Bancha
Group Blog
 
All blogs
 

คอนโดฯ รีเซลสุดคึก เทขายหนีตาย ไม่รับโอน ซื้อต่ออาจได้ราคาถูกกว่า

คอนโดฯ รีเซลสุดคึก เทขายหนีตาย ไม่รับโอน ซื้อต่ออาจได้ราคาถูกกว่า

บรรยากาศการซื้อขายคอนโดมิเนียมแบบนี้มีให้เห็นทั่วไปในเว็บไซต์ดังๆ ห้องชุดที่นำมาประกาศขายเหล่านี้ไม่ใช่ห้องของเจ้าของโครงการ แต่เป็นห้องที่มีคนซื้อไปแล้วและไม่อยากผ่อนต่อ (อีกแล้ว) จึงนำออกขาย หรือไม่พร้อมจะรับโอนก็ต้องรีบขาย หรือเป็นการเก็งกำไร เมื่อซื้อมาก็ต้องขายไป ฯลฯ

ทั่วไปเรียกว่าคอนโดฯ รีเซล ไม่ใช่คอนโดฯ มือสอง เนื่องจากเป็นโครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จ หรือเพิ่งเสร็จแต่ยังไม่มีการเข้าอยู่

แม้จะไม่มีตัวเลขระบุชัดเจนถึงปริมาณห้องชุดเหล่านี้ว่ามีเท่าไร แต่สภาพแวดล้อมที่พบเห็นทำให้เรารู้ว่าปีนี้จำนวนคอนโดฯ รีเซลเหล่านี้ไม่น้อยเลย เพราะนี่ยังไม่รวมคอนโดฯ รีเซลจากโครงการที่เคยขายได้แล้ว มีคนซื้อแล้วแต่ทิ้งดาวน์ไปหรือกู้ไม่ผ่าน และโครงการต้องนำมาขายต่ออีกเป็นจำนวนมาก

แน่นอนว่าความจำเป็น ความเร่งรีบในการขายย่อมกดดันผู้ขายให้ไม่สามารถกำหนดราคาได้ตามต้องการ และในทางตรงข้ามจึงเป็นโอกาสของผู้ซื้ออีกฝ่ายหนึ่งที่จะได้ห้องชุดราคาถูก ที่คนขายยอมขายขาดทุน (เงินดาวน์) หรือกระทั่งบางรายยกเงินผ่อนดาวน์ให้ไปฟรีๆ ก็มีเหมือนกัน

ขายดาวน์เริ่มไม่มีกำไร ยิ่งใกล้โอน ยิ่ง (ต้อง) ขายขาดทุน
คอนโดฯ รีเซลที่ประกาศขายกันอยู่ตอนนี้หลักๆ จะมาจากนักลงทุน ซึ่งปัจจุบันน่าจะคงเหลือแค่นักลงทุนระยะกลางที่ทำมาหากินจากการขายเงินดาวน์ ขณะที่ประเภททำกำไรจากใบจองได้หมดไปนานแล้ว กลุ่มนี้จะซื้อและผ่อนดาวน์ไประยะหนึ่ง และระหว่างทางก็หาจังหวะขาย แต่อาจเนื่องจากลงทุนเกินตัว ซื้อไว้หลายที่ หลายยูนิต และเกิดสะดุดเพราะการขายดาวน์เริ่มยาก ประกอบกับเศรษฐกิจไม่ดี เงินไม่พอจ่ายดาวน์ที่ได้ซื้อไว้หลายโครงการ จึงต้องขายออกไปเพื่อลดภาระ

หากเป็นเมื่อก่อนธุรกิจนี้กำไรดี เพราะมักได้สิทธิพิเศษในการซื้อก่อนคนทั่วไป หรือแม้แต่ซื้อช่วงพรีเซลส์ก็ยังได้ราคาถูก กำไรส่วนต่างเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนซื้อ แถมผ่อนดาวน์ไปสักระยะราคาก็ขึ้นตามความคืบหน้าการก่อสร้าง ก็ฟันกำไรได้อีกต่อหนึ่ง แล้วแต่ศักยภาพของโครงการ ถ้าทำเลดี ดีมานด์เยอะ ซัพพลายน้อย บางโครงการราคาจากวันพรีเซลส์ถึงก่อนโอน อาจสูงถึง 20-30% ดังนั้นการลงทุนคอนโดฯ สามารถทำกำไรได้งดงามในช่วงเวลาเพียง 1-2 ปี

