ที่พักนักตระเวนแดนฝัน
Group Blog
 
All blogs
 

บทที่ ๑/๓ - เผชิญหน้า

๓. เผชิญหน้า


อาทิตย์อัสดงแตะยอดอินทผลัมริมโอเอซิสเพียงแผ่วเบา ฉายรัศมีสีส้มฉาบทุกเม็ดทรายและผืนน้ำนิ่ง นักเดินทางชาวอียิปต์คนหนึ่งที่ข้าเคยร่วมทางด้วยกล่าวว่า ณ เวลานี้ อีกไม่นานสำเภาแห่งสุริยเทพราจักคลาไคล มอบภาระให้จันทรเทพคอนชูสาดแสงสีเงินเป็นประทีปส่องโลกยามราตรีต่อไป

ข้านั่งอยู่บนโขดหินริมโอเอซิส อีกฟากหนึ่งใต้ต้นอินทผลัมคู่ที่ออกดอกขาว กำซาบกลิ่นหอมหวานให้หวนนึกถึงสตรีผู้มีกลิ่นดอกไม้ชนิดนี้จรุงกาย และนึกถึงนามที่นักเดินทางจากนิปปูร์เรียกขานนาง

สิมูน...ยาบินต์-อัลฮาวา...ธิดาแห่งวายุ...

เด็กน้อยผู้อ้างว้างของเมืองแห่งสายลม


“เจ้าเคยอ่านประวัติศาสตร์ของเฮโรโดทอสแห่งเฮลิคาร์นัสเซอุสสินะ”

ข้านึกคำที่เอ็นลิลย้อนถามข้า...เมื่อข้าถามต่อว่า “สิมูน” หมายความว่าอย่างไร ครั้นตอบว่าเคยอ่านมาบ้าง แต่ก็นานแล้ว ซ้ำตอนนั้นข้ายังเป็นเด็กราวสิบกว่าขวบ จึงจับใจความและจำไม่ได้นัก เขาก็ค่อยๆ ทวนความให้ข้าฟัง

“จำได้ไหม...ว่ามีตอนหนึ่งในประวัติของแคมไบสิส กษัตริย์แห่งเปอร์เซีย ที่เฮโรโดทัสเขียนถึงกองทัพชาวเปอร์เซียนผู้ถูกส่งไปรุกรานชาวอัมโมเนียน ทว่าหลังออกจากเมืองโอเอซิสของชาวซาเมียน เดินทางข้ามทะเลทรายราวชั่วเจ็ดวันจะถึงดินแดนของชาวอัมโมเนียน ทั้งกองทัพกลับหายสาบสูญไปโดยไร้ร่องรอย”

“อ้อ” ข้ารับ “เพราะมีพายุทรายกวาดกลืนทั้งกองทัพไปนี่ขอรับ”

เขาพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะเริ่มบรรยาย

“ชาวอัมโมเนียนยังได้เล่าความตามต่อมาดังนี้ - ว่าชาวเปอร์เซียนมุ่งหน้าจากโอเอซิสข้ามผืนทราย จนบรรลุถึงครึ่งทางระหว่างสถานที่นั้นกับดินแดนอัมโมเนีย เมื่อพวกเขาหยุดบริโภคอาหารตอนเที่ยงวัน...วายุพลันตีขึ้นจากทักษิณทิศ รุนแรงแลเป็นอันตรายถึงชีวิต นำพาพัดหอบทรายหมุนเป็นเสาม้วนขนาดมหึมา ซึ่งปกคลุมกองทัพทั้งมวลและบันดาลให้พวกเขาอันตรธานไปจนสิ้น ดังนี้เองที่ชาวอัมโมเนียนกล่าวกันว่าสาสมกับกองทัพนี้แล้ว”

“แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับสิมูนขอรับ” ข้าถาม

เอ็นลิลหันมาเผยอยิ้มให้ข้า ก่อนจะอธิบายช้าๆ

“ในบรรดาลมทะเลทราย มีกระแสลมแบบหนึ่งที่เรียกกันว่าสิมูมหรือสิมูน บางชนชาติก็เรียกลมนี้ว่า ซามิเอล แต่สิ่งที่คล้ายคลึงกันคือคำร่ำลือว่า...กระแสลมสีชาดนี้เป็นลมแห่งพิษโดยแท้

“สิมูนพัดหอบทรายที่มีฤทธิ์กัดกร่อน กระทั่งสิ่งมีชีวิตใดๆ ก็ไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้ ร่างที่ล้มกลางผืนทรายยังคงสภาพและสีสันเดิมประหนึ่งเพียงหลับใหลไป ทว่า...”

เขาก้มลงกอบทรายขึ้นมากำมือหนึ่ง แล้วค่อยๆ ปล่อยให้มันไหลซึมตามร่องนิ้ว...และปลิวไปตามลม

“หากเจ้าแตะร่างเหล่านั้น เลือดเนื้อที่ประกอบขึ้นเป็นร่างก็จะป่นเป็นภัสมธุลี ติดมาตามปลายนิ้วของเจ้าเช่นนี้”

ข้าอดเย็นสันหลังวาบไม่ได้เมื่อนึกภาพตาม ซ้ำเมื่อนึกหาความเชื่อมโยงระหว่างสตรีชุดขาวชื่อสิมูน และลมทะเลทรายแล้ว...ก็รู้สึกเหมือนจับได้ถึงความบางอย่างที่เอ็นลิลยังไม่ได้บอก

“หรือท่านจะบอกว่า...นางเป็นเทพกัญญาแห่งสายลมที่ว่า”

อีกฝ่ายกลับหัวเราะ

“เจ้าเชื่อในเทพเจ้าหรือไม่”

“ข้า...ไม่ทราบ” ข้าก้มหน้าลงสารภาพ “ต่อให้เป็นเทพของเอลิเนส...ข้าก็ไม่เคยพบหรือสัมผัสอำนาจของผองพระองค์ แต่จะให้ข้าปฏิเสธว่าไม่มีเทพเจ้าอยู่...ก็ไม่ทราบอีกเช่นกันว่ามีอยู่จริงหรือไม่”

“มนุษย์มักเกรงกลัวและสักการะอำนาจลึกลับเหนือความเข้าใจของพวกตน ไม่เรียกขานว่าปีศาจก็เรียกว่าเทพเจ้าเป็นธรรมดา” นักเดินทางจากนิปปูร์เปรยเรียบๆ “แต่...ถ้าถามข้า เอ็นลิลจากนิบรู ข้ากลับเห็นว่าสิมูนเป็นเด็กที่น่าสงสาร...เด็กน้อยผู้อ้างว้างของเมืองแห่งสายลม ผู้ซึ่งได้แต่มองสายลมสายแล้ว...สายเล่า พัดจากไปและทิ้งนางไว้โดยไม่ไยดีต่างหาก”

ข้ายิ่งฉงน สุดท้ายก็ตัดสินใจเล่าความฝันซ้ำๆ ของตนให้เขาฟัง ตามด้วยถามว่าหญิงที่ข้าเห็นในฝันเมื่อคืนเป็นครั้งแรกเกี่ยวข้องกับสิมูนหรือไม่ ทว่าเอ็นลิลกลับพูดสั้นๆ เพียงว่า

“มอร์เฟอุสมีทั้งทวารเขาสัตว์และทวารงาช้าง”

นั่นทำเอาข้านิ่งเงียบครุ่นคิด ตะลึงงันกับความรอบรู้เฉียบคมของชายจากนิปปูร์อีกครั้ง มอร์เฟอุสคือเทพแห่งนิมิต ผู้ส่งความฝันให้แก่มนุษย์ทั้งมวลยามหลับใหล ฝันที่ออกจากทวารเขาสัตว์คือฝันซึ่งเป็นนิมิตหมายแห่งความจริง ทว่าฝันที่ออกจากทวารงาช้างเป็นฝันลวง

เขาหมายความว่าฝันของข้าอาจเป็นได้ทั้งจริงและเท็จ

ไม่ทันถามต่อ เอ็นลิลก็เพียงบอกว่า “ได้เวลาที่ข้าต้องไปเสียที” แล้วทิ้งให้ข้าขบคิดเองถึงทุกสิ่งที่เขาเอ่ยมา

ข้ายังไม่ปักใจเชื่อนักว่าหญิงที่ข้าเห็นคือเทพกัญญาแห่งลมทะเลทรายเช่นที่เขาบอก ประการแรกเพราะข้าไม่คิดว่าเทพของชนชาติใดก็ตามจะปรากฏกายให้ผู้อื่นเห็นโดยง่าย ทั้งยังไม่เล็งเห็นเหตุที่นางจำเพาะจะปรากฏกายให้ข้าเห็นถึงสองครั้งสองคราเลย

และหากนางเป็นเทพกัญญาจริงๆ ไยมนุษย์ผู้ขัดจังหวะการขับลำนำของนางเช่นข้า จึงไม่ประสบหายนะเหมือนนายพรานอัคเตออนผู้เคราะห์ร้าย ต้องคำสาปของเทพกัญญาแห่งพงไพรอาร์เทมิสให้กลายร่างเป็นกวาง ถูกฝูงสุนัขล่าเนื้อของตนฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ ต่างโทษทัณฑ์ที่บังอาจไปเห็นองค์เทพกัญญาสรงสนานกลางไพร แม้นเขาจะไม่ได้ตั้งใจก็ตามที

สิ่งที่นางทำเมื่อรู้ว่าข้าอยู่ในที่นั้นด้วย...มีเพียงวิ่งหนีไป

เทพที่มีอำนาจเหนือมนุษย์คงไม่ทำเช่นนั้น...มิใช่หรือ

ข้าสั่นศีรษะแล้วลุกขึ้นยืน หมายจะไปสนทนากับพวกพ่อค้าในกองคาราวาน ก่อนจะกลับไปพักที่บ้านร้างหลังเดิม หากสตรีชุดขาวผู้มีดวงตาสีทองมีอยู่จริง ย่อมมีผู้อื่นนอกจากพวกโนมาเดสที่เคยเห็นนางเช่นเดียวกับข้า

แต่ข้าเพียงต้องการถามด้วยความอยากรู้เท่านั้น…ข้าเตือนตนเอง ที่ข้าสนใจขึ้นมา เป็นเพราะข้าไม่เคยเห็นหญิงที่มีตาสีทองอันอ้างว้าง ซ้ำนามสิมูนยังคุ้นหูข้าอย่างประหลาด นางอาจเป็นหญิงในฝันที่กุมเส้นทางแห่งโชคชะตาของข้า...ขับดันให้ข้าเสาะแสวงหาสิ่งที่ตนยังไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใดอยู่เสมอ

ทว่าหากไม่ได้ความอันใด พรุ่งนี้ข้าก็จะออกเดินทางพร้อมกับพ่อค้าชาวอียิปต์ผู้หนึ่งก่อนแยกกันกลางทาง เขาตั้งใจจะกลับนครหลวงทางตะวันตก ส่วนข้าไปทางตะวันออกสู่ดินแดนอื่น เพราะตนเองเคยย่ำเท้าไปถึงมหาพีระมิดแห่งเมืองกิซาและมหาวิหารลุกซอร์มาแล้ว

การเดินทางของข้าเป็นเช่นนี้เสมอ ไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายสุดแท้แต่เหล่าเทพีแห่งชะตาจะนำทาง แต่ข้าจะไม่ย้อนเส้นทางเดิมที่ข้าเคยผ่านมา

เหมือนสายลมที่ไม่มีวันหวนกลับ...ไม่อาจรู้ได้ว่าสิ่งใดทำให้ข้านึกถึงคำคำนี้ขึ้นมา จริงสินะ เมืองร้างที่มีแต่ ‘สายลม’ จากทุกทิศทางพัดอยู่ตลอดเวลา เมืองร้างที่ไร้ผู้อยู่อาศัยที่แท้จริง

