พึงพิจารณาธรรมให้เห็นธรรม แต่อย่าเอาธรรมมาตอบสนองความคิดตน

คำขอขมาพระรัตนตรัย

บทสวดนมัสการนอบน้อมบูชาพระพุทธเจ้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ )
( ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โดยชอบ ) (กราบ)

คำขอขมาพระรัตนตรัย

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ

(ถ้าหลายคนว่า.....ขะมะตุ โน ภันเต, ฯลฯ.... ขะมะตุ โน ภันเต , อุกาสะ ขะมามะ ภันเต ฯ )

หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ ก็ดี ด้วยทางกายหรือวาจาก็ดี และด้วยเจตนาหรือไม่มีเจตนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดยกโทษ ให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่ พระนิพพานด้วยเทอญ ฯ
(กราบ)




 

Create Date : 29 มกราคม 2551    
Last Update : 29 มกราคม 2551 3:12:49 น.
Counter : 70 Pageviews.  

ภวังค์


ภวังค์

ภวังค์หรือภวังคจิต ​กล่าวคือ​ ​เป็น​ภาวะที่​เรียกพื้นจิต ​ที่หมาย​ถึง​ ภาวะที่จิตหยุด​จาก​การรับรู้อารมณ์​ กล่าวคือภาวะที่จิตหยุดการเสวยอารมณ์(เวทนา)​จากภายนอก​ อัน​เนื่อง​มา​จาก​ทวาร​ทั้ง​ ๖ แต่จิตก็​ยัง​พอมีสติที่​แค่​เพียงรับรู้​แค่จิตภาย​ใน​เอง​ ​ดังเช่น​ ​รับรู้​ในสัญญาความ​จำ​ที่อาจผุดขึ้นมา​ได้​เอง​โดย​ขาดเจตนา​โดย​ตรง

​ส่วน​ภาวะจิต​ ​ที่จิตมีการรับรู้อารมณ์ภายนอกอันเกิดแต่ทวาร​ทั้ง​ ๖ ​เรียก​กัน​ว่า​ " วิถีจิต " ​อัน​เป็น​สภาวธรรม​หรือ​ธรรมชาติของปุถุชน​ใน​ชีวิต​, ​สภาวะ​ทั้ง​ ๒ ​นี้​ ​จึง​เกิดขึ้น​ใน​ลักษณะที่​เกิดดับสลับ​กัน​นั่นเอง​ ​กล่าวคือเมื่อ​ไม่​อยู่​ในวิถีจิตเมื่อ​ใด​ ​ก็​เกิดภวังคจิตขึ้น​ ​เมื่อวิถีจิตเกิด​ ภวังคจิตก็ดับไป

ภวังคจิต ​ที่​เกิด​ใน​ฌาน​,​สมาธิ​ ​แบ่งออก​เป็น​ ๓ ​ลักษณะ

​แบบแรก​ ภวังคบาต ​บาตที่​แปลว่า​ ตก ​จึง​หมาย​ถึง​การตกลงไป​หรือ​การ​เข้า​สู่ภวังค์นั่นเอง​, ภวังคบาตเมื่อเกิดขึ้น​ใน​ขณะปฏิบัติสมถะนั้น​ ​อาจ​เป็น​ไป​ใน​ลักษณะที่รู้สึก​ ​เคลิบเคลิ้ม​แล้ว​วูบๆ​วาบๆ​ ​กล่าวคือรู้สึกเคลิบเคลิ้ม​แล้ว​รู้สึกวูบ​หรือ​เสียววูบดุจดั่งตกทิ้งดิ่ง​ ​คล้ายตกเหว​หรือ​ตก​จาก​ที่สูง​ ​จึง​เรียก​กัน​ว่าตกภวังค์ตรงๆ​เลยก็มี​ ​มักเกิดขึ้นอย่างรวด​เร็ว​ ​ดั่งสายฟ้า​ ​เป็น​แบบเคลิบเคลิ้ม​ไม่​รู้สติ​ ​ไม่​รู้ตัว​ ​ควบคุม​ไม่​ได้​ ​กล่าวคือ​ถ้าบริกรรมหรือ​กำ​หนดจิตแน่วแน่​อยู่​ใน​สิ่งหนึ่งสิ่ง​ใด​(อารมณ์)​ก็ตามที​ ​เช่นลมหายใจ​หรือ​พิจารณาธรรมใดๆ​อยู่​ สิ่ง​หรืออารมณ์นั้น​ก็​จะ​เลือนวูบหายไป ​และ​อาจประกอบ​ด้วย​ความ​รู้สึกเสียววูบวาบ​ ​ราว​กับ​ว่าตก​จาก​ที่สูง​ ​วูบหวิวลงมา​ ​อาจประกอบ​ด้วย​ภาพนิมิตสั้นๆ​อันเกิดแต่จิตภาย​ใน​เองขึ้นแทน​ ​มักเกิดขึ้นช่วงระยะสั้นๆ​ ​แล้ว​ก็อาจมีสติกลับไป​อยู่​กับอารมณ์เดิม​หรือ​คำบริกรรมเดิม​ ​อาจเกิด​ได้​หลายๆ​ครั้ง​ ​หรือ​อาจเคลิบเคลิ้มหลับไหลไปเลย​ด้วย​ความ​สบายอันเกิด​จาก​อำ​นาจของภวังค์​เอง​ ​ดัง​นั้น​เมื่อเกิดภวังค์ดังนี้ขึ้นก็​เป็น​เรื่องปกติธรรมดาอย่า​ไปตกใจ​หรือ​ดี​ใจ​ ​อย่า​ไปปรุงแต่งไปต่างๆ​นาๆ​ ​เป็น​เรื่องของธรรมชาติธรรมดา​ใน​การปฏิบัติ​ ​อย่า​ไปปรุงแต่งฟุ้งซ่าน​หรือ​เชื่อ​เขา​ว่า​ ​เป็น​บุญ​ ​เป็น​กุศล​ ​เป็น​ปาฏิหาริย์​ ​เป็น​ฤทธิ์​ ​เป็น​เดช​ ​และ​ยัง​มักไป​เข้า​ใจผิด​ ​หรือ​สอน​กัน​ผิดๆ​อีก​ด้วย​ว่า​ ​จิต​หรือ​วิญญาณกำ​ลัง​จะ​ออกไป​จาก​ร่างดังเจตภูตก็​ยัง​มี​ ​ฯ​. ​ขอ​ให้​ทำ​ความ​เข้า​ใจ​ให้​ถูก​ต้อง​ว่า​ ​เป็น​เพียงการแสดงว่า​ ​จิตเริ่ม​เป็น​สมาธิ​ใน​ระดับหนึ่ง​เท่า​นั้น​ ​แล้ว​จึง​เกิดภวังค์ขึ้น​ ​เป็น​สภาวะที่​เกิดขึ้น​ได้​เป็น​ธรรมดา​ใน​ขั้นตอนของการปฏิบัติฌานสมาธิ​ด้วย​จุดประสงค์​ไป​ใน​การ​เป็น​เครื่องหนุนการเจริญวิปัสสนา, ​อาการที่​เกิดขึ้น​นั้น​ ​เกิดแต่จิตหยุดการรับรู้การเสวยอารมณ์ภายนอก​จาก​ทวาร​ทั้ง​ ๖ คือ​ ​ตา​ ​หู​ ​จมูก​ ​ลิ้น​ ​กาย​และ​ใจ​ใน​ขณะ​นั้น​ ​รับรู้​อยู่​ก็​แต่​เพียง​จาก​จิตภาย​ใน​(สัญญา)​บ้าง​เท่า​นั้น​ ​เรียกภวังค์ที่เกิดขึ้นอย่างรวด​เร็ว​ดังอสุนีบาตหรือ​สายฟ้าฟาดนี้ว่า​ ภวังคบาต ​กล่าวคือ เกิดอาการลงภวังค์คือตกวูบลงไปอย่างรวด​เร็ว​ดังฟ้าฟาด​ ​แล้ว​อาจมีสติวาบหรือแว๊บกลับมาอย่างรวด​เร็ว​ก็​ได้​เช่น​กัน​ จึง​เกิดอาการวูบวาบ​ หรือ​ดั่งดิ่งลง​จาก​ที่สูงให้รู้สึกดังที่กล่าว

