ความดีไม่จีรัง
มีกะตังค์ ซิยั่งยืน
Group Blog
 
All Blogs
 

ลิงเกลียดกะปิ




~ความเกลียด~ กับ ~การยึดติด~


พระพุทธองค์ตรัสว่า... จิตของคนเรานั้นเหมือนกับลิง เราจึงเรียนรู้เรื่องของจิตใจของเราได้ มากมายจากพฤติกรรมของลิง


ลิงนั้นเกลียดกะปิ ถ้ากะปิถูกมือมันเมื่อไหร่ มันจะถูนิ้วกับพื้นจนเลือดไหลเต็มมือ จนกว่ากลิ่นกะปิจะหาย
ในที่สุดจนกลายเป็นว่า"กะปิ" ถึงจะร้ายก็ไม่ร้ายเท่า"ความเกลียดกะปิ"
ที่มือลิงเป็นแผลเหวอะหวะไม่ใช่เพราะกะปิ หากเป็นเพราะความจงเกลียดจงชังกะปิต่างหาก ....


สิ่งที่เรา เกลียด นั้น บ่อยครั้งไม่น่ากลัวเท่ากับ ความเกลียดชังในจิตใจเรา


ความเกลียดชังหรือพูดให้ถูกก็ คือความ รู้สึกอยากผลักไส ซึ่งรวมทั้งความโกรธและความกลัว จึงเป็นเจ้าตัวร้ายที่เราต้องระวังให้มากๆ แต่นั่นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความจริงเท่านั้น ...


นอกจากความอยากผลักไสแล้ว ความยึดติดเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่เราต้องระวังไม่แพ้กัน..




 

Create Date : 05 เมษายน 2554    
Last Update : 5 เมษายน 2554 14:57:43 น.
Counter : 222 Pageviews.  

ลิงกำถั่ว




สาระสังเขป :


"ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรามันจบไปแล้วตั้งแต่มันเกิดแต่บางทีเราเก็บเอาไว้ข้ามวันข้ามคืนก็เพราะเราชอบเก็บปัญหาเอาไว้ไม่ยอมปล่อยเหมือนเช่นลิงกำถั่ว"


ในอินเดีย ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้าน เพราะชอบโขมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง โดยใช้กล่องไม้ซึ่งมีฝาด้านหนึ่งเจาะรูเล็กๆ พอให้ลิงสอดมือเข้าไปได้
ลิงพยายามดึงมือเท่าไหร่ก็ไม่ออก พอชาวบ้านมาจับ ก็ปีนหนีขึ้นต้นไม้ไม่ได้ เพราะมีมือเปล่าอยู่ข้างเดียว สุดท้ายถูกคนจับได้ ลิงหาได้เฉลียวใจไม่ว่า เพียงแค่มันคลายมือออกเท่านั้น มันก็เอาตัวรอดได้ แต่เพราะยึดถั่วไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยจึงต้องเอาชีวิตเข้าแลก
มีหลายอย่างที่เราอยากได้ใฝ่ฝัน จนถึงกับยึดถือไว้อย่างเหนียวแน่น เวลาประสบปัญหา เพียงแค่คลายสิ่งที่ติดยึดนั้นเสียบ้าง ปัญหาก็คลี่คลาย แต่เป็นเพราะว่าเราไม่ยอมปล่อย จึงเกิดผลเสียตามมามากมาย ไม่คุ้มกับสิ่งที่ยึดติด จะชอบหรือพึงพอใจกับอะไรก็ตาม
ความทุกข์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพราะพลัดพรากจากสิ่งที่รัก หรือประสบกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ที่มันบีบคั้นกดทับจิตใจเราไม่หยุดหย่อนเสียที ก็เป็นเพราะเราไปยึดไปแบกมันเข้าไว้ ทั้งวันทั้งคืน


ในหลายกรณี ความทุกข์ไม่ได้มาจากไหน หากมาจากการยึดติดไม่ยอมปล่อย ดังเจ้าลิงหวงถั่วนั่นเอง


คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่มีพฤติกรรมเหมือนลิงกำถั่วนี้....


