สี่ล้อหมุนไปในกาะใต้
เมื่อเราเจอกัน เราแลกเปลี่ยนความคิดถึงกัน....

มีต่อ



Create Date : 08 ตุลาคม 2554
Last Update : 8 ตุลาคม 2554 21:06:02 น.
Counter : 347 Pageviews.

2 comment
ึครั้งแรกกับพาหนะเหิรฟ้า
ดิฉันอายุ 37 ปีหมาด ๆ ค่ะ ออกจากงานมาเกือบ 9 เดือน แล้วค่ะ ชีวิตช่วงนี้ก็สุก ๆ ดิบ ๆ อารมณ์แปรปรวนเป็นครั้งคราว เนื่องจากเงินทองเริ่มร่อยหรอ เป็นภาวะที่กัดกร่อนจิตใจพอสมควร เป็นคนมีความรู้และเคยอยู่ในตำแหน่งระดับผู้บริหารค่ะ แต่ขอยังไม่กล่าวถึงประวัติส่วนตัวในตอนนี้นะคะ ว่าง ๆ เลยเขียนประสบการณ์ของตัวเองที่ยังสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้ทุกครั้งที่นึกถึงและยังเป็นเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ทุกครั้งที่ดิฉันได้เจอะเจอเพื่อนคนนี้ ตามมาค่ะ ตามมาลุ้นกัน



ย้อนเวลากลับไปเมื่อต้นปี ๒๕๔๐



เพื่อนรัก ลาออกจากงานหนีรักขมไปเรียนต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ ได้ ๖ เดือน พวกเราวางแผนกันล่วงหน้ากว่า 1 ปีว่าต้องเที่ยวด้วยกันสักครั้งที่ประเทศนี้ก่อนกลับประเทศไทย ด้วยความมานะพยายามในการเก็บเงินโดยการเล่นแชร์มือละ 5000 บาท ของฉัน จนเก็บเงินได้ตามงบ 50000 บาท คือจำนวนเงินที่ฉันต้องใช้จ่ายในการเดินทางอยู่กินในนิวซีแลนด์เป็นเวลา ๒ สัปดาห์ ตอนที่วางโครงการไว้ ค่าเงินบาทยังไม่ตกฮวบฮาบ 1 เหรียญนิวซีแลนด์ยัง 17-18 บาท แต่พอช่วงเดือนที่ออกเดินทางน่ะสิ ขณะนั้นปี 2540 ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็น 25-26 บาท แลกได้ หนึ่งเหรียญ เงินห้าหมื่น จะทำอะไรได้บ้างมาดูกันตั้ง Budget ไว้ 50,000 บาทถ้วน

1.จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินให้กับบริษัทธนิยะ ทราเวล ไป 24900 บาท เป็นตั๋วไป-กลับ ชั้นประหยัดค่ะ การจอง และจัดทำตั๋วทั้งหมดทั้งสิ้นต้องขอบคุณคุณเพื่อนเค้าค่ะ เพราะเธอจัดการให้หมด โดยบริษัทที่ออกตั๋วเป็นบริษัท น้าเธอเอง ฮ่า เดี๋ยวค่อยมาเล่าว่าประทับใจแค่ไหน จากการซื้อตั๋วจากบริษัทนี้..

2. เงินที่เหลือทั้งหมด 25100 บาท ฉันก็อาศัยบริษัทดังกล่าวข้างบนล่ะค่ะ แลกเงินดอลล่าห์ นิวซีแลนด์ แบบ สุด ๆ ได้มา $ 1050 นิวซีแลนด์ค่ะ

สรุปฉันมีตั๋วไป-กลับ 1 ใบ , เงิน $ 1050 นิวซีแลนด์ และด้วยความสงสารจากคุณอา คิดว่าเงิน $ 1050 มีค่าเท่ากับ 1050 บาท เลยให้ยืมติดตัวไปอีก 10000 บาท ฮา..แลกเป็นเงิน ดอลล่าห์ ออสเตรเลีย ได้ 333 เหรียญ แลกที่สนามบินโดยคุณนายเอ เพื่อนรัก


เปิ่นก่อนขึ้นเครื่อง

 


