Veritatem dies aperit. เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงเสมอ

Justice of the Peace
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Justice of the Peace's blog to your web]
Links
 

 
20. คืนถิ่นโอซาก้า (แบบหลง ๆ) + ไปกินขาปูร้านคะนิโดระคุด้วยกันมั้ยครับ !!!

โอซาก้า - นัมบะ



จากเกียวโต พวกเรากลับโอซาก้า โดยรถไฟ Hankyu Kyoto Line เช่นเดียวกับขามา โดยต้องไปเปลี่ยนรถที่สถานี Katsura แล้วนั่งต่อไปลงที่สถานี Umeda



จากนั้น เราก็ต้องเดินไปลง Subway Midosuji Line ที่สถานี Umeda ซึ่งพวกเราก็ต้องเผชิญกับความหฤโหดที่ยังไม่เคยเจอมาก่อน เพราะช่วงที่เราไปถึงโอซาก้านั้นเป็นช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. คนเลิกงานกันแล้ว Subway แต่ละขบวนคนเยอะสุด ๆ เบียดเสียดกันจนแทบยืนไม่ได้ ทำให้เราได้ลิ้มรสบรรยากาศปลากระป๋อง ที่ขึ้นชื่อนักหนาของรถไฟญี่ปุ่น พวกเราเองก็ของเยอะแยะ ทั้งกระเป๋าเดินทาง ทั้งเป้ ทั้งถุงขนมที่หอบหิ้วมาจากเกียวโตอีก กว่าเราจะมาถึงสถานี Namba ได้ ก็เล่นเอาสะบักสะบอมกันทั้งคู่

แต่เรื่องเศร้ายังไม่หมดแค่นั้นครับ... พอพวกเราขึ้นมาจาก Subway สถานี Namba เราก็หลงทิศทันที เพราะดูจากแผนที่ เปรียบเทียบกับของจริงแล้วมันไม่ค่อยเหมือนกันซักเท่าไหร่ แล้วมันก็เป็นทางหลายแยก ในแผนที่ไม่ได้เขียนชื่อตึกอะไรให้เป็นจุดสังเกต เลยไปต่อไม่ถูก ไม่รู้จะเดินไปทางไหนดี

ขณะที่กำลังยืนงง ๆ กับแผนที่อยู่ที่ริมถนนตรงหน้าทางลงสถานี Namba นั่นเอง ก็มีคุณป้าท่านหนึ่ง เดินเข้ามาทักทันที ...คงประมาณว่าสงสารกะเหรี่ยงตาดำ ๆ สองคนยืนเอ๋อ ๆ อยู่กลางสี่แยกอ่ะ... คุณป้าเองก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรอกนะ แกพูดแต่ภาษาญี่ปุ่นล้วน ๆ เราก็ยื่นแผนที่โรงแรมที่เป็นภาษาญี่ปุ่นให้แกดู ก็รู้สึกว่ายังไม่แน่ใจเท่าไร ชี้มือชี้ไม้ไปโน่นนี่

สุดท้ายแกก็ชี้ไปทางถนนใหญ่เส้นหนึ่ง แล้วบอกเราประมาณว่า ให้เราเดินตรงไปทางนี้แหละ... เราเห็นแกดูไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร เพราะถ้ารู้ แกต้องชี้บอกได้ทันทีสิ...ใช่มะ เราก็รู้สึกไม่ค่อยเชื่อถือแกเท่าไรนัก และเราก็คิดว่าน่าจะเดินไปอีกทางหนึ่งมากกว่า (แน๊ะ...โง่แล้วยังทำหยิ่งอีก ) แต่ก็ไม่อยากขัดน้ำใจแก เราก็ขอบคุณแล้วลาคุณป้าเดินออกไปตามทางที่แกชี้น่ะแหละ แต่แล้วเราก็เดินนำดาวเลี่ยงออกไปอีกทางหนึ่งที่เราคิดว่าน่าจะใช่มากกว่า...

