"Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them."
Group Blog
 
All Blogs
 

ผักเติมเต็มคุณค่าสมดุลร่างกาย

ผักเติมเต็มคุณค่าสมดุลร่างกาย

เรื่อง: ศัลยา คงสมบูรณ์เวช

นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา)


คุณเป็นคนหนึ่งในบรรดาคนจำนวนมากที่ปฏิเสธการกินผักด้วยข้อแก้ตัวเหล่านี้หรือไม่

ไม่ชอบกินผัก

กลัวยาฆ่าแมลง

ผักไม่อร่อยเท่าเนื้อสัตว์ และอีกหลายข้อแก้ตัว

ชีวิตที่เร่งรีบทำให้ไม่มีเวลาที่จะกินผักผลไม้และหันไปผูกขาดกับอาหารที่เพิ่มความสะดวกสบาย หรืออาหารที่ส่งตรงถึงบ้านที่เต็มไปด้วยแป้งและไขมันสูงมักแต่มีผักผลไม้น้อยมาก  

คุณซื้อผักผลไม้สดเต็มตู้เย็นแต่ไม่มีเวลาทำอาsารหรือแม้กระทั่งนำมาล้างทานสดๆ  ทำให้เน่าทิ้งในตู้เย็นหรือไม่ก็ทิ้งไว้นานจนสูญเสียวิตามิน

หากคำตอบว่าใช่เพียงแค่ 1 ข้อ คุณกำลังเชิญชวนฆาตกรเงียบให้มาเยือนคุณ นอกจากจะจะทำให้แก่เร็วแล้ว คุณกำลังเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคเรื้อรังมากมายที่ผักสามารถป้องกันได้ เช่นโรคมะเร็ง หลอดเลือด หัวใจ เบาหวาน เป็นต้น โรคเหล่านั้นใช้เวลาแอบแฝงอยู่กับคุณโดยไม่รู้ตัวเป็นเวลานานมาก 5-10 ปีขึ้นไปกว่าจะรู้ตัว และเมื่อเป็นแล้ว คุณจะต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับโรคร้ายเหล่านั้นไปตลอดชีวิตหากไม่รีบป้องกันเสียก่อน จริงๆแล้วโรคเหล่านั้นสามรถป้องกันได้ ผักหลากหลายชนิดให้ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมหาศาลเพราะอุดมไปด้วยสารต้านแก่ต้านโรค  ระหว่างผักและผลไม้ นักวิจัยให้น้ำหนักกับการที่จะต้องกินผักมากกว่าผลไม้ในมื้ออาหารเพียงแต่เรารับประทานผักผลไม้ทุกวันอย่างน้อยวันละ ๕ ส่วน (๕ อุ้งมือ) แต่ถ้าได้ถึง 8-10 ส่วนก็ยิ่งดี โดยที่เป็นส่วนของผัก วันละ 3-6 ส่วน คุณก็จะได้ยาวิเศษจากธรรมชาติในการดูแลและปกป้องคุณจากโรคร้ายเหล่านั้น และยังช่วยชลอวัยอีกด้วย ผักผลไม้เป็นสิ่งคู่กันและแต่ละชนิดมีความเด่นของสารอาหารเฉพาะตัวซึ่งควรจะทานคู่กันไปให้ได้ประโยชน์สูงสุดเพื่อเติมเต็มคุณค่าสมดุลร่างกาย

 