เว้นแต่สิมูน...เด็กน้อยผู้อ้างว้างของเมืองแห่งสายลมกระนั้นหรือ

ข้าบังเอิญแหงนมองผาหินที่สูงตระหง่านหน้าดวงอาทิตย์ยามสนธยา ก่อนจะเห็นเงาร่างหนึ่งโดยไม่คาดฝัน

สตรีชุดขาวยืนอยู่บนนั้น ดวงหน้าเผชิญเวิ้งฟ้าแสนไกล ดูเหมือนนางจะไม่รู้เลยว่ามีคนคนหนึ่ง...คือข้า...ที่กำลังจ้องมองนางอยู่จากเบื้องล่างนี้

ข้าก้าวเข้าไปใกล้ผาหินอย่างเงียบกริบ อาศัยเงาเงื้อมของผาเป็นเครื่องกำบังกายพลางภาวนาไม่ให้นางเห็นข้า มิเช่นนั้นจะชิงหนีไปเสียก่อนเหมือนคราวที่แล้ว ข้าค่อยๆ ปีนขึ้นผาทั้งที่ใจโลดลิ่วราวกับจะไปถึงก่อนร่าง ทว่าความชันรั้งให้ต้องปรามตนให้ใจเย็นไว้ หาไม่แล้วข้าอาจต้องลงเอยที่แม่น้ำปากทางเข้าปรโลกแทนที่จะได้พบนาง

พักใหญ่ข้าจึงพาตนเองขึ้นมาถึงยอดผาสำเร็จ ร่างสีขาวยังยืนสงบนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าข้าเข้ามาใกล้ถึงขนาดนี้แล้ว ข้ามองโดยรอบ พบว่าทางเดียวที่จะลงไปจากผาแห่งนี้ได้ก็มีแต่ทางที่ข้าปีนขึ้นมาเท่านั้น ไม่มีทางอื่นที่นางจะหลบหน้าข้าได้อีก

ข้าตัดสินใจก้าวเข้าไปหานาง แต่แล้วเท้าเจ้ากรรมกลับเตะถูกกรวดก้อนหนึ่ง ยังผลให้มันร่วงกลิ้งลงไปตามผาหิน หญิงสาวหันขวับมาจ้องมองข้านิ่งอยู่เป็นนาน

ระหว่างเราสองคนไม่มีใครกล้าพูดขึ้นมาก่อน ข้าไม่ทราบว่าจะเริ่มพูดกับนางอย่างไรดี ครั้นมองนางก็สบเพียงนัยน์ตาสีทองเบิกกว้างตื่นตะลึง ไม่อาจเห็นริมฝีปากและสีหน้าโดยรวมใต้ผืนผ้าคลุม

นางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เม็ดกรวดร่วงกราวจากริมผาลงไปเบื้องล่าง...ไร้เสียงยามกระทบพื้น นางจนมุมจริงๆ แล้ว ไม่มีทางหลบข้าไปที่ไหนได้อีก

นอกเสียจากกระโดดลงไป...ถ้านางเป็นมนุษย์ก็คงไม่กล้าทำเรื่องเสียสติเช่นนั้น

หรือ...ข้าคุกคามนางเกินไป ที่จริงหากต้องการเพียงพูดคุยก็ควรจะประกาศตนเองเสียก่อนว่ามาดี เรียกนางลงมาคุยแทนที่จะดักเส้นทางกักนางไว้บนผา...อย่างนั้นใช่ไหม

“ข้า...เอ่อ...” ข้าพยายามพูด “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะรบกวน เพียงแต่...”

ข้าอ้าปากค้าง พูดไม่ทันจบ...ร่างเบื้องหน้าก็ผงะหงายลงไปด้านล่างตามกระแสลมแรง

“ระวัง!” ข้าถลาเข้าไปคว้าข้อมือของนางได้อย่างเฉียดฉิว ร่างนั้นเบาจนน่าประหลาดใจ ทว่าอย่างน้อยก็มีน้ำหนัก และรอบข้อมือมีความอบอุ่นนุ่มละมุนของผิวเนื้อ

“ปล่อย!” นางร้องตอบพร้อมกับดิ้นรน เหมือนไม่สนใจเลยว่าหากข้าปล่อยมือ...นางอาจตกลงไปตายได้

“เจ้าอยากตายหรือ!” ข้าเผลอตวาด ครู่ต่อมานึกได้ว่าไม่ควรพูด แต่ดูเหมือนนั่นจะทำให้นางสงบลง ข้าจึงดึงร่างของนางขึ้นมาได้อย่างไม่ลำบากนัก

แต่แทบทันทีที่ข้าปล่อยมือ ร่างบอบบางก็ผลักข้าจนเซ แล้ววิ่งสวนลงไปตามทางคดเคี้ยวที่ข้าใช้ปีนขึ้นมาโดยไม่พูดอะไรอีก

ข้าทั้งกระโจนทั้งไถลตัวตาม อาศัยน้ำหนักตัวที่มากกว่าและความชำนาญลู่ทางทำให้ลงมาถึงพื้นก่อน และวิ่งมาดักหน้านางไว้ได้ แต่แล้วสิ่งที่หญิงสาวดึงมาจากใต้ชายผ้าขาวกลับทำให้ข้าใจหายวูบ

คมกริชในมือของนางสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายแปลบปลาบ แดงฉานราวอาบเลือด ข้าพลิกตัวหลบไปด้านข้าง คมมีดเฉียดปลายผ้าโพกหัวไปเพียงนิดเดียว

ทว่านางยังคงโถมตัวลงไปจนแทบเป็นก้มลงคุกเข่าบนพื้น นิ่งค้างอยู่ในท่านั้น ข้ามองแผ่นหลังนางอย่างสงสัย นิ่งอึ้งอยู่จนกระทั่งได้ยินเสียงฟ่อเบาๆ

ข้าหันมองโดยรอบ แล้วก็ก้มลง ใจที่เพิ่งหายวาบเมื่อครู่เหมือนจะเต้นรัวเร็วขึ้นมาอีกเป็นร้อยเท่าเมื่อพบที่มาของเสียง

ที่ข้อมือของหญิงสาวซึ่งโผล่พ้นชายผ้าและขาวแทบไม่ผิดกัน...มีงูตัวหนึ่งฝังเขี้ยวติดอยู่ ลำตัวของมันมีสีน้ำตาลอ่อนแทบกลืนกับทราย ปรากฏจุดใหญ่สีน้ำตาลเป็นระยะๆ บนหลัง แต่ลักษณะเด่นชัดที่สุดของมันคือเขาเล็กๆ ที่เหนือดวงตาทั้งสองข้าง

ข้าจำได้...นี่คืองูพิษมีเขาแห่งทะเลทราย ปกติงูที่กัดด้วยความตกใจน่าจะรีบปล่อยเขี้ยวแล้วเลื้อยหนี จึงแปลกที่งูตรงหน้ายังกัดแผลค้างอยู่เช่นนี้

“อยู่นิ่งๆ ข้าจะ...” ข้ากระซิบ เลื่อนมือไปยังด้ามกริชของตน คิดว่าอย่างไรก็ควรทำให้มันปล่อยนางโดยเร็วที่สุด ทว่าหญิงสาวกลับยกมืออีกข้างขึ้นห้ามข้าโดยไม่หันมา และข้าก็ได้ยินเสียงฟ่อแผ่วเบาอีกครั้ง

ไม่ใช่เสียงงู...แต่เป็นเสียงของนาง เพียงครู่เดียวหลังนางส่งเสียงนั้น งูพิษมีเขาก็คลายเขี้ยว เผยให้เห็นรูเล็กๆ ที่มีเลือดซึมสองรูซึ่งมันฝากไว้บนข้อมือนั้น แล้วเลื้อยหนีไปอีกทางอย่างแช่มช้า

ข้ามองตามงูตัวนั้นอย่างงุนงง กระทั่งมันเลื้อยหายไปในซอกหินของผา เพิ่งมาได้สติอีกทีเมื่อหญิงสาวชี้กริชใส่หน้าข้า

“หากเจ้าแค่คิดจะช่วยชีวิตข้าบนผานั่น...ข้าได้ตอบแทนแล้ว” น้ำเสียงเดียวกับเสียงเพลงที่ข้าได้ยินเมื่อค่ำวันวานดังขึ้น ทว่าคราวนี้ดุดันกว่า “แต่ขืนตามมาอีก...ข้าจะฆ่าเจ้า!”

กริชถูกเก็บใต้ชายผ้าคลุมสีขาว ร่างบอบบางหันกลับวิ่งจากไปเบื้องหลังแนวผา ข้าแลตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตะโกนไล่หลังนาง

“เดี๋ยวสิ...สิมูน!”

...ไม่มีแม้เสียงตอบรับ...

ข้าลังเล ไม่แน่ใจว่าควรวิ่งตามหรือไม่ นางเพิ่งถูกงูพิษกัดไม่ใช่หรือ นางควรต้องการความช่วยเหลือ ไม่ควรวิ่งเร็วอย่างนั้นเพราะพิษจะกระจายไปตามเส้นเลือดเร็วขึ้น แต่...เหตุใดนางจึงดูเหมือนกับไม่เจ็บปวด...ไม่รู้สึกถึงพิษนั้นเลยแม้แต่น้อยเล่า

ข้าถอนใจก่อนจะกลับหลังหัน ความพยายามจะพูดคุยกับหญิงชุดขาวให้รู้เรื่องว่านางเป็นใครกันแน่เหลวไม่เป็นท่า

ทว่า...ข้าเพิ่งเดินไปได้แค่สองก้าว เสียงแว่วหวานก็กลับดังขึ้นอีก

“หยุดก่อน!” ข้าหันกลับไปเห็นร่างในชุดขาวยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง “เมื่อครู่...เจ้าเรียกข้าว่าอะไร”

ข้างุนงงที่จู่ๆ นางก็กลับมา กระทั่งลืมตอบคำถามของนางไปเสียสนิท แต่หญิงสาวปราดเข้ามาเอากริชจ่อคอ ข้าจึงต้องรีบตั้งสติทันที

“จงพูดมา! เมื่อครู่เจ้าเรียกข้าว่าอะไร!”

“ส...สิมูน” ข้าละล่ำละลัก

นางชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็คาดคั้นต่อ

“เจ้ารู้จักนามนี้ได้อย่างไร ใครเป็นคนบอกต่อเจ้า”

“อ...เอ็นลิล”

“เขาเป็นใคร”

“...นักเดินทางจากนิปปูร์”

“พรุ่งนี้จงนำเขามาหาข้า ที่นี่ ยามสนธยา”

“อะไรนะ” ข้าถามกลับเมื่อได้ยินคำสั่งแสนแปลกประหลาด ทว่านางไม่ตอบด้วยวาจา ข้ารู้สึกถึงสัมผัสเย็นๆ เมื่อคมกริชสะกิดผิวคอเบาๆ

“สัญญา...ว่าพรุ่งนี้เจ้าจะนำเขามาพบข้า มิเช่นนั้นข้าจะฆ่าเจ้า!” นัยน์ตาสีทองวาวโรจน์สบตาข้าให้เย็นสันหลังวาบ แน่ใจเป็นที่สุดว่านางลงมือสังหารข้าได้ง่ายดาย หากปรารถนาจะทำเช่นนั้น

“ส...สัญญา” ข้าเอ่ยเสียงแผ่ว ค่อยหายใจทั่วท้องอีกครั้งเมื่อกริชคมกริบเลื่อนห่างจากลำคอ ทว่าดวงตาที่คมปลาบยิ่งกว่ายังคงจับจ้องอย่างไม่ลดละ

“หากเจ้าผิดสัญญา...ขอความพิโรธแห่งพายุทรายอย่าละเว้นเจ้า!” นั่นเป็นคำสุดท้ายที่ข้าได้ยินก่อนหญิงสาวในชุดขาวจากไป ทิ้งข้าให้อยู่ลำพังกลางทะเลทรายอีกครั้ง

ข้ายกมือขึ้นแตะผิวคอของตนเบาๆ ความแสบกับเลือดข้นเหนียวที่ติดนิ้วเป็นหลักฐานยืนยันอย่างดี...ว่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน ข้าได้พบและพูดกับสิมูน...ธิดาแห่งวายุจริงๆ

ข้ายังต้องมาพบนางอีก ที่นี่...พรุ่งนี้...ตอนพระอาทิตย์ตกดิน

และต้องพาเอ็นลิลมาด้วย...