...เดิน ๆ ไปซักพัก ก็มาออกถนนเล็กสายหนึ่ง แต่ตอนนั้นเราเริ่มไม่มั่นใจแล้ว เพราะบรรยากาศมันวังเวงลงเรื่อย ๆ ...รู้งี้น่าเดินเลียบริมถนนใหญ่เอาไว้ก็ดี... แล้วตอนนั้นก็เสียเวลาไปมากแล้วด้วย แต่ก็โชคดี ที่เดินออกมาเจอสถานีตำรวจพอดี เราเลยรีบเข้าไปถาม ตำรวจหญิงคนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ ก็ชี้ทางบอกเราว่าให้กลับหลังหัน เดินตรงไป ออกถนนใหญ่แล้วเลี้ยวซ้าย ก็จะเห็นโรงแรมแล้ว... เราดีใจมาก รีบเดินไปตามที่ตำรวจบอก ปรากฏว่า ออกถนนใหญ่มาก็เจอป้ายโรงแรม Toyoko Inn Osaka-Namba ตัวเบ้อเริ่มอยู่อีกฝั่งถนนเลย...โอ้วว บันไซ ไชโย้ววว !!!

พอเราข้ามฝั่งมา ดูสภาพถนนให้ดี ๆ อีกที...อ้าว ...นี่มันก็ถนนเดิม ที่เมื่อตะกี้ เรายืนงง ๆ คุยกับคุณป้าอยู่นี่นา คือ ความจริงแล้ว ถ้าเราเชื่อคุณป้า เดินไปตามทางที่คุณป้าชี้บอกให้ ตรงมาเรื่อย ๆ ก็เจอโรงแรมแล้ว (เพราะถนนมันหักมุมนิดเดียว ทำให้เรามองไม่เห็นป้ายโรงแรม) แต่เราดันอวดดี เชื่อมั่นในตัวเอง เดินอ้อมเข้าซอยเล็กซอยน้อยไปไกล...เป็นไงล่ะ... ก็เสียแรงไปเปล่า ๆ น่ะสิ ...เฮ้อ... แต่เอาเถอะ เจอโรงแรมก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว...

พอพวกเราก็จัดการ Check In กับเอาข้าวของเก็บเข้าห้องเรียบร้อยแล้ว พักผ่อนแป๊บนึง แล้วก็ออกไปทานข้าวเย็นกัน โดยวันนี้ เราต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง คือ ต้องไปกินปู ที่ร้านคะนิโดระคุ ที่โดทงโบริ ให้ได้

ตอนแรกเราคิดว่า จากโรงแรม ซึ่งก็อยู่แถว ๆ นัมบะ เดินไปโดทงโบริ คงจะไม่ไกลเท่าไหร่ แต่พอเดินไปถึงแถวๆ ห้าแยกจุดเดิมที่เคยยืนคุยกับคุณป้า เราก็เกิดรู้สึกไม่มั่นใจซะงั้น... กลัวว่าจะเดินหลงทางไปโดทงโบริไม่ถูก

ตอนนั้นก็ประมาณ 20.00 น. กว่า ๆ แล้ว ระหว่างรอสัญญาณไฟข้ามถนน เราก็หันไปเห็นผู้ชายญี่ปุ่นวัยประมาณ 40 เศษๆ คนหนึ่ง เห็นใส่สูทผูกเน็คไท อย่างดี เราก็เข้าใจเอาเองว่า เขาน่าจะรู้ภาษาอังกฤษและน่าจะพอบอกทางเราได้ เราก็เลยถามทางไปโดทงโบริกับเขา...

ปรากฏว่าเขาพูดไม่ถูก...อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ พูดภาษาอังกฤษออกมาได้เป็นคำ ๆ อ่ะ... เราก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง มึน ๆ งง ๆ เขาเห็นแล้วก็คงเวทนากะเหรี่ยงตาดำ ๆ อย่างเราเนี่ยล่ะนะ เขาก็เลยพูดเลยว่า “Follow me !” แล้วชี้ไม้ชี้มือให้เราเดินตามเขาไป โดยเขานำเข้าไปผ่านทาง Ebisubashi-suji ซึ่งก็เป็น Shopping Street ลักษณะคล้าย ๆ กับ Shinsaibashi-suji ที่เราเคยมาเดินแล้วในวันที่อยู่โอซาก้าวันแรก ๆ ...

ระหว่างทางเขาก็ถามเราว่า อายุเท่าไร มาจากไหน จะไปทำอะไรที่โดทงโบริ เราก็บอกว่า จะไปร้านคะนิโดระคุ ...เขาก็พยักหน้า อ้อๆ อื้อ ๆ ไป... เขาเดินเร็วมากเลย จนดาวกับเราเกือบเดินตามเขาไม่ทัน มีช่วงนึงที่คนเดินผ่านไปผ่านมาเยอะมาก แล้วมีคนเดินตัดหน้าเรา เราเสียจังหวะ เลยเดินตามเขาไม่ทัน ดาวมาบอกเราทีหลังว่า เขาหันมามองแล้วไม่เห็นเรา ดูท่าทางเขาตกใจมากเลย ถึงกับหยุดยืนมองหาเราไปทั่วเลย สงสัยว่ากลัวเราจะพลัดหลงกับเขามั้ง พอเขาเห็นเราเขาก็รู้สึกโล่งอก...

