Group Blog
 
All Blogs
 

แนะนำหนังสือสอนไวยากรณ์และพจนานุกรมภาษาอังกฤษ

Smiley แนะนำหนังสือสอนไวยากรณ์


เล่มแรก


Essential Grammar in Use
ผู้แต่ง Raymond Murphy
สำนักพิมพ์ Cambridge University

เอาไว้อ่านและทำแบบฝึกหัด มีหลายเล่มให้เราเลือกระดับความยากที่เหมาะสมกับตัวเราเอง มีทั้ง Elementary, Intermediate, Upper-Intermediate





(ที่มาของรูปจากเว็บ //www.cambridge.org/elt/elt_projectpage.asp?id=2500270)

เล่มที่สอง

Practical English Usage
ผู้แต่ง Michael Swan
สำนักพิมพ์ Oxford University

เอาไว้เปิดอ้างอิงเวลาอยากค้นคว้าเรื่องไวยากรณ์ เช่น คำว่า such ใช้ยังไง หรือเวลาอ่านตัวเลขเศษส่วน ทศนิยมต้องอ่านยังไง เป็นต้น หนังสือเล่มนี้มีตัวอย่างประโยค ตัวอย่างการใช้ไวยากรณ์ให้ดูเยอะดีค่ะ มีประโยชน์มากๆ เวลาเขียนภาษาอังกฤษ ไม่แน่ใจว่าใช้คำไหนยังไงก็เปิดเช็คจากเล่มนี้ล่ะค่





(ที่มาของรูปจากเว็บ //www.oup.com/elt/catalogue/isbn/7978?cc=global)

Smiley แนะนำพจนานุกรมดีๆ

เล่มแรก
The Oxford Wordpower Dictionary

เป็นพจนานุกรมอังกฤษ-อังกฤษเล่มแรกๆ ของเราเหมือนกัน ใช้ตั้งแต่ตอนที่ยังเปิดพจนานุกรมไม่ค่อยเป็น เพราะอธิบายเข้าใจง่ายดี





(ที่มาของรูปจากเว็บ //www.oup.com/elt/catalogue/isbn/6860?cc=global)

เล่มที่สอง


Longman Dictionary of Contemporary English


เล่มนี้เหมาะกับคนที่ใช้พจนานุกรมอังกฤษ-อังกฤษได้คล่องขึ้นแล้ว มีคำศัพท์เยอะดี แล้วก็มี CD-ROM ให้ใช้ด้วย เป็นพจนานุกรมเล่มที่เราใช้บ่อยที่สุด เพราะจัดกลุ่มความหมายของคำไว้ชัดเจน เปิดหาความหมายง่ายและเร็วดี





(ที่มาของรูปจากเว็บ //www.ldoceonline.com/)

เล่มที่สาม


Oxford Collocations Dictionary for Students of English

เป็นพจนานุกรมที่ขาดไม่ได้เวลาเขียน essay ส่งอาจารย์ค่ะ เล่มนี้จะบอกเราได้ว่าคำคำหนึ่งควรใช้คู่กับคำไหน เช่น เวลาเราจะเขียนถึงคำว่า idea แต่ไม่รู้ว่าจะใช้คำขยายว่าอะไรถึงจะแปลว่า idea ที่ดีๆ เจ๋งๆ จะใช้คำว่า good มันก็ฟังดูธรรมดาไปหน่อย ในพจนานุกรมเล่มนี้ก็จะให้คำศัพท์ที่ใช้ขยายคำว่า idea มาหลายคำ เช่นคำว่า bright ซึ่งให้ความหมายเหมาะกับที่เราต้องการ พอเลือกสองคำนี้มาใช้ประกอบกันก็เป็นวลีว่า bright idea เป็นต้น





(ที่มาของรูปจากเว็บ //www.oup.com/elt/catalogue/isbn/0-19-431243-7?cc=global)

