Series_ Moonlight 110 [Sleeping Beauty]…ชาร์ล ฟิซเจอรัล-ซาราห์ วิทลีย์ และมุมอบอุ่นของโจเซฟ


“Love can show you a part of yourself You never knew existed.
Or a part that you thought you lost forver.
And then this happened.
I guess the universe had a different plan for me.
I guess who I am is who I’m supposed to be”
[โจเซฟ พูดกับ มิค]


“ความรักเผยด้านที่นายไม่รู้ว่ามีอยู่
หรือด้านที่เรานึกว่าหายไปนานแล้ว
แล้วเรื่องนี้ก็เกิดขึ้น
จักรวาลคงมีแผนอย่างอื่นให้ฉัน
ฉันคงต้องเป็นอย่างที่ฉันเป็นอยู่”



Smiley สปอยเนื้อเรื่องในตอนระดับรุนแรง!


มอร์แกนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล
เธอถูกเบ็ธแทงทะลุปอดข้างซ้าย
อาการไม่ค่อยดี...


She’s my wife.
มิคตอบคำถามเบ็ธที่โรงพยาบาล
ในห้องที่รักษาตัวมอร์แกน
ประโยคนี้ย้ำชัด ถึง “ความเป็นคนนอก” ของเบ็ธได้ชัดเจน


หากมอร์แกนตาย มิคจะไม่มีวันรู้เลยว่า
เธอค้นพบวิธีการกลับมาเป็นมนุษย์ได้อย่างไร?



110-เป็นตอนที่ได้เห็นด้านอบอุ่น อ่อนโยนและมีหัวใจ เหมือนมนุษย์ (ไม่เกี่ยวกับแวมไพร์) ของโจเซฟ
เขาซ่อน “ความลับของตัวเอง” เอาไว้เหมือนกัน


เมื่อ ไอ้โม่ง พร้อมปืนและระเบิด
ทำลายอพาร์ตเม้นท์สุดหรูของโจเซฟซะเละเทะ


มิคและเบ็ธไปดูที่เกิดเหตุ
ท่ามกลางซากหักพังของอพาร์ตเมนท์โจเซฟ
ตัวโจเซฟ หายไป... หลังบ้านของตัวเองโดย “ไอ้โม่ง” ถล่ม



มอร์แกน ฟื้นขึ้นมา หลังจากถูกเบ็ธแทง
มิคเรียกเธอด้วยชื่อเดิม “โคราลีน”
เขาถามเธอ ถึง “วิธี” ที่ทำให้กลับมาเป็นมนุษย์
เธอกลับมาเพื่อเขา.....
แต่มิคกลับเอาแต่ถามเธอถึง “วิธี” ที่จะทำให้เขากลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง
มิคเอาเลือดของมอร์แกนกลับไปบ้าน


เบ็ธมารอมิคที่หน้าบ้าน
เธอปลอบโยนเขาเรื่องโจเซฟ ที่หายไป และไม่รู้ว่ายังอยู่หรือตายจาก


ฉากต่อมา...
โจเซฟ นั่งเจ่ออยู่ที่ห้องของมิคเรียบร้อยแล้ว (ในชุดนอน)


วงจรปิด เผยหน้าตา “คนร้าย”
ซึ่งเปิดตัวในฉากแรกๆ กับชายแก่ (เห็นได้ชัดว่าเหลือเวลาอยู่บนโลกน้อยเต็มที)
ชายแก่ สั่งงาน “คนร้าย” คนนี้


เฮ็กเกอร์ หญิงชื่อ “แซม” ที่บัซไวร์
ช่วยเฮ็กข้อมูล ของผู้ชายที่ถล่มบ้านโจเซฟ
ราล์ฟ มาร์แทน คือ ชายคนที่ว่า
อดีตของราล์ฟ เคยเป็นทหารมาก่อน เคยไปประจำการที่อัฟกานิสถานและอิรัก


โจเซฟ ซึ่งมาอาศัยชั่วคราวที่บ้านของมิค
ทำอพาร์ตเมนท์ของมิค เป็นสถานที่จัดปาร์ตี้
(เห็นได้ชัดถึง “ไลท์สไตล์” ของเพื่อนรักทั้งคู่
อีกคนชอบสังคมและปาร์ตี้ ส่วนอีกคนรักสันโดษ)


จากบทสนทนา ทำให้รู้ว่า ...
โจเซฟ พิสมัย การดื่มเลือดกรุ๊ป AB- เป็นพิเศษ (กรุ๊ปเลือดหายากซะด้วย)


หลังฟื้นขึ้น...
มอร์แกนมีอาการอยากดื่มเลือดอีกครั้ง


โจเซฟ กลับไปที่บ้าน เพื่อเอาเงินที่เก็บไว้ในเซฟ
นอกจากเงินแล้ว
เขายังเก็บ “สร้อยรูปหัวใจ” เอาไว้ด้วย


ราล์ฟ ตามไปเก็บโจเซฟ
มิคตามไปช่วยจัดการราล์ฟ
ราล์ฟ ไม่รู้ว่าตัวเองต้องสู้กับใคร?
แม้เขาจะเป็นทหารอาชีพ
แต่มิคและโจเซฟ คือ แวมไพร์


มิคบังคับราล์ฟให้บอกชื่อนายจ้าง ที่จ้างมาฆ่าโจเซฟ
เขาคือ “จอห์น วิทลีย์” อายุ 93 ปี เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในนิวยอร์ก


โจเซฟ หายตัวไปทันทีที่ได้ยินชื่อ วิทลีย์
ราล์ฟ ถูกมิค จับและส่งตัวให้ตำรวจ


เบ็ธได้ข้อมูลของจอห์น วิทลีย์
เธอและเขาเดินทางไปนิวยอร์ก


จอช แวะมาหาเบ็ธที่บ้าน ก่อนเธอเดินทางไปนิวยอร์ก
เมื่อมิคแวะมารับเบ็ธที่บ้านเช่นกัน
ความกระอักกระอ่วนใจ ระหว่าง 2 ชาย 1 หญิง เกิดขึ้นอีกครั้ง


หลังฆ่าตำรวจ ราล์ฟกลับมารีด “ความจริง”จากชายแก่ จอห์น วิทลีย์
วิทลีย์บอกความจริงว่า โจเซฟ เป็น “แวมไพร์”
ราล์ฟคาดคั้นวิธีจัดการแวมไพร์จากวิทลีย์


