An Oak Tree : ละคร สะกดจิต มายา ?


          ในช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึง เดือนมีนาคม มีละครมากมายหลากหลายเรื่องให้คอละครได้เลือกรับชมกัน ไม่ว่าจะเป็นละครจากคณะละครต่างๆ ยังมีโครงการ FIAO (เฟี้ยว) และ เทศกาลละครกรุงเทพ ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่มีอีกเทศกาลหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันนั่นก็คือ “เทศกาลศิลปะการแสดงนานาชาติ” ที่จัดขึ้นที่ ศูนย์ศิลปการละคร สดใส พันธุมโกมล โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างสถาบันบริติชเคาน์ซิล (British Council) ร่วมกับ ภาควิชาภาษาอังกฤษ และภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งการแสดงที่ได้รับเชิญมาจัดแสดงในครั้งนี้ คือเรื่อง An Oak Tree (แอน โอ๊ค ทรี) เขียนบท นำแสดง และกำกับโดย Tim Crouch (ทิม เคราช์) นับว่าเป็นงานลำดับที่ 2 ที่ได้เข้าร่วมในเทศกาลนี้ ที่มีความน่าสนใจมาก ทั้งด้วยเนื้อเรื่อง รูปแบบการนำเสนอ และชื่อเสียงที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
An Oak Tree เป็นละครเวทีร่วมสมัยที่ออกแสดงมาแล้วหลายประเทศทั่วโลก ได้รับรางวัลพิเศษจากโอบี้อวอร์ด (Special Citation OBIE Award) และ รางวัลเฮรัลด์ แองเจิล (Herald Angel) จากเทศกาลเอดินเบิร์ก (Edinburgh Festival) ทั้งยังได้รับคำชมจากทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์มากมาย นอกจากนี้นักแสดงรับเชิญที่เคยผ่านเวทีแสดงเรื่องนี้นับแล้วก็ไม่ต่ำกว่า 300 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือนักแสดงชื่อดังอย่าง เจฟฟรี รัช (Geoffrey Rush) ซึ่งยิ่งเป็นเครื่องการันตีได้ถึงความสำเร็จและความน่าสนใจของละครเรื่องนี้

ด้วยเพียงชื่อเรื่อง ภาพโฆษณาประกอบจากโปสเตอร์ และเนื้อหาสั้นๆ ที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ที่ว่า

“คนเปลี่ยนต้นไม้เป็นลูกสาว! ลูกสาวเขาเพิ่งถูกรถชนเสียชีวิต ทุกอย่างในชีวิตเปลี่ยนแปลงไป เหมือนกับว่าเขากำลังอยู่ในละคร แต่เขาไม่รู้ว่าจะพูดหรือทำอะไร คนขับรถเป็นนักสะกดจิตบนเวที หลังจากอุบัติเหตุ มนตร์สะกดของเขาก็เสื่อมไป ไม่สามารถสร้างมนตร์สมมติอะไรขึ้นมาได้อีก ทุกอย่างเป็นจริงตามที่ปรากฏ ทั้งสองได้มาพบกันเป็นครั้งแรกหลังเกิดอุบัติเหตุ ผู้ชายที่เป็นพ่อขึ้นมาบนเวทีให้เขาสะกดจิต แต่เขาทำอะไรไม่ถูก พูดอะไรไม่ออก... ”

