เยือนบ้าน Victor Hugo

– เยือนบ้าน Victor Hugo

     วันนั้น ฉันออกจากบ้านขึ้นรถไฟใต้ดินสายเดิม ย้อนกลับไปที่ย่านมาเรส์อีกครั้งเพื่อปฏิบัติภารกิจที่ตั้งใจไว้ คือ เยี่ยมชมบ้านของนักเขียนเอกผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในวงการวรรณกรรมฝรั่งเศส ช่วงยุตศตวรรษที่ 19 นามว่า วิคตอร์ อูโก (Victor Hugo)

     วิคตอร์ อูโก ที่คนไทยส่วนใหญ่อาจจะคุ้นหูในชื่อที่ออกเสียงตามแบบภาษาอังกฤษว่า วิคเต้อร์ ฮิวโก้ เจ้าของนิยายเรื่อง Les Misérables ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยแล้วในชื่อ “เหยื่ออธรรม” ส่วนแฟนๆ ของดิสนีย์คงจะเคยได้ดูภาพยนตร์การ์ตูนที่ดัดแปลงจากผลงานของเขาเรื่อง Huntchback Of Notre Dame คนนั้นนั่นแหละค่ะ

     จริงๆ แล้วฉันเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องราวของนักเขียนฝรั่งเศสนามกระเดื่องท่านนี้สักเท่าไหร่หรอก ใจชอบอ่านหนังสือร่วมสมัยมากกว่า ครั้งนี้ที่ตั้งใจจะไปดูเพราะอยากรู้อยากเห็นกับตาว่าพิพิธภัณฑ์ประเภทจัดแสดงบ้านและที่อยู่อาศัยของนักเขียนจะมีอะไรให้ดูนักหนา แล้วทำไมจะต้องเปิดให้ดูด้วย

     เมื่อขึ้นจากรถไฟใต้ดินซึ่งลงได้ถึงสามสถานีคือ Chemin-Vert, Saint-Paul และ Bastille มองซ้ายมองขวาเดินหน้าสักพักก็จะเห็นป้ายบอกทางไป Maisons de Victor Hugo เป็นระยะๆ ถ้าหาป้ายนี้ไม่เจอสามารถเดินตามป้ายที่บอกทางไปจตุรัสโวสก์ (Place des Vosges) แทนได้

     จตุรัสโวสก์หรือเดิมทีมีชื่อว่าจตุรัสโรยัล (Place Royale) ตั้งอยู่ในเขต 4 ของกรุงปารีส เป็นจตุรัสที่มีตึกซึ่งผนังประดับอิฐแดงตั้งล้อมพื้นที่สีเขียวของสวนสาธารณะขนาดเล็ก ปัจจุบันตึกโดยรอบกลายเป็นคาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านค้า แกลเลอรีจัดงานศิลปะมากมาย และที่มุมหนึ่งของตึกโอเต็ล เดอ โรอัน-เกเมเน (Hôtel de Rohan-Guéménée) เมื่อ 171 ปีก่อน วิคคอร์ อูโก กับภรรยาและลูกๆ ทั้งสี่ได้ย้ายมาอยู่บนชั้นสองของบ้านเลขที่ 6 Place des Vosges

     พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ในความดูแลของเทศบาลนครปารีส เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่เวลา 10 โมงเช้า ทุกวันยกเว้นวันจันทร์และวันหยุดราชการ เมื่อเดินผ่านผู้เฝ้าประตูท่าทางขึงขังแล้ว ถ้าใครมีเวลาอยากรู้รายละเอียดแบบเจาะลึก สามารถเช่าออดิโอไกด์ขนาดและหน้าตาเหมือนมือถือกระติกน้ำที่จะเล่าร่ายข้อมูลของจุดต่างๆ ตลอดการเยี่ยมชมแบบรู้ลึกรู้จริง ออดิโอไกด์นี้มีหลากหลายภาษา น่าเสียดายแต่ก็ไม่น่าแปลกใจว่าไม่มีภาษาไทย