ผักนั้นสำคัญไฉนต่อชีวิตคนเรา

  • ผักมีใยอาหารสูงช่วยให้ระบบย่อยและระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ
  • ผักเป็นขุมวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย ช่วยให้สุขภาพดีและมีพละกำลัง ผักเป็นแหล่งวิตามินที่ร่างกายไม่สามารสร้างเองได้ วิตามินหลายๆชนิดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์สูงมากหรือที่รู้จักกันในชื่อสารต้านแก่ต้านโรค เช่น วิตามินซี อี เบต้าแคโรทีน สารฟลาโวนอยด์ ซีลีเนียม อนุมูลอิสระเป็นขยะที่เป็นพิษต่อร่างกาย ขยะเหล่านั้นเกิดเป็นผลพวงที่เกิดจากการทำงานในร่างกายในชีวิตประจำวัน ร่างกายมีทั้งสารต้านอนุมูลอิสระที่สร้างขึ้นเองที่จะสงบฤทธิ์อนุมูลอิสระแต่ก็ไม่พอ จำเป็นต้องได้จากผักและผลไม้มาเพิ่มเติมเป็นกองทัพใหญ่ตีข้าศึกให้พ่ายไป แหล่งสารต้านอนุมูลอิสระในผัก
  • ผักมีพลังงานต่ำที่สุดในบรรดาอาหารทุกหมู่ ช่วยป้องกันโรคอ้วน งานวิจัยมากมายพบว่าการบริโภคผักสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ เมื่อกินแทนอาหารที่มีแคลอรี (พลังงาน)สูง เช่นอาหารที่เต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีไขมันมาก ขนมหวานเค็ก คุกกี้ จะช่วยลดพลังงานอาหารให้ต่ำลงแต่กลับเพิ่มปริมาณอาหารให้มากขึ้นทำให้อิ่มง่ายเพราะผักมีปริมาณน้ำและใยอาหารมาก
  • ผักผลไม้ช่วยเพิ่มความหลากหลาย สีสันและรสชาติทำให้อาหารน่ากินขึ้นและไม่จำเจ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่การที่จะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากผักจะต้องเลือกกินให้หลากหลายสีและให้ได้ปริมาณเพียงพอ ในมื้ออาหารแต่ละมื้อควรจะให้มีปริมาณผักประมาณ 40% และควรรับประทานสม่ำเสมอทุกวัน

 

งานวิจัยมากมายยืนยันประโยชน์ของผักที่กล่าวมาแล้วข้างต้น รีบทำใจให้รักผัก หรือหาวิธีรับประทานผักให้มากขึ้นเพื่อเติมเต็มคุณค่าสมดุลร่างกาย แล้วโรคร้ายเรื้อรังจะไม่มากล้ำกลาย
//www.happynow.in.th/magazine/39-wellness/118-wellness-2555.html




 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2555 22:23:48 น.
Counter : 372 Pageviews.  

สหราชอาจักรเล็งใช้ฉลาก "3 สี" เตือนบนอาหาร หวังแก้ปัญหาประชากรอ้วน

สหราชอาณาจักรเตรียมนำฉลากอาหารแบบใหม่ โดยเป็นฉลากสามสีคล้ายสัญญาณไฟจราจรมา เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ผู้บริโภคเพื่อประกอบตัดสินใจ โดยฉลากจะปรากฏปริมาณเกลือ น้ำตาลและไขมันที่อยู่ในผลิตภัณฑ์อาหาร โดยฉลากข้อมูลทางโภชนาการนี้จะถูกติดอย่างชัดเจนด้านหน้าบรรจุภัณฑ์อาหาร ซึ่งจะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในช่วงฤดูร้อนปีหน้า

การใช้ฉลากระบบใหม่ จุดประสงค์เพื่อแก้ปัญหาโรคอ้วน และลดจำนวนผู้ป่วยโรคความเสื่อมที่เกิดจากอาหาร ซึ่งฉลากแบบเดิมมีซับซ้อนและสร้างความสับสนให้แก่ผู้เลือกซื้อสินค้า ระบบใหม่มาจากแนวคิดง่าย ๆ จากสัญญาณไฟจราจร โดยสีแดงจะหมายถึงอันตราย เนื่องจากมีเกลือ น้ำตาล หรือไขมัน ในปริมาณที่สูงเกินเกณฑ์แนะนำ ส่วนสีเหลือง มีปริมาณปานกลาง และสีเขียว คือ ต่ำ หรืออยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับอาหารแต่ละประเภท

ทั้งนี้ บริษัทผู้ผลิตอาหารสามารถเลือกใช้ฉลากนี้ได้ตามความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ เพราะแม้รัฐบาลอังกฤษจะพยายามออกกฎหมายเรื่องนี้มาหลายปี แต่ถูกต่อต้านอย่างหนักจากผู้ผลิตอาหารรายใหญ่


บริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (National Health Service; NHS) ระบุว่า โรคอ้วนถือเป็นปัญหาที่สำคัญที่อังกฤษพยายามแก้ไขเนื่องจากเป็นปัญหาต่อสุขภาพและทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาทั้ง มะเร็ง หัวใจ ขณะนี้มีประชากรวัยผู้ใหญ่ประสบกับสภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกินถึงร้อยละ 60 ขณะที่ประชากรวัยเด็กกว่าร้อยละ 30 เป็นโรคอ้วน


มติชนออนไลน์




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2555 12:15:49 น.
Counter : 475 Pageviews.  

