สแปมเมล ขายหัวเราะฉบับที่ 1106

หนุ่มน้อยมัธยมฯปลาย นามว่า “มนัสวินทร์” กำลังเช็คอีเมลตาม

เคย เขาคนนี้เป็นผู้เขียนซอฟต์แวร์เกมส่งให้กับบริษัทผลิตเกมดัง ๆ เช่น

นินเทโต้ เซค้า หรือ จีเอช และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาคอมพิวเตอร์

เช่น java, php, Delphi, Python, C, C#, C++ และภาษาอื่น ๆ มากมาย

นับไม่ถ้วน จนได้เป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทซอฟต์แวร์หลายบริษัท

แถมรับแก้ปัญหาระบบคอมพิวเตอร์บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทย ไม่มีปัญหา

เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ “มนัสวินทร์” แก้ไม่ได้...ยกเว้นสแปมเมลล์

“เฮ้ย! ส่งมาอีกล่ะ ไอ้เมลล์บ้า พวกสแปมเมอร์นี่วัน ๆ มันคิดแต่จะส่ง

สแปมเมลล์เนี่ยนะ” เขาสบถกับตัวเองที่ในอีเมลล์ของเขามีสแปมเมล

ส่งมาไม่รู้กี่ร้อยฉบับต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้า โฆษณาเว็บไซต์

ขอบริจาค หรืออื่น ๆ จิปาถะ พวกจดหมายรักที่เขาเฝ้ารอ ไม่เคยมีเข้ามาสักฉบับ

“แบบนี้ต้องสนองความต้องการสักหน่อย”
และการจัดการปัญหาของอัจฉริยะคอมพิวเตอร์เริ่มต้นอีกครั้ง สองมือเริ่มพิมพ์โค้ดบางอย่างลงไป
โค้ด php ที่พิมพ์เสร็จหมาด ๆ ซึ่งนำเข้าไปรันในเครื่อง จากนั้นก็จะเริ่ม

ภารกิจส่งอีเมล ไปหาที่อยู่อีเมลปลายทาง ‘xxyyzz@yawoo.com’

เป็นร้อย ๆ พัน ๆ จนกว่าจะเต็ม เขาทำแบบนี้มานับไม่ถ้วน และทุกครั้งมันนำ

ความสะใจมาให้เขาที่ได้ตอบโต้พวกสแปมเมอร์กลับบ้าง เลิกส่งสแปมเมล

สักทีเถอะ แล้วไปลงนรก นี่เป็นคำด่าที่แรงที่สุดที่คิดได้ในตอนนี้


To: xxyyzz@yawoo.com
Subject: none
stop spamming, go to hell.

จดหมายหน้าตาแบบเดียวกันทุกฉบับ แต่หลังจากที่เขากดส่งไปไม่กี่อึดใจสิ่งที่ได้รับกลับมาคือ อีเมลแบบเดียวกัน

To: manasawin@coldmail.com
Subject:none
stop spamming, go to hell.

อีเมลหน้าตาแบบเดียวกันเด๊ะๆเหมือนที่เขาเพิ่งส่งไปนั้น ตีกลับมาจากผู้ส่งอีกฝั่งภายในไม่กี่อึดใจ

“เวรล่ะ ทางฝั่งนู้นจับอีเมลล์ได้” ไม่มีทางอื่นนอกจากสั่งลบอีเมลล์แบบนี้ให้หมด แต่นี่เป็นแค่สงครามแรกที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์อย่างเขาเริ่มต้นขึ้น

หนุ่มน้อยอัจฉริยะหยิบคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ Mango ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ

แมคโดนู่นOS ขึ้นมาดำเนินภารกิจค้นหาศัตรู เนื่องการเขาต้องสร้าง ไอพี

ปลอมเพื่อไม่ให้อีกฝั่งตามกลิ่นเขาเจอ แต่กลับกันเขาเองต้องเป็นผู้ตามตัว

ของไอ้บ้าสแปมเมลล์นั่น เด็กหนุ่มพยายาม ตามกลิ่นจากสแปมเมลล์ อีเมล

ที่ปรากฎไม่เหมือนกันก็จริงอยู่แต่หมายเลขไอพีนี่สิกลับมาตรงกันซะได้

แบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะสำเร็จ การค้นหาต้นทางของอีเมลล์จากไอพีที่เขา

ได้เป็นไปอย่างไม่ยากเย็นนัก เขานำไอพีดังกล่าวที่ได้ ไปเช็คในเว็บไซต์

หนึ่ง เพื่อหาต้นตอของคนส่งอีเมล และสิ่งที่เขาได้รับคือ

...ทำเนียบขาว.... ถัดจากหมายเลขไอพี เป็นประเทศต้นทางนั่นคือ อเมริกา

พร้อมทั้งมีวงเล็บว่า ‘ทำเนียบขาว’

“มันทำไอพีปลอมด้วยเหรอเนี่ย” ไม่ใช่แค่เขาเสียแล้วที่ทำไอพีปลอม แต่

อีกฝั่งก็ทำไอพีปลอมด้วยเช่นกัน เขานั่งจองหน้าจอสักพัก ก็มีหน้าต่างเล็ก

ดีดขึ้นมา ในหน้าต่างมีข้อความแปลก ๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษอยู่ด้วย เขาไม่

สนใจมันและค่อย ๆ เลื่อนลูกศรไปที่มุมซ้ายบน กดไปที่รูปกากบาทและปิด

มัน เพียงครู่หนึ่งหน้าต่างป๊อบอัพเป็นพัน ๆ ขึ้นมาที่หน้าจออย่างรวดเร็ว จน

ทำให้เครื่องรวนสุดท้าย เขาต้องลงมือกดสวิชต์ปิดมัน

“ไอ้บ้านั่นมันเก่งมาก” เขารู้สึกชื่นชมกับฝ่ายศัตรูอยู่ลึก ๆ แต่อย่างไรเสีย

เขาก็ไม่มีเวลามาต่อสู้กับอีกฝ่ายอีก เพราะพรุ่งนี้มีสอบเก็บคะแนนวิชาฟิสิกส์

ที่หนึ่งของระดับอย่างเขาไม่มีทางจะปล่อยให้ตำแหน่งคะแนนสูงสุดหลุดลอย

ไป เขาหยิบหนังสือฟิลิกส์มาอ่านอย่างใจเย็นจนถึงเช้า


ตอนเย็นก่อนเลิกเรียนอาจารย์ประคองคืนกระดาษข้อสอบเก็บคะแนนวิชา

ฟิสิกส์ให้กับนักเรียนชั้น ม.5/1 อิกคิว หัวหน้าห้องก็ค่อย ๆ นำมาแจกคืน

เพื่อน ๆ
“เฮ้ย! ไอ้วินได้เต็มอีกแล้วว่ะ” เสียงต้นร้องตะโกน

“เออนั่นดิ มันทำได้ยังไงวะ เต็มทุกครั้งเลย” หว้าพูด

“ก็อ่านแค่นั้นเองจบ” วินพูดแบบไม่ได้มองหน้าเพื่อน ๆ คนอื่น เขาเองไม่ได้

รู้สึกปรีดากับคะแนนสักเท่าไหร่ มีแต่คิดถึงวิธีจะเอาชนะศัตรูเมื่อคืนของเขา

ให้จงได้

‘กริ๊งงงงงงงงงงงงงง’ เสียงกริ๊งบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น นักเรียนต่างแยก

ย้ายกันกลับบ้าน แต่หนุ่มน้อยอัจฉริยะกลับคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไร

“ยูเรก้า” มนัสวินทร์พูดพร้อมดีดนิ้วดัง ‘เปรี้ยะ’ เขาคิดอะไรออกบางอย่าง

จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ สอดส่ายหาอิกคิวหัวหน้าห้อง

“อ้าว! อิกคิวไปไหนแล้วล่ะเนี่ย” เขาพูด

“ออกไปแล้ว เมื่อกี้เอง” หว้าตอบพลางเก็บหนังสือใส่กระเป๋า ไม่ทันขาดคำ

หนุ่มน้อยนักคอมพิวเตอร์ก็รีบวิ่งตามออกไป โชคยังดีอิกคิวยังเดินไปไม่ไกล

กำลังจะลงบันไดเท่านั้น

“อิกคิว ๆ ๆ” วินตะโกนเรียก ผู้ถูกเรียกค่อย ๆ หันไปหาต้นเสียง แล้วหยุดรอ

“แฮ่กๆ นึกว่าจะไม่เจอซะแล้ว” เซียนคอมพิวเตอร์บอก พร้อมหอบไปพลาง

“นายมีอะไรกับเราเหรอ”

“คือเราอยากให้นายช่วยอะไรหน่อย”

“จีบเด็กโรงเรียนสตรีล้วนตรงข้ามเหรอ ไม่ไหวล่ะ”

“ไม่ใช่ล่ะอิกคิว เราอยากยืมเครื่องคอมนายอะ”

“เครื่องไหนอ่ะ E-pad เหรอ เราเอามาพอดี” จบคำอิกคิวก็เปิดกระเป๋า หยิบ

คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเท่ากระดาษA4 ขึ้นมายื่นให้

“ไม่ใช่เครื่องนี้ เครื่องที่นายเอาไว้รับส่งข้อมูลน่ะ”

“หาเครื่องโคโลที่ไว้ปล่อยบิตอะนะ” อิกคิวมีธุรกิจส่วนตัว เป็นบริการ

ดาวน์โหลด อัพโหลด ข้อมูล จำพวกเพลง วีดีโด เอกสารการสอน หรือเกม

ต่าง ๆ โดยไปฝากวางไว้ที่บริษัทให้บริการไฮสปีดอินเตอร์เน็ต เนื่องจากไปที่

ต้นทางอินเตอร์เน็ตเครื่องจึงรับส่งข้อมูลได้เร็วกว่าปกติถึงสิบเท่า การทำ

แบบนี้เรียกว่า เครื่องโคโล

“เราจะเอาไปทำ Honeypot น่ะ”

ถึงแม้อิกคิวจะเป็นเซียนคอมพิวเตอร์ เช่นกัน แต่ก็ยังทาบรัศมีวินไม่ได้ เขา

ไม่เข้าใจว่า Honeypot คืออะไร แต่การถามนั้นถือเป็นการเสียหน้า อิกคิวจึง

เลือกที่จะเงียบและอนุญาตให้เพื่อนใช้คอมของเขา

“ได้สิ เดี๋ยวเราโทรไปคุยกับทางบริษัทFaultนะ ว่านายจะเข้าไปใช้

คอมพิวเตอร์เรา แต่นายอย่าไปยุ่งกับแบนด์วิดธ์เรานะ”

“ได้ ๆ ขอบคุณนะ” เขาตอบขอบคุณอย่างสั้น ๆ แต่ในใจกลับบอกว่า

‘ขอโทษด้วยนะเพื่อน’

อิกคิวเสียรู้วินเข้าให้แล้ว แบนด์วิดธ์ที่ว่านั่น เป็นช่องสัญญาณในการส่งถ่าย

ข้อมูล ถ้ากว้างมากก็จะทำให้การส่งถ่ายข้อมูล หรือเรียกว่า ดาวน์โหลด

อัพโหลดเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าแคบไป การส่งข้อมูลจะเป็นไปอย่างช้า

ยิ่งกว่าเต่าคลานเสียอีก

เย็นวันนั้นเมื่อวินได้รับการยืนยันจากอิกคิวว่าได้โทรไปบอกกับทาง

บริษัทFault เรียบร้อยแล้วว่าเข้าไปได้ เขาก็รีบบึ่งไปที่บริษัทนั้นทันที และ

เมื่อไปถึงห้องที่ตั้งคอมพิวเตอร์แล้ว เขาเริ่มลงมือปฏิบัติการ

“แกอย่าคิดว่าจะตามหาแกไม่เจอนะ คิดจะเล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับ

อัจฉริยะคอมพิวเตอร์แบบนี้ก็เจอกันหน่อย” อันที่จริง วันนี้เขามีงานที่ต้องแก้

ระบบเน็ตเวิร์คของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่มีค่าตอบแทนให้ถึง 5 หลัก แต่เขาขอ

เลื่อนงาน เพื่อจัดการกับภารกิจนี้

เด็กหนุ่มล็อกอินเข้าสู่ระบบปฏิบัติการ UNIX หน้าจอสีดำทะมึนนั่นค่อย ๆ มี

ตัวอักษรสีขาวเพิ่มขึ้นมาอย่างละนิดอย่างละหน่อย หนุ่มน้อยมนัสวินทร์

รวบรวมสติปัญญาทั้งหมดบรรจงพิมพ์โค้ดภาษาไพธอนลงไปอย่างระมัดระวัง

เขาค่อย ๆ สร้าง Honeypot ขึ้นมา เมื่อเขียนเสร็จหนึ่งขั้นตอนก็ลองทดสอบดู

ว่าโปรแกรมที่เขียนนั้นมีข้อผิดพลาดตรงไหนหรือไม่ไปเรื่อย ๆ เมื่อเขียน

เสร็จสิ้นทุกกระบวนการเขาเริ่มตรวจสอบ หม้อน้ำผึ้งหรือ Honeypot ว่า

สามารถสมัครอีเมลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ เองได้ จากนั้นก็ไปโพสต์อีเมลในเว็บ

ต่าง ๆ ได้ด้วย และยังสามารถตรวจสอบอีเมลที่ส่งมาโดยไม่จำเป็นว่าจะต้อง

ค่อย ๆ คลิกดูทีละอีเมลล์อีกต่างหาก นับว่าโปรแกรมที่เขียนนั้นสามารถใช้

งานได้เป็นอย่างดี แต่ทุกสิ่งในโลกมีส่วนดีก็ต้องมีส่วนเสีย การทำงานของ

มันจำเป็นต้องกินเนื้อที่ช่องสัญญาณเป็นอย่างมาก ฉะนั้นแบนด์วิดธ์หรือช่อง

สัญญาณในการส่งถ่ายข้อมูลคอมพิวเตอร์ของอิกคิวก็ถูกบีบให้น้อยลง

โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้ การดาวน์โหลดที่ช้าเป็นเต่าคลานเรียกพ่อแบบนี้ตอนเช้าอิกคิวก็คงจะรู้ แต่เขาก็ไม่มีทางเลือก

“ขอโทษนะอิกคิว แต่เราต้องทำ” หนุ่มน้อยวินกล่าว เขาเองก็ไม่รู้จะไปพึ่ง

ใครที่ไหนนอกจากเพื่อนคนนี้เท่านั้น มันคงไม่กี่วันหรอกที่เขาต้องทำแบบนี้

เช้าวันต่อมามนัสวินทร์ไปโรงเรียนอย่างปกติ แต่ในใจก็หวั่นว่า ‘อิกคิว’จะมา

ต่อว่าเรื่องทำให้ดาวน์โหลดช้า

“เฮ้ย! หวัดดีวิน ไม่รีบเดินเดี๋ยวสายนะ” อิกคิวกล่าวทักทายเขา ก่อนรีบเดิน

แซงหน้าไปอย่างรวดเร็ว ถ้าแบบนี้ล่ะก็เรื่องอะไรก็คงยังไม่รู้

วันนี้เขาเรียนเป็นปกติดี อิกคิวก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะรู้ระแคะระคายอะไร แน่ล่ะ

นี่เป็นแค่วันแรก แต่ในใจของเขาทุกวินาทีกลับคิดถึงแต่เรื่องนั้น สแปมเมลล์

นั่นเขาอยากจะรีบไปดูผลงานชิ้นโบว์แดงของตัวเองใจจะขาด แต่ต้องรอให้

เลิกเรียนก่อน
‘กริ่งงงงงงงงงงงงงงงงงงงง’ เมื่อเสียงกริ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น

มนัสวินทร์ก็รีบดิ่งไปที่บริษัท Fault เพื่อดูความสำเร็จ

“อะหือ” เขาร้องตกใจ เพราะเพียงแค่ข้ามคืน Honeypot สามารถเก็บข้อมูล

สแปมเมลล์ได้กว่าพันล้านฉบับในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล

เมื่อสามารถตรวจจับการเชื่อมต่อของคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังเครื่องให้

บริการอีเมลล์ที่แคนาดาได้
“โชคดีที่มันไม่ได้ใช้ SSL” SSL หรือ Secure Socket Layer Protocol