     เริ่มการเยี่ยมชมด้วยการขึ้นบันไดสวยสง่าตามสไตล์ตึกปารีเซียง ผนังด้านข้างติดรูปล้อเลียนท่านอูโกจากหน้าหนังสือพิมพ์สมัยโบราณ เป็นการเรียกน้ำย่อยให้ค่อยๆ เข้าสู่นิวาศถานส่วนตัวแบบเบาๆ ต่อจากนั้นจะได้พบกับภาพวาดสีน้ำมันและรูปปั้นโอฬารตระการตามากมาย เลียบเคียงดูของใช้ไม้สอยเครื่องเรือน เครื่องประดับตกแต่งที่บ่งบอกรสนิยมและประวัติชีวิตของอดีตเจ้าของบ้านที่จัดแสดงในห้องหับใหญ่โตตกแต่งหลากสีสรร มีทั้งห้องที่จำลองห้องที่นี่จริงๆ และห้องที่บ้านอีกหลังที่อูโกอาศัยในช่วงการลี้ภัยการเมือง

     นอกจากชีวิตแล้ว ที่นี่ยังมีห้องที่จัดแสดงผลงานของวิคตอร์ อูโก อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นต้นฉบับ หนังสือที่พิมพ์ครั้งแรก ป้ายโปสเตอร์โฆษณาของละครเวทีที่นำบทละครที่เขาเขียนไปแสดงและภาพถ่ายนักแสดงต่างๆ

     ตามประวัติแล้วบ้านหลังนี้เดิมทีทิ้งร้างไร้คนพักอาศัย ต่อมามิตรสหายของวิคตอร์ อูโก ได้ช่วยกันรวบรวมเงินทุน และได้รับความร่วมมือจากผู้คนที่เป็นเจ้าของเครื่องเรือน รูปภาพต่างที่เคยเป็นสมบัติของอูโกนำมาบริจาคเพื่อให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สมบูรณ์แบบมีสภาพเหมือนกับตอนที่อูโกเคยอยู่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

     ส่วนเหตุผลที่พวกเขาทำเช่นนี้ไปทำไมนั้น ฉันได้คำตอบประจักษ์ใจ เมื่อหลังจากนั้นครั้งใดที่เห็นหนังสือของวิคตอร์ อูโก ฉันจะเดินเข้าไปจับลูบคลำเหมือนคนคุ้นเคย


     ถึงแม้จะยังไม่คิดเปิดอ่านก็ตาม












 

Create Date : 31 ตุลาคม 2551    
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2551 11:25:59 น.
Counter : 791 Pageviews.  

Mémorial de la Shoah - พิพิธภัณฑ์ที่ระลึกชาวยิว

Mémorial de la Shoah - พิพิธภัณฑ์ที่ระลึกชาวยิว


     ก่อนไปย่านมาเรส์ (Marais) กลางกรุงปารีสวันนี้ ฉันตั้งใจแน่วแน่ อุตส่าห์ศึกษาหาข้อมูลเส้นทางอย่างละเอียดว่าต้องลงรถไฟใต้ดินหรือเมโทรสายไหน เข้าเส้นทางใด ตัดผ่านรู (rue – ถนน) อะไร หวังถือโอกาส“เก็บ” พิพิธภัณฑ์ในย่านนี้ให้ได้วันเดียวสองแห่ง คือ พิพิธภัณฑ์ที่ระลึกชาวยิว กับ พิพิธภัณฑ์บ้านวิคตอร์ ฮูโก (Victor Hugo) นักเขียนใหญ่เจ้าของผลงานเรื่อง โนตร์ ดาม เดอ ปารีส (Notre-Dame de Paris)

     ขึ้นจากสถานีแซงต์-โปล (Saint Paul) ลอยเลื่อนเดินลัดเลาะผ่านร้านรวงต่างๆที่กำลังติดป้ายลดราคากระหน่ำช่วงซัมเมอร์เซลล์ หรือที่คนฝรั่งเศสเรียกว่า ช่วง โซลด์ส์ (Soldes) สะกดใจไม่ให้ย่างก้าวเข้าไปอย่างลำบากยากเย็น

     และในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทางแรกจนได้ พิพิธภัณฑ์ที่ระลึกชาวยิวที่ฉันเรียกเอาเองง่ายๆแห่งนี้มีชื่อยาวเต็มๆว่า Centre de Documentation Juive Contemporaine (CDJC -ศูนย์ข้อมูลชนชาติยิวร่วมสมัย) หรืออีกชื่อหนึ่งสั้นกว่า Mémorial de la Shoah แต่คำแปลยาวกว่า คือ ศูนย์ที่ระลึกเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ตั้งอยู่ที่ถนนจอฟฟรัว ลัสนีเยร์ (Geoffroy l'Asnier) เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมฟรีตั้งแต่เดือนมกราคม 2005