ระบุโรค “คอมพิวเตอร์ วิชั่น ซินโดรม” กำลังคุกคามเด็กไทย

จักษุแพทย์ ห่วงเด็กไทยในยุคสังคมออนไลน์เป็นโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม เนื่องจากใช้โลกส่วนตัวเพ่งอยู่บนจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และจอมือถือ โดยพบว่ากลุ่มเด็กวัย 10-15 ปี เป็นกลุ่มที่มีปัญหาสายตาสั้นมากที่สุด

นายแพทย์ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า เป็นห่วงสุขภาพเด็กไทยในโลกยุคดิจิตอล ซึ่งอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่มีบทบาทมากในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มหลักในการใช้สื่ออินเทอร์เน็ต เพราะสามารถเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้จากทุกมุมโลก โดยพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ มือถือ หรือแท็บเล็ต เป็นเวลานานของเด็กในปัจจุบัน นอกจากจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย คือกล้ามเนื้อหลัง ไหล่ คอตึง ทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดคอ ปวดศีรษะแล้ว ยังเป็นปัญหาด้านสังคม ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในขณะนี้พฤติกรรมของเด็กที่ไม่มีใครสบตากับใคร เพราะต่างคนต่างอยู่ในโลกส่วนตัว จะหยิบโทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ตขึ้นมานั่งเล่นโดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว ขาดการสื่อสารกับคนในครอบครัวและคนรอบข้าง รวมถึงความก้าวร้าว หุนหันพลันแล่น รุนแรงที่อาจเกิดขึ้นตามมาจากการเล่นเกมส์ เพราะต้องการเอาชนะให้ได้

นายแพทย์ฐาปนวงศ์ กล่าวต่อว่า การใช้โลกส่วนตัวอยู่บนหน้าจอต่างๆ จะทำให้มีผลกระทบต่อสายตาโดยตรง เรียกว่า โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome) และมีผลต่อทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในวัยเด็กจะมีปัญหาสายตาสั้นเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากใช้ไม่ถูกวิธี เด็กมักจะก้มดูหน้าจอใกล้มากระยะห่างประมาณครึ่งฟุต ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดพบว่าเด็กอายุ 10-15 ปี เป็นกลุ่มที่มีปัญหาสายตาสั้นมากที่สุด เด็กจะมีสายตาสั้นในอัตราที่เพิ่มขึ้น จากการใช้แท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์มาก การปรับระดับ ระยะห่างของจอภาพไม่เหมาะสมกับสายตา หรือวางเมาส์ไม่ได้ระดับกับแขน ความสว่างของแสงไฟ การนั่งเล่นเป็นระยะเวลานาน และมีโอกาสสายตาสั้นเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 30 เกิดปัญหาในการเรียน มองไม่เห็นกระดานเรียนหน้าชั้นตามมา

นายแพทย์ฐาปนวงศ์ กล่าวต่อไปว่า ในการใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ตอย่างถูกวิธี ซึ่งกรณีเป็นผู้ที่มีปัญหาทางด้านสายตาหรือมีสายตาผิดปกติอยู่แล้ว ควรเล่นไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง ไม่ควรเล่นในห้องมืด ควรปรับความสว่างให้มีความพอดีเท่ากับความสว่างของห้อง แสงไฟไม่ควรส่องจากด้านหลังเข้าหาจอ ปรับความคมชัดของจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับ 70-80 เฮิรตซ์หรือสูงสุดเท่าที่ยังรู้สึกว่าสบายตา และควรนั่งเล่นในท่าที่ถูกต้อง ให้ระยะห่างของสายตากับแท็บเล็ตหรือโทรศัพท์มือถือควรอยู่ห่างกันประมาณ 1-2 ฟุต

ข่าว-กรมประชาสัมพันธ์




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2555    
Last Update : 2 สิงหาคม 2555 13:48:15 น.
Counter : 250 Pageviews.  

