Veritatem dies aperit. เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงเสมอ

Justice of the Peace
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Justice of the Peace's blog to your web]
Links
 

 

7. ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ที่ปราสาทโอซาก้า

วันที่ 4 : 15 พ.ย. 2552 : โอซาก้า

ปราสาทโอซาก้า (Osaka-jo)


ภาพถ่ายทางอากาศของบริเวณปราสาทโอซาก้า


เช้าวันนี้ดาวบอกว่าไม่สบาย ปวดขา เจ็บเท้า เดินไม่ไหว และยังเหนื่อยกับการเดินทางอยู่ เลยขอพักผ่อนต่อ ดังนั้น ช่วงเช้าวันนี้ เราเลยขอฉายเดี่ยว โดยตกลงกันว่า ตอนเที่ยงจะกลับมารับดาวที่โรงแรมแล้วออกไปเที่ยวตอนบ่ายด้วยกัน เราเลยตัดสินใจไปปราสาทโอซาก้า ที่เราตัดไปเมื่อวันก่อนและมีเนื้อที่กว้างขวางมาก ถ้าดาวมาด้วยคงเดินไม่ไหวแน่ ๆ


คูน้ำด้านทิศใต้ และหอคอยโระคุบัง(Rokuban)


สถานที่ที่ปัจจุบันนี้เป็นบริเวณปราสาทโอซาก้า และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โอซาก้า เดิมเป็นที่ตั้งของพระราชวังโบราณนะนิวะ ตามที่เราได้เคยไปดูนิทรรศการที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โอซาก้า เมื่อวานนี้ แต่ต่อมาก็ได้กลายเป็นเมืองร้างไป

ต่อมา ค.ศ.1496 พระสังฆราชในนิกายจูโด ชินชู (Joudo shinshu) ได้เริ่มสร้างวัดขึ้น ในเวลาต่อมาได้ขยายตัวออกเป็นวัดขนาดใหญ่ และมีชุมชนรายรอบ จนกลายเป็นเมืองขนาดย่อม ๆ ที่รู้จักกันในนามว่า วัดอิชิยามะ ฮอนงันจิ (Ishiyama Hongan-ji) มีทั้งอิทธิพลและความร่ำรวย ซึ่งได้มาจากสาวกที่ศรัทธานับล้านคน


คูน้ำด้านตะวันตก และหอคอยเซ็นกัง (Sengan)


ต่อมาในราวคริสตศตวรรษที่ 16 พระสังฆราชเค็นเนียว (Kennyo) สั่งสมอำนาจเพื่อเข้าไปมีส่วนในการเมืองการปกครอง มีการสร้างป้อมปราการ ขุดคูน้ำ มีกองทัพพระถึงหนึ่งแสนคน โอดะ โนบุนางะ (Oda Nobunaga) ไดเมียวคนสำคัญที่มุ่งรวบรวมประเทศญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียวในสมัยเซ็นโงะกุจิได (Sengoku Jidai) ได้ยกกองทัพมาทำสงครามกับวัดอิชิยามะฮอนงันจิ ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรก โนบุนางะ ต้องพ่ายแพ้อย่างยับเยิน แต่ในครั้งที่ 2 โนบุนางะ ใช้กองทัพปิดล้อมและตัดเสบียง จนทำให้วัดอิชิยามะฮอนงันจิ ต้องยอมแพ้ในที่สุด และโนบุนางะได้สั่งให้เผาวัดจนหมดสิ้น


ประตูโอเตะมง(Otemon)


ต่อมาเมื่อ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hideyoshi) ได้ครองอำนาจ เล็งเห็นว่า ชัยภูมิของวัดอิชิยามะฮอนงันจิ ดีเยี่ยม จึงให้สร้างปราสาทโอซาก้าแห่งนี้ขึ้น เมื่อ ค.ศ.1583 เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการปกครอง แต่ต่อมาเมื่อฮิเดโยชิตาย โทคุงะวะ อิเอะยะสึ (Tokugawa Ieyasu) ได้ทำสงครามแย่งชิงอำนาจจาก โทโยโทมิ ฮิเดโยริ (Toyotomi Hideyori) ทายาทของฮิเดโยชิ ซึ่งยังเป็นเด็กอยู่มาก โดยมาปิดล้อมที่ปราสาทโอซาก้าแห่งนี้ถึง 2 ครั้ง


ประตูชั้นที่สอง ทะมง (Tamon)


ในสงครามครั้งสุดท้าย คือ สงครามฤดูร้อนปราสาทโอซาก้า ค.ศ.1615 จบลงด้วยชัยชนะของโทคุงะวะ อิเอะยะสึ และคนในตระกูลโทโยโทมิ ฆ่าตัวตายหมด เมื่อได้ชัยชนะแล้ว อิเอะยะสึก็สั่งให้เผาทำลายปราสาทโอซาก้า แล้วก็เอาดินมากลบซากปราสาทเดิมจนหมด เพื่อทำให้ทุกคนลืมความยิ่งใหญ่ของตระกูลโทโยโทมิเสีย



ต่อมาในปี ค.ศ.1620 โทคุงะวะ ฮิเดทะดะ (Tokugawa Hidetada) โชกุนคนที่สองของตระกูลโทคุงาวะ ได้มีบัญชาให้ไดเมียวทุกคนมาช่วยกันสร้างปราสาทโอซาก้าใหม่บนที่เดิม โดยสร้างให้ใหญ่กว่าปราสาทโอซาก้าของฮิเดโยชิ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่า ตระกูลโทคุงะวะ เหนือกว่า ตระกูลโทโยโทมิ การก่อสร้างปราสาทโอซาก้าใหม่นี้ใช้เวลานานถึง 10 ปี


ประตูซากุระมง (Sakuramon)