...ทำไม...

ข้าครุ่นคิดอยู่เป็นนาน...ว่าเขาเกี่ยวข้องกับสตรีลึกลับผู้นั้นอย่างไร ทว่าไม่อาจพบคำตอบ เอาเถิด พอกลับไปถึงที่พักแล้วข้าคงต้องถามเขาให้แน่ชัด

ข้าเงยหน้าขึ้นเห็นดาวศุกร์ส่องสว่างบนฟ้าใกล้ค่ำ ตะวันเพิ่งลับขอบฟ้า ให้รู้สึกว่าเหตุการณ์เมื่อครู่เกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วเหลือเกิน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วกินเวลาครู่ใหญ่ทีเดียว

ข้ามุ่งหน้ากลับสู่เมืองแห่งสายลมอีกครั้ง

ระหว่างทางรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขยับวูบวาบแถวหางตา หันไปก็เห็นเงาร่างของชายผู้หนึ่งบนหลังอูฐ อูฐนั้นยืนบนเนินทรายซึ่งอยู่ห่างออกไป เพียงครู่เดียวผู้ขี่ก็กระตุ้นให้มันกลับหลังหัน หายลับไปหลังเนินทรายในความมืดแห่งรัตติกาล

ร่างบนหลังอูฐนั้นทำให้ข้านึกถึงเอ็นลิลอย่างบอกไม่ถูก...ทว่าข้าพร่ำภาวนาขอให้ตนเพียงตาฝาดไป...

* * * * *

เนื่องจากตอนที่ 2 ค่อนข้างสั้น จึงได้ลงตอนที่ 3 ไปด้วยเลย เรื่องนี้เขียนจบแล้ว แต่อยู่ระหว่างรีไรท์ได้ราวๆ 1 ใน 3 ของเรื่องเต็ม หากไม่ติดขัดอะไรก็คงจะลงไปได้เรื่อยๆ ครับ

ข้อมูลของตอนนี้

รา (Ra) และคอนชู (Konshu) - สุริยเทพและจันทรเทพของอียิปต์

เฮโรโดทอส/เฮโรโดทัส (Herodotus) ชาวเมืองเฮลิคาร์นัสเซอุส/เฮลิคาร์นัสซัส (Helicarnassus) - ชาวกรีกในสมัย 500 ปีก่อนคริสตกาล ผู้เขียนบันทึกเรื่องสงครามระหว่างกรีกกับเปอร์เซียและบันทึกถึงดินแดนอื่นๆ ที่เขาได้ท่องเที่ยวไป จนได้ชื่อว่าเป็น "บิดาแห่งประวัติศาสตร์ตะวันตก" บันทึกเรื่องกองทัพชาวเปอร์เซียนที่ถูกลมทะเลทรายดูดกลืนหายไปมาจากหนังสือฉบับแปลของจอร์จ รอว์ลิสัน จาก e-text ในหนังสือเล่มที่ 3 ธาเลีย (Thalia - ตั้งชื่อตามเทพกัญญาองค์หนึ่งในคณะมิวส์) ย่อหน้าที่ 26 (ซึ่งเมื่อเฮโรโดทัสเขียนไม่ได้แบ่งเป็นเล่มตามนี้ ในเนื้อหาจึงไม่มีแบ่งครับ)

ส่วนนี่เป็นฉบับดั้งเดิมที่เป็นภาษาอังกฤษครับ

<3.26> The men sent to attack the Ammonians, started from Thebes, having guides with them, and may be clearly traced as far as the city Oasis, which is inhabited by Samians, said to be of the tribe Aeschrionia. The place is distant from Thebes seven days' journey across the sand, and is called in our tongue "the Island of the Blessed." Thus far the army is known to have made its way; but thenceforth nothing is to be heard of them, except what the Ammonians, and those who get their knowledge from them, report. It is certain they neither reached the Ammonians, nor even came back to Egypt. Further than this, the Ammonians relate as follows:- That the Persians set forth from Oasis across the sand, and had reached about half way between that place and themselves when, as they were at their midday meal, a wind arose from the south, strong and deadly, bringing with it vast columns of whirling sand, which entirely covered up the troops and caused them wholly to disappear. Thus, according to the Ammonians, did it fare with this army.

แคมไบเสสที่สอง (Cambyses II) - หรือกษัตริย์กัมบูญัยฮ์แห่งเปอร์เซีย (สวรรคต 522 BC) โอรสของไซรัสมหาราช (ครองราชย์ 559-530 BC) ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิ์เปอร์เซียและราชวงศ์แรก แคมไบเสสรุกรานอียิปต์และพยายามรุกรานอาณาจักรคุช (Kush - ซูดานปัจจุบัน) โดยไม่ประสบผลสำเร็จ ขอขอบคุณคุณ PaladiousAsmy สำหรับเสียงอ่านเปอร์เซียครับ

ชาวอัมโมเนียน - ลองสืบค้นทีแรกพบแต่คำว่า แอมโมเนียเอาไว้ดม = =a แต่ค้นดูอีกทีพบว่ามีอาณาจักรอัมมอนอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล เชื่อว่าสืบเชื้อสายมาจากลูกหลานของล็อท (Lot) กินพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน แคว้นกิเลอาด ถึงเดดซี ที่ค้นด้วย Ammonian แล้วไม่พบ เป็นเพราะชาวอัมมอนในนี้เรียกว่า Ammonite จึงน่าคิดว่าเป็นกลุ่มเดียวกันแต่เรียกคนละอย่างหรือเปล่า

ชาวซาเมียน - ค้นเจอว่าเป็นชื่อสายของเผ่าลูห์ยา (Luhya) ในเคนยา และเป็นชื่อเขตการปกครองในเคนยาด้วย แต่ไม่แน่ใจว่าจะใช่ชนกลุ่มเดียวกันกับที่เฮโรโดทัสเขียนถึงหรือไม่

อัคเตออน (Actaeon) - พรานเคราะห์ร้ายในตำนานกรีก เขาบังเอิญพบเทพกัญญาอาร์เทมิส (Artemis) ตอนกำลังอาบน้ำ อาร์เทมิสได้สาดหยดน้ำใส่เขา ทำให้เขากลายเป็นกวางและถูกสุนัขล่าเนื้อของตนรุมฉีกทึ้ง

งูพิษมีเขาในทะเลทราย (horned vipers หรือ North African desert vipers) - เป็นงูพิษที่มีมากในทะเลทรายอาระเบีย พิษทำให้เจ็บปวดมาก แต่ไม่ค่อยรุนแรงถึงตาย (ข้อมูลเพิ่มเติมในวิกิ)

ที่ตอนต้นเปลี่ยนค่อนข้างมาก เนื่องมาจากตอนเขียนแรกๆ ยังไม่ได้เรียนวิชาสัทศาสตร์ภาษาอังกฤษ ตอนนี้ได้เรียนแล้วจึงอ่านอักษรแทนเสียงระบบ IPA ออกบ้าง แต่ไม่หมดทุกตัว เมื่อกลับไปค้นข้อมูลประกอบความแน่ใจตอนลงนิยายเลยถือโอกาสแก้ไขไปในตัว คิดว่าคำใดที่มาจากภาษากรีกก็อยากอ่านตามภาษากรีกเท่าที่ทำได้มากกว่าใส่สำเนียงอังกฤษ เพราะผู้เล่าเรื่องส่วนใหญ่คือฮามอนซึ่งเป็นชาวกรีกเอง ท่านใดทราบเสียงอ่านที่ถูกต้องขึ้นขอความกรุณาด้วยครับ m[_ _]m




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2552 13:38:17 น.
Counter : 186 Pageviews.  

บทที่ ๑/๒ - นิมิต

๒. นิมิต


ข้าวิ่งไปตามผืนทรายใต้แนวผา

ตามหาบางสิ่ง...ซึ่งข้าเองยังไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใด ทว่ารู้สึกได้ว่ามันสำคัญต่อข้ามาก ข้าวิ่งไปไม่หยุดหย่อน กระทั่งเม็ดทรายร้อนแทรกเข้าไปในพื้นรองเท้าแตะหนัง...ข้ายังไม่ยอมเสียเวลาถอดรองเท้าเคาะทราย

สติระลึกถึงตัวตนจะเลือนรางเหลือเกินในห้วงนิมิต แต่ข้ากลับคุ้นเคยกับความร้อนรนในใจนี้ คลับคล้ายในวัยเด็กที่เผลอทำแจกันเขียนลายกรุงทรอยแสนวิจิตรของท่านพ่อแตกโดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่อยากให้ท่านรู้ความผิดของตน

ทว่าเหตุการณ์ที่เป็นอยู่นี้ไม่เหมือนไปเสียทีเดียว ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดแตกพังไร้หนทางซ่อมแซม เพียงแต่ทำหายเท่านั้น หากตามหาเจอ...ข้าจะไม่ถูกลงโทษ

กระนั้นทะเลทรายช่างแสนกว้างใหญ่ ตะวันสร้างคลื่นร้อนไหวระริกรอบกาย ข้าหวั่นเกรงเหลือเกินว่าสิ่งที่ตามหาอยู่จะสิ้นชีวิตกลางผืนทรายเสียแล้ว ยิ่งเค้าของลมทรายร้อนเริ่มปรากฏที่เส้นขอบฟ้า ข้าก็ยิ่งลนลาน

แต่แล้ว...เสียงร้องสั่นพร่าก็เรียกสายตาข้าไปยังร่างสีน้ำตาลแทบกลืนไปกับผืนทราย

เจ้าลูกแพะล้มพังพาบอยู่ตรงนั้นเอง

ข้าส่งเสียงทั้งเรียกทั้งปลอบ ตรงเข้าไปโอบมันไว้ ตั้งใจจะอุ้มมันกลับไปยังที่ที่ข้าควรกลับ แต่เมื่อนั้น ลมพลันตีพัดทรายจนคลุ้งบดบังภาพทั้งหมดในสายตา

ข้าคู้ตัวลง หันหลังออกปะทะทรายขณะอุ้มลูกแพะนั้นไว้ ลิ้นแข็งขัดสวดภาวนาวกวนแทบไม่ปะติดปะต่อ พายุทรายมาเร็วจนตั้งตัวไม่ติด ข้านึกในใจว่าไม่ควรประมาทเลย เพราะเห็นว่าผาริมทะเลทรายอยู่เพียงไม่ห่างจึงมิได้นำอูฐมาด้วย ทว่าหากไม่มีอูฐช่วยกำบังลม ถึงตามหาลูกแพะเจอ เราทั้งสองก็คงไม่พ้นกลายเป็นศพกลางกองทรายแน่แล้วตอนนี้

ข้าคิดว่าตนขดตัวนิ่งอยู่เป็นนานขณะเสียงลมพัดอื้ออึงรอบกาย แต่แล้วพวกมันก็หยุดลงโดยฉับพลัน

หรือข้าตายไปแล้ว...จึงไม่อาจสัมผัสลม...ไม่ได้ยินเสียงอีก

ไม่สิ ไออุ่นจากตัวลูกแพะยังอยู่ ข้าลืมตาขึ้น และเห็นสิ่งที่ข้าไม่เคยคาดฝันว่าจะเห็นในเวลานั้น

...ร่างสูงโปร่งในพัสตราภรณ์พลิ้วสีขาว กรอบร่างระหงอรชรอย่างอิสตรี เรือนผมยาวสยายราวหลายศอกปลิวไหวอยู่ด้านหลัง ผมนั้นดำขลับราวขนนกกาน้ำ ดูนุ่มหนาทอประกายราวใยไหมเนื้อดี...