​ที่ภวังคบาตนี้นี่​เอง​ ​จึง​มีการไป​เข้า​ใจ​กัน​ว่า​เป็น​ลักษณะของเจตภูต ​หรือ​กายทิพย์​หรือ​วิญญาณ​ ​กำ​ลังชักคะ​เย่อ​กัน​เพื่อ​จะ​ออก​จาก​ร่าง​หรือ​กายหยาบเสียก็มี​จึง​ได้​รู้สึกเสียววูบวาบดัง​นั้น​ ​จน​เป็น​ที่วิตกกังวลและ​เป็น​ที่วิพากวิจารณ์เล่าขานต่างๆ​กัน​ไปของนักปฏิบัติ​โดย​ทั่ว​ไป

​แบบที่​ ๒ ภวังคจลนะ ​จลนะ​ ​มา​จาก​คำ​ว่าจลน์ที่​แปลว่า​ ​เคลื่อนที่​,​เคลื่อนไหว​ ​ภวังคจลนะ​จึง​เป็น​ภาวะที่ลงภวังค์ไปอย่างบริบูรณ์​ ​ไม่​มีสติกลับคืนมา​ ​จึง​ไม่​รู้สึกวูบ​แล้ว​วาบ​หรือ​แว๊บกลับมาดังภวังคบาตข้างต้น​ ​ดัง​นั้น​จิต​จึง​หยุดการรับรู้อารมณ์จาก​ทวาร​ทั้ง​ ๖ ​ตามสภาวธรรม​หรือ​ธรรมชาติของภวังค์เอง​ ​ด้วย​เหตุนี้ดัง​นั้น​ใน​ระยะ​แรกๆ​หรือ​บางครั้งอาจมีอาการของ​ความ​รู้สึกราว​กับ​ว่ามือ​,​เท้า​หรือ​องคาพยัพบาง​ส่วน​ได้​เลือน​หรือ​หายไปก็มี​, ​ที่ภวังคจลนะนี้นี่​เอง​ ​ที่​แม้หยุดการรับรู้​จาก​ทวาร​ทั้ง​ ๖ ​ดังกล่าว​แล้ว​ก็ตามแต่ก็​ยัง​มีการเคลื่อนไหว​(จลน์) ​กล่าวคือ​ ​จิต​ยัง​มีการไหลเลื่อนท่องเที่ยวเตลิดเปิดเปิง​หรือ​เพลิดเพลินไป​ในอารมณ์ภาย​ในหรือจิตภาย​ใน​ของตนหรือ​ก็คือ​ส่วน​หนึ่งของสัญญาตน คือซ่าน​อยู่​ใน​ภาวะของภวังค์​เอง ​และ​ไม่​มีอาการสติ​ ​วาบแว๊บกลับมาดังภวังคบาตข้างต้น​ ​จริงๆ​แล้วจึง​ขาดสติต่ออารมณ์ภายนอก​ ​กล่าวคือ​ ​มีสติก็​แค่​เพียงรู้​อยู่​แต่จิต​หรือ​ภวังค์ของตน​เท่า​นั้น​ ​จึง​ขาดสัมปชัญญะ ​จึง​ไร้ที่ยึด​, ​ไร้ที่หมาย​ในอารมณ์ภายนอกโดย​ตรง​ ​ก็​เพราะ​ขาดการเสวยอารมณ์หรือ​ความ​รู้สึกรับรู้​จาก​ภายนอกอันเกิดแต่ทวาร​ทั้ง​๖ ​เหลือ​อยู่​แต่การรับรู้อารมณ์ที่​เกิดแต่จิตภาย​ในของตนแต่ฝ่ายเดียว​ ​จึง​ค่อนข้างบริสุทธิ์​ ​แต่​เมื่อขาดสติอัน​เนื่อง​กับ​ปัญญาจึง​ย่อมไร้การควบคุม​ จึง​เคลื่อนไหว​หรือ​ไหลเลื่อนล่องลอยไปตามกำ​ลังของจิตภาย​ในเอง ​ใน​สภาวะของภวังค์​เองก็มีอาการสุข​ ​สบาย​ ​เคลิบเคลิ้ม​ ​เพราะ​การขาด​จาก​การรบกวนแทรกซ้อนของอารมณ์จาก​ภายนอก​จึง​รวม​ถึง​กิ​เลส​(นิวรณูปกิ​เลส)​อันก่อ​ความ​ขุ่นมัวต่างๆ​จาก​ภายนอก​ทั้ง​ปวง​ ​คือเหล่านิวรณ์​ทั้ง​ ๕ ​จึง​ระงับไป​ใน​ระยะ​นั้น​ทั้ง​หมด​ ​ส่วนสติอัน​เป็น​สังขารขันธ์อย่างหนึ่ง​ ​จึง​ค่อนข้างบริสุทธิ์​ใน​ภาวะนี้​ ​แต่ก็ทำ​ให้​เปราะบาง​และ​อ่อนไหว​เป็น​ที่สุดเช่น​กัน​ ​เนื่อง​จาก​ขาดสติ​ใน​สิ่ง​อื่นๆ​ ​คือขาดสัมปชัญญะที่​เป็น​เกราะป้อง​กัน​ภัย​ ​จึง​อาจไปไวต่อการรับรู้​จาก​ภายนอกที่อาจแทรกซ้อน​หรือ​แวบหลุด​เข้า​ไป​ได้​บ้าง​ ​หรือ​อาจเกิดขึ้นแต่​ความ​คิดที่​เกิดแต่จิตภาย​ใน​ที่ผุดขึ้นมา​เอง​จากสัญญาบ้าง​ ​ใน​ภาวะ​เช่นนี้นี่​เอง​ ​ที่​เกิดนิมิต​และ​โอภาสได้​ต่างๆ​นาๆ​ขึ้น​ได้​อย่างชัดเจน​เป็น​ที่สุด​ ​เพราะ​จิตทำ​กิจยู่​แต่​ใน​สิ่งๆ​เดียว​เท่า​นั้น ​ไม่​แบ่งแยกไป​ใน​อายตนะ​ใดๆ​อีกเลยก็​เนื่อง​จาก​ขาดหยุดการรับรู้ทางอายตนะ​หรือ​ทวาร​ทั้ง​ ๖ ​ดังกล่าว​, ​จึง​มักเห็น​เป็น​ไปอย่างชัดเจนตามสิ่งที่หลุดแทรกซ้อน​เข้า​ไป ​หรือ​จากจิตภาย​ใน​ที่ผุดขึ้นมานั่นเอง​ ​ภาวะของภวังค์ที่​เป็น​แบบนี้​เรียกว่า​ ภวังคจลนะ ​คือ​ ​ภวังค์ที่มีการเคลื่อนไหวไหลเลื่อนท่องเที่ยว​หรือ​ซ่านไป​ในอารมณ์ที่​เกิดแต่ภาย​ใน​ของตน​เป็น​สำ​คัญ​