อย่าถึงกับยึดติดจนเหนียวแน่นเกินไป เพราะโอกาสที่จะหน้ามืดตามัวนั้น มีสูงจนหาทางออกไม่เจอ


ปัญหาทั้งหลายในชีวิตนั้น ถ้าเรารู้จักปล่อยวางบางสิ่งเสียบ้าง มันก็จะบรรเทาไปได้เยอะ บ่อยครั้งการปล่อยวาง ไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเท่านั้น หากเป็นทางออกจากปัญหาเลยทีเดียว


ความจริงการอยากผลักไสอะไรสักอย่าง ก็เป็นการติดยึดอีกแบบหนึ่งนั่นเอง ทั้งๆ ที่ลิงพยายามถูกำจัดกลิ่นกะปิไปจากมือ ก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือมาดมหากลิ่นกะปิ ซ้ำแล้วซ้ำเล่ารู้ทั้งรู้ว่ากลิ่นกะปินั้นเหม็น แต่ก็ดมมือไม่ยอมเลิกง่ายๆ


ในทำนองเดียวกัน ไม่ว่าเราจะโกรธอะไรหรือเกลียดใคร ก็มักดึงสิ่งนั้นหรือคนนั้นเข้ามาในจิตใจ ให้ครุ่นคิดเสมอไม่ยอมปล่อยไม่ยอมวางเสียที ทั้งๆ ที่ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ ปล่อยวางเสียเถิด แล้วใจเราจะเบาขึ้นเป็นกอง







 

Create Date : 05 เมษายน 2554    
Last Update : 5 เมษายน 2554 15:01:26 น.
Counter : 444 Pageviews.  

Super Moon 19 มีนาคม เสริมเสน่ห์ วันพระจันทร์เต็มดวง

Super Moon  19 มีนาคม เสริมเสน่ห์ วันพระจันทร์เต็มดวง credit : facebook อ.ช้างค่ะ


คืนวันที่ 19 นี้  มีปรากฏการณ์พระจันทร์โคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ระยะทางอยู่ที่ 356,577 กิโลเมตร (ข้อมูลจากwww.fourmilab.ch) และความพิเศษอยู่ตรงที่เป็นวันพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นนั้นใช่เวลาสิบปี นักโหราศาสตร์ตะวันตกตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า Super Moon


ผลกระทบของ Super Moon ผมได้เขียนในบทความที่แล้วไปแล้ว แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่า คำพยากรณ์เรื่องแผ่นดินไหวและสึนามิของผมไม่ได้มาจากเรื่อง Super Moon เพียงอย่างเดียว เพราะกลัวทุกคนจะกังวลว่าถ้ามี Super Moon ครั้งถัดไป(ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2559) จะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า


ยังมีเรื่องดีๆที่เกิดขึ้นในวัน Super Moon ก็คือการที่พระจันทร์เต็มดวงและเข้าใกล้โลกมากแบบนี้ เรามีความเชื่อว่าร่างกายจะสามารถดูดซับพลังต่างๆได้เป็นอย่างดี


-          ดังนั้นการบำรุงผิวในคืนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพอกหน้า,อาบน้ำแร่แช่น้ำนมหรือทาครีมบำรุงผิว จะช่วยให้ซึมซับเข้าสู่ร่างกายเราได้มากเป็นพิเศษ และอยากแนะนำน้ำผึ้งเพื่อใช้ในการบำรุงผิวในคืนนี้(หาสูตรเอาเองนะครับ) เพราะน้ำผึ้งและพระจันทร์เป็นพลังที่ส่งเสริมเรื่องเสน่ห์  สิ่งที่ไม่ควรทำคือการขัดผิว,ตัดเล็บหรือเข้าซาวน่า เพราะเป็นการทำให้พลังออกจากตัว


