 5 (29 Sep) - เที่ยวงาน Floriade Flower Festival ซึ่งเป็นงานเทศกาลดอกไม้ประจำปีที่จัดขึ้นที่แคนเบอร์ร่า จริงๆที่เรามาออสเตรเลียช่วงนี้เลย ก็เพราะรีเควสจากคุณแม่เราว่าอยากมางานนี้นี่แหละค่ะ เพราะเค้าจะจัดช่วงปลายกันยา-ต้นตุลา ของทุกปี (เช็ควันในเว็บได้เลยค่ะ) ...แต่ถามว่า พอเห็นแล้วมัน ว้าว มั้ย ก็ต้องบอกว่า เฉยๆมากๆ 555 คือ เหมือนงานวัดฝรั่ง มีสวนดอกไม้(ทิวลิป) มีชิงช้าสวรรค์ มีสวนสนุกเล็กๆให้เด็กเล่น แค่นั้นเองค่ะ ... งานนี้ฝรั่งมากันเยอะนะ ลูกเล็กเด็กแดงเต็มไปหมด แต่เราว่า มันเหมือนสวนดอกไม้ใหญ่ๆในเมืองไทยอ่ะค่ะ ยิ่งถ้าเอาไปเทียบกับสวนดอกไม้ที่ญี่ปุ่น หรือ อย่าง Kuekenhof ที่เนเธอแลนด์คือ เทียบไม่ติดเลย (อันนั้นคือ The Must ต้องไปจริงๆ ส่วนอันนี้ถ้าใครต้องขับรถมา 3 ชม. ไม่ต้องค่ะ 555 แต่ถ้าแพลนจะเที่ยว Canberra อยู่แล้ว จะลองมาเดินเล่นๆ ชิวๆ ตามแบบครอบครัวชาวออสก็ได้ค่ะ)

เที่ยวงานดอกไม้เสร็จช่วงบ่าย ก็ขับกลับซิดนีย์ แวะเที่ยวสวนสัตว์ Featherdale เป็นสวนสัตว์เล็กๆ แต่ที่นี่มีจิงโจ้ให้เด็กๆได้ป้อนอาหาร และมีโคอาล่าให้เด็กๆได้ถ่ายรูปค่ะ

Day 6 (30 Sep) - Taronga zoo เป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่ของซิดนีย์ค่ะ ส่วนใหญ่เค้าจะข้ามกระเช้ามากัน แต่เราขับรถมาค่ะ  (มีที่จอดรถนะคะ ราคา 17 เหรียญเหมาทั้งวันค่ะ) ถามว่า ว้าว มั้ย ก็อีกอ่ะค่ะ ... เฉยๆ 555 ตอนแรกนึกว่าจะได้ดูจิงโจ้ โคอาล่าเยอะๆ แต่เปล่าเลย คือ ลืมไปว่าที่นี่คือ สวนสัตว์แบบที่ให้คนออสเตรเลียมาเที่ยว ไม่ได้เป็นสวนสัตว์ที่เป็นสำหรับนักท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นจิงโจ้ โคอาล่า ลืมไปได้เลยค่ะ มีโซนเดียว เล็กๆ ... แต่สัตว์ที่ทุกคนต้องดู คือ ช้าง ค่ะ ช้างจากเมืองไทยด้วย (แล้วชั้นจะมาทำไม 555) กับอีกอย่างที่คนมุงกันน่าดูคือ ยีราฟ แต่ก็.. มีอยู่ 3 ตัว ^^" ... เราไป Safari world ป้อนกล้วยยีราฟเป็นฝูงมาแล้ว เห็นแค่นี้ จ๋อยสนิทค่ะ ... แต่ที่เราชอบ คือ ระบบการจัดการของสวนสัตว์ทีนี่ มีจัดเป็นโซนๆ แต่ละโซนเค้าก็จะมี theme ที่บอกเล่าเรื่องราวของสัตว์ในโซนนั้นๆ ให้ความรู้เด็กๆได้ดีค่ะ และก็จะมีพื้นที่ส่วนกลางที่เป็นเหมือน playground กลางแจ้งให้เด็กๆได้เล่นเยอะดีด้วย คือ ถ้าไป เด็กๆก็ชอบค่ะ แต่ถ้าจะมุ่งเน้นดูสัตว์ ... ไปซาฟารีเวิร์ลกันดีกว่า อิอิ

