คิดไม่ตก
ช่วงนี้คิดไม่ตกเรื่องการเลือกวันกลับเมืองไทย ตอนแรกฉันคิดว่าจะกลับช่วงกลางมีนาถึงกลางเมษา หลังต่อวีซ่าช่วงมีนาเรียบร้อย แต่สามีฉันดันเตรียมแผนการเดินเรือล่องแม่น้ำของปีนี้ช่วงต้นเมษา หลังจากที่คุณเธอดูตารางเวลาน้ำขึ้นน้ำลง และช่วงนั้นยังไม่ค่อยมีคนออกเรือมากนัก ด้วยความไม่อยากออกเรือช่วงเดียวกันคนอื่น ก็เลยเลือกช่วงนั้น แล้วทีนี้ฉันจะทำยังไงล่ะ พอฉันคุยกับสามี เขาก็ว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือพฤศจิกา-ธันวา ช่วงนั้นอากาศเริ่มหนาว แถมฟ้ามืดเร็ว เวลาในแต่ละวันสั้นลง มักเป็นเดือนที่หดหู่ ฉะนั้นช่วงนี้จึงดีที่สุด แต่ตัวฉันเกรงว่าจะลงแดงอยากกลับบ้านซะก่อน สุดท้ายคิดไปคิดมา เอาเท้าก่ายหน้าผาก เลยตกลงว่า มันดูยุ่งยากติดขัดเหลือเกิน ถ้างั้นก็กลับเดือนพฤศจิกาละกัน จะได้ไปด้วยกันทั้งสองคน ไม่ต้องทิ้งอีกฝ่ายอยู่คนเดียว เดี๋ยวจะหดหู่...

จริงๆ ฉันก็อยากกลับเมืองไทยคนเดียว แอบคิดเห็นแก่ตัวว่าจะได้เป็นโสด ว่างๆ โล่งๆ อยากทำ อยากซื้อ อยากไป อยากกินอะไรได้สะดวกใจ ไม่ต้องคอยดูแลเป็นห่วงสามี แต่คิดอีกทีไปด้วยกันก็ดี สามีฉันจะได้เห็นสวนที่พ่อแม่ฉันเพิ่งไว้บนเขาใกล้น้ำตกแก่งซอง สวนผลไม้หกไร่ที่ๆ บ้านฉันกำลังเห่อ พ่อถึงกับบ่นไม่อยากไปทำงานตั้งแต่มีสวน กลัวคนขโมยผลไม้บ้างล่ะ ตอนนี้ก็กำลังตัดแต่งสวนใหม่ให้ดูเรียบร้อย วางระบบน้ำไฟใหม่ พ่อฉันถึงขนาดต้องแวะขึ้นไปดูหัวกะโหลกที่ซื้อมาใหม่สำหรับบ่อน้ำ แม่ฉันที่ขี้เห่อพอๆ กันยังแซวว่า หัวกะโหลกอันละห้าร้อยกว่าบาท ถึงกับกลัวคนขโมย ต้องหลบงานขึ้นเขา ส่วนแม่ฉันก็ใช่ย่อย เห่อจัด ตรากตรำกรำแดดทำสวน รดน้ำต้นไม้เอง ขึ้นไปเฝ้าคนงานทั้งวันจนถึงกับเป็นหวัดแดด ส่วนน้องสาวฉัน นั่นก็ไม่เคยเห็นสวนเหมือนกับฉันนี่แหล่ะ เห่อไม่แพ้กัน ถึงขนาดโทรทางไกลจากอเมริกามาเกณฑ์ให้พ่อแม่ปลูกมะนาวขาย เพราะมะนาวเป็นทอง (มะนาวเป็นทองตั้งแต่เมื่อไหร่ฟะ) ปลูกมะลิบ้าง อะไรบ้าง แถมยังส่งเมลล์มาบอกฉันว่า ยกสวนให้ฉันกับสามี ส่วนเธอขอปลูกไม้สักหนึ่งไร่(เอากะมันสิ ทำเหมือนเป็นของตัวเอง...)

