Photobucket

Iced Tea ที่ Nepal - ตอนที่ 10.1

วันที่ 10: Kathmandu City Tour
ทำสถิติชะโงกทัวร์ด้วยการไปวัดลิง (Swayambhunath Temple) + เมืองบักตะปูร์ (ฺBhaktapur)
+ เมืองปาตัน (Patan) + สถูปโพธะนาถ (Bodhanadh) ตั้งแต่ตี 5 ถึงสิบโมงครึ่ง ก่อนจะรีบไปสนามบิน

รูปที่ถ่ายในวันนี้เยอะมาก เลยต้องแบ่งเขียนเป็น 2 ตอนย่อย
สำหรับเรา สถาปัตยกรรมเนปาลน่าตื่นตาตื่นใจมาก
เพราะเป็นสถาปัตยกรรมเมืองเก่า ที่ยังมีผู้คนใช้ชีวิตอยู่รอบๆอย่างกลมกลืน
โดยเฉพาะที่จตุรัสเมืองบักตะปูร์กับปาตัน ซึ่งยังมีลมหายใจ
ผู้คนยังคงใช้ชีวิต ปลูกบ้าน ค้าขาย มาทำบุญ รอบๆจตุรัส
ไม่ใช่โบราณสถานอย่างวัดแถวอยุธยาหรือสุโขทัยแบบเมืองไทย

เพื่อที่จะได้เที่ยววัดและสถานที่สำคัญในตัวเมือง Kathmandu ได้ครบ
เราต้องออกจากเกสเฮ้าส์ตั้งแต่ตี 5 โดยทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องตัดสถานที่ออกหนึ่งรายการ
เพราะไม่งั้นจะไม่ทันไปสนามบิน เราเลยตัดสินใจไม่ไปวัดปศุปฎินาถ (Pashupatinath Temple)
เพราะชอบบรรยากาศจตุรัส และวัดอีกสองวัดก็เป็นสัญลักษณ์ของเนปาลมากกว่า

เริ่มการเที่ยววัดด้วยการไปวัดสยมภูวนาถ (Swayambhunath Temple) หรือวัดลิง
เพราะมีลิงเยอะเต็มวัดไปหมด กิตติศัพท์แบบนี้คล้ายๆทะนะล็อต (Tanah Lot) ที่บาหลี
ต่างกันตรงที่ลิงที่นี่ดูสงบ อยู่กันเป็นครอบครัว ไม่ดุเหมือนที่ทะนะล็อต

สถูปที่วัดสยมภูวนาถถือว่าเป็นสถูปของศาสนาพุทธที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก

และเป็นสถูปที่เก่าแก่ที่สุดในเนปาล
มีสัญลักษณ์ดวงตาเห็นธรรม หรือ The Wisdom Eyes โดยรอบทั้งสี่ด้านของสถูป
ชิ้นส่วนแต่ละส่วนของสถูปมีความหมายสื่อถึงคำสอนในศาสนาพุทธ
และที่สำคัญสถูปตั้งอยู่บนเนินเขา ทำให้มองเห็นเมือง Kathmandu แบบพาโนรามา

ที่เขียนมาทั้งหมดทั้งมวลข้างบนนั้น "ไม่ได้เห็น"

เนื่องจากเราไม่มีไกด์นำทางตอนที่ไป
แถมไปตอนเช้าตรู่คนยังน้อย เลยไม่รู้ว่าทางไปสถูปองค์ใหญ่ต้องไปทางไหน
เดินวนๆอยู่หลายนาทีก็ยังไม่เห็น แถมแผนที่ก็ไม่มี
เป็นอันว่า ไม่ได้เห็นสถูป -_-'' แอบรู้สึกมาเสียเที่ยว
แต่อีกใจก็คิดว่า ไม่อยากเสียเวลาหาล่ะ เพราะอยากไปเดินแถวจตุรัสของอีกสองเมืองมากกว่า
ถ้าได้ไปเนปาลอีกรอบก็คงจะไปเก็บตกวัดลิงนี่หล่ะ
อยากได้รูปพาโนรามาของเมือง Kathmandu
รอบนี้ได้แต่รูปลิงมาทั้งนั้น

ออกจากวัดสยมภูวนาถก็ไปจตุรัสเมืองปาตันต่อ (Patan Durbar Square)