-          ในแบบไทยๆ วันพระจันทร์เต็มดวงถ้ามีการทำน้ำมนต์จะถือว่าเป็นน้ำมนต์ที่ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นถ้าเรามีน้ำมนต์อยู่ที่บ้านก็ควรนำมารับแสงจันทร์ในคืนนี้ หรือถ้าไม่มีก็สามารถใช้น้ำสะอาดมาวางไว้กลางแจ้งได้เช่นกัน แล้วเก็บในตอนเช้าเพื่อนำมาล้างหน้าเพิ่มความเป็นสิริมงคลและเสริมเสน่ห์ เพราะพระจันทร์เป็นดาวธาตุน้ำและเป็นตัวแทนของความมีเสน่ห์  แต่ไม่แนะนำให้ลงไปอาบน้ำในคลองหรือที่เรียกว่าการอาบน้ำเพ็ญเพราะอันตรายเกินไปได้ไม่คุ้มเสีย ใช้วิธีที่ผมบอกได้ผลเหมือนกันครับ


-          ใครที่มีคริสตัลที่ใช้แก้ฮวงจุ้ย หรือหิน Moon Stone ก็ควรนำมาชาร์ตพลังในคืนเพราะจันทร์เต็มดวงแบบนี้


เวลาที่พระจันทร์ขึ้นเริ่มตั้งแต่ 18.05 pm  และจะตรงศีรษะมากที่สุด(จันทร์เพ็ญ) เวลา  01.08 am ของวันที่ 20 จะเริ่มทำตอนไหนก็ได้ครับ


 


ขอให้มีความสุขกับวันพระจันทร์เต็มดวงนะครับ



ทศพร   ศรีตุลา (อ.ช้าง)









 

Create Date : 18 มีนาคม 2554    
Last Update : 18 มีนาคม 2554 10:36:17 น.
Counter : 231 Pageviews.  

พื้นที่น้ำแข็งลดลงกระตุ้นให้โลกร้อนขึ้น

พื้นที่น้ำแข็งลดลงกระตุ้นให้โลกร้อนขึ้น


นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า


“การหดตัวลงของพื้นที่น้ำแข็งและหิมะที่ปกคลุมในแถบอาร์คติค ทำให้การสะท้อนกลับของพลังงานแสงอาทิตย์กลับออกไปยังอวกาศลดลด
น้อยลงมากขึ้น ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น”


รายงานจากข้อมูลดาวเทียมที่รวบรวมระหว่างปี ค.ศ. 1979 - 2008 บ่งชี้ว่าน้ำแข็ง ธารน้ำแข็ง หิมะในแถบอาร์กติก และน้ำแข็ง
ของกรีนแลนด์สะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์กลับสู่อวกาศได้น้อยลง ซึ่งการลดลงของพื้นที่สีขาวที่ช่วยสะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์นี้ได้
เพิ่มพื้นที่ของน้ำและพื้นดินซึ่งทั้งคู่ดูดกลืนความร้อนได้มากกว่าพื้นที่สีขาว จากการศึกษาพบว่าน้ำแข็งและหิมะในซีกโลกเหนือขณะนี้ได้สะท้อน
พลังงานจากดวงอาทิตย์กลับสู่ชั้นบรรยากาศด้านบนเพียง 3.3 วัตต์ต่อตารางเมตร ซึ่งลดลงจากช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ประมาณ 0.45
วัตต์ต่อตารางเมตร


มาร์ก แฟลนเนอร์ (Mark Flanner) จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) และทีมคณะนักวิจัยได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาใน
ครั้งนี้ในวารสาร Nature Geoscience ว่าปรากฏการณ์การเย็นตัว (cooling effect) ที่ลดลงนี้ทำให้โลกต้องดูดกลืนปริมาณพลังงานแสง
อาทิตย์มากขึ้น ซึ่งการลดลงของการสะท้อนกลับพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวนี้มีมากกว่าในแบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่มีอยู่ในปัจจุบัน


ดร.แฟลนเนอร์ได้กล่าวถึงบทสรุปของการศึกษาว่า บริเวณไครโอสเฟียร์ (Cryosphere) หรือบริเวณที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะนั้นตอบ
สนองรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากกว่าที่คาดคิด ทั้งนี้ยิ่งมีพื้น
ดินและน้ำที่รับแสงแดดมากเท่าไร การดูดซับความร้อนยิ่งเร่งการละลายของหิมะและน้ำแข็งมากขึ้น โดยน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกที่ลดลงในช่วง
ไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้เป็นไปในทิศทางที่คณะนักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศของสหประชาชาติกล่าวโทษว่าเป็นผลกระทบหลักๆ จากก๊าซ
เรือนกระจกที่มนุษยชาติได้เผาผลาญพลังงานฟอสซิลในโรงงาน โรงไฟฟ้า และรถยนต์