ส่วนฉันก็เห่อไม่น้อยหน้าใคร
เห่อที่พ่อแม่จะได้ไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติวันเสาร์-อาทิตย์ตามประสา พ่อฉันจะเกษียณอีกสองปีจะได้มีอะไรทำไม่เบื่อ นั่งแก่หน้าทีวีอยู่ที่บ้าน พ่อแม่จะได้ไม่ต้องเอาแต่คอยดูแลหอพัก วุ่นวายกับบรรดาเด็กวัยรุ่นวัยร้ายทั้งหลายตลอดเวลา
เห่อที่ความฝันที่จะได้มีที่ๆเป็นธรรมชาติบนฝั่ง นอกเหนือจากทะเลที่สองคนผัวเมียจะพากันไปเผชิญ เอ้ย ผจญภัย ฉันแอบหวังว่าวันหนึ่งพ่อคุณจะอยากไปอยู่เมืองไทยบ้านเกิดเมียบ้างเป็นระยะๆ หลังจากที่อยู่มาสี่ปี ไม่ประทับใจ เข้าขั้นรังเกียจ สร้างความอึดอัดใจให้ฉันอย่างแรง เพราะวันนึงฉันก็อยากกลับบ้านไปอยู่ใกล้พ่อ แม่ น้องสาวนี่นา ฉันเลยคิดว่าสวนที่พ่อแม่ซื้อไว้อาจะเป็นเครื่องดึงดูดใจบ้าง อย่างน้อยก็สงบ ธรรมชาติ ไม่มีรถราวิ่งวุ่นวาย ไม่มีคนพลุกพล่านให้เวียนหัวอย่างที่พวกฉันชอบ...





Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2554 17:55:36 น.
Counter : 198 Pageviews.

1 comment
10-01-11
หลังจากมุ่งมั่นลดน้ำหนักอยู่สี่วัน ปรากฏว่าความตั้งใจล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง สามีฉันแซวว่า คิดอยู่แล้วว่าทำได้ไม่นาน เพราะเห็นฉันกินแล้วไม่น่าไปรอด แถมยังนั่งขำอยู่พักใหญ่ ฉันเลยต้องเปลี่ยนแผนมาเป็นกินอย่างระมัดระวัง ไม่ตะกละตะกลามมูมมามกินเหมือนเมื่อปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ผลที่ได้คือ สามีฉันเข้มงวดกับการกินของฉันจนรู้สึกกดดันอย่างแรง เมื่อคืนก่อนนอนท้องร้องทั้งคืนเนื่องจากกินไม่อิ่ม จะลุกขึ้นมากินกลางดึกก็ไม่ใช่นิสัยที่ดี เลยต้องทนจนเช้าลุกมากินกาแฟกับขมมปังทาแยมหนึ่งแผ่นก่อนกลับไปขดตัวใต้ผ้าห่มต่ออีกชั่วโมงครึ่ง ก่อนจะสะดุ้งตื่นเพราะแม่ฉันโทรมา

พูดถึงแม่ฉันก็มักจะนึกขำทุกที แม่ฉันชอบโทรมาหาแล้วบอกว่า
แม่ “นี่...ตัวเอง อี้ส่งเมลล์ให้นะ ได้รับรึยัง”
ฉัน “เหรอ ไม่มีอินเตอร์เนต เปิดดูไม่ได้”
แม่ “อ้าว...เหรอ อี้เขียนไปว่า บลา บลา บลาๆๆๆ....”
ฉัน “อื้ม”
จากนั้นมา พอแม่ฉันส่งเมลล์ให้ฉันแล้วก็มักจะโทรตามหลัง เพื่อบอกฉันว่าเขียนว่าอะไร จนฉันรู้ไต๋ ทุกครั้งฉันจะถามว่าส่งมาว่าอะไรล่ะ แล้วคุณเธอก็จะเล่าจนหมด หลังๆ ชักบ่อย ฉันเลยต้องบอกว่าถ้าส่งเมลล์แล้วโทรมาเล่าเรื่องเดียวกับที่เขียนมาล่ะก็ โทรมาเล่าให้ฉันฟังโดยตรงเลยดีกว่า แล้วแม่ฉันก็จะตอบว่า “เออ...จริงด้วย”