แต่ปัจจุบันเหตุการณ์ไม่เหมือนเดิม โครงการเปิดใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้ามีโครงการใหม่มาเปิดใกล้ๆ ยิ่งลำบากคู่แข่งมากขึ้น ทั้งกลุ่มนักลงทุนด้วยกันเอง หรือบางทีก็เป็นเจ้าของโครงการนำห้องชุดที่เหลือขายมาขายแข่ง โอกาสในการขายให้ได้กำไรย่อมน้อยลง เนื่องจากนักลงทุนกลุ่มนี้ไม่ต้องการรับโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่แรก ดังนั้นยิ่งใกล้วันโอนยิ่งต้องรีบขาย และอาจเป็นการขายที่ไม่มีกำไรด้วยซ้ำ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาหรือซื้อคอนโดฯ สักห้อง ลองดูโครงการที่ก่อสร้างใกล้เสร็จ หรือกำลังจะโอน จะเห็นคนแห่ขายดาวน์กันสนุกสนาน โฆษณาขายเร้าใจ ประเภทขายด่วน เจ้าของกำลังจะไปต่างประเทศถือเป็นมุขคลาสสิคนิยมใช้กันเป็นพิเศษ!

ต้องขายให้ได้ก่อนโอน ราคาจึงถูกกว่าโครงการขายเอง
นอกจากห้องชุดรีเซลจากมือนักลงทุนแล้ว ส่วนใหญ่เป็นห้องจากการคนที่กู้ไม่ผ่าน ทำให้เจ้าของโครงการต้องนำห้องดังกล่าวกลับมาขายใหม่ และอีกส่วนที่เป็นห้องชุดที่ยังขายไม่หมดจากเจ้าของโครงการ เมื่อถึงเวลาใกล้โอนก็มักจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดอีกครั้ง หากสังเกตจะเห็นว่ายิ่งเป็นโครงการที่มีจำนวนยูนิตมากๆ ห้องชุดรีเซลก็จะมากด้วยเช่นกัน ห้ำหั่นราคากันรุนแรงเพราะทั้งสองฝ่ายต้องขายแข่งกัน

เมื่อวิเคราะห์ความจำเป็นในการขายของทั้งสองฝ่ายจะเห็นว่าเจ้าของรายย่อยน่าจะมีความจำเป็นกว่า เพราะต้องขายให้ได้ก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์ ดังนั้นในช่วงแรกๆ ของการประกาศขายเจ้าของอาจยังหวังทำกำไรได้บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปยังไม่สามารถขายได้ เวลาโอนกรรมสิทธิ์ยิ่งใกล้เข้ามา และเมื่อเวลาจวนตัวจริงๆ แม้ขาดทุน (เงินดาวน์) ก็อาจจำเป็นต้องขาย ดังนั้นเมื่อเทียบราคาขายคอนโดฯ รีเซลในโครงการเดียวกันระหว่างเจ้าของรายย่อยกับเจ้าของโครงการแล้ว รายย่อยอาจขายถูกกว่า

มีตัวอย่างที่เห็นชัดเจนในโครงการลุมพินี วิลล์ รามคำแหง 60/2 ที่ปัจจุบันก่อสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่และมีห้องเหลือขายราว 100 ยูนิต จากทั้งหมด 1,212 ยูนิต โครงการก็นำห้องมาจัดโปรโมชั่น “บิ๊กช็อก” ห้องขนาด 22.50 ตารางเมตร ราคาเดียว 1,490,000 บาท ส่วนห้องขนาด 26 ตารางเมตร ขาย 1,580,000 บาท พร้อมส่วนลด 150,000 บาท (ราคาสุทธิเหลือ 1,430,000 บาท)