​ใน​สภาวะนี้นี่​เอง​ ​ถ้า​การปฏิบัติ​ไม่​ถูก​ต้อง​ดีงาม​ ​ไป​ใน​ทางมีปัญญาหรือวิปัสสนา ​คือ​ ​ไม่​มีการตั้งสติพิจารณาธรรม​ ​หรือ​บริกรรมก่อสติ​โดย​การวิตกวิจาร​หรือ​สมาธิ​ไว้​เป็น​แนวทางอันถูก​ต้อง​ดีงามแต่​เบื้องต้นเสียก่อน​แล้ว​ ​หรือ​มี​ผู้​สอนชี้​แนวที่นักปฏิบัติอธิ​โมกข์คอยจูงจิต​หรือ​ป้อน​ความ​คิดไปผิดทาง​ด้วย​ความ​ไม่​รู้ตาม​ความ​เป็น​จริง​(อวิชชา)​ให้เห็นหรือคิดหรือเพ่งใน​สิ่ง​ใด​ จิตก็​จะ​ถูกชักจูงเลื่อนไหล​ให้​เกิดเห็นนิมิตนั้นๆ​ขึ้น​ ​หรือ​เกิดความ​เข้า​ใจ(นามนิมิต)​ต่างๆ​ไปตาม​นั้น​, ​จึง​เกิดการเห็น ,ความ​เข้า​ใจไปตาม​นั้น​ ​ใน​สภาวะภวังคจลนะนี้นี่​เอง​ ​แล้ว​ไปยึดติด​, ​ยึดถือ​, ​ยึดเชื่อ​ด้วย​อำ​นาจของอธิ​โมกข์อัน​เป็นวิปัสสนูปกิ​เลส จึง​เป็น​การน้อมเชื่อ​โดย​ขาดการพิจารณาขาดเหตุผล​ ​และ​เป็น​ไปอย่างรุนแรง​ด้วยอำ​นาจของวิปัสสนูปกิ​เลสที่​เกิดขึ้น​จาก​การปฏิบัติฌาน​ ​สมาธิ​เป็น​เครื่องหนุน​ ​จึง​เกิดการ​เข้า​ใจธรรม​กัน​อย่างผิดๆ​ ​ดังไปยึดไปเชื่อ​ใน​สิ่งที่​ไปเที่ยว​ ​ไปเห็น​ใน​สิ่งต่างๆ​ ​เช่น​ ​ภาพที่​เป็นกสิณนั้นๆ​ ​นรก​ ​สวรรค์​ ​วิมาน​ ​เทวดา​ ​พระพุทธเจ้า​ ​แสง​ ​สี​ ​เสียงต่างๆ​ ​อันล้วน​แล้ว​แต่ย่อมวิจิตร​ ​ชวนตื่นตา​ ​เร้า​ใจ​ ​เพราะ​ย่อม​ไม่​เคยพบเคยเห็นเยี่ยงนี้มาก่อนเลย​ใน​ชีวิต​ ​และ​ยัง​กอปไป​ด้วย​ความ​แสนสุข​ ​สงบ​ ​สบาย​ ​จึง​พา​กัน​ยึดติด​ ​ยึดถือ​ ​แล้ว​ยัง​ปรุงแต่ง​กัน​ไปอีกต่างๆ​นาๆ​ด้วยอวิชชา ​ผู้​เขียนกล่าว​ถึง​สิ่งเหล่านี้​เพื่อ​ให้​เกิด​ความ​รู้​ความ​เข้า​ใจอย่างถูก​ต้อง​เพื่อประ​โยชน์​ใน​การดำ​เนินไป​ใน​การวิปัสสนา ​เพื่อ​จะ​ไม่​ไปยึดไปอยาก​ให้​เกิดวิปัสสนูปกิ​เลสจน​ไม่​สามารถ​ดำ​เนินไป​ใน​ธรรม​ได้​ ​และ​ขอร้องอย่า​ให้​ผู้​ใด​นำ​ความ​รู้​ความ​เข้า​ใจ​ใน​การบรรยายเหล่านี้​ไป​ใช้​ใน​ทางที่ผิด​ ​เพื่อประ​โยชน์ทางโลก​ ​อันจัก​เป็นกรรมอันเกิดแต่​เจตนาจึง​ต้อง​ได้​รับวิบากการสนองตอบอย่างแสนสาหัส​ใน​ภาคหน้า​ ​และรับรองว่า​ไม่​สามารถ​หลีกหนี​หรือ​คดโกง​ได้​ ​ผู้​รู้​ผู้​เข้า​ใจ​ด้วย​ปัญญา​ได้​แล้ว​ก็พึงแก้​ไขเสีย​ ​อย่าปล่อย​ให้​เป็นวิบากกรรมของตน​และ​ผู้​อื่น​สืบต่อไปอีกเลย

​ณ​ ​ที่​ ภวังคจลนะ ​นี้นี่​เอง​ ​ถ้า​ผู้​ปฏิบัติมี​ความ​เชื่อ​,​ความ​เข้า​ใจอันอาจมา​จาก​การอ่าน​,​การฟัง​,​การปฏิบัติ​,​การสอน​ ​อย่างผิดๆ​หรือ​ด้วย​อวิชชา​ความ​ไม่​รู้​ ​ตลอดจน​ความ​ตะลึงพึงเพลิด​และ​ความ​อัศจรรย์​ใจ​ใน​สิ่งอันวิจิตรที่​ไม่​เคยประสบพบมาก่อน​ ​ก็มักพา​ให้​เตลิดเปิดเปิงออกไปปรุงแต่งทางฤทธิ์​ ​ทางเดช​ ​ทางปาฏิหาริย์​เสีย​โดย​ไม่​รู้ตัว​ ​ตลอดจนเกิด​ความ​เข้า​ใจผิดคิดไปว่า​ได้​มรรคผล​ใด​แล้ว​ ​อันล้วน​เป็น​เส้นทางนำ​พา​ไปสู่​ความวิปลาสและวิปัสสนูปกิ​เลส ​อันจักนำ​พา​ให้​เป็น​ทุกข์มากกว่า​เดิมเสียอีก​ใน​ภายหน้า​เป็น​ที่สุด

​ผู้​เขียนเองแต่​แรกปฏิบัติ​ ​เมื่อปฏิบัติพระกรรมฐานด้วย​มุ่งหวังดับทุกข์​ ​แต่​ไปปฏิบัติ​อยู่​แต่​ในสมถสมาธิเสียแต่ฝ่ายเดียว​ด้วย​เข้า​ใจผิด​ด้วย​อวิชชา​ ​กล่าวคือ​ไม่​เคยนำ​ไป​ใช้​ประ​โยชน์​ใน​การพิจารณา​หรือวิปัสสนาใน​ทาง​ให้​เกิดปัญญาอย่างจริงจังเลย​ ​แต่​เข้า​ใจผิดไปว่า​ได้​กระทำ​วิปัสสนาดี​แล้ว​ใน​การท่องบ่น​ ​จึง​มัวแต่​เสพเสวยแต่​ความ​สุข​ ​ความ​สงบ​ ​ความ​สบาย​ ​ความ​วิจิตรแต่ฝ่ายเดียว​จาก​ฌาน​,​สมาธิ​ ​ด้วย​เข้า​ใจว่า​เป็น​อานิสงส์ผลของบุญแท้ๆ​แล้ว​, ​ดัง​นั้น​เมื่อเกิด​ ​โอภาส​ ​แสงเจิดจ้าสว่างสวยงามชวนพิศวง​ ​หรือ​รูปนิมิตต่างๆ​ ​หรือ​สิ่งชวนพิศวงต่างๆ​ ​ไปเห็น​ ​ไป​เข้า​ใจ​ใน​สิ่ง​ใด​ขึ้นมาก็​เข้า​ใจผิด​,​เห็นผิดไปว่า​ ​ตน​อยู่​ใน​ฌาน​ ๔ ​อันพระอริยเจ้าทรงสรรเสริญเสีย​แล้ว​ด้วยอวิชชา ทั้งๆ​ที่ตน​นั้น​กำ​ลังเตลิดเปิดเปิงท่องเที่ยว​และ​เสพรสอย่างหลงระ​เริงแลมัวเมา​ไป​ในนิมิตภาย​ในภวังคจลนะนี้นี่​เอง