Day 7 (1 Oct) - Blue Mountain National Park ขับรถไป ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.ค่ะ ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นหุบเขาสีน้ำเงินนะคะ เราไปถ่ายรูปที่ Echo point และก็อีกล่ะ เรารู้สึกว่า ภูมิประเทศ (เทือกเขาที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา) มันดูคล้ายๆกับ Grand canyon มากๆ แต่ Grand canyon คือ แบบอลังการกว่ามากกก ... ที่ blue mountain ดูแล้วมันไม่ว้าวเท่าไร่อ่ะ (อีกแล้วเหรอ ^^') แต่ก็อ่ะนะ เค้าไม่ได้มาบอกว่าเค้าเหมือนแกรนด์แคนยอนซะหน่อย 555 เราคิดเอง ที่ต่างก็คือ ด้านบนเทือกเขา มันเหมือนมีไอสีฟ้าๆอยู่จริงๆ (เกิดจากไอระเหยของต้นยูคาลิปตัส) จากนั้นเราก็ต้องถ่ายรูปกับเทือกเขา Three Sister และมันจะมีเหมือนทางเดินเล็กๆ ยาวพอเดินเหนื่อย ขึ้นไปถึงยอดนึงของ Three Sister ด้วย เราก็ไปเดินเล่นกัน (ไหนๆมาแล้ว) ... เสร็จจาก Blue Mountain เราก็ไปต่อที่ Scenic world ที่นี่จะมีรถราง กระเช้าลอยฟ้า และเคเบิลคาร์ ให้ชมวิวกันอย่างเต็มปอด แต่เราขึ้นแค่ 2 อันคือ รถราง (ที่มีความชันมากก เป็นจุดขาย) และเคเบิลคาร์ กับได้เดินป่าชมธรรมชาติซึ่งเป็น trail สั้นๆ พอได้อารมณ์เดินป่าออสเตรเลีย 555

กลับเข้าซิดนีย์ ไปเดินเล่นหาข้าวเย็นกินที่ Darling Habour (มีที่จอดรถเสียเงินแบบติด Darling Harbour เลย) ซึ่งเป็นเหมือนแหล่งกินดื่มริมน้ำยามค่ำคืนค่ะ ดินเนอร์ที่นี่ก็ได้เห็นวิวแสงสี สวยดีค่ะ

Day 8 (2 Oct) - Whale Watch Sydney  ถ้าถามว่าผ่านมาหลายวัน ยังไม่ว้าวเลย จะมีอะไรว้าวมั้ย ก็ต้องบอกว่า วันนี้ล่ะค่ะ ว้าว สุดๆ 555 ตอนแรก เราเลือกระหว่าง ดูโลมาที่ port stephen กับดูวาฬ ที่ซิดนีย์ แต่ก็ตัดสินใจดูวาฬแล้วกันไม่ต้องขับรถเยอะ โปรแกรมจะได้หลวมๆ และก็ต้องบอกว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกมากๆค่ะ เราเลือกบ.ดูวาฬ https://www.whalewathcingsydney.com เลยค่ะ (เข้า fb เค้ามีอัพเดทรูปตลอด วันไหนเห็นวาฬก็จะมีรูปลงด้วย) เลือกแบบ 3 ชม. เพราะมีโอกาสเห็นมากกว่า จุดขึ้นเรือคือที่ Circular Quay ค่ะ (มีที่จอดรถ แต่แพงมากค่ะ ) จะบอกว่า มันไม่น่าเชื่อว่า ออกจากอ่าวไปแค่ 20-30 นาทีก็เป็นจุดที่สามารถเจอวาฬได้แล้วอ่ะ ถือว่าใกล้ฝั่งมากๆ (แต่เจอรึป่าว อีกเรื่องนะ) วันนั้นเราได้เห็นวาฬหลายตัวเลย ได้ยินเสียงหางมันตีน้ำทะเลดังพับๆๆ หลายครั้งมากๆ แล้วก็มีวาฬที่ว่ายมาขนาบข้างกับเรือเลย เห็นจังหวะที่มันดำลงไปใต้น้ำ (เห็นท้องมันสีขาว) แล้วพอนับ one two three... มันก็โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำเลย คือ แบบฟินสุดๆๆๆอ่ะ ... แนะนำเลยนะคะ โปรแกรมนี้ ห้ามพลาดเลย... แต่ข้อควรระวังคือ มีโอกาสเมาเรือสูงมาก และเวลาดูวาฬต้องออกมาดูด้านนอก ซึ่งด้านนอกลมแรงง และหนาวมากกก (เค้ามีห้องแอร์หรือ อีกนััยหนึ่งคือ ห้องฮีทเตอร์ 55 เพราะอุ่นมาก) ลูกสาวเราก็อยู่แต่ด้านในค่ะ  (อย่าลืมเตรียมเสื้อกันหนาวดีๆนะคะ) เลยอดเห็นวาฬแบบใกล้ชิด แต่เห็นตัวที่มันไกลๆออกไปค่ะ เราจะเข้ามาเรียกก็ไม่ทัน เพราะมันเกิดขึ้นไวมากค่ะ