นิวยอร์ก....(ในที่สุดก็ย้ายโลเคชั่นมาอีกฝั่งของอเมริกา-ฉากแปลกตาดี)
เบ็ธและมิค ตามหาจนเจอบ้านวิทลีย์


ชาร์ล ฟิซเจอรัล คือชื่อเดิมของ โจเซฟ
ชาร์ล (โจเซฟ) พราก ซาราห์ ลูกสาวของวิทลีย์ไปเมื่อเธออายุเพียง 21 ปี
วิทลีย์มอบไดอารี่ของซาราห์ ให้กับมิคและเบ็ธ


โจเซฟ ไม่เคยบอกมิค เรื่องของซาราห์
เบ็ธได้ที่อยู่ของโจเซฟ จากแซม
 ที่บ้านของชาร์ล (โจเซฟ) มิคได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับซาราห์


ซาราห์ วิทลีย์ นอนเป็นเจ้าหญิงนิทรา อยู่บนเตียง
“ความผิดพลาด”ตั้งแต่ปี 1955 ของ ชาร์ล ฟิซเจอรัล (หรือโจเซฟในปัจจุบัน)
ขณะที่โจเซฟพยามเปลี่ยนเธอให้เป็นแวมไพร์ และเธอไม่เคยฟื้นขึ้นมาอีกเลย
โจเซฟ เก็บเธอไว้ และหวังว่า ในอนาคต จะมียารักษาและทำให้เธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง


ราล์ฟตามไปฆ่าโจเซฟ
โดยใช้ไม้ปลายแหลมเสียบเข้าไปที่หัวใจ
เห็นได้ชัดว่า ราล์ฟรู้วิธีการฆ่า แวมไพร์มาแบบ "ผิดๆ"
ไม้ปลายแหลม ไม่ทำให้แวมไพร์ตาย แค่ทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ชั่วขณะ


เบ็ธมอบไดอารี่ของซาราห์ให้โจเซฟ
เขาจะได้รู้ว่าซาราห์รักเขามากแค่ไหน


มิคชวนเบ็ธเที่ยวในนิวยอร์ก
แต่เธอปฎิเสธ เพราะต้องการกลับไปเคลียร์กับจอช


มอร์แกนฟื้นขึ้นมาอีกครั้งและหายตัวไปจากโรงพยาบาล...



Smiley พูดคุยเรื่องราวในตอน-
*ชอบด้านอ่อนโยนของโจเซฟในตอนนี้ เนื่องจากซีรีส์เสนอให้เห็น
แต่ด้านเจ้าชู้และชอบปาร์ตี้เป็นชีวิตจิตใจ มันช่วยไม่ได้ที่ได้เห็น
โจเซฟมีความรัก แม้กระทั่งตัวเพื่อนรักอย่างมิคเอง ยังอึ้ง!
*โลเคชั่นในนิวยอร์กแปลกตา เนื่องจากเนื้อหาทั้งเรื่อง วนเวียนอยู่ในแอลเอ
*เป็นตอนที่สนุกมากตอนนึง แม้ตัวร้ายจะพบจุดจบเร็วไปหน่อย



"กรุ๊ปแบนด์สุดเซอร์ วง Lapush" (ชื่อเดียวกับหาด ที่หนุ่มๆ มนุษย์หมาป่า จากTwilight ชอบไปสุมหัวกันที่หาดนี้)


Smiley เพลงจากตอน-
13th Floor : Mere Mortals
Aurora : Lapush….แนะนำเพลงนี้ค่ะ อินโทรขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะเข้าจังหวะกระแทกกระทั่นด้วยเสียงกลอง ตามสไตล์ อัลเทอร์ฯ ร๊อค...
เพลงขึ้นมา ขณะเบ็ธมอบไดอารี่ของซาราห์ให้กับโจเซฟ....
XYZ : Stereoliza


ปิดท้ายภาพ...อเล็กซ์ โอ'ลาฟลิน พระเอกซีรีส์ Moonlight ค่ะ



-------------------------------------------------------------end credit by aom-------











Free TextEditor



Create Date : 20 มีนาคม 2552
Last Update : 20 มีนาคม 2552 21:12:42 น.
Counter : 653 Pageviews.

0 comment
Series_Moonlight 109 [Fleur de Lis]…เศรษฐีแฮกแกนส์และความลับของมอร์แกน


"ภาพบาดหัวใจของเบ็ธ"


“Memories can be fragile…
Fleeting as a whisper one moment.
Powerful as a scream the next.
I spent so long hiding from my past.
Ignoring the whispers.
But I remember verything now…
And the screams are the only thing I can hear…”


"ความทรงจำนั้นเปราะบาง...
แวบนึงมันเหมือนเสียงกระซิบที่แผ่วเบา
พออีกทีก็ทรงพลังเหมือนเสียงกรีดร้อง
ฉันหนีอดีตของฉันอยู่นาน
ไม่สนใจเสียงกระซิบนั่น
แต่ตอนนี้ฉันจำทุกอย่างได้หมด
ฉันได้ยินเสียงกรีดร้อง"
“เบ็ธ เทอเนอร์”



"รอยสักรูปดอกลิลลี่"


Smiley สปอยเนื้อเรื่องในตอนอย่างรุนแรง


I found my guardian angel.
EP 108-ปิดท้ายด้วยความจริงที่เบ็ธจำได้แล้วว่า มิคคือคนที่ช่วยเธอเอาไว้เมื่อตอน 4 ขวบ


109-เปิดเรื่องด้วยเบ็ธเดินทางอย่างร้อนรนไปหาไปมิคที่บ้าน
เธอบอกกับเขาว่า โคราลีนคือคนๆ เดียวกับมอร์แกน
มอร์แกนเดินลงมาจากห้องของมิค ในสภาพใส่เสื้อแค่ตัวเดียว
เบ็ธตาค้างและอธิบายความจริงให้มิครู้ว่ามอร์แกนเป็นใคร
พร้อมกับใช้ไม้ปลายแหลมเสียบไปที่ท้องของมอร์แกน
มอร์แกนกรีดร้องอย่างเจ็บปวด...