เป็นการเข้ารหัสของข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งหากเข้ารหัสแล้วบุคคลอื่นไม่

สามารถนับข้อมูลที่ดักจับนั้นมาตีความได้ แต่นายคนนี้พลาดและประมาท

เกินไป วินจึงได้ข้อมูลมาอย่างง่ายดาย

“ไอ้พวกนี้คงคิดว่าตัวเองเก่งมากสิเนี่ย รู้จักมนัสวินทร์น้อยไปแล้ว” เขาพูด

ขณะมองดูข้อมูลบนจอที่ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขารีบพิมพ์คำสั่ง

บนแป้นคีย์บอร์ดเพื่อทำการวิเคราะห์เส้นทางการส่งอีเมลล์ ภาพบนจอที่

เคลื่อนไหวนั้นหยุดนิ่ง และแสดงตัวเลขออกมาชุดหนึ่ง
“ได้แล้ว ไอพีของเครื่องสแปมเมลล์” เขารีบนำตัวเลขชุดนั้นไปตรวจสอบ และแน่ใจได้ว่านี่ไม่ใช่ตัวเลขเก๊อย่างแน่นอน

“หืม” ผลลัพท์ที่แสดงบนจอภาพสร้างความประหลาดใจให้เขาเป็นอย่างมาก

“อะไรกันเนี่ย อเมริกาใต้ นึกว่าพวกรัสเซียซะอีก” สิ่งที่เขาค้นพบคือที่อยู่

ของเลขไอพีชุดนั้น กลับเป็นบุคคลจากอาร์เจนติน่า โดยปกติพวกเซียน

คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกรัสเซีย ซึ่งการค้นพบเช่นนี้สร้างความตื่น

เต้นให้แก่เขาไม่น้อย เขาสำรองข้อมูลทุกอย่างใส่ฮาร์ดดิสก์แบบพกพา แล้ว

ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของอิกคิว กลับมาดั่งเดิม

เช้าวันต่อมาหนุ่มน้อยนักคอมพิวเตอร์ ออกจากบ้านไปโรงเรียนตามปกติ

โดยความคิดที่จะล้างแค้นคนส่งสแปมเมลล์นั่นกลับหายไปสิ้น แต่แล้วมือถือ

Black Berry เครื่องโปรดก็มีเสียงเตือนว่าได้รับอีเมล เขาคิดว่าน่าจะเป็น

ข้อความได้รับการโอนเงินจากบริษัทผลิตเกมบางบริษัท

แต่อีเมลล์ที่ได้รับคือ
To: manasawin@coldmail.com
From : xxyyzz@yawoo.com
Subject : Boludo!
Vas a morir. Te voy a matar. Déjeme solo.

“ภาษาบ้าอะไรวะเนี่ย” หนุ่มน้อยบ่น ข้อความแปลก ๆ แบบนี้ สแปมเมลอีก

ตามเคย มนัสวินทร์กดลบแบบไม่ต้องคิด และสักพักมือถือเครื่องสีดำก็เกิด

การสั่นไหว หน้าจอรายงานการโทรเข้าแต่เป็นหมายเลขแปลกๆ เด็กหนุ่มกดรับ

“สวัสดีครับ มนัสวินทร์พูดครับ” เขากล่าวทัก
“โบลูโด วาส อา โมรีร เต วอย อา มาตาร เดเจเม โซโล”

“อะไรนะครับ” เขาฟังเสียงจากปลายสายไม่ถนัดนัก

“โบลูโด วาส อา โมรีร เต วอย อา มาตาร เดเจเม โซโล…ตู๊ด...ตู๊ดด...”และแล้วสายก็ถูกตัดไป

อีเมลล์อีกฉบับถูกส่งมา มันเป็นข้อความเดียวกันกับข้อความก่อนหน้านี้ ฉับ

พลันเขาใช้เว็บไซต์แปลภาษาค้นหาทุกภาษาและพบว่ามันเป็น ‘ภาษาสเปน’

จับใจความได้ว่า ‘ไอ้บ้า แกต้องตาย ฉันจะฆ่าแก อย่ามายุ่งกับฉัน’ สิ่งที่

ทำให้เขาประหลาดใจขึ้นมาอีกคือ คำว่า ‘Boludo’ เป็นคำศัพท์แปลว่า ‘ไอ้บ้า’

ที่ใช้เฉพาะอาร์เจนติน่าเท่านั้น

“ไม่ใช่ใครแน่ แกเก่งมากที่หาเบอร์มือถือฉันพบ” ไวเท่าความคิด เด็ก

อัจฉริยะเดินกลับเข้าบ้านไปค้นหาตำแหน่งที่แน่นอนของ เครื่องคอมพิวเตอร์

การโทรมาแบบนี้เป็นการหยามน้ำหน้าของเซียนคอมพิวเตอร์อย่างเขาเป็น

ที่สุด ไม่ใครก็ใครต้องตายกันไปข้างหนึ่ง เขาค้นหาหมายเลขเครื่องคอมพิวเตอร์จากข้อมูลที่เขาดักจับได้จาก Honeypot สุดท้ายเขาหาพิกัดที่

ตั้งของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ส่งสแปมเมลล์เครื่องนั้น

Location: Perrando Hospital (Resistencia, Argentina)

“หา โรงพยาบาล” ไม่ผิดแน่สถานที่ตั้งของคอมพิวเตอร์อยู่ในโรงพยาบาล

ไม่ว่าเขาจะทำการค้นหาอีกสักกี่รอบผลลัพท์ก็ออกมาเช่นเดิม

“น่าจะเป็นบริษัทซอร์ฟแวร์ แต่ทำไมถึง..” เสียงพูดของเขาขาดตอน

เขาต้องการเจอหน้าหมอนั่นเป็นที่สุด เว็บไซต์อามาดิอุสซี่

(//www.amadeusie.net) ถูกเรียกขึ้นมาเพื่อดูตารางบินและจองตั๋ว

เครื่องบินไป Resistencia และโชคดีที่ในเมืองนี้มีสนามบินด้วย

“เอานี่แหละ” ลูกศรเคลื่อนไปคลิกที่สายการบินการ์ตาต้าแอร์ไลน์ซึ่งเป็น

สายการบินของประเทศการ์ต้า แต่เมื่อดูตารางบินนั่นก็ดูน่าเหนื่อยไม่น้อย

จากสนามบินสุวรรณภูมิ บินไปโดฮา(การ์ต้า) จากนั้นบินไป บูเอโนสไอเรส

(อาร์เจนติน่า) และค่อยต่อเครื่องไปที่ เรซิสเตนซีอา และถึงเมืองนี้ในตอน

เช้าตรู่ของวันมะรืน หลังจากเห็นตารางบินเด็กหนุ่มกดจองอย่างไม่ลังเล และ

จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตเป็นไปอย่างฉับพลัน เครื่องบินจะออกในตอนบ่าย

สองเขาเหลือเวลาเตรียมตัวเพียง 5 ชั่วโมงกว่าเท่านั้น ถือว่ากระชัดชิดมาก

สำหรับเขา แต่ยังโชคดีที่อาร์เจนติน่าเป็นประเทศที่ผู้ถือพาสปอร์ตไทยไม่

ต้องขอวีซ่า อีกทั้งเขาก็มีพาสปอร์ตเรียบร้อยแล้วฉะนั้นการเดินทางแบบ

กระทันหันแบบนี้จึงทำได้สบายมาก เด็กหนุ่มเปลี่ยนชุด และเก็บเสื้อผ้าอย่าง

ว่องไว และออกจากบ้านไป

“อ้าว วินจะไปไหนล่ะลูก” แม่ของวินตะโกนถามตามหลังก่อนที่วินจะขึ้นรถแท็กซี่

“ผมไปอาร์เจนติน่าสักสองสามวันนะครับแม่” เขาพูดจบก็รีบปิดประตูรถแท็กซี่แล้วแล่นออกไป

“ไปไหนดีครับน้อง” คนขับแท็กซี่กล่าวถาม

“พี่ครับไปสุวรรณภูมิครับ ด่วน” เมื่อเด็กหนุ่มพูดจบคอมพิวเตอร์ที่เสียบแอร์

การ์ดนั้นก็เริ่มต่ออินเตอร์เน็ตอีกครั้ง เขาต้องจองห้องพักและรถเพื่อมารับที่

สนามบินด้วย จากนั้นเขาเปิดลำโพงและไมค์โครโฟนของเครื่อง พร้อมใช้

โปรแกรมสไกป์ (Skype) เพื่อต่อโทรศัพท์จากคอมพิวเตอร์ไปเข้ามือถือของ

อิกคิว ไม่กี่อึดใจเด็กชายหัวหน้าชั้นก็รับโทรศัพท์
“สวัสดีอิกคิว ช่วยโทรบอกอาจารย์สุมาลีนะว่าเราไม่สบายขอลาป่วยสี่วัน”

“เฮ้ย! สี่วันนายเป็นอะไรมากมั้ยเนี่ย” อิกคิวถามอย่างเป็นห่วง

“นิดหน่อยแค่นี้นะ..ตู๊ด...ตู๊ด..ตู๊ด..” มนัสวินทร์ตัดสายทันที เพราะไม่ต้องการอธิบายอะไรทั้งสิ้น

เมื่อถึงสนามบินเขามาเช็คอินเข้าเคาน์เตอร์อย่างเฉียดฉิว และเป็นผู้โดยสาร

คนสุดท้ายที่ได้ขึ้นเครื่อง นี่ไม่ใช่การขึ้นเครื่องบินครั้งแรกสำหรับเด็ก

มัธยมศึกษาตอนปลาย แต่ตัวเขาเองขึ้นเครื่องไปทำงานให้กับบริษัทต่างชาติ

หลายบริษัทแล้ว การเดินทางคนเดียวสำหรับเขาถือว่าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย

แต่ตอนนี้สิ่งที่เขากังวลอยู่อย่างเดียวคือ คนที่ส่งสแปมเมลจะสร้างพิกัดที่อยู่

หลอกเขา และอาจจะคว้าน้ำเหลว ไม่ว่าจะทุกขณะเด็กอัจฉริยะจะพยายาม

เช็คตำแหน่งและหมายเลขไอพีเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ถูกต้มอีกเป็น

ครั้งที่สอง

และแล้วสิ่งที่เขารอคอยก็มาถึงการมาเหยียบแผ่นดินอาร์เจนติน่า รถที่เขา

ติดต่อมารับเขาตามต้องการและไปส่งยังจุดหมายปลายทางที่โรงพยาบาล

เปรรานโด (Perrando Hospital) เนื่องจากได้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตล่วง

หน้าไปแล้ว อุปสรรคด้านภาษาจึงหมดไป เขาตรวจสอบพิกัดอีกครั้ง

สัญญาณชัดเจนมากขึ้นจนเขาแอบหวั่นใจว่า คนส่งสแปมเมลนั่นจะมีแผน

ซ้อนแผนอยู่หรือเปล่า เขาค่อย ๆ กดลิฟต์ไปชั้นสามของตึก เมื่อถือชั้นสาม

พิกัดในคอมพิวเตอร์บอกให้เขาเดินตรงมาเรื่อย ๆ จนเขาหยุดที่หน้าห้อง

หมายเลข 302 ชื่อหน้าห้องเป็นภาษาสเปนว่า ‘ANTONIO BRUNO

GONZALEZ MARTÍNEZ’ วินมองชื่อติดหน้าห้องแว๊บนึงก่อนจะสบถว่า

“คนบ้าไรฟะ ชื่อยาวเป็นบ้า” แต่ในใจก็แอบหวั่นว่า ใครที่อยู่ในห้องจะ

ต้อนรับเขาเช่นไร มนัสวินทร์ค่อย ๆ เปิดประตูห้องเข้าไป เขาแงมประตูและ

มองลอดเข้ามา พบว่ามีเด็กคนหนึ่งอายุประมาณสิบกว่าขวบกำลังนั่งเล่น

คอมพิวเตอร์แลปท็อปอยู่บนเตียงคนไข้ เขาค่อย ๆ เปิดประตูกว้างขึ้นและ

แทรกตัวเข้ามา
“Hi!” เซียนคอมพิวเตอร์ม.ปลาย กล่าวทักทายเจ้าของห้อง ผู้ถูกทักหันหน้ามาหาต้นเสียงอย่างช้า ๆ และทักตอบ

“Hi! I’m waiting for you” เด็กชายกล่าวสวัสดี และพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า

“ผมกำลังรอคุณอยู่” เมื่อพูดจบเด็กชายค่อย ๆ กระโดดลงจากเตียงคนไข้

และค่อย ๆ เดินไปหามนัสวินทร์ ความสูงของเด็กชายจากการคะเน ไม่น่า

เลยบ่าของผู้มาเยือน เมื่อมองไปที่ขากลับพบว่าสองขาที่เดินมานั้น เป็นขา

เทียมหนึ่งข้าง และอีกข้างลีบเล็กจนต้องมีขาเทียมหุ้มยึดไว้ ที่สำคัญร่างที่

เดินมาหามนัสวินทร์นั้นไร้แขนซ้าย เด็กชายเดินมาจับเผชิญหน้ากับผู้มาเยือน

“Welcome, please come in” เจ้าของบ้านกล่าวต้อนรับมนัสวินทร์ และเชื้อ

เชิญให้เข้ามาด้านใน

“Did you send me spam mails?” หนุ่มน้อยจากไทยกล่าวถามว่า

“คุณเป็นคนส่งสแปมเมลให้ผมหรือเปล่า” เนื่องจากไม่แน่ใจนักว่าเด็กคนนี้จะ

เป็นคนทำเรื่องพวกนี้

“Yes, I did. Because I cannot go out and I don’t have any friends. I would like to have one and it’s you.”

เขาตอบรับเพราะเขาเองก็ออกไปไม่ได้ และไม่มีเพื่อนสักคน เขาอยากจะมีเพื่อนและนั่นก็คือมนัสวินทร์

เหตุผลที่ออกไปไหนไม่ได้และไม่มีเพื่อนคงไม่ต้องถาม เด็กชายสองคน

ต่างเชื้อชาติและภาษาคุยกันอย่างมีความสุข ไม่น่าแปลกใจที่การตามหาผู้ส่ง

ทำได้ไม่ยากเย็นนัก เพราะอีกฝ่ายก็ประสงค์จะให้ถูกตามอยู่แล้ว

คืนวันนั้นมนัสวินทร์นอนในโรงพยาบาลแห่งนี้พร้อมกับเพื่อนใหม่ของเขา

“อันโตนิโอ” และสัญญาว่าจะเป็นเพื่อนกับเด็กชายชาวอาร์เจนติน่าคนนี้ตลอดไป


รุ่งเช้ามนัสวินทร์ออกจากโรงพยาบาล เพื่อไปขึ้นเครื่องกลับประเทศบ้านเกิดและไม่ลืมสัญญาของพวกเขา


สิบปีต่อมาบริษัทซอร์ฟแวร์กันสแปมเมลยักษ์ใหญ่ ที่ชื่อว่า มนัสวินทร์เอนเตอร์ไพรซ์ (Manasawin Enterprise Co.,Ltd.)

