การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส 2007 - ผลการเลือกตั้งรอบที่ 1

ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส 2007 : รอบแรกผ่านไป


     หมายเหตุ : บทความนี้ไม่ได้ตีพิมพ์ลงมติชนสุดสัปดาห์ อาจจะเป็นเพราะส่งต้นฉบับช้า เนื้อหาไม่ดี หรือพื้นที่ในฉบับมีจำกัด แต่ขอนำมาลงไว้ในที่นี่ เพื่อให้ผู้ที่ติดตามอยู่ได้อ่านกัน

     วันเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส 2007 รอบแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา เป็นวันที่สื่อมวลชนฝรั่งเศสต้องปรับหลักการในการทำงานใหม่จาก “เสนอข่าวให้เร็วที่สุด” มาเป็น “เสนอข่าวให้ชัดเจนครบถ้วนที่สุด”

     เพราะกฎหมายเลือกตั้งของฝรั่งเศสกำหนดไว้ว่า ห้ามสื่อมวลชนฝรั่งเศสนำเสนอตัวเลขจากการหยั่งคะแนนเสียงหน้าคูหาในวันเลือกตั้งก่อนเวลาปิดจุดเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ คือ สองทุ่มตรง ด้วยเกรงว่าจะเป็นการชี้นำผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงที่กำลังจะไปหย่อนบัตรในวินาทีสุดท้าย

     แต่ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบัน ข้อมูลที่สื่อมวลชนฝรั่งเศสไม่สามารถป่าวประกาศได้นี้ก็ถูกเพื่อนร่วมอาชีพต่างชาติ (แต่ไม่ต่างภาษา) ชาวเบลเยี่ยมและสวิตเซอร์แลนด์อาศัยช่องว่างของช่วงต่างตามเวลาท้องถิ่นแถลงผลเลือกตั้งทางโทรทัศน์ตัดหน้าเป็นรายแรกๆ เช่นเดียวกับตอนเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่แล้วในปี 2002


     ดังนั้น ผู้ที่ได้รู้ข่าวคนแรกๆ ว่านายนิโกลาส์ ซาร์โกซี (ผู้มีคะแนน 11,448,663 เสียง = 31.18%) กับ นางเซโกแลน โรยัล (9,500,112 เสียง = 25.87%) ได้รับเสียงเป็นอันดับที่หนึ่งกับสองตามลำดับ และได้เข้าสู่การเลือกตั้งรอบสองในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ กลับไม่ใช่ชาวฝรั่งเศสผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง แต่เป็นประชาชนผู้รับชมโทรทัศน์ในประเทศเพื่อนบ้าน

     เจอโจทย์ยากๆ แบบนี้เข้า สถานีโทรทัศน์ของฝรั่งเศสเลยหันมามุ่งเน้นความสมบูรณ์ของข้อมูลกับความคิดเห็นจากแขกรับเชิญตัวแทนจากพรรคต่างๆ ที่สลับมาพูดถึงผลการเลือกตั้งครั้งนี้กันอย่างคับคั่ง ต่างคนต่างให้เหตุผลที่มาของผลการเลือกตั้งครั้งนี้ตามมุมมองของตัวเอง รวมไปถึงการพูดคุยคาดการณ์ถึงสิ่งที่ทั้งสองพรรคใหญ่ คือ อูเอ็มเป ของนายนิโกลาส์ ซาร์โกซี และพรรคสังคมนิยมของนางเซโกแลน โรยัล จะต้องเตรียมดำเนินการสำหรับการประลองฝีมือแบบตัวต่อตัว

     การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสครั้งนี้ มีผู้มีสิทธิไปลงคะแนนเสียงมากเป็นประวัติการณ์ คือ ร้อยละ 83,77 (37,254 242 คน) ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 44,472,834 คน มีการหย่อนบัตรไม่ออกเสียงและมีบัตรเสียรวมกันได้ 534,846 ใบ (1,44%) มีคนนอนหลับทับสิทธิ์ ไม่ไปเลือกตั้ง 7,218,592 คน (16,23%)

     ผลการรวมคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจากกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศส ผู้ที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งสูงเป็นอันดับที่สาม คือ นายฟรองซัวซ์ ไบรู ประธานพรรคสายกลางอูเดเอฟ (6,820,119 เสียง = 18.57%) ตามด้วยนายหัวพรรคขวาสุดโต่ง ฟรงต์ นาซิยงนาล นายฌอง-มารี เลอ เปน (3,834,530 เสียง = 10.44%) ผู้สูญเสียคะแนนเสียงจากครั้งที่แล้ว คราวที่เขาผ่านเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งที่สองไปนับล้านเสียง

     อันดับห้าที่ไต่ขึ้นมาแบบเหนือความคาดหมาย คือ พ่อหนุ่มคอมมิวนิสต์นักปฏิวัติที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ โอลิวิเยร์ เบอซองเซอโนต์ (1,498,581 เสียง = 4.08%) ต่อด้วยทายาทขุนนางเก่าฟิลิปป์ เดอ วิลลิแยร์ส์ (818,407 เสียง = 2.23%) ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส มารี-จอร์จ บุฟเฟต์ (707,268 เสียง = 1,93 %) และตัวแทนจากพรรคเขียวโดมินิก โวยเนต์ (576,666 เสียง = 1.57%)

     สี่อันดับสุดท้าย ประกอบด้วย อาร์เล็ตต์ ลากิเยร์ จากพรรคพลังแรงงาน เธอปิดฉากการลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่ 6 ด้วยคะแนน 487,857 เสียง(1.33%) นำหน้าโจเซ โบเว ผู้นำเกษตรกรต่อต้านโลกาภิวัตน์ (483,008 เสียง = 1.32%) กับ เฟรเดริค นิอูส์ ตัวแทนนายพรานและนักตกปลา (420,645 เสียง = 1.15%)

     ส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนเสียงน้อยที่สุดในการเลือกตั้งรอบแรกนี้ คือนายเจราร์ด์ ชิวาร์ดิ ผู้สมัครเพื่อคนทำงานและนายกเทศมนตรี ผู้ได้รับคะแนน 123,540 เสียง (0,34 %)

     รายงานผลคะแนนรอบแรกกันไปแล้ว ทีนี้มาดูยุทธวิธีของผู้แข่งขันที่ผ่านด่านเข้าสู่ศึกรอบสองกันบ้างดีกว่า


     อันที่จริง ดูเผินๆ ก็ง่ายๆ คล้ายไม่ต้องคิดอะไรมาก ทั้งสองฝ่ายต่างมีฐานคะแนนรองพื้นกันอยู่แล้ว คือ 31.18% ฝั่งนายนิโกลาส์ ซาร์โกซี กับ 25.87% ฝั่งนางเซโกแลน โรยัล เชื่อกันว่าผู้สนับสนุนที่อยู่ในกลุ่มนี้คงจะไม่ยอมพลาดการออกไปลงคะแนนให้ผู้สมัครของตนในรอบสองเป็นแม่นมั่น

     สิ่งที่ต้องทำก็คือ พยายามดึงคะแนนของบรรดาผู้สมัครที่ตกรอบแรกมาเป็นของตัวเองให้มากที่สุด


     ถึงแม้ผู้สมัครผู้ร่วมอุดมคติเอียงซ้ายทั้งหกคนจะประกาศยกคะแนนความนิยมของตนที่รวมกันแล้วมากถึง 10,23% ให้นางเซโกแลน โรยัล แต่ก็เป็นเพียงคะแนนที่พอจะนำมาใช้คานกับเสียงที่อาจจะมาจากพรรคฝ่ายขวาอื่นๆ ที่ไม่มีทางหันมาเลือกพรรคสังคมนิยมได้เท่านั้น

