การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ

การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมีปัจจัยหลายประการเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยที่ปัจจัยด้านความพร้อมของผู้ขับขี่เป็นปัจจัยประการสำคัญนอกเหนือจาก ปัจจัยด้านสภาวะแวดล้อมและสภาพของรถ เมื่อเห็นภาพข่าวการเกิดอุบัติเหตุ เรามักจะนึกถึงผู้ขับขี่ที่อยู่ในสภาพเมา หลับในหรือไม่ชำนาญเส้นทาง แต่เราไม่เคยตระหนักกันว่าการเสียสมาธิในขณะขับรถ เป็นสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยพฤติกรรมที่ทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิได้แก่ การคุยกับผู้อื่น ไม่ว่าจะคุยกับผู้โดยสารคนอื่นในรถหรือคุยโทรศัพท์ การปรับเครื่องเสียงหรือวิทยุ การรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม การแต่งหน้า แต่งตัว จัดทรงผม และการมีกิจกรรมกับเด็กเล็กที่นั่งอยู่เบาะหลัง

จากการสำรวจจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วประเทศ ระหว่างปี พ.ศ.2548 ถึง 2555 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พบว่าจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 10-15 ทุกปี จาก 21 ล้านคนในปี 2548 เป็น 44 ล้านคนในปี 2555 จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่เพิ่มขึ้นนี้ อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุจราจรในประเทศสูงขึ้น

สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการวิจัยเรื่อง การสำรวจความเสี่ยงจากการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะขับรถยนต์ในประเทศไทย พ.ศ. 2552 พบว่าจังหวัดที่มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในขณะขับรถจำนวนมาก จะมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูง โดย ทั่วประเทศมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถประมาณ 11,542,723 คน มีการเกิดอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากการใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถจำนวน 729,997 คน และเกือบจะเกิดอุบัติเหตุจำนวน 1,152,999 คน จังหวัดที่มีการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถมากที่สุดคือจังหวัดราชบุรี (ร้อยละ 98.7 ของจำนวนผู้ขับรถ) จังหวัดที่มีการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถน้อยที่สุดคือจังหวัดพิษณุโลก (ร้อยละ 43.2 ของจำนวนผู้ขับรถ) จังหวัดที่มีการเกิดอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากการใช้โทรศัพท์ในขณะขับรถมาก ที่สุดคือจังหวัดราชบุรี (ร้อยละ 20.9 ของจำนวนอุบัติเหตุ) และจังหวัดที่มีการเกิดอุบัติเหตุน้อยที่สุดคือจังหวัดกำแพงเพชร (ร้อยละ 1.0 ของจำนวนอุบัติเหตุ)

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bangkokpattayahospital.com/th/healthcare-th/emergency-medical-service-th/emergency-services-health-article-th/item/2636-the-accident-th.html

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเฟิ่มเติมได้ที่ ศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ดูเว็บไซต์ที่ www.bangkokpattayahospital.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ปรึกษาแพทย์ได้ ที่นี่




Create Date : 16 กันยายน 2558
Last Update : 16 กันยายน 2558 13:33:15 น.
Counter : 337 Pageviews.

1 comment
ต้อหิน

“ปาร์ตี้เมื่อคืนสนุกมากเพลงก็มันส์เราเต้ากระจายเลย” ... “อาจเข้าไปสายจองที่ให้ด้วยนะอยากนั่งย่างเธอ” ...เคยไหมคะที่ต้องสะดุ้งกับอาการเบลอทางสายตาเมื่อได้รับข้อความแชทผ่านไลน์ หรือ คอมเม้นต์ในเฟซบุค ผิดไปจากความเป็นจริง ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดจากการมองเห็นเช่นนี้คือสัญญาณเตือนภัยอย่างหนึ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคร้ายทางสายตาอย่าง “ต้อหิน” ค่ะ