ชนเผ่า"ฮัดซา" ในแทนซาเนีย กุญแจไขปริศนา "กินมากไป" สาเหตุใหญ่"โรคอ้วน"

แนวคิดที่ว่าการออกกำลังกายสำคัญกว่าการรับประทานอาหารจะช่วยต่อสู้กับโรคอ้วน กำลังได้รับการท้าทายกับงานศึกษาชิ้นใหม่

 

 

 

 

การศึกษาในกลุ่มชนเผ่าฮัดซา (Hadza) ซึ่งยังเป็นไม่กี่ชนเผ่าในโลกที่ยังดำรงชีวิตในฐานะนักล่าอาหารจากธรรมชาติ ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการแคลอรี่ต้องการคือลักษณะเด่นของมนุษย์ และชาวตะวันตกกำลังเริ่มเป็นโรคอ้วนมากขึ้น เนื่องจากการรับประทานอาหารที่มากเกินไป มากกว่าการไม่ออกกำลังกาย

 

องค์การอนามัยโลกเผยว่า 1 ใน 10 ของประชากรโลก จะป่วยเป็นโรคอ้วนภายในปี 2015 และเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั่วโลก คาดว่าจะมีน้ำหนักเกิน ขณะที่การใช้ชีวิตเช่นชาวตะวันตก ถูกมองว่าเป็นเสมือนปัจจัยที่ก่อให้เกิดการแพร่ขยายของโรคอ้วน

 

อย่างไรก็ดี มีปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องเช่นกัน อาทิ การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลหรือไขมันสูง หรือมีปริมาณมากเกินไป และการใช้ชีวิตแบบนั่งๆนอนๆมากเกินไป และพึ่งพาเครื่องมืออุปกรณ์ทุ่นแรงมากเกินไป อาทิ รถยนต์หรือเครื่องจักรต่างๆ ซึ่งยังคงเป็นถกเถียงกันต่อไปว่า ปัจจัยใดมีผลมากกว่ากัน

 

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายตั้งข้อสมมุติฐานว่า ความต้องการแคลอรี่ของมนุษย์ ได้ลดลงอย่างฮวบฮาบนับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และนี่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคอ้วนมากกว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค

 

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร PLoS ONE ในกลุ่มชนเผ่าฮัดซา ในประเทศแทนซาเนีย ซึ่งยังดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชป่าเป็นอาหาร ถูกใช้เป็นโมเดลจำลองของการใช้ชีวิตของมนุษย์ยุคโบราณ

 

โดยสมาชิกชนเผ่าฮัดซากว่า 1,000 คน ยังคงดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ เก็บผลไม้และรากพืชเป็นอาหาร ด้วยวิธีการเดินเท้า และยังคงใช้เครื่องมือแบบโบราณ อาทิ ธนู ขวานขนาดเล็ก และแท่งไม้สำหรับขุดดิน

 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ทั้งจากสหรัฐฯ แทนซาเนีย และอังกฤษ ได้วัดการใช้พลังงานของชนเผ่าฮัดซาทั้งชายและหญิงจำนวน 30 คน ที่มีอายุระหว่าง 18-75 ปี  และพบว่าระดับกิจกรรมทางร่างกายในทั้งสองเพศมีระดับค่อนข้างสูงกว่าคนทั่วไป  แต่เมื่อคำนวณขนาดและน้ำหนัก พบว่าอัตราการเผาผลาญแทบไม่ต่างจากผู้ใหญ่ชาวตะวันตกที่มีกิจกรรมต่ำกว่า

 

ดร.เฮอร์แมน พอนต์เซอร์ จากภาควิชามานุษยวิทยา วิทยาลัยฮันเตอร์ นิวยอร์ก  กล่าวว่า นักวิจัยทุกคนต่างคาดกันว่ากลุ่มนักล่าดังกล่าวมีการเผาผลาญพลังงานหลายร้อยแคลอรีต่อวันมากกว่าชาวตะวันตกในวัยเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดคาด ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความซับซ้อนของการใช้พลังงานของร่างกาย แต่เน้นย้ำว่า การออกกำลังกายอย่างไรก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ร่างกายยังคงมีสุขภาพดีเสมอ

 

สำหรับเขาคิดว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวตะวันตกกำลังอ้วนขึ้นก็คือ การรับประทานที่มากเกินไป ไม่ใช่เพราะเราออกกำลังกายน้อยเกินไป การบริหารร่างกายอยู่เสมอเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพดี การรับประทานน้อยลงต่างหากที่ทำให้ผอมลง

www.matichon.co.th




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2555    
Last Update : 2 สิงหาคม 2555 2:07:19 น.
Counter : 835 Pageviews.  