     พอบวกลบกันแล้ว ก็เกิดข้อสรุปที่ทั้งพรรคอูเอ็มเปและพรรคสังคมนิยมต่างเห็นพ้องต้องกัน คือ เสียงที่จะมาตัดสินการแข่งขันรอบสองได้อย่างขาดลอย คือ คะแนนร้อยละ 18.57 ที่นายฟรองซัวซ์ ไบรู ได้ไปในการเลือกตั้งรอบแรก

     นายฟรองซัวส์ ไบรู แห่งพรรคสายกลางอูเดเอฟเลยกลายเป็นบุรุษเนื้อหอมที่สุดในฝรั่งเศสในชั่วข้ามคืน สองพรรคใหญ่ที่ยังต้องขับเคี่ยวกันต่อในสนามหาเสียงเลือกตั้งต่างจัดเทียบเชิญ ส่งพ่อสื่อแม่ชักเข้าเจรจาขอผูกสัมพันธ์ด้วย ชนิดที่เรียกว่าหัวกระไดไม่แห้ง

     แต่นายฟรองซัวซ์ ไบรู นั้น ดูเหมือนจะไม่ค่อยหวั่นไหวกับสินจ้างรางวัลในการได้เข้าร่วมพรรครัฐบาลตามที่มีคนเปรยๆ ลอยตามลมมาเท่าใดนัก เขาเพิ่งประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าตนจะไม่ชักจูง เทคะแนน หรือบอกให้ผู้สนับสนุนของตนเลือกฝ่ายไหนทั้งสิ้น

     เหตุผลหนึ่งก็คงจะเป็นเพราะเขาต้องรักษาคำพูดที่หาเสียงและภาพของพรรคสายกลางเอาไว้ ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือ เขาจำเป็นต้องเก็บคะแนนของผู้ที่เลือกตนเองเอาไว้สำหรับสนามเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร ที่จะจัดขึ้นในอีกไม่นานนี้ด้วย

     เท่าที่ติดตามการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสครั้งนี้ตั้งแต่แรกมา ฉันอดรู้สึกไม่ได้ว่า คะแนนเสียงที่หย่อนลงหีบในการเลือกตั้งรอบแรกนั้นเป็นคะแนนจากความรักความชอบ ผู้มีสิทธิออกเสียงตั้งใจออกจากบ้านไปคูหาเลือกตั้งเพื่อสนับสนุนผู้สมัครที่ตนชื่นชม ไม่ว่าเขาหรือเธอผู้นั้นจะมีสิทธิเข้าสู่รอบสองหรือไม่

     แต่พอมาถึงการเลือกตั้งรอบที่สอง คะแนนเลือกตั้งกลับกลายเป็นคะแนนจากความเกลียด ที่ผู้ออกเสียงจำต้องลงคะแนนไปเพียงเพื่อกีดกันผู้สมัครที่ตนชิงชังไม่ให้ขึ้นสู่ตำแหน่งประมุขของชาติ

     ระหว่างนายนิโกลาส์ ซาร์โกซี กับ นางเซโกแลน โรยัล สองผู้สมัครที่ผ่านเข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบที่สองในปีนี้ ใครมีคนไม่ชอบมากกว่ากัน

     วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม คงได้รู้กันแล้วค่ะ







 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2550 11:48:21 น.
Counter : 576 Pageviews.  

มติชน สุดฯ ฉบับวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2550

ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส 2007 : รวมมิตรผู้สมัครรายย่อย (3)


     การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในช่วงท้ายๆ นี้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคนต่างเร่งฝีเท้าเก็บคะแนนกันเต็มกำลัง นอกจากการแจกใบปลิว ติดโปสเตอร์ เดินสายขึ้นเวทีปราศรัย ออกสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์หรือวิทยุตามวิถีเดิมๆ แล้ว การหาเสียงในโลกเสมือนบนอินเตอร์เน็ตก็คึกคักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย

     เวบไซต์ประจำตัวผู้สมัครกลายเป็นเครื่องมือในการรณรงค์หาเสียงภาคบังคับที่ใช้ในการนำเสนอประวัติชีวิต ผลงาน นโยบาย แจ้งกำหนดการเปิดปราศรัยหาเสียง และกลยุทธ์ต่างๆ ชนิดที่ต้องอัพเดทกันตลอดเวลา

     ยิ่งตอนนี้บล้อก (Blog) หรือบันทึกบนเน็ตกำลังเป็นที่นิยม ไม่ว่าใครก็สามารถเปิดพื้นที่ส่วนตัวแสดงความคิดเห็น ความชอบและความชังของตนอย่างเปิดเผย ไม่ต้องเสียสตางค์ ทั้งยังส่งลิงก์เชื่อมต่อข้อมูลถึงกันได้ง่ายดายเพียงขยับปลายนิ้ว อินเตอร์เน็ตจึงเป็นเวทีหาเสียงแห่งใหม่ที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเพิกเฉยไม่ได้อีกต่อไป

     ยิ่งขยับเข้าใกล้วันหย่อนบัตรเลือกตั้ง วิธี ‘การตลาด’ ที่นำมาใช้ก็ยิ่งรุนแรงแบบถึงลูกถึงคน ใครมีทีเด็ดอะไรก็งัดกันออกมาใช้รุกและรับกันไปมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สมัครจากพรรคใหญ่สองพรรคที่มีคะแนนสูสีในการสำรวจความคิดเห็นอย่างนิโกลาส์ ซาร์โกซี กับ เซโกแลน โรยัล

     ทุกๆ วัน “ไซเบอร์ ซุปปอร์เตอร์” หรือ ผู้สนับสนุนบนเน็ตของนิโกลาส์ ซาร์โกซี จะได้รับอีเมลแจ้ง ‘กิจกรรมประจำวัน’ อย่างเช่น วันนี้กำหนดให้อ่านหนังสือของซาร์โกซีชื่อ “Ensemble” (ด้วยกัน) และร่วมแสดงความคิดเห็นบนเวบไซต์

     ส่วน ‘อี-มิลิตองต์’ หรือ นักต่อสู้บนเน็ตของเซโกแลน โรยัล ก็ได้รับอีเมลแจ้ง ‘หัวข้อพูดคุยประจำวัน’ เพื่อนำไป ‘ถก’ กันบนเวบไซต์

     ถกกันเองยังไม่ค่อยสะใจ บางคนข้ามถิ่นออกไปเถียงกับ ‘สาวก’ ฝ่ายตรงข้ามผ่านเวบไซต์ที่วางตัวเป็นกลาง เช่นเวบไซต์ของสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวความเคลื่อนไหวการรณรงค์หาเสียง

     เมื่อใดที่มีการเปิดโอกาสให้ผู้อ่านแสดงความคิดเห็น ข้อความโจมตีกันและกันจากแต่ละฝ่ายชนิดถึงพริกถึงขิงก็จะปรากฏขึ้น จนพรรคการเมืองต้นสังกัดต้องออกมาปรามๆ ขอให้แฟนๆ ของตนรักษากติกามารยาท และรักษาหน้าของคนที่พวกเขาสนับสนุนบ้าง