ที่โด่งดังมากเกิดขึ้น ชื่อเสียงของบริษัทนี้เป็นที่เลื่องลือ แม้กระทั่งบินเกด เจ้าของบริษัท ฮาร์ดแวร์และซอฟ์ทชื่อดัง

’ไมโครฮาร์ด’ ยังต้องจ้างวานให้บริษัทนี้ทำระบบกันสแปมเมลล์ ไม่ว่าจะเป็นอีเมลแบบไหนจะส่งสแปมเมลมามากเท่าไหร่บริษัทมนัสวินทร์เอนเตอร์ไพรซ์จัดการได้อย่างราบคราบ

ภายในห้องทำงานขนาด100ตารางวา เด็กหนุ่มอายุประมาณยี่สิบต้น ๆ กำลังคุยกับประธานบริษัทผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รายใหญ่ของไทย

“สวัสดีครับคุณพี่ทั้งสอง ขอบคุณมากนะครับที่ไว้วางใจในการใช้บริการของบริษัทเรา”

“ครับ พวกผมถือว่าเป็นเกียรติมากครับที่บริษัทมนัสวินทร์เอนเตอร์ไพรซ์มาให้บริการกับเรา”

“ยินดีครับ อ่อ แต่คุณพี่ครับทางเราของแจ้งให้ทราบว่าระบบของคุณพี่ต้องทำการอัพเดทระบบให้ทันสมัยเสมอนะครับ มิเช่นนั้นแล้วสแปมเมลจะกลับมาอีก”

“ครับ งั้นพวกเราลากลับก่อนนะครับ”

“ครับ โอกาสหน้าเชิญใหม่นะครับ”

กริ๊งงงง....งงงงงง เสียงโทรศัพท์ภายในห้องของประธานบริษัทดังขึ้น เขายกหูรับ
“สวัสดีครับ”

“อะไรนะครับ มีสแปมเมลล์เข้ามาเป็นล้าน ๆ ฉบับภายในสองชั่วโมง”

“ก็คุณพี่ไม่ได้อัพเดทระบบกับทางบริษัทเราน่ะสิครับ”

“ต้องติดตั้งใหม่อย่างเดียวครับ ราคาเท่าเดิมครับ”

“ต้องโอนมาภายในสิบนาทีนี้นะครับไม่งั้นคิดเพิ่ม ฮา ๆ ผมล้อเล่น”

“ครับสองล้านเท่าเดิมครับ”

“ครับแล้วจะส่งคนไปให้บริการถึงที่ทันที่ครับ”

เมื่อบริษัทใด ๆ ก็ตามที่ไม่ได้อัพเดทซอร์ฟแวร์ และไม่ต่อสัญญาจะถูก

สแปมเมลคุกคามอย่างน่ากลัว โทรศัพท์จากบริษัทที่พึ่งจบบทสนทนาไปเมื่อ

ครู่นั้น เป็นบริษัทที่ลองดี ใช้ซอร์ฟแวร์ของที่อื่น แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาตายรัง

“ไปพักร้อนดีกว่า” เจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่พูดอย่างอารมณ์ดี จากนั้นก็กด

ปุ่มบน กระเป๋าเดินทางและอุปกรณ์อื่น ๆ ถูกจัดเตรียมเรียบร้อยพร้อมบิน

เครื่องโทรศัพท์ เพื่อต่อไปยังเลขาฯหน้าห้อง

“คุณจิรนันท์ เดี๋ยวผมจะไปพักผ่อนสักสองสัปดาห์นะฝากดูแลที่เหลือด้วย”

เมื่อกล่าวจบประโยค เสียงเครื่องบินส่วนตัวก็เข้ามาเทียบลานบินบนดาดฟ้า

ของตึกบริษัทมนัสวินทร์เอนเตอร์ไพร์ซทันที

“แหม มาทันใจดีจริงๆ” ชายหนุ่มเดินไปที่ผนังห้องและกดปุ่นสีแดง ผนังค่อย ๆ
แยกออก แท้จริงแล้วนี่คือลิฟต์ส่วนตัวเพื่อนนำเขาขึ้นไปยังลานบินบนดาดฟ้า

เมื่อถึงดาดฟ้า เครื่องบินส่วนตัวขนาดสองที่นั่งกำลังรอมนัสวินทร์อยู่ เขาเดินขึ้นไปนั่งข้าง ๆ คนขับ และเครื่องบินก็ทะยานออกไป

ณ ชายหาดบนเกาะโบรา โบร่า หมู่เกาะในเกาะตาฮิติ สองหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ กำลังนอนบนเตียงผ้าใบหน้าหาด หนึ่งในสองหนุ่มคือมนัสวินทร์เจ้าของ

บริษัทซอฟ์ทแวร์กันสแปมเมล อีกหนึ่งหนุ่มเป็นชายหน้าตาคมเข้มบ่งบอกว่าเป็นคนอเมริกาใต้ แต่ใส่ขาเทียมและไร้แขนซ้าย

“ This is the list of the companies that don’t use our product.” เจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ พูดจบพร้อมกับส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับชายอีกคน เป็นกระดาษที่มีรายชื่อของบริษัทที่ไม่ได้ใช้ระบบกันสแปมเมลของเขา ชายหนุ่มอีกฝั่งรับกระดาษมาดูอย่างคร่าว

“ I will send the billion of spam mail to them.”

ชายหนุ่มจากอเมริกาใต้กล่าว เขาจะส่งสแปมเมลเป็นพันล้านฉบับไปหา

บริษัทพวกนี้เอง เมื่อกล่าวจบสองหนุ่มหันมองหน้ากัน ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นเกาะ
...............................................



Create Date : 20 ธันวาคม 2553
Last Update : 20 ธันวาคม 2553 6:56:14 น.
Counter : 363 Pageviews.

อ้อมกอดของพ่อ มหาสนุก 1013
“สวัสดีค่ะคุณน้าจันทร์” นี่เป็นคำทักทายแรกที่ออกจากปากของฉัน ซึ่งเอ่ยทักทายหญิงวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้า
“สวัสดีจ๊ะหนูเมี่ยง” หญิงวัยกลางคนกล่าวทักทายฉันกลับมา
“ค่ะ” ฉันตอบรับเบา ๆ พลางมองไปรอบ ๆ ห้องโถงใหญ่ภายในบ้านสีชมพูหลังนี้
“เดี๋ยวน้าพาไปห้องนอนหนูนะจ๊ะ อยู่ชั้นบนห้องติดกับน้านี่เอง” หญิงวัยกลางคนที่ฉันเรียกว่าน้าจันทร์กล่าวก่อนที่จะพาฉันขึ้นไปยังห้องนอน เราสองคนเดินขึ้นบันไดมายังชั้นสองของบ้าน ฉันเดินตามน้าจันทร์มาเรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องห้องหนึ่ง ประตูไม้แกะสลักเป็นรูปกอดอกบัวอย่างดี
“นี่เป็นห้องส่วนตัวของหนูเมี่ยงนะจ๊ะ”เธอพูดพลางเปิดประตูห้องออก ห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยวอลเปเปอร์ลายดอกกล้วยไม้สีขาวพื้นเขียวอ่อน เตียงใหญ่นุ่มน่านอนอยู่ตรงกลางห้อง มีโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้าเข้าชุดกับเตียงวางอย่างเป็นระเบียบ ถัดจากตู้เสื้อผ้าเป็นโต๊ะเล็ก ๆ ที่มีคอมพิวเตอร์หนึ่งชุดพร้อมใช้งาน ภายในห้องมีตุ๊กตาตั้งอยู่มากมาย ที่สำคัญมีรูปของฉันตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ วางเอาไว้ตรงหัวเตียงด้วย
“ เดินเข้ามาเลยจ๊ะ ประตูที่อยู่ตรงนี้เป็นห้องน้ำนะจ๊ะ” ดีกว่าที่คิดเอาไว้ซะอีก ห้องนี้มีห้องน้ำในตัวด้วย
“ ค่ะ” ฉันได้แต่ตอบรับเบา ๆ เท่านั้น
“ถ้ามีปัญหาอะไรถามน้าได้นะคะ”
“ทำไมมีรูปเมี่ยงตรงนั้นด้วยล่ะคะ” ฉันชี้ไปที่รูปตัวเองตรงหัวเตียง
“อ๋อ แม่ของเมี่ยงให้น้ามาจ๊ะ นานแล้วล่ะ ไม่ใช่แค่รูปนี้เท่านั้นนะ ยังมีอีกเยอะเลยว่าง ๆ น้าจะเอามาให้ดูนะจ๊ะ” แววตาของน้าจันทร์ส่องประกายความสุขออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“งั้น เมี่ยงขอตัวสักครู่นะคะ แล้วเดี๋ยวเมี่ยงจะลงไป”
“ได้จ๊ะ น้าลงไปแล้วนะจ๊ะ” น้าจันทร์หันหลังโชว์ผมยาวสลวยให้ฉันก่อนเดินออกจากห้องไป
ฉันนั่งลงบนเตียงพร้อมมองไปรอบ ๆ ห้องพลางคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา

น้าจันทร์เป็นเพื่อนกับแม่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ฉันจำได้ว่าเมื่อลืมตาดูโลกก็มีเพียงฉัน แม่ และ น้าจันทร์เท่านั้น ส่วนคนที่ฉันควรจะเรียกว่าพ่อ แม่บอกว่าตั้งแต่แยกทางกับแม่แล้ว คนคนนั้นก็หายไปจากชีวิตแม่อย่างไม่หวนคืออีกเลย สิ่งที่ฉันรู้อย่างเดียวคือชื่อจริงของพ่อ ถึงแม้ว่าจะลางเลือนฉันก็จำได้ดี ‘จักรี ลิ่มบุตรี’ เป็นชื่อของพ่อที่แม่ยอมปริปากบอกครั้งเดียวในชีวิต หลังจากนั้นเมื่อฉันถามถึงพ่อ แม่ก็จะไม่พูดกับฉันไปหลายวันจนกระทั่งฉันเลิกถามไปเอง
ส่วนน้าจันทร์เป็นเพื่อนที่ดีของแม่ ไปมาหาสู่เสมอ ๆ และรักฉันเหมือนเป็นลูกแท้ ๆ คนหนึ่งของเธอด้วย ที่สำคัญค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับตัวฉันน้าจันทร์ก็เป็นคนออกให้ทั้งหมด น่าแปลกน้าจันทร์หน้าตาสะสวย หุ่นดี ผิวขาว แต่กลับไม่แต่งงาน และเมื่อสองสัปดาห์ก่อนโรคมะเร็งของแม่ก็กำเริบขึ้น ฉันและน้าจันทร์เฝ้าดูอากรของแม่ได้ไม่กี่วัน แม่ก็จากเราไปอย่างไม่มีวันกลับ ในงานศพของแม่ช่างเงียบเหงามีญาติ ๆ มาในงานเล็กน้อย แต่คนที่มาไม่ขาดและอยู่กับฉันเสมอคือน้าจันทร์ ส่วนตัวฉันเองยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องมีผู้ปกครอง ทำให้ฉันต้องเลือกระหว่างการไปอยู่กับลุงและป้า ที่ไม่ค่อยสนิท หรือไปอยู่กับน้าจันทร์ และแล้วฉันก็เลือกที่จะมาที่นี่ ที่บ้านน้าจันทร์แห่งนี้
“เมี่ยงจ๊ะ เมี่ยงหนูเตรียมตัวเสร็จหรือยังเอ่ย อาหารเย็นพร้อมแล้วนะ” เสียงเรียกหน้าห้องของน้าจันทร์ปลุกให้ฉันตื่นจากภวังค์
“ค่ะ ๆ สักครู่นะคะ เดี๋ยวเมี่ยงตามลงไป”
“จ้าๆ อย่าช้านะ เดี๋ยวข้าวหมดไม่รู้นะเออ”
“ค่า” ฉันตอบกลับไปก่อนที่จะรีบจัดแจงข้าวของแล้วรีบลงไปข้างล่าง

เมื่อมาถึงโต๊ะอาหารกับข้าวที่ฉันชอบวางเรียงรายเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นผัดบล็อคโคลี่กุ้ง ไข่ตุ๋นกุ้งสับ ยำวุ้นเส้น แกงจืดลูกรอก โอ๊ย! แค่เห็นก็น้ำลายไหลแล้ว
“นั่งเลยจ้าเมี่ยง แล้วก็ลงมือเลย” พอน้าจันทร์พูดจบเราสองคนก็ลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้า น่าแปลกที่ฉันไม่ค่อยรู้สึกเสียใจเท่าไหนกับการจากไปของแม่ และเมื่อเวลาอยู่ใกล้ ๆ กับน้าจันทร์แล้วฉันกลับมีความสุขที่สุข
“อันนี้น้าจันทร์ทำเองหมดเลยเหรอคะ” หลังจากอิ่มแล้วฉันค่อยเอ่ยปากถาม
“ใช่แล้วจ๊ะ ก็เมี่ยงชอบทานนี่ น้าเลยหัดทำ”
กิ๊ง ก่อง กิ๊ง ก่อง...เสียงอ๊อดหน้าบ้านกำลังบอกว่ามีอาคันตุกะมาเยือน และเจ้าของบ้านต้องต้อนรับ น้าจันทร์รีบออกไปข้างนอก พร้อมเชิญแขกเข้ามาหนึ่งคน เป็นผู้ชายร่างใหญ่ ผิวสีคล้ำ หน้าตาหล่อเอาการแต่จะว่าไปก็หน้าตาคล้ายน้าจันทร์เหมือนกัน
“หนูเมี่ยงจ๊ะ นี่เป็นลูกพี่ลูกน้องของน้าเองนะจ๊ะ ชื่อคุณน้าแจ๊ค”
“สวัสดีค่ะ คุณน้าแจ๊ค” น่าแปลกเป็นลูกพี่ลูกน้องของน้าจันทร์ ทำไมฉันกลับไม่เคยรู้มาก่อนเลย
“น้าแจ๊คพึ่งกลับมาจากออสเตรเลียจ๊ะ เห็นว่าที่บ้านมีสมาชิกใหม่น้าแจ๊คเลยอยากมาดู”
“สวัสดีครับหนูเมี่ยง” ชายร่างใหญ่กล่าวทักทาย
“เอ่อ นี่เป็นของฝากจากออสเตรเลียนะครับ สำหรับพี่แล้วก็หนูเมี่ยงด้วย ผมลาล่ะครับ” ชายร่างใหญ่กล่าวลาพร้อม ยื่นถุงกระดาษสีน้ำตาลให้กับน้าจันทร์ น้าจันทร์รับไว้และวางลงตรงหน้าฉัน ก่อนที่จะเดินออกไปส่งคุณน้าแจ๊คที่หน้าบ้าน ทิ้งให้ฉันมองงถุงใบนั้นอย่างสนใจ
“ฮั่นแน่! อยากรู้ล่ะสิว่าข้างในเป็นอะไร” น้าจันทร์พูดพร้อมหยิบกล่องสีดำมีชื่อเมี่ยง และ พี่จันทร์ ติดเอาไว้ ออกมาสองกล่อง เมื่อเปิดดูถึงรู้ว่านี้เป็นกล่องนาฬิกายี่ห้อดังจากออสเตรเลีย
“ว๊าว สวยจังเลยค่ะน้าจันทร์” ฉันถูกใจนาฬิกาเรือนนี้มาก ๆ
“นี่ของเมี่ยงนะจ๊ะ แล้วนี่ก็ของน้า” น้าจันทร์จัดแจงแบ่งสมบัติอย่างเสร็จสรรพ
อ๊บ อบ อ๊บ อ่บ อ๊บ...เสียงกบที่ไหนก็ไม่รู้แว่วเข้ามา
“เสียงกบที่ไหนอ่ะคะน้า”
“อ๋อ เสียงมือถือน้าเองจ๊ะ” น้าจันทร์ตอบพร้อมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะไปรับโทรศัพท์ ท่าทางจะเกี่ยวกับงาน เพราะเห็นน้าจันทร์ต้องเอาสมุดมาจดอะไรก็ไม่รู้ยิก ๆ แถมยังทำหน้าเครียด ๆ อีกด้วย
“เมี่ยง ๆ เดี๋ยวช่วยเอานาฬิกาไปเก็บที่ลิ้นชักตู้เสื้อผ้าห้องน้าทีนะ ประตูไม่ได้ล็อกนะจ๊ะ อ่อห้องน้าตรงข้ามกับห้องหนูนะ” ท่าทางจะคุยกันนาน ฉันเลยต้องปฏิบัติหน้าที่อารักขานาฬิกาจากออสเตรเลียเรือนนี้ ไปเก็บไว้ในสถานที่ที่ปลอดภัย
“รับทราบค่ะ” ฉันพูดเล่นแบบทหารพร้อมตะเบ ก่อนเดินออกไป เมื่อน้าจันทร์เห็นแบบนั้น ก็เปลี่ยนจากสีหน้าเครียด ๆ มาเป็นหน้ายิ้มโดยทันที