พอกลับจากดูวาฬ... ไหนๆจอดรถ Circular Quay แล้ว ก็เดินเล่นแถวๆนั้นเลยค่ะ เดินไปเรื่อยๆ มันจะไปถึงย่าน The Rock ซึ่งเป็นเหมือนเมืองเก่า แวะทานร้าน Pancake on the Rock ร้านดังได้เลยค่ะ ทานเสร็จเดินกลับมาเอารถ เราโดนค่าที่จอดไปอยู่ที่ประมาณ 68 เหรียญ (เอาน่า แลกกับความสะดวก อิิอิ)

Day 9 (3Oct) - Shopping day วันนี้เป็นวันช้อปทั้งวันค่ะ ช่วงเช้าช้อป outlet (DFO) ช่วงบ่ายกลับเข้าเมือง พอใกล้ค่ำ ขึ้นไปดูวิวที่ The Sydney Tower Eye ค่ะ

Day 10 (4 Oct) - วันนี้ออกจากซิดนีย์ไฟลท์ 10.30 น. ถึงเมลเบิร์นประมาณเที่ยงๆ (เราเลือกที่จะบินในประเทศ แทนการขับรถยาวจากซิดนีย์นะคะ เพราะประหยัดแรงงานขับรถและประหยัดเวลากว่าค่ะ ถ้าขับรถ อาจจะต้องค้าง 1 คืนระหว่างทาง) วันนี้เราจะขับรถไป Great Ocean Road กันค่ะ ระยะทางของ GOR อยู่ที่ประมาณ 245 กม. (เราจะไปสุดที่เมือง Port Campbell ซึ่งมี 12 Apostles เป็นไฮไลท์) ถนนนี้เป็นเส้นเลียบทะเลที่สวยงามค่ะ อันนี้สวยจริงนะ แต่ว่าเรากับสามีเคยขับถนนเลียบทะเลมาหลายเส้นแล้ว เลยเริ่มเฉยๆ ^^" แต่เส้นที่ชอบกลับเป็นเส้น GOR นี่แหละ แต่เป็นตอนที่มันไม่ติดทะเล 555 เป็นช่วงใกล้ๆถึง 12 Apostles  แต่มันจะเป็นช่วงเขาๆ วิวจะเป็นเนินเขา อากาศเย็นๆ มีทุ่งหญ้า มีแกะ 555 เหมือนสวิสหรือนิวซีแลนด์ประมาณนั้น ชอบบรรยากาศแบบนี้ ไม่คิดว่าจะเจอบรรยากาศแบบนี้ที่ออสเตรเลีย :) เราไปถึง Port Campbell ตอนมืดแล้วเลยแวะเข้า B&B เพื่อบอกเค้าก่อนว่าถึงแล้ว แล้วค่อยออกไปหาอาหารเย็นทาน ซึ่งที่ Port Campbell มีร้านเปิดดึกๆ (ประมาณ 2 ทุ่ม) อยู่ร้านเดียว เป็นร้านใหญ่เลยค่ะ ก็ทานที่นี่ แล้วกลับเข้าที่พัก ... ที่พักคืนนี้เป็น B&B ค่ะ หาจาก Tripadvisor เอา เป็นบ้านมีแค่ 3 ห้องนอน วิวสวย บรรยากาศดีมากๆ แต่อยู่ในหลืบสุดๆ 555

