งานบรรยาย “Breast Cancer Awareness and Latest Update in Breast Cancer”



บรรยากาศงานบรรยาย “Breast Cancer Awareness and Latest Update in Breast Cancer” ที่ Myanmar


ติดตามตัวเต็มได้ที่นี่ //m.bangkokpattayahospital.com/th/bangkok-hospital-pattaya-channel-th/b-event-th/item/1069-myanmar-th.html

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ดูเว็บไซต์ที่ www.bangkokpattayahospital.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ปรึกษาแพทย์ได้ ที่นี่




Create Date : 26 ตุลาคม 2559
Last Update : 26 ตุลาคม 2559 16:54:38 น.
Counter : 337 Pageviews.

1 comment
เบาหวาน มหันตภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม




diabetes01

สัญญานเตือนอันตราย

อาการของโรคเบาหวานมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไม่มีอาการเลย (ภัยเงียบ) จนถึงมีอาการผิดปกติเช่น ได้หิวน้ำบ่อยมาก ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก ปัสสาวะมีมดตอม กินเก่งมากอย่างผิดปกติ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ แผลหายยาก อ่อนเพลียผิดปกติ คันตามตัว เป็นฝีบ่อย ปวดแสบปวดร้อนหรือชาปลายมือปลายเท้า ตามัวลง ปวดขาหรือเป็นตะคริวเมื่อเดินไกลๆ ในผู้หญิงอาจมีตกขาวหรือคันช่องคลอดเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาโรคเบาหวาน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ จะทราบว่าเป็นโรคเบาหวานหรือไม่จากการตรวจสุขภาพเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานควรเข้ารับการตรวจคัดกรองหาโรคเบาหวานตั้งแต่ระยะแรกๆ

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน

1. ผู้ที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป
2. คนอ้วน หรือผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (กก./ม.2) และ/หรือ ผู้ชายที่มีรอบเอวตั้งแต่ 90 เซนติเมตร หรือผู้หญิงที่มีรอบเอวตั้งแต่ 80 เซนติเมตร ดัชนีมวลกาย หรือ Body mass index (BMI) คำนวณจาก น้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง เช่น น้ำหนัก 100 กิโลกรัม สูง 180 เซนติเมตร เมื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายคือ 100 หาร (1.80)2 จะได้ค่าดัชนีมวลกายเท่ากับ 30.86 กก./ม.2 ซึ่งมีค่ามากกว่า 25 กก./ม.2 ถือว่าอ้วนและมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน
3. ผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง คนใดคนหนึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวาน
4. ผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือกินยาควบคุมความดันอยู่
5. ผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ โดยที่ค่าไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 250 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มก./ดล.) หรือค่าไขมันโคเลสเตอรอล ชนิดเอชดีแอล (HDL-cholesterol) น้อยกว่า 35 มก./ดล.
6. ผู้หญิงที่มีประวัติเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือเคยคลอดบุตรน้ำหนักแรกเกิดเกิน 4 กิโลกรัม
7. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้อย่างน้อยหนึ่งข้อ ควรได้รับการตรวจคัดกรองเบาหวานตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน และควรตรวจสุขภาพซ้ำทุก 1 ถึง 3 ปีขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงที่มี

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิง : ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเฟิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ดูเว็บไซต์ที่ www.bangkokpattayahospital.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ปรึกษาแพทย์ได้ ที่นี่




Create Date : 26 ตุลาคม 2559
Last Update : 26 ตุลาคม 2559 13:28:25 น.
Counter : 246 Pageviews.

1 comment
หลับสบาย ไม่ต้องนับแกะ


sleep

เชื่อว่าหลายท่านคงเคยมีปัญหาการนอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทมาบ้าง ซึ่งอาการเหล่านี้ จะทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอ รู้สึกไม่สดชื่น อ่อนเพลีย และเป็นสาเหตุให้ การฟื้นฟูระบบการทำงานและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลงด้วย เพื่อไม่ให้เป็นอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง เพราะจะส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมอย่างมาก หลายวิธีที่จะช่วยให้หลับสนิท พักผ่อนได้อย่างเพียงพอ เช่น

• ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน เช่น การแฟ ชา น้ำอัดลม ช็อคโกแลต เนื่องจากกระตุ้นให้สมองตื่นตัวและนอนไม่หลับ
• ไม่ควรดื่มแอลกฮอล์ ถึงแม้ว่าจะมีฤทธิ์กดการทำงานของสมองทำให้หลับง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้ตื่นบ่อย คุณภาพการนอนไม่ดี
• ไม่ควรดื่มน้ำปริมาณมากเกินไปก่อนเข้านอน เพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย รบกวนการนอนหลับ
• การสูบบุหรี่จะทำให้หลับยาก และตื่นบ่อย เนื่องจากผลของสารนิโคตินในบุหรี่
• การออกกำลังกายในช่วงบ่าย เช่น การเดิน วิ่ง หรือแอโรบิค จะทำให้การนอนหลับง่ายขึ้น และการหลับนั้นสนิทและมีคุณภาพมากขึ้น ข้อควรระวังคือ ไม่ควรออกกำลังกายในช่วงก่อนนอน 3 ชั่วโมง เพราะจะทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ร่างกายตื่นตัว และหลับยาก
• อุณหภูมิในห้องนอนควรอยู่ในระดับเย็นสบาย ไม่ร้อนและไม่หนาวเกินไป และห้องนอนควรมืด ไม่มีแสงสว่างใดจะทำให้นอนหลับได้สนิทดียิ่งขึ้น
• การอาบน้ำอุ่นจะทำให้การหลับดีขึ้น เนื่องจากหลังอาบน้ำอุ่น ร่างกายจะผ่อนคลาย อุณหภูมิร่างกายจะลดลงเป็นสัญญาณว่าถึงเวลานอน ทำให้หลับได้ง่ายขึ้น
• ควรนอนและตื่นให้เป็นเวลา เพื่อให้นาฬิกาชีวิตทำงานเป็นปกติ

เหนือสิ่งอื่นใด ที่จะส่งผลต่อการนอนหลับของเรามากที่สุด คือ การรับประทานอาหารที่จำเป็น และมีประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณที่เพียงพอ รู้จักผ่อนคลาย ไม่เก็บเรื่องต่างๆ มาคิดก่อนนอน ทำให้พะวงและนอนไม่หลับ ควรทำสมาธิก่อนนอนให้ร่างกายผ่อนคลายเต็มที่ เพื่อการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบอันจะนำไปสู่การฟื้นฟูประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย และสุขภาพที่ดีของท่าน ช่วยให้ท่านมีชีวิตประจำวันที่สดชื่น

หากปฏิบัติดังที่กล่าวมานี้แต่ยังนอนไม่หลับสามารถมาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ศูนย์สมอง รพ.กรุงเทพัทยา โทร.1719

ขอบคุณที่มา ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเฟิ่มเติมได้ที่ ศูนย์สมองและระบบประสาท

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ดูเว็บไซต์ที่ www.bangkokpattayahospital.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ปรึกษาแพทย์ได้ ที่นี่




Create Date : 25 ตุลาคม 2559
Last Update : 25 ตุลาคม 2559 16:06:08 น.
Counter : 343 Pageviews.

1 comment
การรักษาและวินิจฉัยภาวะการนอนกรนในเด็กที่ผิดปกติ


การวินิจฉัยทำอย่างไร

ในปัจจุบันมีการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาภาวะการนอนกรนที่ผิดปกติทำได้โดยการทดสอบการนอนหลับ (Pneumogram) การทดสอบการนอนหลับที่เป็นมาตรฐานเป็นการทดสอบข้ามคืนใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง เด็กจะมานอนค้างคืนที่ห้องทำการทดสอบที่จัดเตรียมไว้ผู้ปกครองสามารถมาอยู่เฝ้าได้

การรักษา

หากพบว่าเด็กมีภาวะการนอนกรนที่เป็นอันตรายก็จำเป็นต้องมีการรักษา การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ

การตัดต่อม Adenoid และ Tonsils ในรายที่มีต่อม Adenoid และ/หรือ Tonsils โต การตัดต่อมออกพบว่าช่วยรักษาการอุดตันของทางเดินหายใจในขณะหลับได้ถึง 75-100% จึงถือเป็นการรักษาหลังในผู้ป่วยกลุ่มนี้

ในผู้ป่วยซึ่งมีการอุดตันของทางเดินหายใจขณะหลับเกิดจากสาเหตุอื่น ๆที่ทำให้ทางเดินหายใจอุดตันตอนหายใจเข้าหรือในผู้ป่วยที่ตัดต่อมทอนซิลแล้วยังมีปัญหาหรือในรายที่มีปัญหาสุขภาพทางด้านอื่นไม่สามารถผ่าตัดได้จำเป็นจะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อป้องกันการอุดตันของทางเดินหายใจในขณะหลับ (CPAP หรือ BiPAP)

การรักษาโดยการผ่าตัดเพื่อแก้ความผิดปกติของโครงสร้างของทางเดินหายใจส่วนบนที่แคบกว่าปกติเป็นการทำ Craniofacial Surgery, Uvulopharyngopalatoplasty.

