Group Blog
    ข้อคิดจากเพลงการ์ตูน Disney: We are one (The Lion King 2)

    15320809133135909290.jpg

    If there so much I must be. Can I still just be me, the way I am? Can I trust in my own heart? Or am I just one part of some big plan?
    (ถ้ามีหลายอย่างที่ฉันต้องเป็น แล้วฉันยังเป็นตัวเองได้ไหม ในแบบของฉัน นี่ฉันจะเชื่อความรู้สึกตัวเองได้ไหม หรือฉันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ในโลกนี้)

    เนื้อเพลงท่อนนี้ร้องโดย เคียร่า ลูกสาวของซิมบ้าตอนที่ยังเป็นสิงโตเด็กน้อย ที่มีความสงสัยและอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวในโลกกว้าง และได้รับการปลูกฝังจากพ่อผู้เป็นสิงห์เจ้าป่าว่า เราต้องภูมิใจในความเป็นสิงโต และมีวิถีที่จะเป็นราชินีนางสิงห์ในอนาคต แต่เคียร่าน้อยกลับสงสัย...แล้วถ้าฉันไม่อยากเป็นราชินีล่ะ?
    If there's so much I must be. Can I still just be me, the way I am? 
     
    สิ่งนี้ทำให้ฉุกคิดถึงประเด็นของความคาดหวังในการเลี้ยงลูกของคนสมัยนี้เหมือนกันนะ พ่อแม่ตั้งความหวัง วางแผน จัดการทุกอย่างในชีวิตลูกไว้ให้เพราะความรัก บางบ้านก็หวังจะให้เป็นหมอ, วิศวะ, ข้าราชการ, นักธุรกิจ ฯลฯ หรือบางบ้านก็คิดแค่ว่า อะไรก็ได้ที่มันจะรวยๆ เข้าไว้ก่อน ลูกจะได้รอด จะได้ไม่อดตาย
     
    แปลกที่เราไม่ได้สอนให้เด็กค้นหาตัวเองและทำในสิ่งที่ชอบ และทำให้มันอยู่ได้ เลี้ยงชีพได้ แต่เรากลับเอาเรื่องปากท้องมาเป็นตัวตัดสิน ถึงความอยู่รอดของชีวิตเด็ก มากกว่าปริมาณความสุขที่เด็กควรจะมีหรือเปล่า? และความคิดแบบ stereotype ในแง่อาชีพนั้น มันฝังรากลึกจนทำให้คนเป็นพ่อแม่เปิดใจกว้างรับอาชีพอื่นๆ ไม่ได้เลยหรือ?  
    สมัยเรียนมหาลัย เคยคุยกับเพื่อนที่เข้าประกวดนางงามคนนึง นางเป็นคนชื่นชอบงานศิลปะ ชอบวาดรูป ชอบงานอาร์ต ปีนั้นที่นางประกวด และเข้าสู่ช่วงสัมภาษณ์ นางก็แนะนำตัวเองว่า งานอดิเรกคือชอบวาดรูป ศิลปินในดวงใจคือ เรอนัวร์
     
    ปีนั้น นางไม่ได้ชนะเลิศ ผู้ชนะเป็นนางงามอีกคนที่ประวัติการศึกษาดี เป็นสาววิศวะและว่าที่นักบิน หลังจากนั้นเราได้เจอนาง เราก็ได้ถามนางไปว่า “ทำไมตอนนั้นถึงตอบคำถามว่าชอบวาดรูปล่ะ มันทำให้กรรมการมองว่าเราไม่เก่ง ไม่มีโปรไฟล์หรือเปล่า เขาก็เลยเลือกวิศวะ เลือกนักบินแทน มันโก้กว่า” นางตอบกลับมาว่า
     
    “เรื่องนั้นน่ะเข้าใจ แต่เราแค่คิดว่า บางทีคนเก่งๆ เขาก็ไม่ได้อยากเป็นวิศวะ เป็นนักบินกันทุกคนนี่นา ฉันก็เก่งนะ แต่ฉันแค่ไม่อยากเป็นนักบินก็เท่านั้น”
     
    เออ...จริงของนาง
     
    เราเอาความคิด stereotype ไปใส่ในอาชีพต่าง ๆ เอาเองทั้งนั้น ว่าอาชีพใดเก่งกว่า มันคือความคิดแบบเหมารวมชัดๆเลย
     
     
    Can I trust in my own heart? Or am I just one part of some big plan? 
     
    อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจจากเพลงท่อนนี้ เชื่อว่านอกจากเคียร่าแล้ว เราหลายคนก็ยังคงสงสัยไม่ต่างกันว่าทุกวันนี้ การตัดสินใจทุกอย่างในชีวิตของเรานั้น มันเกิดจากตัวเราเองจริง ๆ หรือจากอำนาจบางอย่างจากเบื้องบน ที่มีอำนาจกำหนดให้เราหมุนวนไปตามวัฏจักรกันแน่
     
    การตัดสินใจของเราเป็นเพราะตัวเราเป็นผู้กำหนดชีิวิตเราเอง หรือ...มีใครเบื้องบน ใครสักคนกำหนดทุกอย่างมาแล้ว เราเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆในจักรวาลนี้หรือเปล่า?
     
    คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจน..พอ ๆ กับคำถามที่ว่า พระเจ้ามีอยู่จริงหรือเปล่า แต่โดยส่วนตัว เป็นคนที่เชื่อในเรื่องทฤษฎี Butterfly Effect เพราะเชื่อว่า สิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมด มีผลกระทบต่อสิ่งอื่น ๆ ในโลกใบเดียวกันเช่นกัน
     
    เป็นวัฏจักรของธรรมชาติ...เป็น Circle of Life



    Create Date : 03 เมษายน 2562
    Last Update : 3 เมษายน 2562 17:36:12 น.
    Counter : 30 Pageviews.
    0 comment
    (โหวต blog นี้) 
    A Boy Who Wouldn’t Grow Up...
    18527720_1697077207253098_1293536758667156879_n.jpg

    ตกหลุมรักตัวละครชายจากดิสนีย์เรื่องแรกก็คนนี้ล่ะค่ะ!

    ปีเตอร์ แพน (Peter Pan) เด็กชายผู้ปฏิเสธการโต หัวหน้าแก๊งค์เด็กหลง และคู่ปรับตัวฉกาจของ กัปตันฮุค เขาคือเด็กชายผู้ไม่เคยโต อาศัยอยู่ในเมืองที่ชื่อ Never Land (แปลได้ว่า ดินแดนที่ไม่เคยมี)

    ปีเตอร์ แพน เป็นผลงานของนักเขียนชาว Scottish ชื่อ J.M. Barrie (หรือชื่อเต็มๆ ว่า Sir James Matthew Barrie) ที่มีความเชื่อตามครอบครัวของเขาว่า หากเด็กคนใดตายไปตอนเป็นเด็กก็จะไม่โตอีกต่อไป ซึ่งแม่ของเขาเองเป็นคนพูดคำนี้ เมื่อพี่ชายของเขาได้เสียชีวิตลง เจมส์ มีจินตนาการส่วนตัวอย่างหนึ่งว่า เด็กทุกคนเกิดมาสามารถโบยบินได้อิสระอย่างนก แต่เมื่อเติบโตขึ้น ทุกคนก็หลงลืมวิธีบินไป จนกลายเป็นผู้ใหญ่ธรรมดา

    ซึ่งดิสนีย์เองก็ได้ตอกย้ำไอเดียนี้ด้วยคำพูดประโยคหนึ่งจากปากของปีเตอร์เอง ขณะที่เวนดี้กำลังคิดจะพาเด็กหลงออกจากเนเวอร์แลนด์ เพื่อเดินทางกลับบ้าน ปีเตอร์พูดกับเธอว่า

    “But I’m warning ya, once you’re grow up. You can never come back!”  (แปลว่า ฉันเตือนเธอแล้วนะ ถ้าวันไหนที่เธอโตขึ้น เธอจะกลับมาไม่ได้อีกเลย!) 
     
     
    อันนี้เป็น symbolic นิดๆ เหมือนจะบอกว่า หากวันที่เราโตขึ้นแล้ว เราก็ย้อนกลับมาเป็นเด็กอีกไม่ได้เช่นกัน การ์ตูนคลาสสิคเรื่องปีเตอร์ แพน เวอร์ชั่นดิสนีย์ได้สอนอะไรในแง่จิตวิทยาหลายอย่างมาก ลองเขียนคร่าวๆ ได้ดังนี้ค่ะ
    -การใช้ชีวิตวัยเด็กให้คุ้มค่าและร่าเริงสดใสอย่างสมวัย ก่อนจะก้าวข้ามไปเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ -การหลงอยู่แต่ในวังวนของความเป็นเด็กจนเกินไป จนไม่ยอมรับความจริงว่าคนเราทุกคนต้องโตขึ้น และเป็นผู้ใหญ่ให้ได้
     
    -การ Escape จากโลกความจริงไปสู่โลกในจินตนาการ และการย้อนระลึกถึงอดีตในวัยเด็ก จริงๆ ปีเตอร์ แพนเป็นการ์ตูนที่สื่อถึงคอนเซ็ปต์การมีอยู่ของบริษัทดิสนีย์ได้ดีมากนะคะ
     