Day 11 (5 Oct) - เริ่มต้นด้วยขับรถไปถ่ายรูป 12 Apostles ..ซึ่งที่นี่จะมีบริการขึ้นเฮลิคอปเตอร์ชมวิวด้วย แต่เราไม่ได้เลือกค่ะ เพราะมากับเด็กๆ เราคิดว่าให้เค้าได้ซึมซับภาพจากสายตาในระยะใกล้จะดีกว่า (ถ้าขึ้นไป มันก็จะมองจากด้านบน และไกลกว่า) จากนั้นขับรถต่อไปจนสุด GOR แล้วค่อยๆไล่ขับกลับมาตามทางเดิม แวะจุดต่างๆที่เค้าแนะนำ (มีป้ายบอกตลอด) เพราะขาไป เราขับตรงยาวเลย ระหว่างทางจะมีถนนที่สามารถดูโคอาล่าที่อยู่บนต้นยูคาลิปตัสจริงๆด้วย (แบบตามธรรมชาติ) เราก็หากันไปตลอดทาง เรียกว่า เอ้อระเหยมากก 555 วันนี้กว่าจะถึงที่พักที่เมลเบิร์น ก็ 3 ทุ่มเลยค่ะ

Day 12 (6 Oct) - วันนี้เที่ยวเล่นในตัวเมือง Melbourne ค่ะ เริ่มจาก Queen Victoria Market ซึ่งเป็นเหมือนตลาดขายของทำมือ หรือ ของที่ราคาไม่แพงมาก (อย่าสลับกับ Queen Victoria Buildings นะคะ อันนั้นหรูเลย คนละอารมณ์ :P) จากนั้นก็ไปตึก Eureka ขึ้นไปชมวิวที่ sky deck ชั้น 88 ถ่ายรูปกับห้องกระจกที่ยื่นออกไปจากตัวตึก (พื้นเป็นกระจก มองลงไปเสียวดีค่ะ) .. เย็นๆก็ไป Fitzroy Garden ก็เดินเล่น นั่งเล่นกันแบบไม่มีแพลนค่ะ จากนั้นก็ไปซุปเปอร์ซื้อของมาทำทานกันเหมือนเดิม

Day 13 (7 Oct) - Puffing Billy Train หรือ รถไฟห้อยขา ... ต้อง่ขับรถไปขึ้นรถไฟที่เมือง Belgrave ระยะทางประมาณ 1 ชม.ค่ะ โปรแกรมนี้ถือเป็น one day trip แบบสบายๆชิลล์ๆค่ะ แนะนำให้พาเด็กๆมานะคะ ได้นั่งรถไฟลมเย็นๆ (เย็นมากก เตรียมเสื้อหนาวขั้นสุดค่ะ) เรานั่งไปจนถึงสถานี Lake side ซึ่งมีทะเลสาป สามารถไปถึบเรือเล่นกันได้ มีพื้นที่ให้นั่งปิคนิค (วันนี้เราเตรียมแซนวิชทำเอง มาทานที่นี่ค่ะ เพราะอาหารด้านในมีให้เลือกน้อยมากๆๆ และก็เป็นพวกแซนวิชอยู่ดี 555) มีสนามเด็กเล่น สบายๆดีค่ะ จากนั้นก็นั่งรถไฟกลับมาเบลเกรฟเหมือนเดิมค่ะ