ก็สามารถทำให้ผู้ชมสามารถคาดการณ์ต่างๆนานาไปถึงเรื่องราว หรือความบันเทิงที่จะได้รับเมื่อเข้าสู่โรงละคร แต่ด้วยรูปแบบการแสดงและฝีมือการเขียนบทของ Tim Crouch ทำให้การแสดงเรื่องนี้มีความพิเศษมากกว่าเนื้อเรื่องที่ผู้ชมพอจะทราบกันได้ตามนั้น การแสดงละครเรื่องนี้มีจุดที่น่าสนใจคือ นักแสดง โดยเรื่องจะดำเนินด้วยนักแสดงเพียง 2 คน ซึ่งคนหนึ่งคือ Tim Crouch ผู้รับบทเป็น นักสะกดจิต ส่วนนักแสดงรับเชิญอีกคนที่จะมารับบทเป็นพ่อที่ถูกสะกดจิตนั้น คือ “ใครก็ได้” โดยไม่มีการจำกัดเพศและอายุ และที่สำคัญอีกอย่างคือ “นักแสดงคนนั้นไม่รู้บทมาก่อน” หรือเรียกได้ว่าไม่ทราบเลยแม้แต่น้อยว่าตัวเองจะต้องขึ้นไปทำอะไรบนเวที ซึ่งทำให้การชมการแสดงในแต่ละรอบของละครเรื่องนี้ ย่อมมีอรรถรสที่แตกต่างกันออกไปตามแต่นักแสดงรับเชิญ และสถานการณ์บางอย่างที่จะเกิดขึ้นก็สามารถแตกต่างกันออกไปได้ โดยสำหรับรอบการแสดงในไทย น่าจะเรียกได้ว่าเป็น “โชคดี” สำหรับผู้ที่ได้มีโอกาสดูครบทั้ง 2 รอบ เนื่องจากนักแสดงรับเชิญชาวไทยในรอบแรกนั้นเป็น ผู้หญิง ส่วนอีกรอบหนึ่งนั้นเป็น ผู้ชาย แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายมากที่ไม่มีการใส่ชื่อของนักแสดงรับเชิญลงในสูจิบัตร