ห้องของน้าจันทร์อยู่ตรงข้ามกับห้องฉัน ฉะนั้นยังไงก็ไม่หลงแน่นอน ประตูหน้าห้องของน้าจันทร์แกะสลักเป็นรูปดอกกุหลาบห้าดอกอยู่ในกระถาง ลดหลั่นกันไป ฉันค่อย ๆ เปิดเข้าไปในห้องแล้วกดสวิชต์เปิดไฟ
“อะหือ....อะไรกันเนี่ย” ภายในห้องขนาดเจ็ด คูณ เจ็ด โดยประมาณ มีเฟอร์นิเจอร์คล้าย ๆ ห้องของฉัน แต่สิ่งที่มีมากกว่าคือ รูปของตัวฉันเอง ตั้งแต่เล็กๆ แบเบาะ จนมาอยู่อนุบาล รูปที่เต้นรำงานวันเด็กก็มีด้วย มีรูปของฉันทุกกิริยาบถ ไม่ว่าจะเป็นยิ้ม ร้องไห้ หัวเราะ นอนหลับ เรียกว่าทั้งห้องของน้าจันทร์มีแต่รูปของฉันก็ว่าได้ไม่ว่าจะเป็นบนตู้เสื้อผ้าก็ยังมีด้วย ฉันค่อย ๆ เดินไปที่หัว เตียงแล้วหยิบรูปรูปหนึ่งขึ้นมาดู มันเป็นรูปของแม่ กับใครผุ้ชายคนหนึ่ง ทั้งสองอยู่ในชุดนักศึกษา แต่ว่าคลับคล้ายคลับคลาว่าฉันจะเคยเห็นผู้ชายคนนี้มาก่อน คล้ายใครนะ ฉับพลันภาพที่แว๊บเข้ามาในหัวสมองของฉันคือ คุณน้าแจ๊ค น่าจะใช่แล้วทำไมมาถ่ายรูปกับแม่ได้ล่ะเนี่ย เอาเป็นว่าเดี๋ยวค่อยถามน้าจันทร์เอาก็แล้วกัน เอานาฬิกาไปเก็บก่อน
ฉันเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าตู้เสื้อผ้าสีน้ำตาลมะฮอกกานี ที่มีรูปของฉันติดเต็มไปหมด เมื่อเปิดออกดูพบกว่า มีเสื้อผ้าสีสันนสดใสแบบทันสมัยอยู่ในตู้เต็มไปหมด ข้างล่างมีลิ้นชักอยู่สามอัน ซึ่งแล้วอันไหนล่ะคือที่น้าจันทร์จะให้เก็บ งั้นเปิดมันทุกอันเลยก็แล้วกัน ฉันเริ่มที่ลิ้นชักล่างสุด เมื่อชักออกมากลับพบอัลบั้มรูปขนาดใหญ่นอนอยู่ เมื่อจะปิดลิ้นชักด้านมืดกับด้านสว่างของฉันก็สู้กันภายในจิตใจ ฉันควรจะแอบดู หรือว่าจะปล่อยมันทิ้งไป แน่นอนเด็กดีมีคุณธรรมอย่างฉันจะต้อง...เปิดดู เมื่อเปิดดูกลับพบว่ามันเป็น รูป รูปของฉันทั้งนั้นเยอะยิ่งกว่าที่อยู่ในห้องนี้ซะอีก และมันก็ยังเป็นรูปชุดเดียวกับที่ฉันมีที่บ้าน น่าแปลกน้าจันทร์จะมาเก็บรูปลูกเพื่อนแม่อย่างฉันไว้ทำไมเยอะแยะ
“เมี่ยง ทำอะไรน่ะ” น้าจันทร์ตะโกนเสียงดังก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาเก็บอัลบั้มรูปไป
“หนูแค่......”
“ไม่ต้องพูด น้าบอกให้เอานาฬิกามาเก็บไม่ใช่ให้มาแอบดูอะไรในนี้” น้าจันทร์โกรธจนหน้าแดง พร้อมพูดแบบตะโกน
“แต่รูปในห้องของน้า กับรูปในอัลบั้มนี้มันก็รูปหนูนี่คะ” ฉันเริ่มสงสัยว่าการดูรูปแค่นี้มันเป็นเรื่องร้ายแรงมากเลยหรือไร
“นี่มันเป็นของส่วนตัวของน้า หนูไม่ต้องมาแก้ตัวรีบออกไปจากห้องนี้ซะ” น้าจันทร์พูดตะคอกใส่ฉัน
“หนูขอโทษค่ะ” ฉันพูดขอโทษพร้อมน้ำตา ที่ไหลออกมาเพราะสำนึกผิด ฉันค่อย ๆ เดินออกไป
“เดี๋ยว นี่นาฬิกาของหนู” น้าจันทร์พูดพร้อมยื่นกล่องนาฬิกาให้ฉัน เวลานี้ฉันทั้งโกรธ ทั้งเสียใจกับการกระทำของตัวเอง และฉันคงไม่สมควรได้รับนาฬิกาเรือนสวยนี้ ผลักมือน้าจันทร์ออกไป เลยทำให้ทั้งนาฬิกาและอัลบั้มรูปหล่นลงพื้น รูปบางรูปหล่นออกมา พร้อมบัตรบางอย่าง ฉันเก็บบัตรนั้นขึ้นมาดูและพบว่าบัตรนั้นเป็นบัตรประชาชน
“นี่มัน” ยังไม่ทันขาดคำ น้าจันทร์รีบมาคว้าบัตรใบนั้น ไปจากมือพร้อมสั่งกำชับฉันให้ไปที่ห้อง ฉันเลยเดินคอตกกลับไปที่ห้อง นอนร้องไห้บนเตียงและเผลอหลับไป

ตื่นมาตอนเช้า ฉันค่อย ๆ ลงมาข้างล่างทว่ากลับพบแต่ความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาน้าจันทร์ ฉันฉุกคิดว่าน้าจันทร์อาจจะป่วยไม่สบาย ฉันจึงเดินกลับไปชั้นสอง
ก๊อก ๆ ๆ “น้าจันทร์คะ น้าจันทร์คะ” ฉันร้องเรียกแต่กลับไม่มีเสียงตอบกลับมาจากข้างใน ฉันลองบิดลูกบิดดูพบแล้วประตูไม่ได้ล็อค ฉันค่อย ๆ เปิดเข้าไปในห้องนั้น และพบกับความว่างเปล่า
“อ้าว แล้วน้าจันทร์ไปไหนล่ะเนี่ย” ขณะที่กำลังจะเดินออกไปนั่นเองความอยากรู้อยากเห็นก็เข้ามาครอบงำ ฉันเดินไปที่ตู้เสื้อผ้านั้น แล้วเปิดดูลิ้นชักนั่น และหยิบอัลบั้มออกมาดู ฉันค่อย ๆ เปิดทีละหน้า ที่ละหน้า จนกระทั่งหน้าเกือบสุดท้าย บัตรประชาชนของใครคนหนึ่ง ก็ปรากฎอยู่ฉันค่อย ๆ หยิบมันขึ้นมาดู
“จักรี ลิ่มบุตรี” ฉันอ่านชื่อนี้ซ้ำไปซ้ำมา อุณหภูมิในร่างกายของฉันเริ่มสูงขึ้น ความสงสัยต่าง ๆ เกิดขึ้นเต็มหัวสมองฉันไปหมด จักรี ลิ่มบุตรี คือชื่อของพ่อของฉัน ที่แม่เคยบอกไว้ ฉันเดินไปหัวนอนหยิบรูปที่ดูเมื่อวานขึ้นมาเทียบ ผู้ชายที่ยืนข้าง ๆ แม่เป็นเจ้าของบัตรนี้อย่างแน่นอน
“เป็นไปไม่ได้” น้ำตาที่ไหลออกมานั้น จะเป็นจากความดีใจ หรืออารมณ์อื่นตอนนี้ก็สุดจะคาดเดา ฉันอยากจะเจอน้าจันทร์มาก ๆ น้าคงจะตอบคำถามทุก ๆ อย่างได้ แต่ตอนนี้น่าจะหาอะไรได้อีก ฉับพลันฉันเปิดรีบลิ้นชักกลางและพบว่ามีซองจดหมายมากมายเรียงอยู่ ฉันสุ่มหยิบมาหนึ่งฉบับ และเมื่อดูเนื้อความของจนหมายกลับพบว่าเป็นลายมือของแม่ แม่ฉันเขียนถึงผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อว่าจักร เนื้อความในจดหมายเป็นการอ้อนวอนขอให้ผู้ชายที่ชื่อจักรกลับมาหาแม่อีกครั้ง
ถึงจักร
น้องเมี่ยงอายุได้สองเดือนแล้วนะคะ ฉันอยากให้คุณกลับมาดูแลลูกของเรา ฉันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณไม่ว่าคุณจะเป็นยังไงคุณจะรักหรือไม่รักฉัน ได้โปรดกลับมาหาฉันเถิดค่ะ มาเยี่ยมบ้างก็ยังดี
รักเสมอ
เมย์
เมย์เป็นชื่อของแม่ และถ้าเดาไม่ผิดจักรก็คือ.....พ่อ....จักร..จักรี ลิ่มบุตรี คล้ายกับว่าจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นเริ่มมาปะติปะต่อกัน ฉันรีบหยิบจดหมายออกมาอีกฉบับ เมื่อเปิดออกดูก็พบว่า เป็นจดหมายที่แม่เขียนถึงพ่อ ฉันเปิดกี่ฉบับเนื้อความจะเป็นการเล่าเรื่องของฉัน และอ้อนวอนขอให้พ่อกลับไป
“ทำไมจดหมายพวกนี้มาอยู่กับน้าจันทร์ได้” ฉันหาคำตอบไม่ได้ ทำไมจดหมายที่ควรจะอยู่กับพ่อของฉันกลับกลายมาอยู่ในมือของน้าจันทร์ได้ หรือว่าแท้จริงแล้วน้าจันทร์ คือคนที่ทำให้พ่อต้องทิ้งพวกเราสองแม่ลูกไป แล้วเธอรู้สึกผิดเลยทำให้เธอต้องมาทำดีกับฉัน มาอุปการะฉัน
“กรี๊ด.ดดด หนูเมี่ยง หนูทำอะไร” เสียงตะโกนมาจากทางข้างหลังของฉัน ไม่ใช่ใครที่ไหน เสียงของน้าจันทร์นี่เอง
“หนูต้องถามน้าจันทร์มากกว่าว่าน้าจันทร์ทำอะไร”
“หนูจะเข้ามาในห้องน้าอย่างพละการไม่ได้นะ” น้าจันทร์เริ่มตะคอกแรงขึ้น
“ถ้าหนูไม่ได้เข้ามาหนูจะเจออะไรดีๆ แบบนี้เหรอคะ” ฉันเงยหน้าขึ้นมาเผชิญหน้ากับน้าจันทร์
“หนูเห็นแล้วใช่มั้ย” น้าจันทร์พูดปากคอสั่น
“กลัวความลับแตกเหรอคะน้าจันทร์”
“นี่คือบัตรประชาชนของคุณจักรี ลิ่มบุตรี” ฉันหยิบบัตรประชาชนขึ้นมาแล้วพลิกหน้าบัตรให้น้าจันทร์ดู
“เอามานี้”น้าจันทร์พยายามหยิบบัตรคือไป แต่คราวนี้ฉันไม่ปล่อยให้น้าจันทร์ไว้กว่าแน่ ฉันชักมือคืนมา
“คนคนนี้ เป็นพ่อของหนู เป็นคนเดียวกับในรูปนั่น รูปที่มีแม่ของหนูยืนข้าง ๆ เขา”
“พอได้แล้วนะเมี่ยงกลับห้องไปเดี๋ยวนี้” น้าจันทร์ตะโกนอย่างแรง พร้อมชี้มือไปที่ห้องของฉัน
“ไม่หนูไม่กลับจนกว่าหนูจะรุ้ความจริง ว่าอะไรเป็นอะไร จดหมายที่แม่เขียนถึงพ่อ ทำไมถึงมาอยู่กับน้าจันทร์”
“เอ่อ..คือ”น้าจันทร์พูดไม่ออกหน้าซีดเป็นไก่ต้ม พร้อมกับตัวสั่น
“น้าพูดไม่ออกเหรอ แล้วบัตรประชาชนของพ่อมาอยู่ในห้องน้าได้ยังไง น้าไม่ต้องตอบหรอก หนูว่าหนูรู้คำตอบแล้ว ทั้งเรื่องที่น้ารับหนูมาอยู่ ทั้งเรื่องที่น้าดีกับหนูตั้งแต่แม่ยังมีชีวิต”
“พอแล้ว” น้าจันทร์พูดเสียงเบา ๆ พร้อมน้ำตา หยดน้ำใส ๆ หลายหยดไหลออกมากจากตาคู่นั้นอย่างไม่หยุด
“แล้วน้าแจ๊คน่ะ น้าแจ๊คน่ะเป็นพ่อของหนูใช่มั้ยคะ รูปในบัตรประชาชน และทั้งรูปที่ถ่ายกลับแม่มันเป็นรูปเดียวกัน มันเป็นรูปของน้าแจ๊ค น้าจันทร์เป็นคนแย่งพ่อไปจากพวกเราใช่มั้ย ไม่สิ คุณจันทร์ คุณเป็นคนแย่งพ่อไปจากหนู จากแม่ คุณเองรู้สึกผิดเลยต้องอุปการะหนู” ฉันทั้งเสียงใจ ทั้งโกรธ และโมโห ส่วนน้าจันทร์เอามือปิดปาก และร้องไห้ เธอค่อย ๆ ทรุดตัวลงไปนั่งที่พื้น
“หนูไม่อยู่เป็นมารที่นี่หรอกค่ะ หนูจะไปอยู่กับคุณลุงและคุณป้า” ฉันพูดแบบไม่มองหน้าหญิงคนนี้และเดินออกไป
“เดี๋ยว!!! เมี่ยงกลับมาที่นี่” น้าจันทร์พูดพร้อมจับข้อมือของฉันไว้
“ไม่หนูจะไป ปล่อยหนูนะ” ฉันพยายามสะบัดมือของผู้หญิงที่ทำให้แม่เสียใจคนนี้ออกไป
“ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว น้าจะบอกความจริงทั้งหมด”
“ได้ หนูก็อยากรู้ความจริงจากปากคุณเหมือนกัน”
น้าจันทร์ค่อย ๆ เดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ดึงลิ้นชักแรกออกมาพร้อมหยิบซองเอกสารใส ๆ ออกมาหนึ่งซอง เธอค่อย ๆ ยื่นให้ฉัน ฉันรับมาอย่างใจเย็น ค่อย ๆ เปิดมันออกภายในเป็นสูติบัตรของฉัน ฉันค่อย ๆ อ่านมัน และพบว่า ชื่อของบิดา เป็นนายจักรี ลิ่มบุตรี ฉันวางสูติบัตรนี้ลง ฉันเงยหน้ามองน้าจันทร์
“ดูอีกใบสิจ๊ะ”
อีกใบเป็นใบเปลี่ยนชื่อ เจ้าของของใบเปลี่ยนชื่อคือ นายจักรี ลิ่มบุตรี และเชื่อที่เปลี่ยนคือ นายจันทร์เทวี ลิ่มบุตรี คนอะไรชื่อเหมือนผู้หญิง แต่ใช้นายนำหน้า ก่อนที่ฉันจะอ้าปากถาม น้าจันทร์ยื่นบัตรประชาชนหนึ่งใบให้กับฉัน ฉันรับมาพร้อมอ่านชื่อ
“นายจันทร์เทวี ลิ่มบุตรี” ฉันมองหน้าของเจ้าของบัตรนั่นคือหน้าของน้าจันทร์
“พ่อเป็นพ่อของหนูเอง”น้าจันทร์พูดพร้อมกอดฉันไว้ในอ้อมแขน เธอตัวสั่นและร้องไห้ออกมาอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
“พ่อ.....น้าจันทร์....พ่อ” ฉันตกใจแบบตั้งสติไม่อยู่ ในสมองขาวโพลนไปหมด นี่มันเรื่องอะไรกัน น้าจันทร์เป็นพ่อ จะเป็นไปได้ยังไง สักพักน้าจันทร์ค่อย ๆ คลายกอด
“หนูมองหน้าพ่อนะลูก เคยคิดมั้ยว่าเราสองคนหน้าตาเหมือนกัน พ่อไม่กล้าบอกหนูตามตรงว่าพ่อคือพ่อของหนู ตอนที่พ่อกับแม่มีหนู พ่อยอมรับว่ามันคืออุบัติเหตุ แม่กับพ่อเป็นเพื่อนสนิทกัน และแม่ของหนูก็รักพ่อมาก แต่พ่อรักแม่ของหนูไม่ได้ และวันหนึ่งในงานเลี้ยงเราสองคนก็เผลอมีอะไรกันเพราะพ่อกับแม่ต่างก็เมามาก ในตอนนั้นพ่อไม่ได้ชอบผู้หญิงแล้ว แต่ความที่ร่างกายเป็นชายของพ่อมันทำลงไปตามสัญชาตญาณ ต่อมาแม่ของหนูท้อง พ่อทนไม่ได้เพราะว่าพ่อไม่ได้รักแม่ของหนูเลย ตอนนั้นพ่อหนีออกไปจากชีวิตของแม่หนูแล้ว และแม่หนูก็เพียรส่งจดหมายมาหาพ่อตลอด จนกระทั่งหนูสองขวบพ่อถึงตัดสินใจกลับไปหาแม่ของหนู ทำหน้าที่เพื่อนชีวิตที่ดีที่สุดของแม่ของหนู และทำหน้าที่พ่อที่ดีที่สุดตลอดมา แต่การกลับมาครั้งนี้ของพ่อ พ่อกลับมาในร่างกายของผู้หญิง พ่อถึงบอกหนูตามตรงไม่ได้ว่าพ่อคือพ่อของหนู พ่อกลัวหนูรับไม่ได้” เมื่อพ่อพูดจบ พ่อกอดฉันแรง ๆ พลางลูบหัวของฉัน
“จริงเหรอคะ” น้ำตาที่ใกล้จะเหือดแห้งกลับไหลบ่าออกมาอีกครั้ง
“หนูจะอยู่กับพ่อในสภาพแบบนี้ได้มั้ยลูก” พ่อมองหน้าฉัน ด้วยสายตาที่อ่อนโยน
“ได้สิคะ คุณพ่อ” ฉันตอบไปพร้อมกอดพ่อคนนี้อย่างเต็มแขน และหัวใจที่ขาดหายกำลังจะได้รับการเติมเต็มตั้งแต่นี้เป็นต้นไป



Create Date : 16 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2553 15:00:13 น.
Counter : 196 Pageviews.