วันนั้นฉันเดินทางไปสนามบินกับน้องสาว และคุณนายเอ ที่พอจะรู้เรื่องการขึ้นเครื่องบ้าง เราไปถึงก่อนเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ตอนนั้นไม่ทราบอะไรเลย ฉันไปเช็คอินถุงทะเลที่ภายในบรรจุมาม่าต้มยำทะเลไป ๓๐ ห่อ ประเทศนี้ค่อนข้างเข้มงวดเรื่องอาหารนำเข้าประเทศค่ะ เสร็จเรียบร้อยดูในตั๋วบอกว่าเวลาเครื่องออกคือประมาณ 6 โมงเย็น ขณะนั้นเวลาประมาณ 4 โมงเย็น พวกเราจึงไปนั่งคุยกันที่ เคเอฟซี ฉันบอกเพื่อนว่ามีเงินสดที่ยังไม่แลกอีก 10000 บาท ให้พาไปแลกด้วย เพื่อนคนดีบอกว่าเดี๋ยวก่อนก็ได้ยังเหลือเวลาอีกเยอะ เดี๋ยวจะพาไปแลกธนาคารที่ให้อัตราแลกเปลี่ยนมากกว่านี้ (ฉันไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ แล้วที่ไหนก็ราคาไม่ต่างกัน เชื่อหล่อนค่ะ) ขณะนั้นฉันมีมือถือที่เปิดรอการติดต่อจากคนคนหนึ่ง ใจก็กระวนกระวาย  ไม่มีการติดต่อมาเสียที ราว ๆ 5 โมงฉันเลยตัดสินใจเป็นฝ่ายโทร คุยเสร็จ ๆ แล้วจะได้ฝากเครื่องน้องสาวกลับ ฉันโทรไปเจ้าของเครื่องไม่ได้รับสายหรอกค่ะ เป็นเพื่อนสนิทของเค้ารับสาย สอบถามได้ความว่าอยู่ที่โรบินสัน และไปเข้าห้องน้ำ ฉันก็รู้สึกเศร้าเสียใจว่าถึงคราวต้องตัดใจแล้วสิ ฉันเลยฝากบอกไปว่าฉันอยู่ที่เคเอฟซี ชั้น 2 ที่สนามบิน และฝากความคิดถึงถึงเค้าด้วย จากนั้นฉันก็ปิดมือถือ และจะกลับไปนั่งรอเวลา เครื่องออก !! ฉันยังไม่รู้ตัวเลยว่า จริง ๆฉันควรเข้าไปอยู่ข้างในแล้ว..  ตามมาสิคะอะไรจะเกิดขึ้นกับฉัน ขณะที่ฉันมีอาการเศร้า และกำลังเดินเหม่อ ๆ กลับไปที่ร้านเคเอฟซี มีผู้หญิงและผู้ชายหน้าตาคุ้น ๆ เดินตรงเข้ามา และหยุดอยู่ตรงหน้า ฉันนิ่งอึ้งมองหน้าเหมือนฝัน เอ๊ะ ! หรือนี่เป็นความฝัน หรือว่าฉันอยู่ที่โรบินสัน? ผู้ชายคนนั้นคนที่ฉันโทรหาเมื่อ 2 นาทีก่อนมายืนอยู่ตรงหน้า ฉันพูดไม่ออกไปกว่า 5 นาที หลังจากที่เริ่มตั้งสติได้ ใบหน้าที่เศร้า ๆ เหม่อ ๆ ของฉันกลายเป็นรอยยิ้มทั้งน้ำตา อ้าว แล้วทำไมต้องมีน้ำตาด้วยล่ะ อ้าวก็มันดีใจนี่ เวลาก็ผ่านไปเรื่อย ๆ ฉันพาเค้าไปแนะนำกับเพื่อน และน้องสาว หลังจากนั้นเพื่อนก็ไปแลกเงินให้ ฉันกับเค้าไปยืนรอและดูหน้าจอบอกเวลาเครื่องออก เค้าเลยขอดูตั๋วฉัน ตอนนั้นคาดว่าเวลาประมาณ 5 โมงกว่าแล้ว ปรากฏว่าเที่ยวบินไปนิวซีแลนด์ของฉัน มีไฟกระพริบ “FINAL CALL” เค้าบอกฉันว่าฉันควรเข้าไปได้แล้ว เพราะฉันต้องผ่านการตรวจ Passport ด้านในอีก อย่างน้อย 2 ด่าน!!  เท่านั้นแหละคะ หัวใจฉันมีอาการเต้นผิดจังหวะ เหมือนหัวใจจะวาย ไม่มีอาการเศร้า เหม่อ หรือว่าดีใจ Final Call ยังกระพริบถี่ ๆ หัวใจเต้นรัว เจ้าเพื่อนตัวดียังไม่กลับมาจากแลกเงิน  ฉันตัดสินใจไม่รอ และเริ่มเดินแกมวิ่งไปพร้อม ๆ กับเค้าที่ยังตามไปให้กำลังใจ เพื่อนเดินสวนทางกลับมา ฉันโล่งอก แต่อดอยากรู้ไม่ได้ “ไปแลกถึงไหนจ๊ะ” “อาคาร 2 อะไรทำนองนี้แหละ” เพราะขาดคำ ฉันก็วิ่ง ๆๆๆๆ อย่างเดียว แบกเป้ง่าย ๆ 1 ใบ พร้อมหินหัวใจจากผู้ชายคนนั้นติดตัวไปด้วยใจที่พองโต เที่ยวครั้งนี้ชื่นฉ่ำหัวใจ ต้องขอบคุณเค้าคนนั้นที่ทำให้ฉันประทับไม่มีวันลืม เป็น First Surprised สำหรับฉันเลย และหลังจากนั้น.....ฉันก็โชคดีตลอดเส้นทาง