ว่าแล้วก็ขอเม้าท์ต่อ แม่ฉันเป็นคนตลก มักจะมาเล่าเรื่องตลกที่เจอที่ทำงานให้พ่อ น้องสาว และฉันฟังเกือบทุกวัน เล่าไปพวกเราก็ขำกันขี้แตกขี้แตน พอเห็นพวกเราขำคุณเธอก็เล่าต่อ แต่เรื่องเดิม เริ่มต้นเหมือนเดิม ครั้งที่สองก็ยังขำอยู่ แต่คุณเธอไม่จบแค่นั้น เธอเริ่มเล่าเหมือนเดิมเป็นรอบที่สาม พวกเราก็นั่งขำ แต่ครั้งนี้ขำที่แม่เล่นเล่าซ้ำๆ กันอยู่สามรอบ จนพวกฉันต้องบอกว่า พอแล้วล่ะ เล่ามาสามรอบแล้ว ไม่ขำแล้วล่ะ แม่ฉันก็จะตอบว่า “อ้าวเหรอ ฉันเล่าสามรอบแล้วเหรอ” เหวอ... บ้านฉันรักกันมาก แม้ตัวจะไกลกัน ฉันอยู่ฝรั่งเศส น้องสาวฉันอยู่อเมริกา แต่มีเรื่องอะไรก็ถึงกันตลอด บางทีฉันมีเรื่องไม่สบายใจเล่าให้น้องฟัง เพราะไม่อยากเล่าให้แม่ไม่สบายใจ แต่มั่นใจได้เลยว่าถึงหูพ่อแม่ฉันทันที จะว่าไปแล้วมันก็เป็นกำลังใจให้เข้มแข็งขึ้น ให้ได้คิดมากขึ้น สุดท้ายก็สบายใจกลับมาตั้งสติคิดต่อ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไป ฉันว่าการใกล้ชิดกับครอบครัวมีแต่สิ่งดีๆ ขนาดสามีฉันยังชอบครอบครัวฉันมาก เพราะเขามักจะเห็นพวกฉันเล่นกัน คุยกันตลกขำขันอยู่ตลอดเวลา บางทีเขาก็ไม่เข้าใจที่พวกฉันพูดกันหรอก แต่ด้วยบรรยากาศสนุกสนานก็ทำให้เขาสุขใจไปด้วย ถ้าวันนึงฉันมีลูก มีครอบครัวของตัวเอง ฉันก็อยากให้ความสัมพันธ์ของพวกเราเหมือนกับความสัมพันธ์ของพ่อ แม่ น้องสาว และตัวฉัน...

ปล. วันนี้ไม่ใช่วันครอบครัว แต่ฉันแค่นึกอย่างเขียนถึงครอบครัวขึ้นมา อีกอย่าง สำหรับฉัน ทุกวันถือเป็นวันครอบครัว..



Create Date : 10 มกราคม 2554
Last Update : 10 มกราคม 2554 16:54:31 น.
Counter : 200 Pageviews.

2 comment
ปีใหม่ คนเดิม…
ปลายปีที่แล้วมีอะไรๆ ให้ครุ่นคิดหลายอย่าง แถมตะบี้ตะบันกินจนเกิดเบื่อการกินขึ้นมา (ไม่น่าเชื่อ...) น้องชายสามีและแฟนเขามาฉลองวันคริสตร์มาสกับพ่อสามี พร้อมกับข่าวดีคือ ทั้งสองคนกำลังจะมีลูก แฟนสาวตั้งท้องได้สี่เดือน เป็นข่าวที่สร้างความดีใจพร้อมกับงุนงงให้กับทางครอบครัวสามี มีการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นภายในครอบครัว สามีฉันไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ เพราะคิดว่าน้องชายเขาน่าจะได้คนดีกว่านี้ แถมฝ่ายหญิงก็อายุมากกว่าหลายปี อีกอย่างทั้งคู่คบกันมาแค่สองปี (ฉันว่าเป็นพี่ใครน้องใครก็คงคิดแบบนี้ ด้วยความรักน้องนั่นเอง) แต่สำหรับฉันเวลาไม่ใช่สิ่งสำคัญ ไม่ได้เป็นเครื่องบอกว่าทั้งสองคนไม่พร้อมที่จะสร้างครอบครัว มีสมาชิกเพิ่มแต่อย่างใด แต่ถึงอย่างนั้นก็เหอะ เรื่องนี้ทำให้ฉันแอบอิจฉาอย่างรุนแรง เพราะฉันเองก็อยากมีลูกซะที บวกกับดีดีนเพื่อนสนิทสามีเพิ่งคลอดลูกน้อยน่ารักออกมา ความอิจฉาก็ขยายความรุนแรงขึ้นไปอีก แต่ใจไม่กล้าเนื่องจากฉันคิดว่ายังไม่พร้อม เรื่องมีลูกฉันกับสามีวางแผนไว้ว่าจะมีตอนอายุสามสิบห้า