     อันที่จริง การเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีเกร็ดเล็กประเด็นน้อยอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกไม่น้อย เช่น มีหนังสือเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้วางแผงรับกระแสมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือประวัติชีวิตของผู้สมัคร หนังสือที่เขียนโดยผู้สมัคร หนังสือชื่นชมผู้สมัคร หนังสือโจมตีผู้สมัคร หนังสือการ์ตูนเสียดสีผู้สมัคร มีแม้กระทั่งพจนานุกรมอธิบายศัพท์เลือกตั้งครั้งนี้โดยเฉพาะ และหลายเล่มขายดีติดอันดับเสียด้วย

     แต่น่าเสียดาย เรายังเหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งสามคนสุดท้ายที่กำลังรอคิวให้แนะนำตัวอยู่ ถ้าจะละเว้นข้ามไปเลยก็ดูจะผิดหลักความเสมอภาค

     ดังนั้น เรามาเริ่มกันเลย ที่ผู้สมัครคนแรก เขาเป็นผู้สมัครเพื่อคนใช้แรงงานและ... บรรดานายกเทศมนตรี

     เขาชื่อเจราร์ด์ ชิวาร์ดิ (Gérard Schivardi) จากพรรคแรงงาน (Parti des Travailleurs - PT) พรรคฝ่ายซ้ายที่หาเสียงด้วยสโลแกน “เพื่อกอบกู้ประชาธิปไตย”

     เจราร์ด์ ชิวาร์ดิ เกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1950 ที่จังหวัดนาร์บอนน์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เขามีอาชีพเป็นช่างก่อสร้าง เข้าเป็นสมาชิกสภาเมืองมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 และได้รับเลือกตั้งเป็นเทศมนตรีเมืองไมอัค เมื่อปี ค.ศ. 2001 โดยในปีเดียวกันนั้นเอง เขาได้รับเหรียญเงินกล้าหาญจากการอุทิศตัวเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในเมืองของตนระหว่างเหตุการณ์น้ำท่วม

     ชิวาร์ดิ ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรก นโยบายของเขาเน้นเรื่องการรักษาสิทธิประโยชน์ของตำบลตามต่างจังหวัดและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ เขาเป็นหนึ่งในผู้สมัครรายย่อยที่ปฏิเสธไม่รับรองธรรมนูญสหภาพยุโรป จนถึงขั้นไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมสหภาพยุโรป


     ผู้สมัครคนต่อไปเป็นตัวแทนจากพรรคเอ็มเปเอฟ (Mouvement pour la France- MPF) เจ้าของสโลแกน “ฟื้นฟูความภาคภูมิใจในการเป็นคนฝรั่งเศส” เขาชื่อ ฟิลิปป์ เดอ วิลลิเยร์ส์ (Philippe de Villiers)

     กล่าวกันว่าผู้สมัครคนนี้เป็นอีกทางเลือกของพวกขวาสุดขอบชอบชาตินิยมจัดๆ แต่ไม่อยากเลือกนายฌอง-มารี เลอ เปน ผู้สมัครจากพรรคฟรงต์ นาซิยงนาล พรรคขวาจัดอีกพรรคที่ลอยลำอยู่ในกลุ่มผู้สมัครรายใหญ่ 4 คน (ซาโกซี - เซโกแลน - ไบรู- เลอ เปน)

     เดอ วิลลิเยร์ส์ เกิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1949 ที่เมืองบูโลญ แคว้นวองเด้ (ที่มั่นเก่าของพวกกษัตริย์นิยมของฝรั่งเศสช่วงหลังปฏิวัติฝรั่งเศส 1793-1796) มีชื่อจริงยาวเหยียดว่า ฟิลิปป์ เลอ โจลีส์ เดอ วิลลิเยร์ส์ เดอ แซงติญนง จากครอบครัวที่สืบเชื้อสายจากเจ้าขุนมูลนายเก่านอร์มังดี (คำว่า de (เดอ) ต่อด้วยชื่อสถานที่ในนามสกุลของฝรั่งเศสนั้น เทียบได้กับคำว่า ณ ในนามสกุลเจ้าเมืองเก่าของไทย เช่น ณ เชียงใหม่ ณ สงขลา)

      เขาสำเร็จการศึกษาตามสูตรสำเร็จนักการเมืองฝรั่งเศส คือ จบปริญญาโทด้านกฎหมาย ต่อด้วยสถาบันรัฐศาสตร์ชั้นสูง ซิยอง โป (Sceince Po) และเลนา (L’ENA)

     วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2005 ฟิลิปป์ เดอ วิลลิเยร์ส์เป็นผู้สมัครคนแรกที่ประกาศตัวอย่างเป็นทางการว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ นโยบายของเขาเน้นคำว่า “ไม่” ไม่เอาผู้อพยพ ไม่เอาโลกาภิวัตน์ ไม่เอาสหภาพยุโรป ไม่เอาตุรกีเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ไม่เอาการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกัน ฯลฯ

     ผู้สมัครคนสุดท้ายเป็นนักล่ามาจากพรรคที่มีชื่อบ่งบอกจุดยืนชัดเจน พรรคล่าสัตว์ ตกปลา ธรรมชาติและประเพณี (Chasse, Pêche, Nature et Tradition- CNPT) โดยชูสโลแกน “บ้านนอก มาก่อน”



     ตัวแทนจากพรรคนี้ คือ เฟรเดริค นิอูส์ (Frédéric Nihous)

     เฟรเดริค นิอูส์ เกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1967 ที่เมืองวาลองเซียนส์ จังหวัดนอร์ด์ ทางเหนือของประเทศ สำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายระดับปริญญาเอก เคยเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกัมเบร อยู่ 2 ปี

     นิอูส์ รักการล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจตั้งแต่เป็นวัยรุ่น พ่อของเขาซื้อปืนกระบอกแรกให้เมื่อเขาอายุ 16 ปี ต่อมาได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมล่าสัตว์ต่างๆ ในภูมิลำเนาของตนจนได้รับตำแหน่งสูงในสหภาพนักล่าสัตว์ประจำภูมิภาค

     หลังจากเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วย ฌอง- แซงต์-โจสส์ ตัวแทนพรรคในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่แล้วจนได้คะแนนสูงเป็นประวัติการณ์ของพรรค ในปีนี้เขาเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยความหวังว่านักล่า นักตกปลา 3 ล้าน 6 แสนคนทั่วประเทศฝรั่งเศสจะเทคะแนนให้

     ด้วยหลักการยืนหยัดด้วยลำแข้งไม่เข้าพวกกับใคร พรรคล่าสัตว์ ตกปลา ธรรมชาติและประเพณี ปฏิเสธไม่ยกคะแนนผู้สนับสนุนของตนในรอบสองให้ผู้สมัครฝ่ายใดที่เข้ารอบ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา

     คราวหน้า เราจะได้รู้กันแล้วว่าใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะได้คะแนนเท่าไหร่ในการเลือกตั้งรอบแรก

     และถ้าผลการเลือกตั้งรอบนี้ไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของผู้ลงคะแนนทั้งหมด

     ก็จะมีการเลือกตั้งรอบที่สองเกิดขึ้น... ตามกติกา






 

Create Date : 28 เมษายน 2550    
Last Update : 28 เมษายน 2550 13:46:09 น.
Counter : 482 Pageviews.  