ย้อนกลับไป 24 ชั่วโมงก่อนหน้านี้....
เบ็ธ มั่นใจว่า โคราลีน กับ มอร์แกนคือ คนๆ เดียวกัน
มิคและเบ็ธ เฝ้าติดตามดูโคราลีนที่บ้านของเธอ


เศรษฐี แฮกแกนส์ ว่าจ้างมิคให้เฝ้าติดตามพฤติกรรมของ ทีน่า ภรรยาคนที่สองของเขา
ด้วยค่าว่าจ้าง ที่สูงมาก


มิคนัดเจอกับมอร์แกนที่ร้านอาหารอีกครั้ง
เขาว่าจ้างมอร์แกน (ช่างภาพฝีมือดี-ในขณะนี้) ตามถ่ายภาพทีน่า


เบ็ธหา “ข้อมูล” รูปสักดอกลิลลี่ จากอินเตอร์เน็ต
ในศตวรรษที่ 18 หญิงคณิกาในฝรั่งเศส ถูกตีตราด้วยรอยสักชนิดนี้

 
Fleur de Lis [ฟลอร์ เดอ ลิส] = ตราของราชวงศ์บูร์บอง แห่งฝรั่งเศส
ที่ทำเป็นรูปดอกลิลลี่



"Fleur de Lis [ฟลอร์ เดอ ลิส]"


มิคและมอร์แกนติดตามทีนา และ ชายอีกคนที่นัดเจอกันในที่สาธารณะ
มอร์แกนเก็บรูปขณะทีน่าจูบผู้ชายคนนี้ได้ (เธอเรียกมันว่า “Money Shot”)


มิคบันทึกเสียงสนทนาของคนทั้งคู่
เขาได้ยินชัดเจนจากบทสนา ทีน่ากำลังจะถูกแฮกแกนส์ฆ่า


ฝ่ายเบ็ธ เข้าไปค้นบ้านของมอร์แกน
เพื่อหาหลักฐานว่า มอร์แกนกับโคราลีนเป็นคนๆ เดียวกัน
และเป็นแวมไพร์ที่ลักพาตัวเธอ เมื่อเธอยังเป็นเด็ก


มิคไปหาแฮกเเกนส์ที่สำนักงาน
แต่แฮกแกนส์ไม่ยอมออกมาพบ


มิคและมอร์แกน เจอผู้ชายที่นัดพบทีน่าอีกครั้งที่ลิฟท์ในสำนักงานของแฮกแกนส์
ทีน่านัดผู้ชายคนนี้ที่โรงแรม (มิคได้ยิน-ด้วยหูเรด้าร์ ของ แวมไพร์)


มอร์แกนพามิคกลับมาที่บ้าน
เบ็ธต้องรีบหาที่ซ่อน
มิคได้กลิ่นของเบ็ธ เขารู้ทันทีว่าเธออยู่ที่นี่


มอร์แกนและมิค ยังคงทำงานร่วมกันในการสืบเรื่องทีน่า
เบ็ธโทรหามิค ขณะทำงานกับมอร์แกน
เธอได้ยินเสียงแปลกๆ และ เข้าใจผิด(เสียงทีน่าและชายชู้)
และชายคนที่ว่า ก็เป็น “ลูกเลี้ยงของแฮกแกนส์”
เรื่องราวยิ่งพิลึกขึ้นเรื่อยๆ


ในบ้านของโคราลีน เบ็ธเจอรูปถ่ายมิคเมื่อปี 1952
“หลักฐานเด็ด” อีก 1 ชิ้น


ยิ่งมอร์แกนทำตัวสนิทชิดเชื้อกับมิค
และเบ็ธตามไปค้นหาหลักฐานที่บ้านของมอร์แกน


นั่นทำให้เบ็ธทำตัวห่างเหินกับมิคยิ่งขึ้น
เห็นได้ชัดว่า มอร์แกน “ตั้งใจยั่วความรู้สึก” ของมิค


เบ็ธแวะไปหาโจเซฟที่ออฟฟิศหรูหราของเขา
เพื่อสืบหาข้อมูลของอดีตภรรยาของมิค “โคราลีน”
ซึ่งเธอมั่นใจว่า โคราลีนยังไม่ตายและเป็นคนๆ เดียวกับมอร์แกน
เบ็ธให้ “หลักฐานเด็ด” = รูปถ่ายมิคในปี 1952 กับโจเซฟ
เธอยังเชื่อว่า โคราลีน “พบวิธี” ที่ทำให้กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง
แต่โจเซฟไม่เชื่อ...


เบ็ธกลับไปที่บ้าน ซึ่งโคราลีนเคยจัดงานปาร์ตี้ (ได้พบมิคครั้งแรก เมื่อนานมาแล้ว)
เธอได้เจอหลักฐานอีกชิ้นที่ทำให้เบ็ธตกใจ
นั่นคือ “รูปถ่ายของเธอกับมิค” ในสถานที่ต่างๆ


ออฟฟิศถูกรื้อค้น
มิคคิดว่าเป็นฝีมือของ แฮกแกนส์
เขาเดินทางไปหาลูกชายแฮกแกนส์ที่บ้าน
ทีน่ายิงมิค
เมื่อมิครู้ความจริงว่า “ทีน่าและลูกชายแฮกแกนส์” วางแผนกันฆ่าแฮกแกนส์


มอร์แกนตามไปเจอมิค (จากสัญญาณโทรศัพท์มือถือ)
คนทั้งสองตามแฮกแกนส์ไปยังสถานที่ลูกชายแฮกแกนส์นัดพบพ่อ
ทีน่าและ ลูกชายแฮกแกนส์ถูกจับ โทษฐานวางแผนฆ่าสามีและพ่อตัวเอง


เบ็ธเจอหลักฐานสำคัญ นั่นคือ “ห้องที่โคราลีน” จับตัวเธอไปขังไว้
เธอมั่นใจว่า มอร์แกนคือโคราลีน
เบ็ธแค้น จนหักขาเก้าอี้ติดมือกลับออกไปด้วย


เบ็ธขับรถมาที่เกิดเหตุและพุ่งชนมอร์แกน
มิคช่วยมอร์แกนไว้ได้
นั่นทำให้เบ็ธ แค้นยิ่งขึ้น


มิคตามมอร์แกนไปที่บ้าน
เขารู้แล้วว่ามอร์แกนคือโคราลีน
และทำให้เกิดซีนพิศวาสโรแมนติกขึ้น


เบ็ธตามที่บ้านมอร์แกนและทำให้เธอคลั่งแค้นหนักกว่าเดิม
เมื่อเห็นสภาพของคนทั้งคู่
เธอใช้ขาเก้าอี้ปลายแหลมที่หยิบติดมือมาเสียบเข้าที่ท้องของโคราลีน