เล่มที่สี่


Cambridge English Pronouncing Dictionary

เหมาะสำหรับใช้เปิดหาคำอ่านของชื่อศัพท์เฉพาะ เช่น ได้ยินชื่อมหาวิทยาลัย Berkeley แต่ไม่รู้ว่าคำนี้อ่านว่า เบอร์กลี่ย์ หรือว่า เบอร์กเล่ย์ กันแน่ ก็เปิดพจนานุกรมเล่มนี้ดู จะพบว่าคำอ่านแรกเป็นคำอ่านที่ถูกต้อง เป็นต้นค่ะ ที่จริงพจนานุกรมเล่มนี้มีคำอ่านสำหรับคำศัพท์ทั่วๆ ไปที่เจอในพจนานุกรมเล่มอื่นๆ ด้วย แต่เราชอบเอาไว้เปิดหาคำอ่านของชื่อเฉพาะมากกว่า เพราะหาในพจนานุกรมทั่วไปไม่ได้มี CD ให้ด้วย แม้จะอ่านสัญลักษณ์ไม่เป็นก็สามารถใช้ CD เปิดฟังคำอ่านที่ถูกต้องได้ อยากให้ลองหัดอ่าน phonetic symbols ให้เป็น เพราะอ่านไม่ยากนะคะ ถ้าจำสัญลักษณ์ไม่ได้ ก็สามารถเปิดดูคำอธิบายได้ อ่านบ่อยๆ ฟังคำอ่านจาก CD บ่อยๆ ก็จะจำได้เอง





(ที่มาของรูปจากเว็บ //www.cambridge.org/elt/dictionaries/cepd.htm)

Smiley แนะนำหนังสือสอนการออกเสียงภาษาอังกฤษ

ถ้าอยากฝึกสำเนียงอังกฤษ ก็ต้องเล่มนี้ค่ะ
English Pronunciation in Use Pack Book and Audio CD  
ผู้แต่ง Mark Hancock
สำนักพิมพ์ Cambridge University

เค้าทำบทเรียนได้น่าสนใจ และเป็นขั้นเป็นตอน ศึกษาง่ายดี มีหลายระดับให้เลือกตามพื้นความรู้ของเราทั้ง Elementary, Intermediate และ Advanced





(ที่มาของรูปจากเว็บ //www.cambridge.org/elt/elt_projectpage.asp?id=2500664)

ถ้าเป็นสำเนียงอเมริกัน เล่มนี้ก็ดีค่ะ

Clear Speech: Pronunciation and Listening Comprehension in American English
ผู้แต่ง Judy B. Gilbert
สำนักพิมพ์ Cambridge University

อธิบายได้ละเอียดชัดเจน มีรูปประกอบว่าต้องทำปากทำลิ้นยังไงบ้าง มีแบบฝึกหัดให้ฟังและออกเสียงตามเยอะดี มีเทปให้ฟัง ถ้าซื้อมาศึกษาเอง ก็คงจะต้องซื้อ Teacher's Book อีกเล่มเพื่อไว้ดูเฉลยค่ะ





(ที่มาของรูปจากเว็บ //www.cambridge.org/us/esl/cluster/clear-speech_01.asp)

ตามความเห็นเรา ไม่ค่อยอยากแนะนำให้ซื้อนิตยสารสอนภาษาอังกฤษ ประเภทให้เรียนภาษาอังกฤษโดยอ่านเทียบบทความภาษาอังกฤษกับบทแปลภาษาไทย เพราะเราเห็นบางเล่มก็แปลผิดความหมายอยู่บ่อยๆ เลยอาจจะทำให้คนอ่านจำความหมายที่ไม่ถูกต้องไปใช้

ตัวเราเองพบว่าเรียนภาษาอังกฤษโดยใช้หนังสือและพจนานุกรมที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ ไม่มีภาษาไทย ทำให้เราเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้น เพราะเราจะชินกับการอ่านภาษาอังกฤษแล้วเข้าใจความหมายเลยโดยที่ไม่ต้องมาแปลความคิดให้เป็นภาษาไทยก่อนซึ่งจะทำให้ความคิดช้าลง และอ่านได้ช้ากว่าด้วยค่ะ อีกอย่างนึง การที่เรียนภาษาอังกฤษโดยมานั่งแปลความคิดเป็นภาษาไทยก่อน มักจะมีผลทำให้เราพูดภาษาอังกฤษได้ไม่คล่องเท่าที่ควร คือพอชินกับการคิดเป็นภาษาไทย เวลาพูดก็เลยนึกเป็นภาษาไทยก่อนแล้วค่อยคิดประโยคภาษาอังกฤษ กว่าจะพูดได้แต่ละประโยคเลยต้องใช้เวลาประมวลผลในสมองอยู่นาน ถ้าเป็นไปได้ พยายามเรียนภาษาอังกฤษจากหนังสือภาษาอังกฤษจะดีกว่าค่ะ