นอกจากนี้หลาย ๆ การศึกษายังชี้ว่าน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกจะหายไปหมดในช่วงฤดูร้อนของศตวรรษนี้ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวจะทำลาย
วัฒนธรรมการล่าของชนพื้นเมือง และคุกคามหมีขั้วโลกกับสัตว์ชนิดอื่นๆ ตลอดจนการเพิ่มปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ดร.แฟลนเนอร์กล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะสรุปถึงอัตราการละลายของน้ำแข็งในอนาคตจากการศึกษาในครั้งนี้ เพราะ
เป็นการศึกษาจากข้อมูลย้อนหลังกลับไปเพียง 30 ปีเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกมากที่ทำลายสภาพภูมิอากาศ ซึ่งในปัจจัยอื่นนั้นรวมถึงเมฆที่จะมี
มากขึ้นบนโลกที่ร้อนขึ้นและจะกลายเป็นหลังคาสีขาวที่สะท้อนแสงอาทิตย์ออกไป หรืออาจจะมีไอน้ำที่มากขึ้นซึ่งดักจับความร้อนในชั้น
บรรยากาศ”


การศึกษาในครั้งนี้ประมาณการณ์ว่า อุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส หมายถึงน้ำแข็งและหิมะในซีกโลกเหนือลดการสะท้อน
พลังงานแสงอาทิตย์สู่อวกาศลงตารางเมตรละ 0.3 - 1.1 วัตต์ โดยในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาอุณหภูมิในซีกโลกเหนือได้เพิ่มขึ้นแล้ว
ประมาณ 0.75 องศาเซลเซียส แต่ทีมวิจัยไม่ได้ศึกษาในส่วนของซีกโลกใต้ที่ทวีปแอนตาร์กติกาที่มีปริมาณน้ำแข็งมากกว่า และยังหนาวจัด
กว่า อีกทั้งแสดงสัญญาณของผลกระทบจากโลกร้อนน้อยกว่าด้วย


มาร์ก แฟลนเนอร์ กล่าวปิดท้ายว่า “โดยภาพรวมแล้วโลกของเราดูดกลืนพลังงานแสงอาทิตย์เฉลี่ยทั้งปีในอัตราประมาณ 240 วัตต์ต่อตาราง
เมตร และโลกจะดูดกลืนพลังงานเพิ่มขึ้นอีก 3.3 วัตต์ เมื่อไม่มีพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะในซีกโลกเหนือ”


ที่มา : //www.manager.co.th


ศูนย์ภูมิอากาศ สำนักพัฒนาอุตุนิยมวิทยา


กรมอุตุนิยมวิทยา


24 ก.พ. 2554


 


 


ภาพแสดงการลดลงของทะเลน้ำแข็งบริเวณ ขั้วโลกแถบอาร์คติค เปรียบเทียบกับปี 1979 (เส้นสีแดง)


ภาพจาก : NASA & Natural Resources Defense Council




 

Create Date : 16 มีนาคม 2554    
Last Update : 16 มีนาคม 2554 14:03:40 น.
Counter : 193 Pageviews.  