สามีฉันอย่างล่องเรือรอบโลกเสียก่อน ส่วนฉันไม่จำเป็นต้องล่องเรือก่อนมีลูก เพราะถ้ารอถึงตอนนั้นก็คงแก่เกินกว่าร่างกายจะรับได้ สามีฉันอยากให้ฉันได้สัญชาติฝรั่งเศสเสียก่อน ซึ่งก็ต้องรออีกสามสี่ปี เหตุผลคือการเป็นคนไทยอย่างเราไม่สามารถเข้าออกประเทศต่างๆ ตามสะดวกได้เหมือนคนฝรั่งเศส บางทีฉันก็คิดว่ามันมีปัญหาทางการทูตหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรึป่าว ฉันไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอก แต่ฉันรู้แต่ว่าการที่คนไทยอย่างเราเมื่อต้องการไปต่างประเทศที ต้องขนต้องหอบเอกสารมากมายไปขอร้องสถานทูตนั้นๆ เพื่อขอเข้าประเทศ (โดยเฉพาะเอกสารทางการเงิน) อย่างการที่ฉันจะมาอยู่ฝรั่งเศสก็ต้องวุ่นวายอยู่หลายเดือน ในขณะที่คนฝรั่งเศสที่อยากมาบ้านเรากลับซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วเหยียบแผ่นดินไทยได้ง่ายๆ หรือถ้าจะเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างสิงคโปร์ คนไทยได้สิทธิ์สิบสี่วัน ขณะที่คนฝรั่งเศสได้สิทธิ์สามสิบวัน หรือมาเลย์เซีย คนไทยได้สิทธิ์สามสิบวัน ขณะที่คนฝรั่งเศสได้สิทธิ์เก้าสิบวัน ฉันว่ามันต้องมีปัญหาตรงไหนสักที่แหงๆ... สรุปว่า เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากเกี่ยวกับการเข้าเมืองขณะล่องเรือที่ไม่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนของพวกฉัน ฉันจึงควรจะมีสัญชาติฝรั่งเศสเสียก่อน จริงๆ แล้วฉันจะเตรียมการขอวีซ่าล่วงหน้าในการเทียบท่าในประเทศต่างๆ ในฐานะลูกเรือก็ได้ แต่สำหรับพวกฉันไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการล่องเรือ พวกฉันต้องการอิสระที่จะไปไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องคอยมาวุ่นวายขอเข้าออกที่ๆ พวกฉันอยากหยุด...

สำหรับปีนี้จึงเป็นวางแผนล่องเรือในฝรั่งเศสไปก่อน โดยพวกฉันจะรอให้ถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือช่วงที่อากาศไม่หนาวแล้วล่องลงไปจนถึงบอร์กโดซ์เข้าสู่แม่น้ำจีรง แล้วเอาเสากระโดงเรือลงที่นั่นเพื่อสามารถลอดใต้สะพานได้ แล้วล่องตามแม่น้ำลงไปทางใต้ด้วยมอเตอร์ โดยใช้เส้นทางคลองต่างๆ จากนั้นก็ล่องขึ้นมาจนถึงลียง พวกฉันจะหยุดที่นี่ เพื่อเอาเรือขึ้นที่อู่ต่อเรือเมต้า แล้วให้อู่พ่นทรายใต้ท้องเรือ พวกฉันคิดว่าจะหาที่จอดเรือที่ไหนสักแห่งแถวนั้นในช่วงหน้าหนาว แล้วเช่าบ้านอยู่ตลอดหน้าหนาว พวกฉันลงความเห็นว่าการใช้ชีวิตบนเรือช่วงหน้าหนาวค่อนข้างลำบากเกินจะรับได้ โดยเฉพาะเรือลำนี้เป็นเรือสำหรับอยู่ในอากาศร้อนมากกว่าอากาศหนาวแบบนี้ ระหว่างนั้นเราจะได้ทำงเรือให้เสร็จสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วค่อยล่องขึ้นแม่น้ำแซนก่อนจะออกทะเลที่แคว้นเบรอตาญจนถึงลา โรแชล เป็นการวางแผนคร่าวๆ จนถึงกลางปีหน้า...

