หรือดาวอังคารจะมี "อะไร" บนนั้นจริง...??
Group Blog
 
All blogs
 

Diary / Blog Tag บทสรุปปลายปีที่มีความหมาย

ได้รับ Tag นี้จากคุณ fzero ที่ให้เหตุผลในการ Tag หญิงสาวจากดาวอังคารว่า
"เพราะเธอเคยแปลกใจว่าทำไมไม่มีใคร tag เธอเลย "
ขอบคุณที่จำได้ค่ะว่าเคยตั้งข้อสังเกตแบบนั้น


บรรจงจัดมาให้...ก้อต้องตอบไปสิคะ

1. คุณเริ่มเขียน Diary/Blog ตั้งแต่วัน เดือน ปี ไหน
30 มิถุนายน 2550 เวลา 16:58:02 น.
วัน/เวลาแจ้งเกิด "นักเขียน(เฉพาะเรื่องที่ตัวเองสนใจ)หน้าใหม่"

2. ไหนละลิงค์ Diary/Blog ของคุณ
//annie-martian.bloggang.com

3. ตอนแรกที่คุณเขียน Diary/Blog ชื่อตอนอะไร
เริ่มต้นด้วยเรื่อง "ว่าที่เจ้าสาว" เรื่องราวความรักที่ขอเรียกว่า "Miracle"
ของวิศวกรสาวแสนน่ารัก เจ้าของ Blog "Life is wonderful"
ผู้มีความรักมั่นคง และสวยงาม...
เธอจะรู้มั้ยเนี่ยว่าเรื่องราวของเธอคือแรงบันดาลใจให้ annie
บันทึกความประทับใจลงใน Blog (ได้ฤกษ์เขียนซะที หลังจากผลัดมานาน)

4. ถ้าไม่นับตอนนี้ ... คุณเขียน Diary/Blog รวมมาแล้วทั้งหมดกี่ตอน
50 เรื่องพอดิบพอดี

5. อะไรดลจิตดลใจ(หรือเข้าสิง)ให้คุณเขียน Diary/Blog ล่ะ
ปกติจะบันทึกเรื่องราวประทับใจลงในสมุดโน้ตที่ตัวเองพกพาประจำ
(ด้านหน้าเป็นเรื่องงาน ด้านหลังก้อสัพเพเหระ)
แบบว่าอยากเขียนที่ไหน เมื่อไหร่ก้อจะหยิบขึ้นมาเขียน(มันสดดี)

Blog เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการช่วยจำ แถมได้ share ความคิด
และประสบการณ์กับเพื่อนใหม่ด้วย
พอได้ฟังเรื่องน่าปลื้มของคุณวิศวกรสาวแล้ว
ประทับใจจนเก็บไว้กับตัวคนเดียวไม่ได้...Blog แรกจึงถือกำเนิดขึ้น

6. เดือน ปีไหนที่คุณเขียน Diary/Blog น้อยที่สุด
เดือน 6 ปีนี้ล่ะ เพราะเขียน Blog แรกเสร็จก้อเปลี่ยนเดือนซะละ

7. เดือน ปีไหนที่คุณเขียน Diary/Blog มากที่สุด
เดือน 7 ค่ะ ท็อปฟอร์มสุดๆ มีมากถึง 28 เรื่อง เฉลี่ยวันเรื่องเลยทีเดียว

8. คุณชอบตอนไหนที่คุณเขียนมากที่สุด ... เพราะ ????
"พลังชีวิตขีดสุดท้าย" มันสะท้อนชีวิตประจำวันของตัวเองดี ดูวุ่นๆรีบๆไงไม่รู้
ที่ต่างออกไปคือ..ปกติจะขี้เกียจไปไหนต่อหลังเลิกงาน เพราะหมดแรงแล้ว
แต่คราวนี้ใช้พลังแบบหมดจิงๆ (แต่มันคุ้มเพราะได้ใช้เวลากับคนที่เรา..น่ะค่ะ)
กลับมาอ่านกี่ทีก้อรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่มีความสุขในวันนั้น

9. ปกติแล้วในตอนหนึ่ง ๆ ใช้เวลาเขียนนานแค่ไหน
ประมาณ 1-1.5 ชั่วโมง (มากไปไหมคะ??)

10. ลองเล่าพัฒนาการการเขียนและการตกแต่ง Diary/Blog ของคุณให้ฟังหน่อยซิ
ไม่ค่อยมีเวลาเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ...มีครั้งนึงอยากลองใส่เพลงดู
ก้อเปิด Blog ของป้ามด ทำตามแบบ step by step
ต้องเอาเพลงไปฝากอีกที่แล้วค่อยลิ้งค์มา...ทำไมยากจัง
กว่าจะสำเร็จก้อปาเข้าไปนานทีเดียว เลยบอกกับตัวเองว่า
"เขียนมันซื่อๆแบบเดิมก้อโอเคล่ะน่า"

11. ตอนไหนที่มีคนเข้ามา Comment Diary/Blog ของคุณมากที่สุด
"อย่างนี้เค้าเรียกว่า..."ลิงได้แก้ว" รึเปล่านะ ??" มีคนเข้ามาเม้นต์ 63 ความเห็นแน่ะ
ต้องขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแชร์เวลาและประสบการณ์กันค่ะ

12. ถ้าเกิดอยู่ดี ๆ เวป Diary/Blog ของคุณเกิดหายไปละ
เสียใจมากแน่ๆ...เพราะพื้นที่นี้เปรียบเหมือนอีกโลกนึงที่มีค่ามากของ annie เลยนี่คะ
อย่าหายไปน้า...