สำหรับคนที่เตรียมตัวไปเรียนที่อังกฤษ และอยากหัดฟังหัดพูดสำเนียงอังกฤษ


มีรายการทีวีที่พูดสำเนียงอังกฤษมาแนะนำเพิ่มเติมค่ะ เป็นรายการกีฬา อาจจะฟังยากหน่อยเพราะคนบรรยายมักจะพูดเร็ว แล้วก็ใช้ศัพท์กีฬา แต่ถ้าฟังช่วงที่มีพิธีกรมาพูดคุยให้ฟัง ก็จะฟังง่ายขึ้นนิดนึง ยังไงลองฟังให้คุ้นสำเนียงอังกฤษไว้ก่อนก็ยังดีค่ะ ถ้าใครติดเคเบิ้ลทีวีก็พยายามเปิดช่องเหล่านี้ดูบ่อยๆ นะคะ

- รายการฟุตบอลอังกฤษอย่าง English Premier Football League
- รายการแข่งรถ Formula One


ส่วนรายการสารคดีทางช่อง Discovery หรือ National Geographic หรือ History Channel ก็มีสารคดีที่บรรยายเป็นสำเนียงอังกฤษให้ฟังบ้างเหมือนกัน แต่ถ้ายังฟังภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่องอาจจะแยกไม่ถูกว่าเสียงที่บรรยายเป็นสำเนียงอังกฤษหรือสำเนียงอเมริกัน

ลองฟังสองสำเนียงนี้เทียบกันที่เว็บนี้นะคะ

//www.universitetsforlaget.no/baep/hoved.html

ทางซ้ายมือจะเป็นบทเรียนสำเนียงอเมริกัน (AE) แต่ทางขวามือเป็นบทเรียนสำเนียงอังกฤษ (RP)
ถ้าคลิกรูปลำโพง จะมีเสียงบทเรียนให้ฟัง สนุกดีค่ะ


เรื่องสถาบันสอนภาษาเนี่ย เราไม่ค่อยทราบว่าที่ไหนดี เพราะไม่ค่อยได้เรียนตามสถาบันต่างๆ น่ะค่ะ แต่ถ้าสนใจจะไปเรียนภาษาที่อเมริกา น่าจะเรียนกับอาจารย์ชาวอเมริกัน จะได้ฟังสำเนียงอเมริกันให้คุ้นหู ถ้าเรียนที่เมืองไทยให้ภาษาดีขึ้นในระดับนึงก่อน ปูพื้น grammar ให้แน่น แล้วค่อยไปเรียนภาษาต่อที่เมืองนอกก็จะดีค่ะ เพราะถ้าไปเริ่มจากศูนย์ที่เมืองนอก อาจจะต้องใช้เวลาเรียนนานหน่อย ทำให้ต้องเสียค่าเรียนมากโดยไม่จำเป็น และเวลาไปอยู่เมืองนอก คุยกับเจ้าของภาษา จะได้พัฒนาทักษะการพูดให้คล่องขึ้นก็จริง แต่เรื่อง grammar อาจจะไม่ค่อยได้ฝึก เพราะเวลาพูดกับเจ้าของภาษา เค้าก็ไม่มาบอกเราว่าตรงนี้ grammar ผิดนะ ออกเสียงคำนี้ยังไม่ชัด หรือใช้คำศัพท์ผิด แค่ให้เค้าฟังพอจับความได้ก็สื่อสารกันรู้เรื่องแล้วน่ะค่ะ