ข้ามขอบฟ้า เวลาเดียวกัน มหาสนุกเล่มที่ 1012
“นั่นไงรถติดอีกแล้ว” เสียงสบถแบบไม่พอใจออกจากปากของสาวออฟฟิศวัยทำงานดังเช่นทุกวัน เธอกำลังขับรถโตโยต้า ซีวิกสีเงินคันเก่ากึก ที่ได้รับมรดกมาจากญาติทางฝ่ายพ่อ ซึ่งถูกส่งต่อมาได้สามสี่ทอดแล้ว วันดีคืนดีรถเจ้ากรรมก็งอแงไม่แล่นเสียดื้อ ๆ ลำบากเธอต้องส่งเข้าอู่เป็นประจำ นี่ถ้าเก็บเงินค่าซ่อมตั้งแต่เริ่มป่านนี้คงได้รถคันใหม่เอี่ยมไปแล้ว

“ โอ๊ย! สายตลอดน่าเบื่อจริง ๆ” ก็คงจะน่าเบื่อน่าดูที่ตลอดสองปีที่ผ่านมาเธอยังไม่เคยตอกบัตรตรงเวลาเลยสักครั้งเดียว อันที่จริง สาวออฟฟิศนางนี้ตื่นตั้งแต่ตีห้าทุกวัน ถ้าไม่ติดว่าเธอต้องอาบน้ำ ขัดผิว หมักผม นวดหน้า เป่าผม เขียนคิ้ว ปัดมาสคาร่า ดัดขนตา ทาอายลายเนอร์ และอีกจิปาถะ เป็นเวลาถึงสองชั่วโมง ก่อนจะย้วยระยาท ออกจากเคหะสถานขนาด 20 ตารางเมตร แล้วค่อย ๆ ขับรถบุโรทั่ง ออกไป ทำงาน

“ เดี๋ยว'ปิศาจ'ต้องโทรมาแน่เลย” ประโยคอมตะนิรันด์กาลที่เธอต้องพูดหลังจากเจอรถติดและแล้ว .....

ติ๊ด ตี่ ติ๊ด ตี่ ติ๊ด ติ๊ด..เสียงโทรศัพท์มือถือ black berry curve ดังขึ้นทันที่ หน้าจอขึ้นว่า ‘ปิศาจ’กำลังโทรเข้า เธอกดรับสาย

“ขอโทษค่ะพี่ แต่ว่ารถมันติดจริง ๆ ติดมาก ๆ หนูเนี่ยพยายามสุดความสามารถแล้วค่ะ ค่ะ จะรีบไปค่ะ”

ประโยคที่เธอต้องพูดซ้ำซากเป็นเวลาว่าสองปีก็เริ่มต้นเหมือนเคย เธอกดวางสายก่อนที่จะทำหน้าทำหน้าโมโหใส่โทรศัพท์

“พูดแบบนี้มาสองปีแล้ว ไม่รู้บ้างเหรอยังไงเนี่ย โทรมาอยู่ได้ที่วี่ทุกวัน รู้แล้วน่าว่าไปสาย แค่เก้าโมงเองจะเป็นไรไปเนี่ย” หลังจากพูดจบโทรศัพท์เจ้ากรรมก็ถูกแรงส่งตามกฏของฟิสิกล์ ไปยังเบาะด้านหลัง อย่างไม่รู้ตำแหน่งแห่งหน ชีวิตเรียบๆ ของเธอดำเนินไปอย่างเดิม ๆ แต่ทว่า...

ติ๊ด ตี่ ติ๊ด ตี่ ติ๊ด.....เสียงโทรศัพท์ที่น่าสงสารเครื่องเดิม

“อีกแล้ว โทรมาทำไมเนีย ก็พึ่งบอกไปแหมบๆ” บ่นไปก็เท่านั้น ยังไงซะเธอก็ต้องควานหาเจ้าเครื่องนั้นอยู่ดี

“ เอ๊ะ หรือจะโทรมาบอกว่าไม่ต้องไปทำงานแล้วหรือเปล่าเนี่ย” สีหน้าใต้แป้งโบ๊ะหน้า ซีดลงทันควันก่อนจะรับโทรศัพท์ สายตาที่จับจ้องไปยังหน้าจอสีของเครื่องกลับพบว่า ว่างเปล่า เครื่องไม่แสดงหมายเลขโทรเข้า

“ อ๊ะ ๆ ชะรอยจะเป็นพวกแก็งค์มิจฉาชีพบัตรเครดิตล่ะสิท่า” เหมือนว่าเธอคิดเรื่องสนุก ๆ อะไรออกซะแล้ว ไวเท่าความคิดเธอกดรับทันที

“สวัสดีค่ะที่นี่ธนาคารกรุงเทพมหานคร ยินดีให้บริการค่ะ” เมื่อหนามยอกก็ต้องหนามบ่ง จะมาโกงเธอเหรอ ไม่มีทางเธอจะเป็นฝ่ายกวนประสาทให้พวกมันล่าถอยไปเอง ไม่ว่าจะบอกว่ามาจากแบงค์ชาติ หรือ สอฉ. หรือ เคเอฟซี เธอก็บ่ย่าน

“สวัสดีครับ ผมชื่อแอนโทนี่ สวีทแอปเปิ้ลครับ” เอาล่ะสิ ปลายสายเป็นผู้ชายสำเนียงแปลกๆ มันจะมาต้มตุ๋นอะไรล่ะเนี่ย

“สวัสดีค่ะ ที่นี่ร้านขายโลงศพค่ะ ยินดีให้บริการ” เธอหยอดกลับไป กะว่าแก็งค์พวกนี้จะต้องงง

“ผมอยากให้คุณช่วยผมหน่อย” ชายสำเนียงแปลกก็ยังไม่ลดละความพยายาม แถมยังไม่มีทีท่าตกใจด้วย

“ค่ะ รับเป็นโลงแบบไหนดีค่ะ ไม้สักทอง หรือว่าไม้มะค่า หรือไม้ยมกดีค่ะ”

“ช่วยทำบุญให้ผมหน่อย” เจอคำตอบนี้เข้าไปเล่นเอาเธองงไปเหมือนกัน ประกอบกับรถเริ่มเคลื่อนตัว เธอกดวางสายแล้วขับรถต่อไป ชะรอยจะเจอแผนซ้อนแผนซะแล้วสิเนี่ย

รถกำลังจะแล่นข้ามสะพานสาทร แต่สะพานนี้เป็นด่านอรหันต์ยังไงก็ไม่ได้ข้ามง่าย ๆ อยู่แล้ว กลับมาเป็นสภาพตังเมเหมือนเดิม

ติ๊ด ตี่ ติ๊ด ตี่ ติ๊ด ตี่..... เสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม และหน้าจอก็ไม่โชว์เบอร์ดังเดิม เธอกดรับสาย

“สวัสดีครับ ผมชื่อแอนโทนี่ สวีทแอปเปิ้ล คุณช่วยทำบุญให้ผมหน่อย” ข้อความเดิม สำเนียงเดิม เริ่มต้นอีกครั้ง เธอคิดว่าเล่นกับมันสักตั้งน่าจะแก้เครียดได้ดี

“จะให้ทำบุญยังไงดีค่ะ”

“คุณช่วยตักบาตรให้ผมได้มั้ยครับ ก่อนเที่ยงวันนี้นะครับ” น่าแปลกที่คำขอของเค้าไม่ได้บ่งบอกความเป็นมิจฉาชีพตรงไหน แต่ก็น่าสนุกเธอจึงเล่นต่อ

“รับเป็นอาหารอะไรดีค่ะ เอาเป็นอาหารจีน ไทย แขก ลาว หรือว่าอาหารสุนัขดีค่ะ”

“อาหารอะไรก็ได้ แต่ต้องก่อนเที่ยงวันนี้นะครับ”

“แล้วจะให้อุทิศส่วนกุศลไปให้ใครคะคุณ”

“ ให้อุทิศส่วนกุศลไปให้กับ น.ส.สิตา สุขพยัคฆ์ ครับ”

“ค่ะๆ น.ส.สิตา สุขพยัคฆ์นะคะ ไม่ทราบว่ากุศลนี้จากคุณอะไรนะคะ” เธอคิดสนุกหาปากกากระดาษมาจดชื่อนั้นไว้

“ผมแอนโทนี่ สวีทแอปเปิ้ลครับ”

“ชื่อเหมือนฝรั่งเลยนะคะ”

“ผมเป็นคนอเมริกาครับ”

“แล้วทำไมคุณไม่ตักบาตรเองล่ะคะ”

“ผมอยู่อเมริกา ที่นี่มืดแล้วผมตักบาตรไม่ได้”

“แต่ดิฉันต้องไปทำงานนะคะ”

“เห็นแก่ผมและแฟนนะคะ....รับ...ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด” แล้วสายก็ตัดไปตรงนั้นซะดื้อ ๆ

“อ้าวซะงั้น” หลังจากวางโทรศัพท์ สาวออฟฟิศสายเสมอก็หยิบกระดาษที่จดชื่อสองชื่อมาดู แอนโทนี่ สวีทแอปเปิ้ล และ สิตา สุขพยัคฆ์ เธอครุ่นคิด นี่มันมิจฉาชีพแบบไหนเนี่ย ให้ไปทำบุญให้ หรือมิจฉาชีพเดี๋ยวนี้ปล้นส่วนบุญ คิดไปก็น่าขำดีนะ

นาฬิกาบนรถแสดงเวลาเก้าโมงครึ่ง ทำให้เธอไม่มีเวลามาสนใจเรื่องไร้สาระอะไรแบบนี้ ดังนั้นกระดาษแผ่นนั้นก็ถูกวางไว้บนเบาะข้างคนขับอย่างไม่แยแส

“เคลื่อนได้สักที รีบไปทำงานดีกว่า” รถแต่ละคันกำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวไปยังจุดหมายปลายทางของแต่ละคน

ภายในห้องผนังสีขาวขนาด เจ็ด คูณ เก้าเมตร หญิงวัยกลางคนในชุดทำงานสีเทาผ้าไหมนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ขนาดใหญ่ มีพนักงานวัยจบหมาดๆ นั่งตรงข้าม

“พี่คงต้องให้น้องเซ็นค่ะ”

“แต่....พี่ค่ะ”

“ถึงน้องจะเก่งแค่ไหน แต่พี่ก็ทนไม่ไหวจริง ๆ”

“พี่ให้โอกาสหนูอีกครั้งเธอนะคะ”

“พี่ให้โอกาสเป็นครั้งที่ร้อยแล้วมั้งคะ สองปีมานี้น้องไม่เคยมาทำงานตรงเวลาเลยสักวันเดียวทั้ง ๆ ที่บ้านอยู่อีกฝั่งแค่นั้น”

“ก็....”

“ไม่ต้องมาแก้ตัวอะไรทั้งสิ้น เซ็นรับทราบด้วยนะคะ”

“แต่...” เธอพยายามจะพูดบางคำ ทว่าประหนึ่งมีอะไรมาจุกคอของเธออยู่ทำให้เธฮไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ มีเพียงน้ำตาที่ไหลซึมออกมาเท่านั้น

“ แล้ววันนี้ก็กลับบ้านไปก่อนนะคะ เพราะว่าลูกค้าที่จะพบเนี่ย คนอื่นเค้าทำหมดแล้ว”

“ค่ะ” เธอรับคำก่อนลงลายมือชื่อตัวเองบนกระดาษที่จั่วหัวว่า ใบลาออก โดยมีชื่อเธอเป็นคนแสดงความจำนงลาออกสิ้นเดือนนี้

สาวสำอาง ค่อยเดินไปยังลานจอดรถของบริษัทอย่างเหม่อลอยพร้อมกับน้ำตาที่ซึมออกมาตลอด พลางคิดว่าถ้าให้ทำอะไรก็ยอมขอออย่าให้ออกจากงานนี้เลย

ติ๊ด ตี่ ติ๊ด ตี่ ติ๊ด ตี่...เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าก็ดังขึ้น

“สวัสดีครับ ผมแอนโทนี่ สวีทแอปเปิ้ล คุณช่วยทำบุญให้ผมหน่อยเถอะ”

“อะไรกัน จะบ้าเหรอ ฉันพึ่งจะถูกให้ออกจากงาน ฉันไม่ไปไหนหรอกนะ” เธอตะโกนใส่โทรศัพท์ พร้อมอารมณ์ที่ระเบิดออกมา ว่าเธอกำลังเจอกับเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย

“ถ้าคุณทำบุญให้ผม คุณจะได้กลับไปทำงานผมสัญญา ผมมีอำนาจพอ”

“คุณเป็นใครฉันไม่สน แต่เลิกโทรมาหาฉันได้มั้ย”

“ผมโทรหาได้เฉพาะคุณนะครับ”

“จะบ้าเหรอไง ก็หาเบอร์อื่นสิโรคจิต!” เธอตะโกนใส่โทรศัพท์ครั้งสุดท้ายก่อนจะวางหูไป เธอพยายามจะขว้าง black berry คู่ใจ แต่ก็ทำไม่ลงเพราะคิดไปถึงว่าต้องเก็บเงินอยู่หลายเดือน ขณะที่เธอกำลังเดินไปนั่นเอง เสียงเดิม ๆ ก็ดังขึ้นอีก

ติ๊ด ตี่ ติ๊ด ตี่.. หน้าจอโทรศัพท์ไม่แสดงเลขหมายอย่างเคย เธอกดรับอีกครั้งเสียงจากปลายสายแว่วว่า

“ได้โปรดทำบุญให้ผมก่อนเที่ยงด้วยเถิด ผมไม่มีเวลาอีกแล้ว”

“ทำไม” เป็นคำถามสั้น ๆ ที่เธอถามได้ตอนนี้ สติสัมปะชัญญะ ของเธอเริ่มกลับมา

“ที่นี่ อเมริกา กำลังจะเที่ยงคืน ถ้าผ่านเที่ยงคืน ผมต้องแย่แน่ๆ ช่วยผมด้วย ทำบุญให้แฟนผมด้วย”

“ทำไม”