พระอาทิตย์ส่องแสงจากด้านหลังของนาง...ประหนึ่งรัศมีแผ่รอบศีรษะ ทว่าขณะเดียวกันก็ทิ้งเงามืดไว้บนดวงหน้า กระทั่งข้าไม่อาจบอกได้ว่ารายละเอียดบนใบหน้านั้นเป็นเช่นไร


ข้าตื่นขึ้น

* * * * *

นิมิตที่มาเยือนอีกคราทำให้ข้าไม่อาจนอนต่อ

เหมือนทุกครั้งในวัยเยาว์ที่ฝันเช่นนี้ คงตั้งแต่ข้ารู้จักคำว่า “ทะเลทราย”

ในฝัน...ข้าวิ่งตามหาบางสิ่งท่ามกลางผืนทรายสุดลูกหูลูกตา เมื่อเวลาผ่านไปราวสองสามปี ข้าพบว่าข้าตามหาลูกแพะ อีกสองสามปีข้าพบว่าพายุทรายถาโถมเข้ามาหลังข้าพบมัน

นี่เป็นครั้งแรกที่พายุทรายสงบ และข้าเห็นหญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในฝัน
ข้านอนลืมตาโพลง มองท้องฟ้าพราวดาวจากรอยแตกบนเพดานพร้อมกับปล่อยความคิดไปเรื่อยๆ ฟังเสียงกรนเบาๆ จากเพื่อนร่วมที่พัก กับเสียงอูฐหายใจฟืดฟาดดังเป็นระยะๆ ตามปกติ แล้วเสียงหนึ่งก็พลันดังขึ้นให้ขนลุกซู่

...เสียงเพลง...

เสียงนั้นทั้งหวาน ทั้งเย็นและโศกเศร้าจับใจ ดังแว่วมาจากที่ใดข้าไม่อาจทราบได้ นั่นเป็นภาษาที่ข้าไม่รู้จัก หรือมิเช่นนั้นก็ไม่ใช่ถ้อยคำที่เป็นภาษา อาศัยเพียงความสูงต่ำของการทอดเสียงเป็นท่วงทำนองอ้างว้าง โหยไห้และเลื่อนลอย...เหมือนกระแสลมที่พัดหวีดหวิว

แต่นั่นเป็นเสียงของมนุษย์แน่

...เสียงของผู้หญิง...

ข้าลุกขึ้นนั่ง เหลียวมองไปโดยรอบ เอ็นลิลกำลังหลับสนิท...แต่น่าแปลกที่ไม่มีเสียงกรนให้ได้ยินอีก ไม่มีแม้เสียงร้องหรือหายใจของอูฐ ในหูของข้ามีเพียงเสียงเพลงประหลาดดังอยู่เท่านั้น ได้แต่สงสัยว่าหญิงที่ใดกันจะลุกขึ้นมาร้องเพลงในยามวิกาลอย่างนี้

ข้าคว้าผ้าคลุมมาห่มกันอากาศหนาว นำไต้ไปจุดกับกองไฟกลางห้อง แล้วก้าวออกไปข้างนอก

ทุกสิ่งยังเรียบร้อยตามที่ควรเป็น อูฐทั้งสองยืนอยู่อย่างสงบ ในอาคารร้างหลังอื่นๆ และกระโจมของพวกโนมาเดสมีแสงไฟลุกโชติช่วง

...ผิดกับโอเอซิสที่เงียบเชียบและมืดสนิท...

ไม่รู้สิ่งใดดลใจให้ข้าเดินไปทางโอเอซิส แต่เมื่อรู้ตัวอีกที เท้าทั้งสองก็พาข้ามาหยุดอยู่ริมฝั่งที่เคยลงไปดื่มน้ำเมื่อค่ำเสียแล้ว กลิ่นดอกอินทผลัมยามดึกสงัดยิ่งโชยแรงกว่าเดิม แสงจันทร์สลัวส่องให้เห็นร่างสีขาวที่ข้าเคยพบ

ขณะนี้ร่างนั้นยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของโอเอซิส ที่เดิม...กับที่ข้าเคยเห็น แม้นมิได้หันมาเผชิญหน้ากับข้าเหมือนเมื่อหัวค่ำ

นางผู้นี้เองที่เป็นเจ้าของเสียงเพลงแสนประหลาด ใจของข้าได้คำตอบในทันที แต่แล้วข้าก็นึกสงสัยขึ้นมาอีกว่าหญิงธรรมดาที่ใด...มิหนำซ้ำยังเป็นหญิงของพวกโนมาเดส...จะออกมาร้องเพลงในยามวิกาลเพียงคนเดียว และด้วยเหตุใด

‘นาง’ เป็นใครกัน

พลันข้าตั้งคำถามในใจ เสียงเพลงหยุดลงทันควัน ร่างในชุดขาวหันขวับมาทางข้า ตาต่อตาประสานกันเพียงชั่วแวบ...ก่อนที่นางจะกลับหลังหันวิ่งไปอีกทางหนึ่ง

"เดี๋ยว!" ข้าตะโกนพร้อมกับวิ่งตามไปอย่างลืมตัว ทว่าร่างของหญิงสาวหายลับไปหลังหมู่ไม้เสียแล้ว

ทิ้งให้ข้ายืนค้างอยู่ในน้ำลึกถึงระดับเอว เย็นเยียบจนสั่นสะท้าน เพิ่งรู้สึกตัวว่าตนวิ่งตรงลงมาในโอเอซิส...ได้แต่สบถด่าความเผอเรอของตนเอง ระคนแปลกใจว่าตนไม่น่าจะขาดสติได้ถึงเพียงนี้เลย

ข้าเดินขึ้นฝั่ง ก้มลงหยิบไต้ที่ดับแล้ว...และไม่รู้สึกตัวว่าโยนมันทิ้งไปเมื่อไร หลังส่ายหน้าเรียกสติอยู่ครู่ใหญ่ ข้าก็เดินกลับไปยังที่พัก หมายจะผลัดเสื้อผ้าที่เปียกแล้วเข้านอนต่อ

“อะไรกัน เมื่อกลางวันแดดร้อนจนอยากเล่นน้ำอุณหภูมิปรภพเลยหรือ” เสียงทักเนิบๆ ทำเอาข้าสะดุ้งเฮือก หันไปเห็นเอ็นลิลลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ นัยน์ตาเป็นประกายจ้องตรงมาทางข้า

“ข...ข้า...” ข้าก้มหน้าอย่างละอาย จะบอกตามตรงว่าเผลอวิ่งลงโอเอซิสตามผู้หญิงไปก็ใช่ที่ “ข้า...ออกไปเดินเล่นดูโอเอซิส แล้วไม่ทันระวังตัว เลย...เผลอตกน้ำ”

อีกฝ่ายหัวเราะน้อยๆ ราวกับเห็นข้าเป็นเด็กซุกซน แต่ยังไม่วายเปรย

“ระวังหน่อย อากาศในทะเลทรายเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ฉวยเป็นไข้สูงปอดบวมขึ้นมาจะลำบาก”

“ขอรับ” ข้าตัดบทเรียบๆ รีบผลัดเสื้อผ้าแล้วล้มตัวลงนอน ทว่าไม่อาจหลับลงอีกจนรุ่งสาง...

* * * * *

ยามสาย ข้าไปแลกหนังสัตว์ที่ล่ามาได้ระหว่างทางกับเสบียงและสิ่งของจำเป็นอื่นๆ จากพวกพ่อค้าที่ผ่านมาทางโอเอซิสในช่วงเดียวกัน ก่อนจะเดินเตร็ดเตร่แถบริมโอเอซิสและแนวอาคารร้าง

ข้าตั้งใจว่าจะออกเดินทางต่อพรุ่งนี้ เพราะยินว่าลมทะเลทรายยามนี้ค่อนข้างแปรปรวน ดูเหมือนจะมีพายุทรายพัดอยู่ในทิศที่ข้าต้องการไป จึงปลอดภัยกว่าหากรอให้พายุผ่านไปเสียก่อน

ระหว่างทางข้าเห็นหมู่ผู้หญิงกับเด็กๆ โนมาเดสกลุ่มหนึ่งกำลังต้อนฝูงปศุสัตว์ บางคนมีทารกหรือเด็กเล็กสะพายอยู่ด้านหลัง ข้าแอบชำเลืองมอง ใจหนึ่งหวังจะได้เห็นหญิงเจ้าของดวงตาสีทองในชุดขาวคนนั้น...แต่ก็ไม่พบใครที่ดูละม้ายเลยแม้แต่น้อย

นางคงไม่ใช่ชาวโนมาเดสกระมัง หญิงชาวโนมาเดสล้วนแต่งกายด้วยสีทึมทึบออกดำ เช่นเดียวกับสีกระโจมขนแพะที่ใช้พัก เครื่องแต่งกายของพวกนางประกอบด้วยเสื้อคลุมยาวทับเสื้อหลวมที่มีสายรัดตรงสะเอว ปักด้ายสีตามเชิงชายและแขนเสื้อกว้างอย่างละเอียด มีผ้าคลุมศีรษะ ปักลวดลายตกแต่งด้วยลูกปัด และทุกคนคลุมหน้า เปิดเผยเพียงดวงตา

ทว่านางผู้นั้นแต่งกายด้วยผ้าสีขาวบริสุทธิ์ไร้ลวดลาย เนื้อบางพลิ้วไร้เครื่องประดับตกแต่งใดๆ

ข้ายังไม่วายแปลกใจ...เหตุใดตนจึงได้คิดถึงแต่เรื่องของหญิงนางนั้น ทั้งๆ ที่ข้าเคยเดินทางท่องเที่ยวไปทั่ว เห็นหญิงที่ว่างามของหลายชนชาติมาก็นักต่อนัก หญิงนี้มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรข้าไม่ทราบ เห็นเพียงดวงตาสีทองแปลกกว่าคนทั้งมวล

ลางที...อาจเพราะข้าไม่เคยพบใครที่มีดวงตาแสนอ้างว้าง...แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนสะกดได้ทุกสิ่งเหมือนนางผู้นั้นเลยกระมัง

ครู่หนึ่ง...ข้านึกแวบขึ้นมาว่าหรือนางจะเป็นหญิงที่ข้าพบในความฝัน แต่นั่นก็เป็นคำถามที่ข้ายังไม่อาจหาคำตอบได้เช่นกัน ทางเดียวที่พิสูจน์ได้คงมีเพียงหาตัวนางให้พบอีกครั้ง...และดูให้แน่ชัดว่านางมีรูปร่างหน้าตาเช่นเดียวกับหญิงในฝันซึ่งข้าเห็นเพียงด้านหลังหรือไม่

ระหว่างครุ่นคิดอยู่ ข้าคงเดินวนไปมานานพอดู...กระทั่งหญิงชาวโนมาเดสบางคนเริ่มปรายตามองอย่างระแวงพลางรุนหลังเด็กๆ ให้เดินไปเร็วขึ้น ครั้นคิดว่าควรถอยไปก่อนเพื่อจะได้หลีกเลี่ยงเรื่องกับชาวเผ่า...ก็บังเอิญพบเอ็นลิล นักเดินทางจากนิปปูร์อีกครั้ง

“ฮามอนจากดีลอส ไยมาเดินวนอยู่แถวนี้เล่า กำลังมองหาสิ่งที่หายไปหรือ” เขาทักข้าก่อน

“เอ่อ...หามิได้ขอรับ ท่านพี่" ข้าตอบเขา “เพียงแต่...”