13. คุณ Back up Diary/Blog ของคุณไว้ไหม , ยังไง
Copy บทความที่ตัวเองอัพในบล็อกไว้กับทั้งโน้ตบุ๊คและทรัมป์ของตัวเองทุกครั้งอยู่แล้วล่ะค่ะ (ของมีค่าต้องรักษาให้ดี)


14. ถ้าให้ Diary/Blog เป็นญาติของคุณคนหนึ่ง คุณอยากให้เค้าเป็นอะไร และอยากเรียกเค้าว่าอะไร
เป็น "น้องสาวช่างฝัน" ค่ะ
เธอสามารถพูดและทำหลายอย่างที่พี่สาวของเธอไม่สามารถทำในโลกความจิงได้

เธอจึงอาสาพูดและทำแทนเพื่อเติมเต็มความสุขให้กับพี่สาวของเธอ
เธอเป็นนักบันทึกที่ดี ช่างจดช่างจำ (บางครั้งอาจเป็นนักเล่าเรื่องที่ไม่ดีนัก)
บางทีเธอตั้งคำถาม บางทีเธอก้อหาคำตอบ
บางทีเธอบอกเล่าเรื่องราวประทับใจแบบคนมองโลกในแง่ดีอย่างน่าใจหาย
บางทีเธอก้อแสดงความอ่อนแอ บางครั้งเธอก้อเข้มแข็ง

แต่ทุกครั้งเธอรู้สึกอบอุ่นที่มีคน(ไม่รู้จักหน้า)มาร่วมแชร์อารมณ์ความรู้สึกกับเธอ

15. เขียนบอกอะไรกับ Diary/Blog ของคุณหน่อยซิ
เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากที่ "เรา" ได้มาเจอกัน
น้องสาวจากต่างดาวที่อยู่เคียงข้างอย่างเข้าใจพี่สาวแปลกๆคนนี้
และต้องขอบคุณที่แนะนำเพื่อนที่แสนดี กับโลกใหม่ที่น่าอยู่ใบนี้ด้วย
ให้เป็นอีกหนึ่ง "ที่พักใจ" ยามเหนื่อยล้าจากดาวโลกอันแสนวุ่นวาย
ยินดีที่ได้รู้จักกับ "เพื่อน" ของน้องสาวทุกท่านค่ะ

16. แล้วอยากรู้รายละเอียด Diary/Blog ของใครอีกละ เรียกง่าย ๆ ว่าจะ TAG ต่อใครดี 5 คนนะ

"คุณชายช่างฝัน" ไม่รู้เป็นไง อยากรู้ว่าคุณชายจะคิดอย่างไรกับเรื่องราวที่ annie สนใจ ก้อเลยส่งต่อให้ละกันนะคะ

"This road is mine " น้องสาวที่ไม่ว่าจะทำอะไร ก้อขอเป็นกำลังใจให้นะ และงานนี้พี่ก้อไม่ลืมที่จะชวนแอมมา "แจม" ด้วย...ตอบมาซะดีๆ

"คุณBernadette" หญิงสาวที่แสนดี น่ารักกับ annie เสมอ คุณเป็นอีกคนที่ annie อยากรู้จิงๆเลยว่าคุณจะคิดกับเรื่องนี้ยังไง

"คุณann_269 " อย่าเพิ่งเบื่อ Tag นะคะแม้คุณแอนจะตอบมาหลายอันแล้วก้อตาม แต่อันนี้ annie ว่าน่าสนใจดีทีเดียว

"คุณกะว่าก๋า" คิดอยู่นานว่าจะถามคุณดีมั้ย...แต่เมื่อคิดถึงคำตอบที่น่าตื่นเต้นไม่สามารถคาดเดาได้ ก้อต้องถามคุณล่ะค่ะ...ว่างๆค่อยตอบนะคะ

ก้อขอบคุณคนที่คิดคำถาม Tag นี้จิงๆเลยค่ะ เป็นการทบทวนตัวเองก่อนขึ้นปีใหม่ที่ดีเลยทีเดียว
และก้อขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน มาแชร์กันในวันเวลาที่ผ่านมาด้วยค่ะ
มีความสุขในเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงค่ะ




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2550    
Last Update : 2 มกราคม 2554 22:57:32 น.
Counter : 571 Pageviews.  

Shinjuku ไปแอบดูยากูซ่า (มาดเท่)

ช่วงนี้ใกล้สิ้นปี อะไรๆก้อต้องรีบสรุปให้จบก่อนจะขึ้นปีใหม่
เลยไม่ค่อยได้เข้ามาในทักทายเพื่อนๆชาว bloggang เลยค่ะ

วันนี้วันหยุด...
หลังจากหายเหนื่อยจากการกรี๊ด 5 หนุ่มหล่อ "ดงบังชินกิ" มาเมื่อคืนนี้
(อ่ะ...อย่าตกใจไปค่ะ annie ได้บัตรฟรีจากคุณอาน่ะค่ะ ซื้อบัตรเองคงไม่ไหว)