​นิมิตที่​เกิด​ในภวังคจลนะนี้​ ​ก็อาจเกิดขึ้นแก่คน​ใกล้​ตาย​ ​หรือ​สลบลึก​หรือ​อาการโคม่าที่ฟื้นขึ้นมาก็มีบ้าง​ ​ที่​เมื่อฟื้นคืนสติก็​จะ​มาบอกเล่า​เรื่องราวต่างๆ​นาๆ​อันน่าพิศวง​ด้วยอธิ​โมกข์ ​ที่​เกิดแต่ภวังคจลนะด้วยอวิชชา ​เกิดแต่​ใน​ขณะ​นั้น​กาย​อยู่​ใน​ภาวะวิกฤติ​จาก​การเจ็บป่วย​หรือ​อุบัติ​เหตุ​ใดๆ​ก็ตามทีอย่างรุนแรง​ ​หรือ​การกระทบกระ​เทือนทางสมองอย่างรุนแรง​ ​กาย​จึง​ปิดการรับรู้​จาก​ทวาร​ทั้ง​ ๖ ​โดย​สิ้นเชิง​ ​กล่าวคือ​เข้า​สู่ภวังคจลนะโดย​ธรรม​หรือ​ความ​บังเอิญ​โดย​ธรรมชาติ​เอง​ ​ที่บางสภาวะร่างกาย​สามารถ​ป้อง​กัน​ตนเอง​จาก​การรับรู้ที่​เกินวิสัย​หรือ​เกินขีดจำ​กัด​ ​ฯ​. ​เมื่อวิถีจิตถูกปิดกั้น​โดย​กลไกของธรรมชาติของชีวิต​จาก​ความ​เจ็บป่วยไข้​หรือ​อุบัตติ​เหตุ​ ​จิตเกิดการ​เข้า​เลื่อนไหล​เข้า​สู่ภวังค์ ​และ​เป็น​ภวังค์​แบบภวังคจลนะนี้นี่​เอง​ได้​โดย​ธรรมชาติ​ ​ที่อาจเคยฝึก​หรือ​ไม่​ต้อง​เคยฝึกหัด​หรือ​ปฏิบัติมาก่อนแต่อย่าง​ใด​ก็​เป็น​ไป​ได้​ ​แล้ว​เตลิดเปิดเปิงท่องเที่ยวไป​ในจิตภาย​ในหรือ​ก็คือตามสัญญาความ​จำ​ความ​รู้​ความ​เชื่อของตน​ ​จึง​เกิดการเห็นนิมิตต่างๆ​นาๆ​ขึ้น​ได้​อย่างชัดเจน​ ​เช่นเห็นแสงสีอันเจิดจ้าวิจิตร​(โอภาส) ​ทั้ง​เห็น​หรือ​ทั้ง​ได้​ยินเทวดา​ ​นางฟ้า​ ​พญายม​ ​ยมทูต​ ​วิมาน​ ​นรก​ ​สวรรค์​ ​พระอรหันต์​ ​พระพุทธรูป​ ​พระพุทธเจ้า​ ​ญาติ​โกโหติกา​ทั้ง​หลายที่ตายไป​แล้ว​บ้าง​ ​สุขทุกข์​ ​เรื่องราวต่างๆ​ใน​อดีต​ ​กรรมดี​ ​กรรมชั่ว​ ​ตามสัญญาของ​เขา​ที่สั่งสม​ไว้​มานานแสนนาน​ไม่​รู้ว่าสักกี่ภพกี่ชาติมา​แล้วนั้น​ ​ฯลฯ​. ​ถ้า​เป็นปุถุชนใน​ศาสนา​อื่นๆ​ก็​จะ​เห็น​เป็น​ไป​หรือ​โน้มน้อมไปตามสัญญาของทางฝ่าย​เขา​ ​เช่น​ ​เห็นแสงเจิดจ้าส่องลงมา​จาก​ท้องฟ้าคือสรวงสวรรค์บ้าง​ ​แสง​หรือ​สิ่งที่​เห็นเหล่านี้ก็คือโอภาสดัง​ใน​การปฏิบัติสมถสมาธินั่นเอง​ ​เห็นพระ​เจ้า​ ​เห็นเทวดาต่างๆ​นาๆ​ตามแบบที่นับถือ​หรือ​ตาม​ความ​เชื่อ​หรือสัญญาของฝ่าย​เขา​นั่นเอง​ ​หรือ​อาจเห็นญาติพี่น้องคนรู้จักที่ล่วงลับไป​แล้ว​ ​ความ​ดี​ ​ความ​ชั่ว​ ​สุข​ ​ทุกข์​ ​เรื่องราวต่างๆ​แต่อดีตบ้าง​ ​ฯ​. ​อันมีรากฐานตามสัญญา ​ความ​เชื่อ​ ​ความ​นับถือ​ ​ความ​ศรัทธา​ ​ความอธิ​โมกข์ของฝ่าย​เขา​นั่นเอง​, ​ดัง​นั้น​การเห็น​เป็น​ไปที่​แตกต่างผิดแผก​กัน​นั้น​ ​จึง​ไม่​ใช่​เพราะ​การมีพระ​เจ้า​ ​หรือ​ศาสนา​ ​หรือ​เชื้อชาติ​ ​หรือ​ภาษา​ ​หรือ​นรกสวรรค์ที่ต่าง​กัน​ไป​ แต่​เป็น​ไป​เพราะสัญญาที่สั่งสมแตกต่าง​กัน​ไปตามทิฏฐิ​ความ​เชื่อ​ความ​เข้า​ใจ

​ผู้​ที่​เห็น​ใน​สิ่งเหล่า​นั้น​ถ้า​ฟื้นคืนสติขึ้นมา​ได้​ ​ถ้า​มีปัญญาบ้าง​ ​ก็​จะ​เกิดกลัว​ความ​ชั่ว​ ​ก็​จะ​เป็น​ผู้​ใฝ่ดี​ ​อยู่​ใน​ศีล​ ​ใน​ธรรมของฝ่ายตน​ ​เป็น​กำ​ลังอันดีงามของสังคม​ ​อันย่อม​เป็น​จุดมุ่งหมายอันดีงามของทุกศาสนา​ ​และ​ย่อม​ยัง​ประ​โยชน์​ส่วน​ตน​และ​โลกขึ้น​เป็น​ที่สุด​ แต่ก็​ยัง​ไม่​สามารถ​ดับ​หรือ​หลุดไป​จาก​ "ภพ​ ​ชาติ" ​อัน​เป็น​ทุกข์​ได้​อย่างเด็ดขาด​โดย​สิ้นเชิง​โดย​บริบูรณ์​ ที่​ต้อง​อาศัยปัญญาญาณ​ใน​ธรรม

​ส่วน​ใน​ผู้​มีปัญญาอย่างแท้จริงย่อมแสวงหาทางดับภพ​ ​ชาติ ​ไม่​ให้​เวียนว่ายตายเกิด​ในสังสารวัฏหรือ​ใน​กองทุกข์อีกต่อไป​.