ในปัจจุบันคนจำนวนมากต้องตกตะลึงเมื่อค้นพบว่าตนเองเป็นต้อหินแม้ว่าอายุจะยังไม่ถึง 40 ปี เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตที่ต้องผูกติดกับสมาร์ทโฟน หรือ แท็ปเล็ต จนแทบจะแยกจากกันไม่ได้ การใช้สายตาอย่างต่อเนื่องทำให้ ตาแห้ง เกิดความล้าทางสายตา ทำให้ความดันในลูกตาสูง อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการลุกลามของต้อหิน นอกจากนี้น้ำที่หล่อเลี้ยงตาจะมีปริมาณลดลงทำให้ระดับความดันภายในลูกตาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างช้าๆ และต่อเนื่อง ซึ่งถ้าเพิ่มขึ้นเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ขั้วประสาทถูกทำลาย จนถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น

โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคต้อหินมักไม่รู้ตัวว่าโรคนี้ได้ก่อตัวขึ้นจนกว่าจะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติต่าง ๆ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามประเภทของต้อหิน  หากคุณเข้าข่ายโรคต้อหินเรื้อรัง (ต้อหินมุมเปิด) คุณจะไม่มีอาการปวดตาหรือตาแดง แต่จะสังเกตพบว่าสายตาค่อยๆ มัวลงในระยะเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี หากไม่ได้รับการวินิจฉัย และรักษาทันท่วงทีจะทำให้ตาบอดได้ในที่สุด  ในขณะที่โรคต้อหินฉับพลัน (ต้อหินมุมปิด) จะแสดงอาการตาแดง ปวดตาจนรู้สึกคลื่นไส้ต้องการอาเจียน หรือ ปวดศีรษะในตอนเช้า รวมไปถึง อาการตาพร่าเมื่อมองไปที่ดวงไฟจะเห็นเป็นวงกลมจ้า ซึ่งมักพบบ่อยในกลุ่มผู้ที่ขับรถในเวลากลางคืน  หากไม่รักษาตาจะบอดอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วัน   ส่วนโรคต้อหินชั่วคราวจะเกิดขึ้นหากคุณเคยมีแผลในดวงตา ตาอักเสบ เนื้องอก ตาบวม หรือเคยใช้ยาบางชนิด เช่น ยาหยอดตาบางชนิดที่มีสารสเตอรอยด์ภายหลังการผ่าตัดตา เช่นเปลี่ยนกระจกตา หรือการผ่าตัดต้อกระจก และโรคต้อหินโดยกำเนิด ซึ่งเกิดกับทารกแรกเกิด โดยแม่สามารถสังเกตความผิดปกติได้จากขนาดลูกตาของลูกที่ใหญ่กว่าเด็กปกติ กลัวแสง กระจกตาหรือส่วนของตาดำจะไม่ใสจนถึงขุ่นขาว และมีน้ำตาไหลมาก

การสังเกตลักษณะความผิดปกติของดวงตาสำหรับบุคคลทั่วไปนั้นอาจทำได้ไม่ง่ายนัก การตรวจสุขภาพดวงตาจึงเป็นทางออกที่ดี และสามารถทำได้โดยปราศจากความเจ็บปวด จักษุแพทย์จะเริ่มทำการตรวจเช็คตาโดยละเอียดรวมทั้งการซักประวัติทางร่างกาย ประวัติทางครอบครัว และ ทำการวัดสายตา เพื่อวัดการมองเห็นก่อนว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ ต่อจากนั้นจักษุแพทย์จะวัดความดันตา ซึ่งเป็นการตรวจที่สำคัญมากของการตรวจต้อหินเพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงเพียงอย่างเดียวที่ควบคุมได้ และ ตรวจดูขั้วประสาทตา และจอตา เพื่อตรวจการทำงาน และรูปร่างลักษณะของขั้วประสาทตา ซึ่งเป็นอวัยวะที่กระทบกระเทือนโดยตรงจากต้อหิน  