ส่วนเรื่องหลักไวยากรณ์ของอังกฤษกับอเมริกันไม่ต่างกันค่ะ จะต่างก็แค่ศัพท์และสำนวนบ้างนิดหน่อย

ส่วนหนังสือ Essential Grammar in Use ที่แนะนำไว้เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่งค่ะ อาจารย์ที่สอนสาขาภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยมักจะแนะนำให้ใช้เล่มนี้ อาจารย์หลายคนเวลาสอนภาษาอังกฤษก็มักจะซีรอกซ์บทเรียนจากหนังสือเล่มนี้มาให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดเหมือนกัน การจะอ่านและทำแบบฝึกหัดจนหมดเล่ม ต้องใช้เวลาพอสมควรค่ะ พยายามหาเวลามานั่งอ่านทุกวัน วันละ 1 บท จะดีกว่าอ่านอาทิตย์ละครั้ง ครั้งละ 10 บท เพราะภาษาเป็นเรื่องที่ต้องสะสมไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ทำไปวันละนิดวันละหน่อยก็ได้ หนังสือเล่มนี้จะสอนหลักไวยากรณ์แบบปูพื้นฐานให้เราค่อยๆ ทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ ไม่ได้สอนให้จำๆๆๆ แบบเร่งรัด อ่านก่อนนอนทุกวันก็ดีค่ะ เพราะว่าพออ่านเสร็จก็จะไม่มีอะไรมารบกวนสมอง จะได้ไม่ลืมบทเรียน

ที่สำคัญคือควรจะพยายามทำให้การเรียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่สนุกสำหรับตัวเราเอง เริ่มเรียนภาษาอังกฤษจากสิ่งที่เรา "ชอบ"
แม้แต่การนั่งฟังเพลงซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อแกะเนื้อเพลง หรือดูหนังที่เราชอบมากๆ เป็นสิบรอบ จนจำคำพูดเด่นๆ ในหนังได้ ก็ช่วยให้เราได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษได้เหมือนกัน อย่างเราเองเริ่มจำ present perfect ได้ก็เพราะจำมาจากเพลงที่ร้องว่า Have you ever seen the rain? ทำให้จำ tense นี้ได้มาจนถึงทุกวันนี้ ที่ย้ำให้เรียนภาษาอังกฤษจากสิ่งที่สนใจก็เพราะถ้าเรียนภาษาอังกฤษจากสิ่งที่รู้สึกว่าน่าเบื่อ ก็จะทำให้เราเบื่อและหมดความพยายามไปเสียก่อน พอเรียนไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่ภาษาอังกฤษของเราดีขึ้น จะรู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับความพยายามของเราจริงๆ ค่ะ


อีกอย่างที่อยากบอกอีกครั้งก็คือ ไม่จำเป็นว่าต้องไปเรียนภาษาที่เมืองนอกเท่านั้นถึงจะเก่งภาษาอังกฤษได้ เรียนที่เมืองไทยก็เก่งได้เช่นกันนะคะ สอบ TOEFL ที่เมืองไทยก็สามารถจะได้คะแนนเกิน 600 ได้ถ้าฝึกฝนอย่างจริงจัง นักเรียนไทยที่เรียนสาขาภาษาอังกฤษในเมืองไทยแต่ไม่เคยไปเมืองนอกเลย หลายคนก็พูด ฟัง อ่าน เขียนได้ดีกว่าคนที่อยู่เมืองนอกนานๆ เสียอีก

ประโยชน์จริงๆ ที่ได้รับจากการไปอยู่เมืองนอกก็คือประสบการณ์การใช้ชีวิต การรู้จักพึ่งพาตัวเอง ได้เรียนรู้คนหลายๆ แบบที่อาจจะมีพื้นฐานความคิดไม่เหมือนเรา ช่วยเปิดมุมมองของเราให้กว้างขึ้น ไปอยู่เมืองนอกดีตรงที่เราจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ก็เลยต้องพยายามพูดภาษาอังกฤษให้ได้ จะเรียกว่า ต้องพูดภาษาอังกฤษให้เป็นเพราะสถานการณ์บังคับก็คงจะได้ แต่ถ้าอยู่เมืองไทยแล้วได้ฝึกฝนทักษะเรื่องภาษาอย่างถูกวิธี ก็สามารถจะเก่งภาษาอังกฤษได้เหมือนกันค่ะ Smiley




Free TextEditor




 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2552 1:46:19 น.
Counter : 3343 Pageviews.  

ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว

สำหรับเรา ภาษาเป็นสิ่งที่ต้องสะสมและฝึกฝนไปเรื่อยๆ ค่ะ เนื้อหาของ blog นี้มาจากกระทู้ที่เราเคยตอบในห้องไกลบ้าน //topicstock.pantip.com/klaibann/topicstock/H3039643/H3039643.html


จุดเปลี่ยนที่ทำให้ชอบภาษาอังกฤษมากขึ้นและอยากฝึกฝนให้ตัวเองใช้ภาษาได้ดีขึ้นก็คือ ตอนเรียนชั้นม.ปลายเริ่มซื้อนิตยสาร Nation Junior สำหรับนักเรียนมาอ่านค่ะ อ่านหมดทุกคอลัมน์ พยายามเรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆ มีเกมอะไรให้เล่นก็เล่นหมดเลย เขียนจดหมายไปคุยกับ editor ด้วย จนกระทั่งจดหมายที่ส่งไปได้ตีพิมพ์ แล้วก็ได้รางวัลส่งมาที่บ้าน นอกจากนี้ก็ยังเป็นช่วงที่เราเริ่มฟังเพลงฝรั่ง พยายามนั่งแกะเนื้อเพลงเพราะอยากร้องเพลง ก็เลยได้ศัพท์สำนวนใหม่ๆ มาเยอะ  ช่วงนั้นภาษาอังกฤษดีขึ้นมากค่ะ ได้อ่าน ได้เขียนบ่อยๆ แต่ยังไม่ค่อยได้ฝึกฟัง ฝึกพูดสักเท่าไร


ช่วงที่ทำให้ภาษาอังกฤษของเราดีขึ้นมากๆ ก็คือตอนเรียนในมหาวิทยาลัยที่เมืองไทยนี่ล่ะค่ะ ได้พูด ฟัง อ่าน เขียนทั้งวันและทุกวัน เรียนกับอาจารย์ฝรั่งเกือบตลอด ต้องเขียนเรียงความส่งอาจารย์ มีอาจารย์คอยแก้ภาษาให้ ต้องพรีเซนต์หน้าห้องเป็นภาษาอังกฤษ ได้เรียนวิธีออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง สอบพูด สอบอ่านสารพัด และต้องเรียนวิเคราะห์โครงสร้างของประโยคภาษาอังกฤษ ทำให้เข้าใจและใช้ไวยากรณ์ได้ถูกต้องโดยไม่ต้องท่องจำ ตอนที่เรียนจบใหม่ๆ รู้สึกว่าใช้ภาษาได้ดี ไวยากรณ์แม่นมากๆ แต่พอเรียนจบมาหลายปี ไม่ได้อยู่ในระบบที่ต้องฝึกฝนทักษะต่างๆ มากๆ ทุกวัน ความรู้ก็ไม่แน่นเท่าตอนเรียนแล้ว แม้จะไปเรียนเมืองนอกมา ก็ยังสู้ตอนที่เรียนในมหาลัยในเมืองไทยไม่ได้อยู่ดี ยิ่งช่วงปิดเทอมได้อยู่กับเพื่อนคนไทยเยอะๆ พูดภาษาไทยตลอด ภาษาอังกฤษก็ฝืดๆ ลงเหมือนกัน


ฉะนั้นเราคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่การฝึกฝนนะคะ ไม่จำเป็นว่าต้องไปอยู่เมืองนอกเท่านั้นถึงจะเก่งภาษาอังกฤษ อยู่เมืองไทยก็ฝึกฝนได้ โดยพยายามให้ตัวเราเองได้ใช้ภาษาอังกฤษทุกวัน เราแนะนำวิธีการต่อไปนี้ค่ะ


