ดอยผ้าห่มปก 2,285 ความสูงที่ไม่มีวันลืม

วันหยุดยาว หนุ่มสาวออฟฟิศหลายคนคงนั่งมองวันลาพักร้อนกันตาปริบๆ ว่าจะออกร่อนเร่รวนแรมไปยังถิ่นฐานไหนดี ซึ่งทางทีมงานอีแมกกาซีนก็มีสถานที่ท่องเที่ยวดีๆ อย่างการหนีขึ้นดอยไปแดนไกลที่จะช่วยสร้างอีกหนึ่งประสบการณ์ให้นักเดินทางได้จดจำไม่รู้ลืม

ในการออกสู่โลกกว้างครั้งนี้ ทีมงานเลือกที่จะไปเหยียบจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของจุดหมายปลายทางอย่าง "ดอยผ้าห่มปก" ที่ถูกจัดว่ามีความสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากดอยอินทนนท์ และเพื่อให้ได้อรรถรสในการท่องเที่ยวแบบครบสูตร เราจึงขอมุ่งหน้าไปยังเชียงใหม่ด้วยรถไฟ ปู้น ปู้น โดยเริ่มสตาร์ทขบวนกันที่หัวลำโพงในยามเย็น

บรรยากาศของตู้นอนชั้น 1 ด่วนพิเศษ ยังคงเป็นเช่นเดิม บรรดานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมักจะนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย จนแทบจะพูดได้เลยว่า มีมากกว่าชาวไทยเสียซะอีก นั่นเพราะฝรั่งมังค่าเขากล่าวว่า การเดินทางด้วยรถไฟให้ทั้งความปลอดภัยและตวามสะดวกสบาย ซึ่งไฮไลท์เด็ดของการใช้บริการรถไฟไทยคงหนีไม่พ้นความคึกคักของตู้สเบียงที่แม้ว่าราคาข้าวของเครื่องดื่มจะแพงหูฉีกไปสักนิด แต่ด้วยเสียงเพลงเพลินๆ ลมเย็นๆ และความเป็นมิตรของเพื่อนร่วมเดินทางกลับทำให้นี่คือพาหนะที่หลายคนต้องยกนิ้วให้ ระยะเวลาในการเดินทางด้วยหัวรถจักรจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่เชียงใหม่นับรวมๆ แล้วก็ราว 12 ชั่วโมง โดยรุ่งอรุณของอีกวันใหม่ คุณยังจะได้เห็นถ้ำขุนตาล ซึ่งขอการันตีเลยว่าน่าตื่นเต้นไม่ใช่น้อย แม้จะไม่เห็นวิวทิวทัศน์แต่ความมืดและเสียงที่อื้ออึงมากขึ้นคือมนต์เสน่ห์ของการลอดถ้ำแห่งนี้

หลังจากนั่ง นอน ดื่ม ด่ำกันมาครึ่งวันเต็มๆ ในที่สุดก็ถึงสถานีเชียงใหม่ ซึ่งคับคั่งไปด้วยสองแถวแดงน้อยใหญ่กับบรรดาสิงห์นักขับที่ออกมาแร้งทึ้งเหล่านักท่องเที่ยวให้ขึ้นรถของตนเพื่อไปยังที่หมาย สำหรับการจะไปดอยผ้าห่มปก สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือพาตัวเองให้ไปถึงอู่รถช้างเผือก ซึ่งจะมีทั้งรถสองแถวและรถบัสสีส้มขับผ่านไปถึงอำเภอฝางด้วยเวลาราวๆ 2 ชั่วโงครึ่ง จากนั้นจึงโบกรถไปตามประสาให้ถึงอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก แต่เนื่องด้วยอานิสงค์จากการเป็นครูอาสาในครั้งก่อน งานนี้ทีมงานอีแมกกาซีนจึงโดดลงจากสองแถวแดงราคาหัวละ 70 บาท จากท่ารถช้างเผือกลงมาแหมะอยู่ที่ว่าการอำเภอไชยปราการแล้วจึงขึ้นกระบะคันโก้ของครูดอยลัดเลาะเส้นทางไปจนถึงอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ซึ่งในจุดแรกนี้จะมีลานกางเต็นท์บ่อนน้ำร้อนฝาง ซึ่งถ้ามากันไม่ทันบ่าย 3 โมง ก็อาจต้องนอนค้างที่จุดนี้กันสักคืน เพราะรถโฟร์วิลล์จะไม่สามารถขึ้นบนดอยหลังจาก 3 โมงเย็นไปแล้ว ดังนั้น ในคืนแรกพวกเราจึงจองเต็นท์บริเวณลานน้ำพุร้อนเพื่อของอิงไออุ่นสยบความหนาว