Day 14 (8 Oct) - One day trip to Phillip Island .. ซึ่งไฮไลท์ของเกาะนี้คือ การดูนกเพนกวินพันธุ์เล็กที่สุดและไม่ได้อยู่ที่ขั้วโลก ... การดูเพนกวิน เราจะดูในตอนเย็นช่วงเพนกวินกลับรัง เพราะฉะนั้นเรามีเวลาเหลือเฟือที่จะเดินทางจากเมลเบิร์น เพราะขับรถเพียงแค่ 2 ชม.ถึง ระหว่างทางก็มีที่แวะเยอะทีเดียว แต่เราเลือกแวะ Maru Koala and Animal Park เพื่อให้เด็กๆได้ดูจิงโจ้กันอีกรอบ ที่นี่ก็เป็นสวนสัตว์เล็กๆเช่นกัน (เล็กกว่า Featherdale) แต่จิงโจ้จะพันธุ์ใหญ่กว่า และได้ถ่ายรูปกับโคอาล่าแบบใกล้ชิดกว่า เพราะเสียเงิน 555 จากนั้นก็แวะ Chocolate Factory ด้านในมีกิจกรรมสนุกๆให้เด็กๆลองทำ ก็สนุกดีค่ะ (เหมาะกับเด็ก) ... 

แล้วเราก็ขับไปดูเพนกวินกัน ซึ่งต้องซื้อตั๋วนะคะ การดูเพนกวินจะต้องนั่งบนอัฐจันทร์ซึ่งใหญ่มากก จุเป็นพันคนได้ (คือ ดูกันเป็นกิจจะลักษณะเลย แบบจริงจัง 5555) เราต้องรีบไปจองที่ก่อน เพนกวินจะมาประมาณ 1 ทุ่ม เราก็ต้องเข้าไปแบบ 5-6 โมงอะไรงี้ แต่จริงๆ ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกค่ะ เพราะไฮไลท์ของการดูเพนกวิน(ในความคิดเรานะ)ไม่ได้อยู่ที่เห็นเพนกวินเป็นกลุ่มๆเดินกลับรัง (ขึ้นจากทะเล เดินผ่านหาดทราย ไปยังรังด้านหลังอัฐจันทร์) แต่มันคือ ช่วงที่เพนกวินขึ้นจากหาดแล้ว และกำลังเดินกลับรัง(ดิน)ต่างหาก... ตอนแรกเราก็ไม่รู้ ก็นั่งรอดูเพนกวิน 4-5 ตัวบ้าง 9-10 ตัวบ้าง เป็นกลุ่มๆ ทะยอยขึ้นจากทะเลทีละกลุ่มๆ อย่างช้าๆ พอเพนกวินมาที ก็จะมี spotlight ส่อง คนก็จะหันตามไปดูกัน ก็เฉยๆนะ คิดในใจ มาดูแค่นี้(เหรอวะ) แต่ก็เร่ิมเห็นคนบางกลุ่มลุกออกจากที่นั่งแล้วก็กลับ แล้วคนก็ทะยอยลุกออกเรื่อยๆ เราก็ยังคิดว่า เฮ้ย นี่คือ แค่นี้จริงๆเหรอ หมดแล้วเหรอ อะไรแบบนี้ คือ มันไม่ได้มีเป็นฝูงใหญ่ๆๆอะไรแบบนี้ พอคนไปซักเกือบครึ่งก็เลยออกบ้าง ที่ออก เพราะกลัวขาออกคนจะเยอะแล้วมันจะออกลำบากอ่ะ รถติดอีก 555 แต่ที่ไหนได้ ทางออกด้านหลังอัฐจันทร์มันจะเป็นทางเดิน แล้วก็มีรั้วตาข่าย พอดูดีๆ เฮ้ย ทั้งหมดทั้งมวล กองดินทั้งหมดมันเป็นรังของเพนกวินนี่นา แล้วตอนนี้เพนกวินนับร้อยตัวก็กำลังทะยอยเดินกลับรัง เดินเรียงแถวกันมาเลย แล้วเราก็ใกล้ชิดกับมันมาก คือ ตัวเพนกวินเนี่ย จะเดินอยู่ข้างๆรั้วตาข่ายเลย แบบว่าถ้าเอามือออกไปนี่คือจับได้เลย (แต่เค้าห้ามจับนะคะ) ใกล้มากๆๆ แล้วคือ เยอะมากอ่ะ ไอ้ที่เห็นเดินมาทีละ 4-5 ตัว แต่ตอนนี้มันมากองอยู่ตรงด้านหลังเป็นร้อยๆอ่ะ แต่น่าเสียดาย เพราะขั้นตอนทั้งหมด ตั้งแต่ซื้อตั๋วเข้ามาด้านในนี่เค้าห้ามถ่ายรูปหมดเลย เลยไม่มีรูปเลย แต่บอกเลย พีคมากค่ะ มาดูให้ได้นะคะ เพนกวินเยอะมากๆ เห็นใกล้มากๆด้วย แล้วไม่ต้องนั่งอัฐจันทร์นานนะ เตรียมมาดูด้านหลังดีกว่า 555  :)