จบตอน....ทิ้งปมไว้ให้ติดตามตอนที่ 10-Sleeping Beauty อย่างใจจดจ่อ



Smiley พูดคุยกับเรื่องราวจากตอน-
*เป็นตอนที่น่าจะตั้งชื่อว่า “รัก 3 เศร้า” ตอนนี้เบ็ธดูกระอักกระอ่วนใจที่สุด
เมื่อได้รู้ความจริงว่า มอร์แกนคือโคราลีน เธอต้องการรู้คำตอบว่า “ทำไมโคราลีน” ถึงเลือกเธอเป็น “เหยื่อ”
*มิคเอง ซึ่งเห็นได้ชัดว่า “สับสน” ระหว่าง หญิงสาวคนใหม่ที่เขารักและอดีตภรรยา ที่กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง
*โจเซฟ ออกมาแค่ 1 ฉากแล้วก็หายไป (เหมือนเดิม) อีกแล้ว



"โฟโต้ช็อต จากซีรีส์นี้"


Smiley เพลงจากตอน-
-Look After You (The Fray) เพลงนี้เริ่มต้นขึ้นในซีนจูบอันโรแมนติก ระหว่างมอร์แกนและมิค



"The Fray เจ้าของเพลงเพราะ look after you"


Smiley หมายเหตุ--ไม่ได้กลับมาเขียนบล๊อคซะนาน เนื่องจากงานเยอะจริงๆ  ในช่วงปีใหม่และเดือนกุมภาพันธ์


ไหนจะต้องอัพเว็บของตัวเองอีก  หลังจากงานสร่างซา ก็มีเวลามานั่งเขียนบล๊อค เขียนถึงซีรีส์ที่ตัวเองรักอีกครั้ง
จะรีบๆ เขียนซีรีส์ Moonlight ให้จบๆ เพื่อจะได้เขียนแนะนำ ซีรีส์เรื่องต่อไปที่กำลังดูอยู่คือ The Men-ta-list ค่ะ


แนะนำไว้ก่อนเลยค่ะ สำหรับแฟนๆ ซีรีส์ฝรั่ง ที่ชอบแนวสืบสวนคดีอย่าง Criminal Minds และ CSI
และถ้าเคยชื่นชอบ  "วี" เวโรนิก้า แฟนของลินคอล์น จากซีรีส์ Prison Break เรื่องนี้เธอเป็นนางเอกเต็มๆ ตัว
และพระเอกของซีรีส์อย่าง ไซมอน เบเกอร์ (หนุ่มออสซี่ ตาตกๆ ) The Men-ta-list เป็นซีรีส์แนวสืบสวนคดีที่น่าติดตามอีกซีรีส์นึง










Free TextEditor



Create Date : 14 มีนาคม 2552
Last Update : 14 มีนาคม 2552 19:05:59 น.
Counter : 515 Pageviews.

3 comment
Series_Moonlight 108 [12:04 AM]…นักโทษประหาร โดโนเเวน เชพเพิร์ด,ออร์เดร และ Beth's guardian angel..


Series_Moonlight 108 [12:04 AM]


Smiley คำคม
Mick:you humans have your own coping mechanisms…
         When something goes wrong.
         Some of you obsess.
         Some become vengeful.


  มิค:มนุษย์อย่างพวกคุณ มีกลไกปกป้องตนเอง
       เมื่อเกิดอะไรที่ผิดพลาด
       บางคนกลายเป็นความหลงไหล
       บางคนกลายเป็นความอาฆาตแค้น...


------------------------------------------------------------




Smiley คำเตือน-สปอยเนื้อเรื่องในตอนระดับรุนแรง


โดโนแวน เชพเพิร์ด นักโทษประหาร ในคดีฆ่าคนตายได้กล่าวเอาไว้
ก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษว่า...


“อำนาจทำให้คนหลงผิดได้ (power)
ทำให้มัวเมาจนลืมเหตุผล ความเมตตาปราณี (kindness/mercy)
ผมใช้เวลาหลายปี คิดถึงการกระทำของผม (my actions)
สิ่งที่ผมเลือกทำ (my choices)
ผมไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย (regret)
ผมไม่ต้องการการให้อภัย (forgiveness)
แต่ต้องการ “เลือด” ของผู้ที่หักหลังผม (blood)
คุณรู้แก่ใจดีว่าใคร
ผมจะยังอยู่ต่อไป (live up)
และคุณจะต้องตาย โดยกรีดร้องเรียกชื่อผม (scream my name)”


เชพเพิร์ดตายเมื่อ เวลา 12.04 am (ชื่อเดียวกับตอน)
โดยปราศจาก”ความสำนึกบาป” จากการกระทำของตนอย่างสิ้นเชิง
เขาเชื่อว่า แม้ร่างกายของเขาจะดับสูญ
แต่วิญญาณ (soul) ของเขายังคงอยู่
และรอวันแก้แค้น “คนที่หักหลัง”


ในคุก-ขณะที่นักโทษเชพเพิร์ดรอเวลาถูกประหารชีวิต
นอกคุก-คนที่เรียกตัวเองว่า “ครอบครัวเชพเพิร์ด” รวมตัวประท้วงการประหารชีวิต


เบธมาทำข่าวนี้ให้กับ Buzz Wire และเป็นพยานในห้องประหารนักโทษด้วย
หลังการประหารผ่านพ้นไป
เบธชวนให้สาวน้อย “ออร์เดร เพลล์” เหยื่อที่ยังมีชีวิตอยู่
ในขณะที่เชพเพิร์ดฆ่าพ่อ-แม่ของเธอ เมื่อเธออายุเพียง 10 ขวบ
และออร์เดรเป็นเพียงผู้รอดชีวิตคนเดียวที่ได้เห็นหน้าฆาตกร


เมื่อกลับมาถึงบ้านของเบธ
ออร์เดรได้รับโทรศัพท์เสียงที่เธอจำฝังใจ
“สวัสดีสาวน้อย (hello sweetheart)
ฉันเห็นเธอนะ” (I see you.)
นั่นเป็นคำพูดที่ฆาตกรเชพเพิร์ดพูดกับเธอเอาไว้เมื่อ 14 ปีที่ผ่านมา
และออร์เดร ไม่มีวันลืมคำพูดน่าหวาดกลัวประโยคนี้


เมื่อเธอมองลอดหน้าต่างบ้านเบธลงไปด้านล่าง
เธอเห็นผู้ชายรูปร่างหน้าตาเหมือนเชพเพิร์ดยืนมองเธออยู่