Smiley ฝึกทักษะการฟัง


• ถ้าเวลาทำงานไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษ กลับมาบ้านพยายามดูหนัง ฟังข่าวภาษาอังกฤษ ถ้าติดเคเบิลทีวีก็จะช่วยได้มากเลย ถ้าอยากฝึกฟังสำเนียงอเมริกันก็ดูช่อง CNN หรือ CNBC และรายการหนัง สารคดี ละครต่างๆ ถ้าอยากฟังสำเนียงอังกฤษก็มีให้ฟังหลายรายการอย่างเช่น ช่อง BBC รายการทำอาหารของ Jamie Oliver และรายการ Britain’s Worst Pet/Driver/Performer/Husband เป็นต้น


ไม่จำเป็นว่าจะต้องดูแต่ข่าวเท่านั้นนะคะ ดูรายการอะไรก็ได้ที่เราสนใจ จะได้ไม่รู้สึกเบื่อ และมีสมาธิมีความตั้งใจที่จะนั่งดูนั่งฟังได้นานๆ ช่วงแรกๆ จะเลือกดูรายการที่มี subtitle ก่อนก็ได้ พอฟังเก่งขึ้นก็ค่อยเลือกรายการที่ไม่มี subtitle


• แต่ถ้าไม่ได้ติดเคเบิลทีวีก็ไม่เป็นไรค่ะ ไปซื้อซีดีสอนภาษาอังกฤษมาฟัง เวลาขับรถไปทำงานก็เปิดเทปหรือซีดีฟังไปด้วย หรือฟังข่าววิทยุประเทศไทยภาคภาษาอังกฤษ และซื้อดีวีดีหนังหรือสารคดีที่เราสนใจ แล้วเลือก subtitle ภาษาอังกฤษ เพราะการดู subtitle ภาษาอังกฤษจะช่วยฝึกให้เราไม่ต้องคิดเป็นภาษาไทยก่อน แล้วค่อยมาแปลเป็นภาษาอังกฤษในสมองอีกที ดูรอบแรกให้ดูเพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่องก่อน ฟังไม่ค่อยออกก็ไม่เป็นไร รอบต่อๆ มาที่ดู subtitle ไปด้วย อาจจะอ่าน subtitle ไม่ทัน ดูหลายๆ รอบก็จะรู้สึกว่าดีขึ้นเอง พอฟังคล่องแล้วคราวนี้ก็เอาเทปมาปิด subtitle ไว้ แล้วดูหนังโดยไม่ต้องอ่าน subtitle


• และถ้าชอบฟังเพลงฝรั่งก็จะยิ่งดี เราก็จำหลักไวยากรณ์หลายอย่างได้เพราะเพลงเหมือนกัน การฟังเพลงและจำเนื้อเพลงที่เราชอบได้ จะทำให้เราคุ้นเคยกับรูปประโยคภาษาอังกฤษ แล้วก็จำได้โดยไม่ต้องท่อง ยิ่งถ้าฟังแล้วชอบร้องตามก็จะช่วยฝึกเรื่องการออกเสียงภาษาอังกฤษให้ชัดเจนขึ้นด้วย เพราะเวลาร้องเพลงเราก็อยากร้องให้เหมือนต้นฉบับ เลยพยายามออกเสียงให้ชัด ทำเสียงให้เหมือน เป็นการฝึกภาษาไปในตัว


Smiley ฝึกทักษะการอ่าน


หลายคนมีปัญหาว่าจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ รู้ศัพท์น้อย หรือแม้จะรู้ศัพท์แต่ก็ไม่รู้จะเอาไปเรียบเรียงให้เป็นประโยคยังไงดี ใช้ศัพท์ผิดๆ ถูกๆ ฯลฯ น่าจะลองวิธีต่อไปนี้นะคะ


• ทบทวนเรื่องหลักไวยากรณ์พื้นฐานก่อนค่ะ ทำความเข้าใจเรื่องหน้าที่ของคำชนิดต่างๆ ว่า noun, verb, adjective, adverb, conjunction ทำหน้าที่อะไร ต่างกันยังไง เพราะถ้าไม่เข้าใจหน้าที่ของคำ ก็ยากที่จะนำคำไปใช้อย่างถูกต้องได้ และทบทวนหลักไวยากรณ์อื่นๆ เพราะถ้าเราเข้าใจเรื่องไวยากรณ์ก็จะทำให้เรารู้ว่าจะเอาคำมาเรียงกันยังไง เขียนและพูดยังไงถึงจะถูกต้อง