    เพราะตัววอลท์เองก็ชอบพูดเสมอๆ ในหลายประโยคเช่น
     
    "Adults are only kids grow up anyway”
    (หมายถึง ผู้ใหญ่เนี่ยจริงๆ แล้วก็คือเด็กที่โตขึ้นมาก็เท่านั้นเอง)
     
    หรืออีกประโยคที่ว่า
     
    “Nobody too old for a Disney movies”
    (ซึ่งหมายถึง ไม่มีใครแก่เกินกว่าจะดูการ์ตูนของดิสนีย์หรอก)
     
    เพราะความคลาสสิคของการ์ตูนดิสนีย์คือ แม้ภาพลักษณ์จะดูเป็นการ์ตูนเด็ก แต่จริง ๆ แล้วเนื้อหาสามารถตอบโจทย์ได้ทุกเพศทุกวัยนั่นเอง
    นอกจากวอลท์ ดิสนีย์จะสร้างปีเตอร์ แพน เวอร์ชั่นการ์ตูนในปี 1953 และ Peter Pan 2: Return to Never Land ปี 2002 แล้ว เรื่องของปีเตอร์ แพน ยังมีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดงจริงอีกหลายเรื่องทั้ง Hook (1991), Peter Pan (2003), Neverland (2011) และ Pan (2015)
     
    นอกจากนี้ Finding Neverland (2004) ที่เล่าชีวประวัติของ J.M. Barrie คนเขียนอีกด้วยค่ะ
     



    Create Date : 03 เมษายน 2562
    Last Update : 3 เมษายน 2562 17:33:22 น.
    Counter : 17 Pageviews.
    0 comment
    (โหวต blog นี้) 
    What I want from you is….your voice!
    16602829_1657632787864207_5766631036836217441_n

    ถ้าพูดถึงฉากประทับใจจากการ์ตูนเรื่อง The Little Mermaid รับรองได้เลยว่า ฉากที่แม่มดร่ายมนต์ล้วงคอเอาเสียงของแอเรียลไปเก็บไว้ในเปลือกหอย ขณะเธอกำลังเปล่งเสียงร้อง อ่า อา อา....ย่อมเป็นฉากที่อยู่ในใจของหลาย ๆ คน อย่างแน่นอน แต่รู้กันหรือไม่ว่า เจ้าเสียงเพราะๆของแอเรียลนั้น จริงๆแล้วเป็นเสียงของใคร?

    เธอคือ Jodi Benson เจ้าของเสียงโซปราโน ชาวอเมริกัน Jodi Benson มีชื่อเต็มๆ ว่า Jodi Marie Marzorati Benson เกิดวันที่ 10 ตุลาคม ปี 1961 โด่งดังสุดๆ ก็จากการพากย์เสียงและร้องเพลง ในบทแอเรียล จาก The Little Mermaid นี่ล่ะค่ะ (ซึ่งรวมไปถึงเสียงของวาเนสซ่าในขณะที่แม่มดแปลงร่างด้วยนะ!) ขณะที่เธอเป็นนักแสดงละครเวทีบรอดเวย์ร่วมกับ Samuel E. Wright (คนพากย์เปนเจ้าปูแดงเซบาสเตียน) Jodi ได้มาออดิชั่นกับทาง Disney ในเสียงของแอเรียลและได้บันทึกเสียงในบทของวาเนสซ่าไว้ด้วย ทางทีมงานดิสนีย์ซึ่งกำลังอยากได้คนพากย์เสียงในตอนพูดและตอนร้องเพลงเป็นคนเดียวกัน ทำให้ Jodi กลายเป็นตัวเลือกที่เพอร์เฟคสุดๆ สำหรับบทนี้ นอกจากนี้ เธอยังพากย์เป็น Barbie ใน Toy Story 2, Thumbelina จากการ์ตูน Thumbelina ของ Warner Bros. Jodi ได้รับการจัดชื่อในกลุ่ม Voice Animation ของ Disney Legend ในปี 2011

    ทีนี้คุณก็รู้แล้วใช่ไหมว่า จริงๆแล้วคุณควรไปขโมยเสียงของใครกันแน่?

    ไป Google หาฟังเสียงของเธอกันได้ในเน็ต อยากบอกว่ามีเยอะมาก และเสียงเพียวๆของเธอแบบไม่มีดนตรีก็เพราะมากด้วยค่ะ



    Create Date : 03 เมษายน 2562
    Last Update : 3 เมษายน 2562 17:24:46 น.
    Counter : 262 Pageviews.
    0 comment
    (โหวต blog นี้) 

    BlogGang Popular Award#15



    BabyInk
    Location :
      

    [ดู Profile ทั้งหมด]
    ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
     ฝากข้อความหลังไมค์
     Rss Feed
     Smember
     ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]



    :Writer
    :Wormbook
    :Traveler
    :Maldives Specialist
    :Wildlife Conservation Volunteer


    New Comments