แต่อย่างไรก็ดี หอคอยหลัก หรือ เท็นชู-คะกุ (Tenshu-kaku) ของปราสาทโอซาก้า ในสมัยเอะโดะ ได้ถูกฟ้าผ่า ไฟไหม้ทำลายเสียหายจนหมดในปี ค.ศ.1665 และต่อมา ส่วนประกอบอื่น ๆ ก็ถูกรื้อทำลายจนหมด ตามคำสั่งรัฐบาลในสมัยเมอิจิ จนเหลือเพียงแค่ฐานรากปราสาทเท่านั้น จนกระทั่ง ค.ศ.1931 ชาวเมืองโอซาก้าได้รวบรวมเงินและขออนุญาตจากทางรัฐบาลเพื่อสร้างปราสาทโอซาก้าขึ้นมาใหม่ และใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ปราสาทโอซาก้าดังที่เราเห็นในทุกวันนี้


ก้อนหินซากุระมง เป็นก้อนหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปราสาท มีพื้นที่ 60 ตารางเมตร และหนักถึง 130 ตัน
เป็นกลอุบายทางจิตวิทยาเพื่อให้ผู้ที่เห็นเข้าใจว่าเป็นหินก้อนใหญ่ทั้งก้อน แต่ความจริงเป็นแค่แผ่นหินบาง ๆ เท่านั้น


แต่อย่างไรก็ดี ในระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บริเวณปราสาทโอซาก้าถูกใช้เป็นฐานทัพกองทัพญี่ปุ่น จึงต้องตกเป็นเป้าทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกาอย่างหนัก สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายหมด แต่ก็ได้มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่ให้สวยงามอย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้ (ข้อมูลจากแผ่นพับ Osaka Castle Museum ครับ)


ต้นโออิจิ สีเหลืองสวยสด ด้านในประตูซากุระมง


สวนญี่ปุ่นข้างเท็นชู-คะกุ





หอคอยหลัก หรือ เท็นชู-คะกุ



รายละเอียดหน้าบันของปราสาทโอซาก้า



ปืนใหญ่ ที่ไม่เคยใช้ในการรบ แต่แค่ใช้ยิงบอกเวลาเที่ยงวันของเมืองโอซาก้า
สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1863 ใช้งานมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1870 จนถึงปี 1923


ภายในเท็นชูคะกุ จะมีทั้งสิ้น 8 ชั้น โดยเราจะเริ่มจากการขึ้นลิฟต์ขึ้นไปที่ชั้นบนสุด คือ ชั้น 8 ซึ่งจะเป็นจุดชมวิวเมืองโอซาก้า 360 องศา


สวนนิชิโนะมารุ (Nishinomaru) วิวจากบนยอดปราสาทโอซาก้า


Osaka Business Park


นอกจากนี้ ถ้ามองลงมาจากยอดปราสาท มายังหน้าบัน จะเห็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของปราสาทโอซาก้า คือ ซาชิ (Sashi) หรือ ปลามังกรสีทอง ซึ่งในแผ่นพับ บอกว่า ก็คือ โลมา (Dolphin) นั่นเอง ซึ่งเป็นสัตว์ที่คนญี่ปุ่นเชื่อว่า จะช่วยป้องกันปราสาทจากไฟไหม้


ซาชิ หรือปลามังกร ของปราสาทโอซาก้า


จากนั้น เราก็ลงบันไดมาเพื่อไล่ชมนิทรรศการที่จัดไว้ในชั้นที่ 7 – 1 โดยในแต่ละชั้น จะมีความน่าสนใจแตกต่างกันไป คือ

ชั้นที่ 7 : เป็นการแสดงประวัติของ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ผู้ริเริ่มสร้างปราสาทโอซาก้า โดยจะมีวิดีโอแสดงหุ่นกระบอก “คะระคุริ” เป็นตัวเล่าเรื่อง



ชั้น 5 : เป็นนิทรรศการ เรื่อง สงครามฤดูร้อนที่ปราสาทโอซาก้า ค.ศ.1614



มีภาพวาดบนฉากแบบญี่ปุ่น แสดงภาพการรบที่ปราสาทโอซาก้าระหว่างฝ่ายโทโยโทมิ กับฝ่ายโทคุงะวะ อันเป็นสงครามครั้งสุดท้าย อันเป็นเหตุให้ปราสาทโอซาก้า ต้องถูกทำลายลง




นอกจากนี้ ก็มีโมเดลแสดงฉากการรบระหว่างกองทหารของซะนะดะ ยูกิมุระ (Sanada Yukimura) ฝ่ายโทโยโทมิ กับ กองทัพตระกูลมัตสึไดระ (Mutsudaira) ฝ่ายโทคุงะวะ ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญกันมากถึงความกล้าหาญของ ซะนะดะ ยูคิมุระ ที่มีจำนวนคนน้อยกว่าหลายเท่า แต่สามารถเอาชนะกองทัพที่ใหญ่กว่าได้ด้วยกลศึกอันชาญฉลาด

ชั้นที่ 4-3 : เป็นการจัดแสดงศิลปวัตถุ ในสมัยของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ เช่น ชุดเกราะ , แบบจำลองห้องชงชาทองคำของฮิเดโยชิ, โมเดลปราสาทโอซาก้าในสมัยฮิเดโยชิ และโมเดลปราสาทโอซาก้าในสมัยเอโดะ ( 2 ชั้นนี้ห้ามถ่ายรูปนะครับ แต่ก็เผลอถ่ายมาแล้ว ไม่ทันเห็นป้ายเตือน)



ชั้น 2 : จะมีการจัดแสดง “ซาชิ” หรือ ปลามังกร ,“ฟุเซะโทระ” หรือ พยัคฆ์คำราม และ “ตราดอกคิคุ” หรือ ตราดอกเบญจมาศ ซึ่งเป็นสิ่งประดับตกแต่งรอบด้านนอบเท็นชูคะคุของปราสาทโอซาก้า



นอกจากนี้ ก็มีบริการให้เช่าแต่งชุดซามุไร และชุดโบราณถ่ายรูปด้วย ซึ่งวันที่เราไป พอดีมีเด็กน้อย พี่สาวกับน้องชาย แต่งตัวชุดกิโมโน กับชุดซามุไรถ่ายรูปกันอยู่ ซึ่งเด็กทั้งคู่ก็น่ารักมาก แถมไม่กลัวกล้องกันด้วย แอ็คท่าถ่ายรูปกันใหญ่ หนูน้อยทั้งสองก็เลยกลายเป็น Model ให้บรรดานักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปน่ารัก ๆ เป็นของฝากจากปราสาทโอซาก้าแห่งนี้ไปด้วย