ในขณะที่ตามเว็บไซต์ประกาศขายคอนโดฯ มีเจ้าของห้องบางรายขายห้องขนาด 26 ตารางเมตรในราคาที่ซื้อเมื่อตอนพรีเซลส์ คือประกาศขาย 1,350,000 บาท ซึ่งถูกกว่าถึง 80,000 บาท

ขายต่อไม่ได้ ยกดาวน์ให้ฟรีก็มีให้เห็น
ของฟรีก็อาจจะยังพอมีในโลก เพราะเมื่อสุดท้ายขายไม่ออก ปล่อยไม่ได้ ก็ต้องยก (เงินดาวน์) ให้ฟรีๆ

ตัวอย่าง ข้อมูลจากเฟซบุ๊ค Young Ex Investor Club ที่มีการประกาศขายโครงการเอลลิโอ สุขุมวิท 64 ในราคาพิเศษ ครั้งแรกประกาศขายขาดทุนกว่า 100,000 บาท สำหรับห้อง 31 ตารางเมตร ราคาตามสัญญา 2.09 ล้านบาท ขายที่ 1.99 ล้านบาท และห้อง 23 ตารางเมตร ราคาตามสัญญา 1.49 ล้านบาท ขายที่ 1.38 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองยูนิตอยู่ชั้น 6 (จาก 8 ชั้น) ฝั่งสระว่ายน้ำ ถือว่าเป็นทำเลที่ดี เจ้าของประกาศขายต่อสักระยะแต่สุดท้ายขายไม่ได้ จึงต้องจัดหนักด้วยรูปแบบการปล่อยห้องที่ใครๆ ก็ขาดไม่ถึง คือยกดาวน์ให้ “ฟรี” โดยเจ้าของผ่อนดาวน์มาแล้ว 10 งวด

ทราบว่าเจ้าของห้องดังกล่าวเป็นนักลงทุนประเภทซื้อขายใบจอง และเพราะ Connection จึงซื้อได้ในราคา VIP แต่ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ปล่อยขายไม่ได้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องโอนก็จำเป็นต้องปล่อยไป (แบบฟรีๆ) เจ้าของมองว่าดีกว่าปล่อยคืนโครงการ เพราะถ้าโครงการได้ไปสุดท้ายก็จะเอามาขายในราคาเดิม สู้ปล่อยไปให้คนซื้อที่ต้องการจริงๆ จะดีกว่า เป็นการได้ช่วยให้คนที่ต้องการที่อยู่ราคาถูกได้ห้องเหล่านี้ไปแทน

จะเห็นว่าตลาดคอนโดฯ ช่วงนี้อาจเป็นช่วงเวลาลำบากของผู้ซื้อกลุ่มหนึ่ง เช่น นักลงทุน หรือผู้ซื้อที่ตัดสินใจซื้อไปทั้งๆ ที่ยังไม่มีความพร้อม แต่ขณะเดียวก็เป็นโอกาสของคนซื้ออีกกลุ่มที่มีความพร้อมทางการเงิน ซึ่งไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่เองหรือลงทุนช่วงนี้ถือเป็นจังหวะดีที่สุดสำหรับท่านแล้ว

ที่มา The Condominium ฉบับที่ 35 June 57




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2558    
Last Update : 27 ตุลาคม 2558 1:19:47 น.
Counter : 719 Pageviews.  

การแบ่งปัน คือ การต่อยอดทางธุรกิจ

  คิดว่าการแบ่งปันคืออะไรครับ!


แน่นอนว่าทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า การให้!

แล้วการให้อะไรที่ดีที่สุด!

ให้ความรู้ครับ!

ในวงการธุรกิจมีหลายคนครับที่ไม่ยอมทุบหม้อข้าวตัวเอง แน่นอนครับ ไม่มีใครอยากจะทุบหม้อข้าวตัวเองแน่นอน เพราะถ้าทุบแล้วจะเอาอะไรกินล่ะครับ จริงมั้ย??