 


เปิ่นบนเครื่อง

 


ฮา.....ในที่สุด (Finally=ไฟนอลลี่) ฉันเงอะ ๆ งะ ๆ เดินตามทางเดินเข้าไปตัวเครื่องบิน มีทางแยกซ้าย และตรงไป ฉันตัดสินใจเดินตรงเพราะส่วนใหญ่เค้าเดินตรง และดีใจที่เลือกไม่ผิด เพิ่งมารู้ว่าที่แยกซ้ายน่ะ เค้าเป็นทางเดินเข้าเครื่องของชั้น First class หรือ Business class ก็ได้ ฉันเดินเปะ ๆ ปะ ๆ เจอกัปตันของสายการบิน British Airways ฉันสาดยิ้มอย่างไม่ยั้ง คล้ายขอความช่วยเหลือกลาย ๆ แล้วตูจะเดินไปทางไหนหวา?  ตอนนั้นเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ภาษาอังกฤษของฉันน่ะหรอ แย่กว่าเด็กอนุบาลสมัยนี้เสียอีก  แหมเหมือนเค้าจะอ่านใจฉันออก เค้าก็มองตั๋วในมือฉัน และเดินนำฉันไปส่งถึงที่นั่งเลยล่ะค่ะ  ประทับใจจัง แถวที่นั่งมีสามี-ภรรยา ชาวออสเตรเลียนั่งอยู่ก่อน ฉันนั่งติดทางเดินค่ะ เฮ้อ! อดนั่งติดหน้าต่างเลย แหม มันก็ตื่นเต้น อยากเห็นเมฆ ท้องฟ้า อะไรประมาณนั้น  ตอนนั้นนั่งกำหินรูปหัวใจก็สุขจนบอกไม่ถูกแล้ว 1.ไม่ตกเครื่อง 2.มีเรื่องประทับใจและไม่ต้องอกหัก 3.จะได้เจอเพื่อนและได้เที่ยวอย่างที่วางแผนไว้ นั่งอยู่บนเครื่องที่ชุลมุนวุ่นวาย และได้ยินเสียงประกาศว่าเครื่องจะออกช้ากว่ากำหนด 1 ชั่วโมง

 


เปิ่นบนเก้าอี้กับอุปกรณ์รอบตัว

 