• ไปหาซื้อพจนานุกรมอังกฤษ-อังกฤษดีๆ มาสักเล่ม เริ่มแรกเราแนะนำ Oxford Wordpower ค่ะ เป็นพจนานุกรมสำหรับคนที่มีความรู้เรื่องศัพท์ภาษาอังกฤษในระดับปานกลาง อธิบายเป็นภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ มีตัวอย่างประโยค มีรูปประกอบ เล่นสี และทำรูปเล่มดิกได้อ่าน หาความหมายของคำเจอได้ง่ายดี แล้วไว้พอใช้พจนานุกรมคล่องแล้วค่อยไปซื้อพจนานุกรมขั้น advanced อย่างเช่น Longman Dictionary of Contemporary English หรือ Oxford Advanced Learner's Dictionary หรือ Collins Cobuild English Dictionary


• บังคับตัวเองให้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษทุกวัน อ่านหนังสืออะไรก็ได้ที่เราสนใจ ถ้าชอบข่าวก็อ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ถ้าชอบอ่านนิยายก็ไปซื้อนิยายมาอ่าน เป็นต้น ที่แนะนำให้เลือกหนังสือแนวที่เราสนใจก็เพราะจะทำให้รู้สึกอยากอ่าน ให้ซื้อหนังสือเล่มบางๆ มาก่อน พออ่านจบสักเล่มจะได้มีกำลังใจมากขึ้น (สำคัญมากค่ะ อย่าเริ่มต้นด้วยการซื้อแบบเล่มหนาเป็นนิ้วๆ เพราะสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้อ่านภาษาอังกฤษ กว่าจะอ่านจบเล่มเนี่ยเหงื่อตกเลย เผลอๆ จะได้วางขึ้นหิ้ง อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เคยเกินสองสามหน้าสักที) เราเองเริ่มด้วยหนังสือพวกวรรณกรรมเยาวชนอย่างของ Roald Dahl ซึ่งเขียนด้วยภาษาง่ายๆ สำหรับเด็ก แล้วก็เขียนได้สนุก น่าติดตามดี


• พออ่านแล้วเจอศัพท์ยาก ก็พยายามเดาดูก่อนว่าคำนั้นๆ แปลว่าอะไร โดยเดาจากข้อความที่แวดล้อม อ่านข่าวหรือบทความนั้นไปจนจบ (ซึ่งจะทำให้เราได้ไอเดียคร่าวๆ แล้วว่าคำนั้นแปลว่าอะไร) แล้วค่อยเปิดดิกเช็คดูว่าความหมายที่เราเดาไปถูกต้องหรือเปล่า แล้วก็จดลงในสมุด หรือพิมพ์ลงใน MS Office ก็ได้แล้วแต่ความถนัด ถ้าอ่านเจอศัพท์ยากแล้วเปิดดิกทันทีโดยที่ไม่ได้ลองเดาดูก่อน บางทีผ่านไปวันนึงก็อาจจะลืมแล้วว่าคำทั้งหลายที่เรานั่งเปิดดิกตั้งนานน่ะแปลว่าอะไร การที่เราเดาความหมายของคำก่อนแล้วค่อนเปิดดิกจึงช่วยให้คำนั้นๆ ได้ผ่านตาเราหลายครั้ง ได้คิด ได้เดา ผ่านกระบวนการในสมองหลายที ก็เลยทำให้จำได้แม่นกว่าค่ะ


• จะซื้อหนังสือพวกเพิ่มพูนความรู้เรื่องศัพท์มาทำแบบฝึกหัดด้วยก็ได้ อย่าง English Vocabulary In Use ของสำนักพิมพ์ Cambridge ก็ดีมากค่ะ เลือกแบบ Elementary หรือ Intermediate ก่อนก็ได้ จะได้เริ่มเรียนตั้งแต่ศัพท์แบบพื้นฐานอย่างเป็นระบบ