ปล. เริ่มดำเนินการลดน้ำหนักตามสูตร ไม่ได้แตะข้าวมาสี่วันแล้ว อุตส่าห์สู้ทนทั้งๆ ที่อากาศหนาว ร่างกายต้องการความอบอุ่น แต่น้ำหนักกลับไม่ลดลงสักขีด ฉันควรจะสู้ทนต่อมั้ยเนี่ย...



Create Date : 06 มกราคม 2554
Last Update : 6 มกราคม 2554 17:39:30 น.
Counter : 181 Pageviews.

2 comment
เครื่องบินเล็ก



เมื่อหลายเดือนก่อนฉันมีโอกาศได้ขึ้นเครื่องบินเล็ก หนัก 500 กิโล ปีกทำจากไม้อัดแล้วหุ้มด้วยผ้าใบ ส่วนตัวเครื่องก็ทำจากไม้แต่ฉันลืมไปแล้วว่าเขาเคลือบด้วยอะไร แต่ที่แน่ๆ น่ากลัวมั่กๆ เครื่องบินลำนี้สามารถรับผู้โยสารได้สามคน และนักบินอีกหนึ่งคน ครั้งแรกที่ขึ้นไปนั่ง ฉันมีความรู้สึกเหมือนอยู่ในกล่อง ตอนเครื่องวิ่งไปตามรันเวย์ ฉันรู้สึกถึงปีกที่สั่นอย่างรุนแรง หัวเครื่องส่ายไปมา ก่อนที่จะค่อยๆ เหิรขึ้นฟ้าพร้อมกับหางที่ส่ายไปมา พวกฉันใช้เวลาในการบินประมาณครึ่งชั่วโมงเหนือเขต Charente เห็นเรือเราที่จอดอยู่ริมแม่น้ำลิบๆ ความทรมานที่นั่งอยู่บนเครื่องบินเล็กลำนี้คือ อากาศที่ร้อนจัด ก้นฉันอยู่เหนือเครื่องยนต์ที่สั่นพับๆ แถมส่งความร้อนแผดเผาตู๊ดฉันตลอดสามสิบนาที ได้ขึ้นเครื่องบินเล็กสมใจอยาก พากันเดินออกจากเครื่องเหงื่อแตกพรั่กๆ ดีใจที่ได้มีประสบการ์แบบนี้ แต่ฉันกับสามีคุยกันว่า ครั้งเดียวก็เกินพอ เอาชีวิตขึ้นไปอยู่ในกล่องไม้อัดบินได้แบบนี้ มันว้าวุ่นใจเกินกว่าจะยอมให้มีครั้งที่สอง...

ปล. เอาเรื่องเมื่อหลายเดือนก่อนมาเล่าเพื่อเอาใจญาติผู้พี่ เห็นว่าลูกชายชอบเครื่องบินและเรือ เลยเอารูปมาฝากหลายชายซะหน่อย...แล้วอย่าลืมบอกหม่าม๊าให้หาของมาสมนาคุณอี้ใหม่บ้างนะ



Create Date : 24 ธันวาคม 2553
Last Update : 24 ธันวาคม 2553 5:23:19 น.
Counter : 223 Pageviews.

1 comment
แอบดูเรือที่ท่าเรือ Minimes...