​ส่วน​ผู้​ที่​ไปหลงผิด​ด้วยอวิชชา ​ย่อมเกิด​ความ​เข้า​ใจผิด​ ​บ้าง​จึง​พยายามฝึกปรือ​หรือ​น้อมจำ​สภาพที่​เกิดขึ้น​ ​เพื่อนำ​มา​ใช้​งาน​หรือ​ประ​โยชน์ทางโลกอย่างผิดๆ​ ​บ้างก็หลงงมงายไปเลย​ ​กล่าวคือ​ ​บูชา​ ​นับถือ​ ​ยึดมั่น​ ​ถือมั่น​ ​เผยแพร่​ไปอย่างผิดๆ​ตาม​ความ​เชื่อ​ในนิมิตที่​เกิดขึ้น​นั้นๆ​ ​กล่าวคือ​ ​เกิดอธิ​โมกข์ ​คือศรัทธา​หรือ​ความ​น้อมใจเชื่ออย่างรุนแรงแต่อย่างผิดๆ​หรือ​อย่างหลงผิด​ ​อัน​เป็นวิปัสสนูปกิ​เลสนั่นเอง

​ที่ภวังคจลนะนี้นี่​เอง​ ​ที่มักชักจูงพา​ให้​เข้า​ใจ​กัน​ไปว่า​ ​เป็นเจตภูตบ้าง​ ​หรือ​กายทิพย์บ้าง​ ​หรือ​วิญญาณของตนบ้าง​ ​ได้​ถอดออก​จาก​ร่างไปท่องเที่ยว​ใน​ที่ต่างๆ​ ​ตามปรภพ​ ​สวรรค์​ ​นรก​ ​จึง​ได้​เห็นนู่น​ ​เห็นนี่​ ​ต่างๆ​นาๆ​ ​จน​ถึง​ขั้น​เป็น​ตำ​นานที่มีการบันทึกกล่าวขาน​ ​ถ่ายทอดสืบต่อๆ​กัน​มาอย่างช้านาน​และ​อย่างมากมาย​ ​จน​เป็น​ปรารถนา​ ​ตลอดจน​เป็น​ที่วิจิกิจฉากัน​โดย​ทั่ว​ไป

วิธี​แก้​ไขเมื่อลงไปสู่ภวังค์​และ​ท่องเที่ยวเลื่อนไหลไป​ใน​จิตภาย​ใน​ก็คือ​ ​เมื่อจิตท่องเที่ยวเลื่อนไหลไปจนอิ่มตัว​ ​กล่าวคือรู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง​แล้ว​ ​ก็​ให้​กลับมา​อยู่​ที่จิตหรือ​ก็คือสติหรือ​ก็คือผู้​รู้นั่นเอง​ ​ตามแต่​จะ​สื่อเรียก​กัน​ ​จึง​ไม่​ควรปล่อย​ให้​ท่องเที่ยวเลื่อนไหลต่อไปโดย​เจตนา ​จะ​ด้วย​เพราะ​สนุก​,​สุข​,​สบาย​หรือ​โดย​เข้า​ใจผิด​ใดๆ​ก็ตามที​.

​แบบที่​ ๓ ภวังคุปัจเฉท เป็น​ลักษณะที่จิตลงภวังค์​แล้วขาดความ​รู้สึกรับรู้อารมณ์ภายนอกดังภวังคจลนะ​ และขาดการรับรู้​จาก​อารมณ์ภาย​ใน​ด้วย​ ​เพราะ​ไม่​ท่องเที่ยวไป​ใน​ภาย​ใน ​กล่าวคือมีสติ​ ​ที่​เกิดขึ้น​จาก​การสั่งสม​,​ความ​ชำ​นาญ​จาก​การปฏิบัตินั่นเอง จึง​ไม่​ปล่อย​ให้​จิตเพลิดเพลินเตลิดเปิดเปิง​หรือ​ซ่านไป​ใน​อารมณ์ของภวังค์​ ​หรือ​สัญญาภาย​ใน​ของตน ​ดังเช่นที่​เกิด​ใน​ ภวังคจลนะ ​แต่สตินี้​ ​ก็​เพียงแค่รู้​อยู่​(เอกัคคตารมณ์) ​ยินดี​อยู่​ใน​ความ​สงบ​(อุ​เบกขา) ​แต่ขาดสัมปชัญญะ ​เป็น​ลักษณะของฌานต่างๆ​ ​จึง​เป็น​ที่พักผ่อนของจิต​จึง​สร้างกำ​ลังของจิตอันดียิ่ง​ แต่ย่อม​ไม่​สามารถเจริญวิปัสสนาได้​ ​ต้อง​ถอนออกมา​จาก​ความ​สงบ​นั้น​เสียก่อน​ซึ่ง​ย่อม​ให้​กำ​ลังมาก​ ​เรียกภวังค์​แบบนี้ว่า​ ภวังคุปัจเฉท

​ภวังคุปัจเฉทนี้นี่​เอง​ ​ที่​เป็น​ที่ปรารถนาของนักปฏิบัติ​และ​พระอริยะทุกท่าน​ใน​การปฏิบัติฝ่ายสมถสมาธิ​ ​ฝ่ายรูปฌาน​ ​เป็น​วิหารธรรมเครื่อง​อยู่​และ​เป็น​กำ​ลังจิตอันดี​เลิศ​ ​แต่​ถ้า​นักปฏิบัติ​ไปหลงติดเพลิน​ใน​ความ​สงบ​ ​สุข​ ​สบาย​ ​อันเกิดขึ้น​จาก​ภวังค์ต่างๆ​ ​แม้​แต่​ในภวังคุปัจเฉทอันแม้พระอริยเจ้าก็สรรเสริญนี้ก็ตามที​ ​ก็กลับกลาย​เป็น​ให้​โทษเสียทันที​ ​กลับกลาย​เป็นรูปราคะใน​สังโยชน์อันละ​เอียดรุนแรงเสียยิ่งกว่ากามราคะเสียอีก​ ​ดัง​นั้น​ทุกครั้งที่ถอนออกมาฌานสมาธิ​ ​ที่​แม้​ถึง​ซึ่งภวังคุปัจเฉทนี้​แล้ว​ก็​ต้อง​นำ​กำ​ลังอันยิ่ง​นั้น​มา​ใช้​ใน​การเจริญวิปัสสนาด้วย​ทุกครั้ง​ ​อย่าปล่อย​ให้​ความ​สุขสบายครอบงำ​เสียจน​ไม่​ปฏิบัติวิปัสสนา​ ​กล่าวคือ​ ​อย่า​ให้​เกิดขึ้น​และ​เป็น​ไปดังที่ท่านหลวงตามหาบัว​ ​ได้​กล่าวสอน​ไว้​ใน​ ​เรื่อง​ หลักเกณฑ์การปฏิบัติ​ ​สมาธิ​ - ​ปัญญา ​ความ​ว่า

"หลัก​ใหญ่​ให้​จิตสงบ​ได้​นั้น​แหละ​เป็น​ของดี​ ​เพียงจิตสงบ​เท่า​นั้น​ก็ตัด​ความ​กังวลวุ่นวาย​ ​ซึ่ง​เคยประจำ​จิตเสียดแทงจิตออก​ได้​โดย​ลำ​ดับลำ​ดา​ จน​ถึง​กับ​เป็น​ขั้นสบาย​ ​เพราะ​ฉ​นั้น​ผู้​ภาวนา​เมื่อจิต​เป็น​สมาธิ​แล้ว​ ​จึง​มักขี้​เกียจ​ใน​การพิจารณาธรรม​ทั้ง​หลาย​ด้วย​ปัญญา​ ​นอนจม​อยู่​กับ​สมาธิ​นั้น​เสีย​ไม่​ออกพินิจพิจารณา ​สุดท้ายก็​เข้า​ใจว่า​ความ​รู้ที่​แน่วแน่​แห่ง​ความ​เป็น​สมาธิของตน​นั้น​ ​จะ​เป็น​มรรคผลนิพพานไปเลย​ ​ใน​ข้อนี้ผมเคย​เป็น​มา​แล้ว​ ​จึง​ได้​นำ​มาอธิบาย​ให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​ทราบ​ ​ว่าสมาธิ​ต้อง​เป็น​สมาธิ​ ​ปัญญา​ต้อง​เป็น​ปัญญา​ ​เป็น​คนละสัด​เป็น​คนละ​ส่วน​ ​เป็น​คนละอันจริงๆ​ ​ไม่​ใช่​อันเดียว​กัน ​หาก​เป็น​อยู่​ใน​จิตอันเดียว​กัน​นั่นแล​ ​เป็น​แต่​เพียง​ไม่​เหมือน​กัน"