Super moon ซุปเปอร์มูน 19 มีนาคม 2554 ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุด หวั่นหายนะโลก

Super moon ซุปเปอร์มูน 19 มีนาคม 2554 ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุด หวั่นหายนะโลก


ปรากฎการณ์ดวงจันทร์โคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 19 ปี กำลังจะอุบัติขึ้นในค่ำคืนวันที่ 19 มีนาคม 2554 นี้
( 19 มีนาคม 2011 )






เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในค่ำคืนวันที่ 19 มีนาคม 2554 นี้ คนบนโลกจะได้เห็นปรากฎการณ์
 ซูเปอร์มูน หรือดวงจันทร์ดวงใหญ่
เนื่องจากเป็นค่ำคืนที่ดวงจันทร์จะโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 19 ปี โดยคาดว่ามันจะโคจรห่าง
จากโลกเพียง 356,577 กิโลเมตรเท่านั้น จากปกติที่โคจรในระยะห่างเฉลี่ย 384,400 กิโลเมตร ประจวบเหมาะกับค่ำคืนนั้น ยังเป็นค่ำคืนที่
ดวงจันทร์เต็มดวงอีกด้วย ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าว จะส่งผลให้คนบนโลกเห็นดวงจันทร์ดวงใหญ่กว่าดวงจันทร์เต็มดวงที่เคยเห็นถึง 14%
และดวงจันทร์ก็จะส่องสว่างกว่าค่ำคืนดวงจันทร์เต็มดวงทั่วไปถึง 30% นอกจากนี้ มันยังส่งผลให้โลกเกิดน้ำขึ้นน้ำลงมากกว่าปกติ กล่าวคือ
ระยะเวลาที่น้ำขึ้นก็ขึ้นสูงมาก ขณะที่เมื่อน้ำลง น้ำก็จะลดลงมากกว่าปกติเช่นกัน


ถึงแม้ว่าปรากฎการณ์ ซูเปอร์มูน จะทำให้ค่ำคืนวันที่ 19 มีนาคมเป็นค่ำคืนที่งดงามสว่างไสวกว่าทุก ๆ คืนอย่างไร แต่ผู้คนในหลายพื้นที่
ทั่วโลก กลับไม่อยากให้ค่ำคืนนั้นมาถึง ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อดวงจันทร์โคจรเข้าใกล้โลกในระยะที่ใกล้ผิดปกติ
แรงดึงดูดของมันอาจจะ
ส่งผลให้เกิดหายนะบางอย่างขึ้นบนโลกเช่นกั
น โดยในขณะนี้ ประเด็นเรื่องดวงจันทร์ในคืน 19 มีนาคม กำลังถูกพูดถึงกันในวงกว้าง 
หลังจากมีข่าวลือออกมาว่า การที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้าใกล้โลกครั้งนี้ อาจทำให้เกิดแผ่นดินไหว พายุพัดถล่ม สึนามิ หรือภูเขา
ไฟระเบิดก็เป็นได้ 
เหมือนกับที่มันได้เคยเกิดขึ้นค่ำคืนซูเปอร์มูนหลายครั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยนับตั้งแต่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์
พบว่า 
ในปี ค.ศ.1955, 1974, 1992 และ 2005 ได้เคยปรากฎการณ์ซูเปอร์มูนมาแล้ว และในปีดังกล่าวก็มีภัยพิบัติ และสภาพ
อากาศที่เลวร้ายเกิดขึ้นบนโลกในช่วงที่เกิดปรากฎการณ์ซูเปอร์มูนพอดี

จากรายงานภัยพิบัติระบุว่า ในปี ค.ศ.1938 พายุเฮอริเคนได้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับซูเปอร์มูน, ในปี ค.ศ.1955 ได้เกิดน้ำท่วมในฮันเตอร์
วัลเลย์ ในออสเตรเลียในช่วงซูเปอร์มูนเช่นกัน และในปี ค.ศ.1974 ซูเปอร์มูนก็เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับพายุไซโคลนเทรซี่ ที่สร้างความเสีย
หายมหาศาลในเมืองดาร์วิน ออสเตรเลีย ส่วนในปี ค.ศ.2005 ก่อนที่จะเกิดปรากฎการณ์ซูเปอร์มูนเพียงไม่กี่วัน ก็มีเหตุการณ์สึนามิเกิดขึ้นใน
อินโดนีเซีย คร่าชีวิตผู้คนหลายหมื่นคนไปในช่วงเวลานั้น ซึ่งข้อมูลดังกล่าว ทำให้หลายคนเชื่อว่า มันมีความเป็นไปได้ที่การเกิดซูเปอร์มูนใน
สัปดาห์หน้านี้จะมาพร้อมกับภัยพิบัติบางอย่างเช่นกัน


และนอกจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ความเป็นไปได้ของการเกิดภัยพิบัติในช่วงซูเปอร์มูนมีมากขึ้นไปอีก นั่น
คือ 
เคน ริง นักโหราศาสตร์เจ้าของฉายา "มูนแมน" ที่พยากรณ์อากาศและการเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ บนโลกด้วยดวงจันทร์ ได้ออก
มาเตือนว่า 
ในช่วงค่ำคืนซูเปอร์มูนที่จะถึงนี้ อาจเกิดแผ่นดินไหวในเมืองไครซท์เชิร์ช นิวซีแลนด์ขึ้นอีกครั้ง และอาจมีความรุนแรง
มากกว่าเดิม
 โดย เคน ริง ได้ออกมาเปิดเผยคำทำนายดังกล่าว หลังจากที่เขาเคยโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ในวัน ที่ 14 กุมภาพันธ์ เพื่อ
เตือนว่า มีความเป็นไปได้สูงว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นในไครซท์เชิร์ช ระหว่างวันที่ 15-25 กุมภาพันธ์ โดยเฉพาะวันที่ 18 ในเมือง
ไครซท์เชิร์ช หรืออาจคลาดเคลื่อนได้ประมาณ 3 วัน
 ซึ่งหลังจากเผยแพร่คำทำนายได้เพียง 1 สัปดาห์ เหตุการณ์แผ่นดินไหวก็ได้เกิด
ขึ้นจริงในเมืองไครซท์เชิร์ชตามคำทำนายของเขา โดยเกิดขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ด้านนายเดวิด ฮาร์แลนด์ นักประวัติศาสตร์อวกาศได้ออกมาเปิดเผยว่า ดวงจันทร์ไม่ได้มีอิทธิพลถึงขั้นที่จะทำให้โลกเกิดภัยพิบัติ
ได้ขนาดนั้น มันจะส่งผลกระทบเพียงแค่ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงมากกว่าที่เคยเป็นเท่านั้น จะไม่มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดแต่อย่าง
ใด แต่หากเกิดภัยพิบัติใด ๆ เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ก็คงเป็นความบังเอิญที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เกิดซูเปอร์มูนเท่านั้น ไม่ได้มาจากอิทธิพล
ของดวงจันทร์อย่างแน่นอน


ทั้งนี้ ดวงจันทร์มีระยะห่างจากโลกไม่เท่ากันในแต่ละคืน เพราะไม่ได้โคจรรอบโลกเป็นวงกลม ทำให้แต่ละเดือนจะมีช่วงที่ดวงจันทร์โคจรเข้า
ใกล้โลกมากที่สุด หรือที่เรียกว่า Perigee
 ซึ่งโดยปกติแล้วจะอยู่ใกล้โลกมากที่สุดในระยะห่างประมาณ 363,104 กิโลเมตร และช่วงที่
ดวงจันทร์โคจรห่างโลกมากที่สุด หรือ Apogee อยู่ที่ระยะห่างประมาณ 405,696 กิโลเมตร 
แต่ช่วงเวลาที่มันโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุด
และยังเป็นดวงจันทร์เต็มดวงด้วย จะมีให้เห็น 2-3 ปีต่อ 1 ครั้งเท่านั้น แต่ในปีนี้ ดวงจันทร์จะอยู่ในจุดที่ใกล้กว่าทุก ๆ ครั้ง ในรอบ
19 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ซูเปอร์มูนที่กำลังจะเกิดขึ้นในคืนวันที่ 19 มีนาคมนี้ จึงเป็นปรากฎการณ์ที่น่าจับตาดูมากเลยทีเดียว


เรียบเรียงข้อมูลโดย kapook.com 

ขอบคุณข้อมูลจาก kapook.com




 

Create Date : 16 มีนาคม 2554    
Last Update : 16 มีนาคม 2554 13:57:06 น.
Counter : 253 Pageviews.  

1  2  3  

ทำดีต่อไปนะคะ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ทำดีต่อไปนะคะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.