มติชน สุดฯ ฉบับวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2550

ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส 2007 : รวมมิตรผู้สมัครรายย่อย (2)


     ในช่วงนี้ ระหว่างติดตามศึกหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพื่อเก็บสถานการณ์ในสนามแข่งขันมารายงานต่อท่านผู้อ่าน ฉันรู้สึกเหมือนเป็นครูโรงเรียนอนุบาลที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ต้อนรับและพาผู้มาเยี่ยมไปทำความรู้จักโรงเรียน ตอนกำลังมีงานแข่งขันกีฬาสีประจำปี

     ขณะที่ฉันหยิบโพยเตรียมแนะนำผู้เข้าแข่งขันรายต่อไป ในสนามแข่งขัน เด็กๆ ใส่เสื้อหลากสีสันเริ่มขว้างปาข้าวของ สาดโคลนข่มกันชุลมุน ปะทะคารมใส่กันฉอดๆ โดยประเด็นหลักที่ถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ คือ เอกลักษณ์ของชาติฝรั่งเศส

     “ฉันว่าไม่เห็นแปลกที่คนเราจะภาคภูมิใจในเพลงชาติ และประดับธงชาติฝรั่งเศสตามบ้านในวันชาติเหมือนที่ประเทศอื่นๆ เขาทำกัน” แม่หนูเซโกแลน โรยัล จากสีชมพู พรรคสังคมนิยม (FS) ประกาศ

     “เรื่องเอกลักษณ์ของชาติน่ะ ผมพูดขึ้นมาก่อนนะ ถ้าจะมาเลียนแบบความคิดเรื่องนี้ กรุณาอย่าทำเกินเลย ถึงขนาดให้ประดับธงทุกบ้าน มันมากไป” หนูน้อยนิโกลาส์ ซาร์โกซี จากพรรคฝ่ายขวา (UMP) ในเสื้อสีฟ้ากล่าวเหยียดๆ เมื่อเดือนก่อน เขาเพิ่งลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย เพื่ออุทิศเวลาให้กับการหาเสียงเลือกตั้งอย่างเต็มที่

     “ลา มาร์เซยแยส เพลงชาติฝรั่งเศสน่ะควรจะเปลี่ยนเนื้อได้แล้ว เพลงปลุกใจทหารบ้าเลือดแบบนั้นมันไม่เหมาะกับยุคนี้อีกต่อไป ถ้าผมเป็นประธานาธิบดี จะเปิดให้มีการแข่งขันแต่งเพลงชาติใหม่ เน้นเรื่องสันติภาพเป็นหลัก แล้วเรื่องธงน่ะ ควรจะประดับธงสันติภาพที่เราใช้ในการประท้วงต่างๆ มากกว่า” เด็กชายโจเซ โบเว จากสีน้ำตาล นักต่อต้านกระแสโลกาภิวัฒน์ตะโกนลั่น

     “ผมรู้สึกลำบากใจมากที่เห็นผู้สมัครจากพรรคฝ่ายซ้ายพยายามหาเสียง ด้วยการบอกว่าชาติฝรั่งเศสของเรามีความคลอนแคลนเรื่องเอกลักษณ์ของชาติ ผมขอย้ำว่า สาธารณรัฐสร้างชาติ ไม่ใช่ชาติที่สร้างสาธารณรัฐ” เด็กชายฟรองซัวส์ ไบรู จากพรรคสายกลาง (UDF) สีเทากล่าวขรึมๆ

     (เอ่อ ช่วยขยายความประโยคหลังให้ฟังหน่อยสิคะหนู ครูไม่เข้าใจ)


     “เพลงชาติและธงชาติฝรั่งเศสเป็นสัญลักษณ์ที่ประชาชนเป็นเจ้าของ ไม่ควรนำมาเป็นหัวข้อถกเถียงกันเหมือนกับเป็นเศษฟองน้ำ” มารี-จอร์จ บุฟเฟต์ส่ายหน้า เธอเป็นหัวหน้าสีแดง ตัวแทนจากพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส (PCF)

     “ครูฮะ ครูฮะ พวกเขาขโมยไอเดียของผมไป เห็นมั้ยล่ะว่าผมคิดถูกมาตั้งนานแล้ว ผมพูดเรื่องชาติฝรั่งเศสมาตลอด เลือกตั้งครั้งนี้ ผมได้เสียงเพิ่มขึ้นอีกเพียบแน่” เด็กชายฌอง-มารี เลอ เปน จากพรรคชาตินิยมขวาจัด (FN) หัวหน้าสีน้ำเงิน เบียดร่างใหญ่อวบอ้วนฝ่าฝูงชน ยิ้มร่าออกมาด้านหน้า

      ทุกคนหันหน้าทุ่มเถียงกันฟังไม่ได้ศัพท์ ฉันถอยหลังกรูดออกมาตั้งหลัก แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยง เมื่อเจอเด็กหกคนยืนตั้งแถวหน้ากระดาน ร้องตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า คุณครูยังไม่ได้แนะนำตัวผม/หนูเลย ไม่ยอม ไม่เสมอภาค ไม่เท่าเทียมกัน ประท้วง อย่างนี้ต้องประท้วง!!

     (โอ้ ฝรั่งเศส ประเทศแห่งการประท้วง ประท้วงกันตั้งแต่อนุบาลเชียวหรือ)

     ก่อนเรื่องราวจะบานปลายใหญ่โต ฉันเรียกตัวเด็กหญิงเสื้อสีเขียวออกมาแนะนำตัวเป็นคนแรก

     “สวัสดีค่ะ หนูชื่อโดมินิก โวยเนต์ (Dominique Voynet) จากพรรคแวร์ต์ส์ (Verts) ค่ะ”

     จากชื่อพรรคที่แปลกันตรงๆ ว่า “เขียว” คงจะบอกถึงหลักการของพรรคการเมืองเล็กๆ พรรคนี้ได้อย่างชัดเจนชนิดไม่ต้องอธิบายอะไรกันมาก

     โดมินิก โวยเนต์ สถานภาพโสดลูกสอง เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1958 ที่เมืองมงต์เบลิอาร์ด์ จังหวัดดูบ์ส์ ทางตะวันออกของฝรั่งเศส จบการศึกษาด้านวิสัญญีแพทย์ ปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภา และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคแวร์ต์ส์ในปี ค.ศ. 1984 โดยก่อนหน้านั้น เธอเข้าสู่วงการอนุรักษ์ธรรมชาติจากการต่อต้านโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในช่วงปี 70


     โวยเนต์ เคยลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1995 และในปี ค.ศ. 1997 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมรัฐบาลผสมฝ่ายซ้าย ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมคนแรกของฝรั่งเศส

     การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ สโลแกนที่เธอใช้ คือ “โลกเปลี่ยน มาร่วมกับพรรคเขียวเปลี่ยนโลก”

     ผู้เข้าแข่งขันคนต่อไปใส่เสื้อสีแดงเลือดหมูที่เปรอะเปื้อนเหงื่อไคลจากการทำงานเป็นหย่อมๆ เธอคนนี้มาจากพรรคพลังแรงงาน (Lutte ouvrière - LO) เจ้าของสโลแกน “ยังอยู่กับคนทำงานเสมอ” เธอชื่อ อาร์แลตต์ ลากิเยร์ (Arlette Laguiller)

     เห็นชื่อพรรคและสโลแกนการเลือกตั้งแล้ว คงไม่ต้องบรรยายมากความว่าเธอต่อสู้ต้านใครและเพื่อใคร

     อาร์แลตต์ ลากิเยร์ เกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1940 ที่กรุงปารีส ในครอบครัวกรรมกร จบการศึกษาเทียบเท่ามัธยมปลาย เริ่มทำงานเป็นพนักงานพิมพ์ดีดในธนาคารเครดิต์ ลิยงเนส์ ตั้งแต่อายุ 16 ปี และเริ่มเข้าเป็นตัวตั้งตัวตีมีบทบาทสำคัญในสหภาพแรงงานตั้งแต่อายุ 20 ปี เธอทำงานอยู่ที่เดิมไม่เคยเปลี่ยนเป็นเวลา 40 ปี ก่อนจะเกษียณอายุเมื่อปี ค.ศ. 2000