ถ่ายรูปมาฝากไม่ได้นะคะ เพราะเค้าห้ามนำกล้องเข้าไปค่ะ
แต่ก้อถ่ายจากมือถือมาหลาย shot เหมือนกันนะคะ
ไว้หาสาย load รูปเจอก่อน(ว่าจะลองหาคืนนี้น่ะค่ะ)
จะลงรูปพร้อมกับเล่าความประทับใจให้ฟังนะคะ

มาว่าเรื่อง "ญี่ปุ่น" กันต่อดีกว่า
แม้จะกลับมาได้ 3 อาทิตย์แล้ว...แต่ความประทับใจยังไม่จากหายไปเลยค่ะ
วันนี้จะพาไปเที่ยว Shinjuku ค่ะ ไปแอบดูยากูซ่า (มาดเท่) กัน

จากคราวที่แล้วพาไปเดินดูเด็กๆที่ฮาราจูกุ
หลังมื้อเย็นชามโต...
เราก้อพากันแบกน้ำหนัก(ราเมน) ไปดู “ยากูซ่า”
นั่งรถไฟใต้ดินมาโผล่ที่สถานีชินจูกุ สถานีชื่อดังที่เราเพิ่งได้ทราบว่าเป็นสถานีที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดถึง "4 ล้านคน" ต่อวัน

ชินจูกุ คือย่านธุรกิจ มีออฟฟิตบริษัทต่างๆตั้งอยู่มากมาย เทียบได้กับ “สีลม” บ้านเรา
ทราบมาว่าผู้ชายญี่ปุ่นทำงานกันหนักมากกก นั่งหน้าคอมจนดึกดื่นเที่ยงคืนทุกวัน
หลังเลิกงานแล้วก้อยังต้องสังสรรค์กันต่อเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

ที่นี่เค้าถือว่าหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวเป็นหน้าที่ของผู้ชาย
เป็นงานที่มีเกียรติเทียบเท่ากับนักรบในสมัยโบราณเลยทีเดียว ถึงขนาดมีคำเรียกพวกเค้าว่า “นักรบชุดดำ” ได้ยินมาว่างั้น

ส่วนผู้หญิงเมื่อแต่งงานแล้วก้อออกจากงานมาเป็นคุณแม่ และคุณแม่บ้านที่ดี เลี้ยงลูกๆให้โตมาเป็นคนเก่งจะได้มีชีวิตที่ดี แบ่งหน้าที่กันไปอย่างนั้น
จึงไม่แปลกเลยที่จะเห็นผู้ชายใส่สูทดำเท่ๆ เดินกันขวักไขว่
แม้ขณะนั้นจะเป็นเวลา 3 ทุ่มเศษแล้วก้อตาม...

ตลอด 2 ข้างทางที่เราเดินผ่านมีร้านเกมส์ และคาราโอเกะมากมาย
ป้ายไฟชื่อร้านเรียงรายสว่างไสวไปทั่วทุกซอย
เมื่อสังเกตให้ดีจะเห็นว่าในแต่ละชั้นของตึก ก้อคือแต่ล่ะร้านนั่นเอง

ดังนั้นการเข้าถึงบางร้านเราอาจต้องเดินขึ้นไป 5-6 ชั้นเลยก้อเป็นได้
และจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมีเด็กเชียร์แขกเข้าร้านอยู่หน้าทางขึ้นทุกตึก


วิวแรกที่เห็น...หลังจากขึ้นมาจากสถานีรถไฟใต้ดิน


ป้ายไฟส่วางไสวตลอดทางที่เดิน


ชั้นใครชั้นมัน...

สังเกตมาหลายที่แล้วค่ะว่าเด็กเชียร์แขกประเทศนี้ช่างเอาจิงเอาจัง เต็มที่กับงานของตน
ชักชวนแขกอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ประเภทจ้าง 10 ออกแรง 100 ประมาณนั้นเลย
และเมื่อเราปฏิเสธที่จะเข้าร้านเค้าก้อจะยิ้มแย้มและกล่าวขอบคุณเรา...น่ารักจิงๆ

ยิ่งเดินลึกห่างจากถนนใหญ่เข้าไปเท่าไหร่เรายิ่งเห็นร้านป้ายผ้าชนิดหนึ่งมากขึ้น...
ป้ายผ้าที่มีรูปข้าวหลามตัดสีชมพู 2 อันอยู่บนพื้นสีดำ และบนรูปข้าวหลามตัดสีชมพูนั้นก้อเป็นรูปมือทำท่าเชิญชวนให้แหวกผ้าเข้าไป โดยมีเลข 18 กำกับอยู่บนมือนั้นด้วย
สอบถามน้องมิ้นไกด์จำเป็นได้ความว่าหลังม่านผ้านั้น เป็นเขตขายของที่เหมาะสำหรับผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น

อืม...อย่างนี้นี่เอง...


ป้ายผ้านี้ล่ะค่ะ...

ยิ่งเดินลึกห่างจากถนนใหญ่เข้าไปเท่าไหร่เรายิ่งเห็นป้ายไฟร้านที่มีรูปสาวนุ่งน้อยห่มน้อยมากขึ้นเท่านั้น บางทีก้อเป็นรูปการ์ตูนเด็กสาวน่าตาน่ารักไร้เดียงสาใส่ชุด Maid หรือที่ภาษาบ้านเค้าเรียกกันว่า “โมเอะ”




ป้ายไฟยังคงประชันกันอย่างคึกคัก


นี่ไงคะ "โมเอะ" น่ารักดีทีเดียว


ทางขึ้นไปหาโมเอะ


Sex Shop...