แต่การที่ใครหลายๆคนหวงความรู้นั้นก็มีผลเสีย และเป็นผลเสียที่กระทบวงกว้างด้วยครับ คือมันทำให้เกิดการขาดการต่อยอดทางธุรกิจ ไม่มีไอเดียใหม่ และในที่สุดตลาดก็ชะงักลงไม่เติบโตอีกต่อไป

เป็นสิ่งที่ทำให้ผมกังวลลึกๆครับ

การแชร์ความรู้ ประสบการณ์และไอเดียไปยังคนรุ่นหลังๆ จะทำให้เกิดการต่อยอดทางธุรกิจ และทำให้ตลาดเติบโตออกไปได้เรื่อยๆ มีไอเดียใหม่ๆเข้ามาให้คึกคัก ตลาดนั้นก็สนุก




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2558 9:06:55 น.
Counter : 128 Pageviews.  

สิ้นปีคอนโดพร้อมอยู่ทะลุ 4 หมื่นยูนิต โอกาสดีของคนซื้อ ได้ห้องต้นทุนเดิม

สิ้นปีคอนโดพร้อมอยู่ทะลุ 4 หมื่นยูนิต โอกาสดีของคนซื้อ ได้ห้องต้นทุนเดิม

สรุเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า ในครึ่งปีแรกมีคอนโดมิเนียมที่เปิดขายในเขตกรุงเทพมหานคร 21,894 ยูนิต (ไม่รวมปริมณฑล) ส่วนมากราคาขายอยู่ระหว่าง 50,000-100,000 บาทต่อตารางเมตร  ซึ่งมียอดขายแล้วประมาณ 60% ส่วนในครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีเปิดใหม่อีกประมาณไม่เกิน 3 หมื่นยูนิต ทั้งปีคาดว่าไม่น่าเกิน 4-4.5 หมื่นยูนิต

ส่วนปลายปีคาดว่าจะมีคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 4 หมื่นยูนิตรอโอนกรรมสิทธิ์ อีกทั้งยังมีซัพพลายห้องพร้อมอยู่เดิมที่ยังเหลือขายประมาณ 3 หมื่นยูนิต รวมคอนโดมิเนียมที่เป็นห้องพร้อมอยู่ 7 หมื่นยูนิต

ทั้งนี้สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบัน ธนาคารเริ่มเข้มงวดในการพิจารณาการขอสินเชื่อมากขึ้นทำให้สัดส่วนการถูกปฎิเสธสินเชื่ออยู่ที่ประมาณ 25-30% ซึ่งสะท้อนให้เห็นยอดการโอนกรรมสิทธิ์ก็ลดลงเช่นกัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายเน้นมาให้ความสำคัญกับลูกค้าในขั้นตอนการขอสินเชื่อจากธนาคารมากขึ้น เช่น บางบริษัทมีการนัดลูกค้าให้มาเจอกับธนาคารก่อนการยื่นกู้จริง 3-4 เดือนล่วงหน้า เพื่อให้ลูกค้าเตรียมความพร้อมในการยื่นกู้

“ปีนี้เป็นโอกาสของคนซื้อที่มีเงินพร้อม เพราะจะเห็นสินค้าที่ผู้ประกอบการนำห้องพร้อมอยู่มาขายในราคาเดิม ต้นทุนเดิมเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ใครมีเงินซื้อเก็บไว้ตอนนี้ รอช่วงเศรษฐกิจดีๆ แล้วค่อยขายต่อ ได้กำไรอยู่แล้ว” สุรเชษฐกล่าว



วันที่บันทึกข้อมูล 2015-07-29 00:00:00
วันที่แก้ไข 2015-07-29 15:27:51
แหล่งที่มา




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2558 9:03:43 น.
Counter : 526 Pageviews.  

ธปท.โดดสู้บาทแข็ง

ธปท.โดดสู้บาทแข็ง
ธปท.กระโจนเข้าดูแลค่าเงินบาทหลังแข็งโป๊ก กลัวส่งออกจะอ่วมอรทัย


นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วย ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้เข้าไปดูแลค่าเงินบาท หลังจากแข็งค่า ขึ้นมากจึงต้องเข้าไปดูเพื่อลดความผันผวน แต่ยังไม่พบการเก็งกำไร
นางสุชาดา ยืนยันว่า ธปท.จะดูแลค่าเงินบาทเพื่อประโยชน์ของทั้งผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และประชาชนให้เกิดความสมดุล เพราะค่าเงินบาทนั้นสะท้อนถึงค่าครองชีพ