​อาการของนิมิต​และ​ภวังค์​เหล่านี้​ ​เกิดมากน้อย​ใน​นักปฏิบัติ​แตกต่าง​กัน​ไป​แล้ว​แต่ฌานวิสัยอันเป็นอจินไตย ​อาจมากบ้างน้อยบ้างต่าง​กัน​ไป​ ​ที่กล่าวดังนี้มิ​ใช่​เป็น​การกล่าวเลี่ยงแต่อย่าง​ใด​แต่มัน​เป็น​จริงเช่น​นั้น​เอง​ ​ดัง​ได้​กล่าว​ไว้​แล้ว​ใน​เรื่อง​ ณานสมาธิ ​เพราะ​ขึ้น​อยู่​แต่จริต ​สติ​ ​ปัญญา​ ​ตลอดจนแนวการปฏิบัติ​ ​ฯ​. ​แต่​ถ้า​นักปฏิบัติ​เป็นวิปัสสนูปกิ​เลส ​หรือ​ฝึกกระทำ​บ่อยๆ​ด้วย​ติดใจ​หรือ​ติดเพลิน​ ​หรือ​ด้วยอธิ​โมกข์ ​หรือ​หัดน้อมจิตฝึกหัด​ให้​เห็นภาพขึ้น​ใน​ใจ​อยู่​บ่อยๆ​ ​กล่าวคือทำอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต ก็ย่อมเกิดการสั่งสม​,​ความ​ชำ​นาญขึ้น​ ​ใน​ที่สุดก็​จะ​เกิดการน้อมนึกขึ้น​ได้​แม้​ในวิถีจิตตามปกติธรรมดาขึ้น​ได้​ ​และ​ก็มักเกิดขึ้น​โดย​ไม่​รู้ตัว​ใน​ผู้​ที่ปล่อยเลื่อนไหลไปแต่​ใน​ฌานสมาธิ​เป็น​ระยะ​เวลานานๆ​โดย​ขาดการวิปัสสนา​ ​แต่ก็​จะ​เป็น​ไป​ใน​ที่สุดเหมือนนิมิต​ใน​การปฏิบัติดังที่หลวงปู่ดูลย์​ ​ได้​กล่าว​ไว้​ "ที่​เห็น​นั้น​ ​เขา​เห็นจริง​ ​แต่สิ่งที่ถูกเห็น​ ​ไม่​จริง" ​เหตุที่​เป็น​เช่นนี้​เพราะ​ส่วน​ใหญ่​เกิดแต่สัญญา​หรือ​ใจของนักปฏิบัตินั่นเอง​ ​แล้ว​ยัง​ร่วม​ด้วย​การไปปรุงแต่งอีกต่างๆ​นาๆ​ร่วมอีก​ด้วยอวิชชาจึง​พา​กัน​ไปยึด​ด้วยอธิ​โมกข์ ​ภาพที่​เห็นที่​เกิดอันมิ​ได้​มีบาทฐานเกิดมา​แต่ญาณความ​เข้า​ใจอันเกิด​จาก​การเห็นเหตุอย่างแจ่มแจ้ง​จึง​รู้ผล​ และอุ​เบกขาความ​เป็น​กลางอย่างแท้จริง​ ​สิ่งที่​เห็น​จึง​ผิดไป​ ​หรือ​ผิดบ้างถูกบ้างอัน​เป็น​วิสัยปกติธรรมดา​ แต่​ถ้า​บังเอิญถูก​ ​ก็​ไปสำ​คัญมั่นหมายว่า​เป็น​จริง​เป็น​จัง ถ้า​ผิด​ ​ก็ลืมเลือนไปเสีย​หรือ​แก้ตัวแทนตน​เป็น​พัลวัน ​จึง​ล้วนแฝง​และ​เป็น​ไปตาม​ความ​คิดปรุงของ​ผู้​ที่​เห็น​โดย​ไม่​รู้ตัว​ด้วยอวิชชานั่นเอง​ ​อันประกอบไป​ด้วย​ความ​รู้สึกรับรู้​ใน​สิ่งที่ตา​เห็น​ ​หู​ได้​ฟัง​ ​ความ​คิดที่คิด​ ​และ​ความ​เชื่อ​ความ​ยึดของ​ผู้​เห็นนั่นเอง​เป็น​องค์ประกอบสำ​คัญ​ ​หรือ​จะ​กล่าวง่ายๆ​ก็คือ​ ​เป็น​การแปลงสัญญา​ ​หรือ​ความ​รู้สึก​ ​ความ​เข้า​ใจ​ ​ความ​คิดต่างๆ​ที่​ได้​รับ​เป็น​ข้อมูล​จาก​อายตนะต่างๆ​ใน​ขณะ​นั้น​เป็นภาพขึ้นมา​ ​อันมักเกิดแต่การฝึกฝน​และ​การปฏิบัตินั่นเอง​ ​กล่าวคือ​ การแปลง​ความ​คิด​ความ​เห็น​ให้​เป็น​ภาพขึ้น​โดย​ไม่​รู้ตัวนั่นเอง​ ​ถ้า​ท่าน​เข้า​ใจ​ใน​เรื่องคอมพิวเตอร์บ้าง​ ​ก็​เปรียบเสมือนหนึ่งการแปลงข้อมูล​ใน​คอมพิวเตอร์​จาก​โปรแกรมWord ​ที่​ใช้​ใน​การพิมพ์​(เปรียบ​เป็น​ความ​คิด) ​แปลง​เป็น​ไฟว์​หรือ​ข้อมูลแบบรูปภาพ​ใน​โปรแกรมAcrobat (เปรียบดังนิมิต​หรือ​ภาพ​หรือ​ความ​คิดที่น้อมขึ้น)​ใน​ชั่วพริบตานั่นเอง​ ​อันเกิดแต่การฝึกหัด​และ​มีฐานข้อมูล​และ​โปรแกรม​อยู่​แล้ว​นั่นเอง

​ผู้​ที่หลงติด​ใน​นิมิต​นั้น​ ​นอก​จาก​จะ​มี​ความ​เชื่อ​ความ​ยึดที่หลงผิดไปตามรูป​ ​เสียง​ ​ความ​คิด​ ​ของนิมิต​แล้ว​ ​จึง​ทำ​ให้​หลงผิดเห็นผิด​ไม่​สามารถ​ดำ​เนินไป​ใน​ธรรม​ได้​(วิปัสสนูปกิ​เลส) ​เพราะ​นิมิตก็คือวิปัสสนูปกิ​เลส​ใน​ข้อโอภาส​ ​และ​ยัง​ทำ​ให้​เกิดญาณ​ใน​วิปัสนูปกิ​เลสคือมิจฉาญาณอีกดัวย​ ​ฯ​.




 

Create Date : 25 มกราคม 2551    
Last Update : 25 มกราคม 2551 2:35:04 น.
Counter : 48 Pageviews.  