การรักษาอาการอื่น ๆ ที่อาจเป็นปัจจัยร่วมให้เกิดปัญหาการหายใจที่ผิดปกติขณะหลับเป็นโรคภูมิแพ้, การควบคุมน้ำหนัก

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะนอนกรนชนิดที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจร่วมด้วยในขณะหลับทำให้มีออกซิเจนในเลือดลดลง ดังที่กล่าวมาแล้ว หากมิได้รับการรักษาหรือแก้ไขอย่างทันท่วงทีจะทำให้เด็กมีสติปัญญาต่ำ, ระดับการเรียนรู้ต่ำลง, มีสมาธิสั้น, Active มากไม่อยู่นิ่ง, ง่วงเหงาหาวนอนในเวลากลางวัน, ปัสสาวะรดที่นอน, ความดันโลหิตสูง, ความดันเลือดในปอดสูงซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจทำงานล้มเหลวได้

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ //m.bangkokpattayahospital.com/th/newsroom-th/health-articles-th/item/1048-obstructive-sleep-apnea-syndrome-th.html

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเฟิ่มเติมได้ที่ ศูนย์สมองและระบบประสาท

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ดูเว็บไซต์ที่ www.bangkokpattayahospital.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ปรึกษาแพทย์ได้ ที่นี่




Create Date : 25 ตุลาคม 2559
Last Update : 25 ตุลาคม 2559 11:43:50 น.
Counter : 275 Pageviews.

1 comment
การใช้เครื่อง AED เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน


การช่วยชีวิตผู้เข้าให้การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินจะต้องตระหนักถึงหลัก “3H” คือ

1. Hazard ก่อนการช่วยเหลือผู้ช่วยเหลือควรตรวจสอบอันตรายหรือภาวะเสี่ยงก่อนโดยจะต้องดูว่าบริเวณที่ผู้ป่วยอยู่นั้นมีอะไรอันตรายบ้างที่จะมีผลกระทบต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน 
2. Help คือการช่วยเหลือโดยโทรผ่านสายด่วน 1669พร้อมทั้งทำการปฐมพยาบาลตามคำแนะนำของผู้ปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉิน
3. Hello คือการเข้าไปปลุกเรียกผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งหากผู้ป่วยไม่ตอบสนองจากการช่วยเหลือตามแนวทางสามH แล้วให้ผู้เข้าให้การช่วยเหลือทำการฟื้นคืนชีพทันทีและรีบนำเครื่องAED เข้ามาช่วยในการฟื้นคืนชีพก็จะทำให้โอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินเพิ่มมากขึ้นได้

สำหรับเครื่อง AED เป็นเครื่องมือ ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแบบอิเล็กทรอนิกส์พกพา ซึ่งประชาชนทั่วไปที่ได้รับการฝึกฝนการใช้ก็สามารถใช้เครื่องนี้ได้ ภายใต้คำแนะนำของผู้ปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉินผ่านสายด่วน1669 โดยเมื่อมีการเปิดการใช้งานของเครื่อง AED เครื่อง ก็จะสามารถวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และสามารถให้การรักษาด้วยการช็อกไฟฟ้ากระตุกหัวใจได้โดยใช้กระแสไฟฟ้าหยุด รูปแบบการเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะ เพื่อเปิดโอกาสให้หัวใจกลับมาเต้นใหม่ในจังหวะที่ถูกต้องได้ โดยการรักษานั้นระบบอิเล็กทรอนิกส์ในเครื่องจะออกคำสั่งให้เราเป็นผู้ ปฏิบัติตามได้ คือเริ่มแรกผู้ที่ทำการช่วยเหลือจะต้องเปิดฝาเครื่องAED และฉีกซองบรรจุอิเล็คโทรด โดยแผ่นอิเล็คโทรดจะมีอยู่ 2ชิ้น คือ ชิ้นแรกจะต้องนำไปติดบนทรวงอกตอนบนของผู้ป่วย และแผ่นที่สองจะต้องติดบนผิวทรวงอกตอนล่างของผู้ป่วย จากนั้นเครื่อง AED จะ ทำการวิเคราะห์จังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งขณะนี้ห้ามผู้ที่ช่วยเหลือสัมผัสตัวผู้ป่วยเด็ดขาด จากนั้นเมื่อเครื่องวินิจเสร็จเสร็จแล้วจะขึ้นสัญญาณให้ทำการช็อคไฟฟ้า ให้ผู้ช่วยเหลือกดที่ปุ่มช็อคตามสัญญาณที่ปรากฏอยู่บนตัวเครื่อง และสลับกับการช่วยเหลือฟื้นคืนชีพผู้ป่วยหรือCPR อย่างต่อเนื่อง จนกว่าเจ้าหน้าที่กู้ชีพจะมาถึง โดยการช่วยเหลือควรทำภายใน 3-5 นาที จะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินได้มากขึ้น

ข้อมูลอ้างอิง: กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเฟิ่มเติมได้ที่ ศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ดูเว็บไซต์ที่ www.bangkokpattayahospital.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ปรึกษาแพทย์ได้ ที่นี่




Create Date : 13 ตุลาคม 2559
Last Update : 13 ตุลาคม 2559 14:26:47 น.
Counter : 503 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  

BlogGang Popular Award#13



pigget mui
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา เป็นโรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ โดยได้รับการรับรองมาตราฐานระดับสากล JCI สามารถให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาพยาบาลโรคที่มีความซับซ้อนได้อย่างครบวงจรและทันสมัยมากที่สุดในภาคตะวันออก
All Blog