ช่วงนี้ตลาดคาดว่าเงินบาทจะหลุด 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ธปท.ก็เข้าดูแลและจะทำเท่าที่ทำได้เพื่อไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไป แต่ก็ยอมรับว่ามีบ้างในบางเดือนแข็งค่าเร็ว เช่น เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา


นางสุชาดา กล่าวว่า ค่าเงินบาทในช่วงนี้ก็ค่อนข้างมีเสถียรภาพ และเป็นไปตามทิศทางในภูมิภาค โดยหากพิจารณาจากดัชนีค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศ คู่ค้าคู่แข่ง 21 ประเทศ (NEER) ก็ไม่ได้สะท้อนว่าแข็งมาก


NEER ในเดือนม.ค. อยู่ที่ระดับ 77.23 เดือนก.พ. อยู่ที่ระดับ 77.85 เดือนมี.ค. อยู่ที่ระดับ 77.63 เดือน เม.ย. อยู่ที่ระดับ 77.32 และล่าสุดอยู่ในระดับ 77.22 ซึ่งสะท้อนว่า ค่าเงินบาทอ่อนลงด้วยซ้ำ



>


 
นอกจากนี้ ถ้าเปรียบเทียบ เงินบาทกับสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคก็ จะเห็นว่าไม่ได้แข็งมากกว่าสกุลอื่น โดยถ้าดูค่าเงิน ณ วันที่ 2 มิ.ย. เปรียบเทียบกับ ณ สิ้นปี 2551 จะพบว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเพียง 1.85% ขณะที่ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้น 15.26% เงินปอนด์แข็งค่าขึ้น 12.6% ยูโรแข็งค่าขึ้น 1.37% อินโดนีเซียแข็งค่าขึ้น 8.5% อินเดีย 4% เกาหลีใต้ 1.77% ไต้หวัน 1.5% ฟิลิปปินส์ 0.7%
สาเหตุสำคัญที่เงินบาทและสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคแข็งค่าขึ้น มาจากการที่เงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร ขณะที่ผู้ส่งออกขายเงินเหรียญสหรัฐออกมาทันที (Spot) และขายล่วงหน้า (Forward) เพิ่มขึ้นด้วย


 
อย่างไรก็ตาม ในภาวะเศรษฐกิจผันผวนและมีความเสี่ยง ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าควรมีการซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไม่ใช่รอรัฐเข้าไปช่วยดูแลอย่างเดียว
ก่อนหน้านี้ในปี 2551 ผู้ส่งออกซื้อป้องกันความเสี่ยงสูงถึง 50% ของมูลค่าการส่งออก ผู้นำเข้าซื้อป้องกันความเสี่ยง 30-40% แต่ปัจจุบัน เหลือเพียง 25%


ค่าเงินบาทวานนี้ปิดตลาดที่ระดับ 34.04/06 บาทต่อเหรียญสหรัฐ คาดว่าสัปดาห์นี้อยู่ที่ 33.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
 




ที่มา

//www.posttoday.com/







Free TextEditor




 

Create Date : 04 มิถุนายน 2552    
Last Update : 4 มิถุนายน 2552 23:20:17 น.
Counter : 613 Pageviews.  

ตปท.ลุยแบงก์พรีเมียมพุ่ง

ตปท.ลุยแบงก์พรีเมียมพุ่ง
วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ต่างชาติบุกหุ้นไทย ตะลุยซื้อสุทธิเฉียด 4,000 ล้านบาท พุ่งเป้าหุ้นธนาคารพาณิชย์ให้พรีเมียมกว่า 10% นายกโบรกเกอร์นอกหวั่นมาไม่จริง