     อาร์แลตต์เป็นผู้สมัครหญิงคนแรกของการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1974 และสมัครรับเลือกตั้งเรื่อยมาอีก 4 สมัย การเลือกตั้งในปี ค.ศ. 2007 นี้ จึงเป็นการลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งที่ 6 และมีข่าวแว่วๆ ว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของเธอ


     ผู้สมัครคนต่อไปเป็นผู้สมัครที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้งหลาย เขาใส่เสื้อสีแดงแจ๋จัดจ้าน เป็นสีแดงเข้มข้นที่สุดในบรรดาสีแดงทั้งหลาย เขาชื่อ โอลิวิเยร์ เบอซองเซอโนต์ (Olivier Besancenot) จากพรรคสันนิบาตคอมมิวนิสต์ปฏิวัติ (Ligue Communiste révolutionnaire - LCR)

     ถึงพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสจะส่งนางมารี-จอร์จ บุฟเฟต์ เป็นตัวแทนพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้แล้ว แต่นายโอลิวิเยร์ เบอซองเซอโนต์ ก็ไม่แยแส เขาเรียกพลพรรคนักปฏิวัติฝ่ายซ้ายให้มาสนับสนุนการลงสมัครของตนอย่างไม่ยอมสยบง่ายๆ เรียกได้ว่าเป็นนักปฏิวัติในหมู่นักปฏิวัติ

     โอลิวิเยร์ เบอซองเซอโนต์ เกิดเมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1974 เคยลงสมัครเข้ารับการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่แล้ว เมื่อปี ค.ศ. 2002 ขณะมีอายุเพียง 28 ปี เขาเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งแรกเมื่ออายุ 14 ปี ในกลุ่มต่อต้านการเหยียดสีผิว (SOS Racisme) ต่อด้วยสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ปฏิวัติ

     ด้วยสโลแกน “ชีวิตของเรามีค่ากว่าผลกำไรของพวกเขา” โอลิวิเยร์ต่อต้านลัทธิทุนนิยมสมัยใหม่และผลกำไรที่เข้ากระเป๋านักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลกับพ่อค้านักธุรกิจ ไม่เคยตกถึงประชาชนตาดำๆ เขาให้คำจำกัดความตัวเองว่าเป็น “คอมมิวนิสต์ต้านกระแสโลกาภิวัตน์ และใช้รอยยิ้มกับท่าทางสบายๆ เป็นอาวุธฟาดฟันฝ่ายขวาสุดโต่ง

     ปัจจุบัน เขามีอาชีพบุรุษไปรษณีย์ประจำเมืองเนยยี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตชานเมืองปารีสทิศตะวันตก อันเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในย่านที่อยู่อาศัยของคนมีเงินในฝรั่งเศส

     ยังเหลืออีกสามคน แต่พื้นที่ไม่พอ (อีก) แล้ว

     ขอยกยอดไปครั้งหน้านะคะ






 

Create Date : 20 เมษายน 2550    
Last Update : 20 เมษายน 2550 18:39:08 น.
Counter : 503 Pageviews.  

มติชน สุดฯ ฉบับวันที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2550

ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส 2007 : รวมมิตรผู้สมัครรายย่อย (1)


     การช่วงชิงตำแหน่งผู้ชนะในสนามแข่งขันซึ่งมีเส้นชัยอยู่ที่ทำเนียบเซลีเซ ปราสาทที่พำนักของประธานาธิบดีฝรั่งเศสในครั้งนี้นับวันจะเข้มข้น และเป็นที่จับตามองของสื่อมวลชนทั่วโลกมากขึ้นทุกขณะ

     หลังจากปล่อยให้ผู้ชมลุ้นกันใจหายใจคว่ำ ในที่สุด ประธานสภารัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสก็ประกาศผลการนับและตรวจสอบรายชื่อผู้สนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเปรียบได้กับการประกาศผลคัดตัวรอบแรกเพื่อปล่อยตัวผู้แข่งขันเข้าสู่ลู่วิ่งจริงๆ เสียที

     การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ค.ศ. 2007 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 เมษายนนี้ มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเข้าสู่สนามอย่างเป็นทางการทั้งสิ้น12 คน น้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเมื่อปี ค.ศ. 2002 ซึ่งมีผู้ผ่านเข้ารอบ 16 คน และรักษาสถิติจำนวนผู้สมัครสูงสุดในยุคสาธารณรัฐที่ 4 ของฝรั่งเศสต่อไป

     ผู้สมัคร “รายใหญ่” ทั้งสี่คนที่ได้แนะนำให้รู้จักในครั้งก่อนๆ คือ นางเซโกแลน โรยัล จากพรรคสังคมนิยมฝ่ายซ้าย นายนิโกลาส์ ซาร์โกซี จากพรรคฝ่ายขวาอูเอ็มเป นายฟรองซัวส์ ไบรู จากพรรคสายกลางอูเดเอฟ และนายฌอง-มารี เลอ เปน จากพรรคขวาจัด ฟรงต์ นาซิยงนาล ต่างผ่านการคัดเลือกรอบแรกนี้ตามความคาดหมาย

     สิทธิของผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือกทุกคน คือ จะได้รับเงินช่วยเหลือในการหาเสียงเลือกตั้งจำนวน 153,000 ยูโร หรือราว 7,191,000 บาท และที่สำคัญคือจะได้โควตาเวลาในการหาเสียงทางโทรทัศน์และวิทยุแบบเท่าเทียมกัน ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน จนถึงเที่ยงคืนวันที่ 20 เมษายน

     ในบรรดานักกีฬาผู้กล้าที่กำลังอบอุ่นร่างกายเตรียมเข้าสู่แท่นออกตัวทั้ง 12 คนนี้ มีตัวแทนจากพรรคฝ่ายขวา 4 คน จากพรรคฝ่ายซ้าย 7 คน โดยรวมนายฟรองซัวส์ ไบรู ด้วย ถึงแม้นางเซโกแลนจะออกมาโต้แย้งว่า ไม่จริง ไม่ใช่ นายไบรูอยู่ฝ่ายขวา ก็ตาม

     ส่วนอีกหนึ่งคนที่เหลือเป็นผู้สมัครอิสระที่ไม่ได้มาจากพรรคใด และออกข่าวเก็บคะแนนความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บุรุษไร้สังกัดผู้นี้มีนามว่าโจเซ โบเว (José Bové)

     โจเซ โบเว หรือในชื่อจริงว่าโจเซฟ โบเว (Joseph Bové) เกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 1953 ที่เมืองตาลองซ์ จังหวัดจิรงด์ แคว้นอะกิแตน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส อดีตฮิปปี้รักสันติผู้เลื่อมใสมหาตมะคานธี กลายเป็นคนเลี้ยงแกะผู้หนีการเกณฑ์ทหาร ก่อนจะมาเป็นผู้นำเกษตรกรกลุ่มต่อต้านโลกาภิวัฒน์ คัดค้านการเปิดตลาดเสรีทางการค้า และปฏิเสธธรรมนูญสหภาพยุโรป