ณ ลานบ่อน้ำพุร้อน จะมีทั้งแอ่งน้ำร้อนและบ่อน้ำร้อนกระจัดกระจายอยู่เป็นบริเวณกว้าง ซึ่งอาจต้องใช้ความระมัดระวังกันสักนิดในการเดินชมธรรมชาติ และในขณะที่ทีมงานกำลังหันซ้ายแลขวาเพื่อเตรียมตัวเช็คอินจองเต็นท์ เสียงดังฟู่......อันกึกก้องก็สร้างความประหลาดใจให้กับนักท่องเที่ยวจนต้องวิ่งออกจากสำนักงานที่ทำการ และนั่นคือเสียงของน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งขึ้นจากใต้พื้นพิภพ ซึ่งเจ้าหน้าที่กล่าวว่าจะเป็นเช่นนี้ทุก 30 นาที และจะยาวนานถึง 13 นาที กันเลยดีเดียว เมื่อได้ที่ซุกหัวนอนในค่ำคืนแรกด้วยเงินเพียง 250 บาท กันแล้ว ก็ถึงเวลาออกตระเวนไปชำระร่างกาย ซึ่งช่วงที่ทีมงานได้ออกไปเก็บเกี่ยวสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ตรงกับฤดูหนาว การจะนำร่างไปแช่น้ำอุ่นจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดช่วงก่อนหัวค่ำ

เมื่อเก็บข้าวเก็บของและรับประทานอาหารกันอย่างพร้อมสรรพ เครื่องนุ่งห่มและอุปกรณ์อาบน้ำก็ถูกเหน็บไว้ข้างตัวเป็นอย่างดี ทีนี้ก็ถึงเวลาที่จะสาวเท้าให้ว่องเพื่อไปยังบ่อแช่น้ำร้อน ซึ่งพวกเรากลับต้องพบความผิดหวังที่ห้องอาบน้ำอุ่นๆ นั้นปิดก่อนเวลา 1 ทุ่ม นั่นเพราะเจ้าหน้าที่แอบเก็บสัมภาระเตรียมกลับบ้านกันจนหมด ดังนั้น น้ำเย็นเจี๊ยบจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ต้องยอมจำใจอย่างไรข้อกังขา

บรรยากาศหลังอาทิตย์อัสดงของลานบ่อน้ำพุร้อน เรียกได้ว่าอบอุ่นกว่าที่คิดไว้ โดยอุณหภูมิที่ปรอทจากเมืองกรุงวัดได้คือ 7 องศา ไอน้ำร้อนลอยละล่องอยู่ทุกถิ่นที่ ท้องฟ้าในค่ำคืนนี้ก็ยังมีดวงดาวให้นอนนับอยู่เกือบค่อนคืน ซึ่งธรรมชาติเช่นนี้นี่เองที่แม้แต่ความหนาวเย็นก็ไม่สามารถจะบีบบังคับให้พวกเราข่มตานอน จนต้องชวนกันออกมาต้มไข่ท้าสายลมเย็นแล้วค่อยกล่าวราตรีสวัสดิ์เบาๆ