เมื่อเดินดูซักพัก..ไม่เห็นว่าจะมีที่เราเข้าไปเที่ยวเล่นได้ เลยตัดสินใจไปเล่นเกมส์ตู้กัน...
เริ่มที่เกมส์คลาสสิค “คีบตุ๊กตา” หยอดเหรียญตาละ 100 เยน เพื่อจะพิชิต “ตุ๊กตาอุนจิ” สีชมพู(จากเรื่องอาราเร่)...น่ารักมาก เล่นไป 2 ตาก้อเลิก เริ่มรู้ตัวแล้วว่าถูกหลอกเพราะเมื่อมองดูเจ้าขากรรไกรเล็กๆและบอบบางอันนี้ ก้อสำนึกได้ว่าไม่น่ามีแข็งแรงพอที่จะคีบตุ๊กตาติดมาได้...แต่ก้อลุ้นๆเล่นสนุกดี


คีมใสๆอันนั้นช่างบอบบางจิงๆ

ส่วนน้องมิ้นและเออเนสโต้เพื่อนชาวโบลิเวียก้อประลองเกมส์เต้นมันหยดเลยทีเดียว



หันไปดูเครื่องเล่นข้างๆ มีคนมาเล่นเกมส์กันเต็มทุกเครื่อง
บางคนท่าทางจะเป็นขาประจำเพราะทักทายกับคนที่เล่นข้างๆอย่างคุ้นเคย
บางคนถึงกับเตรียมอุปกรณ์การเล่นมาเองเลยก้อมี


อย่างพ่อหนุ่มคนนี้ที่เตรียมไม้กลองมาเอง

หลังจากเล่นกันจนได้เหงื่อก้อออกมาหาเครื่องดื่มเย็นๆทานที่ “แมคคุโดนัลรุโตะ” หรือแมคโดนัลด์ที่คนทั่วโลกรู้จักนั่นเอง พอหายเหนื่อยเราตัดสินใจกลับบ้านเพราะรถไฟเที่ยวดึกกำลังจะหมด (ไม่ได้ถ่ายรูปในร้านมาเพราะคนแน่นมากกกก)


ร้านราเมนที่แทรกตัวอยู่ทั่วไปในทุกย่าน...อร่อยทุกร้านจิงๆค่ะ

ระหว่างทางเดินกลับ...นึกขึ้นได้ว่าเรามาที่นี่เพื่อตามหา “ยากูซ่า” นี่นา
ก้อเลยถามไกด์จำเป็นว่าไหนล่ะยากูซ่าที่โฆษณาว่าจะพามาดู
ไกด์มิ้นเลยตอบว่า

“อ้าว...ก้อที่พี่เดินผ่านแทบจะกระทบไหล่เค้ามาตลอดทางไง”

“หา...ไหน(ฟระ)ไม่เห็นมีเลย ถ้าเห็นชั้นจะกล้าเดินกระทบไหล่มั้ย(ฟระ) น่ากลัวจะตาย”

“โห...พี่ ยากูว่าสมัยใหม่เค้าไม่ใส่เสื้อกล้ามโชว์รอยสักกันแล้ว”

ว่าแล้วไกด์ก้อชี้ไปทื่เด็กหนุ่มผมแดง หน้าตาดีในชุดหนังสีดำขรึม 2 คนที่ยืนสูบบุหรี่อยู่หน้าทางขึ้นตึก

“นั่นไงพี่ เท่มั้ยล่ะ ที่เราเดินผ่านมาก้อยากูซ่าทั้งนั้นแหละ ที่พี่ชมว่าหล่อน่ะ”

อึ๋ย...พวกเค้าน่ะเหรอยากูซ่า ใครจะไปรู้ล่า ว่าจะมาในรูปนี้
แต่หนุ่มๆพวกนี้ก้อเป็นแค่ระดับปลายแถวคุมร้านอะไรประมาณนั้นล่ะนะคะ


2 คนทางซ้ายที่คุยอยู่กับผู้หญิง นั่นล่ะค่ะยากูซ่า... (จุ๊ จุ๊ อย่าเสียงดังไป)


3 คนทางซ้ายก้อช่ายอีกเหมือนกัน


เป็นอันว่า...
การตามรอยยากูซ่าก้อจบลงด้วยประการฉะนี้ (แบบไม่ทันรู้ตัว)

คราวหน้าจะพาไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและการ์ตูนที่ "อากิฮาบาระ" นะคะ
สำหรับวันนี้...มีความสุขกับวันหยุดมากๆค่า




 

Create Date : 16 ธันวาคม 2550    
Last Update : 2 มกราคม 2554 23:02:55 น.
Counter : 1787 Pageviews.  