สาธารณสุขไทย เผยยอด"ตาย" ! เพราะ"อ้วน" !! ปีละ 20,000 คน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดโครงการรณรงค์ทำความดีเข้าพรรษา ลดน้ำหนักสร้างสุขภาพดีวิถีไทย ให้มีอายุยืนยาว คาดว่าจะมีประชาชนทุกศาสนาร่วมโครงการประมาณ  10 ล้านคน ตั้งเป้าภายใน 3 เดือนจะลดน้ำหนักในผู้มีภาวะอ้วนทั้งประเทศได้ 1 หมื่นตัน เผยสถานการณ์ขณะนี้คนไทยอ้วนมากกว่า 17 ล้านคน ติดอันดับ 5 ของทวีปเอเชียแปซิฟิก  เพิ่มขึ้นปีละกว่า 4 ล้านคน เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคอ้วนปีละกว่า 20,000 คน

 

 

บ่ายวันนี้ (1 สิงหาคม 2555) ที่วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก กรุงเทพฯ นายวิทยาบุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  พระธรรมบัณฑิต (อภิพล อภิพโล) เจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก  เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการรณรงค์ทำความดีเข้าพรรษา ลดน้ำหนักสร้างสุขภาพดีวิถีไทยภายใต้แนวคิด “เข้าพรรษา ลดอ้วน สร้างบุญ:ได้บุญล้นใจ คนไทยลดอ้วน” เชิญชวนคนไทยและผู้มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ร่วมปวารณาตน ทำความดีในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ด้วยการลดน้ำหนักตัวเองเพื่อให้มีสุขภาพดี ร่วมสร้างบุญกุศลครั้งใหญ่ น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ภายในงานมีนิทรรศการ 3 อ. 2 ส. เผยแพร่ความรู้ปัญหาการเจ็บป่วยที่มีสาเหตุมาจากความอ้วน  


 

นายวิทยากล่าวว่า ในช่วง 3 เดือนตลอดเทศกาลเข้าพรรษาปีนี้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม -30 ตุลาคม 2555 และในปีนี้ตรงกับพุทธชยันตี 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับเป็นเป็นมหาฤกษ์ที่ดี กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำโครงการรณรงค์ทำความดีเข้าพรรษา ให้ทุกจังหวัดเชิญชวนคนไทยทั่วประเทศและผู้มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ลดน้ำหนัก เพื่อลดอ้วน หรือพูดว่าสลายไขมันให้เป็นบุญกุศลมีชีวิตยืนยาว   เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโรคอ้วนซึ่งเป็นมหันตภัยเงียบ คุกคามและทำร้ายสุขภาพประชาชน ทำให้เกิดโรควิถีชีวิตได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ หลอดเลือดสมอง และมะเร็ง กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติและบั่นทอนคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างร้ายแรงและบั่นทอนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณในการดูแลรักษาโรคอ้วนและโรคต่าง ๆ ที่สัมพันธ์ต่อเนื่องจากโรคอ้วน อาทิ อัมพฤกษ์ อัมพาต รวมทั้งโรคข้อกระดูกเสื่อม มากกว่าปีละ 1 แสนล้านบาท


 

 