     ถึงจะเข้าฟรี แต่ระบบรักษาความปลอดภัยหน้าประตูทางเข้าของที่นี่ค่อนข้างเคร่งครัดกว่าพิพิธภัณฑ์ทั่วไป อาจจะเป็นเพราะเกรงสถานการณ์การก่อการร้ายที่คุกรุ่น หรือหวั่นว่าความขัดแย้งในแถบตะวันออกกลางจะลุกลามให้ใครคิดร้ายพาโลลามเลยข้ามทวีปมาสร้างความปั่นป่วน

     ลานหน้าทางเข้าอาคารที่ติดสัญลักษณ์ดวงดาวแห่งเดวิดเด่นสง่ามีกำแพงสลักชื่อชาวยิวที่ถูก “อุ้ม” ออกจากฝรั่งเศสในช่วงปี 1942 -1944 จำนวน 76,000 คน (ในนั้นมีเด็ก 11,000 คน และมีผู้รอดชีวิตจากค่ายของพวกนาซีกลับมาเพียง 2,500 คน) ชื่อเหล่านั้นเรียงไล่ตามตัวอักษรตั้งแต่เอถึงแซด ณ จุดหนึ่งมีกระถางดอกไม้เล็กๆวางอยู่ คงจะเป็นดอกไม้ของคนใกล้ชิดหรือลูกหลานของใครคนใดคนหนึ่งที่มีชื่ออยู่บนกำแพง

     เดินเข้าประตูผ่านเคาน์เตอร์ต้อนรับ พนักงานประจำศูนย์ยิ้มแย้มเข้ามาตอนรับขับสู้บอกทาง พร้อมยื่นโบรชัวร์แผนที่ให้ เธอแนะนำให้เริ่มต้นการเข้าชมที่ ลา ครีปต์ (La crypte) ซึ่งปกติจะหมายถึงห้องใต้ดินสำหรับฝังศพในโบสถ์ แต่ที่นี่เป็นห้องใต้ดินที่มีแท่นดาวแห่งเดวิดทำจากหินอ่อนสีดำ วัตถุประสงค์คือให้เป็นหลุมศพเชิงสัญลักษณ์ให้กับบรรดาคนยิวหกล้านคนที่ถูกฆ่าโดยไม่ได้รับการฝังร่างตามประเพณี โดยเป็นที่เก็บเถ้าของผู้เสียชีวิตที่เก็บรวมรวมจากค่ายสังหารต่างๆ และมีเปลวไฟอมตะ (Une flamme éternelle) หล่อเลี้ยงอยู่ใจกลางของแท่น เพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้เป็นเจ้าของเถ้าถ่านเหล่านั้น

     ต่อด้วยห้องจัดแสดงนิทรรศการ เริ่มต้นด้วยประวัติเกี่ยวกับชนชาติยิว ยิวในฝรั่งเศส (มีเพลงยิวในภาษาฝรั่งเศสให้ฟังด้วย) เหตุการณ์ต่างๆช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนเริ่มมีนโยบายกีดกันเชื้อชาติรังเกียจจำกัดสิทธิของยิว การจับตัวชาวยิวส่งไปยังค่ายสังหารต่างๆ การแสดงสภาพชีวิต “ชาวค่าย”ผ่านภาพถ่าย ข้าวของที่เหลืออยู่ และมีพยานผู้รอดชีวิตจากนรกเหล่านั้นมานั่งเล่าถึงความโหดร้ายผ่านวิดีโอ รวมถึงตัวอย่างภาพยนตร์ต่างๆที่เล่าเรื่องราวเหล่านั้น

     ทั้งหมดที่กล่าวมาคล้ายเป็นการปูทางไปบทสรุปในสู่ห้องสุดท้าย ซึ่งเป็นส่วนที่น่าตื่นตะลึงกระทบใจที่สุดสำหรับฉัน นั่นคือ ห้องที่มีภาพถ่ายเด็กๆที่ถูกสังหารแปะเรียงเต็มผนังรอบด้านจรดเพดาน ประหนึ่งสะกิดให้สังวรว่า ผู้คนที่เราได้เห็นตายเป็นหมู่เป็นกลุ่มเหล่านั้นเคยมีตัวตน มีชีวิต มีใบหน้ายิ้มแย้มยามถ่ายรูปเหมือนเราท่าน ไม่ได้เป็นแค่ฝูงชนโชคร้ายอื่นไกลที่ควรจะนิ่งเฉยปล่อยให้ตายแล้วตายเลยไร้ความหมาย