ไอน้ำของเช้าวันใหม่ที่ลานน้ำพุร้อนดูจะแน่นหนาและให้ความอบอุ่นได้มากกว่าเมื่อค่ำคืนก่อน ถ้าคุณได้ลองเดินดูจนทั่วจะรู้สึกเลยว่า สถานที่แห่งนี้มีหยดน้ำค้างมากเป็นพิเศษ จึงทำให้เห็นนกน้อยและผีเสื้อหลายชนิดบินวนอยู่รอบกาย หลังจากสำรวจความงามของยามเช้ากันแล้วก็ถึงคราวที่จะลองไปสัมผัสกับน้ำร้อนๆ ในบ่ออุ่น ซึ่งที่อุทยานจะมีทั้งบ่อแช่น้ำแร่ทั้งแบบรวมและแบบส่วนตัวให้คุณๆ ได้เพลิดเพลินใจในราคาเพียงหัวละ 20 บาท สำหรับบ่อรวม และ 50 บาท สำหรับผู้ต้องการความเป็นส่วนตัว

อาบน้ำ กินข้าว ชมธรรมชาติอย่างจุใจ ก็ถึงเวลารอหาสมัครพรรคพวกมาหารค่ารถโฟร์วิลล์เพื่อขึ้นไปยังลานกิ่วลม ซึ่งเป็นอีกจุดกางเต้นท์ที่อยู่สูงและเข้าใกล้ยอดดอยเข้าไปทุกที แต่ ณ เวลานี้ คงต้องหยุดภาคหนึ่งไว้เพียงเท่านี้ เนื่องจากทีมงานมีสมาชิกเพียง 3 หน่อ จะให้โหนกระบะคันโตราคา 1,800 บาท ก็ดูจะใช่เรื่อง ดังนั้น นั่งๆ นอนๆ รอเพื่อนร่วมทางแล้วค่อเดินทางต่อกับภาคสองที่รับรองว่า อดใจรอกันอีกไม่นานแน่นอน

* sanook.com *




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2556    
Last Update : 7 สิงหาคม 2556 15:37:15 น.
Counter : 498 Pageviews.  

ร้านอาหาร 2 สไตล์ที่คุณต้องลอง

Drink , Dance , Delicious รักที่จะดื่ม เลิฟที่จะแดนซ์ แล้วยังเป็นแฟนพันธุ์แท้ของอาหารเกาหลีและฝรั่งเศส...ต้องไม่พลาดร้านแฮงเอาต์เหล่านี้

K-Holic Bar บาร์ของคนคลั่งเกาหลี

แหล่งบันเทิงใหม่ใจกลางซอยทองหล่อที่เกิดจากความชื่นชอบอะไรๆ ในความเป็นเกาหลีของ เชอรี่-ชัญญา ศรีเฟื่องฟุ้ง เซเลบริตี้ที่ผันตัวมาทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออกสินค้าไทย-เกาหลี โดยเฉพาะโซจูหรือเหล้ายอดนิยมของเกาหลี จนเกิดเป็นเค-ป๊อปบาร์แห่งแรกของเมืองไทย นอกจากจะเสิร์ฟความบันเทิงสไตล์เกาหลีด้วยดนตรี บีตแดนซ์ชวนออกสเต็ปมันๆ ตามเหล่าศิลปินเค-ป๊อปแล้ว ที่นี่ยังเสิร์ฟโซจูค็อกเทลที่คนเกาหลีคิดขึ้นให้ถูกปากคนไทย

มาพร้อมอาหารเกาหลีหลากหลายเอาใจนักชิม เช่น Kimchi Fries หรือเฟรนช์ฟราย แต่งหน้าด้วยกิมจิ เบคอน และผักราดด้วยซาวร์ครีม Kimbab ข้าวห่อสาหร่ายสอดไส้บุโกกิเนื้อ ไส้ปลาทูน่าและไส้ดั้งเดิม Topokki หรือต๊อกโป๊กกิ เป็นอาหารสตรีทฟู้ดยอดนิยมของเกาหลี K-Ramen หรือราเมนเกาหลี รสสไปซี่-เสิร์ฟ และอาหารกล่องเหล็กที่อัดแน่นด้วยข้าวสาหร่าย ไส้กรอก และกิมจิให้คุณได้แชร์ความอร่อยร่วมกัน