นิมิต ​และภวังค์


เรื่องที่น่ารู้​เกี่ยว​กับ​นิมิต​และ​ภวังค์​ ​จาก​คณาจารย์

คัด​จาก​ เทสก์รังสีอนุสรณาลัย​ ; ​เรื่อง​ สิ้นโลก​ ​เหลือธรรม

โดย​ ​หลวงปู่​เทสก์​ ​เทสรังสี

​บางอาจารย์​เมื่อนิมิตเกิดขึ้นมา​แล้ว​ ​สอน​ให้​ถือเอานิมิต​นั้น​ ​เป็น​ขั้น​เป็น​ชั้นของมรรค​ทั้ง​ ๔ ​มี​โสดาปัตติมรรค​เป็น​ต้น​ ​เช่น​ นิมิตเห็นแสง​เล็ก​เท่า​แสงหิ่งห้อย​ ​ได้​สำ​เร็จชั้นพระ​โสดาบัน​ ​เห็นนิมิตแสง​ใหญ่​ขึ้นมาหน่อย​เท่า​แสงดาว​ ​ได้​สำ​เร็จชั้นพระสกทาคามี​ ​เห็นนิมิตแสง​ใหญ่​ขึ้นมา​เท่า​แสงพระจันทร์​ ​ได้​สำ​เร็จชั้นพระอนาคามี​ ​เห็นนิมิตแสง​ใหญ่​ขึ้นมา​เท่า​แสงพระอาทิตย์​ ​ได้​สำ​เร็จชั้นพระอรหันต์อย่างนี้​เป็น​ต้น

​ไปถือเอา​แสงภายนอก(โอภาส) ​ไม่​ถือเอา​ใจของคนที่บริสุทธิ์มากน้อย​เป็น​เกณฑ์​ ความ​เห็นเช่น​นั้น​ ​ยัง​ห่าง​ไกล​จาก​ความ​เป็น​จริงนัก.................นิมิตเกิด​จากภวังค์เป็น​ส่วน​มาก​ ภวังค์เป็น​อุปสรรคของมรรค​โดย​เฉพาะ​อยู่​แล้ว ​มัน​จะ​เป็น​มรรค​ได้​อย่างไร........(หน้า​๑๕-๑๖)

​แท้ที่จริงนิมิตทั้ง​หลาย​ ​ดังที่อธิบายมา​แล้ว​ก็ดี​ ​หรือ​นอกไปกว่า​นั้น​ก็ดี​ ​ถึง​ไม่​ใช่​เป็น​ทาง​ให้​ถึง​ความ​บริสุทธิ์ก็จริงแล​ แต่​ผู้​ปฏิบัติ​ทั้ง​หลาย​จะ​ต้อง​ได้​ผ่านทุกๆ​คน ​เพราะ​การปฏิบัติ​เข้า​ถึง​จิตรวม​,​เข้า​ถึง​ภวังค์​แล้ว​จะ​ต้อง​มี​ ​เมื่อ​ผู้​มีวาสนาเคย​ได้​กระทำ​มา​เมื่อก่อน​ เมื่อเกิดนิมิต​แล้ว​ ​จะ​พ้น​จาก​นิมิต​นั้น​หรือ​ไม่​ ​ก็​แล้ว​แต่สติปัญญาของตน​ ​หรือ​อาจารย์​ผู้​นั้น​จะ​แก้​ไข​ให้​ถูก​หรือ​ไม่​ ​เพราะ​ของพรรค์นี้​ต้อง​มีครูบาอาจารย์​เป็น​ผู้​แนะนำ​ ​ถ้า​หา​ไม่​แล้ว​ก็​ต้อง​จม​อยู่​ปรัก​ ​คือนิมิต​ ​นานแสนนาน​ ​เช่น​ อาฬารดาบส​ ​แล​ ​อุททกดาบส ​เป็น​ตัวอย่าง........(หน้า​๑๗)

นิมิต ​และภวังค์ ​
เป็น​สิ่งที่มักเกิดควบคู่​หรือ​มี​ความ​เกี่ยว​เนื่อง​สัมพันธ์​กัน​ใน​การปฏิบัติพระกรรมฐาน ​จนกล่าว​ได้​ว่านิมิต​และ​ภวังค์​เป็น​ส่วน​หนึ่งของฌานสมาธินั่นเอง​ ​จึง​นำ​มา​เขียน​ไว้​ใน​เรื่องเดียว​กัน​ ​เพื่อ​ให้​ง่ายต่อการศึกษา​ค้น​คว้า

​จุดประสงค์คือเพื่อ​ให้​เกิด​ความ​เข้า​ใจอย่างถูก​ต้อง​ดีงามเพื่อประ​โยชน์​ใน​การปฏิบัติธรรม​เป็น​สำ​คัญ​ ​เพราะ​เป็น​ทางที่จำ​เป็น​ต้อง​ผ่าน​ใน​ที่สุด​ ​เพื่อ​จะ​ได้​ไม่​เกิด​ความ​หลงผิด​ ​หรือ​ไปติดเพลิน​ ​หรือ​ถูกชักจูงจิต​ ​หรือ​ถูกโน้มน้าวจิต​ ​หรือ​ถูกหลอกลวง​ด้วยมายาของจิต​ ​ให้​หลงทางเสีย​ด้วยอวิชชาความ​ไม่​รู้ตาม​ความ​เป็น​จริง​ ​และ​ที่สภาวะของภวังค์ดังที่​จะ​กล่าวต่อไป​นั้น​ ​เป็น​สภาวะจิต​ ​ที่​จะ​ถูกชักจูง​หรือ​ถูกครอบงำ​ให้​มีทิฏฐิคือ​ความ​คิด​ความ​เห็น​ให้​เป็น​ไปอย่าง​ใดๆ​นั้น​ ​เป็น​ไปอย่างง่ายดาย​และ​แน่นแฟ้น​เป็น​ที่สุด

นิมิต ​มี​ความ​หมาย​ได้​หลายประการ​ ​เช่นหมาย​ถึง​ ​อาการเชิญชวน​ให้​เขา​ถวาย​, ​เครื่องหมายสำ​หรับ​ให้​จิตกำ​หนด​ ​ใน​การเจริญกรรมฐาน​, ​ภาพ​หรือ​สิ่งที่​ใช้​เป็นอารมณ์ใน​การปฏิบัติพระกรรมฐาน​ ​แต่​ใน​ที่นี้​จะ​เน้นกล่าว​ถึง​ นิมิต ​อัน​เป็นผลที่​เกิดขึ้น​จาก​การปฏิบัติกรรมฐาน ​คือ​ สิ่งที่ปรากฎ​หรือ​แสดงขึ้นเฉพาะตน​ ​ให้​รับรู้​ ​อันเกิดแต่​ใจ​หรือ​สัญญาของนักปฏิบัติ​เป็นปัจจัยสำ​คัญ ​ดัง​นั้น​เมื่อ​ได้​กล่าว​ถึง​เรื่องฌาน​,​สมาธิ​ไป​โดย​ละ​เอียด​แล้ว​ ​จึง​จำ​เป็น​ต้อง​กล่าว​ถึงนิมิต ​อันมัก​จะ​เป็น​ผลข้างเคียง​หรือ​เครื่องเคียงที่มักเกิดร่วม​ด้วย​เสมอๆ​ ​และ​จัด​ได้​ว่า​เป็น​บ่วงมารอันหนึ่ง​ ​กล่าวคือถ้า​ไปอยาก​หรือ​ไปยึดด้วย​เหตุผลกล​ใด​ก็ตามที​ในนิมิต ​ก็จัดว่า​เป็น​บ่วงมารทันที​ ​ซึ่ง​จักผูกมัดสัตว์​ไว้​ไม่​ให้​เห็นธรรม​ ​กล่าวคือ​ ​เกิดวิปัสสนูปกิ​เลส จัด​อยู่​ทั้ง​ใน​ข้อโอภาส,ญาณและอธิ​โมกข์ฯ​. ​ซึ่ง​เมื่อเกิด​กับ​ผู้​ใด​แล้ว​ก็​จะ​น้อมเชื่อ​,​น้อมใจอยาก​ด้วยอธิ​โมกข์จนถอดถอน​ไม่​ออก​ ​แม้อธิบายอย่างไรก็​ไม่​ยอมฟัง​ไม่​ยอมเชื่อ เพราะ​ตัวตนเอง​เป็น​ผู้​เห็น​, ​ผู้​ทำ​ให้​เกิดขึ้น​ด้วย​ตนเอง​ ​จึง​น้อมเชื่ออย่างรุนแรง​ด้วยอัตตา ​ต้อง​ให้​เกิดปัญญาพิจารณาเห็น​ด้วย​ตนเอง​ ​จึง​จะ​ถอดถอน​ความ​เชื่อ​ความ​คิดเห็นผิด​ในนิมิตได้​ดี​ ​จึง​ต้อง​กล่าวเพื่อ​ให้​เกิด​ความ​รู้​ความ​เข้า​ใจ​กัน​ไว้​บ้าง​ ​เพราะ​จำ​เป็น​ต้อง​ผ่าน​กัน​ใน​ที่สุด