     นโยบายหลักของเขา คือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเมืองในด้านเกษตรกรรมให้เอื้อประโยชน์ต่อเกษตรกรท้องถิ่น ปลดแอกให้เป็นอิสระจากการควบคุมเมล็ดพันธุ์และผลิตภัณฑ์การเกษตรจากบริษัทใหญ่ๆ

     เมื่อเดือนก่อน ขณะที่ผู้สมัครคนอื่นๆ ทยอยเดินทางไปชมงานแสดงผลิตผลการเกษตรแห่งชาติประจำปีซึ่งจัดในกรุงปารีส เพื่อสร้างภาพทำคะแนนกับบรรดาเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศผ่านสื่อมวลชน โบเว ในฐานะเกษตรกรตัวจริงเชิญนักข่าวมาชมผลิตผลการเกษตรที่ไร่ของตน โดยประกาศว่า นี่แหละการแสดงผลิตผลการเกษตรที่แท้จริง ไม่ใช่ที่งานนิทรรศการออกร้านโน่น

     โจเซ โบเว มีบุคลิกห่ามๆ ห้าวๆ พูดจาห้วนๆ มุทะลุโผงผางไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักทั่วประเทศรวมถึงต่างประเทศ เมื่อปี ค.ศ.1999 จากคดี “แมคโดนัลด์ที่เมืองมิลโล” เมื่อเขาและพลพรรคบุกทำลายสาขาของร้านอาหารแฟรนไชน์อเมริกันชื่อดังที่ตั้งอยู่ในฝรั่งเศส

     ขณะนั้น สหรัฐอเมริกาเพิ่งได้รับไฟเขียวจากองค์การการค้าโลก (WTO) ให้แก้ลำสหภาพยุโรปที่งดนำเข้าเนื้อวัวอเมริกัน ด้วยการขึ้นภาษีกีดกันผลิตภัณฑ์จำพวกเนยแข็งจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปบางประเทศรวมถึงฝรั่งเศส

     ผลจากการทำลายร้านอาหารจานด่วนที่เป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมอเมริกันครั้งนั้น ทำให้เขาถูกศาลตัดสินจำคุก 3 เดือน

     เท่านั้นยังไม่พอโจเซ โบเว ยังได้ชื่อว่าเป็นตัวตั้งตัวตีต่อต้านการปรับแต่งพันธุกรรมในพืช เคยถูกดำเนินคดีโดนฟ้องร้องจากการประท้วงแบบรุนแรงหลายครั้ง ล่าสุด เมื่อเดือนที่แล้ว เขาถูกศาลฎีกาสูงสุดของฝรั่งเศสตัดสินให้จำคุก 4 เดือน จากคดีบุกรุกรื้อถอนไร่ข้าวโพดเอ็มจีโอ

     โจเซ โบเว จึงอาจจะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนแรกที่รณรงค์หาเสียงและรอรับการเลือกตั้งอยู่ในคุก ถ้าศาลไม่ผ่อนผันเป็นกรณีพิเศษ


     คนต่อไปที่จะแนะนำให้รู้จัก เป็นผู้สมัครที่นั่งแท่นเป็นประมุขหญิงของพรรคฝ่ายซ้ายแห่งซ้ายสีแดงฉาน ไม่ได้จืดจางอมชมพูแบบพรรคสังคมนิยม นามของเธอคือ มารี-จอร์จ บุฟเฟต์ จากพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส (Parti Communiste Français - PCF)


     มารี-จอร์จ บุฟเฟต์ (Marie-George Buffet) มาจากครอบครัวเชื้อสายโปแลนด์ เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1949 ที่เมืองโซ ในจังหวัดโอต์ส์-เดอ-แซน ทางตะวันตกของกรุงปารีส เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการเยาวชนและกีฬาในรัฐบาล “รวมซ้าย” ของนายลิโอเนล จัสแป็ง ผู้ยิ่งใหญ่ของพรรคสังคมนิยม ในช่วงปี 1997 - 2002

     นอกเหนือจากนโยบายเพื่อประชาชนเท่านั้นตามหลักการคอมมิวนิสต์ เบิกโรงหาเสียงด้วยสโลแกน “อยู่ดีกินดี เรามีสิทธิ” แล้ว เธอยังเป็นนักเรียกร้องสิทธิสตรีตัวยง เคยร่วมผลักดันกฎหมายการทำแท้งมาก่อน

     มารี-จอร์จ ค่อยๆ ไต่เต้าเติบโตจนได้ขึ้นนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค หลังจากนายโรแบร์ต์ อู (Robert Hue) หัวหน้าพรรคคนเก่าลาออก เพื่อแสดงรับผิดชอบในการเดินหมากหาเสียงผิดจนพ่ายแพ้อย่างหมดท่าในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่แล้ว

     การเลือกตั้งครั้งนี้ เธอเรียนรู้จากบทเรียนครั้งก่อน ตัดสินใจประกาศกร้าวว่าจะไม่มีการประนอมอ่อนข้อให้กับลัทธิทุนนิยม หรือยอมจับมือเป็นพันธมิตรกับพรรคสังคมนิยม (PS) ที่ทางพรรคของเธอมองว่าเป็นพรรคฝ่ายซ้ายที่เอียงขวาของนางเซโกแลนอย่างเด็ดขาด

     (อ้าว... เพิ่งแนะนำได้แค่สองคนเอง พื้นที่จะหมดเสียแล้ว)


     ถึงประชาชนร้อยละ 66 จะรู้สึกว่ามีผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีมากเกินไป แต่ชาวฝรั่งเศสหนึ่งในสองเห็นด้วยว่าสื่อมวลชนไม่ค่อยเปิดโอกาสกับผู้สมัครรับเลือกตั้งหน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักอย่าง นายเจราร์ด์ ชิวาร์ดิ (Gérard Schivardi) จากพรรคแรงงาน (Parti des travailleurs - PT) หรือนายเฟรเดริก นิอูส์ ( Frédéric Nihous) จากพรรคล่าสัตว์ ตกปลา ธรรมชาติและประเพณี (Chasse Pêche Nature Traditions - CPNT)

     ขณะที่ชาวฝรั่งเศสร้อยละ 43 ต้องการฟังการหาเสียงของนางอาร์แล็ตต์ ลากิแยร์ (Arlette Laguiller) จากพรรคพลังแรงงาน (Luttes Ovriere - LO) ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งที่หกและเป็นครั้งสุดท้ายในครั้งนี้ ส่วนร้อยละ 42 ต้องการให้นายโอลิวิเยร์ เบอซองเซอโนต์ (Olivier Besancenot) ผู้สมัครที่อายุน้อยที่สุดเพียง 32 ปี และเคยลงสนามต่อสู้มาแล้วเมื่อปี ค.ศ. 2002 ตอนอายุ 28 ปี ได้มีโอกาสพูดมากขึ้น

     พวกเราชาวไทยที่นั่งดูการแข่งขันอยู่ไกลๆ ก็จะได้ทำความรู้จักพวกเขาเช่นกัน

     ในครั้งหน้าค่ะ






 

Create Date : 16 เมษายน 2550    
Last Update : 16 เมษายน 2550 2:32:36 น.
Counter : 387 Pageviews.  