K-Holic Bar อยู่ในทองหล่อซอย 9 สุขุมวิท 53 เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 19.00-24.00 น. โทร. 08-0088-8109, 08-4664-2454

Recommend : Soju Upside Down และ Soju Cocktail Bucket เครื่องดื่มโซจูลูกผสมที่เลือกรสชาติได้ระหว่างน้ำองุ่น มะนาว สับปะรด แอปเปิ้ลหรือโซจูผสมน้ำอัดลมก็เช่น โซ-โคล (ผสมโค้ก) โซ-ซ่า
(ผสมสไปรต์) และโซ-แฟน (ผสมแฟนต้า)


Wine We Well จิบไวน์แกล้มอาหารฝรั่งเศส

หากกำลังมองหาร้านนั่งชิลล์ๆ ที่ผู้คนไม่พลุกพล่านให้รำคาญใจ จิบไวน์เบาๆ แกล้มอาหารอร่อยแล้วละก็ลองมาที่ร้านไวน์สไตล์ฝรั่งเศสแห่งนี้ที่คัดสรรไวน์มาให้เลือกมากมาย พร้อมด้วยอาหารฝรั่งเศสที่ถูกรังสรรค์ความอร่อยโดยเชฟมิชลิน 3 ดาว ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบนำเข้า เช่น ตับห่านเกรดพรีเมี่ยม ขนมปังบาแก็ตจากฝรั่งเศส และผักออร์แกนิก


แนะนำเมนูสวยหรูเข้าคู่รสไวน์ได้อย่างลงตัว Scallops Truffle Emulsion หอยเชลล์ย่างเนยกับซอสทรัฟเฟิล หอมยั่วน้ำลาย Smoked Salmon Salad สารพัดสีความอร่อยถูกใจสาวๆ ถ้าชอบพาสต้าก็มี Spaghetti Foie Gras Truffle Cream เส้นเหนียวนุ่มผสานรสน้ำซอสฟรัวกราส์เคี่ยวจนข้น เคียงข้างด้วยเห็ดทรัฟเฟิลอร่อยเต็มคำ หรือเลือกเผ็ดเบาๆ กับ Angle Hair Pasta ก็เด็ด แล้วยังมีอาหารรสเยี่ยม รวมถึงของหวานให้ลองลิ้มอิ่มกันเต็มที่

ร้านอยู่ที่คริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์ โซน A เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น.สำรองโต๊ะที่ 0-2102-2515
Recommend : Wine We Well Lobster Bisque ปรุงด้วยล็อบสเตอร์ตัวใหญ่ส่งตรงจากบอสตัน เสิร์ฟพร้อมครีมซุปหัวกุ้งเนื้อเนียนข้นที่ผ่านการเคี่ยวนานถึง 2 วันเต็มๆ ในราคาสุดพิเศษ 790 บาท

* sanook.com *




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2556    
Last Update : 7 สิงหาคม 2556 15:36:02 น.
Counter : 413 Pageviews.  

วิตามินไม่ต้องกินทุกวัน

วิตามินไม่ต้องกินทุกวัน

วิตามินเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อชีวิต แต่ต้องการปริมาณน้อยเป็นมิลลิกรัมหรือไมโครกรัมต่อวัน ร่างกายจะนำวิตามินแต่ละชนิดไปสร้างสารช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ในร่างกาย

ปกติแล้วสิ่งมีชีวิตสามารถสังเคราะห์วิตามินบางชนิดได้อย่างเพียงพอ ขณะที่บางชนิดก็จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร คนและสัตว์ต้องการวิตามินอย่างน้อย ๑๓ ชนิดจากอาหารเพื่อการเจริญเติบโตและการทำงานที่ปกติ

เราจำแนกวิตามินออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ คือ วิตามินที่ละลายได้ในน้ำ และวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน (มีอยู่ ๔ ชนิดเท่านั้นคือ วิตามินเอ ดี อี และ เค)

วิตามินกลุ่มที่ละลายได้ใน "น้ำ"
วิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ได้แก่ วิตามินบีต่างๆ และวิตามินซี

๑. วิตามินบี ๑ พบมากในธัญพืช ข้าวซ้อมมือ นม และเนื้อสัตว์
ถ้าขาดจะทำให้เป็นโรคเหน็บชา มือเท้าอาจจะบวม อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร วิงเวียน ไม่มีแรง และอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

๒. วิตามินบี ๒ พบมากในนม เนื้อสัตว์และพืชผักใบเขียว
ถ้าขาดจะเป็นโรคปากนกกระจอก คือมีแผลที่มุมปาก ลิ้นอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ เจริญเติบโตช้า

๓.วิตามินบี ๓ (ไนอาซิน) พบมากในนม ไข่ เนื้อสัตว์
ถ้าขาดจะทำให้ผิวหนังอักเสบ ท้องเดิน และสมองเสื่อม

๔.วิตามินบี ๕ (กรดแพนโทเทนิก) ช่วยในการสร้างเซลล์และลดความเครียด พบในอาหารเกือบทุกชนิดทั้งจากพืชและสัตว์ จึงไม่ค่อยพบการขาดวิตามินชนิดนี้

๕.วิตามินบี ๖ พบมากในเนื้อสัตว์ ถั่วลิสง จมูกข้าวสาลี ผักและผลไม้ ช่วยการทำงานของระบบประสาทและการสร้างเม็ดเลือด
ถ้าขาดจะอ่อนเพลีย โลหิตจาง ชาปลายมือปลายเท้า

๖.วิตามินบี ๑๒ ช่วยการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง พบได้ทั่วไปในผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์ทุกชนิด (เนื้อสัตว์ นม เนย) ร่างกายมีความต้องการในวันหนึ่งๆ ต่ำมากในระดับไมโครกรัม จึงมีเก็บสะสมไว้ที่ตับเป็นจำนวนมาก เพียงพอที่จะใช้ได้นาน
คนปกติมักไม่ขาดวิตามินนี้ แต่คนที่เป็นโรคบางอย่างจะทำให้ดูดซึมวิตามินนี้ไม่ได้ เมื่อขาดจะทำให้เกิดโลหิตจางที่รุนแรง อาจทำให้สมองและไขสันหลังพิการ

๗.ไบโอทิน ช่วยในการเจริญเติบโต แบคทีเรียในลำไส้ของเราสามารถสังเคราะห์วิตามินนี้ได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จึงไม่ค่อยพบการขาดวิตามินชนิดนี้

๘.กรดโฟลิก แบคทีเรียในลำไส้ก็สามารถสังเคราะห์ได้เพียงพอกับความต้องการ

๙.วิตามินซี วิตามินยอดนิยมโดยเฉพาะบรรดาวัยรุ่นเพราะมุ่งผลด้านผิวพรรณซึ่งวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยเสริมภูมิต้านทาน ช่วยในการสร้างผิวหนัง กระดูก ฟัน และหลอดเลือด
ถ้าขาดจะเป็นโรคลักปิดลักเปิดหรือเลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม ฟันหลุดง่าย ปวดข้อ ข้อบวม แผลหายช้า ร่างกายติดเชื้อง่าย

วิตามินกลุ่มที่ละลายได้ใน "ไขมัน"

๑.วิตามินเอ พบมากในนม ตับ ไข่แดง ผักใบเขียวและใบเหลืองรวมทั้งผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ช่วยในด้านการมองเห็นและการสร้างเนื้อเยื่อผิวหนัง
ถ้าขาดจะเป็นโรคตาบอดกลางคืน เยื่อบุตาและกระจกตาอักเสบ ตาแห้ง ผิวแห้งแข็ง ถ้าได้รับมากเกินไปจะเป็นพิษทำให้ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ปวดในกระดูก ผิวหนังหลุดลอกและผมร่วง