นั่นเป็นสาเหตุที่เบธเป็นคนพาออร์เดรไปหามิค
เพื่อสืบเรื่องสาวกที่บูชาเชพเพิร์ด
เนื่องจากเชพเพิร์ดมีสาวกที่คลั่งไคล้เขามากมาย
และออร์เดรอาจจะไม่ปลอดภัย หากมีสาวกของเชพเพิร์ดตามรังควาญ


สาเหตุสำคัญที่เบธเห็นอกเห็นใจออร์เดร
อาจจะเป็นเพราะเธอเคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน
ซึ่งเบธเคยถูกโคราลีนลักพาตัวไปเมื่อเธอยังเป็นเด็ก


มิคหาข้อมูลของ โดโนแวน เชพเพิร์ด จากเว็บไซต์ของเหล่าสาวก


และนั่นทำให้เขารู้ว่า คนเหล่านี้ รู้ที่อยู่บ้านเบธ


ออร์เดรเห็นข้อความที่เขียนไว้ในห้องน้ำ
Scream My Name.
ขณะอยู่บ้านเบธตามลำพัง (เบธออกไปทำงาน)
มิคตามไปจับหนึ่งในสาวกของเชพเพิร์ดไว้ได้
เขาคาดคั้นหาความจริง



จนตามไปถึงเบาะแส ของโปรดิวเซอร์สร้างภาพยนตร์ที่ชื่อ เจอรี่ เดรก
เจอร์รี่เป็นเพื่อนของเชพเพิร์ด


เจอร์รี่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเว็ป...เขาเติมเชื้อไฟให้กับสาวกเชพเพิร์ดบ้าคลั่งขึ้น
เพื่อชีวประวัติของเชพเพิร์ดที่จะนำไปสร้างหนังจะได้ดังยิ่งกว่าเดิม
“วงการฮอลลีวู๊ด” เหมือนที่มิคพูดกับเจอร์รี่ ก่อนกลับออกมาจากบ้านของเจอร์รี่


อัยการเขตในคดีของเชพเพิร์ด หายตัวไปและอาจจะถูกฆ่าตาย
พบรอยนิ้วมือเชพเพิร์ดบนมีด



คำพูดก่อนถูกประหารของเชพเพิร์ด
“Blood is a key”
ทำให้มิคคิดได้ว่า...
เชพเพิร์ดกลายเป็น “แวมไพร์” ก่อนจะถูกนำตัวไปประหารชีวิต
มิคพิสูจน์ความคิดของเขาด้วยการไปตรวจศพของเชพเพิร์ด


สิ่งที่มิคพบที่ห้องเก็บศพ คือ...
ร่างของอัยการเขตที่หายไป
เชพเพิร์ดกลายเป็นแวมไพร์และเขากำลังเดือดพล่าน


บาทหลวงที่เข้าไปเทศน์เชพเพิร์ดในคุก
คือคนที่เปลี่ยนเชพเพิร์ดให้เป็นแวมไพร์
โดยได้รับค่าจ้าง 8 แสนจากเจอร์รี่ เดรก


เชพเพิร์ดตามไปทวงแค้นเจอร์รี่ที่บ้าน
มิคตามไปที่บ้านของเจอร์รี่
และต่อสู้กับเชพเพิร์ด มิคร่วงลงไปด้านล่าง
เชพเพิร์ดเก็บโทรศัพท์ของมิคที่หล่นอยู่กับพื้นได้


เชพเพิร์ดบุกไปที่บ้านของมิค
มิคกลับมาทันจัดการกับเชพเพิร์ด
การต่อสู้ระหว่างแวมไพร์และแวมไพร์เริ่มต้นขึ้นในบ้านของมิค


เบธรู้ว่าใครคือ “ผู้พิทักษ์” ของเธอ ( my guardian angel)
หลังจากค้นเจอแฟ้มของตัวเอง พร้อมรูปถ่ายในวัยต่างๆ


 


Smiley พูดคุย
-เจอร์รี่ เดรก ในฉาก มีถ่ายรูปกับ อดัม แซนเลอร์ซะด้วย
-บ้านของเจอร์รี่ เดรก ใหญ่ ติดกระจกทั้งหลัง และตั้งอยู่บนภูเขา มีวิวที่สวยมากๆ
-ชอบรูปสเก็ตของ เชพเพิร์ด... สเก็ตได้เห็นแววตาและอารมณ์ที่ดุดันและโหด
-เฮ่อ...ในที่สุด เบธก็ได้รู้ซะทีว่า ใครคือ guardian angel ของเธอ
หลังจากคนดูอย่างเราๆ รู้มาตั้งแต่ตอนแรกๆ ของซีรีส์
-ขำฉากที่มิครีบล้างแก้วที่ติดคราบเลือดตอนที่ออร์เดรไปถึง
-ปิดฉากตอนอย่างสวยงาม เมื่อแสงอาทิตย์สาดสะท้อน บนระเบียงบ้านมิค
-เป็นตอนที่สนุกตอนนึง เรื่องราวดำเนินไปแนวเดียวกับหนังฆาตกรรม
-ฉากออร์เดรย์เห็นแววตาฆาตกรเชพเพิร์ด ถ่ายในเฟรมที่สวยดี



Smiley ว่าด้วยเรื่องเพลง...
-Dark As Love : Luscious Redhead (Melissa Ritter) ฉากในคุก รอเวลาประหารเชพเพิร์ด เพราะดีๆ
-Drowning : The Stereophonics
-Keep My Heart : Deep Sounds
-To Hell With the Devil : Jim Bianco
-Together : The Kin ….เพลงปิดตอน ฉากระเบียงบ้านมิค เป็นเพลงบัลลาดร๊อคที่เพราะพอๆ
  กับเพลงของ The Fray ซึ่งได้แนะนำไปก่อนหน้านี้ ซีรีส์นี้อุดมไปด้วยเพลงเพราะเยอะมากๆ เข้าทางเจ้าของบล๊อคเลย...เฮ่อในที่สุดก็หาวิธีเอาเพลงมาลงในบล็อคจนได้ แม้จะลองผิดลองถูกอย่างซะหลายรอบ


-



Free TextEditor
-----------------------------------------------------------------------------

The Kin - Together.mp3 - " HEIGHT="60" WIDTH="280" AUTOSTART="FALSE" VOLUME="50%" MASTERSOUND>



Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2552 19:43:35 น.
Counter : 347 Pageviews.