ชั้น 1 : จะมีการฉายวิดิโอแนะนำประวัติปราสาทโอซาก้าเป็นภาษาต่าง ๆ นอกจากนี้ก็มีพวกประวัติและตำนานต่าง ๆ ของปราสาทโอซาก้า แล้วก็มีร้านขายของที่ระลึก

ตอนเรากำลังเดินออกจากปราสาท เห็นเด็กน้อยคนหนึ่ง แต่งชุดมาเต็มยศเลย ผู้ปกครองเขากำลังถ่ายรูปอยู่กับดอกเบญจมาศที่จัดอยู่หน้าปราสาท เลยขอถ่ายรูปน้องเขาไปด้วย น่ารักดีเหมือนกัน



สุดท้าย เราก็ต้องขอลาจากปราสาทโอซาก้าไปพร้อมกับภาพสุดท้ายนี้...


ดูเวลาอีกทีก็จะเที่ยงอยู่แล้ว ต้องรีบกลับไปรับดาวที่โรงแรมเพื่อจะไปเที่ยวภาคบ่ายกันต่อที่วัดชิเท็นโนจิ และลงเรือ Santa Maria ที่อ่าวโอซาก้า ในตอนเย็นครับ.




 

Create Date : 26 เมษายน 2553    
Last Update : 26 เมษายน 2553 13:36:01 น.
Counter : 3668 Pageviews.  

6. ชมวิวโอซาก้ายามค่ำคืนในบรรยากาศสุดโรแมนติค ที่ Floating Garden Observatory

Umeda Sky Building

หลังจากที่พวกเราจัดการเรื่องห้องพักเสร็จแล้ว ก็ออกไปหาอะไรอร่อย ๆ ทานกัน ก็ง่าย ๆ ครับ ลงรถไฟใต้ดินไปที่สถานี Umeda ซึ่งก็คล้าย ๆ กับ แถว ๆ สีลมของบ้านเรา ช่วง 17.00 น. คนเลิกงานกลับบ้านเดินกันให้ขวักไขว่เต็มสถานีไปหมด รถแน่นทุกขบวน

เราไปหาทานข้าวเย็นกันที่ชั้นใต้ดินของห้าง Hanshin ได้โซบะร้อนกันคนละถ้วย จากนั้นก็เดินต่อไปที่ตึก Umeda Sky Building เพื่อขึ้นไปชมวิวเมืองโอซาก้ายามค่ำคืนที่ Floating Garden Observatory บนยอดตึก Umeda Sky Building ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถขึ้นชมได้ฟรีที่รวมอยู่ใน Osaka Unlimited Pass 2009 แล้ว (ราคาปกติ คนละ 700 เยน)


ต้นคริสต์มาสที่ตึก Umeda Sky Building


บนยอดตึกลมแรงมาก หนาวก็หนาว แต่วิวสวยมาก เห็นเมืองโอซาก้าที่เต็มไปด้วยแสงสีกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ซึ่งความจริงถ้าจะให้ดี ควรจะมาที่นี่ตั้งแต่ตอนเย็น ๆ ก่อนค่ำ เพื่อดูวิวพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ด้วย






วิวเมืองโอซาก้ายามค่ำคืน


ที่สำคัญ ถ้าจะมาตึกนี้ ขอแนะนำให้มากับแฟน !!! เพราะบรรยากาศโรแมนติคมาก ถึงมากที่สุด เท่าที่เราสังเกต คนที่มา มากกว่า 90% จะมากันแบบคู่รัก มีน้อยมากที่จะมาเป็นแบบกลุ่มเพื่อน หรือครอบครัว...ใครมาเดี่ยว ๆ นี่คงเหงาแย่ แถมยังต้องมาเห็นคนเขาเดินกันเป็นคู่ ๆ คงเซ็ง และอิจฉาตาร้อนไม่ใช่เล่น...(แอบเห็นคู่นึงจูบกันแบบ French Kiss เลยอ่ะ)



ที่นี่ยังมีจุดขายเรื่องความรักหลายอย่างมาก เช่น Heart Lock เป็น ล็อกกุญแจรูปหัวใจ ที่เขาจะมีบริการสลักชื่อคู่รักบนตัวแม่กุญแจ เพื่อให้มาล็อกเอาไว้ที่บนยอดตึกนี้







ก็คงเป็นเคล็ด ทำนองว่าล็อกหัวใจคนรักให้อยู่กับเราไปตลอดชั่วนิรันดร์ อะไรทำนองนี้ แถมยังมีรับประกันด้วยว่า เป็นกุญแจที่ไม่มีลูก ไม่มีวันไขออก ตัดไม่ขาด !!! ใครสนใจก็ลองไปใช้บริการดูได้นะ ราคาอันละ 1,000 เยน ครับ



ส่วนที่มุมหนึ่งบนยอดตึก ก็จัดเป็นมุมถ่ายรูปคู่สุดสวีท มีเก้าอี้แดง ๆ บนพื้นจะเป็นไฟสีต่าง ๆ วิ่งไปวิ่งมา แล้วก็จะเปลี่ยนเป็นรูปหัวใจสีแดง สวีทมั่กๆ



ลงมาชั้นล่าง เขาก็ทำเป็นศาลเจ้าแห่งความรัก มีหินอุกกาบาต (ดาวตก) ที่เป็นรูปหัวใจให้คนที่เป็นคู่รักมาอธิษฐานด้วยกัน มีเสี่ยงเซียมซีทำนายรัก ที่นี่จะมีเซียมซีภาษาอังกฤษเอาไว้ให้สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย

ใครมาเที่ยวญี่ปุ่นกับแฟนต้องมาเที่ยวที่ Floating Garden Observatory นะ ดีไม่ดี ได้มาขอแต่งงานกันที่นี่เลย อิ อิ...

ที่นี่ปิดให้บริการเวลา 22.00 น. ครับ.




 

Create Date : 22 เมษายน 2553    
Last Update : 22 เมษายน 2553 8:31:59 น.
Counter : 3374 Pageviews.  