นายวิทยากล่าวอีกว่า ผลการสำรวจล่าสุด ไทยมีผู้ที่มีรูปร่างท้วมจนถึงระดับอ้วนมากกว่า 17 ล้านคนทั่วประเทศ ติดอันดับที่ 5 ของทวีปเอเชียแปซิฟิกที่มีทั้งหมด 42 ประเทศ โดยมีเด็กและผู้ใหญ่อ้วนเพิ่มขึ้นปีละ 4 ล้านคน ขณะเดียวกันมีคนไทยเสียชีวิตจากโรคอ้วนปีละประมาณ 20,000 คน  ผลการวิจัยการแพทย์ทั่วโลกยืนยันตรงกันว่าไขมันที่พอกบริเวณเอวที่เพิ่มขึ้นทุก 5 เซนติเมตร จะเพิ่มโอกาสเกิดโรคเบาหวาน 3-5 เท่า และยิ่งพุงใหญ่เท่าไร ยิ่งตายเร็วเท่านั้น โดยคาดว่าจะมีประชาชนไทยทุกศาสนา เข้าร่วมโครงการนี้ประมาณ 10 ล้านคน และตั้งเป้าจะลดน้ำหนักในผู้ที่มีภาวะอ้วนลงได้ไม่น้อยกว่า 10,000 ตัน หรือ 10 ล้านกิโลกรัม   ขณะนี้มีผู้สมัครร่วมลดน้ำหนักตัว ลดอ้วนแล้ว 1,836 ตัน


 

ทางด้าน นายแพทย์โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมของประชาชน พบว่าแรงบันดาลใจที่ทำให้ประชาชนตั้งใจทำความดีคือบุญ ในการลดความอ้วนนั้น กระทรวงสาธารณสุขไม่มีนโยบายให้ประชาชนกินยาลดอ้วน เนื่องจากเป็นวิธีที่ผิดและอันตรายถึงชีวิต โดยใช้หลักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคือ 3 อ. 2 ส. โดย 3 อ.ประกอบด้วย เลี่ยงกินอาหารหวานจัด มันจัด เค็มจัด เช่น เค้ก คุกกี้ มันฝรั่งทอด โรตีสายไหม เป็นต้น  ออกกำลังกายทุกวัน วันละอย่างน้อย 30 นาที  ซึ่งจะให้อารมณ์จิตใจแจ่มใส   และ 2 ส.คือไม่ดื่มสุราและไม่สูบบุหรี่  วิธีการง่าย ๆ นี้จะสามารถบริหารจัดการและเอื้อต่อการลดความอ้วนได้


 

สำหรับโครงการ “ลดอ้วนสร้างบุญ” นี้กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งเงินกองทุนเริ่มต้นเป็นเงินกองบุญไว้ที่ 1 ล้านบาท โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนี้ สามารถกำหนดน้ำหนักส่วนเกินที่สามารถลดได้ และแปลงเป็นเงินกองบุญ เพื่อนำเข้าสู่โครงการต่าง ๆ ต่อไปนี้คือ โครงการที่ 1 มูลนิธิวัดพระราม 9 โดย พระธรรมบัณฑิต (อภิพล อภิพโล) โครงการที่ 2 มูลนิธิสวนแก้ว โดยพระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กัลป์ยาโณ) โครงการที่ 3 มูลนิธิวิมุตตยาลัย โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี โครงการที่ 4 สาวิกาสิกขาลัย มหาวิชชาลัยธรรมะเพื่อเยียวยาสังคม โดยแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต เสถียรธรรมสถาน และโครงการที่ 5 โครงการศาสนาอื่น ๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อสังคม

 

 

 

ผู้ที่มีความประสงค์ต้องการร่วมสมทบทุนกับโครงการสามารถร่วมบริจาคเงินได้ที่ธนาคารกรุงไทย หมายเลขบัญชี 142-0-14371-9 หรือสอบถามสมัครสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ หรือเวปไซต์ www.ลดอ้วนสร้างบุญ.com  วิธีการสมัครเข้าร่วมโครงการคือ 1.ในนามองค์กร บริษัท รวบรวมจำนวนคนเข้าร่วมโครงการและเป้าหมายน้ำหนักที่จะลด ตลอด 3 เดือน ส่งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ส่วนกลางส่งได้ที่กระทรวงสาธารณสุข 2.ในนามรายบุคคล สมัครโดยตรงที่สถานบริการทุกแห่งของกระทรวงสาธารณสุขหรือทางไปรษณีย์ส่งมาที่ กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2555    
Last Update : 2 สิงหาคม 2555 1:37:49 น.
Counter : 301 Pageviews.  


Valentine's Month


 
Another Day on Earth
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Another Day on Earth's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.