     เกือบสองชั่วโมงผ่านไป ข้อมูลที่หลั่งไหลพรั่งพรูผ่านสองตาและสองหูเริ่มล้น จิตใจสลดหดหู่จากภาพความโหดร้ายที่มนุษย์สามารถลงมือกระทำต่อกันที่ได้เห็นได้ยิน ฉันจึงตัดสินใจว่า




     วันนี้สมองเต็มแล้ว ไปบ้านวิคตอร์ อูโก วันหลังก็แล้วกัน











 

Create Date : 23 ตุลาคม 2551    
Last Update : 23 ตุลาคม 2551 11:05:46 น.
Counter : 686 Pageviews.  

Musée de l’informatique - พิพิธภัณฑ์คอมพิวเตอร์

Musée de l’informatique - พิพิธภัณฑ์คอมพิวเตอร์




     มิวเซ่ฉบับนี้จะพาไปเที่ยวลา เดฟองซ์ (La Défense) ค่ะ

     หึหึหึ ใช่แล้วค่ะ ลา เดฟองซ์ ชื่อเดียวกับสถานบันเทิงของคุณผู้ชายขี้เมื่อยผู้รักความสะอาดบนถนนพระรามเก้า ที่ฉันเห็นป้ายบนดาดฟ้าทุกครั้งเวลานั่งรถแท็กซี่ขึ้นทางด่วนไปสนามบินสุวรรณภูมิ และอมยิ้มทุกครั้งเช่นกัน เมื่อนึกเปรียบเทียบกิจกรรมที่ผู้คนทำกันใน ลา เดฟองซ์ ณ บางกอก กับ ลา เดฟองซ์ ณ ปารีส


     เพราะลา เดฟองซ์ ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของปารีส นอกจากเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์ประตูชัยสมัยศตวรรษที่ 20 แล้ว ยังเป็นแหล่งที่ตั้งของออฟฟิศบริษัทใหญ่ๆมากมายของฝรั่งเศส ไม่ได้เป็นชื่อที่สื่อถึงความผ่อนคลายสำเริงใจสำหรับคนฝรั่งเศสเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าจะมีห้างสรรพสินค้าใหญ่โตอยู่ในอาคารสถานีรถไฟใต้ดินก็เถอะ


     จุดหมายปลายทางของเราคือ มิวเซ่ เดอ แล็งฟอร์มาติก (Musée de l'Informatique) ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆเมื่อวันที่ 15 เมษาคมที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์สารสนเทศแห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของประตูลาเดฟองซ์ หรือ ลา กร็องด์ อาร์ค เดอ ปารีส ลา เดฟองซ์ (La Grande Arche de Paris La Défense) ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของที่เราจะได้เห็นในแนวเส้นตรงประวัติศาสตร์ (Axe historique) ที่เริ่มจากลานหน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ผ่านจตุรัส ลา กงกอร์ด์ (La Concorde) ประตูชัย (L’arche de Triomphe)ที่ตั้งอยู่หัวถนนชองป์ เซลีเซส์ ถนนที่เขาว่าสวยที่สุดในโลก



     เมื่อปีนบันไดหน้าประตูลา เดฟองซ์ขึ้นไปบนลานชั้นล่างสุดแล้ว จะเห็นซุ้มขายตั๋วสำหรับขึ้นชมพิพิธภัณฑ์และจุดชมวิวในมุมสูงของปารีส หลังจากนั้นก็ไปรอลิฟต์แก้วเตรียมพุ่งขึ้นไปที่ความสูงเกือบร้อยเมตรมุ่งสู่ชั้นบนสุด เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกก็ถึงหน้าพิพิธภัณฑ์พอดี

     ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือนิทรรศการถาวร เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพัฒนาการของเครื่องคอมพิวเตอร์ มีเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆขนาดใหญ่พอๆกับตู้เสื้อผ้าที่ต้องใช้พื้นที่ทั้งห้อง ไล่เรียงถึงคอมพิวเตอร์ตามบริษัทเครื่องแรกๆที่หน้าตาเหมือนเครื่องพิมพ์ดีดผสมเครื่องคิดเลข วิวัฒนาการของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล รวมถึงชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น แผ่นฮาร์ดดิสก์ขนาดเท่าจานข้าว และยังมีมุมเกมคอมพิวเตอร์เกมแรกๆให้หวนระลึกถึงความหลังครั้งเยาว์วัยด้วย


     อีกห้องหนึ่งเป็นนิทรรศการชั่วคราว ซึ่งก็หนีไม่พ้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เช่นกัน ในวันนั้นเป็นนิทรรศการแสดงงานศิลปะที่นำชิ้นส่วนของคอมพิวเตอร์มาจัดวางใส่กรอบสวยงามแปลกตา อีกนิทรรศการเป็นผลงานแสดงภาพถ่ายที่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ดัดแปลง ศิลปินผู้สร้างสรรค์ตั้งโต๊ะให้บริการรับทำภาพให้ผู้สนใจกันถึงที่

     เมื่อดูครบจบหมดแล้ว ฉันว่าเขานำเสนอแง่มุมต่างๆได้ครบถ้วนสมบูรณ์ดี สามารถสื่อความงามและประโยชน์ใช้สอยของคอมพิวเตอร์ได้หมดทุกแง่ ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์หรือซอฟแวร์



     น่าสนใจไม่แพ้ ลา เดฟองซ์ ณ บางกอก บนถนนพระรามเก้าเลยใช่มั้ยคะ












 

Create Date : 09 ตุลาคม 2551    
Last Update : 9 ตุลาคม 2551 20:35:56 น.
Counter : 529 Pageviews.  

- Les Catacombes de Paris - อาณาจักรคนตายใต้ปารีส

Les Catacombes de Paris - อาณาจักรคนตายใต้ปารีส


    เมื่อคืน ฉันนอนหลับๆตื่นๆ ลืมตาโพลงเป็นระยะๆ ก่อนจะหลับตาลงด้วยความโล่งใจว่าภาพที่เห็นเมื่อวานตอนบ่ายร่วมหนึ่งชั่วโมงไม่ได้ตามมาปรากฎให้เห็น

    ภาพกระโหลกและกระดูกมนุษย์หกล้านคน


    เอ จะพูดว่าหกล้านคนรือหกล้านตน ตามคำลักษณนามของคนที่ตายไปแล้วดีล่ะ ช่างเถิด เอาเป็นว่าฉันได้อยู่ใกล้ชิดกับความตายมากที่สุดในชีวิต และ (หวังเป็นอย่างยิ่งว่า) คงจะไม่มีครั้งไหนมาลบสถิตินี้ได้

    เมื่อวานนี้ ถึงอุณหภูมิในปารีสจะสูงถึง 25 องศา แต่หลังจากค้นข้อมูลได้ความว่าอุณหภูมิในสถานที่ที่ฉันจะไปเยี่ยมชมนั้นต่ำเพียง 11 องศา ฉันเลยเตรียมตัวพร้อม ใส่เสื้อกันหนาวสองชั้นออกจากบ้านราวกับต้องไปเผชิญพายุหิมะ ฝ่าสายตาที่มองมาแบบแปลกๆของบรรดาคนที่ใส่เสื้อยืดตัวเดียวในรถไฟใต้ดิน จนถึงจุดหมายปลายทาง คือ เลส์ กาตาก็มบ์ส์ เดอ ปารีส (Les Catacombes de Paris , เลขที่ 1 avenue du Colonel Henri Rol-Tanguy 75014 Paris )

    เลส์ กาตาก็มบ์ส์ หรือสุสานใต้ดินแห่งนี้เป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวประเภทแหวกแนวที่น่าสนใจของปารีส เหมาะสำหรับคนที่เบื่อการเดินเล่นดูตึกสวยๆบนพื้นดิน ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศเดินเที่ยวใต้ดินบ้าง สมัยก่อนมีเพียงเจ้าขุนมูลนายเท่านั้นนะที่สามารถลงไปเยี่ยมชมได้ และเพิ่งเปิดให้สาธารณะชนทั่วไป (จ่ายเงิน) เข้าชมเมื่อปี ค.ศ.1994 นี่เอง โดยมีจำนวนผู้มาเยี่ยมก็มากขึ้นทุกปี เมื่อปีที่แล้ว สูงถึง 253,000 คน