เวลาตอนที่ไปถึงเมืองปาตันน่าจะประมาณ 6 โมงเช้า
เป็นเวลาเช้าตรู่ แดดอ่อนๆกำลังดี เลยได้บรรยากาศยามเช้าของเมืองนี้แบบสวยมาก
ถ้าเทียบสถานที่ท่องเที่ยวใน Kathmandu ทั้งหมด
เราชอบจตุรัสเมืองปาตันมากที่สุด เพราะสถาปัตยกรรมที่นี่สวยแปลกตากว่าที่อื่น
แหล่งข้อมูลบางแห่งบอกว่า สถาปัตยกรรมที่ Patan Durbar Square
คล้ายกับ Kathmandu Durbar Square เพราะเป็นเมืองฝาแฝดกัน
แต่เรากลับเห็นว่าสถาปัตยกรรมของปาตันสวยงามและอลังการณ์กว่า

ปาตันเป็นหนึ่งในสามเมืองใหญ่ในหุบเขากาฏมัณฑุ (Kathmandu Valley)

ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งความงดงาม หรือ City of Beauty
เพราะอีกชื่อหนึ่งของปาตันคือ ลลิตปุระ เป็นคำสมาสระหว่าง ลลิตา (สวยงาม) + ปุระ (เมือง)
(ต้องขอบคุณรีวิวจากคุณ Cherokee1 จากเว็บพันทิป ที่อธิบายเกร็ดประวัติศาสตร์ได้ดีมาก)

ประวัติศาสตร์จากหลายแหล่งอ้างอิงเล่าไว้ว่าทั้งสามเมือง คือ Kathmandu, Patan และ Bhaktapur

เป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน แต่แก่งแย่งชิงดีกัน แข่งกันสร้างเมืองให้สวยงามกว่าอีกสองเมือง
ไปค้นตามอินเตอร์เน็ต ก็ได้อ่านนิทานปรัมปราถึงความเป็นมาของเมืองทั้งสามเมือง
อ่านไปก็เพลินดี

โดยเรื่องมีอยู่ว่าเมืองทั้งสามเมืองในหุบเขา Kathmandu เกิดขึ้นจากคนสามคน (น่าจะเป็นพี่น้องกัน)
อัญเชิญเทพราโต มาเชนดรานาถ (God Rato Machhendranath) จากรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย
มายังหุบเขา Kathmandu โดยศาสนาฮินดูเชื่อว่าเทพราโต มาเชนดรานาถเป็นภาคหนึ่งของพระอิศวร
เป็นผู้ดลบันดาลให้เกิดฝนตกต้องตามฤดูกาล
เมื่อการอันเชิญเทพประสบความสำเร็จ ทั้งสามคนก็ได้รับการสรรเสริญจากชาวเมืองและแบ่งกันปกครองเมือง
โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อว่า ลลิต เมืองที่ลลิตปกครองจึงชื่อว่า Lalitpur หรือนครของลลิต

การมา Patan Durbar Square ยามเช้าทำให้เราเห็นกิจวัตรของคนเนปาลที่มาวัดตั้งแต่เช้าตรู่

โดยเฉพาะผู้หญิงต่างนุ่งผ้าสีแดงมาสวดมนต์ที่วิหารกฤษณะ (Krishna Mandir)
ซึ่งเป็นวิหารที่โดดเด่นมากในจตุรัสเมืองปาตัน
เสียงสวดมนต์ทำให้วิหารแห่งนี้ดูขลังขึ้นอีกหลายเท่า
ลองรวบรวมรายละเอียดของวิหารกฤษณะ ก็ค้นพบว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบสิกขร (Shikhara)
ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบโมกุล ประเทศอินเดีย

โห...นี่เป็นญาติห่างๆกับทัชมาฮาลเลยทีเดียว

วิหารกฤษณะแตกต่างจากวิหารอื่นๆตรงที่สร้างด้วยหินแทนที่จะสร้างด้วยไม้และอิฐ

และไม่มีมณฑปกางกั้นออกมาอย่างสถาปัตยกรรมแบบเนปาล
ตามตำนานเล่าว่าสร้างโดยกษัตริย์สิทธินราสิงห์มัลละ (King Siddhi Narasingh Malla) ในปี 1637
เพราะพระองค์ทรงพระสุบินเห็นพระกฤษณะกับพระราธาเทวี ซึ่งเป็นร่างอวตารของพระนารายณ์กับพระลักษมี
มาประทับอยู่หน้าพระราชวัง จึงรับสั่งให้สร้างวิหารถวายแด่เทพทั้งสองตรงตำแหน่งที่เห็นในความฝัน

รอบๆวิหารแกะสลักภาพจิตรกรรมเรื่องรามายณะและมหาภารตยุทธ

ซึ่งเป็นมหากาพย์ที่เชิดชูความสามารถของพระนารายณ์
วิหารนี้แบ่งออกเป็น 3 ชั้น โดยชั้นแรกมีรูปบูชาพระกฤษณะ ชั้นที่สองมีรูปบูชาพระศิวะ
และชั้นที่สามบูชาพระกิวโลกิเตศวร
นับว่าวิหารแห่งนี้ผสมผสานความเชื่อของศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์เข้าด้วยกัน
ปัจจุบันได้รับการดูแลจากพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีทางศาสนา
และไม่อนุญาตให้คนที่ไม่ได้นับถือศาสนาพราหมณ์เข้าภายในวิหาร