นอกเหนือจากวิธีดังกล่าวคุณยังสามารถตรวจหาต้อหินได้ด้วยการตรวจพิเศษโดยเฉพาะสำหรับโรคต้อหิน ซึ่งเป็นการตรวจดูมุมตาด้วยเครื่องตรวจลานสายตาอัตโนมัติ ที่ให้ข้อมูลละเอียดกว่าและสามารถตรวจดูการกระจายของเส้นใยประสาทได้ และ การตรวจขั้วประสาทตาด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถถ่ายภาพและวิเคราะห์ขั้วประสาทตาได้ด้วยคอมพิวเตอร์ โดยถ่ายรูปขั้วประสาทตาได้มุมเฉพาะ แล้วส่งสัญญาณจากกล้องไปที่คอมพิวเตอร์ จากนั้นแสดงออกทางจอภาพได้ทันที ด้วยเครื่องมือนี้จักษุแพทย์สามารถวัดความกว้าง ยาว และลึก ของขั้วประสาทตา ได้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ และใช้ในการติดตามผู้ป่วยโรคต้อหินได้อย่างใกล้ชิด และละเอียดละออ

ยิ่่งใกล้ช่วงเทศกาลสงกรานต์เข้ามาทุกที หากใครต้องขับรถในระยะทางไม่ว่าใกล้หรือไกลคงไม่ลืมที่จะตรวจตราสภาพรถก่อนออกเดินทางเพื่อความปลอดภัย เช่นเดียวกับดวงตาของคุณที่ควรได้รับการตรวจเช็คความดันของลูกตา เพราะอาการของต้อหินสำหรับผู้ที่ต้องขับรถนั้นไม่เพียงแต่จะเกิดอาการพร่าเบลอ แต่ยังมีผลต่อความสามารถในการมองเห็นภาพจากด้านข้าง “ต้อหิน” เป็นหนึ่งในภัยเงียบที่คุกคามดวงตาของเรา ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุจนทำให้คุณและเพื่อนร่วมทางดับชีวิตก่อนสูญเสียดวงตาคู่สำคัญค่ะ

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเฟิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ตา

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ดูเว็บไซต์ที่ www.bangkokpattayahospital.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ปรึกษาแพทย์ได้ ที่นี่




Create Date : 15 กันยายน 2558
Last Update : 15 กันยายน 2558 13:30:24 น.
Counter : 303 Pageviews.

1 comment
กระดูกพรุน” โรคยอดฮิตกลุ่มสูงวัย

Osteoporosis โรคกระดูกพรุนป้องกันและรักษาได้

เป็นภาวะที่กระดูกทั่วร่างกายมีมวลกระดูกหรือปริมาณความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลงจนทำให้กระดูกนั้นเปราะบางและแตกหักได้ง่ายกว่าปกติจากการศึกษาพบว่าโรคกระดูกพรุนเป็นสาเหตุทำให้เกิดกระดูกหักบริเวณกระดูกหลังแขนและสะโพกความหนาแน่นกระดูก (Bone Mineral Density, BMD) จะเป็นตัวสำคัญในการบ่งชี้ถึงความแข็งแรงของกระดูกและความเสี่ยงต่อการหักที่กระดูกนั้นความหนาแน่นกระดูกนอกจากจะช่วยในการวินิจฉัยและบอกถึงความรุนแรงของโรคกระดูกพรุนแล้วยังช่วยในการตัดสินด้านการประเมินผลการรักษาและติดตามผลการรักษาได้อีกด้วย

สาเหตุของโรคกระดูกพรุน

เมื่ออายุสูงขึ้นเกินกว่า35ปีวัยและปัจจัยอื่นๆจะมีผลให้การสร้างกระดูกไม่สามารถไล่ทันกระบวนการเสื่อมของกระดูกได้จึงมีการสูญเสียเนื้อกระดุกไปเรื่อยๆสิ่งที่น่ากลัวคือมีการดำเนินของโรคไปอย่างช้าๆโดยไม่มีอาการใดๆจนเกิดกระดุกหักทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าเป็นโรคนี้การป้องกันโดยการพบแพทย์เพื่อทำการตรวจสุขภาพกระดุกและทำการรักษาเมื่อพบว่าเป็นหรือเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดุกพรุนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พ้นจากอันตรวยของโรคนี้