“ผมอยู่ที่นี่ผมไม่สามารถทำบุญได้ แฟนพยายามทำบุญให้แฟนแต่มันก็ไม่สำเร็จ คุณช่วยแฟนผมด้วยนะถ้าไม่ได้ทำบุญภายในเจ็ดวันหลังจากตาย แฟนผมจะไม่ได้ไปเกิด”

“อะไรนะ” สาวออฟฟิศรู้สึกประหลาดใจ

“ผมพยายามจะทำบุญที่นี่ แต่ทำไม่ได้ จนกระทั่งเลยมาถึงหกวันแล้ว และถ้าพ้นวันที่เจ็ด แฟนผมจะไม่ได้ไปเกิด คุณกรุณาช่วยผมด้วย”

“ยังไง”

“แฟนผมพึ่งตายครับ และถ้าไม่มีคนทำบุญให้เธอ เธอจะไม่ได้ไปเกิด นี่ใกล้จะวันที่เจ็ดแล้ว และเป็นตอนกลางคืนด้วย ผมตักบาตรอะไรไม่ได้เลย คุณช่วยผมได้มั้ยครับ ถ้าคุณช่วยผม คุณจะได้งานคืน”

“.......” ในหัวสมองของเธอกำลังมึนไปหมด ไม่รู้ว่านี่คือเรื่องอะไร จู่ๆ หนุ่มอเมริกาพูดไทยไม่ชัด มาขอให้เธอทำบุญให้แฟนของเขา พร้อมกับสัญญากับเธอว่าเธอจะได้งานคืน เธอคิดว่าเขาอาจจะเป็นคนใหญ่คนโตในบริษัทที่เธอทำอยู่ก็ได้ ถ้าเธอทำบุญเขาอาจจะช่วยเธอได้

“ ได้ ฉันจะทำ” อย่างไรซะ แค่ไปทำบุญแค่นี้มันก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไร อีกทั้งเธอยังว่างวันนี้ตลอดวันด้วย มันก็ไม่น่าจะเป็นอะไรที่จู่ๆ เธอจะทำบุญให้กับคนที่ฟากโลกหนึ่ง

“ขอบคุณมากครับ”

“แต่คุณจะทราบได้ยังไงว่าฉันทำบุญให้คุณจริง ๆ”

“พระเจ้าเท่านั้นที่รู้….ตู๊ด...ตู๊ด....”สายตัดไปอีกครั้ง

รถบุโรทั่งสีเงินกำลังแล่นออกจากลานจอดรถของบริษัทรถยนต์มีชื่อเสียง มุ่งหน้าไปที่วัดที่ใกล้ที่สุด เท่าที่คิดได้ เธอหยิบกระดาษแผ่นเมื่อเช้าที่วางไว้ยังเบาะข้างคนขับมาดู แอนโทนี่ สวีทแอปเปิ้ล กับ สิตา สุขพยัคฆ์ สองคนนี้กำลังเล่นสนุกอะไรกัน แต่จนแล้วจนรอดเธอก็เข้าไปร่วมเกมนี้ด้วย ก่อนถึงวัดสาวใจดี ก็แวะซื้อขนมของกิน ไปมากมาย เธอเหลือบดูเวลา 11.30 น. แล้ว

“ตายล่ะสิ” เวลาเริ่มกระชั้นเข้ามาเธอรีบบึ่งรถออกไปยังวัด ที่ใกล้ที่สุด

เวลา 11. 40 รถคันสีเงินเข้ามาจอดในวัดแห่งหนึ่งในย่านสาทร และเธอรีบวิ่งไปยังกุฏิพระอย่างคุ้นเคย เพราะตอนเป็นเด็กมัธยมเธอมาทำบุญที่วัดกับครอบครัวอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งยัง สนิทกับเด็กวัดที่นี้ด้วย

“หลวงพ่อค่ะ ๆ” เสียงตะโกนเรียกยังหน้ากุฏิเจ้าอาวาสดังขึ้น

“มีอะไรเหรอโยม” เสียงจากเจ้าอาวาสขานตอบ

“หนูเอาของมาถวายเพลเจ้าค่ะ”

“เอาๆ เข้ามาสิ”

สาวออฟฟิศรีบวิ่งเข้ามาในกุฏิเจ้าอาวาสพร้อมจัดแจงประเคน อาหารคาว หวานขนม นม เนย ที่ซื้อมาเมื่อกี้ให้เจ้าอาวาส พร้อมทั้งรีบไปกรวดน้ำ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับ น.ส.สิตา สุขพยัคฆ์

น้ำหยดสุดท้ายหยดลงบนพื้นดินใต้ต้นโพธิ์ภายในวัด นาฬิกาข้อมือบอกเวลาเที่ยงตรงพอดี ถือว่าเธอปฏิบัติภารกิจสำเร็จ

“ทำไมฉันต้องทำด้วยนะ” เธอฉีกยิ้มให้กับความบ้าของตัวเอง ยังไงซะการทำบุญก็เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว

ติ๊ด..ตี่ ติ๊ด ตี่ ตี่ ติ๊ด เสียงโทรศัพท์เสียงเดิมดังขึ้นอีกรอบ คราวนี้ปรากฎเป็นชื่อ ‘ปิศาจ’

“สวัสดีค่ะเตยพูดค่ะ อะไรนะคะ ทราบค่ะ จะรีบไปค่ะ ค่ะๆ” เธอกดวางสายก่อนจะรีบไปที่รถอย่างยิ้มแก้มปริ

“ทำบุญปุ๊ป งานมาปั๊ปเลย” กลายเป็นว่างานที่กำลังจะถูกไล่ออกกลับเป็นเรียกตัวเธอไปทำใหม่พร้อมให้เงินเดือนสูงขึ้นอีก และเธอก็สัญญาว่า เธอจะปรับปรุงตัวซะใหม่

เช้าวันต่อมาเตย สาวออฟฟิศที่ปรับปรุงตัวใหม่ออกจากบ้านตั้งแต่หกโมงครึ่ง จากถนนราชพฤกษ์กำลังจะขึ้นสะพานตากสิน รถก็ติดอีกครั้ง

“อุวะ ออกมาแต่เช้าแบบนี้รถยังติดไฟแดงอีก ให้ได้แบบนี้สิ” เธอบ่นอีกครั้ง นึกว่าออกเช้าแล้วจะไม่เจอรถติดที่ไหนได้

ก๊อกๆ เสียงเคาะกระจกของเด็กขายหนังสือพิมพ์ เธอกดปุ่มตรงประตูคนขับ กระจกค่อย ๆ เลื่อนลง

“เอาไทยรัฐบาลมาฉบับนึง” เด็กชายยื่นหนังสือพิมพ์ให้เธอ เธอยื่นธนบัตรสีเขียวเป็นการแลกเปลี่ยน

“ไม่ต้องทอนนะจ๊ะ” เด็กขายหนังสือพิมพ์ยิ้มแก้มปริก่อนเดินออกไป เตยมองตามเด็กออกไปก่อนเบนสายตามาที่พาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง

พบศพสาวไทย หนุ่มมะกันที่ขับรถตกเขาในแกรนแคนยอน แล้ว หลังจากตามหาตัวมาเจ็ดวัน ต่อหน้า 2

ต่อจากหน้าหนึ่ง พบศพสาวไทยกับหนุ่มมะกันตกเขาแล้ว เมื่อเวลา 0.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่แกรนแคนยอนบริเวณทางตะวันออก ทีมกู้ภัยได้พบศพ นายแอนโทนี่ สวีทแอปเปิ้ล และนางสาวสิตา สุขพยัคฆ์สองสามีภรรยาแล้ว หลังจากค้นหามาเป็นเวลา 7 วัน.................

“แอนโทนี่ สวีทแอปเปิ้ล และนางสาวสิตา สุขพยัคฆ์” เตยรีบค้นหาเศษกระดาษแผ่นนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย

“อยู่ไหนนะ อยู่ไหน” เธอคนในช่องเก็บของที่นั่งข้าง ๆ คนขับในกระเป๋าสตางค์ และในที่สุดเธอก็พบมันในกระเป๋าถือ

“เจอแล้ว”เธอร้องอย่างดีใจ พร้อมหยิบกระดาษแผ่นนั้น มาดูเทียบชื่อ ภาพและข้อความต่าง ๆ แล่นเข้ามาในสมองของเธออย่างฉับพลัน

หลายปีก่อน ณ วัดแห่งหนึ่งย่านสาทร เด็กมัธยมศึกษาตอนปลายกำลังเดินเข้ามาภายในวัดเพื่อขอพรให้เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ และพบกับนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันคนหนึ่ง กำลังหันรีหันขวาง เธอปรีเข้าไปช่วยเหลือเขา ถึงแม้ว่าภาษาอังกฤษของเธอ ณ ตอนนั้นยังกระทอนกระแท่น แต่ก็ช่วยนักท่องเที่ยวหาทางกลับโรงแรมได้อย่าง ปลอดภัย ก่อนชายผู้นั้นจะขึ้นรถแท็กซี่ เธอได้ให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ เผื่อมีปัญหาจะได้โทรมาหาเธอ เขาตอบขอบคุณและเธอถามเชื่อเขาไว้ แอนโทนี่ สวีทแอปเปิ้ล เป็นชื่อที่เขาบอกก่อนขึ้นรถ

เหตุการณ์ในหลายปีก่อนกลับมาอยู่ในสมองของสาวออฟฟิศอีกครั้ง เธอมองหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วพนมมืออธิษฐานจิตให้คุณแอนโทนี่ สวีทแอปเปิ้ล กับ คุณสิตา สุขพยัคฆ์ อยู่บนสวรรค์อย่างมีความสุข

“แป๊น ๆๆๆ” เสียงบีบแตรไล่จากคันข้างหลังเตย ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เธอรีบขับรถออกไปพร้อมหัวใจที่เป็นสุข



Create Date : 28 กันยายน 2553
Last Update : 28 กันยายน 2553 23:07:35 น.
Counter : 170 Pageviews.

อัจฉริยะตัวกะเปี๊ยกในขายหัวเราะฉบับ 1101
อัจฉริยะตัวกระเปี๊ยก

“ สวัสดีครับท่านผู้ชมทางบ้านเรามาพบกันอีกแล้วในรายการตี 11 ผมนายวิทวัส สุนทรภู่

กำลังนั่งอยู่กับเด็กอัจฉริยะอายุเพียง 9 ขวบ แต่สามารถพูดได้ถึง 7 ภาษา

ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังมีความสามารถอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกีฬา ศิลปะ

ดนตรี และอื่น ๆ อีกมากมาย เธอคือน้องบลิ๊ง ด.ญ.กานติมา กลิ่นปราการ

เรามาพบกับเธอกันดีกว่าครับ สวัสดีครับน้องบลิ๊งและคุณแม่”

พิธีกรดำเนินรายการพูดจบกล้องแพนไปที่เด็กผู้หญิงผิวขาวผูกผมหางม้า

แต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสีชมพูสมวัย

“ สวัสดีค่ะ” เธอกล่าวทักทายพร้อมยกมือไว้ โดยด้านข้างของเด็กผู้หญิงในชุดสีชมพู

เป็นผู้หญิงวัยประมาณสามสิบต้น ๆ แต่งตัวชุดลำลองหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ก็ยกมือไว้เช่นกัน

“เอ่อ ตามที่ผมได้เกริ่นไปแล้วนะครับ ว่าน้องมีความสามารถเกินเด็ก 9 ขวบมาก ๆ

เรามาเริ่มต้นที่ความสามารถที่โดดเด่นที่สุดกันก่อนเรื่องภาษา ไม่ทราบว่าน้องพูดภาษาอะไรได้บ้าง

ครับคุณแม่ เอ่อ คุณอนามิกา กลิ่นปราการ ” พิธีกรนามวิทวัส สุนทรภู่ เปิดบทสนทนากับทั้งสอง

“ ค่ะ น้องบลิ๊งพูด ภาษาไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน จีน ญี่ปุ่น และเวียดนามได้ค่ะ แต่จริงๆ

แล้วยังมีอีกหลายภาษานะที่พอพูดได้ แต่ว่าพูดได้ไม่มากค่ะ เลยไม่ได้นับ” ผู้ที่ถูกเรียกว่าคุณแม่

กล่าว

“ ครับ งั้นพอบอกได้มั้ยครับว่าภาษาอะไรบ้างที่บอกว่าพูดได้ไม่มาก”

“ค่ะ ก็มีภาษาตากาล็อค รัสเซีย โปรตุเกส เกาหลี ฟาซี เขมร แล้วก็พม่าค่ะ” เมื่อผู้ที่ถูกเรียก

ว่าคุณแม่สิ้นบทสนทนา ก็ได้สร้างความฮือฮาให้กับผู้ชมในห้องส่งมากมาย เรื่องความสามารถด้าน

ภาษาของเด็กอัจฉริยะคนนี้

“ โอ้โห! ไม่ทราบว่าอยากจะขอให้น้องลองพูดสักภาษาให้ฟังไดมั้ยครับ”

“ได้ค่ะ” หนูน้อยในชุดสีชมพูดตอบ

ื “งั้นเริ่มจากภาษาอังกฤษก่อนแล้วกัน”

ื “My name is Kantima Klinprakan, or you can call me Blink. I’m 9

years old. I live in Bangkok.” การแนะนำตัวที่ถ้าปิดตาผู้ฟังแล้วนึกว่าเจ้าของภาษา

มาเองแบบนี้เล่นเอาพิธีกรอย่างคุณวิทวัสขนลุกเลยที่เดียว เพราะไม่น่าเชื่อว่าสำเนียงอังกฤษ แบบ

อังกฤษ แบบนี้จะออกมาจากปากเด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ผู้ชมในห้องส่งปรบมือกันอย่างเสียงดังไม่

หยุด

“อะหือ...ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลยครับท่านผู้ชมว่านี่คือเด็กอายุเพียง 9 ขวบ สามารถพูด

ภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษได้ชัดขนาดนี้ งั้นขอภาษาต่อไปเลยแล้วกันครับ ขอเป็นภาษาฝรั่งเศส”

“ Salute!Je m’appelle Kantima Klinprakan. Mon petit nom est

Blink. Je suis 9 ans. J’habit a Bangkok. ” เด็กหญิง 9 ขวบพูดจบพร้อม

ยิ้มแฉ่งให้กล้องที่กำลังจับภาพอยู่ ภาษาฝรั่งเศสสำเนียงฝรั่งเศส ไม่มีสำเนียงไทยเจือปนออกมาจาก

ปากเด็กที่ยังมีฟันแท้ไม่ครบ

“ ผมชักตื่นเต้นแล้วละครับ อยากฟังภาษาจีนของน้องเลยครับ”

“ 我的名字叫 Kantima Klinprakan。我的小名叫 Blink. 我今年9岁。我的家在

曼谷。我很高兴认识你们。ราวกับว่าที่เธอพูดเป็นเสียงในฟิลม์หนังจีนกำลังภายในเรื่องหนึ่ง เธอ

พูดได้อย่างชัดเจนชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีผิดเพี้ยน ประหนึ่งแมนดารินเป็นภาษาแม่ของเธอ

ื “ ผมเคยเห็นคนพูดได้หลายภาษามาเยอะนะครับ แต่คนที่พูดทุกภาษาแล้วชัดทุกภาษาแบบนี้ ผม

ไม่เคยเจอมาก่อน ไหนขอภาษาสเปนสักนิดได้มั้ยครับ” พิธีกรที่มีชื่อเสียงกว้างไกลเริ่มตื่นเต้นกับ

เด็กหญิงวัยกระเตาะคนนี้ เด็กหญิงอัจฉริยะยิ้มก่อนพูดไปอย่างมั่นใจ

“ Me llamo Kantima Klinprakan. Usted me puede llamar Blink.

tengo 9 anos. Soy de Bangkok.” ภาษาสเปนแบบสเปน ออกเสียง “ร”ชัดเจน และ

จังหวะพูดไม่ติด เสียงดังแบบคนสเปนพูดออกมาจากปากเล็กๆนี้ สร้างเสียงปรบมือเกรียวกราวดังขึ้น

อีกครั้งในห้องส่ง แทบจะทำให้ผนังปริได้ทีเดียว

“ผมแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลยครับ ว่าเด็กอายุขนาดนี้สามารถพูดได้หลายภาษาและชัดได้