“มองหาผู้หญิงอยู่ก็ยอมรับมาเถิด” ใบหน้าของข้าร้อนวาบขึ้นมา เขาดักคอได้แบบถูกเผง...แต่แฝงนัยความหมายน่ากลัวกว่านั้น “เห็นเจ้าชำเลืองมองเหล่าหญิงชาวบัดวีสองสามรอบแล้ว ระวังบรรดาสามีแม่คุณจะมารุมบั่นคอเจ้าเสีย”

“บัดวี...ท่านหมายถึงพวกโนมาเดสหรือ”

“นั่นเป็นชื่อที่พวกเขาเรียกตนเอง”

“ไยท่านจึงรู้ไปทั่วว่าชนกลุ่มไหนเรียกตนเองว่าอะไร กระทั่งชาวสุเมเรียนที่สาบสูญไปราวสองพันปีแล้ว” ข้าตั้งคำถาม

“ข้าเพียงแต่เคยเดินทางไปมากว้างไกลกว่าเจ้า” เอ็นลิลพูดต่อก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่เจ้ากำลังตามหาใครอยู่จริงๆ ใช่ไหม"

ข้าชั่งใจว่าควรเล่าให้เขาฟังดีหรือไม่ ด้วยเกรงว่าเขาจะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้

ลางที...อาจกลัวเป็นที่สุดว่าเขาจะเห็นข้าเป็นคนฟั่นเฟือน ยึดติดกับความฝันลมๆ แล้งๆ ซ้ำหูตาฝาดเฝื่อนในยามวิกาลอีกกระมัง

กระนั้น ข้าคิดว่าสายตาของเพื่อนนักเดินทางจากนิปปูร์คนนี้แฝงความสุขุมเยือกเย็นอย่างผู้รู้ นั่นเองทำให้ข้ารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่เหมาะสมจะปรึกษาเรื่องนี้ด้วยมากที่สุด

“ตอนมาดื่มน้ำที่โอเอซิสครั้งแรกเมื่อเย็นวาน ข้าเห็นหญิงคนหนึ่ง นางมีตาสีทอง คลุมผ้าสีขาวตลอดร่าง... ไม่เหมือนผู้หญิงโนมาเดสหรือบัดวี ยังไม่ทันพูดกันนางก็ผละไปเสียก่อน ตกดึก ข้าได้ยินเสียงเพลง ครั้นตามมาก็เห็นนางยืนร้องเพลงอยู่ริมโอเอซิส แต่พอนางรู้ตัวว่าข้าแอบฟังก็วิ่งหนีไป”

“เจ้าถึงได้วิ่งตามลงน้ำจนเปียกปอน...อย่างนั้นสินะ” เอ็นลิลเปรยเป็นอย่างแรก ทำเอาข้าหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอีก จนรีบตัดบทด้วยการถาม

"ท่านพี่คิดว่านางเป็นใครขอรับ"

เขาส่งยิ้มน้อยๆ ให้ข้า ก่อนจะเอ่ยช้าๆ

"หากตอบแบบนักพิณออร์เฟอุสชาวเอลิเนสเช่นเจ้า...นางอาจเป็นพรายเซเรนที่ส่งเสียงขับขานให้บุรุษหลงใหลจนยอมพลีร่างเป็นภักษาหาร หากตอบแบบกิลกาเมช ราชันแห่งอุรุค...นางอาจเป็นอินันนา เทพกัญญาแห่งสิเนหาผู้มายั่วยวนพระองค์...

“แต่หากตอบอย่างอดีตผู้เคยถือเมืองแห่งสายลมเป็นบ้านเกิดเรือนตาย พวกเขาคงตอบว่านางคือ ยาบินต์ อัล-ฮาวา”

เอ็นลิลหันมาสบตากับข้า ดวงตาของเขาแฝงประกายประหลาดที่ทำให้ข้าหนาวเยือกขึ้นมาทันใด

“ยา...บินต์...อัล...ฮาวา” ข้าทวนคำอย่างงงๆ “คือผู้ใดหรือขอรับ”

“ธิดาแห่งวายุ แต่เจ้าเห็นจะไม่คุ้นกับภาษาของชาวบัดวี คงเรียกลำบากสักหน่อย” เขาเริ่มเผยรอยยิ้มน้อยๆ ซึ่งไม่ได้ชวนให้ข้ารู้สึกดีขึ้นเลย “ลางที ชื่อ สิมูน คงคุ้นหูเจ้ามากกว่ากระมัง”

“สิมูน...” ข้าลองเรียกตาม คำคำนั้นฟังแผ่วเบา...ล่องลอยอย่างสายลม

แวบหนึ่ง...ข้ารู้สึกเหมือนเคยเอ่ยคำคำนี้มาก่อน ทว่าไม่แน่ใจว่าเมื่อใด...ในเหตุการณ์ใด อาจเป็นช่วงใดสักช่วงของการเดินทางรอนแรมราวห้าปี หรือ...ไม่สิ...นานกว่านั้น

ครั้นแล้วข้าก็ระลึกได้...ทั้ง ‘ยาบินต์-อัลฮาวา’ และ ‘สิมูน’ อยู่ในถ้อยคำซึ่งข้าสวดสะเปะสะปะในนิมิตซ้ำๆ ของตน...

* * * * *

ข้อมูลประกอบ

บัดวี - บัดวี่(badawi - ภาษาอาหรับ) หมายถึงพวกเบดูอินหรือโนมาเดส สำหรับคำภาษาอาหรับ ขอขอบคุณคุณ PaladiousAsmy ผู้ให้เสียงอ่านครับ ที่จริงในคำว่า บัดวี่ มีวรรณยุกต์เอกที่พยางค์ท้าย แต่เพื่อให้เสียงอ่านเป็นระบบเดียวกันทั้งเรื่องจึงไม่ได้ใส่วรรณยุกต์กำกับ

ออร์เฟอุส (Orpheus) และไซเรน/เซเรน (Siren ภาษากรีกถอดเสียงได้ว่า Seiren) - คีตธรในตำนานกรีก มีตำนานว่าตอนที่เจสันเดินทางไปนำขนแกะทองคำ ระหว่างทางเดินเรือผ่านเกาะที่มีนางพรายไซเรน/เซเรนอาศัยอยู่ พวกไซเรนร้องเพลงให้ชาวเรือหลงใหลและโดดลงจากเรือมาให้พวกนางกินเป็นอาหาร แต่พวกของเจสันรอดมาได้เพราะมีออร์เฟอุสติดมาด้วย โดยออร์เฟอุสได้ร้องเพลงและเล่นพิณเป็นบทเพลงที่ไพเราะกว่า กลบเสียงของพวกไซเรนจนหมดสิ้น

อินันนา (Inanna) - เทพีแห่งความรักและสงครามในตำนานของเมโสโปเตเมีย ชาวบาบิโลเนียนเรียกนางว่าอิชทาร์ (Ishtar) ในมหากาพย์กิลกาเมช นางพยายามเกี้ยวพากิลกาเมช แต่ถูกเขาปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย จึงพิโรธจนขอให้มหาเทพอัน หรือ อานู นภาเทพผู้เป็นบิดา ส่งกระทิงสวรรค์ลงไปสังหารเขา กิลกาเมชกับเอ็นคิดูร่วมมือกันฆ่ากระทิงสวรรค์ได้ แต่ก็เป็นเหตุให้เอ็นคิดูต้องโทษจนตาย

ยาบิ้นต์-อัลฮาวา (Ya-Bint-Al-Hawa) - เป็นชื่อภาษาอาหรับ แปลว่าธิดาแห่งสายลม ขอขอบคุณเสียงอ่านจากคุณ PaladiousAsmy เช่นกันครับ :)

สิมูน (Simoon) หรือ สิมูม (Simoom) - ชื่อลมแรงในทะเลทรายที่รุนแรงและหอบทรายเป็นจำนวนมาก อาหรับเรียก ซามูม ชื่อนี้แปลว่า "ลมพิษ" เพราะหากลมสิมูนพัดอาจทำให้เกิดคนตายเฉียบพลันจากอาการคล้ายไข้แดด




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2552 13:35:38 น.
Counter : 141 Pageviews.  

บทที่ ๑ - เม็ดทราย - ตอนที่ ๑ - สู่เมืองแห่งสายลม

บทที่ ๑
เม็ดทราย
๑. สู่เมืองแห่งสายลม


แสงเพลิงส่องสลัวอยู่ห่างออกไปลิบๆ ใต้ฟ้าใกล้ค่ำ

ข้าโล่งอกเมื่อเห็นแสงเหล่านั้น เพราะพวกมันเป็นสิ่งแสดงว่าข้ารอดจากการหลงทางกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่นี้ ข้ากางแผนที่เก่าคร่ำคร่าออกส่องดูกับแสงไต้ เห็นเส้นทางสู่โอเอซิสเขียนไว้ชัด

นั่นคือที่พักของข้าในคืนนี้และคืนพรุ่ง เช่นเดียวกับกองคาราวาน พวกโนมาเดสและนักเดินทางกลางทะเลทรายทุกคน ซึ่งล้วนต้องอาศัยน้ำเป็นสิ่งประทังชีพ

ข้าลูบใบหน้าและคอของอูฐที่หมอบสงบอยู่ข้างตัวก่อนจะขึ้นนั่งบนหลังของมัน แล้วชักบังเหียนกระตุ้นให้มันลุกขึ้นเดิน มุ่งหน้าไปทางแสงไฟที่เห็นนั้น

เพียงไม่นานภาพของหมู่กระโจมและยอดอินทผลัมสูงซึ่งไหวน้อยๆ ในลมทะเลทรายค่อยปรากฏชัด เช่นเดียวกับเงาร่างของพวกโนมาเดสหลายคนที่นั่งระวังยามหรือเดินตรวจตราฝูงสัตว์ของตน หลายคนหันมองข้ากับอูฐเพียงแวบเดียว ก่อนจะหันกลับไปทำหน้าที่ของตนต่อ

ก็แค่นักเดินทางอีกคนหนึ่งที่มาหาที่พักในโอเอซิส...พวกเขาคงคิดเช่นนี้

ข้าลงจากหลังอูฐ แล้วจูงมันเดินผ่านหมู่กระโจมลึกเข้าไปด้านใน บริเวณนั้นมีซากปรักหักพังของอาคารเก่าๆ ก่อจากโคลนแห้งตั้งรายรอบ พอเดาได้จากสภาพที่เห็นว่าที่นี่คงเคยเป็นชุมชนหรือหมู่บ้านที่ถูกทิ้งร้างมาก่อน ในอาคารบางหลังซึ่งยังพอเหลือหลังคาคุ้มหัว มีนักเดินทางหลายคนนั่งล้อมรอบกองไฟ สนทนาเรื่องต่างๆ อย่างออกรส

จากประสบการณ์ของข้า นักเดินทางจากแดนไกลเหล่านี้ดูจะเป็นมิตรกับนักเดินทางด้วยกันมากกว่าคาราวานของพ่อค้ากับสินค้าล้ำค่าเตรียมไปขายในเมืองใหญ่ หรือพวกโนมาเดสที่มากับฝูงปศุสัตว์ อาจเป็นเพราะพวกเขาไม่มีของมีค่ามากพอจะทำให้ต้องหวาดระแวงเรื่องการฉกชิงผลประโยชน์ หรือการเผชิญหน้ากับโจรทะเลทรายก็ได้

ข้าเองก็เป็นหนึ่งในพวกที่ไม่มีของมีค่าติดตัวเช่นกัน แต่อย่างน้อยข้าก็ยังพกดาบและกริชเตรียมไว้เผื่อป้องกันตัวในกรณีฉุกเฉิน ไม่ว่าจากสัตว์ร้ายหรือมือของมนุษย์ด้วยกันก็ตามที

ผ่านซากของหมู่บ้านเข้ามาถึงโอเอซิส กลิ่นของน้ำและพรรณพืชที่ห่างเหินมานานโชยเข้าจมูกของข้า ปลุกฆานประสาทที่แทบด้านชาจากละอองทรายให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง ข้าตรงไปยังริมน้ำด้านที่ยังว่างอยู่ พยายามออกห่างจากฝูงแกะ แพะ และหมู่ผู้หญิงคลุมผ้าปกปิดหน้าตาซึ่งลงมาตักน้ำ