1 comment
Series_Moonlight 107 [The Ringer]..โคราลีน,มอร์แกนและรอยสักดอกลิลลี่


Series_Moonlight 107 [The Ringer]..โคราลีน,มอร์แกนและรอยสักดอกลิลลี่


One thing you learn when you live forever is…
Not to get too set in anything.
Because it’s all gonna change.
Just when it’s seems like everything’s going your way.
And maybe you’re even patting yourself on the back.
That’s when it happen.


สิ่งที่เราเรียนรู้ เมื่อต้องมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์คือ...
อย่ายึดติดกับอะไร.
เพราะทุกอย่างไม่จีรัง
เวลาที่อะไรๆ เหมือนจะเป็นไปตามที่ใจคุณต้องการ
บางทีคุณอาจต้องปลอบตัวเอง
เมื่อมันเปลี่ยนไป...


[มิค เซ็นจอห์น]


-------------------------------------------------------------------------------------------


Smiley *แนะนำตัวละครเพิ่มเติม*
*มัวรีน-เจ้านายของเบ็ธที่ Buzz Wire


มัวรีน


-------------------------------------------------------------------------------------------


 Smiley*สปอยเนื้อเรื่องในตอนระดับรุนแรง*
<<เนื้อหาในตอนนี้ เซอร์ไพร์สคนดูอย่างรุนแรงและบทหักมุมในตอนท้าย
 ที่ชวนให้ติดตามตอนต่อ อย่างใจจดจ่อ>>


เกิดเหตุเพลิงไหม้ตึกเก่าในยุค’ 20 (มิคจำได้ว่าปี 1927)
สถานที่ที่ทำให้มิคได้พบกับ “มอร์แกน” แฝดหน้าเหมือนของโคราลีน
มอร์แกนคือ—ช่างภาพจากชิคาโกที่มาทำงานร่วมกับเบ็ธที่ Buzz Wire
เธอมีรูปร่างหน้าตา ตลอดจนบุคลิกท่าทางที่เหมือนกับโคราลีนราวฝาแฝด


แต่มอร์แกนเป็น “มนุษย์” ในขณะที่โคราลีนเป็น “แวมไพร์”
ซึ่งมิคไม่คิดว่าชาตินี้ จะได้พบเธออีก
ในเมื่อ “เขาฆ่าเธอกับมือ”


เบ็ธพามอร์แกนมาพบมิคอีกครั้ง
เมื่อกล้องราคาแพงของเธอถูกขโมยไปจากที่พัก
มิคเข้าไปตรวจร่องรอยของขโมยในที่พักของมอร์แกน


เขาได้พบหนังสือชื่อ “ Remembrance Of The Things Past”
หนังสือเล่มโปรดของโคราลีน อดีตภรรยาที่ทำให้เขาเป็นแวมไพร์


มอร์แกนเปิดไฟล์ภาพที่เธอถ่ายตึกไฟไหม้
มิคสังเกตเห็นภาพๆ นึง ภาพที่ทำให้เขาหวนกลับไประลึกถึงอดีต...
ภาพที่เหมือนคืนที่เขาลงมือฆ่าโคราลีน


มอร์แกน


มิคกลับไปสำรวจตึกที่ไฟไหม้อีกครั้ง
เขาพบศพถูกไฟคลอกในสภาพที่เหลือเพียงเถ้าถ่าน


มิคย้อนกลับมาที่พักของมอร์แกนอีกครั้ง
เพื่อเก็บหลักฐานรอยนิ้วมือคนร้าย


มอร์แกนทำให้เขาประหลาดใจได้อีกเมื่อ...
เธอเปิดเพลง ซึ่งเป็นเพลงโปรดของเขา


รูปจากภาพถ่ายของมอร์แกน มิคสังเกตเห็น
“รอยสักรูปดอกลิลลี่” บนแผ่นไหล่ของผู้หญิงในภาพ...
โคราลีนมีรอยสักแบบเดียวกัน...


กล้องของมอร์แกนถูกคนร้ายที่ตายไปแล้ว 4 สัปดาห์ขโมยไป
มิคกำลังสับสนอย่างหนัก เขาเชื่อว่ามอร์แกนคือโคราลีน
และเธออาจพบยารักษา


มิคและมอร์แกนตามไปจนเจอ มอนโทล่า คนร้ายที่ขโมยกล้อง
มอนโทล่าในคราบแวมไพร์ต่อสู้กับมิคอย่างดุเดือด
แต่เขาก็หนีไปได้


มิควิ่งไล่ตามมอร์แกนเข้ามาในสุลาน
เขากระชากเสื้อเพื่อเปิดดูรอยสักที่ไหล่ของเธอ
แต่...มอร์แกนไม่มีรอยสักนั้น


มิคสับสนกับสิ่งต่างๆ
เขาตัดสินใจบอกความจริงกับเบ็ธว่า
มอร์แกนเหมือนโคราลีนทุกอย่าง ยกเว้นรอยสัก


ในฉากท้ายตอน...
มอร์แกนกลับมาที่พัก เธอถอดเสื้อออก
และเช็คที่ไหล่
รอยสักรูปดอกลิลลี่ปรากฎขึ้นอย่างชัดเจน....


เฮียมิค


มอร์แกนและรอยสัก รูปนี้ไม่มีในตอนค่ะ



-------------------------------------------------------------------------------------------


 Smiley*พูดคุย*
-ทิ้งท้ายตอน แบบหักมุมซะงั้น ตอนแรกก็สับสน แต่บทสรุปก็แน่ชัด ว่ามอร์แกนกับโคราลีน
คือผู้หญิงคนเดียวกัน แต่ความสงสัยเกิดขึ้นหลังจากนั้น คือ เธอรอดจากไฟไหม้ได้อย่างไร
ในเมื่อมิคขังเธอเอาไว้ และเธอเปลี่ยนจากแวมไพร์เป็นมนุษย์ธรรมดาได้ด้วยวิธีไหน
-มีฉากย้อนกลับไปในอดีตหลายฉาก ตั้งแต่เมื่อมิค ซึ่งเป็นนักร้อง ได้พบกับโคราลีนในงานเลี้ยงหนึ่ง
เขาตกหลุมรักเธอทันทีที่เห็น มิคในเสื้อลายดอก หวีผมเรียบแปล้ ดูเชยๆ ดี ส่วนโคราลีนก็สวยเก๋
แบบผู้หญิงที่ล้นไปด้วยเสน่ห์ (มอร์แกนและโคราลีน แสดงโดยนักแสดง Shannyn Sossamon)
-เหตุผลที่มิคเป็นนักสืบเอกชนคือ เขาอยากช่วยเหลือผู้อื่น
-เป็นตอนที่เซอร์ไพร์สคนดูมากที่สุด ตั้งแต่ดูมา


ชอบรูปโปรโมชุดนี้ สวยทุกรูป



"ซีนนี้จากตอน Mr.Feelgood" ชอบมุมกล้อง.."