ฉันจึงนั่งแช่อยู่กับที่นั่งเฉย ๆ ไม่กล้าลุกไม่กล้าทำอะไร เริ่มจากสังเกตคนข้าง ๆ รัดเข็มขัด ฉันทำตามบ้าง เสียบเข้าไป แต่ฉันไม่รู้หรอกว่าจะถอดออกอย่างไร นั่งเงียบ ๆ อยู่อย่างนั้น ได้แต่คิดว่าจะทำยังไงดีถ้าต้องการเข้าห้องน้ำ ได้แต่มองคนรอบ ๆ แต่ก็ยังไม่ใครเฉลยวิธีปลดล็อคให้เห็นได้สักคน ทำไงดี ฉันเลยลองคลำไปคลำมา จนในที่สุดก็หาวิธีปลดล็อคจนได้ และลองทำประมาณ 20 กว่าครั้งจนแน่ใจแล้วว่ามันเป็นวิธีที่ถูกต้อง อืมโล่งไปเปาะ จากนั้นได้เวลาเครื่องขึ้น ได้มีการประกาศและสาธิตวิธีต่าง ๆ เอาละวา.. ฉันจะเข้าใจและจำได้หมดหรือไม่ เริ่มจากประกาศให้รัดเข็มขัด และปรับที่นั่งให้ตรง 2 ข้อนี้ไม่มีปัญหา เพราะฉัน Standby ตั้งแต่ได้มานั่งแล้ว จากนั้นก็เป็นการสาธิตต่าง ๆ ซึ่งฉันพอเข้าใจจากการสาธิต แต่ว่าไม่เข้าใจภาษาอังกฤษที่บรรยายเลย  ได้แต่คิดในใจว่าคงไม่เกิดกับเราหรอก จากนั้นเมื่อเครื่องไต่ระดับจนสามารถปลดเข็มขัด และปรับเอนเบาะได้แล้ว ฉันซึ่งไม่รู้อะไรเลย ยังคงนั่งตัวตรงและถูกรัดด้วยเข็มขัด ใจนั้นอยากจะปรับเบาะเอน และปลดเข็มขัดแทบตายแต่ก็ไม่กล้า เพราะเข้าใจว่า ต้องปลดเข็มขัด และปรับเบาะต้องทำพร้อมกัน  เปิ่นไหมล่ะคะ  นั่งทนอยู่ได้เกือบชั่วโมง สองชาวออสเตรเลียข้างฉันก็คุยกันกระหนุงกระหนิง เอนเบาะสบาย สุดท้ายหลังจากที่ทบทวนภาษาอังกฤษจนแน่ใจแล้วว่าเค้าต้องเข้าใจความต้องการของเราแน่ จึงเอ่ยปากออกไปว่า “ ไอ วูด ไล้ ....(I would like..) (ต่อจากนั้นก็เป็นท่าทางประกอบค่ะ) “ ผู้อ่านคงพอจะเดาออกนะคะว่ากิริยาที่แสดงประกอบคำพูดต่อจากประโยคภาษาอังกฤษที่อุตส่าห์นั่งเรียบเรียงอยู่เกือบชั่วโมงนั่นคือต้องการเอนปรับเบาะค่ะ..แหะ แหะ โธ่เอ๊ย ทำไมเพื่อนมันไม่บอกไว้วะว่า ปุ่มปรับเอนน่ะมันอยู่ด้านข้างซ้ายมือ เป็นปุ่มเล็ก ๆ กดลงไปแล้วก็ดันตัวให้เบาะเอน เหมือน ๆ ในรถทัวร์นั่นแหละท่านผู้อ่าน จากนั้นก็เป็นพวกอุปกรณ์หูฟัง ปุ่มต่าง ๆเพื่อฟังเพลงหรือฟังเสียงหนังที่เปิดฉาย  ไม่ต้องถามเลยฉันทำอย่างไร ไม่ทำเลยค่ะ เพราะยุ่งยากเกินกว่าที่ฉันต้องการสื่อสารได้

 


เปิ่นกับอาหารเครื่องดื่ม

 