การเหลือบมองผู้หญิงของพวกโนมาเดสแม้เพียงครั้งเดียวอาจทำให้ถูกฆ่าตายได้ง่ายๆ มีผู้เฒ่าท่านหนึ่งเคยแนะข้าด้วยความหวังดีไว้เช่นนี้ และข้าก็เชื่อมาโดยตลอด

ข้าคุกเข่าลง ปลดผ้าโพกหัวและผ้าคลุมหน้าสำหรับกันทรายออก ก่อนจะวักน้ำขึ้นล้างมือและใบหน้า ข้างๆ กันนั้นเจ้าอูฐเพื่อนยากก้มลงดื่มน้ำอย่างกระหาย เตรียมบรรจุลงกระเพาะเพื่อนำไปใช้กลางทะเลทรายต่อไป ส่วนข้ากรอกน้ำใส่ถุงกระเพาะแกะจนเต็ม แล้วจึงกอบน้ำขึ้นดื่มช้าๆ ให้ความเย็นชุ่มชื่นค่อยๆ รินลงเคลือบคอที่แห้งผากมาตลอดทั้งวัน

ขณะกำลังจะกอบน้ำขึ้นเป็นครั้งที่สอง...พลันปรากฏเงาสะท้อนสีขาวซีดบนผิวน้ำที่ไหวเป็นระลอกตรงหน้า

ข้าเงยมองด้วยความสงสัย

ร่างบอบบางของสตรีนางหนึ่งยืนนิ่งอยู่ริมน้ำ ใต้ร่มอินทผลัมตัวผู้ที่ออกดอกเป็นปุยช่อสีขาวนวล ห้อยโน้มลงมาราวกับหมู่ดาวตก เคียงคู่ต้นอินทผลัมตัวเมียที่มีช่อดอกดั่งสายลูกปัดย้อยระย้า ข้างดงกระบองเพชรที่ออกดอกพราวสะพรั่ง พัสตราภรณ์ที่คลุมตลอดร่างของนางเป็นสีขาวเช่นเดียวกับดอกไม้เหล่านั้น บางพลิ้วไปตามกระแสลมอ่อนซึ่งส่งกลิ่นหอมของดอกอินทผลัมมายังจมูกของข้า ดวงตาสีทองเป็นประกายสุกใสที่มิได้ปกคลุมด้วยผ้าขาวจ้องตรงมาทางข้า เหมือนมนต์สะกดทำให้ไม่อาจละสายตาไปจากนางได้

จวบจนร่างนั้นหันกลับ ลับจากไปหลังหมู่ไม้อีกฟากหนึ่งของโอเอซิส ข้าจึงได้เป็นอิสระในที่สุด ข้าก้มลงเห็นมือตนเองยังประสานกอบน้ำ...ค้างอยู่กลางอากาศ แม้น้ำจะไหลซึมผ่านร่องนิ้วลงไปหมดแล้วก็ตาม หัวใจของข้าเต้นระรัว แม้ในจักษุยังคลับคล้ายจะเห็นภาพของหญิงสาวในชุดขาวติดตาอยู่ไม่หาย คำถามมากมายผุดขึ้นในใจ

ดวงตาของนางไม่เหมือนใคร เพราะเหตุใดข้าก็บอกไม่ถูก รู้แต่ว่าไม่เหมือน นางน่าจะอยู่ในวัยสาวสะคราญ...อย่างน้อยราวสิบหกสิบเจ็ด อย่างมากไม่เกินยี่สิบต้นๆ ทว่านัยน์ตาที่สบกันเมื่อครู่ดูมีวัย...ไม่แน่นอน แวบหนึ่งลึกซึ้งสุขุมราวผู้เฒ่าที่ผ่านโลกมากว่าครึ่งร้อยปี อีกแวบกลับไร้เดียงสาไม่มั่นคงเหมือนเด็กที่พลัดหลงจากพ่อแม่

กระนั้น สิ่งหนึ่งที่ข้าเห็นโดยตลอดในดวงตาคู่นั้น...ไม่ว่าจะสะท้อนจิตใจของคนวัยใด...คือความอ้างว้างเดียวดาย มีความขาดซึ่งไม่ได้รับการเติมเต็มในดวงตานั้น ความขาดอย่างเดียวกับที่ข้ารู้จักผูกติดนางไว้...เหมือนเงาสะท้อนของตัวข้าเอง

นางเป็นใครกัน เจ้าของดวงตาสีทองซึ่งสะกดข้าไว้ด้วยมนต์ประหลาดนั้นเป็นใคร

ข้าเงยหน้าขึ้นกวาดมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นแม้เงาร่างของนางผู้นั้น มีเพียงกลุ่มผู้หญิงโนมาเดสที่ทูนหม้อน้ำไว้บนหัวกำลังเดินจากไปอีกฟากหนึ่งเท่านั้น

หรือนางจะเป็นเผ่าโนมาเดส...ก็อาจเป็นได้ การแต่งกายของนางคล้ายกับพวกหญิงเผ่าร่อนเร่ในทะเลทรายซึ่งต้องคลุมผ้ามิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้า เปิดเผยได้เพียงดวงตา

คิดแล้วให้รู้สึกสิ้นหวัง หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าคงไม่มีโอกาสพบนางอีกครั้ง ปกติพวกโนมาเดสเป็นมิตร และต้อนรับเลี้ยงดูปูเสื่ออาคันตุกะใดก็ตามที่มาเยือนเผ่าเป็นอย่างดี ทว่าพวกเขามีความเชื่อและธรรมเนียมเป็นของตนเอง แปลกแยกจากพวกพ่อค้าหรือพวกเรานักเดินทาง โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ชายหญิง ซึ่งมีกฎเกณฑ์ว่าหญิงทั้งหลายไม่อาจพูดคุยกับชายที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องหรือสามี บางเผ่าเข้มงวดกระทั่งหญิงไม่อาจออกไปไหนตามลำพังโดยไม่มีญาติชายคอยคุ้มกันเป็นอันขาด

พวกโนมาเดสเคร่งครัดต่อธรรมเนียมเหล่านั้นจนแทบไม่ย่อหย่อนต่อผู้กระทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คนนอกส่วนมากจึงคิดว่าไม่เข้าใกล้ข้องแวะกับพวกเขาจะดีกว่า เพื่อมิให้ถูกเข้าใจผิดว่ามีเจตนาทำเรื่องชู้สาว

ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงพยายามสลัดความคิดเกี่ยวกับความอ้างว้างในดวงตาคู่นั้นและเจ้าของดวงตาไปให้หมด ก่อนจะลุกขึ้นยืน จูงอูฐไปจากโอเอซิสและเสาะหาที่พักในยามค่ำคืนเท่าที่เหลืออยู่

* * * * *

“ยินดีต้อนรับสู่เมืองแห่งสายลม” เสียงทักด้วยภาษาของบ้านเกิดทำข้าชะงักกึก พอมองหาต้นเสียงก็ปะกับช่องประตูท่ามกลางซากผนังโคลนแห้งของอาคารหลังหนึ่ง

“สายัณห์สวัสดิ์” เสียงเดิมดังมาอีกครั้งจากในอาคารร้าง เมื่อข้ารีรออยู่ว่าควรเข้าไปดีหรือไม่ “ที่ว่างมีเกินพอ เชิญสหายเข้ามาเถิด”

ข้ายิ้มรับก่อนจะผูกอูฐของตนข้างๆ อูฐตัวหนึ่งที่เสาริมประตู แล้วเข้าไปข้างใน เห็นชายเพียงคนเดียวนั่งอยู่ข้างกองไฟสว่าง มีไม้เสียบเนื้ออะไรบางอย่างปักย่างอยู่ราวสี่ห้าไม้

ชายผู้นั้นดูอายุมากกว่าข้า คงราวๆ ต้นสามสิบ โครงหน้าคมเข้ม เห็นรูปคางและกรามเด่นชัด ร่างกำยำ ผิวเป็นสีทองแดงบ่งบอกเชื้อสาย...และความคุ้นชินกับแสงแดดร้อนแรง นัยน์ตาสีเข้มจนดูไกลๆ เหมือนหินแก้วภูเขาไฟสีดำ เส้นผมที่พ้นจากผ้าโพกศีรษะเป็นสีดำ ยาวลงมาประมาณปลายคาง หนวดเคราไม่ได้โกนเกลี้ยง แต่ก็ตัดสั้นเป็นระเบียบเรียบร้อย เสื้อผ้าสะอาดสะอ้านแม้เป็นเพียงชุดนักเดินทางตามทะเลทรายที่ดูไม่มีราคาค่างวด ผิดกับข้าที่ไม่ได้โกนหนวดเคราหั่นผมมาแรมเดือน ซ้ำแต่งตัวเก่าปอนกว่า

“เอ็นลิลจากนิบรู” เขาแนะนำตัวก่อน

“ฮามอนจากดีลอส” ข้าตอบ

“ดีลอส...เป็นชื่อที่ใช่จะได้ยินบ่อยนัก แต่เป็นสถานที่ที่เทพเจ้าเคยถือกำเนิดเช่นนั้นสินะ”

ข้าหัวเราะน้อยๆ ไม่นึกว่าเพื่อนร่วมที่พักมีความรู้กว้างขวางพอตัวสำหรับชาวทะเลทราย

“ถูกแล้ว ดีลอสเป็นเกาะที่ประสูติแห่งเทพอพอลโล และเทพกัญญาอาร์เทมิส”

“แล้วธุระใดกันที่นำชนชาติเอลิเนสอย่างฮามอน ข้ามน้ำข้ามทะเลมายังดินแดนทะเลทรายห่างไกลเช่นนี้”

ข้ายักไหล่

“ข้าเพียงแต่เดินทางพเนจรไปเรื่อยๆ ไร้หลักแหล่งเท่านั้น ท่านเล่า”

เอ็นลิลหยิบเนื้อย่างไม้หนึ่งมาแตะๆ ดู

“ข้าก็เดินทางไปๆ มาๆ...ตามแต่สายลมจะพาไป”

“เช่นนั้นเราก็คล้ายกัน” ข้ารับพลางรื้อค้นสัมภาระ หาเนื้อและผลอินทผลัมแห้งที่เก็บไว้เป็นเสบียง “ข้าจะอายุยี่สิบสองปีนี้ ไม่ทราบท่านอายุเท่าไร”

“อย่างน้อยก็มากกว่าเจ้าหลายปีอยู่” อีกฝ่ายตอบเรียบๆ ด้วยสีหน้ากึ่งยิ้ม

“เช่นนั้น...ตามธรรมเนียมข้าควรเรียกท่านว่า ‘ท่านพี่’”

เอ็นลิลกลั้วหัวเราะในคอ

“ตามใจเจ้า มีน้องชายเป็นชาวเอลิเนสจากเกาะซึ่งเทพถือกำเนิดสักคนก็ดี”

ข้าพลอยหัวเราะรับไปด้วย ก่อนจะตั้งคำถามบ้าง

“เห็นท่านพี่บอกว่ามาจากนิบรู...ขอถามได้ไหมว่าเมืองนั้นอยู่ที่ใด ข้าไม่เคยได้ยินเลย”

“นิบรู...บางทีเจ้าอาจรู้จักในนาม นิปปูร์”

“นิปปูร์...หรือ”

“เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำไทกริสกับยูเฟรติส ที่ตั้งของมหาวิหารแห่งเทพเจ้าโบราณองค์หนึ่ง น่าเสียดายที่ไม่มีใครบูชาเทพพระองค์นั้นอีกแล้ว”

“เทพเจ้า...ท่านหมายถึงเทพของบาบิโลเนียหรือ” ข้าคำนวณจากที่ตั้งของเมืองตามที่เขาบอก

“เก่ายิ่งกว่านั้นอีก”

“เทพของสุเมเรีย” ข้านึกถึงชนผู้เคยได้ยินว่าอาศัยอยู่ในดินแดนที่ต่อมาเป็นของอาณาจักรบาบิโลเนีย