-------------------------------------------------------------------------------------------


 Smiley*เพลงจากตอน*
-The Collapse (Kill Hannah)
-The Mating Game (Bittersweet)...เพลงนี้เพราะมากๆ โดนๆๆ
-Ain't That Just Like a Woman (Louis Jordan)
-Star Eyes by (The Jimmy Dorsey Orchestra)
-Kingdom by Dave Gahan (ฉากท้ายตอน)


Smiley*เสียงคร่ำครวญจากเจ้าของบล็อค---ช่วงนี้ไม่ค่อยอยากเขียนบล็อค
เซ็งกับหงส์ขาลง ล่าสุดก็เสมอเอฟเวอร์ตันหมาดๆ 1-1
ตอร์เรส...มัวแต่ส่งให้พี่เจิด...ยิงหน่อยดิ!**


Anyway,HAPPY CHINESE NEW YEAR 2009 FOR ALL U GUYS! เฮงๆ รวยๆ ...
-------------------------------------------------------------------------------------------








Free TextEditor



Create Date : 26 มกราคม 2552
Last Update : 26 มกราคม 2552 15:08:22 น.
Counter : 539 Pageviews.

2 comment
Series_Moonlight 106 [B.C.]-แวมไพร์โลล่า แร่เงินและคลับวาลิส


Series_Moonlight 106 [B.C.]-แวมไพร์โลล่า แร่เงินและคลับวาลิส


ตอนนี้หาคำคมๆ ไม่ได้เลย
ผ่านๆ


*แนะนำตัวละคร*
สตรีฟ-ตากล้องร่างเล็กของ Buzz Wire ทำงานนอกสถานที่กับเบ็ธบ่อยๆ
เทอร์แรนซ์-เพื่อนร่วมงานของกิลเลอโม่ ทำงานในห้องเก็บศพ
                 และเป็นแหล่งข่าวอีกคนของมิค


*สปอยเนื้อเรื่องในตอนระดับรุนแรง*
เบ็ธมาทำข่าวแฟชั่นของดีไซเนอร์เทวาเรส
พร้อมสตรีฟ ตากล้องของ Buzz Wire


"เรเน่"นางแบบในชุดเสื้อผ้าของดีไซเนอร์เทวาเรส
ล้มพับและเสียชีวิตขณะถ่ายแบบต่อหน้าช่างภาพ
กล้องของ Buzz Wire บันทึกภาพไว้ได้


โจเซฟบุกมาปลุกมิคถึงห้องนอน (จริงๆ คือตู้แช่เย็นขนาดใหญ่)
เพื่อให้เขาช่วยตามหา “โดโรเรส” หรือ “โลล่า”
อดีตแฟนที่เชิดเงินเขาไป พร้อมกับหายไปจากชีวิตของโจเซฟ


“คลับวาลิส”
ต้นเหตุที่ทำให้นางแบบสาวเสียชีวิตกระทันหัน
เบ็ธเข้าไปสืบที่คลับ
แต่เข้าไปห้อง วีไอพี ไม่ได้


นอกจากแร่เงินบริสุทธิ์ที่พบจากเลือดของนางแบบสาว
เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพยังพบ“ไมโครชิพ” (เหมือนที่ฝังกับตัวสัตว์) จากศพของเรเน่
คือ “กุญแจ”สำคัญที่ช่วยให้เบ็ธเข้าถึง ห้องวีไอพีของคลับ


มิคสืบจนรู้ว่า โลล่า อดีตแฟน (อีกคน) ของโจเซฟ สะสมแร่เงินเป็นตันๆ


“เงิน” (Silver)
ศัตรูตัวฉกาจของเหล่าแวมไพร์


อีกครั้งที่ศพซึ่งเกิดจากการตายด้วยสาเหตุประหลาดๆ
ทำให้นักสืบแวมไพร์หนุ่มกับนักข่าวสาวจาก Buzz Wire มาพบกันที่โรงพยาบาล
(ส่วนมากมักจะลงเอยที่ห้องเก็บศพ)


เบ็ธขอให้มิคฝังชิฟที่เธอจิกมา
เพื่อทำให้เธอเข้าไปห้อง วีไอพี ของคลับวาลิส
เขาตกลง แต่ขอตามไปที่คลับด้วย


โลล่าคือแฟนเก่าของโจเซฟ
และเป็นคนเดียวกับเจ้าของคลับวาลิส


“คริสตัลดำ” (Black Crystal)
เครื่องดื่มพิเศษสุดที่เสิร์ฟเฉพาะแขก วีไอพี ของคลับเท่านั้น


ตำรวจบุกทลายคลับ
โลล่าหนีไปได้
มิคนำคริสตัลดำมาให้โจเซฟ
ที่แท้คริสตัลดำคือ
“เลือดของแวมไพร์”


เบ็ธทดลองดื่มเลือดจากคริสตัล
นั่นทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงอีกคนที่...ยั่วยวน
เธอเดินทางไปยั่วมิคถึงบ้าน
เพราะฤทธิ์จากเลือด เธอร้องขอให้เขาเปลี่ยนเธอ....เป็นแวมไพร์
แต่...
แต่...เขาดีเกินไป
เขาไม่ได้ทำตามคำขอจากเธอ


มิคบุกห้องทดลองของโลล่า
การต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างแวมไพร์หนุ่มอายุ 85 ปี
กับแวมไพร์สาวสวย(แต่ร้ายกาจ) อายุ 500 ปี
จึงเริ่มต้นขึ้น....


มิคทำลายหลักฐานของการมีตัวตนอยู่จริงของเหล่าแวมไพร์
ด้วยการเผาห้องทดลอง.....