    ขอเล่าประวัติกันนิดนึงก่อน แรกเริ่มเดิมที ปารีสไม่เคยมีศูนย์เก็บกระดูกคนตายประจำเมือง ใครตายก็ฝังกันที่สุสานใกล้บ้านของตนตามสะดวก แต่ต่อมามีประชาชนร้องเรียนเข้ามามากมากว่าสุสานประมาณ 200 แห่งเหล่านั้นเป็นแหล่งแพร่โรคระบาด ทางการจึงตัดสินใจ “ล้างสุสาน”มอบหมายให้สหพันธ์คนงานเหมืองแร่รับหน้าที่ขุดอุโมงค์เก่าเป็นสุสานใต้ดินเพื่อใช้เป็นที่เก็บกระดูกที่ทยอยขนจากสุสานต่างๆทั่วกรุงปารีส โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 จนถึงกลางศตวรรษที่ 19




    กลับมาที่ปัจจุบันกันบ้าง เมื่อจ่ายเงินค่าตั๋วเข้าชมเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มออกตลุยโลกใต้ดินของปารีสด้วยการเดินลงบันไดหินวนเป็นเกลียวเล็กๆลงไปประมาณ 20 เมตรจากพื้นดิน นับคร่าวๆก็ตกหลายสิบขั้น อาจจะถึงร้อยขั้นอยู่

    ลงไปเจอนิทรรศการแสดงประวัติของสถานที่ ก่อนจะเข้าอุโมงค์กว้างประมาณสองเมตร ตามผนังมีโคมไฟติดให้แสงสว่างเป็นระยะ บางจุดมีป้ายบอกว่าด้านบนขึ้นไปคือจุดไหนของปารีส

    เดินวนตามทางไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เจอเวิ้งน้อยใหญ่ บ้างเป็นบ่อเก่า บ้างเป็นรูปสลักบ้านเรือนจากหิน จนไปถึงเวิ้งกว้างที่สุด มีป้ายนิทรรศการบอกว่าเจ้าใหญ่นายโตคนไหนเคยมาเยี่ยมชมที่นี่ ด้านหลังเป็นเสารับเพดานถ้ำขนาดใหญ่ทาลายกราฟฟิคสีขาวกับสีดำ ดูพิเศษแปลกตาจากผนังหินอุโมงค์ที่ผ่านตามาตลอดชั่ว 20 นาทีแรก


    ที่นี่คือทางเข้าสุสานอิสซัวร์ (Tombe Issoire) ที่ด้านหน้าประตูเขียนไว้ว่า “หยุดเดี๋ยวนี้ ที่นี่คืออาณาจักรคนตาย” และเมื่อผ่านประตูนั้นเข้าไป ภาพที่เห็นคือกองกระดูกกับกระโหลกเรียงกันเป็นระเบียบเรียบร้อยตามรายทางเดินคดเคี้ยวร่วมครึ่งชั่วโมง โดยมีกระโหลกรับหน้าที่สร้างลวดลายให้แต่ละกองแตกต่างกัน กองกระดูกสูงประมาณ 2-3 เมตรทุกแผงจะมีป้ายติดกำกับ ถ้าไม่เป็นการบอกว่ากองกระดูกเหล่านี้ขนมาจากสุสานไหน เมื่อไหร่ ก็จะเป็นสุภาษิตและคำขวัญเกี่ยวกับความตาย


    หลังจากนั้น ก่อนจะขึ้นบันไดวนนับร้อยขั้นขึ้นสู่พื้นดินอีกรอบ ก็ต้องเดิน เดิน เดิน เดินให้ครบหนึ่งกิโลเจ็ดร้อยเมตร เดินสบสายตากระโหลกให้ครบทั้งหกล้าน เดินจนหายกลัวและเริ่มชินชา เดินจนในช่วงท้ายๆ หน้ามืดตาลายรู้สึกเหมือนกระโหลกในเวิ้งหลังๆเริ่มส่งยิ้มให้


    จึงไม่น่าแปลกใจหรอกที่เมื่อคืนฉันจะนอนหลับๆตื่นๆ











 

Create Date : 23 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2551 1:09:49 น.
Counter : 1337 Pageviews.  