เรื่องฮา ๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์ผ่านไปแล้วคราวนี้ถึงเรื่องอาหารและพวกเครื่องดื่มกันบ้าง “ เฮ้ย แก ถ้าแกขึ้นเครื่องไปนะ แกขอไวน์ขาวหรือไวน์แดงได้เลย บนเครื่องเค้าแจกฟรี ของแพง ๆ กินไปเถอะไม่ได้กินบ่อย” นี่เป็นคำบอกของเพื่อนตัวดีที่อาสาไปแลกเงินให้น่ะแหละ ฉันจำจนขึ้นใจเลย เมื่อการเสริฟครั้งแรกเกิดขึ้น ฉันยังไม่ทันตั้งตัว เพราะคุณแอร์โฮสเตส เค้าพูดภาษาอังกฤษเร็วปรือ ....(ฟุตฟิตฟอไฟ) ∂€©∞α∆↨‼↔¥ .....ฉันตอบไปโค๊กพรีส..Coke please!! Thank you. เธอเข้าใจความต้องการของฉันค่ะ หยิบโค๊กให้ 1 กระป๋อง  เป็นโค๊กกระป๋องเล็ก ๆ ของประเทศอังกฤษ ปริมาณกระดกที่เดียวหมดกระป๋องน่ะ ว๊าย..ตายแล้ว ฉันจะได้ชิมไวน์ไหมเนี่ย! สงสัยอยู่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้ชิมไวน์ตามที่เพื่อนแนะนำมา  ใจมันก็พะวักพะวนอยู่ พอสักพักเค้ามีการเสริฟอาหาร ตอนนั้นคิดว่าประมาณ 2 ทุ่มกว่า ๆ ตามเวลาไทย  เค้าจะเสริฟอาหารให้กับผู้โดยสารที่ระบุอาหารพิเศษก่อน    ฉันก็สงสัยว่าทำไมถึงเสริฟ 2 คนชาวออสเตรเลีย แล้วไม่เสริฟฉัน มองอาหารแล้วดูหน้าตาแปลก ๆ แต่ก็น่ารับประทานค่ะ ฉันก็เริ่มหิวแล้วเพราะทานไก่เคเอฟซีตั้งแต่ 4 โมงเย็น กลิ่นอาหารมันทรมาณเหลือเกิน แต่ก็ไม่กล้าถามอะไร พอสักพักเค้าก็จะเข็นรถสอบถามมาเรื่อย ๆ จนมาถึงฉัน  (ฟุตฟิตฟอไฟ)  ®╗Ω⅜↔№   อีกแล้วค่ะ ฉันตอบไปว่า Chicken please!!! Thank you.. ไก่ค่ะ ฉันเลือกไก่ ทั้ง ๆ ที่อยากได้เหมือน 2 คนข้าง ๆ แต่ไม่มีปัญญาจะบอก เลยได้ไก่หน้าตาอร่อย และก็อร่อย จริง ๆ ด้วย คิดว่าเป็นการกินอาหารฝรั่งครั้งแรกด้วย  ครั้งนี้ไม่มีปัญหาเรื่องเครื่องดื่ม เพราะมาเป็นเซ็ทมากับน้ำส้ม และน้ำเปล่า รอบนี้ฉันก็ยังไม่ได้ดื่มไวน์ซะที  เอาละค่ะ หลังมื้อนี้ฉันอิ่มแปร้ ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว  

 


จากนั้น 2 คนที่นั่งข้างฉันเริ่มพูดคุยกับฉันเป็นภาษาอังกฤษที่ฉันพอเข้าใจพอโต้ตอบได้ สุดท้ายฉันต้องบอกเค้าว่าฉันพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งเลย และเป็นการเดินทางครั้งแรก ไม่รู้อะไรเลย เพื่อนจะมารอรับที่สนามบิน คนที่เป็นภรรยาใจดีเค้าเลยเขียนเป็นภาษาอังกฤษให้ฉันพกติดตัวไปเวลาต้องการความช่วยเหลือ พอจำได้ว่า “She is Thai woman first time on aboard can speak a little English, please help her”. แปลเป็นไทยได้ความว่า” เธอเป็นผู้หญิงไทยเดินทางครั้งแรกไปต่างประเทศ และพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย กรุณาช่วยเหลือเธอ”  “You have a nice hair “เธอชมว่าผมของฉันสวย ฉันประทับใจมาก” ขอบคุณนะคะ 2 สามีภรรยาชาวออสเตรเลียเที่ยวบินเดียวกับฉัน เอาล่ะกลับมาเล่าต่อเรื่องไวน์สุดแพง ที่เป็นเป้าหมายสำคัญที่ฉันต้องลิ้มลองให้ได้ จากนั้นฉันได้ย้ายที่นั่งถัดไปข้างหลัง เพราะที่นั่งว่างทำให้นั่งสะดวกและกว้างขึ้น หลับ ๆ ตื่น ๆ  จนมาตื่นจริงเอาตอนเที่ยงคืน(เวลาไทย) เสริฟอาหารอีกแล้วค่ะ งงจริง ๆ ทำไมเสริฟอีกแล้ว แต่ไม่ยั่นค่ะ เสริฟมารับหมดค่ะ เอาล่ะคราวนี้มีเวลาสังเกตคนรอบข้าง 2 สามีภรรยาชาวออสเตรเลียสั่งไวน์ขาว เมื่อถึงฉัน ฉันชี้เลยค่ะ ว่า “Same her” พอเดาค่ะว่าใช่ เพราะรอบที่แล้วเค้าก็สั่งเหมือนกัน แต่เราได้เป็นเซ็ทเลยไม่กล้าสั่งเพิ่ม สรุปฉันได้ไวน์ขาวได้ชิมสมใจ  ฉันฟาดซะหมดขวด รสชาติจำไม่ได้ค่ะ เพราะรู้อย่างเดียวว่าแพง และต้องชิมให้ได้ และต่อด้วยปลา คราวนี้กล้าขึ้นหน่อยขอโค๊ก ขอน้ำส้ม ขอน้ำแอ๊ปเปิ้ล มั่วไปหมด ดื่มตอนเที่ยงคืนล่ะค่ะ  มีอาการค่ะ แต่ยังไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองเมา หลับ ๆ ตื่น ๆ ทุรนทุราย ไม่รู้ว่าเป็นอะไร มันผะอืดผะอม  ตื่นมาอีกทีราว ๆ ตี 4 ได้ เค้าเริ่มเสริฟอีกแล้ว หิวน้ำมาก คราวนี้ไม่สนแล้วอยากดื่มน้ำอย่างเดียว ครั้งแรกขอ Water please!! เค้าให้มาแก้วเล็กนิดเดียว กระดก 1 อึกก็หมด ท่านผู้อ่านพอจะทราบนะคะ น้ำที่เสริฟบนเครื่องจะเป็นแก้วเล็ก ๆ กินแล้วทิ้ง ฉันขอเค้าอยู่ 2-3 รอบ ดื่มไม่พอ เค้าจะเลิกเสริฟอยู่แล้ว ฉันตัดสินใจยกมือ และพูดออกไปว่า “ ไอ วู๊ด ไลท์ วอเทอะ บิ๊ก ๆ  (I would like Water Big Big) ทำไม้ทำมือให้นึกภาพออกว่าต้องการเป็นขวดนั่นแหละ ฉันได้น้ำขวดใหญ่สมใจ กระดกที่เดียวเกือบหมดขวด นั่งด่าเพื่อนในใจ ให้ชิมไวน์ ชิมไวน์ หิวน้ำแทบตาย