การแสดงของ Tim Crouch ในเรื่องนี้มีการมุ่งเน้นไปที่ความมีอยู่ของ “ผู้ชม” หรือการใช้คนดูให้เป็นส่วนหนึ่งของละคร โดยมีการสร้างบรรยากาศก่อนเริ่มการแสดง (หรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง) โดยการทำให้ผู้ชมรู้สึกราวกับว่าอยู่ร่วมในเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่เกิดบนเวที ด้วยการแนะนำตัวเองก่อนว่าตนเอง (Tim Crouch) คือนักสะกดจิต และมีการนัดแนะกับผู้ชมด้วย แล้วจึงมีการดำเนินเรื่องต่อไปซึ่งเป็นไปตามบทละคร แต่ก็ให้บรรยากาศเสมือนจริง ซึ่งนั่นก็คือ การเชิญนักแสดงรับเชิญจากที่นั่งในหมู่ผู้ชมขึ้นมาบนเวที ด้วยลักษณะการพูดหรือการแสดงว่ากำลังดำเนินรายการวาไรตี้โชว์ (Variety Show) อยู่ แล้วจึงมีการนัดแนะกับนักแสดงบนเวทีที่จงใจให้ผู้ชมได้ยินด้วยการใช้ไมค์ (ระหว่างช่วงนี้ Tim Crouch จะมีการแจ้งว่าบางช่วงของการแสดงจะไม่มีการใช้ไมค์) แล้วเรื่องจึงดำเนินต่อไปโดยทุกการกระทำของนักแสดงรับเชิญจะมี Tim Crouch คอยกำกับอยู่บนเวทีตลอดเวลา ซึ่งมีทั้งออกไมค์บ้าง พูดกับหูฟังบ้าง หรือกระซิบเบาๆไม่ให้ผู้ชมได้ยินก็มี แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ สิ่งที่เกิดบนเวทีนั้นล้วนแต่เป็นการสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น นอกจากอุปกรณ์อย่างเช่น เก้าอี้ โต๊ะ และเครื่องเปิดเพลง แล้ว สิ่งที่ Tim Crouch ทำให้เกิดขึ้นมาบนเวทีนั้นมีทั้ง คนที่เป็นแขกรับเชิญเพิ่มเติม (ที่ถูกเชิญมาแปปเดียวก็ถูกเชิญกลับไป) เสื้อผ้า และสิ่งของต่างๆที่ไม่มีปรากฏขึ้นจริงบนเวทีเลย
เรื่องทั้งเรื่องไม่มีการดำเนินด้วยเนื้อหาที่ซับซ้อนเพราะเหตุการณ์จะถูก Tim Crouch หรือ นักสะกดจิต อธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตและกำลังจะเกิดขึ้นในปัจจุบัน (ว่าเขาขับรถชนลูกสาวของ Andy ที่รับบทโดยนักแสดงรับเชิญเสียชีวิต แต่แล้ว Andy กลับมาขอให้เขาสะกดจิตให้) แต่จะเน้นไปกับการสร้าง “มายาภาพ” ให้กับผู้ชมและนักแสดงบนเวทีเป็นหลัก ด้วยการสลับไปมาระหว่างการบอกบทให้กับนักแสดงรับเชิญ การอยู่ในบทของนักสะกดจิตกับผู้สูญเสียลูก และการแสดงที่ให้ความรู้สึกว่ากำลังดำเนินรายการวาไรตี้โชว์ ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ An Oak Tree มีความน่าสนใจเหนือละครเรื่องอื่นๆ ด้วยความเป็นละครที่ให้ผู้ชมได้ใช้ “จินตนาการ” ของตัวเองในการชมละครมากกว่าการที่จะได้เห็นสิ่งที่จะปรากฏให้เห็นจริงๆบนเวที แต่ในขณะเดียวกันนั้น เรื่องราวก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ทำให้เกิดความรู้สึกไขว้เขวเลย โดยค่อยๆเพิ่มระดับความตึงเครียดในเหตุการณ์ของละครขึ้นทีละน้อย (รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการบอกบทที่เริ่มเป็นการกระซิบเบาขึ้นเรื่อยๆจนผู้ชมไม่สามารถได้ยินแม้แต่น้อย) ผ่านการแสดงความเครียดและกดดันกับการสะกดจิตครั้งนี้ของนักสะกดจิต จนในท้ายที่สุดเขาไม่สามารถทนได้ต่อไป จึงจบลงด้วยการสารภาพความจริงที่เขาได้ขับรถชนลูกสาวของ Andy (นักแสดงรับเชิญ) เสียชีวิต แต่ Andy กลับเชื่อการสะกดจิตนั้นไปจริงๆเสียแล้วว่าลูกสาวของเขานั้นยังไม่ตาย และต้นโอ๊คนั้นคือลูกสาวของเขา ณ จุดนี้ การบอกบทจึงเปลี่ยนมาสู่ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว คือ การยืนอ่านบทโต้ตอบกันบนเวทีของนักแสดงทั้งสอง แล้วเรื่องจึงจบลงด้วยการหยุดการสะกดจิตของ Tim Crouch คือการทำให้นักแสดงรับเชิญตื่นขึ้นจากภวังค์ และด้วยตอนจบนี้เองที่ทำให้เกิดข้อสงสัยกับผู้ชมบางคนขึ้น ว่าการสะกดจิตทั้งหมดที่เกิดขึ้นจนกระทั่งถึงการปลุกให้ตื่นจากภวังค์นั้น เป็นแค่การแสดงที่เกิดขึ้นบนเวที? มีแค่นักแสดงรับเชิญที่ถูกสะกดจิต? หรือว่าผู้ชมก็ถูกสะกดจิตไปด้วย?