Day 15 (9 Oct) - Shopping day คือ การมาเที่ยวออสเนี่ย เราเผื่อวันช้อปปิ้งไว้ 2 วันค่ะ คือ วันสุดท้ายของซิดนีย์ และวันสุดท้ายของเมลเบิร์นเลย วันนี้เจ้าของบ้านแนะนำห้างใหญ่ห้างนึงให้เราไปช้อปปิ้ง คือ อารมณ์เราอยากช้อปแบบที่คนออสเค้าช้อปกัน 555 เราไม่อยากไป outlet แล้ว เพราะเราไม่ได้อะไร ห้างที่เราไปลักษณะคล้ายกับ เมกะ บางนา นี่แหละ คือ มีหลายๆห้าง แล้วก็ร้านๆรวมกันในทีเดียว ก็ช้อปปิ้งกันไปทั้งวันเลยค่ะ

Day 16 (10 Oct) - กลับกทม.ไฟลท์ บ่าย 3 โมง 

ก็เป็นอันจบทริปสำหรับครอบครัวที่ออสเตรเลียนะคะ สำหรับออสเตรเลีย เราว่าเหมาะจะพาเด็กๆไปมาก คือ อย่างที่เราเขียนไว้ว่า บางแห่งมันอาจจะไม่ได้ ว้าว มาก (เพราะมันมีที่อื่น ทีึ่เป็นที่สุดกว่า) แต่เด็กๆเค้าไม่ได้สนใจว่ามันจะว้าวไม่ว้าวหรอกค่ะ คือ ขอให้สนุก มีกิจกรรมสำหรับเด็ก มีที่เที่ยวสำหรับเด็ก มีสนามเด็กเล่น แล้วก็มี facility สำหรับเด็กๆ ซึ่งออสเตรเลียตอบโจทย์เลยค่ะ ทริปนี้บอกเลย ลูกเราชอบมาก ไม่บ่นเลยซักวัน (แต่ปีถัดมา พอไปยุโรป แล้วแบบเดินเที่ยวชมเมืองอะไรแบบนี้ เธอจะบ่นมากก 555) ก็ถือเป็นทริปครอบครัวแบบสบายๆนะคะ ไม่เน้นเก็บสถานที่ แต่ว่าเน้นกิจกรรมให้เด็กๆค่ะ

สำหรับใครที่อยากได้รายละเอียดเพิ่ม ให้เอา keyword ตัวหนาไปพิมพ์แล้ว search ใน google ได้เลยนะคะ เพราะทุกที่มีเว็บไซต์หมดค่ะ หารายละเอียดง่ายมากๆ