5. ย้อนเวลาหาอดีต ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โอซาก้า

วันที่ 3 : 14 พ.ย. 2552 : โกเบ-โอซาก้า

เช้ารุ่งขึ้น เรา Check out ออกจากโรงแรม ราว ๆ 08.00 น. เพราะนัดดาวไว้ที่สถานี Sannomiya เพื่อเดินทางไปโอซาก้า เวลา 09.00 น. เราเผื่อเวลาไว้เป็นชั่วโมง เพื่อจะเดินชิล ๆ ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศระหว่างทางไปเรื่อย ๆ



สรุปแล้ว เราก็ยังไม่ได้เที่ยวเมืองโกเบจริง ๆ ซักเท่าไร แต่เท่าที่เราหาข้อมูลมา สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองโกเบมีไม่มากนัก แถมไม่ค่อยโดนใจเราเท่าไร... ที่ดัง ๆ ก็มีแถว ย่าน Habour Land ที่มีหอคอยโกเบ และห้าง Mosaic, ย่านโกเบ ไชน่าทาวน์ ที่ถือว่าเป็นไชน่าทาวน์ที่เล็กที่สุดในญี่ปุ่น, ย่านคิตะโนะโจ ซึ่งมีบ้านเรือนแบบตะวันตกสวย ๆ,ยอดเขาร็อคโค่ ชมวิวเมืองโกเบยามค่ำคืน หรือถ้าใครชอบอาบน้ำแร่อนเซ็น ก็ต้องไปที่ อาริมะ อนเซ็น...



เรามายืนรอดาวที่สถานี Sannomiya ฝั่ง East Gate หน้าร้านอาหารที่ทานมื้อกลางวันด้วยกันเมื่อวาน ตามที่ตกลงกันไว้ ตอน 09.00 น. เพื่อจะนั่งรถไฟไปเที่ยวโอซาก้าเป็นวันแรก แต่ 10.00 น. เราก็ยังไม่เห็นดาว อีกสักพักใหญ่ ๆ เกือบ 10.20 น. ดาวถึงได้เดินมา บอกว่า มาถึงตั้งแต่ 09.30 น.แล้ว แต่ไปยืนรอคนละฝั่ง เพราะจำผิด...

เราทั้งสองคน ขึ้น JR Kobe Line ไปลงสถานี Osaka ใช้เวลาประมาณ 40 นาที แล้วก็เริ่มใช้บัตรเบ่ง Osaka Unlimited Pass เป็นครั้งแรก โดยลงรถไฟใต้ดิน Midosuji Line จากสถานี Umeda ไปลงสถานี Nakatsu เพื่อเอากระเป๋าไปเก็บไว้ที่โรงแรม Toyoko Inn Umeda-Nakatsu ซึ่งจะเป็นที่พักของเรา 2 คืน

ขอ comment ว่า โรงแรม Toyoko Inn Umeda-Nakatsu สะดวกมาก เดินออกจากรถไฟใต้ดินสถานี Nakatsu แป๊บเดียว เลี้ยวซ้ายหน้าร้าน Family Mart ก็ถึงโรงแรมเลย ไม่ต้องเดินไกลให้เหนื่อย



จากนั้นพวกเราก็เดินทางด้วยรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Tanimachi 4-chome เพื่อไปเที่ยวแถว ๆ ปราสาทโอซาก้า ตอนนั้นก็ใกล้ๆ เที่ยงแล้วล่ะ ความจริงตามแผนเดิมที่วางไว้ คือ ตอนเช้าเที่ยวปราสาทโอซาก้า แล้วตอนบ่ายเที่ยวพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โอซาก้า ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เพราะใช้ Pass เข้าได้ทั้งคู่ แต่ดู ๆ แล้ว ปราสาทโอซาก้ากว้างมาก อาจจะเดินไม่ไหว เวลาก็มีไม่มาก เลยตัดสินใจเที่ยวในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โอซาก้าก่อน กะว่าคงใช้เวลาไม่นาน ประมาณ ชั่วโมงครึ่ง - 2 ชั่วโมง ก็น่าจะดูครบแล้ว ว่าแล้ว เราก็เดินเข้าพิพิธภัณฑ์กันเลย...

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โอซาก้า

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โอซาก้า (Osaka Museum of History)... ชื่อก็บอกอยู่แล้วล่ะนะว่า เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองโอซาก้า ตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน แต่ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ แต่ที่นี่ก็ไม่ได้เป็นแค่ที่เก็บของเก่าโบราณล้าสมัยอย่างที่เราเคยเห็นที่พิพิธภัณฑ์ที่อื่น แต่มันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไฮเทคมาก แค่ตัวตึกภายนอกก็ทันสมัยไฮเทคอย่างที่เห็นแล้ว โดยเขาจะกำหนดให้เราเริ่มต้นชมพิพิธภัณฑ์ที่ชั้น 10 กันก่อนเล้ยยยยย



ชั้น 10 เป็นส่วนจัดแสดงความเป็นมาของเมืองโอซาก้า สมัยโบราณที่สุด เรียกว่า นะนิวะเคียว (Naniwa-kyo) ปี ค.ศ.744 ได้มีการย้ายเมืองหลวง จาก เฮโจเคียว (Heijo-kyo) หรือ นาระ (Nara) ในปัจจุบัน มาที่เมืองนะนิวะ ก็คือ โอซาก้าในปัจจุบัน และสถานที่ที่เป็นที่ตั้งของพระราชวังโบราณนะนิวะ ก็คือ บริเวณปราสาทโอซาก้า และพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั่นเอง แต่ นะนิวะเคียว เป็นเมืองหลวงอยู่ได้แค่ปีเดียว พอ ค.ศ.745 ราชสำนักก็ย้ายเมืองหลวงกลับไปที่ เฮโจเคียวตามเดิม



ดังนั้น ที่ชั้น 10 จึงได้จำลองบรรยากาศของท้องพระโรง ของพระราชวังโบราณนะนิวะ มีทั้งหุ่นจำลองของพวกขุนนาง นางสนมกำนัล แบบจำลองของพระราชวัง แล้วก็วัตถุโบราณจากซากพระราชวังนะนิวะ ส่วนที่ชั้นใต้ดินของพิพิธภัณฑ์จะมีจัดแสดง Site งานขุดค้นทางโบราณคดีให้ชมกันด้วย



แต่ที่ถูกใจ ประทับใจพวกเรามากที่สุด ก็คือ เขามีบริการให้แต่งชุดโบราณสมัยนะนิวะ แล้วถ่ายรูปให้ฟรีด้วย ตอนที่ดาวกำลังแต่งชุดอยู่ มีกลุ่มเด็ก ๆ เล็ก ๆ เดินมาดูด้วย มีเด็กผู้หญิงคนนึง เห็นดาวใส่ชุดสวย ก็เข้ามาจับที่ชายเสื้อแล้วก็บอกว่า “คิเรนะ คิเรเนะ”… (น่ารักจัง) ทำเอาดาวยิ้มหน้าบานเลย ที่มีเด็กมาชมว่าน่ารัก...