“ฮาราจูกุ” กับการตามหาเด็ก Cosplay ในตำนาน

กลับมาจากญี่ปุ่นได้อาทิตย์นึงแล้วค่ะ
แต่งานที่กองท่วมโต๊ะทำให้ไม่มีเวลามาเล่าอะไรให้ฟังเลยอาทิตย์นึงเต็มๆ

เอาล่ะ...วันนี้ฤกษ์งามยามดี ขอหยิบเรื่องราวประทับใจจากแดนปลาดิบที่ไปผจญภัยมาฝาก เอาเรื่องนี้ก่อนน่าจะดี "ฮาราจูกุ กับการตามหาเด็ก Cosplay ในตำนาน"

วันนั้น...บ่ายวันอาทิตย์ที่แสนสดใส อากาศเย็นสบายประมาณ 13 องศาเซลเซียส
หลังจากเก็บสัมภาระที่เกสเฮ้าส์ชื่อคุ้นหู “ข้าวสาร อะซากุสะ” เรียบร้อยแล้ว
“กะเหรี่ยง 4คน” จากเมืองไทยก้อตัดสินใจออกเดินทางตามหา “เด็ก Cosplay ในตำนาน”

จากคำบอกเล่าของเพื่อนชายที่มี “แฟนเด็ก” น่าตาน่ารักผู้สนใจการแต่งตัวเลียนแบบการ์ตูนอนิเมท (หรือที่เรียกว่า Cosplay) บอกเล่าให้เราฟังก่อนมาแดนพี่ยุ่นว่าต้องไปดูให้ได้นะ กลุ่มเด็กที่แต่งตัวหลุดโลกมันสุดขั้วมารวมตัวกันแถวสะพานหน้าศาลเจ้าเมจิ ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินชื่อดัง “ฮาราจูกุ”

เรานัดเพื่อนชาวโบลิเวีย(ที่เรียนที่นั่น)ที่ชิบูย่าเวลาบ่าย 2 โมง พากันเดินทอดน่องผ่านถนนสายแฟชั่น “Omotesando” ที่มีร้านค้าแบรนด์เนมชื่อดังตั้งเรียงราย เพื่อไปยังฮาราจูกุ เวลาเหลือเฟือเพราะรู้มาว่าประมาณบ่าย 4 โมงถึงจะเป็นเวลาที่เหล่าชาวอนิเมทมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง

ตลอด 2 ข้างทางที่เราเดินไป มีสิ่งแปลกใหม่ผ่านตาเรามากมาย ร้านค้าหน้าตาแปลกๆ สีสันสวยงาม การจัดวางสินค้าที่กิ๊บเก๋ บวกกับป้ายชื่อร้านอักษรคันจิ ที่ทำให้อะไรๆก้อดู “ญี่ปุ๊นญี่ปุ่น” ไปซะหมด




ทั้งผู้คนที่เดินสวนเราไปต่างแต่งตัวดี มีสไตล์ สมกับเป็นย่านช๊อปปิ้งชื่อดัง ผู้ชายญี่ปุ่นยุคใหม่นี่ช่างดูดีจิงๆค่ะ สูงใหญ่ หล่อ เท่ กันคิ้วทุกคน แถมแต่งตัวบูติกๆอีกต่างหาก เดินมา 10 คนให้หล่อซะ 8 คนเลยทีเดียว

เดินเพลินๆก้อมาถึงสะพานข้ามแยกเพื่อไปยังสถานีรถไฟเป้าหมายของเราในวันนี้...

เมื่อขึ้นไปยืนอยู่กลางสะพานมองลงไปทางซ้าย เห็น “Yoyogi Olympic stadium” ที่วันนี้มีคอนเสิร์ตบอยแบรนด์หน้าใส “V6” มีสาวๆมายืนรอเข้าชมคอนเสิร์ตกันหนาตาทีเดียว



หันไปอีกทาง...นั่นไง....สะพานหน้าศาลเจ้าที่ตามหา เริ่มมีคนทยอยกันมาแล้ว เลยถัดไปเป็นสถานีรถไฟใต้ดินฮาราจูกุที่มีคนเดินออกมาอย่างไม่ขาดสาย




ตอนนี้บ่าย 3 โมง เด็ก Cosplay ยังมากันไม่มากเท่าไหร่ เราเลยตัดสินใจเดินผ่านไปอีกที่ก่อนดีกว่า
“สถานีโทรทัศน์ NHK” ที่มีเหล่านักล่าฝันทั้งวัยรุ่น เด็ก ผู้ใหญ่มาแสดงความสามารถด้านดนตรีและการแสดง บริเวณข้างตึกที่ทำการสถานี พวกเค้าหวังว่าผลงานที่ตั้งใจทำจะดีพอเตะตา “แมวมอง” ผู้สามารถชักนำเข้าสู่วงการบันเทิงได้ เราเลยขอเดินตามทางยาวๆอันร่มรื่นชื่นชมฝีมือของพวกเค้าซักหน่อย


วงหญิงล้วน...ฝีมือใช้ได้ทีเดียว


เด็กน้อยโชว์เดี่ยว...ก้อเจ๋งดี คนให้กำลังใจเยอะเลย


ชายคู่...ได้รับความนิยมอย่างมาก เพลงเพราะดี...เลยยืนฟังอยู่นาน


คุณลุงกองเชียร์ที่เต้นอย่างเอาจิงเอาจัง(แอบถ่ายคลิปไว้ด้วยล่ะค่ะ)


แฝดคู่นี้...เสียงใสกิ๊ง เต้นก้อพร้อมกันน่ารักดี


ส่วนคู่นี้ก้อเต้น B-Boy อย่างขึงขัง ดูทะมัดทะแมงทีเดียว

ซักพักเราก้อเดินกลับมาที่สะพาน ซึ่งตอนนี้มีคนมาเบียดเสียดกันบนสะพานอย่างล้นหลามทั้งนักท่องเที่ยว คนมาโชว์และคนมาถ่ายรูป

เด็กCosplay ที่เราตามหาต่างพากันยืนโพสต์ท่าให้ถ่ายรูปกันอย่างไม่เคอะเขิน ส่วนพวกเค้าแต่งตัวเลียนแบบเรื่องอะไรบ้างนั้น ก้อสุดปัญญา Annie จะบอกได้...เพราะเลยวัยดูการ์ตูนมานานมากแล้วนี่นา ขออภัยค่ะ ขออภัย


เท่ดีทีเดียว...