หน้าตาแบบอาหมวยอย่างเราหมดสิทธิ์อย่างไม่ต้องสงสัย

(ข้อมูลจาก : //www.orientalarchitecture.com/nepal/patan/krishna.php)

ข้างหน้าวิหารพระกฤษณะมีเสายอดครุฑอยู่

เสาที่มีรูปครุฑย่อเข่าทำความเคารพนี้เป็นสัญลักษณ์ว่า
วิหารข้างหน้าเป็นวิหารที่บูชาพระนารายณ์ เพราะครุฑเป็นสัตว์พาหนะของพระนารายณ์นั้นเอง

เราชอบที่ชาวเนปาลถ่ายทอดความเชื่อทางศาสนาออกมายังสิ่งปลูกสร้างได้อย่างแยบยล
มีรายละเอียดปลีกย่อยให้ได้ศึกษาอย่างสนุกสนาน
เรื่องราวเบื้องหลังของสถานที่แต่ละที่ก็อ่านเพลินๆดี

หลังจากกลับมาแล้วมานั่งทำรูป เพิ่งรู้ว่าถ่ายวิหารพระกฤษณะมาเยอะมาก

ถ้าไป Patan Durbar Square อีกรอบสงสัยต้องหามุมอื่นบ้างแล้ว
เพราะก็ยังไม่ได้เดินได้ทั่ว เนื่องจากต้องทำเวลาไปสถานที่อื่นด้วยนั้นเอง

รูปนี้เป็นรูปที่เราชอบอันดับต้นๆ จากทริปนี้

มันแสดงความเชื่อที่ถ่ายทอดลงสู่สถาปัตยกรรมได้อย่างสวยงาม
สีน้ำตาลแดงของหินตัดกับสีท้องฟ้ายามเช้า

ขอซูมสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของ Patan Durbar Square ซักหน่อย

แม้จะยังเช้า ทั้งคนทั้งนกพิราบก็ออกมาเที่ยวเล่นในจตุรัสแห่งนี้กันมากมายแล้ว

ถัดจากวิหารพระกฤษณะคือ วิหาร Vishwanath ซึ่งเป็นชื่อหนึ่งของพระอิศวร

(น่าจะตรงกับภาษาไทยที่ว่าพระวิศวมูรติ แปลว่า ร่างกายแห่งจักรวาล)
และแน่นอน ถ้าจ้องดีๆก็จะเห็นรูปสลักอีโรติกตามแบบฉบับเนปาล

เดินไปเรื่อยๆ ถ่ายนู้นถ่ายนี่ไปตามประสา แต่ไม่ค่อยได้ภาพ Life หรือ Portrait จากที่นี่

รูปแกะสลักของเสาค้ำยันเป็นสามมิติเลย

ชอบบานประตูที่เนปาลมาก แต่ละบานมันช่าง unique

แดดยามเช้าที่ Patan Durbar Square

เสากษัตริย์ซึ่งจะหันหน้าเข้าสู่พระราชวัง

ทั้งสามเมืองมีการสร้างเสาแบบนี้เพื่อบ่งบอกเขตพระราชวังเหมือนกัน
โดยคุณ Cherokee1 ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมไว้ว่า บนเสามีรูปหล่อกษัตริย์ประทับบนดอกบัว
มีนาคปรก บนเศียรพญานาคมีรูปหล่อนกตัวเล็กๆเกาะอยู่
ตราบใดที่รูปหล่อนกยังเกาะอยู่ กษัตริย์จะกลับมา *o*

Patan Durbar Square ก่อนที่แสงทไวไลท์ตอนเช้าจะหมด

ในภาพจะเห็นเสากษัตริย์มัลละ, วิหาร Bhimsen ซึ่งเป็นวิหารสามชั้น สร้างบูชาพระภีมเสน

ซึ่งได้รับการยกย่องบูชาจากบรรดาพ่อค้าในเมืองเนปาลมาก เพราะนับถือเป็นเทพการค้าและความสำเร็จ
ส่วนที่เห็นเป็นสถูปคือ วิหารนรสิงห์ (Narasimha Statue)
สร้างถวายเทพนรสิงห์ซึ่งเป็นปางหนึ่งของพระนารายณ์ที่อวตารลงมาปราบยักษ์หิรัณยกษิปุ
ตามตำนานเล่าว่าเป็นยักษ์ซึ่งได้รับพรจากพระพรหม 5 ข้อ เพราะตั้งใจบำเพ็ญตบะ
แต่ละข้อนี่...กะขอให้เป็นอมตะทั้งนั้น