เมื่อวันก่อนพวกฉันฝ่าลมหนาวที่พัดมาจากทางเหนือ และฝนที่เทวดากั้นไม่อยู่ปล่อยลงมาทั้งวันมาหลายวันแล้ว ออกไปท่าเรือมินีมส์ ท่าเรือที่มีเรือมากถึงสี่พันลำ แต่ตามสถิติจะออกเรือเพียง 11 วันต่อปี พวกฉันไปแอบดูว่าเรือชาวบ้านเค้าทำกันสาด (เรียกแบบคนอยู่บ้าน) กันยังไง เผื่อจะได้ไปปรับใช้กับเรือพวกฉัน เท่าที่ดูส่วนใหญ่จะมีลักษณะเหมือนๆ กันทุกลำ เป็นแบบโครงสแตนเลสสามส่วนพับได้ ขึงด้วยผ้าใบ ซึ่งเป็นแบบที่สามีฉันไม่ต้องการ สามีฉันต้องการแบบที่ไม่ต้องพับเข้าพับออก แข็งแรงทนทานทุกสภาพอากาศเมื่อออกเรือ ในขณะที่ เรือส่วนใหญ่ที่เราเห็นๆ กันนั้น มักจะเป็นเรือที่ใช้สำหรับชวนเพื่อนๆ มาดื่มกัน หรือไม่ก็เอาออกมาแล่นรับลมปีละสองอาทิตย์ช่วงหน้าร้อน เรือส่วนใหญ่ก็จอดนิ่งๆ อยู่ตามท่าเรือ มีทั้งใหม่เอี่ยมอ่อง วัยกลางคน ไปจนถึงใกล้ตายไม่มีใครเหลียวแล ฉันเห็นก็เสียดายที่เรือไม่ได้เล่นบทของมันอย่างเต็มที่ เรือมีไว้แล่นอยู่กลางน้ำ ให้ใบเรือได้ไหวลู่ลม ได้แกว่งไปโยนมาตามกระแสคลื่น สูดอากาศบริสุทธิ์กลางทะเล แต่เรือที่อยู่ตามท่าเรือช่างน่าสงสารนัก ต้องเผชิญกับคราบน้ำมันผิวน้ำ ไม่ได้หายใจหายคออย่างที่มันควรจะเป็น อยู่กันอย่างแออัดยัดเยียดเบียดกันไปมา ที่สำคัญเรือไม่ได้มีราคาลำละสามพัน ทำไมคนช่างรวยนักซื้อมาปล่อยลอยน้ำสู้แดด สู้ฝนตามลำพังซะอย่างงั้น ซื้อมาจับมันปีละครั้ง ครั้งละสิบกว่าวัน ฉันว่าเรือพวกนี้อาจจะรู้สึน้อยใจเจ้าของมันก็ได้นะ...

สองชั่วโมงผ่านไป เดินจนขาลาก แต่กลับเดินไปได้ครึ่งเดียว ไปต่อไม่ไหว ก็เลยตัดสินใจกลับดีกว่า ตอนเดินกลับพวกฉันเห็นเรืออลูมิเนียมสีขาวแถบฟ้าลำนึง ดูไกลๆ ดูดี เลยขยับเข้าไปใกล้ ฉันเดินวนไปมา ส่องเข้าส่องออก ทั้งข้างนอกข้างใน ดูท้ายเรือ หัวเรือ สรุปว่าติดใจ เรือทำจากอลูมิเนียม แข็งแรงทนทาน ยาว 12.60 เมตร กว้าง 4.20 เมตร เป็นเรือสัญชาติสเปนต่อจากอู่ต่อเรือสเปนคุณภาพสูง (แถมบอกขายอีกต่างหาก) ฉันแอบส่องข้างใน เห็นแล้วใช่เลย เรือในดวงใจสำหรับอนาคตตอนมีลูกมีเต้า พอกลับถึงบ้านพวกฉันก็พุ่งไปดูในเว็บไซต์ที่ประกาศขายเรือ โอ้...จอร์จ !!!!! นอกจากจะรอให้มีลูกแล้ว คงต้องรอให้กระเป๋าตังค์ใหญ่กว่านี้ ตอนนี้อยู่ในเรือน้อยมีรักลำนี้ไปก่อนละกัน...



Create Date : 24 ธันวาคม 2553
Last Update : 24 ธันวาคม 2553 4:59:17 น.
Counter : 254 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  

Tibou
Location :
Phisanulok  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เด็กอ้วนถือกำเนิดกลางตลาดเมืองสองแคว เมื่อ 31 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ชีพจรลงเท้าไปเรียนประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างชีพจรก็พาสองเท้าเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเมืองน้ำหอมพร้อมกับความตั้งใจที่จะพูดภาษาฝรั่ีงเศสที่ใฝ่ฝันอยากเรียนสมัยมัธยมให้ได้ แล้วอุบัติรักกับหนุ่มเมืองน้ำหอม(สามีสุดเลิฟ)ก็เกิดขึ้น ปัจจุบันย้ายกลับมาอยู่ฝรั่งเศสอีกครั้งพร้อมทำหน้าที่แม่บ้าน กรรมกร(บนเรือ)กับสามีอันเป็นที่รัก พร้อมกับพยายามสานฝันอาชีพนักแปลให้สำเร็จ เพื่อให้นักอ่านบ้านเราได้มีโอกาสสัมผัสวรรณกรรมฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น สองคนผัวเมียตั้งฝันเดินทางรอบโลกด้วยเรือลำน้อยของเราในอีกสามปีข้างหน้า จุดหมายไปทางยังไม่ระบุ ที่แน่ๆขั้วโลกอยู่นอกเส้นทาง