Noted:เริ่มใกล้จะหลับ...ตาปิดไป 1 ข้าง เปิดซีรีส์ดูไปด้วย แบ่งจอคอมฯเป็น 2 ส่วน
แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้หายง่วง อีก 50 ปีหิมะคงตกในเมืองไทยอย่างที่นักวิชาการบางคนได้คาดเอาไว้
อากาศเย็นมาก แต่น่าแปลกที่โรคภูมิแพ้ (Allergies) ---อันเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ มันไม่มาเคาะประตูบ้านเหมือนทุกๆ ปีที่ผ่าน
อาจเพราะได้ย้ายบ้านมาอยู่ในที่ที่อากาศสดชื่นมาก แทบไม่ได้สูดควันหรือเขม่ารถเลยในแต่ละวัน


*พูดคุย*
-ชื่อตอน B.C.ตอนแรกเดาว่าน่าจะหมายถึง Before Christ 
(เหมือนชื่อหนัง 10,000 B.C. อะไรทำนองนั้น พอๆ กับอายุบรรดาแวมไพร์ในเรื่อง)
แต่น่าจะหมายถึง Black Crystal มากกว่า
-โซฟาสีดำในห้องของมิค สวยมากๆ พึ่งสังเกตุเห็นในตอนนี้ (เป็นโรคบ้าโซฟาเป็นทุนเดิม)
อาจจะเป็นเพราะตอนก่อนหน้ามัวแต่มองหน้าพี่มิคซะเพลิน พี่เค้าตาหวานหยดจริงๆ


-เจ๊เบ็ธ ไม่เหมาะกับบทยั่วยวนเลยให้ตายสิ
เธอยั่วไม่ขึ้น (ในสายตาผู้หญิงด้วยกัน)
แม้ชุดที่ใส่จะเซ็กซี่ คว้านคอลึกขนาดไหน
เรายังไม่เห็นว่าเธอเซ็กซี่เลยสักนิด ได้แค่ระดับ “พยามจะเซ็กซี่”


-แวมไพร์โลล่า จริงๆ แล้วอาชีพเก่าของเจ๊คือ สาวบาร์อะโกโก้ จาก Prison Break
หลังจบ PB season 1 เธอปลอมตัวมารับจ๊อบเรื่องนี้
ขำๆ นะ จริงๆ เธอคือนักแสดงสาวจากซีรีส์ Prison Break หลายๆ คนยังจำเธอได้
และอาจจะซึ้งด้วยซ้ำไปที่เธอช่วยเหลือ ไมเคิล สโกฟิลด์ ซะขนาดนั้น
Note:บทนี้แสดงโดย Holly Valance หลายคนอาจคุ้นๆ ชื่อนี้ เธอเคยเป็นนักร้อง
เจ้าของซิงเกิ้ลฮิตอย่าง "Kiss Kiss" มาก่อนนั่นเอง


-คนช่างสงสัย(อีป้าคนเดิม)....คิดว่าเบ็ธไม่ชอบข่าวสังคมเอาซะเลย
หน้าตาเบื่อๆ เหมือนถูกบังคับให้ต้องมาทำงานในหน้าที่
ท่าทางล้อเลียน  คำพูด กระแนะกระแหน “ชุดพวกนี้มีแต่แม่มดใส่ได้เท่านั้น.”..


ตรงกันข้าม-
เบ็ธกระหายทำข่าวอาชญากรรมทุกชนิด
อาจเป็น “ปม” ตอนวัยเด็ก เมื่อเธอถูกลักพาตัวไปขณะอายุเพียง 4 ขวบ
นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอหมกมุ่น กระตือรือร้น เมื่อออกไปกับมิค
เขาให้ในสิ่งที่จอชไม่มีวันให้เธอได้
“ความตื่นเต้นในชีวิต”เหมือนนั่งอยู่บนโรลเลอร์ คลอสเตอร์ ตลอดเวลา...
(ใช่สิยะเจ๊เบ็ธ! ก็มิคน่ะแวมไพร์ตัวพ่อ ส่วนตาจอชก็แค่...ก็แค่มนุษย์อัยการธรรมดาๆ )


Noted - -23.30 น. น้ำตาไหล ปวดหัวซีกซ้ายตุ๊บๆ ไมเกรนเริ่มกัดกิน โรคเก่าเก็บ
พอเครียดจากเหตุการณ์เมื่อวาน วันนี้ความกังวลใจยังคงอยู่
นูโรเฟน...ช่วยได้ ระยะหลัง ติดยาตัวนี้...เป็นแล้วไม่กินตัวนี้มันไม่หาย...


*เพลงจากซีรีส์*
-Bounce (Kreesha Turner)…เพลงเข้ากันได้ดีกับการโพสท่าของนางแบบ
-Fallout (Chad Gendason Featuring Johanna Boberg)…ตอนเบ็ธเข้าไปคลับวาลิส ไม่ค่อยชอบเพลงนี้ 
เพราะไม่ชอบดนตรีแนวเทคโนอยู่แล้ว สำหรับเรารกหูและน่ารำคาญ
-Let It Go (Fauxliage)…เพลงนี้เพราะมากๆ ป๊อบหวานๆ เข้ากับบรรยากาศและฉากหวาบหวิวในห้องน้ำที่บ้านของมิค...
ฉากนี้ทำให้รู้ว่าเธอดีเกินไปแล้วพ่อมิค...ผู้หญิงยั่วซะขนาดนั้น
น่าจะจับไปรวมห้องกับอีตา เอ็ดเวิร์ด คัลเลน ซะจริงๆ รายหลังก็ไม่ยอมหลงกลยัยเบลล่า สวอน ง่ายๆ เหมือนกัน.....


หมายเหตุ—ซีรีส์ Moonlight อาจไม่ใช่ซีรีส์รักของคนเขียนเหมือน Prison Break,24,CSI,Criminal Minds,Bones,
Pushing Daisies,Ugly Betty,Desperate Housewives,Heroes หรือ Grey’s Anatomy
แต่พอเขียนรีวิวไปเรื่อยๆ ซีรีส์นี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน ดูได้เพลินๆ เลยละ ออกจะสนุกกว่า Ghost Whisperer ด้วยซ้ำไป
 ถึงแม้อายุซีรีส์จะหดสั้นแค่ปี 2007 เท่านั้นก็ตาม เสียดายสตูดิโอน่าจะสร้างต่อ พล๊อตและตัวละครมีอะไรให้ได้เล่นรายละเอียดได้อีก!






               "Holly Valance หรือ สาวนิก้า จาก Prison Break"









Free TextEditor



Create Date : 15 มกราคม 2552
Last Update : 15 มกราคม 2552 16:43:26 น.
Counter : 344 Pageviews.

0 comment
1  2  

oradige
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



http://i841.photobucket.com/albums/zz338/MOVIES_TV_STUFF_5/TV%20STUFF/THE%20VAMPIRE%