๒.วิตามินดี พบมากในตับ นม ไข่ เนื้อสัตว์ ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เพียงพอกับความต้องการใช้ถ้าผิวหนังได้รับแสงแดดที่พอเหมาะเป็นประจำ
ถ้าขาดจะเป็นโรคกระดูกอ่อน ชักและกล้ามเนื้อเกร็ง ถ้าได้รับมากเกินไปจะเป็นพิษ ทำให้วิงเวียน เบื่ออาหาร ปัสสาวะบ่อย ท้องเดิน ระดับแคลเซียมในเลือดสูงซึ่งอาจเกาะกับเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น หลอดเลือด หลอดลม ไต

๓.วิตามินอี พบมากในน้ำมันพืช เนยเทียม ถั่ว และผักใบเขียว
ถ้าขาดจะเกิดผลเสียต่อระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาท หัวใจและหลอดเลือด เกิดโลหิตจาง กล้ามเนื้อลีบ ถ้าได้รับมากเกินไปจะทำให้ปวดศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนล้า ตาพร่ามัว ท้องเดิน

๔.วิตามินเค พบมากใน ผัก ไข่แดง โยเกิร์ต ช่วยในการแข็งตัวของเลือดและบำรุงกระดูกและฟัน ปกติแล้วเชื้อแบคทีเรียในลำไส้สามารถสังเคราะห์ได้อย่างเพียงพอ

เหตุที่ต้องบรรยายยืดยาวในเชิงวิชาการเช่นนี้เพราะปัจจุบันพบว่าการตลาดของสินค้าสุขภาพและอาหารเสริมในบ้านเรามักจะโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กินวิตามินกันมากๆ เพราะมีประโยชน์ ร่างกายจะได้แข็งแรง มีการแข่งขันกันหลายยี่ห้อว่าของตัวเองมีวิตามินเกลือแร่อยู่หลายชนิด แค่อ่านฉลากข้างขวดก็มากมายจนมึนแล้ว

การให้ข้อมูลเพียงด้านเดียวคือประโยชน์แต่ไม่ได้กล่าวเน้นถึงปริมาณความต้องการที่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละบุคคล รวมทั้งโทษของการได้รับสารเหล่านี้มากเกินไปอาจทำให้เกิดโทษตามมาได้

เราจึงมักจะเห็นคนปกติทั่วไปหลายๆ คนที่ร่างกายแข็งแรงดีแต่กินวิตามินชนิดเม็ดเป็นกำมือวันละหลายๆ มื้อ เหตุเพราะมีวิตามินหลายยี่ห้อให้เลือกกิน ทั้งบำรุงร่างกาย บำรุงผิวพรรณ บำรุงสมอง บำรุงสายตา ฯลฯ เรียกได้ว่าแค่วิตามินมากมายในแต่ละมื้อก็ทำให้อิ่มแทนข้าวได้เลย

นอกจากนี้ วิตามินที่ได้มาจากการสังเคราะห์ย่อมปลอดภัยน้อยกว่าวิตามินที่ได้รับจากอาหารตามธรรมชาติ (ที่ถูกสุขอนามัย) คนทั่วไปที่กินอาหารได้ตามปกติครบทั้ง ๕ หมู่ จะได้รับวิตามินต่างๆ เพียงพออยู่แล้ว แต่ถ้าอายุมากขึ้น กินอาหารได้น้อย หรือกินอาหารไม่ครบถ้วนเพียงพอ ก็สามารถเสริมวิตามินเพิ่มได้แต่ต้องเป็นปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคลจึงจะไม่เกิดโทษ เช่น คนปกติทั่วไปที่ส่วนใหญ่ได้อาหารครบอาจกินวิตามินแบบรวมสัปดาห์ละครั้ง หรือวันเว้นวันก็ได้ โดยให้เลือกที่จำเป็นและเหมาะสม