 



 


เปิ่นหน้าห้องน้ำ

 


เริ่มปรับตัวและเริ่มรู้อะไรมากขึ้น เริ่มปลดเข็มขัด นั่งสบายขึ้น แต่ก็ยังไม่กล้าลุกจากที่นั่งทั้ง ๆ อยากเข้าห้องน้ำ จนในที่สุดสัญชาติญาณไม่สามารถนั่งทนต่อไปได้ เลยสะเปะ สะปะ เดินไปต่อคิวห้องน้ำค่ะ ต่อคิวทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครอยู่ในห้องน้ำ!!!!  ฉันยืนสักพักไม่มีใครออกมาซะที ฉันเริ่มได้สติว่าห้องน้ำต้องว่างแน่ ๆ  ทำไงล่ะหว่า จะเปิดห้องน้ำยังไง ฉันเลยแก้อายโดยการเดินไปต่อคิวห้องอื่นที่เพิ่งเห็นคนผลุบเข้าไป และยืนรอทั้ง ๆ ที่ฉี่จะราดอยู่แล้ว พอเค้าออกมาฉันรีบสังเกตประตูทันทีว่าเปิดปิดอย่างไร  ประตูเป็นแบบพับต้องดันเข้า และดันล็อคจากข้างใน ด้านหน้าก็จะโชว์ว่าห้องน้ำมีคน แต่ถ้าไม่มีคนเข้า จะโชว์คำว่า Vacant แปลว่าว่างค่ะ (สิ่งเหล่านี้มาทราบทีหลังค่ะ) เอาละค่ะ ในห้องน้ำก็มีโถส้วม-อ่างล้างมือ ต่าง ๆ ไม่มีอะไรเปิ่นมากเพียงแต่ต้องตั้งสติ และอ่านข้อความที่เค้าเขียนไว้ให้เข้าใจก่อนหยิบใช้ จะมีกระดาษรองที่โถชักโครก เป็นกระดาษบาง ๆ รองระหว่างก้นกับโถส้วม (ฉันไม่กล้าหยิบใช้หรอกเพราะตอนนั้นไม่รู้ว่ามันคืออะไร) มีกระดาษทิชชู่สำหรับเช็ดมือ และเช็ดก้นแยกชัดเจน ฉันยังฉลาดพอรู้จึงไม่สับสนในการหยิบใช้

 


เอาล่ะใกล้ถึงแล้ว ฉันต้องย้ายกลับไปนั่งที่เดิม จำไม่ได้ว่าทำไม. 2 ชาวออสเตรเลียเตรียมตัวลง และบอกฉันว่าควรปรับเวลาให้เร็วขึ้น 4 ชั่วโมง  เพราะออสเตรเลียเร็วกว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง ประเทศนิวซีแลนด์เร็วกว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง หรือว่าถ้าถึงประเทศนิวซีแลนด์ให้ปรับนาฬิกาเร็วขึ้นอีก 2 ชั่วโมง  ฉันทำตามแบบงง ๆ  ฮือ...แล้วฉันจะทำยังไงเวลาเปลี่ยนเครื่อง ขอย้ำอีกครั้งว่าฉันไม่รู้อะไรเลย..