วานนี้ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตามตลาดภูมิภาคส่วนใหญ่ แต่นักลงทุนมีแรงซื้อขายทำกำไรหลายรอบ ส่งผลให้มูลค่าซื้อขายบวมฉึ่ง 30,743.92 ล้านบาท และดัชนีผันผวนระหว่างวันพุ่งไปบวก สูงสุด 13.85 จุด ก่อนย่อลงไปแถวๆ 4-5 จุด และดีดกลับมาปิดที่ 582.25 จุด เพิ่มขึ้น 7.95 จุด หรือ 1.38%
ทั้งนี้ แม้ดัชนีหุ้นไทยจะบวกไม่มากนัก แต่นักลงทุนต่างชาติเฮโลซื้อหนักถึง 3,992 ล้านบาท ขณะที่รายย่อยและสถาบันขายออก 2,916 และ 1,075 ล้านบาท ตามลำดับ

ด้านมาร์เก็ตติง กล่าวว่า ตลาดหุ้นที่บวกขึ้นต่อได้ เป็นเพราะมีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียต่อเนื่อง จากเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง ทำให้เงินบาทแข็งขึ้นในรอบ 8 เดือน หลุด 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ดัชนีดาวโจนส์และดัชนีค่าระวางสูงขึ้น แม้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเพียง 3 เซนต์ ก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีภายในประเทศเรื่องการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้มีแรงซื้อหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ เช่น รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้ดัชนีกลุ่มธนาคารพุ่ง 5.05% ปิดที่ 215.52 จุด ขณะที่ขายหุ้นพลังงาน ดัชนีกลุ่มติดลบ 0.17%

ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซิตี้คอร์ป (ประเทศไทย) นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ กล่าวว่า เห็นสัญญาณนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทยชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ทำให้ราคาในกระดานต่างประเทศและกระดานหลักต่างกันมาก (พรีเมียม) เช่น ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ให้พรีเมียมถึง 12% จากที่ผ่านมาเคยให้พรีเมียมเพียง 1-2% เท่านั้น

ทั้งนี้ พรีเมียมหุ้น KBANK ที่สูงถึง 12% คำนวณจาก KBANK-F สูงสุดของวันที่ 70 บาท กับราคา ปิดกระดานหลัก 62 บาท

อย่างไรก็ตาม ยังประเมินได้ยากว่าจะมีแรงซื้อของต่างชาติ ต่อเนื่องหรือไม่ เพราะอาจจะเป็นเพียงเงินที่เข้ามาเก็งกำไรเท่านั้น และแรงซื้อตามข่าวดีเรื่องพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ

“ผมเชื่อว่ารอบนี้หุ้นน่าจะยืนเหนือ 600 จุดได้ เพราะบางคนที่ยังไม่มีของ ถูกบังคับให้ต้องเข้ามาลงทุน มิเช่นนั้นจะทำให้ตกขบวน ผลตอบแทนการลงทุนต่ำกว่าที่อื่น”

สำหรับตลาดหุ้นไทยจะถึงเวลาปรับตัวลงเมื่อไร ม.ล.ทองมกุฎ แนะนำให้ติดตามและจับตาดูค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าเมื่อไรต้องระวัง เนื่องจากเป็นสัญญาณให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้น

นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส บริษัท หลักทรัพย์ธนชาต กล่าวว่า สภาพคล่องที่เข้ามามากจะทำให้ดัชนีขึ้นไปสูงกว่า 600 จุดได้ และรอบนี้มีโอกาสถึง 630 จุด แม้้มีแรงขาย ทำกำไรหุ้นพลังงานและปิโตรเลียมออกมาแล้วก็ตาม แต่เริ่มมีแรงซื้อหุ้นธนาคารมากขึ้น เพราะจะได้ รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ที่มา




 

Create Date : 04 มิถุนายน 2552    
Last Update : 4 มิถุนายน 2552 23:00:51 น.
Counter : 215 Pageviews.  

1  2  3  4  

rajasit
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]








helplink


http://bancha.bloggang.com

ทันสมัยและปลอดภัยเสมอด้วยระบบการป้องกันไวรัส พร้อมการอัพเดตโปรแกรมเป็นเวอร์ชั่นใหม่ตลอดเวลาโดยไม่ต้องกังวลเรื่องลืมอีกต่อไป กับ True IDC Chromebook

Posted by True IDC on 4 มิถุนายน 2015


sand e-mail ถึงเจ้าของ blog



Friends' blogs
[Add rajasit's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.