แล้วเขาก็พาเราเดินมาส่งจนถึงหน้าร้านคะนิโดระคุเลยทีเดียวนะ พอถึงหน้าร้านแล้วเขาก็ชี้ให้ดู... ว่าใช่ร้านนี้มั้ย เราบอกว่าใช่แล้วครับ แล้วเขาก็ขอตัวกลับ ซึ่งก็เดินกลับไปทางเดิมนั่นแหละ... เรานี่ถึงกับอึ้งมาก ๆ เลย ที่เขาอุตส่าห์มีน้ำใจให้กับคนต่างชาติอย่างพวกเรา ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว แค่เขาบอกทางเรามา เราก็รู้สึกขอบคุณเขามาก ๆ แล้ว... แต่นี่ เขายอมเสียเวลา เสียแรง เดินมาส่งเราตั้งไกล เพราะระยะทางจากที่เราเริ่มเดินจนถึงโดทงโบรินี่ก็ไม่ใช่ใกล้ ๆ เลยนะ ประมาณเกือบหนึ่งกิโลเมตรได้เลยแหละ...

ทั้งยังตอนที่ดาวบอกเราว่า ที่เดินตามเขาไม่ทัน ดูท่าทางเขาตกใจมาก แล้วมองหาตัวเราไปทั่วเลยน่ะ แสดงให้เห็นว่า เขามีความรับผิดชอบในตัวพวกเรามาก ๆ เลยนะ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว เขาไม่ได้มีหน้าที่ที่จะต้องดูแลอะไรเราถึงขนาดนั้นเลย... และเราก็ไม่ได้อ้อนวอนขอร้อง หรือจ้างเขาให้ไปส่งเราด้วยซ้ำ แต่เขากลับมีน้ำใจแก่เรามากมายถึงขนาดนี้... เราไม่รู้จะขอบคุณเขาด้วยอะไรดี (ไม่ได้เอาของที่ระลึกติดมือมาด้วย)

ดาวกับเราก็ทำได้แต่เพียงโค้งคำนับขอบคุณเขาให้สวยงามที่สุด ซึ่งเราก็ว่ายังไม่เพียงพอกับน้ำใจของเขาเลยซักนิด … ในใจของดาวกับเรานั้น ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกประทับใจ และซาบซึ้งในน้ำใจของเขาอยู่เสมอ... นี่เป็นครั้งที่สองในทริปแล้วนะ ที่เราได้รับน้ำใจจากคนญี่ปุ่น ที่ก็ไม่เคยได้รู้จักมักคุ้นอะไรกันมาก่อน ทั้งที่เราก็เป็นเพียงคนต่างชาติต่างภาษาที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ซักคำ แต่เขากลับมีน้ำใจไมตรีให้กับคนต่างชาติได้ถึงขนาดนี้... ขอบคุณมากครับ.

ไปกินปูกันที่ ร้านคะนิโดระคุ กันดีกว่าครับ



ร้านคะนิโดระคุ เป็นร้านที่ขายแต่อาหารที่ทำด้วยปูเท่านั้น มีหลายสาขาตามเมืองใหญ่ ๆ ในญี่ปุ่น ที่โดทงโบรินี้ก็มีตั้ง 2 ร้าน แต่เราเลือกร้านที่อยู่ติดสะพานข้ามคลองโดทงโบริพอดี (ตึกที่มีป้ายโฆษณาเบียร์อาซาฮี)

เข้าไปในร้าน ก็จะเห็นตู้โชว์วัตถุดิบของร้านที่เราจะทานกันในวันนี้ล่ะครับ...



ได้ขึ้นไปทานที่ชั้น 4 ติดริมกระจกมุมที่มองลงมาเห็นสะพานโดทงโบริพอดี เลยได้กินไปมองแสงสีของโอซาก้าไปด้วย...