“นั่นเป็นชื่อที่ชนชาติอื่นเรียกพวกเขา พวกเขาเรียกตนเองว่าอุง ซัง กิ-กา...ชนผู้มีศีรษะสีดำ” เอ็นลิลอธิบาย “เช่นเดียวกับที่พวกเขาเรียกนิปปูร์ว่านิบรู”

ข้าปรายตามองปอยผมที่ย้อยจากผ้าโพกของอีกฝ่าย แล้วอดคิดไม่ได้ว่าช่างเป็นนามที่สมกับผู้ที่มาจากเมืองเก่าของชนเผ่านี้ และอาจสืบเชื้อสายจากชนเผ่านี้เสียจริง เอ็นลิลมีผมตรงสีดำสนิท ดั่งขนนกกาน้ำที่ข้าเคยเห็นชาวประมงในมาเคโดเนียใช้จับปลาเมื่อเริ่มออกเดินทางใหม่ๆ

ยามติดต่อกับผู้คนขณะสวมผ้าคลุมเช่นชาวทะเลทรายทั่วไป พวกเขามักเข้าใจว่าข้าเป็นชาวทะเลทราย เนื่องเพราะวิสัยของข้าคุ้นเคยกับธรรมเนียมของคนเหล่านั้นจากประสบการณ์รอนแรมเกือบห้าปี ทว่าเมื่อข้าปลดผ้าโพกผมและถอดผ้าคลุมออก พวกเขาก็มักจ้องมองอย่างประหลาดใจที่ผิวเกรียมแดดของข้าเป็นสีออกแดง และเส้นผมหยักศกเป็นสีน้ำตาลอ่อนผิดแปลกไป

ชาวเอลิเนสผู้ถือว่าตนเจริญกว่าชาติอื่น...ไยจึงออกมาร่อนเร่พเนจรท่ามกลางชนป่าเถื่อนเช่นพวกเรา นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาสงสัย และมักถามข้าอ้อมๆ โดยตัดคำว่า ‘เจริญกว่าชาติอื่น’ และ ‘ท่ามกลางชนป่าเถื่อนเช่นพวกเรา’ ออกไป กระนั้นคำถามทำนองนี้ก็มักนำความลำบากใจมาสู่ข้าไม่น้อย

กระนั้น ข้ากลับไม่อาจห้ามตนเองให้เอ่ยปาก...ในเมื่อชายตรงหน้าไม่มีท่าทีฉงนสงสัยแม้แต่น้อย

“ท่านพี่เอ็นลิล”

“หือ”

“ท่านไม่ถามหรือ...ว่าเหตุใดชาวเอลิเนสอย่างข้าจึงเดินทางมายังถิ่นทะเลทราย”

“ทุกคนล้วนมีเหตุผลของการกระทำของตน และมีเหตุผลที่จะบอกหรือไม่บอกใครทั้งนั้น”

ข้าหัวเราะรับเฝื่อนๆ

“จริงของท่าน”

ทว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้าต้องการบอกหรือไม่ แต่อยู่ที่...บางครั้งข้ายังหาคำตอบให้ตนเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ข้ามีบ้านและครอบครัวรออยู่เบื้องหลัง...แม้นญาติที่ข้าเคารพรักที่สุดจะไม่ได้อยู่ในโลกนี้อีกแล้ว ข้ามีสิ่งที่ควรเป็นในชีวิต...แม้นนั่นจะไม่ใช่สิ่งที่ข้ากำหนดเอง ที่ดีลอสข้ามีความสุขสบายกาย...แต่ก็มิได้หมายความว่าไม่สุขสบายใจ ในเมื่อคำนึงด้วยเหตุผลว่าตนมีทุกสิ่งที่กล่าวมานี้ ข้าจึงไม่เข้าใจหัวใจที่อยากออกเดินทางร่อนเร่ หมายจะเห็นสิ่งแปลกใหม่ให้มากที่สุด...แต่ขณะเดียวกันก็หมายจะพบเพียงสิ่งเดียวซึ่งเคยเห็นเพียงในความฝันเลือนราง

เอาเถิด ข้าพยายามห้ามตนเอง นี่ไม่ใช่เวลาที่ควรตั้งคำถามที่ไม่อาจพบคำตอบเหมือนทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อได้พบเพื่อนร่วมที่พักอันแปลกจากธรรมดาเช่นนี้

การวางตนและคำตอบของเอ็นลิลชวนให้ข้าคิดว่าเขาน่าจะได้ร่ำเรียนสูงกว่านักเดินทางทั่วไปที่ข้าเคยพบ หากแต่งกายภูมิฐานกว่านี้และถือม้วนตำราในมือ ข้าคงบอกตนเองอย่างไม่ลังเลว่าคนตรงหน้าเป็นบัณฑิตแน่แท้

“เชิญท่านพี่ตามสบาย” ข้าคลี่ถุงใส่เนื้อแห้งกับผลไม้ส่งให้เขาตามธรรมเนียม ‘เพื่อนร่วมที่พักยามยาก’

“ขอบใจ” เขาตอบสั้นๆ แล้วหยิบอาหารของข้ามาอย่างละนิดอย่างละหน่อย

ข้าเริ่มรับประทานมื้อเย็นเช่นกัน ก่อนจะเอ่ยเมื่อผ่านไปอีกสักพัก

“ท่านทราบมหากาพย์กิลกาเมชหรือไม่”

เขาหัวเราะน้อยๆ

“ข้ามาจากเมืองที่เคยเป็นของชาวซัก-กิ-กา เหตุใดจะไม่รู้จัก”

“ขออภัย” ข้ายิ้มรับแห้งๆ “หากไม่รบกวนเกินไป ท่านจะกรุณาเล่าให้ข้าฟังได้ไหม”

“ท่าทางเจ้าน่าจะรู้จักมหากาพย์นี้อยู่แล้ว”

“ก็พอทราบบ้าง” ข้าออกตัว “แต่ข้าอยากฟังฉบับของผู้ที่มาจากเมืองของชาวสุ...เอ้อ...ชาวซัก-กิ-กาบ้าง”

“อ้อ” เอ็นลิลรับเบาๆ “ย่อมได้”

“ขอบคุณมากขอรับ” ข้าค้อมศีรษะ

“มิเป็นไร ในที่พักแรมยามค่ำ เรานักเดินทางย่อมหาเรื่องมาเล่าฆ่าเวลาให้สนุกสนานกันอยู่แล้วมิใช่หรือ”

ข้ากระวีกระวาดคว้าม้วนกระดาษปาปิรัส พู่กันกับขวดหมึกมาเตรียมไว้ เพื่อนร่วมที่พักของข้าปรายตามองพร้อมกับยิ้มน้อยๆ แต่ก็มิได้เอ่ยว่ากระไร

ข้าเองก็ไม่เร่งเร้า หมายรอให้เขารับประทานเสร็จ ทว่าเมื่อจรดพู่กันเขียนวันเดือนปี และกำลังจะเขียนสถานที่ที่ข้าพักอยู่ในคืนนี้ ความคิดแวบก็ทำให้อดถามไม่ได้

“ตอนนั้น...ท่านเรียกที่นี่ว่า ‘เมืองแห่งสายลม’ หรือ”

“ใช่”

“นี่คือชื่อจริงของเมืองนี้หรือ คือข้าทราบเพียงว่าที่นี่เป็นซากเมืองร้างติดโอเอซิส พวกชาวโนมาเดสกับพ่อค้าจึงใช้พักแรมเท่านั้นเอง”

อย่างน้อย พ่อเฒ่าผู้ชี้ทางให้ในแผนที่ของข้าแลกกับขนจิ้งจอกทะเลทรายก็บอกว่าจุดพักแรมนี้เป็นเพียง ‘ซากเมืองเก่า’ มิได้เอ่ยถึงชื่อเมืองเลยแม้แต่น้อย

“ก็ไม่เชิง ชื่อจริงๆ ของเมืองนี้ ตอนนี้คงมีแต่เทพเจ้าที่จำได้ คนเราลืมเลือนไปเสียนานแล้ว” เอ็นลิลตอบ “แต่ข้าพอใจจะเรียกที่นี่ว่า ‘เมืองแห่งสายลม’ เพราะคิดว่าเป็นชื่อที่เหมาะสมแล้วเท่านั้น”

“เพราะเหตุใด”

“ข้าคือสายลม” เขายกมือขึ้น ชี้ที่อกของตน แล้วจึงชี้มาทางข้า “เจ้าก็คือสายลม ข้างนอกนั้นล้วนมีเพียงสายลม พัดไปไร้หลักแหล่ง ไม่รู้จะมีวันย้อนคืนเส้นทางเดิมหรือไม่”

“อ้อ...” ข้าเข้าใจคำเปรียบเปรยของเขา “เช่นนี้เอง”

จากนั้นเขาจึงได้เล่ามหากาพย์แห่งชาวซัง กิ-กาให้ข้าฟังและจดบันทึก พลางแบ่งปันของขบเคี้ยวประดามีในหมู่เราสองคน

ข้าฟังไปจดไป เช่นเดียวกับหลายๆ คืนที่ได้ฟังเรื่องเล่าของนักเดินทางชนชาติอื่น ทั้งเรื่องจากอียิปต์ เปอร์เซีย ฟรายเกีย ไลเดีย ไปจนถึงดินแดนแห่งพุนท์อันผู้คนมีผิวคล้ำราวรัตติกาล เพื่อในวันหลังจะได้อ่านย้อนและหวนรำลึกอีกครั้ง

ข้ารู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่เดียว ทว่าดวงดาวเคลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งไปมากเหนือหลังคาบ้านที่หายไป บ่งบอกว่ากว่าเอ็นลิลจะขอพักกลางคัน...ก่อนกิลกาเมชเดินทางสู่ดิลมุนแดนแห่งเทพเจ้าเพื่อค้นหาความลับแห่งชีวิตอมตะ...ราตรีนั้นก็ผันไปเกือบค่อนคืน ข้าเขียนจนมือล้า ส่วนเขาเองคงเหนื่อยไม่น้อย พวกเราจึงดับไฟและรีบเข้านอนโดยเร็ว

เมื่อนั้นเอง ที่นิมิตอันคุ้นเคย...ทว่ายังแปลกประหลาดกว่าทุกครั้ง...มาเยือนข้าในเมืองแห่งสายลม

...ข้าเห็นหญิงคนหนึ่งซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน...แต่กลับคุ้นเคยคลับคล้าย...เหมือนเป็นคนรู้จักลึกซึ้งนัก...