ทีมงานที่ให้บริการแต่งชุดโบราณให้ เป็นอาสาสมัครจากคนในท้องถิ่นแถวนั้น ทุกคนมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสพร้อมให้บริการมาก แม้ว่าแต่ละคนจะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ (บางคนก็พูดแต่ภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ !!!) แต่ก็พยายามชวนเราทั้งสองคนคุยเรื่องต่าง ๆ ตลอดเวลาระหว่างคอยคิวแต่งชุด... มีคุณป้าท่านหนึ่ง พอพูดอังกฤษได้กระท่อนกระแท่น มาคุยกับพวกเรา พอรู้ว่าพวกเรามาจากเมืองไทย แกก็ดีใจใหญ่ บอกว่า แกเคยไปเที่ยวที่เมืองไทยมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไปเที่ยวที่กรุงเทพฯ วัดพระแก้ว ฟาร์มจระเข้สามพราน แล้วก็พัทยา แกชอบโชว์ช้างที่ฟาร์มจระเข้สามพรานมาก...

ดาวกับเรารู้สึกประทับใจมิตรจิตมิตรใจของทีมงานแต่งชุดให้นี้มาก ก่อนเราจะออกจากชั้นนี้ เราเลยมอบของที่ระลึกที่เราเตรียมไปจากเมืองไทย เป็น Magnet ที่เกี่ยวกับประเทศไทยให้ทีมงานทุกคน บอกว่าเป็น Souvenirs from Thailand โดยเฉพาะ Magnet รูปช้างให้กับคุณป้าคนนั้น คุณป้ากับทีมงานดีใจมาก ขอบคุณแล้วขอบคุณอีก เราเองก็ต้องโค้งขอบคุณพวกเขากันหลายรอบเลยทีเดียว



เมื่อลงมาชั้นอื่น ก็จะเป็นการจัดแสดงประวัติของเมืองโอซาก้าในสมัยต่าง ๆ เช่น สมัยที่เป็นที่ตั้งของวัดอิชิยามะฮอนงันจิ และเมืองซะไก (ปัจจุบันเป็นเขตหนึ่งของจังหวัดโอซาก้า) ที่เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขาย, สมัยสร้างปราสาทโอซาก้า, โอซาก้าในสมัยเอโดะ แล้วก็โอซาก้า ในสมัยใหม่ ก็มี Model สไลด์ รูปภาพและสิ่งของหลายแบบ จำลองวิถีชีวิต บ้านเรือนสมัยก่อนให้ดู เราสามารถเดินดู แล้วก็มีมุมให้ถ่ายรูปได้ไม่รู้เบื่อ






น่าเสียดายที่คำอธิบาย กับสไลด์เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน ๆ แต่ถึงอย่างนั้น เราก็คิดว่าสำหรับคนที่ไม่ค่อยสนใจ หรือรู้เรื่องประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ก็ยังสามารถสนุกไปกับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ไม่ยาก เพราะพิพิธภัณฑ์วางรูปแบบการจัดแสดงได้น่าสนใจ มีความหลากหลาย น่าตื่นตาตื่นใจทำให้เดินดูได้ ไม่น่าเบื่อเลยสักนิดเดียว




ถ้ามาเที่ยวโอซาก้า อย่าลืมแวะเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โอซาก้าให้ได้เลยนะครับ...





น่าสนใจ หรือน่าเบื่อ ก็คงดูได้จากว่า จากเดิมที่เรากะว่าจะใช้เวลาที่นี่ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่เอาเข้าจริง ๆ กว่าจะออกจากพิพิธภัณฑ์ ก็เกือบ 16.00 น. หรือ รวม ๆ แล้ว เราใช้เวลาในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นานถึงเกือบ 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว



เราดูเวลาแล้ว คงจะไม่มีเวลาพอที่จะเข้าปราสาทโอซาก้า เลยตัดสินใจกลับไปโรงแรม Toyoko Inn Umeda-Nakatsu เพื่อ Check in แล้วจะไปเที่ยวต่อในค่ำคืนนี้ที่ Umeda Sky building จ้า.




 

Create Date : 21 เมษายน 2553    
Last Update : 26 เมษายน 2553 13:39:32 น.
Counter : 849 Pageviews.  

4. มาโกเบ ก็ต้องทานเนื้อโกเบสิครับ...

โกเบ



โรงแรมที่เราเลือกพักที่เมืองโกเบ คือ โรงแรม Green Hill Hotel Urban ซึ่งเป็น Business Hotel ที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานี Sannomiya แบบที่สามารถเดินไปได้ไม่ลำบากนัก ด้วยเหตุผลเพียงประการเดียว คือ ถูกที่สุด ห้องเตียงเดี่ยว Single Room ราคาคืนละ 3,900 เยน รวมภาษี มีห้องน้ำในตัว ไม่มีอาหารเช้า ซึ่งก็ถือว่าถูกกว่าราคาของโรงแรม Toyoko Inn Sannomiya-eki mae No.2 ที่แม้จะตั้งอยู่ติดกับสถานี Sannomiya เลย แต่ราคาห้องเตียงเดี่ยว เริ่มต้นที่ 7,300 เยน และคืนนี้เราก็พักคนเดียว ไม่ได้ต้องการความสะดวกอะไรมากนัก เอาเป็นว่าให้มีที่ซุกหัวนอนได้ก็พอแล้ว ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่คาด คือ คุณภาพเหมาะสมกับราคาจริง ๆ (อืม...อย่าไปคิดอะไรมาก) แต่ก็ถือว่าใช้ได้... ห้องแคบเท่าแมวดิ้นตาย ห้องน้ำเล็กตามมาตรฐาน แต่มี Fuction เสริมให้นั่นก็คือ ช่อง Adult TV ซึ่งมีตัวอย่างให้ดู 4 ช่อง (ดูได้แค่ช่องละ 1 นาที เอง...ว้า) ถ้าอยากดูให้เต็มที่ก็ต้องซื้อชั่วโมงเพิ่มต่างหากนะจ๊ะ...หุ หุ