Smiley ฝึกทักษะการพูดและการเขียน


• หาหนังสือมาอ่านเพิ่มเติม ศึกษาหลักการเขียนแนวต่างๆ ที่คิดว่าจะได้ใช้บ่อยๆ ค่ะ เช่น ถ้าทำงานบริษัทก็ซื้อแนว business English สอนวิธีการเขียนจดหมายธุรกิจ ถ้าอยากไปเรียนต่อก็เลือกหนังสือแนว academic English ตามร้านหนังสือเช่นศูนย์หนังสือจุฬาฯ จะมีหนังสือภาษาอังกฤษที่สอนหลักการเขียนแนวต่างๆ เยอะมาก ลองไปอ่านและเลือกเล่มที่เหมาะสมกับความต้องการของเรา


• ถ้าไม่มีเพื่อนร่วมงานที่เป็นฝรั่งหรือคนไทยที่เก่งภาษาอังกฤษ เราแนะนำให้ไปเรียนตามสถาบันสอนภาษาเพิ่มเติมด้วยค่ะ เพราะฝึกพูดคนเดียวก็คงไม่สนุก ครั้นจะฝึกพูดกับคนไทยด้วยกันก็คงรู้สึกเขินๆ แปลกๆ แล้วก็ไม่ได้ฟังสำเนียงของเจ้าของภาษาด้วย และเวลาฝึกเขียนก็ควรจะมีคนช่วยอ่านช่วยแก้ไขให้ เราจะได้รู้ว่าเราเขียนถูกหรือเปล่า และถ้าเขียนผิด ควรจะเขียนยังไงจึงจะถูก


• ส่วนที่ถามว่าคอร์สภาษาอังกฤษของสถาบันไหนดีเนี่ย เราเองไม่ค่อยได้เรียนตามสถาบันสอนภาษา ก็เลยแนะนำไม่ถูกเหมือนกันค่ะ ที่เราเคยเรียนก็มีที่ AUA กับ British Council เราเองชอบที่ British Council มากกว่า เพราะหนังสือเรียนสนุกกว่า สถานที่ สื่อการสอนก็ดีทีเดียว


อยากบอกว่าเรียนภาษาต้องใจเย็นและอดทนพอสมควร เพราะไม่ได้เก่งกันได้ภายในวันสองวัน ต้องใช้เวลาหลายๆ เดือน อ่านและฟังให้มากๆ เวลาอ่านก็ไม่ได้อ่านเฉยๆ พยายามสังเกตว่าเค้าใช้ภาษายังไง เรียงโครงสร้างประโยคยังไง ถ้าตั้งใจจริง ใช้เวลาไม่นานก็จะเริ่มเห็นผลค่ะว่า เอ๊ะ เราเริ่มอ่านอะไรรู้เรื่องขึ้นตั้งแยะนะ หรือฟังออกหมดเลย เวลาเขียนอะไรก็นึกศัพท์ดีๆ ได้ตั้งเยอะ ผลที่ได้จะทำให้เราหายเหนื่อยเลย ขอให้พยายามและตั้งใจ แล้วจะพบกับความสำเร็จค่ะ



Free TextEditor




 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2552 1:53:57 น.
Counter : 631 Pageviews.  


Valentine's Month


 
Aoyama
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




สมาชิก Pantip รุ่นดั้งเดิม เคยวนเวียนอยู่ห้องไกลบ้านอยู่สองสามปี จากนั้นเมื่อกลับมาเมืองไทยก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับธรรมะ โดยเฉพาะแนวดูจิต สนใจเรื่องอาหารการกิน โดยเฉพาะช็อกโกแลตอร่อย ๆ ^_^

แม้จะเล่นเทนนิสไม่เป็นแต่นักเทนนิสคนโปรดคือ Roger Federer เพราะประทับใจที่ Federer มักจะแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กับเด็ก ๆ ในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของคุณแม่ของเค้า
Friends' blogs
[Add Aoyama's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.