Paris – Paradis de la photographie ปารีส สวรรค์ของคนรักภาพถ่าย

Paris – Paradis de la photographie ปารีส สวรรค์ของคนรักภาพถ่าย


    ถ้าไม่มาหน้าหนาว ตอนที่อุณหภูมิตกต่ำอยู่แถวๆเลขศูนย์ละก็ ฉันบอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า ปารีสเป็นสรวงสวรรค์ของผู้ที่รักภาพถ่ายและการถ่ายภาพ เพราะนอกจากจะได้ถ่ายรูปโดยมีฉากหลังเป็นมหานครที่ได้ชื่อสวยที่สุดในโลก มีสถานที่ให้ถ่ายภาพตระการตานับไม่ถ้วนแล้ว ปารีสยังเป็นหนึ่งในเมืองไม่กี่เมืองในโลกที่ให้ความสำคัญยกย่องภาพถ่ายว่าเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่ง มีศักดิ์ศรี มีการสนับสนุนกันจริงจัง

    ปารีสมีเทศกาลภาพถ่ายประจำปีซึ่งมีชื่อว่า Mois de la photo (มัวส์ เดอ ลา โฟโต – เดือนแห่งภาพถ่าย) ซึ่งจัดมาตั้งแต่ปี 2004 โดยในปีนี้จะเริ่มต้นขึ้นในเดือนกันยายน ตลอดทั้งงานจะมีนิทรรศการภาพถ่ายให้ไล่ชมกันหูตาเฉะมากถึง 70-80 งาน มีสัมมนาพูดคุยเรื่องภาพถ่าย และเปิดโอกาสให้พบปะกับตากล้องระดับโลกด้วย

    แต่ถ้าใครใจร้อนหรือไม่ว่างเดือนกันยา ปารีสก็ยังมีนิทรรศการภาพถ่ายที่น่าสนใจเปิดให้ชมตามพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรีต่างๆตลอดทั้งปี และถ้ามีเวลาไม่มากนัก อยากดูแบบเนื้อๆของจริง ฉันขอแนะนำให้เช็คโปรแกรมของสถานที่จัดนิทรรศการภาพถ่าย 3 แห่ง ต่อไปนี้


    แห่งแรก คือ Maison européenne de la photographie (เมซงยูโรเปียนเดอลาโฟโตกราฟี – ศูนย์ศิลปะภาพถ่ายแห่งยุโรป) ซึ่งนอกเหนือจากผลงานภาพถ่ายคุณภาพของยุโรปตั้งแต่ทศวรรตที่ 50 ถึงปัจจุบันจัดแสดงตลอดทั้งปีแล้ว ยังมีนิทรรศการชั่วคราวจัดแสดงผลงานของช่างกล้องที่มีชื่อเสียงผลัดเปลี่ยนกันมาอย่างสม่ำเสมอ

    นิทรรศการที่ฉันมีโอกาสได้ดูที่นี่คือ โชจิ อูเอดะ (Shoji Ueda 1913–2000) ตากล้องชาวญี่ปุ่นที่ได้รับความชื่นชมจากวงการถ่ายภาพของตะวันตก สร้างชื่อเสียงจากภาพถ่ายที่จัดองค์ประกอบแบบพิลึกหลุดโลกบนเนินทราย กับนิทรรศการผลงานของ เอดูอาร์ต์ บูบาร์ต์ (Edouart Boubat 1923– 1999) ช่างภาพข่าวชาวฝรั่งเศส ผู้เน้นความสวยงามของชีวิตต้านความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง เจ้าของสมญานาม “นักข่าวแห่งสันติภาพ”

    เมื่อดูนิทรรศการครบทั้งสามชั้นแล้ว สามารถใช้ตั๋วเข้าชมเป็นบัตรผ่านเข้าไปนั่งพักดูภาพยนตร์เกี่ยวกับการถ่ายภาพและเปิดดูหนังสือภาพสวยๆในห้องสมุดที่เพียบพร้อมของที่นี่ได้ตลอดทั้งวัน