* * * * *

เรื่องนี้เป็นโรแมนติกแฟนตาซีฉากทะเลทราย ผสมตำนานกรีกและเมโสโปเตเมียครับ เวลาในเรื่องจะประมาณ 400-300 ปีก่อนคริสตกาล แต่เกี่ยวข้องกับโลกของเทพและตำนานมากกว่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ หากชอบก็หวังว่าจะติดตาม และขอความกรุณากับคอมเมนต์ด้วยครับ m[_ _]m

สืบเนื่องจากคราวที่แล้ว คุณ Rhodes ผู้อ่านจากบอร์ดออลไฟนอลเสนอว่าน่าจะทำภาคผนวกอธิบายคำที่ใช้ในเรื่อง ดังนั้นจึงเริ่มแต่ตอนนี้ คำบางคำมีการเปลี่ยนเสียงอ่านเมื่อผมลองค้นเพิ่มเติมว่าเสียงในภาษาเดิม (ส่วนมากคือภาษากรีก) อ่านอย่างไร แต่แตกต่างจากภาษาอังกฤษไม่มากครับ

เรียงตามลำดับปรากฏคำครับ

โนมาดา แก้ไขเป็น โนมาเดส (nomades พหูพจน์ในภาษากรีก) - พวกโนแมดหรือเผ่าเร่ร่อน

นิบรู/นิปปูร์ (Nibru/Nippur) - ชื่อเมืองโบราณที่เก่าที่สุดแห่งหนึ่งของสุเมเรีย ตอนนี้กลายเป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีที่สำคัญ เมืองนี้บูชาเทพสำคัญองค์หนึ่งซึ่งผมขออุบไว้ก่อน แต่หากค้นใน wiki จะพบปริศนาสำคัญของเรื่องซ่อนอยู่ครับ :)

ดีลอส (Delos) - ชื่อเกาะในกรีซ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ตำนาน และโบราณคดีของกรีก เชื่อว่าเป็นที่ประสูติของเทพอพอลโลและเทพีอาร์เทมิส เป็นเกาะที่ไม่มีความสามารถในการผลิตอาหาร แต่คงอยู่มาได้ด้วยความสำคัญทางวัฒนธรรมดังที่ว่า และเป็นศูนย์กลางการค้าด้วย ในตอนต่อๆ ไปจะมีการพูดถึงธรรมเนียมของเกาะแห่งนี้ชัดเจนขึ้นครับ

เฮลเลเนส (Hellenes) แก้ไขเป็น เอลิเนส - ชื่อที่ชาวกรีกใช้เรียกชนชาติของตน โดยเรียกดินแดนกรีกว่า เฮลลัส หรือ เอลัส (Hellas) ชื่อประเทศกรีซอย่างเป็นทางการในปัจจุบันคือ สาธารณรัฐเฮลเลนิค (The Hellenic Republic)

ซัก-กิ-กา (Sag gi-ga) แก้ไขเป็น ซัง กิ-กา (g แรก ออกเสียงเป็น ง) - ชื่อที่ชาวสุเมเรียนเรียกพวกตน แต่เรียกดินแดนสุเมเรียว่า คิเอนเกียร์ (Ki'engir) ความหมายคือชนผู้มีศีรษะดำ ตามที่เอ็นลิลบอกในตอนแรก

มาซิโดเนีย (Macedonia) แก้ไขเป็น มาเคโดเนีย - อาณาจักรของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ในสมัยของฮามอน พระองค์ยังไม่ประสูติ ชาวมาซีโดเนียใช้ภาษากรีก แต่ชาวเอเธนส์ยังไม่ใคร่ถือว่าเป็นพวกที่เจริญแล้วเหมือนตนเพราะยังใช้ระบบปกครองแบบโบราณ (เข้าใจว่าแบบกษัตริย์สืบทอดตามสายเลือด) ที่จริงชื่อมาซีโดเนียที่ยกขึ้นมาเป็นเพราะอ่านพบว่าชาวมาซีโดเนียมีการใช้นกกาน้ำจับปลา ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อเรื่องตอนนี้ครับ

ฟรีเจีย (Phrygia) แก้เป็นฟรายเกีย - อาณาจักรฟรีเจียอยู่กลางที่ราบสูงอานาโตเลีย ค่อนไปทางตะวันตก ปัจจุบันคือตุรกี เล่ากันว่าเป็นชนเผ่าที่เคยเข้าร่วมสงครามกรุงทรอย โดยอยู่ฝ่ายทรอย ตำนานของชาวฟรีเจียนไม่เหลือตกทอดมาในปัจจุบัน เหลืออยู่แต่ตำนานที่กรีกเล่าถึง เช่น เรื่องของกษัตริย์ไมดาส (Midas) ซึ่งช่วงหนึ่งหยิบจับทุกสิ่งเป็นทอง และถูกสาปให้มีหูลา ในสมัยของฮามอน ฟรีเจียถูกเปอร์เซียยึดครอง เสียความรุ่มรวยทางภูมิปัญญาและอิสรภาพ ชาวกรีกและโรมันในยุคต่อมามักติดภาพว่าชาวฟรีเจียไม่ฉลาดและเฉื่อยชา แต่ส่วนตัวผมคิดว่าฮามอนน่าจะเห็นอะไรจากพวกเขามากกว่านั้น

ลิเดีย (Lydia) แก้เป็นไลเดีย - อาณาจักรลิเดีย/ไลเดียอยู่ทางตะวันตกของเอเชียไมเนอร์ หรือพื้นที่บางส่วนของตุรกีในปัจจุบัน ยามรุ่งเรืองสุดเคยครอบคลุมพื้นที่ตะวันตกของที่ราบสูงอานาโตเลียทั้งหมด ตำนานและวัฒนธรรมของชาวลิเดียนสาบสูญไปในปัจจุบัน เหลือแต่เรื่องที่ชาวกรีกเล่าถึงเช่นเดียวกับฟรีเจีย ที่เด่นๆ ได้แก่เรื่องของกษัตริย์แทนทาลัสซึ่งจะเล่าถึงในตัวนิยาย มีบันทึกว่าชาวลิเดียเป็นชนชาติแรกของตะวันตกที่ประดิษฐ์เหรียญกษาปณ์ใช้และตั้งร้านค้าถาวร

พันท์ (Punt) แก้เป็นพุนท์ - ดินแดนที่ชาวอียิปต์โบราณเล่าขานถึงในฐานะคู่ค้าที่ผลิตและส่งออกทอง ยางไม้หอม ไม้มะเกลือ งาช้าง ทาสและสัตว์ป่า ยังไม่พบที่ตั้งแน่ชัด แต่เชื่อกันว่าอยู่ในอัฟริกาตะวันออกที่ไม่ใช่ทะเลทรายอาระเบีย เพราะสัตว์ป่าที่พูดถึงในพันท์มีทั้งยีราฟ ลิงบาบูน ฮิปโป และเสือดาว

กิลกาเมช (Gilgamesh) - ชื่อวีรบุรุษในมหากาพย์แห่งกิลกาเมช เรื่องย่อมีว่ากษัตริย์แห่งอุรุค (Uruk) นามกิลกาเมชได้ต่อสู้กับคนเถื่อน เอ็นคิดู (Enkidu) และเป็นเพื่อนพี่น้องร่วมสาบานกัน ต่อมา เอ็นคิดูตาย กิลกาเมชจึงต้องการค้นหาชีวิตอมตะและเดินทางไปยังดินแดนเทพ แต่ไม่สำเร็จ

ดิลมุน (Dilmun) - ชื่อดินแดนเทพของสุเมเรีย




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2552 13:32:19 น.
Counter : 145 Pageviews.  

บทนำ - บันทึกในผืนทราย

u>บทนำ
บันทึกในผืนทราย

บนฟ้าสีคราม รัศมีแห่งดวงอาทิตย์เที่ยงวันเจิดจ้า สาดลงอาบธุลีทรายอันมีจำนวนเหลือคณานับ ประกอบขึ้นเป็นเนินสูงต่ำ สลับกับโขดหินและเงื้อมผา ในทะเลทรายกว้างใหญ่ไพศาล

เว้นเสียงสายลมพัดหวีดหวิวดั่งบทเพลงที่มนุษย์ไม่อาจเข้าใจความหมาย เสียงแห่งชีวิตเพียงหนึ่งเดียวภายในบริเวณนี้มีเพียงเสียงฝีเท้าบนผืนทราย…หนักแน่น...เชื่องช้า

ร่างในชุดคลุมสีเข้มหยุดก้าวย่าง ดวงตาสีทองดั่งแก้วสุกสกาวใต้เงาผ้าจ้องมองผืนทรายว่างเปล่า ราวกับรู้ว่ามีบางสิ่งซ่อนเร้นอยู่ภายใต้...

ร่างนั้นคุกเข่าลง มือกร้านแดดคุ้ยทรายร้อน กระทั่งเผยให้เห็นแผ่นกระดาษสีเหลืองคล้ำ ปลายยอดที่โผล่พ้นสุสานใต้กองทรายปลิวสะบัดตามแรงลม ราวกับมือที่กวักเรียก...ให้ทอดทัศนาข้อความซึ่งจารึกไว้ด้วยตัวอักษรกึ่งหวัดกึ่งบรรจงเป็นแนวแถวบนตัวของมัน แม้นว่ากระดาษแผ่นนั้นจะเก่าคร่ำคร่ากรอบแห้ง...จนอาจป่นลงได้แม้เพียงด้วยสัมผัสอันแผ่วเบาที่สุด และแม้นว่าหมึกที่ใช้บันทึกจะจางจนเหลือเพียงรอยขีดบางเบาแล้วก็ตาม

คนผู้ค้นพบมิได้หยิบมันขึ้นมาอ่าน และเพียงแตะหน้ากระดาษที่เห็นนิ่งนาน

เขาไม่เคยเรียนอักษรที่เขียนไว้ ทว่ามีสิ่งอื่นที่ถ่ายทอดสารของบันทึกม้วนนั้นแก่เขาได้แจ่มชัด ละเอียดถี่ถ้วนกว่าสิ่งที่เรียกว่าภาษานัก

...ละเอียดถี่ถ้วนดีเกินพอ...

ริมฝีปากใต้ผ้ากันทรายเหยียดยิ้ม...ทั้งแสนเศร้าและอุ่นใจ เขาล้วงมือลงไปในทรายลึกลงอีก สัมผัสโซ่โลหะที่รัดพันม้วนกระดาษเหล่านั้น จนได้สายสร้อยยาวที่ร้อยติดจี้โลหะฉลุลายคล้ายลมหมุนวน มองได้ทั้งอ่อนช้อยและดุดันขึ้นติดมือ

ครั้นแล้วชายผู้นั้นเหยียดร่างตรง หมุนตัวไปยังทิศทางหนึ่งอย่างไม่ลังเล จากนั้นจึงก้าวเดินพร้อมกับมองเพียงเส้นขอบฟ้า ไม่นานก็ลับหายท่ามกลางคลื่นร้อนราวกับสายลมสายหนึ่ง

นอกจากสายลมที่ยังคงพัดไม่หยุดหย่อนแล้ว คงไม่มีมนุษย์ผู้ใดสัญจรมาตามทางสายนี้อีก บันทึกในผืนทรายนี้ก็คงไม่มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องเล่าของมันให้ผู้ใดรับรู้ หากแต่ทอดกายนิ่งสงบอยู่กับแสงตะวันในยามทิวา...แสงจันทรากับมวลดาราในยามราตรี...หมู่เมฆ...สายลม...และเกล็ดทราย หมุนเวียนผันผ่านสลับเรื่อยไปเช่นนี้ จากวันเป็นเดือน...เป็นปี...และหลายร้อยปี...

จนกว่าตัวมันเองจะย่อยยับสลาย แปรเปลี่ยนเป็นฝุ่นทราย คงเหลือเพียงกระแสลมทะเลทรายที่ยังครวญขาน...ถึงลำนำของเรื่องราวซึ่งมนุษย์คงไม่มีวันรู้ชั่วนิรันดร์...ตราบโลกนี้ถึงกาลอวสาน

ที่นี่...คือเมืองแห่งสายลม..
ที่ซึ่งผู้คนเดินทางมา...แวะเวียน...และลาจาก ดุจสายลมที่ไม่มีวันหวนกลับ...
เจ้าเล่า...เป็นเช่นเดียวกับพวกเขามิใช่หรือ
วันหนึ่งเจ้ามาที่นี่...
ใช้เวลาร่วมกับข้าเพียงครู่...
ร่วมยิ้ม...
ร่วมหัวเราะ..
แบ่งปันความรู้สึกดีๆ ให้กัน...
เติมใจที่ว่างเปล่าของข้าจนเปี่ยมล้น...
แต่แล้วอีกวันหนึ่ง... เจ้ากลับจากไป...
ทิ้งข้าให้อยู่เดียวดาย...อ้างว้างยิ่งกว่าเดิมกับเมืองแห่งนี้...
เมืองของข้าเพียงผู้เดียว...
...เมืองแห่งสายลม...


ทว่า...หากมิให้มนุษย์ผู้ใดรู้เลย ก็น่าเสียดายต่อเจ้าของเรื่องราวเหล่านี้มิใช่หรือ

...ชายผู้เป็นสายลมคิดในใจ

* * * * *




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2552 11:42:22 น.
Counter : 120 Pageviews.  


Anithin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add Anithin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.