ขนาดนี้ งั้นขอภาษาญี่ปุ่นอีกภาษานึงครับ แล้วพอแล้ว เดี๋ยวเวลาไม่พอ”

เด็กหางม้ายิ้มมุมปากก่อนพูดออกไปว่า “ 私の名前はKantima Klinprakanです。私は

9歳です。バンコクで私の家。” หลังจากพูดจบน้องบลิ๊งหันหน้ามามองพิธีกรอย่างเบิกบาน

“ปรบมือให้น้องบลิ๊งอีกครั้งครับ” พิธีกรชื่อก้องปรบมืออย่างจริงใจ พร้อมกับผู้ชมทั้งห้องส่ง

“ผมอยากถามคุณแม่ครับว่า เลี้ยงน้องเค้ายังไงครับ เขาถึงได้พูดได้หลายภาษาขนาดนี้”

“ ค่ะ คือตั้งแต่ตอนคลอดน้องมา ตัวมิกาเองก็ดูละครต่างประเทศบ่อยค่ะ ส่วนใหญ่จะไม่ดูแบบ

พากย์นะคะ จะดูแบบมีบรรยายไทยมากกว่า น้องก็ดูด้วยค่ะ หลังจากนั้นเขาก็พูดเอง ซึ่งตัวมิกาเอง

ก็ฟังไม่ออกว่าเป็นภาษาอะไรบ้าง จนไปที่โรงเรียนคุณครูที่สอนน้องเลยเรียกคุยค่ะ เพราะต้องการ

พัฒนาความสามารถของน้อง”

“งั้นผมขอดูความสามารถต่อไปได้มั้ยครับ ได้ยินว่าวาดภาพเหมือนด้วยดินสอเก่งมากไหนลองวาด

รูปผมดูได้มั้ยครับ” ทีมงานนำกระดาษและดินสอมาให้คุณวิทวัส

“ด้วยความยินดีค่ะ” เด็กหญิงอัจฉริยะวัย 9 ขวบตอบ พร้อมรับกระดาษกับดินสอที่พิธีกรสูงวัยยื่น

ให้ มาทันที เธอวาดรูปเรขาคณิต และลงเส้นตัดในการแบ่งสัดส่วนของหน้าอย่างฉับไว ลงลายเส้น

ไม่กี่เส้นจนได้โครงหน้าที่สมบูรณ์และลงรายละเอียดทุกอย่าง อย่างคล่องแคล่ว รายละเอียดตา

จมูก ปาก เสร็จภายในไม่กี่อึดใจ จากนั้นเธอค่อย ๆ ลงแรงเงา อย่างชำนาญ ไม่กี่นาที ภาพ

เหมือนพิธีกรชื่อกระฉ่อนก็ออกมาอวดโฉมให้ผู้ชมได้ชม

“ นี่คือรูปที่เสร็จแล้วนะครับ ขอบอกท่านผู้ชมทางบ้านว่าเราไม่ได้ตัดต่อเทปแต่อย่างใด” ตัว

พิธีกรเองยังตกใจ ที่เห็นรูปเหมือนจากเด็กวัยประถมฯ แถมยังวาดได้อย่างรวดเร็ว ปานนกปรอท ผู้

ชมในห้องส่งต่างออกความเห็นอย่างถึงรสถึงชาติ

“ปรบมือให้กับน้องกานติ กลิ่นปราการอีกครั้งครับ” พิธีกรชื่อดังลุกขึ้นยืน และปรบมือให้กับเด็ก

มหัศจรรย์คนนี้ แม้แต่ตากล้องยังปรบมือให้อย่างชื่นชม


วันรุ่งขึ้นประเด็นเด็กอัจฉริยะวัย 9 ขวบเป็นที่วิพากย์วิจารณ์กันอย่างหนาหู คลิปวีดีโอรายการตี

11 ถูกอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ชื่อดังอย่างยูทีวี (www.youtv.com) อย่างนับไม่ถ้วน จนเป็น

ประเด็นร้อนในเว็บไซต์สังคมออนไลน์ หลายเว็บอย่างทันที เด็กหญิงอัจฉริยะกลายเป็นคนดังข้ามคืน

โดยวันนี้รายการของคุณต๊อย ตรีภพ ลิมประพันธ์ ก็เชิญเธอไปเป็นแขกรับเชิญในรายการด้วยเช่น

กัน

“ ได้ยินว่าน้องมีความสามารถด้านดนตรีด้วยใช่มั้ยครับ” คุณต๊อยถามกับคุณอนามิกา คุณแม่น้องบลิ๊ง

“ค่ะ”

“เล่นอะไรได้บ้างครับ”

“ก็มีไวโอลิน เปียโน กีต้าร์ ขิม ขลุ่ย จะเข้ ค่ะ” คุณแม่ยิ้มตอบอย่างหน้าชื่นตาบาน

“ เอาล่ะครับท่านผู้ชม เตรียมพบกับการเดี่ยวไวโอลินของน้องบลิ๊งกันเลยครับ” พิธีกรชื่อดังแห่ง

ช่องน้อยสี กล่าวจบ กล้องแพนไปอีกเวทีที่มีสาวน้อยพร้อมไวโอลิน ยืนรออยู่ เธอเริ่มบรรเลงเพลง

ดังที่เคยเป็นเพลงในโฆษณายาสระผมยี่ห้อหนึ่ง นั่นคือ Canon in D ความอัจฉริยะทางไวโอลิน

ถ้าจะให้เทียบอาจจะเหนือว่า วาเนสซ่า เมย์ด้วยซ้ำ และต่อมาเป็นการเดี่ยวเปียโนของน้องบลิ๊ง

แกรนด์เปียโนสีขาว วางกลางห้องส่ง โดยมีศิลปินน้อยเริ่มบรรเลง ด้วยเพลง Canon in D

เช่นเดิม ต่อด้วยเพลง Virus ของบีโทเฟ่น

เมื่อบรรเลงจบทุกคนพร้อมใจกันลุกขึ้นยืนและปรบมือ ให้กับความสามารถของเด็กสาวตัวน้อยคนนี้

อย่างเต็มใจ

ไม่แพ้กันรายการของช่องน้อยสีอีกรายการหนึ่งของคุณสรย้วย ก็เชิญน้องคนนี้มาออกรายการ

เพราะเธอมีความสามารถในการเล่นไอคิโดเทียบเท่ากับสายดำ แม้ว่าเด็กน้อยคาดเข็มขัดด้วยสายสี

ขาว แต่เมื่อศึกต่อสู้เริ่มขึ้น ก็ไม่มีใครสามารถล้มเด็กน้อยคนนี้ได้เลย

“ ผมขอโค้งให้กับเด็กคนนี้ครับ ทุกคนในห้องส่งปรบมือด้วยครับ” เสียงปรบมือจากทีมงานใน

ห้องส่งลั่นออกมาอย่างไม่หยุดจนรายการตัดไป

คลิปทุกคลิปถูกอัพโหลดอย่างเร็วไว ในการปรากฎตัวของเด็กอัจฉริยะคนนี้ และเป็นประเด็น

สนทนาในทุกๆ แห่งในประเทศไทย และต่างประเทศ ประเด็นเด็กอัจฉริยะเริ่มขึ้นโดยกระจายเป็นวง

กว้างในหลาย ๆ ชุมชนออนไลน์ แต่ที่กว้างที่สุดคือเว็บไซต์พันทิป โดยไม่มีใครเชื่อว่า เด็กผู้นี้มี

ความสามารถอย่างแท้จริง ทุกอย่างเป็นการตัดต่อของรายการโทรทัศน์ และเด็กคนนี้น่าจะเป็นเด็ก

ธรรมดา เท่านั้น กระทู้เป็นสิบ ๆ กระทู้ เริ่มตั้งขึ้นและวิภาควิจารณ์ ความเก่งฉกาจของเด็กผู้หญิง

ตัวน้อยนี้เริ่มต้นขึ้น สมาชิกเว็บไซต์ชื่อดังเริ่มสันนิษฐานกลโกงหลอกลวงของรายการ เช่น

ความเห็นของคุณว่านฟ้า เราว่านะ ต้องให้น้องขมุบขมิบปาก แบบลิปซิงค์นั่นแหละ แล้วเปิดเทป

ตามแน่ ๆ เด็กอายุ 9 ขวบที่ไหนเกิดในไทย โตในไทย จะพูด 7 ภาษาแบบเจ้าของภาษาได้

แบบนั้น

ความเห็นของคุณหมอ KFK ผมว่านะเราต้องพิสูจน์ให้เห็นกับตา ผมถึงจะเชื่อ เพราะเด็กตัวเล็ก

แบบนั้นจะชนะคู่ต่อสู้สายดำได้ยังไงกัน คู่ต่อสู้น่าจะเป็นพวกดาราตัวประกอบในหนังนั่นแหละ ผม

เห็นหลาย ๆ คนก็หน้าตาคุ้น ๆ อยู่แถมยังออมมือแบบน่าเกลียดอีกต่างหาก

ความเห็นของคุณหนูเองนะคะ รูปที่น้องเค้าวาดเนี่ย ท่าทางจะจ้างจิตรกรมืออาชีพวาดแล้วเอามาใส่

ที่หลัง เห็นมั้ยคะ กล้องซูมเฉพาะดินสอที่ลากเส้นลงไป แล้วค่อยเอามาตัดต่อกันน่ะค่ะ เป็นไปไม่

ได้หรอกค่ะว่า เด็กตัวแค่นี้จะวาดรูปเหมือนกันเก่งขนาดนี้

ความเห็นของคุณ ดอนส์ ผมว่าเรื่องการเล่นดนตรีคงจะใช้วิธีตัดต่อแบบในภาพยนตร์น่ะครับ

หลายๆ เรื่องก็ทำกันแบบนี้ วิธีง่าย ๆ แบบนี้ อย่าเอามาแหกตาคนดูเลยครับ

และอีกหลายความเห็นที่เป็นด้านลบและคิดว่าเด็กคนนี้ไม่มีความสามารถจริงก็เริ่มต้นขึ้น ลัทธิล่า

แม่มดหรือลัทธิตามล่าหาความจริง เริ่มปฏิบัติการพยายามหาข้อมูลประวัติ ที่เกี่ยวข้องกับความ

สามารถของเด็กคนนี้ให้ได้มากที่สุด และสุดท้ายคุณหมอ KFK ต้องการพิสูจน์ ความสามารถของ

น้องบลิ๊งด้วยตาของตัวเอง และกลับมาตั้งกระทู้ในเว็บไซต์สังคมออนไลน์ชื่อดัง อย่างต่อเนื่องในการ

ดำเนินการขอพิสูจน์ความสามารถทุกด้านของน้อง ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา ด้านดนตรี ด้านศิลปะ

ด้านกีฬา

กระทู้ความคืบหน้าการพิสูจน์ความสามารถของน้องคนนี้เริ่มมีขึ้น นักสืบเริ่มนำคลิปแต่ละคลิปมา

จับผิดอย่างตั้งอกตั้งใจ ถึงขนาดใช้โปรแกรมแยกเสียงดูความถี่ของเสียงกันเลยทีเดียว แต่ผล

สุดท้าย


สมาชิกไร้ชื่อเสียงของชุมชนออนไลน์ ก็ผิดหวังไปตาม ๆ กัน ความเห็นเรื่องความเก่งด้านภาษา เ

้้เริ่มยอมรับเด็กอัจฉริยะคนนี้ เช่น ความเห็นของคุณ dff

เราว่าเขาเก่งจริง ๆ นะ รายการไหนจะลงทุนหาเด็กผู้หญิงที่เป็นคนชาตินั้นมาเพียงเพื่ออัดเสียงแค่

นั้นเหรอ เราว่าเก่งจริง ๆ แหละ น่าสนับสนุนออก

บางคนยังไม่ละความพยายามอย่างคุณหมอ KFK ที่ขอพิสูจน์ ไปที่โรงเรียนเพื่อเห็นกับตาตัวเอง


ยังกลับมาตั้งกระทู้ชื่นชม

ขอโทษและขอชื่นชมน้องบลิ๊ง ด.ญ.กานติมา กลิ่นปราการครับ น้องเก่งจริง ๆ ขอโทษคุณ

แม่คุณอนามิกาด้วยครับ

การตั้งกระทู้ชื่นชมแบบนี้ ยังมีคนที่ไม่เชื่อหลายคน โดยเฉพาะความสามารถทางด้านศิลปะป้องกัน

ตัว ทำไมเก่งขนาดนี้ถึงไม่ได้สายดำ

และคำตอบที่ได้รับกลับมาคือ ผมเป็นคนที่เล่นไอคิโดที่เดียวกับน้องเขาครับ น้องเขาเล่นมาหลายปี

แล้วครับ แต่ไม่ยอมสอบเลื่อนสายสักที เลยได้สายขาวครับ ขนาดสายดำด้วยกันยังชนะน้องเขา

ยากเลยครับ เลิกอคติกับน้องเถอะครับ จาก ....คนในสมาคมไอคิโด

ความโด่งดังของเด็กน้อยอัจฉริยะวัย 9 ขวบเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาสาธารณชน และบทพิสูจน์

ทุกอย่าง เรื่องความสามารถของเธอเป็นความจริงทำให้การดำเนินชีวิต เธอเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ว่า

จะเป็นการออกโชว์ตัวในรายการต่าง ๆ ลงนิตยสาร และสัมภาษณ์จากสื่อต่างประเทศ เป็นไปอย่าง

ไม่หยุดหย่อน ทุนการศึกษาจากหลายสถาบันหลั่งไหลเข้ามายื่นขอเสนอ และต้องการทำวิจัยเด็ก

น้อยคนนี้ แต่น่าแปลกที่เธอกับแม่พอใจที่จะอยู่เมืองไทยอย่างสมถะ หลายสื่อบอกว่าวุฒิภาวะของ

เธอเทียบเท่ากับคนอายุเฉียด 30 ก็ไม่ปาน รายได้ของเธอที่ได้รับต่อเดือนจากการโชว์ตัว ก็ทำให้

อยู่ได้อย่างสบายไปจนตายได้เลย


“ เชิญคุณกานติมา กลิ่นปราการเข้าห้องตรวจที่ 4 ค่ะ” เสียงเรียกจากนางพยาบาลหน้าหวาน

เชิญน้องบลิ๊งเด็กอัจฉริยะเข้าห้องตรวจ

ภายในห้องมีคุณหมออายุใกล้ฝั่งกำลังเพ่งมองแฟ้มประวัติการตรวจรักษาโรคอยู่

“สวัสดีครับคุณ เอ่อ..... ผมเรียกชื่อเดิมแล้วกันนะครับคุณธัญญ่า”

“สวัสดีค่ะคุณหมอเอื้อมพงษ์” น้องบลิ๊ง หรือ ด.ญ.กานติมา หรือ ธัญญ่า กล่าว

“ผมไม่ทราบว่าทำไมคุณถึงต้องการหยุดการรักษาโรคไว้ครับ”

“เรื่องนั้นคุณหมอไม่ต้องทราบก็ได้ค่ะ อีกอย่างดิฉันอยากให้คุณหมอเก็บประวัติดิฉันไว้เป็นความ

ลับด้วยค่ะ”

“แต่มันไม่เป็นผลดีกับตัวคุณนะครับ”

“แต่คิดว่าคุณหมอคงทราบข่าวจากหลาย ๆ สื่อแล้วนะคะ เรื่องชื่อเสียงของดิฉัน แล้วถึงแม้ว่า

อาจารย์หมอที่ฝรั่งเศสจะส่งดิฉันให้มารักษาตัวกับคุณหมอที่นี่ แต่ตอนนี้ดิฉันเปลี่ยนความคิดเป็นรับ

สภาพกับมันแล้วค่ะ ทนมาได้เป็นสิบปีจะทนอีกต่อไปหน่อยจะเป็นไรไป”

“ ถ้าคุณคิดว่าเป็นแบบนั้นก็ตามแต่คุณครับ”

ติ๊ด ตี่ ตี ตี่ ตี่ ติ๊ด ติ๊ด เสียเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น

“ฮัลโหล มิกาเดี๋ยวรอพี่อยู่ที่ลานจอดรถนะ เดี๋ยวพี่ออกไป อะไรนะโอนมาแล้วเหรอสิบล้าน โอ

เคจ้าเดี๋ยวพี่ไปหาที่ลานจอดรถนะ”

“ครับคุณธัญญ่า ถ้ามีอะไรมาปรึกษาผมได้นะครับ”

“ด้วยความยินดีค่ะ ขอบคุณทุกๆเรื่องเลยนะคะคุณหมอ รวมทั้งเรื่องเอกสารต่าง ๆ แล้วก็ช่วย

ทำลายเอกสารประวัติส่วนตัวของดิฉันธัญญ่า คิงส์ด้วยนะคะ” หลังจบบทสนทนาธนบัตรสีเทาปึกหนึ่ง

วางอยู่บนโต๊ะของหมอ

“คุณพยาบาลครับเดี๋ยวนำแฟ้มนี่ไปกำจัดด้วยนะครับ เดี๋ยวผมไปทำธุระที่ธนาคารแถวหน้าโรง

พยาบาลสักเล็กน้อย”

“ค่ะ” นางพยาบาลเดินเข้ามาหยิบแฟ้มที่มีข้อความเขียนที่หน้าปกว่า Miss Tanya King

อายุ 41 ปี ป่วยด้วยโรค Hypopituitarism และมือเรียว ๆ นั้นพลิกไปยังหน้าสอง ซึ่งเป็น

ประวัติคนไข้

ชื่อ: Miss Tanya King อายุ 41 ปี

วันเกิด: 11 สิงหาคม 2512 สถานที่เกิด : London , England

อาชีพ : โปรแกรมเมอร์ อาจารย์สอนไอคิโด นักดนตรีและ ล่ามแปลภาษาให้กับองค์กร NGO

โรคประจำตัว : Hypopituitarism โรคฮอร์โมนบกพร่องโดยต่อมพีทูอิตารีไม่ผลิตฮอร์โมน

ทำให้ผู้ป่วยไม่เจริญเติบโต

อาการเฉพาะของผู้ป่วย : เซลล์ต่าง ๆ ทั้งร่างกายไม่มีการเจริญเติบโตตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ไม่มี

การเจริญเติบโตของระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เส้นเสียงไม่มีการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลง

ประวัติการส่งตัวผู้ป่วย : England, Spain, China, Japan, France



Create Date : 14 กันยายน 2553
Last Update : 14 กันยายน 2553 13:30:57 น.
Counter : 361 Pageviews.