    แห่งที่สองคือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย เฌอเดอโปม (Jeu de paume) ที่นี่เน้นแสดงผลงานภาพถ่ายร่วมสมัยตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 70 จนถึงปัจจุบัน ไม่มีนิทรรศการประจำถาวร แต่โปรแกรมที่คัดเลือกมาล้วนเด็ดดวงมีแต่ศิลปินดังๆระดับโลกทั้งสิ้น เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์โปรดของฉันเลยทีเดียว

    นิทรรศการที่ฉันได้ไปดูที่นี่เมื่อไม่นานมานี้คือ นิทรรศการรวบรวมผลงานภาพถ่ายตลอดทั้งชีวิตของเอ็ดเวิร์ด สไตเชน (Edward Steichen 1879-1973) หนึ่งในช่างกล้องที่มีอิทธิพลอย่างสูงในวงการภาพถ่ายสมัยใหม่ โดยเฉพาะงานพอร์เทร็ตบุคคล กับ นิทรรศการอลังการงานสร้างของปิแอร์กับจิลล์(Pierre et Gilles)ศิลปินช่างภาพ+จิตกรคู่เกย์เก๋ไก๋ที่มีเอกลักษณ์และอารมณ์ขันเฉพาะตัว



    แห่งที่สามคือ ฟงดาซิยง (กองทุน) อองรี การ์ติเยร์-เบรสซง (Fondation Henri Cartier-Bresson) ซึ่งก่อตั้งขึ้นปี 2003 นี้เอง อุทิศให้ อองรี การ์ติเยร์-เบรสซง ช่างภาพชาวฝรั่งเศสที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของการถ่ายภาพสมัยใหม่

    ที่นี่จะมีผลงานภาพถ่ายที่ล้างอัดมาจากฟิล์มแท้ๆของเขาให้ดูเป็นขวัญตา มีนิทรรศการผลงานของตากล้องอื่นๆผลัดเวียนมาเปิดแสดง และในช่วงเดือนเมษายนจะเป็นนิทรรศการผลงานของผู้ชนะเลิศการประกวดชิงทุน HCB Award ซึ่งจะพิจารณาให้ทุนเป็นเงิน 30 000 ยูโรแก่ช่างภาพทั่วโลกทุกสัญชาติไม่จำกัดอายุ นำไปดำเนินการสร้างฝัน ผลิตผลงานให้ออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน

    ใครอยากรู้ว่ารางวัลนี้ตีเป็นเงินบาทได้คร่าวๆ เท่าไหร่ ลองคูณด้วย 50


    เมื่อได้ตัวเลขมาแล้ว อยากรู้กฎกติกาเพิ่มเติม ก็ตามไปดูที่ //www.henricartierbresson.org ได้เลยค่ะ







 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2551 15:44:13 น.
Counter : 531 Pageviews.  

1  2  

Mutation
Location :
somewhere in Hong Kong SAR

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




ฉั น คื อ ใ ค ร

     สาวพฤษภชาวแกลงแห่งเมืองระยอง ลอยละล่องเรื่อยไปจนปาเข้าสามสิบ กว่าจะได้พบอาชีพที่ต้องจริตจนคิดตั้งตัวเป็นนักแปลรับจ้างเร่ร่อนไร้สังกัด ปัจจุบันเปิดสำนักพิมพ์เล็กๆ ชื่อ "กำมะหยี่"

     จุดหมายในชีวิต หลังจากผันผ่านคืนวันมาหลายปีดีดัก ขอพักไม่หวังทำอะไรใหญ่โต ขอเพียงมีชีวิตสุขสงบ ได้ทำสิ่งที่ดีๆ ทำตามหน้าที่ของตนในทุกด้านอย่างดีที่สุด แค่นั้นพอ

      ฉันมีหวานใจ- สามี - สุดที่รักแสนดีชาวฝรั่งเศส แถมเรือพ่วงสองลำเล็กๆ ตอนนี้มาใช้ชีวิตกันอยู่ที่ฮ่องกง





โฆษณา
.



c o p y l e f t

Creative Commons License

งานเขียนและภาพในบล้อกนี้อยู่ภายใต้
Creative Commons Attribution

สามารถคัดลอกเพื่อเผยแพร่ได้
หากไม่ทำเพื่อการค้าหาเงินเข้ากระเป๋า
และต้องบอกที่มา ลงชื่อผู้เขียนด้วยนะจ๊ะ


>> Add เป็นเพื่อนกัน Click พลันที่นี่



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Mutation's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.