 



 


เอาล่ะ ถึงเวลาเฉลยแล้ว ว่าทำไมฉันถึงประทับใจบริษัทขายตั๋วของน้าเพื่อนนัก อย่างที่เกริ่นเรื่องซื้อตั๋ว เพื่อนจัดการให้ทุกอย่าง ด้วยความใส่ใจของเพื่อน เจ้าหล่อนจัดการให้เสร็จสรรพ โดยบอกบริษัทน้า บันทึกลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ ว่าพนักงานแอร์โฮสเตสจะต้องช่วยฉันอย่างไร  เมื่อเครื่องจอดสนิทแอร์โฮสเตสคนที่

 


เสริฟน้ำ บิ๊ก ๆ ให้ฉันล่ะค่ะ เดินมาแล้วตะโกน มิส.......(ขอสงวนชื่อ) ฉันได้ยินชื่อก็ยกมืออย่างเด็กนักเรียน ชีพูดเป็นภาษาอังกฤษเร็วจี๋ จับความได้ “สเตร์เฮีย ไอวิลคัมแบค  Stay here I will come back “ แปลเป็นไทยว่าอยู่ตรงนี้ ฉันจะกลับมา  ขณะนั้นคนเริ่มเดินออกเป็นแถว ๆ ไป รวมทั้ง 2 ชาวออสเตรเลียนั้นด้วย ฉันก็ได้แต่พูดว่า Thank you very much and Good Luck  เค้าก็พูดคล้าย ๆ กันกลับมา แต่ก็รัวเร็วจากนั้นเค้าก็จากไป  ไม่นานแอร์สาวคนนั้นก็กลับมาลากจูงฉันเดินแทรกแถวไปอย่างรวดเร็ว ฉันก็ตาม ๆ ไปอย่างเป็น เด็ก ๆ ตามทางเดินที่มีผู้หญิงแก่ขาหักที่นั่งบนรถเข็นอีก 1 คน นำฉันไปส่งต่อให้พนักงานสนามบินอีกคนพา เรา 2 คนไปผ่านเครื่องตรวจ ฉันไม่มีปัญหาค่ะ แต่หญิงแก่มีปัญหานิดหน่อยเพราะหล่อนดันเอาพวกช้อนมีดที่เสริฟกับอาหารบนเครื่องมาเพียบเลย จากนั้นเรา 2 คนก็ถูกแยกกัน ฉันถูกนำไปรอที่ห้องรับรองเวลาต่อเครื่อง ซึ่งเค้าจะมีอาหารเช้าเบา ๆ เช่น ชา กาแฟ ขนมปัง เสริฟให้ แต่ฉันไม่ไหวแล้วค่ะ มันแน่นท้องไปหมด เลย เซย์ โน แท็งค์คิ้ว จากนั้นเค้าก็นำฉันไปส่งขึ้นเครื่องที่จะไป Christchurch ไคร้เชิร์ส  เวลาขณะนั้นประมาณ 6 โมงเช้า (เวลาประเทศออสเตรเลีย) ฉันได้ต่อเครื่องของ Qantas แควนตัส เป็นเครื่องลำใหญ่ ที่นั่งกว้างกว่า ถ้าเทียบกับ TG ก็คงเป็นชั้นธุรกิจ ฉันนั่งงง ๆ อยู่สักพัก และปลื้มกับความโชคดีและบริการของพนักงาน ผู้โดยสารที่นั่งข้าง ๆ ฉัน เป็นฝรั่งชายค่ะ ไม่ต้องเดาเป็นชาวนิวซีแลนด์แน่ ๆ  หืม...ไม่ต้องพูดถึงกลิ่นนะคะ เดาง่ายมาก ๆ ฉันนั่งกลั้นและปรับอารมณ์อยู่สักพักด้วยความยากลำบาก ยังไม่ทันได้เซ็ทอารมณ์ให้เข้าที่เลย อีกแล้วฝรั่งทำอะไร?? ควักกระปุกครีมขึ้นมาแล้วทาหน้าแขนขา ซะขาวไปหมด ทาแบบทิ้งไว้ขาว ๆ เหมือนอาบแดดล่ะค่ะ  งงค่ะ คนไทยอย่างฉันงงค่ะ เค้าทำอะไร แล้วทำไมเพื่อนฉันถึงไม่บอก เอาละสิตู นั่งงง ๆ สงสัย (ทราบทีหลังว่าประเทศนิวซีแลนด์แดดแรงมาก และอาจมีเหตุการณ์ Sun burn ได้) สูดดมกลิ่นครีมพอกลบกลิ่นแรกที่เข้าไปทำลายโสตประสาท ค่อย ๆ ผ่อนคลายปรับอารมณ์ ปรับเวลาเพิ่มขึ้นอีก 2 ชั่วโมง และนั่งดื่มด่ำกับทิวทัศน์จากหน้าต่างเครื่องบินที่จอด...ฮา.... เหมือนเดิมเครื่อง Take off ..