มติชน สุดฯ ฉบับวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2550

ฌอง-มารี เลอ เปน - “ชาวฝรั่งเศส” คนสุดท้าย


     เมื่อมติชนสุดสัปดาห์ฉบับนี้จะถึงมือท่านผู้อ่าน เราคงจะได้รู้แล้วว่าในบรรดาผู้ประกาศตัวลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส 2007 ครั้งนี้ มีใครบ้างที่ผ่าน “ด่านขั้นแรก” คือ การรวบรวมลายเซ็นสนับสนุนจากสมาชิกสภาต่างๆ ได้ครบตามกำหนด

     ตามกติกา ผู้สมัครแต่ละคนต้องยื่นรายชื่อผู้สนับสนุนอย่างน้อย 500 คนให้สภารัฐธรรมนูญตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนจะประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี และเปิดการรณรงค์หาเสียงอย่างเป็นทางการ

     ด้วยบารมีจากเครือข่ายในพรรคการเมืองของตน ตัวเก็งที่เป็นตัวแทนพรรคใหญ่ๆ อย่างนางเซโกแลน โรยัล จากพรรคสังคมนิยม และนายนิโกลาส์ ซาโกซี จากอูเอ็มเป พรรคฝ่ายขวาที่กุมเสียงข้างมากในรัฐสภา คงจะลอยฉิวข้ามผ่านด่านแรกนี้แบบสบายๆ ไร้กังวล

     ส่วนนายฟรองซัวส์ ไบรู “มือที่สาม” สังกัดพรรคอูเดเอฟ อันเป็นพรรคสายกลางที่มีขนาดกลางเช่นกันก็น่าจะอาศัยคะแนนความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ตามเก็บลายเซ็นมาครบถ้วนจนได้ ถึงแม้ว่าในช่วงแรกๆ ก่อนหน้านี้จะยังต้องมีลุ้นกันอยู่บ้าง

     เจ้าของลายเซ็นสนับสนุนดังกล่าวคือใคร

     พวกเขาคือผู้ที่ผ่านการเลือกตั้งเป็นตัวแทนประชาชนในสภาระดับต่างๆ ตั้งแต่สภาเทศบาลจนถึงสภาสหภาพยุโรปจำนวนรวมทั้งสิ้น 47,289 คน

     การหาเสียงเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเริ่มเข้มข้นขึ้นทุกที แต่จนถึงบัดนี้ ผู้มีสิทธิลงชื่อสนับสนุนหลายคนยังคงลังเล ไม่ใคร่อยากใช้สิทธิแสดงตนว่าอยู่ฝ่ายไหนอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็น่าเห็นใจ เพราะคงไม่มีใครต้องการเสี่ยงเอาตำแหน่งของตนเข้าแลก หากพลั้งเผลอเดินหมากผิด

     เพราะตัวแทนประชาชนเหล่านี้ ถึงแม้จะมีอิสรเสรีภาพในการเลือกลงชื่อสนับสนุนผู้สมัครคนใดก็ได้ตามแต่ใจปรารถนา แต่อีกด้านหนึ่งพวกเขาจำเป็นต้องเอาตัวรอด ยังคงต้องนึกถึงการรักษาฐานเสียงของตนไว้ คงไม่มีใครอยากทำสิ่งที่อาจจะขัดใจคนที่ลงคะแนนเลือกตน หรือถูกมองว่ามีนอกมีในหรือได้รับสินบนจากพรรคใดพรรคหนึ่งให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จนอาจจะต้องเสียเก้าอี้ในการเลือกตั้งสมัยหน้า

     งานหนักเลยตกอยู่กับตัวแทนจากพรรคเล็กพรรคน้อย ในวินาทีนี้พวกเขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อล่าลายเซ็นสนับสนุนให้ครบ เนื่องจากกำหนดเวลายื่นรายชื่อคืบใกล้เข้ามาทุกที หนำซ้ำสื่อมวลชนต่างๆ ก็ยังไม่ค่อยจะสนใจเสนอข่าวความเคลื่อนไหวของผู้สมัครรายย่อยเหล่านี้เท่าไรนัก จึงเท่ากับปิดโอกาสโฆษณาตนเองในวงกว้าง บีบบังคับผู้สมัครรับเลือกตั้งเหล่านี้ต้องใช้วิธีออกเดินสายหรือต่อโทรศัพท์ขอลายเซ็นแบบตัวต่อตัว

     ผลก็คือเจ้าของลายเซ็นหลายคนกล้อมแกล้มรับปากไปก่อนด้วยความเกรงใจ แต่จะลงชื่อให้จริงหรือไม่ ยังไม่มีใครรับประกันได้ บางคนทนลูกตื้อจากพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ไหว ตัดรำคาญด้วยการส่งแบบฟอร์มสำหรับลงชื่อสนับสนุนคืนสภารัฐธรรมนูญ พร้อมกับประกาศชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนผู้สมัครคนไหนทั้งสิ้น

     พอเจอคำสัญญาลมๆ แล้งๆ จับต้องไม่ได้มากๆ เข้า หมากสุดท้ายที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งหลายคนงัดออกมาใช้คือการอ้างว่าตนยังขาดคนสนับสนุนอีกไม่มากนัก ขอให้ผู้มีสิทธิลงชื่อที่ยังไม่ตกลงใจไปกับพรรคไหนได้โปรดเห็นใจให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้เพื่อเห็นแก่ระบอบประชาธิปไตยที่ควรเปิดให้ประชาชนมีตัวเลือกหลากหลาย ทำนองว่าไหนๆ ก็ลงแรงหามาได้ตั้งเยอะแล้ว กรุณาอย่าให้ต้องเสียแรงเปล่าเลย

     มีข้อสงสัยล่องมาลอยๆ ว่าประชาชนไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคำอ้างเรื่องจำนวนผู้สนับสนุนดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ ผู้สมัครบางคนอาจจะมีลายเซ็นครบแล้ว แต่ยังเอ่ยขออีกเพราะอยากจะสกัดกั้นไม่ให้ผู้สมัครคนอื่นได้รับลายเซ็นเพิ่ม

     อย่างไรก็ตาม วิธีการขอความเห็นใจแบบนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้กับชาวฝรั่งเศสได้ผล สามารถช่วยเรียกคะแนนสงสารให้กับผู้สมัครมือรองบ่อนได้ไม่น้อย แม้แต่ผู้สมัครที่ขึ้นชื่อเลื่องลือว่าแข็งสุดขั้วอย่างเช่นนายฌอง-มารี เลอ เปน จากพรรคขวาติดขอบ ฟรงต์ นาซิยงนาล (Front National – FN) ยังต้องกลับมาสวมบทบาท “เหยื่อ” ผู้อ่อนแอที่ถูกระบบพรรคการเมืองใหญ่สองพรรครังแกปิดกั้นโอกาสลงสนามแข่ง ... อีกครั้ง


     อีกครั้ง เพราะเขาเคยใช้กลยุทธ์ทำคะแนนสงสารแบบนี้มาแล้วในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งก่อน เมื่อปี ค.ศ. 2002 และประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมาย สามารถพลิกโพลล์เลือกตั้งทั้งหลาย ฝ่าด่านการเลือกตั้งรอบแรกไปชิงชัยแบบตัวต่อตัวกับประธานาธิบดีฌาร์ค ชีรัค ในการเลือกตั้งรอบที่สองภายใต้ความงุนงงแกมหวาดหวั่นของชาวฝรั่งเศส

     นายฌอง-มารี เลอ เปน หรือ ฌอง มารี หลุยส์ เลอ เปน (Jean Marie Louis Le Pen) เกิดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ.1928 ที่เมืองลา ตรินิเต-ซุร์-แมร์ ในแคว้นเบรตาญทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส พ่อของเขาเป็นเจ้าของเรือประมงที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ส่วนแม่เป็นช่างเสื้อลูกสาวชาวบ้าน เมื่อปี ค.ศ. 1945 พ่อของเขาเสียชีวิตจากกับระเบิดที่คาดว่าเป็นของพวกเยอรมันซึ่งติดแหขึ้นมา เขาเลยได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐในฐานะเด็กกำพร้าที่พ่อเสียชีวิตเพื่อชาติ