มากันเป็นแก๊งค์


ชุดนี้สวยจัง...


คนน้าชุดสีชมพู...แขวนป้าย "Free Hugs" ไล่กอดฝรั่งผู้ชาย


น้องคนนี้ก้อเปรี้ยว...
ส่วนคุณลุงทางขวามีโหลปลาทองแขวนอยู่ข้างแก้ม...ฮอตมากคนต่อคิวขอถ่ายรูปคู่ด้วยเพียบเลยค่ะ


ส่วนชายล่ำในชุดฟูฟ่องสีชมพู เจอกันตั้งแต่บนรถไฟฟ้าแล้วล่ะ
มาเจออีกทีก้อเลยอยากเก็บภาพเอาไว้ แต่เธอเดินเร็วมากถ่ายไม่ทันเลย




มีงานศิลปะมาวางขาย สวยๆน่ารักๆทั้งนั้น


มีรถโฆษณาผลงานใหม่ของศิลปิน...คันนี้ของ "W-inds" กรี๊ด...


หลังจากเก็บภาพประทับใจเต็มอิ่มแล้ว ก้อเดินฝ่าลมหนาว...อากาศเริ่มเย็นลงอีก เพราะนี่ก้อเกือบ 6 โมงเย็น (ที่นี่มืดเร็วมาก 5 โมงเย็นก้อเริ่มเปิดไฟถนนกันแล้ว)

เราพากันเดินไปที่ “Takeshita Street” ถนนคนเดินแคบๆแต่อัดแน่นไปด้วยร้านเสื้อผ้า เครื่องประดับราคาวัยรุ่นซื้อได้ ฝั่งตรงข้ามสถานีรถไฟ เดินสวนกับกลุ่มวัยรุ่นมากหน้าหลายสไตล์ที่กลับออกมาจากการช็อปปิ้ง เราเดินไปเรื่อยๆดูร้านนั้นร้านนี้ เสื้อผ้าวัยรุ่นใหม่ๆอินเทรนด์มากมาย


ซุ้มทางเข้าสู่ถนนช็อปปิ้ง


คุณลุงมัดลูกโป่งเป็นรูปต่างๆแจกเด็กๆที่เดินผ่านไปมา อยู่หน้าร้านแมคโดนัลด์


Window shopping อย่างเดียวเลย Annie...

แวะเข้าร้าน Daiso ที่สินค้าทุกอย่างราคา 100 เยน...
สินค้าเยอะมาก มีตั้ง 5 ชั้นเลยได้ขนมกลับมาฝากเพื่อนๆที่ทำงานมากมาย

เริ่มหิวแล้ว...รู้มาว่าถนนสายนี้มี “เครป” อร่อย เครปยักษ์ไส้หอมหวานที่นิยมชมชอบของสาวๆที่นี่เป็นอย่างมาก

และประเทศไทยเรามีรึจะพลาดเรื่องแบบนี้ ปัจจุบันเครปยักษ์นี้ได้เดินทางมาถึงสยามแสควร์บ้านเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Annie เคยลองครั้งนึงก้อโอเคนะ ไม่ประทับใจเท่าไหร่ แต่ไหนๆมาถึงที่ทั้งทีก้ออยากจะลอง Original ดูซักครั้งน่ะค่ะ

เราเดินตามกลิ่นขนมหอมๆซักอย่างนึงไป หวังว่าจะเป็นกลิ่นของเครปนะ...
ว้าว...นั่นไง... “Angle Heart” เครปยักษ์ต้นตำรับเจ้าแรกของถนนสายนี้ (ได้ยินมาว่างั้นนะ)




สาวที่มาซื้อเครป...น่ารักเหมือนตุ๊กตาเลย

เลยสั่งไส้สตรอเบอรี่กับวนิลาไอศครีมมาลองดู...
อืมมมมม...อร่อยมั่กๆ สตรอเบอรี่สดมาก หอมหวาน แช่เย็นจนเป็นเกล็ดน้ำแข็ง วนิลาไอศครีมก้อรสชาดนุ่มนวล ไม่หวานมาก บวกกับแป้งเครปอุ่นๆบางๆ ทานแล้วมีแรงเดินต่อขึ้นมาเลยทีเดียว

เหลียวมองดูรอบๆแล้วต้องประหลาดใจมีแต่สาวๆต่อคิวรอซื้อกันแถวยาวมากกกกกกก และถัดไปก้อมีร้านเครปที่มีสาวๆต่อแถวยาวเหมือนกัน คงจะฮิตจิงๆ...