 


เสริฟอาหาร(อีกแล้ว) อาหารเช้าค่ะ จำได้ว่าเลือกไก่ อีกเช่นกัน อร่อยค่ะ จำไม่ได้แน่ว่ากี่ชั่วโมง แต่ในที่สุดฉันก็ถึงสนามบินไคร้สเชิร์สนิวซีแลนด์ ฉันต้องไปต่อคิวเพื่อตรวจคนเข้าเมือง แล้วเค้าต้องให้กรอกแบบฟอร์มเข้าเมือง ซึ่งเป็นการแจ้งประเทศเค้าว่าเราไม่ได้นำสิ่งของต้องห้ามเข้าประเทศเค้า ซึ่งฉันไม่ได้กรอกไว้ตั้งแต่อยู่บนเครื่อง ฉันต้องดูแบบฟอร์มภาษาไทย กับแบบฟอร์มอังกฤษไปพร้อม ๆ กัน    ใกล้แล้วค่ะท่านผู้อ่าน ใกล้เจอเพื่อนแล้วค่ะ

 



 


เปิ่นที่สนามบิน Christchurch นิวซีแลนด์

 


ฉันเดินออกมาพร้อมกระเป๋าเดินทางที่ทั้งเฉิ่มและเชยสุด ๆ  เป็นเป้หรือถุงทะเล ที่ทหารใช้สำหรับออกป่าค่ะ แต่ใส่ของได้มากจริง ๆ วันนั้นฉันเดินทางโดยใส่กางเกงยีนส์ลายทางขาบาน ฮิตสุด ๆ สมัยนั้น เสื้อยืดและเสื้อแขนยาวตัวโคร่ง ฉันไปเดินเตร็ดเตร่ อยู่หน้าทางออกกำลัง 2 จิต 2 ใจ ว่าจะแลกเงิน 300 เหรียญดอลล่าห์ออสเตรเลีย เป็น ดอลล่าห์ นิวซีแลนด์ ดีหรือไม่ มองหาเพื่อนก็ไม่เห็นซะที เดินวนไปวนมาอยู่ซัก 10 นาที เจ้าเพื่อนตัวดี ค่อยเข้ามาทัก ทั้งที่จริง ๆ เรามองสบตากันก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ต่างคนต่างไม่แน่ใจ จริง ๆ แล้ว เจ้าเพื่อนบ้ามันจำฉันไม่ได้ ฉันซอยผมสั้น หน้าม้า เด๋อ ๆ ด๋า ๆ ทรงที่ภรรยาชาวออสเตรเลียชมน่ะแหละค่ะ มันเลยไม่แน่ใจว่าเป็นฉัน แสบจริง ๆ เพื่อนฉัน..เราไม่ได้โผกอดกันเหมือนหนังไทย คำที่ทักทายกันคำแรก คือ อีบ้ากูนึกว่ามึงเป็นลาวที่ไหน ดูเซ่อ ๆ ซ่า ๆ เดินวนไปวนมาตั้งนาน

 


یweet






Free TextEditor



Create Date : 05 ตุลาคม 2554
Last Update : 8 ตุลาคม 2554 20:51:11 น.
Counter : 258 Pageviews.

3 comment

Awassada
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เรียก ตาหวาน ได้ค่ะ เป็นชื่อรถคู่ยาก อยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์ค่ะ ทำบล๊อกครั้งแรก ถ้าผิดพลาดขออภัยนะคะ
ตาหวาน หวาน