อาหารของที่ร้าน มีทั้งแบบเป็น Set และแบบ a la carte... หลังจากที่ต้องคิ้วขมวดกับเมนูซึ่งไม่ว่าจะแบบไหน ราคาก็แพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันทั้งนั้น ในที่สุด เราก็สั่งเป็น Set หม้อไฟ เซ็ทใหญ่หนึ่ง เซ็ทเล็กหนึ่ง...



อาหารมาเสิร์ฟแล้วครับ...ทานกันเล้ยยย


ออเดิร์ฟ



ขาปูนึ่ง




ซาชิมิขาปู



ขาปูย่าง



เครื่องหม้อไฟมาแล้ววววววว



ซูชิปู กับเทมปุระปู


ที่อยู่ในเซ็ทก็มีเป็น ออเดิร์ฟ, ซาชิมิขาปู (ปูดิบครับ ดาวไม่ทานของดิบ เราเลยต้องรับผิดชอบเอง... 555 ขอบอกว่าปูดิบสด ๆ หวานอร่อยมาก), ไข่ตุ๋นเนื้อปู (หวานไปนิด), กราแต็งปู (ถ่ายรูปไม่ทัน...จ้วงไปแล้ว 555), ขาปูนึ่ง (แต่เย็นเจี๊ยบ), ขาปูย่าง (เย็นเจี๊ยบเช่นกัน), ซูชิปู (อันนี้อร่อยครับ), เทมปุระปู แล้วก็มีชุดหม้อไฟ ที่ใช้น้ำซุปปูหวานเจี๊ยบ ซึ่งพอเราทานเสร็จแล้ว พนักงานเค้าก็จะเอาเศษผักอะไรที่เหลือ ๆ ขึ้นจากหม้อทั้งหมด แล้วก็ใส่ข้าวสวย ไข่ไก่ สาหร่าย ลงไปคน ๆ ทำเป็นข้าวต้มปูอีก... แต่ว่าตอนนั้น ดาว กับเรา อิ่มอืดมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ แล้ว เลยทานไม่หมด...

...แถมพอทาน ๆ ไป เริ่มรู้สึกว่าน้ำซุปปูมันหวานเลี่ยนเกินไป เพราะอาหารเกือบทั้งหมดมีแต่รสเลี่ยนหวาน ๆ ไม่มีอาหารรสจัด ๆ อะไรมาช่วยตัดรสเลย แล้วก็เนื้อปูมัน ออกจะชืด ๆ เย็น ๆ (เขาบอกว่า การทานปูเย็น ๆ ช่วยรักษาความสด และความหวานของเนื้อปู ได้มากกว่าเอาไปทำให้ร้อนน่ะ)

เรารู้สึกว่าทานมาก ๆ แล้วเริ่มรู้สึกเบื่ออ่ะ... ทั้งดาวกับเราก็ชอบทานปูนะ ยิ่งถ้าเป็นปูม้า หรือปูทะเลนึ่งอุ่น ๆ แล้วจิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ด รสแซ่บ ๆ...โอ้ว สวรรค์ชัด ๆ (พิมพ์ไปน้ำลายไหลไป) กะว่าคราวหน้า ถ้ามีโอกาสไปกินอีก เอาน้ำจิ้มซีฟู้ดติดกระเป๋าไปด้วยดีกว่า...อิอิ

ในเซ็ท จะมีไอศกรีมเป็นของหวานด้วย ของดาวเลือก ไอศกรีมวนิลา ส่วนของเรา เลือก ไอศกรีมชาเขียว

เขาก็เล่นง่ายดีครับ... ชงชาเขียวมัทฉะมาเทใส่ไอศกรีมวนิลาเลย ก็กลายเป็นไอศกรีมชาเขียวแล้ว...แต่ก็อร่อยดีนะ

เบ็ดเสร็จมื้อนี้ หมดไป 8,000 กว่าเยน นับว่าเป็นมื้อที่หรูที่สุด อร่อยที่สุด ดีที่สุด และแพงที่สุดของทริปนี้ ...กลับโรงแรมไปนอนอิ่มอืด หลับสบายเลยจ้า...


Create Date : 03 มิถุนายน 2553
Last Update : 3 มิถุนายน 2553 7:46:07 น. 2 comments
Counter : 2541 Pageviews.

 
มาศึกษาข้อมูล เพื่อได้ไปเที่ยวบ้าง


โดย: aonnimaster วันที่: 3 มิถุนายน 2553 เวลา:8:21:43 น.  

 
อยากไปญี่ปุ่นซะแว้ว


โดย: auau_py วันที่: 3 มิถุนายน 2553 เวลา:18:23:09 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.