น่าทานมั้ยล่าค้า...(ราคาประมาณ 100 บาท)

ออกจาก Takeshita Street เราเดินหามื้อค่ำอุ่นๆทานกัน เพราะอากาศตอนนี้หนาวมากกกก(สำหรับคนเมืองร้อนอย่างเรา) ประมาณ 9 องศาเซลเซียส

หลังจากเลือกอยู่นานก้อตกลงใจทาน “ราเมน” ที่ชั้นใต้ดินของห้างนึง (หิวจัดเลยไม่ทันดูชื่อห้างน่ะค่ะ) เราสั่ง “มิโซะราเมน” กันหมดทุกคน เลยได้ทานราเมนที่มีน้ำซุปสีขาวข้นๆ ชามโตมากกกกกก(หน้าตาคล้ายครกบ้านเรา) จะทานหมดมั้ยเนี่ยยยยย....




ดูกันชัดๆ...ชามโตมาก ถูกใจเด็กผู้ชายเค้าล่ะ (ราคาประมาณ 250บาท)

หลังจากมื้อเย็นสุดประทับใจผ่านไป สิ้นสุดการตามหาเด็ก Cosplay ไว้เพียงเท่านี้ เราตกลงว่าจะไปดู “ยากูซ่า” (ตัวเป็นๆ) ที่ชินจูกุกัน

คงต้องเล่าต่อครั้งต่อไปแล้วล่ะค่ะ ไม่งั้นคงตื่นไปทำงานไม่ไหว
สำหรับคืนนี้ราตรีสวัสดิ์ค่ะ




 

Create Date : 02 ธันวาคม 2550    
Last Update : 2 มกราคม 2554 23:02:44 น.
Counter : 2000 Pageviews.  

my "lost" SAMSUNG ฮือ ฮือ,,,,

ช่วงนี้ยุ่งๆกับการเตรียมตัวไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นกลางเดือนนี้ค่ะ
ได้ข่าวว่าอากาศที่นั่นหนาวมากกกกกกกก.....
เลยต้องหาเสื้อหนาวอุ่นๆมาใส่กันหน่อย

ได้ฤกษ์(หลังจากเงินเดือนออก)วันเสาร์ที่ผ่านมา
เลยชวนน้องๆร่วมทริปกันไปซื้อของกันที่ "Platinum mall"
ห้างที่ขายของในราคาขายส่ง ย่านประตูน้ำ

ไปถึงก่อนเวลานัด(ซึ่งนานๆจะทำได้ซักครั้งนึง)
ก้อกรี๊ดกร๊าดเพลิดเพลิน ตื่นตาตื่นใจกับเสื้อผ้า เครื่องประดับน่ารักๆที่ขาย
ในราคาถูกกว่าซื้อปลีก(กว่าครึ่ง) วางขายให้ละลานตาไปหมด

เข้าซอยนั้น ออกซอยนี้ เบียดป้าคนนั้น น้องสาวคนนี้
...ให้วุ่นไปหมด...(เชยจิงๆเค้าเปิดมาเกือบ 2 ปีแล้วป้าเพิ่งจะเคยมา)
สาวๆคนไหนที่เคยมาห้างนี้คงนึกออกนะคะว่าสนุกขนาดไหน
ราคายั่วยวนใจอย่างนี้ ก้อคงต้อง...ช็อปกันกระจาย

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป...เพื่อนน้องก้อตามมาถึง
เราเริ่มวางแผนว่าจะเดินซื้ออย่างไรให้ได้ครบทุกความต้องการของทุกคน
แล้วเราก้อทักน้องชายว่าถือโทรศัพท์ตัวเองอย่างนั้นระวังลืมวางไว้ที่ไหนหรอก
น้องชายก้อว่าเราใส่กระเป๋าผ้าแบบสะพายข้างแบบนั้น
ก้อระวังหายเหมือนกัน...ไอ้เราก้อ...ม่ายหายร๊อกกก(ทำเสียงสูงเถียงเชียว)

แต่พอควานหาโทรศัพท์ในนั้น...เอ๊ะ...
หรือว่าใส่ในกระเป๋าเล็กๆด้านหน้า...เอ๊ะ...
หว๋า....แล้วมันอยู่หน๋ายล่าเนี๊ยยยยย...

น้องชายกับเพื่อนๆเลยช่วยกันโทรเข้าเครื่อง
ก้อดันเปิดสั่นไว้อีก(ติดนิสัยจากเวลาทำงานที่จะเปิดสั่นไว้น่ะค่ะ)
เดินหาตามร้านต่างๆที่แวะดูมาตลอดทาง
และไปแจ้งหายไว้กับทางเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้วย

แต่ต่อมาไม่นานสัญญาณเครื่องก้อถูกปิดไป...
แสดงว่าคนที่เก็บได้เค้าไม่อยากรับรู้ถึงความเดือดร้อนของเราแล้วล่ะ

ก้อคงต้องปล่อยเจ้า "SAMSUNGน้อย" ของเราไป
ป่านนี้จะโดนแยกชิ้นส่วน หรือมีนายใหม่ไปแล้ว...

เหลือไว้แต่รูปถ่ายล่าสุดที่มีน้องหมาสีฟ้า(ที่ยังไม่ทันมีชื่อเลย)
แขวนเป็นเพื่อนใหม่ได้ไม่นาน ก้ออันตรทานหายไปพร้อมกัน



กลับมาบ้าน...คุณพ่อเลยแซวว่า
เป็นการซื้อเสื้อผ้าขายส่งในราคาแพงกว่าขายปลีกซะอีก...
ฮือ ฮือ...ขำไม่ออกเลยจิงๆค่ะคุณพ่อ...เศร้าจัง
ก้อได้แต่ทำใจ...และต้องเสียทรัพย์ซื้อเครื่องใหม่ตามระเบียบ

ราตรีสวัสดิ์...มีความสุขทุกคนค่ะ




 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 2 มกราคม 2554 22:57:20 น.
Counter : 254 Pageviews.  