1. จะไม่ถูกเทวดา มนุษย์ หรือสัตว์ฆ่าตาย
2. จะไม่ตายทั้งในบ้านและนอกบ้าน
3. จะไม่ตายทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
4. จะไม่ตายด้วยศาสตราวุธใดๆ
5. จะไม่ตายทั้งบนดินหรือบนฟ้า (อันนี้แอบคิดว่า ในน้ำ ตายได้ใช่ป่าว)

ตามสเต็ปของวรรณคดีอินเดีย ยักษ์ตนนี้พอได้รับพรวิเศษ

ก็สร้างความเดือดร้อนจนพระนารายณ์ต้องอวตารเป็นนรสิงห์ลงมาปราบ
โดยแก้ไขพรของยักษ์หิรัณยกษิปุแต่ละข้อจนยักษ์ตาย

1.  นรสิงห์ไม่ใช่ทั้งเทวดา มนุษย์ หรือสัตว์ เพราะเป็นร่างอวตารของพระนารายณ์ ร่างท่อนบนเป็นสิงห์ ท่านล่างเป็นมนุษย์

2. ลากร่างยักษ์หิรัณยกษิปุมาไว้ที่ธรณีประตู เพราะไม่ใช่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน
3. เลือกเวลาลงมือตอนพระอาทิตย์กำลังตกหรือเวลาโพล้เพล้ เพราะไม่ใช่ทั้งกลางวันและกลางคืน
4. จับร่างของยักษ์ไว้บนตัก จะได้ไม่ถูกแผ่นดินหรือลอยบนฟ้า
5. ใช้กรงเล็บฉีกร่างของยักษ์ เพราะกรงเล็บไม่ใช่ศาสตราวุธ

เจ๋งมากอ่ะ....

เป็นรูปที่ชอบมากอีกหนึ่งรูป

แต่เบื้องหลังนี่เล็งแล้วเล็งอีก เพราะไม่กล้ายกกล้องต่อหน้านางแบบ
ต้องทำท่ายกกล้องไปทางนู้นทีทางนี้ที แก้เขิน
โฟกัสก็หลุด แถมสุดท้ายเค้าก็เห็นอยู่ดีว่าเราแอบถ่าย
สกิลการถ่ายรูป portrait นี่ยังต้องฝึกปรืออีกมาก

ภายในอาณาบริเวณจตุรัสปาตันยังมีวิหารและสถานที่สำคัญอีกหลายแห่งที่เราไม่ได้เยี่ยมชม

เหตุผลหลักเลยคือ ไม่ได้เตรียมแผนที่ไป และต้องแข่งกับเวลา
ออกแนวเห็นอะไรสวย คนมุงเยอะๆก็เข้าชมก่อน
ถ้าได้กลับไปอีกก็คงไปใช้เวลา ณ สถานที่แห่งนี้อีก พร้อมกับขึ้นไปบนดาดฟ้าของร้านอาหารตรงข้าม
เพราะเห็นตากล้องหลายคนได้มุม bird eye view จากร้านอาหารเหล่านี้

เดินทางออกจาก Patan Durbar Square ด้วยความประทับใจและอิ่มใจ

เราก็มุ่งหน้าไป Bhaktapur Durbar Square ซึ่งกว้างใหญ่และน่าตื่นตาตื่นใจมาก




Create Date : 01 พฤษภาคม 2557
Last Update : 1 พฤษภาคม 2557 14:01:33 น. 1 comments
Counter : 1633 Pageviews.

 
Backlit.Iconic Travel Blog
ภาพสวยค่ะ น่าไป


โดย: mariabamboo วันที่: 2 พฤษภาคม 2557 เวลา:17:26:54 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Backlit.Iconic
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ค้นพบว่าการถ่ายรูปและการเดินทางทำให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้น เป็นงานอดิเรกที่ไม่เคยเบื่อ ชอบแวะเวียนไปชิมอาหารและขนมจากร้านบรรยากาศดีๆ ชอบงานสถาปัตยกรรมและการอ่านหนังสือ :)

ข้อความและภาพถ่ายทุกรูปในบล็อคนี้ขอสงวนลิขสิทธิ์ค่ะ ห้ามเผยแพร่ ดัดแปลง ลงในสื่ออื่นๆโดยไม่รับอนุญาต หากต้องการนำรูปหรือข้อความไปเผยแพร่หรือใช้ในทางพาณิชย์ กรุณาติดต่อเจ้าของบล็อคที่ backlit.iconic@gmail.com หรือทางกล่องข้อความนะค่ะ

รับชมบล็อค wordpress ได้ที่ http://backliticonic.wordpress.com ค่ะ
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Backlit.Iconic's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.