     เด็กชายฌอง เลอ เปน มีรูปร่างใหญ่โตมาตั้งแต่กำเนิด เขามีนิสัยห้าวหาญชอบเป็นหัวโจกนำกลุ่มเพื่อนๆ ทำเรื่องซุกซน ถูกไล่ออกจากโรงเรียนหลายแห่ง แต่สุดท้ายก็เจอโรงเรียนที่สามารถกล่อมเกลาให้เขาสามารถเข้าเรียนต่อวิชากฎหมายในมหาวิทยาลัยที่ปารีสได้

     เขาเริ่มสนใจการเมืองขณะเรียนมหาวิทยาลัยนี่เอง โดยสมัครเป็นสมาชิกขององค์กรนักศึกษาหรือคอร์โป (Corpo) นิยมขวาที่มีจุดมุ่งหมายหลักคือการต่อต้านพวก “สีแดง” หรือคอมมิวนิสต์ ต่อมาไม่นาน ด้วยรูปร่างใหญ่โต อุปนิสัยชอบความโดดเด่นทะเยอทะยาน ในที่สุดก็ได้รับเลือกเป็นประธานองค์กร

     ฌอง เลอ เปน เปลี่ยนชื่อเป็น ฌอง-มารี เลอ เปน ตั้งแต่เริ่มเข้าวงการเมืองใหม่ๆ ด้วยความเชื่อว่าจะช่วยดึงดูดคะแนนเสียงจากพวกคนนับถือศาสนาคริสต์เคร่งๆ ได้ เขาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อายุน้อยที่สุดในปี ค.ศ.1956 ด้วยวัยเพียง 27 ปี ขณะนั้นเขาสังกัดพรรคอูเอฟเฟอ (Union et fraternité française -UFF) ก่อนจะออกมาและกลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคฟรงต์ นาซิยงนาล (Front National – FN) ในปี ค.ศ.1972 และดำรงตำแหน่งประธานพรรคเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

     ด้วยวัย 79 ปี นายฌอง-มารี เลอ เปน เป็นผู้มีอาวุโสที่สุดในบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ และยังเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่ชาวฝรั่งเศสรู้จักมากที่สุด เพราะเคยลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีมาแล้วถึง 4 ครั้ง แม้ว่าในการเลือกตั้งครั้งแรกๆ เขาจะถูกมองว่าเป็นไม้ประดับ แต่คะแนนที่ได้จากการเลือกตั้งก็เพิ่มสูงขึ้นทุกครั้ง จาก 0.74% ในครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1974 เป็น 14.38 % (1988) 15 % (1995) และ 17 .94% (2002) แสดงให้เห็นว่ามีผู้นิยมนโยบายชาตินิยมสุดโต่งของเขาเพิ่มขึ้นทุกที

     สำหรับในการเลือกตั้งปีนี้ ไม่ว่าจะเคยถูกเปรียบเทียบว่าเป็นเผด็จการชาตินิยมแบบอะดอล์ฟ ฮิตเลอร์ หรือเป็นคนอันตรายเหยียดสีผิวเกลียดคนต่างเชื้อชาติ แต่คะแนนเสียงของนายฌอง-มารี เลอ เปนไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์อีกต่อไป ไม่ว่าบทบาทเหยื่อผู้น่าสงสารที่เขากำลังเล่นอยู่จะเป็นความจริงหรือไม่ จากการหยั่งเสียง ชาวฝรั่งเศสร้อยละ 62 คิดว่าเป็นเรื่องผิดปกติ หากเขาไม่ได้เข้าสู่การแข่งขันเพราะไม่มีลายเซ็นรับรองครบตามกำหนด

     ล่าสุด มีข่าวว่านายนิโกลาส์ ซาร์โกซี ผู้สมัครจากพรรคใหญ่ออกมาเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิลงชื่อสนับสนุนนายฌอง มารี เลอ เปน โดยกล่าวว่าถึงตนเองจะไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของเลอ เปน แต่เขาก็ยังต้องการให้ผู้สมัครจากพรรคขวาจัดคนนี้เข้าสู่สนามการแข่งขัน

     ตอนที่ได้รู้ข่าวนี้ครั้งแรก ฉันแอบชื่นชมอยู่ในใจด้วยความไร้เดียงสาว่านักการเมืองฝรั่งเศสช่างแสนดี ยึดปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตย ช่างมีน้ำใจ เคารพรักษาความหลากหลายทางความคิดเสียจริงๆ ไม่เหมือนกับ เอ่อ... ช่างเถอะ

     แต่ไม่นานนัก สื่อมวลชนของฝรั่งเศสก็เฉลยว่า ความจริงแล้วที่ซาร์โกซีออกมาทำอย่างนั้น เจตนาที่อาจจะแอบแฝงอยู่คือการฉวยโอกาสเจาะคะแนนจากฐานเสียงที่เคยเลือกนายฌอง-มารี เลอ เปน ในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ให้มาอยู่ฝ่ายเขาในการเลือกตั้งรอบที่สองต่างหาก

     ครั้งหน้าจะถึงคราวของผู้สมัครจากพรรคเล็กพรรคน้อยที่ดิ้นรนหาลายเซ็นสนับสนุนครบจนผ่านด่านแรกมาจนได้ โดยจะบรรเลงแบบรวมมิตร

     ใครเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงหาญลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งใหญ่ กล้าชนกับช้างสารในครั้งนี้

     โปรดติดตามในครั้งหน้าค่ะ







 

Create Date : 16 เมษายน 2550    
Last Update : 16 เมษายน 2550 2:13:22 น.
Counter : 333 Pageviews.  

1  2  

Mutation
Location :
somewhere in Hong Kong SAR

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




ฉั น คื อ ใ ค ร

     สาวพฤษภชาวแกลงแห่งเมืองระยอง ลอยละล่องเรื่อยไปจนปาเข้าสามสิบ กว่าจะได้พบอาชีพที่ต้องจริตจนคิดตั้งตัวเป็นนักแปลรับจ้างเร่ร่อนไร้สังกัด ปัจจุบันเปิดสำนักพิมพ์เล็กๆ ชื่อ "กำมะหยี่"

     จุดหมายในชีวิต หลังจากผันผ่านคืนวันมาหลายปีดีดัก ขอพักไม่หวังทำอะไรใหญ่โต ขอเพียงมีชีวิตสุขสงบ ได้ทำสิ่งที่ดีๆ ทำตามหน้าที่ของตนในทุกด้านอย่างดีที่สุด แค่นั้นพอ

      ฉันมีหวานใจ- สามี - สุดที่รักแสนดีชาวฝรั่งเศส แถมเรือพ่วงสองลำเล็กๆ ตอนนี้มาใช้ชีวิตกันอยู่ที่ฮ่องกง





โฆษณา
.



c o p y l e f t

Creative Commons License

งานเขียนและภาพในบล้อกนี้อยู่ภายใต้
Creative Commons Attribution

สามารถคัดลอกเพื่อเผยแพร่ได้
หากไม่ทำเพื่อการค้าหาเงินเข้ากระเป๋า
และต้องบอกที่มา ลงชื่อผู้เขียนด้วยนะจ๊ะ


>> Add เป็นเพื่อนกัน Click พลันที่นี่



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Mutation's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.