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน

  • ผู้สูงอายุทั้งชายและหญิง
  • หญิงวัยหมดประจำเดือนหรือหญิงที่ตัดรังไข่ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนทันทีทำให้เซลล์สลายกระดูกทำงานในอัตราเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
  • คนเอเชียและคนผิวขาวจะมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนได้มากกว่าคนผิวดำ
  • ประวัติครอบครัวมีผู้เป็นโรคกระดูกพรุน
  • ผู้ที่มีรูปร่างเล็กผอมบาง
  • ขาดการออกกำลังกายมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย
  • สูบบุหรี่ดื่มสุราชากาแฟ
  • ใช้ยาบางชนิดเช่นเสียรอยด์,ฮอร์โมนบางชนิด
  • รับประทานอารที่มีแคลเซี่ยมน้อย,เบื่ออาหาร
  • เป็นโรคเรื้อรังเช่นเบาหวานตับไตไขข้ออักเสบ

การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกการX-Ray ด้วยเครื่องX-ray ธรรมดา

การX-Ray กระดูกธรรมดาสามารถบอกความหนาแน่นกระดูกได้ในระดับหนึ่งโดยแพทย์จะพิจารณาดูจากความเข้มของภาพx-ray      กระดูกนั้นๆการX-Ray ด้วยเครื่อง

Dual Energy X-ray Absorption (DEXA)

การX-Ray กระดูกโดยใช้เครื่องมือวัดความหนาแน่นกระดูกที่มีรังสีX-Ray ต่างกันสองระดับโดยมีซอฟต์แวร์ในการคำนวณความหนาแน่นของกระดูก

  • เป็นวิธีมาตรฐาน
  • รวดเร็วได้ผลที่ถูกต้องปริมาณรังสี

น้อยมากประมาณ1/30เท่าของการเอ็กซเรย์ปอด

ข้อบ่งชี้และประโยชน์ของการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก

เนื่องจากโรคกระดุกพรุนในระยะเริ่มต้นจะไม่ปรากฏอาการผู้ป่วยจึงไม่ทราบว่าเป็นโรคนี้จนกว่าปริมาณเนื่อกระดุกจะลดลงถึงระดับที่กระดูกเปราะและหักด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ปัจจุบันแทพย์สามารถวินิจฉัยภาวะกระดูกบางหรือโรคกระดูกพรุนในระยะเริ่มแรกได้โดยการวัดความหนาแน่นของกระดุกด้วยเครื่องDEXA Scan[ Dual Energy X-Ray Absorption ]ซึ่งเป็นการตรวจที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถ

ตรวจพบการลดลงของเนื้อกระดูกได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและสามารถใช้ติดตามผลการรักษามีกระบวนการตรวจที่สะดวกสะบายรวดเร็วมีวิธีการประเมินค่าที่ตรวจได้โดยอ้างอิงตามเกณฑ์มาตราฐานขององค์การอนามัยโลก

เครื่องถูกออกแบบให้สามารถตรวจกระดูกได้หลายตำแหน่งแต่บริเวณที่เหมาะสมแก่การตรวจมากที่สุดคือบริเวณกระดูกที่รองรับน้ำหนักของร่างกายคือกระดูกสันหลังกระดูกสะโพกและกระดูกข้อมือและผู้ที่สมควรได้รับการตรวจเป็นอย่างยิ่งคือผู้สูงอายุหญิงวัยหมดประจำเดือนผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงรวมไปถึงผู้ที่มีอายุมากขึ้นและไม่เคยได้รับการตรวจมาก่อน

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเฟิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ดูเว็บไซต์ที่ www.bangkokpattayahospital.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ปรึกษาแพทย์ได้ ที่นี่




Create Date : 14 กันยายน 2558
Last Update : 14 กันยายน 2558 17:37:44 น.
Counter : 509 Pageviews.

1 comment
มะเร็งเต้านม ตอน 15 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม?


ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเฟิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เต้านม

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ดูเว็บไซต์ที่ www.bangkokpattayahospital.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ปรึกษาแพทย์ได้ ที่นี่




Create Date : 04 กันยายน 2558
Last Update : 4 กันยายน 2558 10:15:47 น.
Counter : 401 Pageviews.

1 comment
แพ้อากาศ (โพรงจมูกอักเสบจากโรคภูมิแพ้)

โรคแพ้อากาศเป็นโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยที่สุดในคนไทย อุบัติการณ์ประมาณ ร้อยละ 20-40 ของประชากร

อาการอย่างไร จึงสงสัยว่าเป็นโรคแพ้อากาศ

อาการจามบ่อยๆ น้ำมูกใส คัดจมูก อาจเป็นช่วงใดช่วงหนึ่งของวัน หรือช่วงที่ไปรับสารที่แพ้ อาการร่วมอาจมีอาการคันตา คันคอ และเพดานปาก เสมหะลงคอ อาการที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูกที่พบบ่อยคือ ไอเรื้อรัง ปวดศีรษะบ่อยๆ กระแอม นอนกรน หายใจมีกลิ่นปาก

“แพ้อากาศ” หมายถึงการแพ้อะไร ในความเป็นจริงแล้วจากการแพ้สารในอากาศ ไม่ได้เป็นจากอากาศโดยตรง สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย คือ ไรฝุ่น รองลงมา คือ แมลงสาบ และละอองเกสรหญ้า ทั้งนี้ขึ้นอยุ่กับสภาพแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่และการได้รับสารกระตุ้นในแต่ละช่วงอายุ

สาเหตุที่ทำให้มีอาการแพ้ คืออะไร สาเหตุใหญ่ๆ มี 2 ปะการคือ

  • กรรมพันธุ์ พบว่า ถ้าคุณพ่อ และคุณแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกที่เกิดมามีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ 50-70%
  • สภาพแวดล้อม ถ้าอาศัยอยู่ในที่มีสารก่อภูมิสูง มีโอกาสเป็นได้มากกว่า ทั้งนี้สารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย

สาเหตุเสริมอื่นๆ ได้แก่ ระคายเคือง โดยเฉพาะควันบุหรี่ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การได้รับโปรตีนแปลกปลอมในช่วงอายุที่ไม่เหมาะสม

ทำไมต้องทดสอบภูมิแพ้

ประวัติการตรวจร่างกายวินิจฉัยโรคได้แต่อาจบอกสาเหตุของสารที่แพ้ได้ไม่ชัดเจนหรือ ไม่ทั้งหมด การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังจะช่วยให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน ว่าเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่ และแพ้สารอะไร

เมื่อทราบว่าแพ้สารอะไรจะเป็นประโยชน์ในการรักษาดุแลผู้ป่วย เนื่องจากการหลีกเลียงสิ่งที่แพ้เป็นหัวใจของการรักษา และเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด ยังเป็นข้อมูลในการทำวัคซีน ให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนภูมิแพ้ ในกรณีที่มีปัญหาไม่สามารถทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังได้ สามารถตรวจทางเลือดได้ แต่เสียเวลา และค่าใช้จ่ายมากกว่า

นอกจากการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้แล้ว อาจจำเป็นต้องได้รับยา เพื่อควบคุมอาการ และการทำวัคซีนภูมิแพ้ในรายที่จำเป็น การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้อาการแพ้ลดลง

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเฟิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หู คอ จมูก

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ดูเว็บไซต์ที่ www.bangkokpattayahospital.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ปรึกษาแพทย์ได้ ที่นี่




Create Date : 03 กันยายน 2558
Last Update : 3 กันยายน 2558 16:44:40 น.
Counter : 583 Pageviews.

2 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  

BlogGang Popular Award#13



pigget mui
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา เป็นโรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ โดยได้รับการรับรองมาตราฐานระดับสากล JCI สามารถให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาพยาบาลโรคที่มีความซับซ้อนได้อย่างครบวงจรและทันสมัยมากที่สุดในภาคตะวันออก
All Blog