Princeton cafe' ชื่อแม้ไม่คุ้น...แต่ไม่ต้องลุ้นความอร่อย

สวัสดีเช้าวันใหม่ค่ะ...
หลังจากกลับมาทำงานต่อที่บ้าน (ซึ่งไม่ชอบเลยแต่จำเป็น เอาน่ะ..นานๆครั้ง)
ตอนนี้ก้อเป็นเวลาของการอัพบล็อกที่ผลัดผ่อนมาหลายวัน

วันเสาร์ที่ผ่านมาไปทานบุฟเฟ่อาหารกลางวัน
เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิดคุณย่ามาค่ะ
มีลูกหลานมาร่วมงาน 8 ครอบครัว รวมแล้วประมาณ 30 ชีวิต

ปกติจะนัดกันทานบุฟเฟ่อาหารกลางวัน ที่โรงแรมตวันนา
แต่ปีนี้ลองของ(ใหม่) "Princeton cafe" โรงแรม Princeton Park Suite
ชื่อแม้ไม่คุ้น...แต่ไม่ต้องลุ้นความอร่อย



เค้าเพิ่งปรับปรุงห้องอาหารชั้นล่างเป็นบุฟเฟ่ ได้ไม่นานต้นเดือนที่ผ่านมานี้เองค่ะ
ราคาก้อตามรายละเอียดข้างบน

อาหารก้อมีมากหน้าหลายตา...ไทย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น
แต่ถ่ายรูปมาฝากไม่ได้มากนักเพราะเกรงใจญาติๆผู้ร่วมโต๊ะ
ที่ยังไม่ชินกับพฤติกรรมการถ่ายรูปของกินของ annie

อาหารแนะนำก้อน่าจะเป็นอาหารญี่ปุ่นที่มี Sushi หลากหลายหน้า
และซุปเต้าหู้สาหร่ายรสชาดเข้มข้น ทานหมดชามแล้วอุ่นท้องมากๆเลยยยย

"ส้มตำ" เมนูโปรดของสาวๆก้อใช้ได้
"หอยทอดและก๋วยเตี๋ยวไก่" ก้ออร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ


หน้าตาเคาน์เตอร์อาหารไทยและขนม


ส่วนของหวาน...ขนมครกร้อนๆที่ต้องต่อคิวรอกันก้อทีเด็ด
เยลลี่สีแดงสวย ที่มีเนื้อทับทิมแกะเป็นเม็ดเล็กๆนอนอยู่ข้างล่าง
ก้อหวานเย็นชื่นใจ...

แต่ที่เด็ดที่สุด(สำหรับannie) ก้อเห็นจะเป็น "คัสตาด" แสนหอมหวาน
ทานคู่กับกาแฟร้อนๆหลังอาหารคาว เจ๋งสุดๆไปเลยยย(เลยเบิ้ลไป 2)


เห็นสีหน้าพนักงานเสริฟมั้ยคะ...แปลกใจกับสาวคนนี้มากที่ถ่ายแต่ของกินอยู่นั่นล่ะ


บรรยากาศภายในร้านก้อเก๋ๆดีค่ะ
เก้าอี้บุผ้าลาย "ม้าลาย" ระแนงไม้สีโอ๊คเข้มให้แสงผ่านรำไร รำไร
แสงจากดวงโคมส่องสว่างกำลังดี สีส้มอุ่นตา ฉาบสีอาหารให้น่าทานทีเดียว


น้องชายตัวโตแอบมานั่งผึ่งพุงคนเดียว...



มาดูญาติๆกันบ้าง...

คุณปู่จูงคุณย่า



เนื่องจากกลัวคนอื่นจะรำคาญ...เลยจองห้อง VIP ไว้เม้าท์กัน



แก๊งลูกลิง


แก็งแอ๊บแบ๊ว


ขอแบ๊วกะเค้าบ้าง



มาถึงช่วงพิธีการกันบ้าง ลูกหลานก้อทยอยเรียงตามลำดับครอบครัว
มามอบของขวัญและอวยพรวันเกิดคุณย่า

ครอบครัวของ annnie และคุณอา


ครอบครัวพี่สาวของคุณย่า และอาสาวน้องนุชสุดท้อง

สุดท้าย....

ถ่ายรูปรวมกันหน่อย...ชีสสสสส


นับเป็นวันครอบครัวที่มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ(จนเหนื่อย)
ที่น่าจดจำอีกงานหนึ่งเลยทีเดียวค่ะ...

มีความสุขทุกคนนะคะ




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2550    
Last Update : 2 มกราคม 2554 22:46:47 น.
Counter : 438 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

annie_martian
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




มีคนเชื่อว่าฉันมาจากดาวอังคาร...
เธอนี่ประหลาดจิง..มาจากดาวอังคารป่าวยะเนี่ย?
เพื่อนชาย(ค่อนข้างคล้ายหญิง)ถาม...
ดาวเดียวกับเธอแหละย่ะ...ฉันตอบ
ก้อ...ดาวโลกที่แสนน่าอยู่ใบนี้งัย
Friends' blogs
[Add annie_martian's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.