สนใจดูและจองผ่านเว็บได้ที่นี่จ้ะ //www.ghu.jp/index_e.html



พอ 19.00 น. เราก็ออกไปสถานี Sannomiya ที่นัดเจอกับฝน เพื่อจะไปทานเนื้อโกเบด้วยกัน... มาถึงโกเบ ก็ต้องกินเนื้อโกเบ สิ ใช่มั้ย ???... ร้านที่เราจะไป คือ ร้าน Kobe Grill Kobo ที่เคยมีสมาชิกห้องก้นครัว เคยรีวิวเอาไว้เหมือนกัน แต่เหตุผลที่เลือกร้านนี้ ก็เพราะเห็นว่าราคาถูกที่สุด

(ปกติเนื้อโกเบ ชุดละหลายหมื่นเยนนะ แต่ที่ร้านนี้เห็นโฆษณาว่าราคาชุดละสี่-ห้าพันเยนเท่านั้น แถมมีส่วนลดให้ด้วย แต่ต้อง Print คูปองจาก Internet ที่เว็บ //r.gnavi.co.jp/fl/en/k774000/coupon.htm ไปให้เขานะ)

ร้านนี้อยู่แถว ๆ สถานี Motomachi เดินหากันอยู่นานเป็นชั่วโมง ถามทางจากชาวบ้านแถวนั้นไปเรื่อย คนแถวนั้นก็รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง หนาวก็หนาว เมื่อยก็เมื่อย กว่าจะเจอก็เกือบถอดใจกินราเม็งแถวๆ นั้นแทนแล้วล่ะ ความจริงเราก็เดินผ่านหน้าร้านนี้มา 3 รอบแล้วล่ะ แต่หน้าร้านมันดันเขียนภาษาอังกฤษว่า Kobe Yakisoba & Grill-Dinning ไม่ใช่ Kobe Grill Kobo ซักกะหน่อย สุดท้ายฝนรู้สึกตงิด ๆ ใจ เข้าไปถามในร้าน ก็สรุปว่าใช่ร้านที่เราเดินหามาตั้งนานแล้วนั่นเอง



เนื้อโกเบที่ร้านนี้ ตามที่ลดราคาให้ใน Internet เป็น Teppanyaki Set ชื่อว่า Kobo Course มี สลัดห่อฟองเต้าหู้,ไก่ย่าง,คอหมูย่าง,ปลาหมึกย่าง,เนื้อโกเบ เกรด A5,ยากิโซบะ แล้วก็ไอศกรีม 2 ลูกเล็ก ๆ ในราคาคนละ 4,880 เยน (ราคาลดแล้ว)...ทั้งชุดนี้ ให้มาแค่อย่างละ 1 ที่ แบ่งกันกิน 2 คน...(ยกเว้น ยากิโซบะ กับไอศกรีม ที่ให้คนละ 1 ที่)เหมือนจะยังไม่อิ่มยังไงก็ไม่รู้

ร้านนี้ ทำให้เราได้เริ่มรับรู้ถึง Spirit ของคนทำงานบริการในญี่ปุ่น ซึ่งเราเคยได้ยินคนเขาร่ำลือกันนักหนามานานแล้วว่า ตั้งใจบริการกันอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู น้องพนักงานที่รับ Order ที่ร้านนี้ น่ารักมาก ไม่ใช่แค่รับ Order แล้วก็เสิร์ฟอาหารให้เราเท่านั้น แต่ยังมาชวนพูดชวนคุย แนะนำอาหารและวิธีการกิน แม้น้องเขาจะพูดได้แต่ภาษาญี่ปุ่นก็ตาม ก็ยังมาชวนคุยตลอด แต่โชคดีที่ฝนรู้ภาษาญี่ปุ่น พอคุยกันรู้เรื่อง เลยทำให้เราเข้าใจด้วย แถมยังช่วยถ่ายรูปให้เราด้วย แถมตอนเราคุยกับฝนเรื่องที่ว่าเราจะไปถ่ายรูปที่ Kobe Tower เห็นเราทำท่างง ๆ เขาก็รีบเอาแผนที่เมืองโกเบมาชี้ให้ดู แล้วบอกทางไปให้ด้วย พอทานเสร็จ เค้าก็เดินออกมาส่งถึงหน้าประตู โค้งแล้ว โค้งอีกกันเลยทีเดียว

เราทานกันเสร็จประมาณ 22.00 น. ฝนก็ขอกลับโอซาก้าเลย เพราะกลัวรถไฟหมด ส่วนเราอยากไปถ่ายรูปวิว อ่าวโกเบตอนกลางคืน เลยแยกกันที่สถานี Kobe แล้วเราก็เดินเท้าฝ่าลมหนาวเย็นยะเยือกระยะทางเกือบกิโล ต่อไปที่ห้าง Mosaic เพื่อให้ได้วิว Kobe Tower กับ Habour Land อันเป็นมุมยอดฮิตมหาชน ที่ใคร ๆ มาโกเบก็ต้องถ่ายมุมนี้ แต่ปรากฏว่า พอเดินไปถึง ได้มุม ได้วิว เล็ง จะกดชัตเตอร์ มันก็ดันดับไฟ Kobe Tower ซะงั้น...