ถึงแม้ว่า An Oak Tree จะถูกยกย่องว่าเป็นละครที่ดีเพียงใด แต่เมื่อมาแสดงที่ประเทศไทยก็มีอีกหนึ่งอุปสรรคที่ค่อนข้างใหญ่และสำคัญมากอยู่เช่นกัน นั่นคือ “ความเข้าใจทางด้านภาษาอังกฤษ” ซึ่งไม่ใช่ผู้ชมทุกคนที่จะสามารถเข้าใจหรือสามารถฟังภาษาอังกฤษได้อย่างดีเลิศ และประกอบกับสำเนียง ความเร็วในการพูด ความชัดถ้อยชัดคำ และความดังเสียง ของนักแสดงด้วยแล้ว ก็อาจทำให้มีผู้ชมบางส่วนไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ศิลปินกำลังสื่อสารได้ทั้งหมด โดยในส่วนของ Tim Crouch นั้นมีการพูดภาษาอังกฤษในสำเนียงแบบอังกฤษ ซึ่งเป็นที่ไม่ค่อยคุ้นหูของคนไทยสักเท่าไหร่ ผู้ที่ไม่สันทัดในภาษาอังกฤษมากพอจึงอาจเกิดความสับสันและไม่เข้าใจคำหลายๆคำได้ ประกอบกับในบางช่วงของการแสดงโดยเฉพาะช่วงที่แสดงอยู่ในลักษณะของรายการวาไรตี้โชว์ Tim Crouch จะพูดค่อนข้างเร็วมาก ซึ่งอาจทำให้ฟังไม่ทันเอาได้ทั้งช่วงนั้น และในส่วนของนักแสดงชาวไทย (ในรอบที่นักแสดงรับเชิญเป็นผู้ชาย) นักแสดงรับเชิญท่านนี้มีการพูดภาษาอังกฤษปนสำเนียงไทยเล็กน้อยที่น่าจะฟังง่ายกว่าหรือคุ้นหูคุ้นสำเนียงกันได้มากกว่า และมีความชัดถ้อยชัดคำ แต่นักแสดงท่านนี้กลับพูดเสียงเบาไปมาก โดยเฉพาะในบางช่วงของการแสดงที่ไม่ได้ใช้ไมค์ช่วย จึงทำให้ไม่สามารถได้ยินคำพูดทั้งหมด และพลาดที่จะเข้าใจบทสนทนาในหลายๆช่วงไป แต่ว่าอย่างไรก็ดี ด้วยขนาดของโรงละครที่ใช้จัดแสดงนั้นไม่ได้ใหญ่มาก จึงทำให้ปัญหาเรื่องความดังของเสียงนักแสดงยังไม่ใหญ่เท่าเรื่องความเข้าใจทางด้านภาษา (มีผู้ชมบางท่านไม่ทราบว่าไม่มีบรรยายไทย) 

กับการมาเยือนไทยเป็นครั้งแรกของ An Oak Tree ในครั้งนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการเปิดอีกหนึ่งหน้าต่างโลกให้กับคอละครหรือผู้ที่สนใจละครชาวไทย ได้มีโอกาสรับชมงานละครที่ดีระดับโลกโดยไม่ต้องบินไปไกลถึงต่างประเทศ และในส่วนของละครเรื่องนี้ที่มีผู้ถกเถียงกันทั้งหลังจากเพิ่งชมการแสดงเสร็จ และบนโลกอินเทอร์เน็ตว่า ละครเรื่องนี้เป็นละครเชิงทดลองหรือไม่ ซึ่งทาง Tim Crouch ได้ออกมาตอบทั้งในเสวนาและในสูจิบัตรว่า เขาไม่คิดว่าละครเรื่องนี้เป็นละครเชิงทดลอง เพราะงานทุกชิ้นล้วนแต่ควรจะมีการทดลองและการพัฒนาเกิดขึ้น และด้วยความคิดเห็นเช่นนี้ของ Tim Crouch จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ผลงาน An Oak Tree ของเขาจะสามารถทำให้เห็นถึงความมหัสจรรย์ของการละครที่เป็นดั่งเวทยมนต์ต่อผู้ชม ที่สามารถสร้างความน่าอัศจรรย์ใจให้เกิดขึ้นได้กับผู้ชมที่ได้รับชมเรื่องนี้ ที่อาจสามารถกระตุ้นให้นึกถึงสุนทรีย์อีกด้านหนึ่งที่เราอาจจะลืมคิดถึงไปเมื่อจะเลือกไปชมละครสักเรื่อง นั่นคือการ “ใช้จินตนาการของตัวเอง” ในการชมละครโดยไม่ให้จินตนาการของเราต้องถูกผูกหรือยึดติดอยู่กับวัตถุที่ปรากฏให้เห็น หรืออุปกรณ์ประกอบฉากต่างๆที่ถูกจัดมาเป็นอย่างดีแล้ว และกับการมาเยือนไทยในครั้งนี้ของ Tim Crouch และ An Oak Tree เชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งการมาเยือนที่สำคัญ ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ได้กับทั้งผู้ชมทั่วไป และผู้ที่เกิดความคิดหรือมีความฝันที่จะทำละคร



Create Date : 24 มีนาคม 2555
Last Update : 24 มีนาคม 2555 0:20:53 น.
Counter : 253 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Hirino
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Group Blog