​นิมิตอันเกิดแต่การปฏิบัติพระกรรมฐาน​ ​ผู้​เขียนขอจำ​แนกแตกธรรมออก​เป็น​ไป​ใน​ ๓ ​ลักษณะ​ใหญ่​ ​ที่มักเกิดขึ้น​ทั่ว​ไปเสมอๆ​ ​ใน​การปฏิบัติ​ ​หรือ​แม้​แต่​ใน​ชีวิต​ ​มีดังนี้

​รูปนิมิต หมาย​ถึง​ ​การเห็น​ ภาพ ​อันปรากฏขึ้นเฉพาะ​แก่​ผู้​ปฏิบัติ​นั้นๆ​ ​อันเกิดแต่​ใจ​หรือ​สัญญาของนักปฏิบัติ​หรือ​ผู้เจริญกรรมฐานเป็น​สำ​คัญ​ ​เช่น​ ​การเห็นภาพอดีต​ ​อนาคต​ ​หรือ​เห็นภาพ​ใน​สิ่งที่อยากเห็น​ ​เช่น​ ​เทวดา​ ​ผี​ ​นรก​ ​สวรรค์​ ​วิมาน​ ​พระอรหันต์​ ​ครูบาอาจารย์​ ​แม้​แต่พระพุทธเจ้า​ ​หรือโอภาสการเห็น​เป็น​แสง​,​สีต่างๆ​อันล้วนน่าพิศวงชวน​ให้​ตื่นตา​เร้า​ใจ​ ​จึง​มักอธิ​โมกข์น้อมเชื่ออย่างงมงาย​ด้วยอวิชชาอันมีมา​แต่การเกิดเป็น​ธรรมดา ​หรือ​การเห็นภาพที่ปรากฏเฉพาะขึ้นของนักปฏิบัติ​ใน​สิ่งที่กำ​หนด​เป็นอารมณ์, กสิณ ​หรือบริกรรมจาก​การปฏิบัติภาวนา

เสียงนิมิต ​การ​ได้​ยิน​เป็นเสียง อันเกิดแต่​ใจ​หรือ​สัญญาของนักปฏิบัติ​เป็นเหตุหรือ​เป็น​สำ​คัญ​ ​เช่น​ ​เป็น​เสียงเตือนระวังอะ​ไรๆ​ ​เสียงสั่งสอน​ ​เสียงเทพ​ ​เสียงผี​เสียงปีศาจ​ ​เสียงระฆัง​ ​เสียงกลอง​ ​เสียงสวดมนต์​ ​เสียงพูดต่างๆ ​เสียงคนพูดบอกกล่าวต่างๆ​ ​แม้​แต่​เสียง​ใน​ใจ​จาก​ผู้​ที่พบปะ​ ​ฯ​. ​แล้ว​ย่อมน้อมเชื่ออย่างรุนแรง​ด้วยอธิ​โมกข์ ​เพราะอวิชชาเป็น​เหตุ

นามนิมิต ​เป็นความ​คิดหรือความ​รู้ที่ผุดแสดงแวบปิ๊งขึ้น​ใน​ใจ​ ​อันมักเกิดแต่​ใจ​หรือ​สัญญาของนักปฏิบัติที่​ไปพัวพัน​ ​แต่มิ​ได้​เกิดแต่ปัญญา​ไปเห็น​ความ​จริง ​เช่น​ ​เกิด​ความ​คิด​ความ​เข้า​ใจ​ใน​เรื่องราวที่หมกมุ่นพิจารณา​ ​หรือ​ศึกษา​ ​หรือ​อยากรู้​ ​หรือ​เป็น​ความ​รู้​ใน​ธรรมต่างๆ​นาๆที่พิจารณา​ ​ซึ่ง​อาจถูก​หรือ​ผิดก็​ได้​ ​แต่มัก​จะ​ผิด​ถ้า​ไม่​ได้​เกิดแต่การพิจารณา​โดยปัญญา อย่างถูก​ต้อง​ ​และ​เมื่อบังเอิญเกิดถูก​ต้อง​ขึ้นบ้าง​ ​ก็กลับ​เป็น​บ่อเกิดของอธิ​โมกข์อย่างแรงกล้า​, ​นิมิตเหล่านี้​ มักเกิดขึ้น​ใน​ภาวะของภวังคจิต​ ​จิต​จึง​เกิดการอธิ​โมกข์น้อมเชื่ออย่างรุนแรงแต่​เป็น​ไปอย่างผิดๆหรือ​ขาดเหตุผล ​จึง​ยัง​ให้​เกิดวิปัสสนูปกิ​เลสใน​ข้อญาณ ​คือไปยึดไป​เข้า​ใจว่า​เป็น​ความ​เข้า​ใจเหล่า​นั้น​ต้อง​เป็น​ไปอย่างถูก​ต้อง​แน่นแฟ้นด้วยอธิ​โมกข์เป็น​เครื่องหนุน

​บางครั้ง​ยัง​เกิดนิมิตทางจมูกก็​ยัง​มี​ ​คือ​ ​ได้​กลิ่นอันเกิดแต่​ใจตน​เป็น​เหตุ​ ​ก็​ยัง​มี​ได้​ ​ฯ.

​อนึ่ง​เป็น​สิ่งที่น่ารู้​ไว้​อย่างยิ่งว่า​ นิมิต ​นั้น​เมื่อปฏิบัติ​ไป​แล้ว​จนเกิดการสั่งสม​ ​ความ​ชำ​นาญขึ้น​ ​บางครั้งนิมิตก็​เกิดขึ้น​ในวิถีจิตหรือวิถีชีวิตปกติได้​เช่น​กัน​ ​กล่าวคือเมื่อเคยเกิดนิมิตขึ้น​ใน​ขณะปฏิบัติ​แล้ว​ ​ซึ่ง​แรกๆ​ก็มักเกิดขึ้น​จาก​การปฏิบัติพระกรรมฐานโดย​ตรง​ ​แล้ว​เกิดนิมิตขึ้น​ ​จนเกิดนิมิตต่างๆ​ชำ​นาญขึ้น​โดย​ไม่​รู้ตัว​ เมื่อสั่งสม​ได้​ระยะหนึ่งจนเกิด​ความ​ชำ​นาญ​จึง​อาจเกิดนิมิตได้​แม้​ใน​ยามวิถีจิต(วิถีชีวิตที่มีการรับรู้ตามปกติ)​นี่​เองเมื่อน้อมนำ​หรือ​ถูกกระตุ้นเร้าขึ้น​ ​จะ​โดย​รู้ตัว​หรือ​ไม่​รู้ตัวก็ดี ​และ​มัก​เข้า​ใจ​กัน​ไปว่า​เป็น​อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์​ ​จึง​พา​ให้​ทั้ง​ตนเอง​และ​ผู้​อื่น​พา​กัน​ไปหลงเชื่ออย่างหัวปักหัวปำ​ใน​สิ่งที่​เห็น​,​ที่​เข้า​ใจไป​นั้นๆ​ ​ด้วยอวิชชานั้น​แล




 

Create Date : 25 มกราคม 2551    
Last Update : 25 มกราคม 2551 2:35:43 น.
Counter : 45 Pageviews.  


ว่าไปตามนั้น
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ว่าไปตามนั้น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.