พระเจ้า ...เพิ่งรู้ว่ามันปิดไฟตอน 23.00 น. แบบว่า เซ็งเป็ด เซ็งห่านมาก...หมดกัน ข้าพเจ้าเดินมาให้เหนื่อย ให้เมื่อย ให้หนาวทำไม เพื่ออะไรเนี่ย... ไหน ๆ มาถึงแล้ว ก็เลยถ่ายรูปฉลองความโง่ของตัวเองซะ ได้มาแต่รูป Kobe Tower มืด ๆ มาเป็นที่ระลึกนี่ล่ะ กลับโรงแรมไปนอนดีกว่า...




 

Create Date : 19 เมษายน 2553    
Last Update : 19 เมษายน 2553 10:32:58 น.
Counter : 964 Pageviews.  

3. ชมใบไม้เปลี่ยนสี ที่ ปราสาทฮิเมจิ แสนสวย

ฮิเมจิ



เราออกจากสถานี Sannomiya เมืองโกเบ เวลา 13.30 น. ใช้เวลาเดินทางราว ๆ 45 นาที ถึงสถานี Himeji จุดมุ่งหมายที่นี่ก็คือ ปราสาทฮิเมจิ และสวนโคโคะเอ็น ซึ่งความจริงแล้ว เราชอบปราสาทฮิเมจิมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ทีแรกเราได้ยินมาว่า ปราสาทจะปิดซ่อมใหญ่ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมาแล้ว เลยถอดใจไม่เอาใส่ไว้ในโปรแกรม แต่เพิ่งมารู้ก่อนไปญี่ปุ่นแค่ไม่กี่วันว่า เขาจะเริ่มสร้างโกดังครอบตัวปราสาทหลังเดือนเมษายน 2010 แล้วจะปิดยาวไปจนถึงปี 2015 ช่วงนี้ยังเข้าชมได้ ก็เลยคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ไปชมความงามของปราสาทที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดอันดับ 1 ของญี่ปุ่น ก่อนที่เราไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้มาอีกเมื่อไหร่ เลยตัดโปรแกรมเที่ยวในเมืองโกเบ มาเป็นปราสาทฮิเมจิแทน



ที่ทางออกสถานี JR Himeji จะมี Tourist Information อยู่ เราจึงไปขอเอกสาร และแผนที่ท่องเที่ยวเมืองฮิเมจิ ภายในมี Mascot การท่องเที่ยวเมืองฮิเมจิ เป็นรูปตัวการ์ตูนปราสาทน่ารัก ๆ และของเล่นไม้ เตรียมรับเทศกาลคริสต์มาส

จากสถานี JR Himeji ไปยังตัวปราสาทฮิเมจิ จะเป็นถนนใหญ่ คือ ถนนโอเตะมาเอะ โดริ (Otemae-dori) ที่เรียงรายไปด้วยต้นอิโจ หรือต้นแปะก้วย ที่ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอร่ามทั้งถนน ระยะทางประมาณหนึ่งกิโลเมตรเศษที่คนอื่นใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที แต่พวกเราก็ใช้เวลาไปเกือบชั่วโมง เพราะระหว่างทางมีข้าวของต่าง ๆ ให้แวะดู แวะถ่ายรูปตลอดทาง (อารมณ์ยังดีอยู่)



แต่พอเดิน ๆ ไป ก็รู้สึกว่าเริ่มจะเมื่อยขาแล้ว ดาวเริ่มเจ็บเท้า เพราะใส่รองเท้าไม่มีส้น กว่าจะเดินเข้าถึงตัวปราสาท ก็เมื่อยขา เจ็บเท้ามาก เลยหมดอารมณ์ที่จะขึ้นตัวปราสาท เพราะเท่าที่เห็นก็น่ายังต้องไปอีกไกล เพราะทางเดินขึ้นปราสาทเป็นเขาวงกต ต้องเดินย้อนไปย้อนมา ดาวกับเราก็เลยตัดสินใจว่าจะไม่ขึ้นตัวปราสาท ซึ่งความจริงเอาแค่เดิน ๆ ถ่ายรูปอยู่รอบ ๆ ตัวปราสาทแทนก็หมดเวลาไปเป็นชั่วโมงแล้วเหมือนกัน



ปราสาทฮิเมจิ หรือ ฮิเมจิ-โจ (Himeji-jo) มีชื่อเล่น หรือฉายาว่า ปราสาทนกกระสาขาว (White Heron Castle) ซึ่งได้มาจากการที่ตัวปราสาทฉาบด้วยปูนสีขาว และมีความสวยสง่าราวกับนกกระสากำลังโบยบิน ปราสาทฮิเมจิเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อประมาณ ค.ศ.1581 ขณะนั้น ฮะชิบะ ฮิเดโยชิ (Hachiba Hideyoshi) ยังเป็นแม่ทัพของ โอดะ โนบุนะงะ (Oda Nobunaga) ได้รับคำสั่งให้ยกทัพมาปราบปรามตระกูลโมริ เมื่อยกทัพมาถึงดินแดนแถบนี้ เขาได้รับคำแนะนำจาก คุโรดะ โยชิทะกะ (Kuroda Yoshitaka) ให้สร้างปราสาทขนาดเล็กขึ้นบนยอดเนินเขาฮิเมะยามะ (Himeyama Hill) เพื่อเป็นฐานทัพ แต่ภายหลังสงครามสิ้นสุดลง ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรอีก



ต่อมา อิเคดะ เทรุมะสะ (Ikeda Terumasa) บุตรเขยของโชกุน โทคุงะวะ อิเอะยะสุ (Tokugawa Ieyasu) ได้รับแต่งตั้งให้มาเป็นไดเมียวแห่งแคว้นฮาริมะ จึงได้บูรณะต่อเติมปราสาทให้ใหญ่โตขึ้นในช่วงระหว่าง ค.ศ.1601-1609 เพื่อเป็นการแสดงแสนยานุภาพของตระกูลโทคุงะวะ ต่อมา ในปี ค.ศ.1617 ฮอนดะ ทะดะมะซะ (Honda Tadamasa) ได้รับแต่งตั้งให้มาปกครองปราสาทนี้แทน โดยบุตรชายของเขาได้สมรสกับท่านหญิงเซ็น ฮิเมะ (Sen-Hime) หลานสาวของโชกุน โทคุงะวะ อิเอะยะสุ และต้องเดินทางมาพักอาศัยอยู่ที่ปราสาทแห่งนี้ด้วย ดังนั้น เขาจึงต้องปรับปรุงปราสาทโดยสร้างหอคอยเสริม ที่อ่อนช้อยสวยงามให้เป็นที่พักอาศัยของท่านหญิง