แว็บแคมโกลาหน ขายหัวเราะฉบับ 1083
เว็บแคมโกลาหล

เสียงต๊อกแต๊กๆ ของนิ้วมือที่กดลงไปบนแป้นพิมพ์ดีด เพื่อสร้างข้อความสนทนาของผมกับสาวฝั่งตรงข้าม เริ่มขึ้นเมื่อ5 นาทีที่แล้ว ขณะที่ผมกำลังนั่งท่องอินเตอร์เน็ตเซ็งๆ ก็มีสาวคนนึงแอดMSN ของผม พวกเรารู้จักกันใน
แชทรูมห้องหนึ่ง เมื่อ15 นาทีที่แล้ว และเธอบอกอยากคุยกับผม 2 ต่อ 2 ทาง MSN มีเหรอ เสนอแบบนี้ผมจะไม่สนอง
คุยมาตั้งนานยังไม่บอกเลยว่าชื่ออะไรอ่ะครับ

ชื่อยะหยาค่ะ

ชื่อน่ารักมากเลยครับ

แล้ว....ชื่ออะไรคะ

ผมจะชื่ออะไรดีล่ะ เอาแบบสาวได้ยิน เอ๊ย อ่าน แค่ครั้งเดียว ก็หลงหัวปัก หัวปำ

ผมลาเต้ครับ

แม่ผมเรียก “หล้า” ครับ ไม่ได้มาจาก ใต้หล้า แต่มันมาจาก “คำหล้า” เพราะพ่อกับแม่ผม สืบเชื้อสายมาจากที่ราบสูง แอ่งกระทะ กินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก ผมจึงได้ชื่อเท่ๆ แบบนั้นมา แต่จะบอกสาวว่า ผมชื่อ “คำหล้า” แบบนี้ ผมขอบายดีกว่าครับ

อุ๊ย ชื่อน่ารักจังค่ะ ตอนคุณแม่ท้องชอบดื่มลาเต้เหรอคะ

คุณพ่อผมท่านมีร้านกาแฟเป็นของตัวเองครับ ท่านชงลาเต้อร่อยที่สุด

จริงๆบ้านผมน่ะไม่กินหรอก กาแฟ อย่างมากก็จกข้าวเหนียวกินจิ้มปลารับประทาน หรือ ปลาแดก ตามภาษาบุพการีผมนั่นแหละ ส่วนชื่อลาเต้ ผมก็ยังงงอยู่ว่าผมคิดได้ยังไงกัน

ว๊าว มีร้านกาแฟเป็นของตัวเองด้วย
เมื่อก่อนนะครับ ตอนนี้เปลี่ยนเป็นร้านอาหารแล้ว

พ่อกับแม่ผมมีแผงขายข้าวเหนียวส้มตำหน้าบ้าน ไอ้อาหารอีสานแท้ๆ ปลาร้า ปลาแดก เป็นต่อนๆ หรือจะลาบ ซกเล็ก ก้อย น้ำตก ส้มตำ ปลาปิ้ง มีครบหมด

ว่างๆ ไปอุดหนุนได้มั้ยคะ

แน่นอนครับ

ช่วงนี้ร้อนจังเลยนะคะ

อ่อ ใช่ครับ เมืองไทยก็เป็นแบบนี้แหละครับ ร้อนมาก

ในห้องนอนผมตอนนี้ผมต้องนั่งเอาผ้าห่มคลุมตัวเอง เพื่อให้สามารถเล่นคอมฯต่อไปได้ มันจะไม่ให้หนาวได้ยังไงล่ะครับ ผมเล่นเปิดแอร์ 15 องศาเซลเซียส จริงๆถ้าแม่รู้เนี่ย แม่ด่าตายแน่ๆ

ยะหยา เคยมีแฟนค่ะ แฟนชื่อเชยมากๆ

ชื่ออะไรครับ

คำหล้าค่ะ

ผมอึ้งไปสักพักกับชื่อนั้น นี่ยังมีคนชื่อแบบผมอีกเหรอเนี่ย หรือว่านี่เป็นเหมียว แฟนคนแรกของผมที่ผมเลิกไป 2 ปีที่แล้ว ผมสมัครอีเมลล์ใหม่ เธอก็สมัครอีเมลล์ใหม่ อะไรจะบังเอิญมาเจอกันขนาดนี้เนี่ย

ทำไมยะหยาเลิกกับแฟนล่ะครับ

ก็แฟนเก่ายะหยา ชอบหมกตัวในห้องนะค่ะ เล่นแต่เกมปังย่า

ผมตกใจสุดขีด เพราะผมชอบเล่นแต่ปังย่านี่แหละครับ ทำให้ผมต้องเลิกกับแฟนเก่า หรือนี่จะเป็นเธอจริงๆ งั้นจะทำยังไงให้เธอเปิดเว็บแคมล่ะเนี่ย

แล้วลาเต้ เล่นเว็บแคมหรือเปล่าคะ

อ่า.. ผมไม่เล่นน่ะครับ

ไม่ได้ ถ้าเธอเห็นหน้าผมล่ะก็ รู้แน่ๆว่าเป็นผม แล้วจะทำยังไงล่ะเนี่ย ถ้าผมไม่แลกกล้องกับเธอ ผมจะเห็นหน้าเธอได้ยังไง

ยะหยา เล่นเว็บแคมนะ สนใจจะยลโฉม ยะหยามั้ยเอ่ย

แน่นอนสิครับ

นั่นไงเข้าล็อกพอดีอยากเห็นพอดีเชียว จะใช้เธอหรือเปล่าเนี่ย โอ๊ย! ไม่ไหวแล้วเร็วๆเซ่

แต่จริงๆ ลาเต้ก็มีกล้องไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ให้ยะหยาดูด้วยล่ะ

เฮ้ย รู้ได้ไง พับผ่าสิ ให้ดูก็หมดกันสิ เรื่องอะไร ผมไม่ยอมให้ดูง่ายๆหรอก

เอ่อ..จริงๆมันเสียน่ะครับ กดไปก็มืดๆ

อ้าวจริงเหรอคะ งั้นยะหยาจะเปิดเว็บแคมแล้วนะคะ

ในหน้าต่างสนทนาด้านขวาบนของผมก็ขยายขึ้น เพื่อให้เห็นหน้าของฝ่ายตรงข้าม ที่ชื่อว่ายะหยา จอสี่เหลี่ยมนั้นก็กำลังแสดงให้เห็นว่าการเชื่อมต่อของผมกับเธอกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ผมแทบจะรอไม่ไหวแล้วสิ ใจผมมันแทบจะออกมานอกอกแล้ว ผมพยายามจ้องหน้าจอตรงนั้นอยู่สักพัก มันก็ปรากฏภาพขึ้นตั้งแต่คอลงมา

อ้าว ยะหยาครับ แล้วหน้ายะหยาไปอยู่ไหนซะล่ะ

ยะหยาอายค่ะ ยะหยาไม่น่ารักเท่าไหร่

ไม่เป็นไรครับ พี่ผมอยากเห็นก็คือหน้าของยะหยานะครับ ไม่ใช่ตัว

ตั้งแต่ช่วงคอลงมาถึงเอวที่ผมเห็น เป็นหุ่นที่คุ้นตามากๆ เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีฟ้าลายทาง นั้นผมคุ้นๆตาอยู่มาก ต้องใช่แน่ๆ แฟนเก่าของผม ตั้งแต่เลิกกันผมก็ไม่ได้เจอเธออีกเลย หรือว่าอันที่จริงแล้ว มันคือพรหมลิขิตที่ผมกับเธอจะได้มาเจออีกครั้ง เราจะมาสานสัมพันธ์กันครั้งใหม่

ยะหยาครับ

แล้วยะหยาก็เงียบไปไม่ได้ส่งข้อความกลับมาหาผมสัก ประมาณหนึ่งนาทีได้ แต่หน้าจอมีการเคลื่อนไหว เสื้อเชิ้ตสีฟ้าลายทางสีขาวแขนสั้นตัวนั้น กำลังถูกปลดกระดุมออก เริ่มจากคอลงมาเรื่อย ๆ ผมตกใจ แต่ก็ยังพยายามดูต่อไปเรื่อยๆ กระดุมเม็ดแรกถูกปลดออกไปอย่างงายดาย กระดุมเม็ดที่สองกำลังถูกสองมือเรียวๆ แกะมันออก แล้วมันก็ถูกแกะออกไปอย่างง่ายดาย แต่ทว่าผมยังไม่เห็นหน้าเธอเลยจะแน่ใจได้ยังไงกัน

ยะหยาครับ คือผมไม่อยากดูแล้วอ่ะครับ

ตอนนี้ด้านมืดของผม กับด้านสว่างของผมกำลังต่อสู้กันในตัวผมอย่างแรง ผมจะเลื่อนเมาส์ไปกดปุ่มกากบาทด้านบนเพื่อปิด หน้าต่างสนทนานี้ก็ได้ หรือผมจะนั่งดูต่อไป เนินอกขาวๆ แบบเริ่มแตกเนื้อสาวก็โพล่ออกมาในหน้าจอสี่เหลี่ยมๆ ซึ่งผมพยายามที่จะปิดมัน ก็ปิดไม่ได้ เนินอกขาวๆ ที่มีขอบเสื้อในแพล่มๆ ออกมา ให้หมดได้ยล เธอค่อยๆเปิดเสื้อและผมก็สะดุดที่ขี้แมลงวัน 3 จุดที่ไหปลาร้าด้านซ้าย มันคุ้นตามากๆ เหมือนกับว่าผมเคยเห็นมาก่อนยังไงอย่างงั้น ใช่แน่ๆ นี่คือเหมียวแน่ๆ เหมียวที่พรหมลิขิตให้ผมเจอเธออีกครั้ง แค่นี้แหละเหมียว คำหล้าพอแล้ว คำหล้าไม่มอยากให้เหมียวเปิดต่อไปอีกแล้ว

ยะหยาครับ พอเถอะครับ

นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ผมพิมพ์ไป และผมจะไม่พิมพ์ต่อไปแล้ว ผมจะพยายามเผชิญหน้ากับ “มัน” ด้วยความกล้า และหน้าจอสี่เหลี่ยมนั้นก็ได้ เห็นเนินอกแบบเต็มพิกัด และแล้วเธอกำลังจะทำอะไรน่ะ ผมเห็นว่า เธอเอื้อมมือไปทำอะไรข้างหลังก็ไม่ทราบได้ หรือกำลังจะปลดตะขอ !!ของเหลวสีแดง กำลังไหลออกมาทางจมูกของผมอย่างช้าๆ พร้อมกับจองประสาทตาของผมที่จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ค้างไว้แบบนั้น บราชิ้นนั้น ค่อยเลื่อนต่ำลง ต่ำลง ต่ำลง เรื่อยๆ และแล้วผมก็กำลังจะพบกับ...

“ก๊อกๆ ...ก๊อกๆ” เสียงเคาะประตูนั้นทำให้ผมหลุดออกจากห้วงภวังค์ ในทันใด แม่นั่นเอง

“ คำหล้า เอ๊ย ...ลงไปกินข้าวเย็นได้แล้วลูก”

“ครับแม่” ผมรีบปิดหน้าต่างสนทนานั้น อย่างฉับพลัน และรีบลงไปข้างล่าง พร้อมหัวใจที่ตื่นเต้น ปนดีใจ ผมเจอกับเธออีกครั้งผ่านทางโลกไซเบอร์ และหวังว่าครั้งนี้ผมจะไม่ทำให้เธอจากไปอีก

พอผมลงไปข้างล่าง ทุกคนนั่งรอผมอย่าง บึ้งตึง เพราะหิวข้าวกันแล้วแน่ๆ

“ ทำไมวันนี้ลงมาช้าจัง” แม่ผมเอ่ยถาม

“ ผมทำการบ้านยุ่งๆครับแม่ ขอโทษทีครับ” ผมพูดพร้อมยกมือไหว้ท่าน

ผมเคี้ยวข้าวไปพร้อมกับความฉงน งงงวยว่า ผมมาเจอกับแฟนเก่าผมได้ยังไง และเธอไม่เอะใจเลยเหรอว่า นั่นคือผม ผมเคี้ยวข้าวไปเรื่อยๆ และแล้วผมก็ต้องตกใจกับสิ่งตรงหน้า เสื้อเชิ้ตสีฟ้าที่ปลดกระดุมไว้สองเม็ดจนเห็นไหปลาร้าข้างซ้าย ซึ่งมีขี้แมลงวันสามจุด ไม่รู้ว่าผมจะดีใจหรือเสียใจดี ผมลุกขึ้นไปยังฝั่งตรงข้าม แล้วกระทำสิ่งที่ผมควรทำ

“ผั๊วะ!!!” เสียงผ่ามือกระทบกับศีรษะของมนุษย์ก็ดังขึ้นระหว่างโต๊ะอาหาร

เธอผู้นั้นก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาช้าๆ มองผมแบบตะลึงตะลานว่าเธอทำอะไรผิดไป งงปนโกรธที่ผมตบหัวของเธออย่างจังๆ และกำลังอ้าปากพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง ผมไม่ปล่อยให้เธอพูดหรอก ผมต้องชิงพูดก่อน

“นังด่อน แกเล่นเว็บแคมโชว์เนื้อหนังมังสากับหนุ่มอีกแล้วใช่มั้ย ดูสินมก็มีอยู่หน่อยเดียวยังจะมาโชว์อีก นังบ้า”

แล้วผมก็เดินขึ้นห้องไป พร้อมกับความผิดหวัง และทิ้งความงุนงงให้กับน้องสาวของผมว่า ผมรู้ได้ยังไงว่ามันเล่นเว็บแคม




Create Date : 10 กันยายน 2553
Last Update : 10 กันยายน 2553 12:03:46 น.
Counter : 257 Pageviews.


กุหลาบคิมหันต์
Location :
Melbourne  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



www.facebook.com/Thcrazybackpacker