ประเทศออสเตรเลีย เป็นอีกประเทศนึงที่เราอยากให้ลองเช่ารถขับเที่ยวดูค่ะ ครอบครัวเราชอบเดินทางโดยการเช่ารถขับมากค่ะ ถ้าใครได้ลองแล้ว จะชอบเลย จริงๆนะ 555 เพราะมันสะดวกสบายมากๆ ไม่เหนื่อยเดิน ไม่เหนื่อยยกกระเป๋า ของสัมภาระที่จำเป็นต้องใช้ระหว่างวัน เสื้อหนาว ก็กองไว้ในรถได้ ลงไปเที่ยวก็แค่เอากระเป๋าลงไป ไม่ต้องขนไปทั้งหมด ซึ่งหลายครั้งที่พอเราแนะนำให้เพื่อนๆที่ไปเที่ยวเช่ารถขับเถอะ ทุกคนจะทำหน้าแบบ ไม่ไหวอ่ะ ... แพงล่ะ ค่าที่จอดก็แพง หาที่จอดก็ยาก พวงมาลัยคนละทางบ้าง ฯลฯ แต่จริงๆถ้าลองแล้วจะรู้เลยว่ามันไม่ยากอย่างที่คิด ... และอย่าลืมว่า การเดินทางหลักๆของคนในประเทศเค้า ก็คือ การขับรถนี่ล่ะ เราก็เที่ยวแบบคนในประเทศเค้าอ่ะค่ะ (อันนี้พูดถึงออสเตรเลียนะคะ ประเทศอื่นจะเล่าต่อๆไปค่ะ) เรื่องที่จอด บอกเลยมีเยอะค่ะ เยอะแบบดีกว่ากรุงเทพเยอะมาก กรุงเทพคือ จะไปไหนต้องจอดตามห้างอย่างเดียว ไม่ก็ริมถนน ไม่งั้นลืมไปได้เลย แต่ต่างประเทศ เค้าจะมีที่จอดที่เรียกว่า public parking เป็นลานบ้าง เป็นใต้ติดบ้าง เป็นตึกบ้าง แต่คือ เป็นที่จอดรถจริงๆ มีทุกๆย่าน แต่คือ ค่าที่จอดอาจจะแพง ซึ่งก็จริงค่ะ (แต่เราก็เผื่อค่าที่จอดรวมเข้าไปในค่าเดินทางเลยค่ะ) จะไปที่ไหน search google หา Parking เลย สบายค่ะ :) อย่างที่ออส หลายๆที่ที่เรากลัวว่าจะจอดที่ไหน อย่าง Taronga zoo อ่านในเว็บมีแต่วิธีการข้ามกระเช้า แต่เรามีรถอ่ะ ไปไงดี ไม่มีใครรีวิว ... ก็ดุ่ยๆไปค่ะ ปรากฏมีที่จอดเป็นอาคารอย่างดีเลย เหมาเลยวันละ 17 เหรียญ ก็สะดวกดี เห็นครอบครัวคนออสซี่มากันเต็ม จูงเด็กๆ มากันเป็นครอบครัว ก็เลยถึงบางอ้อ เออ.. ยังไงคนในท้องที่เค้าก็ต้องขับรถกันอยู่ดีแหละ เราไปดูรีวิวจากนักท่องเที่ยว ก็เลยข้ามกระเช้ากันอย่างเดียว :) นอกจากออสเตรเลีย ยังมีอีกหลายๆประเทศที่ขับรถสะดวกมากๆนะคะ ไว้จะมารีวิวอีกค่ะ

หวังว่า blog นี้คงเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆบ้างนะคะ :)



Create Date : 01 มกราคม 2561
Last Update : 27 มกราคม 2561 17:35:43 น.
Counter : 681 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Beauty & Bambi
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 36 คน [?]



นิยามตัวเองได้ว่า เป็นคนชอบ เที่ยว กิน ช๊อป ค่ะ...แต่ตอนนี้มีเจ้าตัวน้อยแล้วค่ะ อาจจะไม่ค่อยได้อัพเรื่องเที่ยวบ่อยๆ เพราะลูกยังเล็กอยู่...ส่วนใหญ่ตอนนี้ก็จะอัพเรื่องลูกซะเป็นส่วนใหญ่ค่ะ ^_^

*** เราไม่ค่อยได้เข้ามาเช็คที่ blog เท่าไร่ ถ้าเพื่อนๆอ่านแล้วมีคำถาม รบกวนถามมาทางหลังไมค์ หรือ อีเมลล์เลยนะคะ (ดูอีเมลล์จาก profile ได้ค่ะ) เรายินดีตอบทันทีค่ะ แต่ถ้ามาทิ้งคำถามไว้ที่ blog มันอาจจะนานกว่าเราจะมาอ่านเจออ่ะค่ะ ***
New Comments