ต่อมา ในช่วง ค.ศ.1749-1868 สมัยปฏิรูปการปกครองเมอิจิ (Meiji Restoration) รัฐบาลกลางที่โตเกียวได้มีคำสั่งให้ทำลายปราสาทหลายแห่งลง ตามนโยบายทำลายอำนาจของเจ้าครองแคว้นในระบบซามุไรศักดินา แต่ปราสาทฮิเมจินี้ก็รอดพ้นจากถูกทำลายลงมาได้ ด้วยความช่วยเหลือของ นายพันเอกนากามุระ (Colonel Nakamura) รองปลัดกระทรวงกลาโหม และก็ยังรอดพ้นการทิ้งระเบิดอย่างหนักจากฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเป็นปราสาทเพียงไม่กี่แห่งในญี่ปุ่น ที่คงสภาพความสวยงามตามแบบดั้งเดิมไว้ได้อย่างดีเยี่ยม จนในปี ค.ศ.1993 ปราสาทฮิเมจิ จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และในปัจจุบันนี้ ตามการจัดอันดับของคนญี่ปุ่น ถือว่า ปราสาทฮิเมจิ เป็นปราสาทที่สวยงามที่สุดอันดับ 1 ในกลุ่มปราสาทโบราณดั้งเดิม (ข้อมูลจากแผ่นป้ายหน้าปราสาทครับ)


สะพานซากุระมง (Sakuramon Bridge) ทอดเข้าสู่ประตูทางเข้าหลัก



ประตูโอเตะมง (Ote-mon) เป็นประตูทางเข้าหลักของปราสาท


เข้ามาด้านใน ก็จะพบกับลานกว้างหน้าปราสาท มีชื่อว่า ลานซันโนะมารุ (Sannomaru Sqaure) ซึ่งมีต้นอิโจ ต้นใหญ่ต้นหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามมาก ตอนที่เราไปถึงก็กำลังเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองสวยสดพอดี


ปราสาทฮิเมจิ จากหน้าลานซันโนะมารุ




ส่วนทางเดินรอบ ๆ ปราสาทนั้นก็เต็มไปด้วยต้นซากุระ ที่ใบกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดง สีส้มเต็มไปหมด ซึ่งถ้าใครมาในช่วงเดือนเมษายน ก็จะเห็นดอกซากุระ สีชมพู บานเต็มไปหมดสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง ปราสาทฮิเมจิ แห่งนี้ ก็ถือว่าเป็นแหล่งชมซากุระที่งดงามมากไม่แพ้ที่อื่น ซึ่งถ้ามีโอกาส เราก็อยากกลับมาดูปราสาทฮิเมจิในฤดูใบไม้ผลิอีกซักครั้งหนึ่งเช่นกัน...







ความจริง พวกเราตั้งใจว่า ถ้าไม่ขึ้นปราสาท จะไปที่สวนโคโคะเอ็น (Koko-en) ที่อยู่ข้าง ๆ ปราสาทแทน เพราะขึ้นชื่อว่า เป็นสวนญี่ปุ่นที่สวยที่สุดอันดับ 1 เช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี จะสวยมากเป็นพิเศษ แต่ปรากฏว่า เราหาทางเข้าไม่เจอ ตอนแรกเดิน ๆ ไป เห็นสวนข้าง ๆ ปราสาท นึกว่าเป็นสวนโคโคะเอ็น แต่ที่ไหนได้ เป็นแค่สวนภายในเขตปราสาทเท่านั้น มีชื่อว่า สวนดอกโบตั๋นเซ็นฮิเมะ (Sen-Hime Peony Garden) ซึ่งฟังจากชื่อ ก็น่าสนใจแล้วว่าในฤดูใบไม้ผลิ หรือฤดูร้อน สวนแห่งนี้คงจะมีดอกโบตั๋นสวยงามผลิบานเต็มไปหมด แต่เรามาผิดเวลาไปหน่อย จึงได้แต่ชื่นชมความงดงามของใบโมมิจิสีแดง ของฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น









นอกจากนี้ ด้านหน้าทางเข้าตัวปราสาท ยังมีการจัดกิจกรรมเทศกาลชมดอกเบญจมาศ และการจัดสวนบอนไซอีกด้วย ซึ่งทราบว่า จะมีเทศกาลนี้ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปีที่บริเวณสถานที่สำคัญ ๆ ของทุกเมืองในญี่ปุ่น



เราทั้งสองคน ใช้เวลาเดินไปเดินมาแค่รอบ ๆ ด้านหน้าปราสาทไปเกือบ 2 ชั่วโมง มารู้ตัวอีกทีก็จะ 16.00 น. แล้ว แต่บรรยากาศโดยรอบ ยิ่งเย็นลง แม้นักท่องเที่ยวจะค่อยทยอยเดินออกไป แต่คนท้องถิ่น ก็กลับยิ่งเข้ามาเพิ่มมากขึ้น...



...มีทั้งเด็ก ๆ วิ่งเล่นไล่จับ เล่นซ่อนหา ผู้สูงอายุเดินออกกำลังกาย วัยรุ่นหนุ่มสาวควงแขนเดินชมใบไม้แดงกันเป็นคู่ ๆ คุณปู่พาหลานสาวตัวน้อยมาเดินเล่น ครอบครัวพ่อแม่ลูก พาสุนัขมาเดินเล่น ... ท่ามกลางแสงอาทิตย์แดดสุดท้ายของวัน และเสียงนกกาที่ดังกังวานไปทั่วบริเวณนั้น…



...บรรยากาศที่โล่ง โปร่งสบาย เรียบง่าย ไม่สับสนวุ่นวาย ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย อยากจะนั่งพักอยู่ที่นี่ไปอีกนาน ๆ ไม่อยากจะลุกไปไหนเลย.




 

Create Date : 12 เมษายน 2553    
Last Update : 28 กันยายน 2553 13:30:03 น.
Counter : 2094 Pageviews.  

1  2  3  4  5  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.