ถ้าเปรียบร่างกายเป็นรถยนต์ อาหารที่ต้องกินทุกวันก็เหมือนกับเชื้อเพลิงที่ใช้ขับเคลื่อนรถยนต์โดยตรง ซึ่งต้องหมั่นเติมอยู่ตลอด ส่วนวิตามินเปรียบเหมือนน้ำมันเครื่องช่วยหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ให้ทำงานดีขึ้น จึงไม่สิ้นเปลืองมาก นานๆ ก็เติมที ดังนั้น ในคนปกติจึงไม่จำเป็นต้องกินวิตามินเสริมมากจนเกินไปเพราะอาจเกิดโทษได้

ข้อมูลจาก
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 391
คอลัมน์: คุยกับ หมอ 3 บาท
นักเขียนหมอชาวบ้าน: นพ.พินิจ ลิ้มสุคนธ์

* sanook.com *




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2556    
Last Update : 7 สิงหาคม 2556 15:35:08 น.
Counter : 301 Pageviews.  

นิสสันปัดฝุ่น ′นาวารา′ ชูปิกอัพ ′ซีเอ็นจี′ ใหม่

     แม้ว่าจะไม่มีรถปิกอัพรุ่นใหม่ออกมาแข่งกับหลายค่าย และคาดว่าปีนี้ก็จะยังไม่ได้เห็น แต่บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็พยายามหาลูกเล่นใหม่ๆ ออกมาดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะบรรดาพ่อค้าแม่ค้ากลุ่มเป้าหมายของ นาวารา เพราะเป็นปิกอัพที่ขึ้นชื่อเรื่องการบรรทุกได้มากกว่าชาวบ้าน

     ล่าสุด ค่ายนิสสันก็งัดทีเด็ดออกมาด้วยการเปิดตัวนิสสัน นาวารา ในรุ่นซีเอ็นจีใหม่ กระบะพันธุ์แกร่งในแบบพลังงานทางเลือก ได้รับการติดตั้งตัวระบบซีเอ็นจีภายใต้มาตรฐานการผลิตจากโรงงาน

นิสสันทำให้นิสสัน นาวารา ซีเอ็นจีใหม่ ยังคงสมรรถนะจุดเด่นการขับขี่รูปแบบเดิม แต่ประหยัดน้ำมันมากขึ้นจากการเลือกใช้พลังงานได้สองรูปแบบ และยังได้รับการรับประกันคุณภาพตามมาตรฐานของนิสสันอีกด้วย

     นิสสัน นาวารา เอ็กซ์ตรา ซีเอ็นจี มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร รหัส QR25DE กำลังสูงสุด 154 แรงม้า ที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 242 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที ล้ำหน้าด้วยระบบหัวฉีดก๊าซแบบโฟลทติ้ง ไทพ์ (Floating Type)

     หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ประสิทธิภาพสูง จ่ายก๊าซได้แม่นยำ ทนทาน พร้อมลดระดับเสียงรบกวน ควบคุมการปล่อยก๊าซได้อย่างแม่นยำด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ประสิทธิภาพสูง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการใช้งานได้ถึงสองในสามเมื่อเทียบกับระบบเบนซินทั่วไป

นอกจากนี้ถังเชื้อเพลิงของนิสสัน นาวารา รุ่นซีเอ็นจี ใหม่นี้ ให้ความจุก๊าซมากสุดจำนวน 140 ลิตร และยังได้รับการออกแบบพิเศษช่วยปกป้องจากแรงกระแทกและทุกสภาพอากาศ ให้ประโยชน์ใช้สอยและระบบความปลอดภัยดีขึ้น

     ทากายูกิ คิมูระ ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า นิสสัน นาวารา ได้รับการยอมรับจากตลาดเป็นเวลายาวนานในฐานะกระบะสมรรถนะเยี่ยม การแนะนำนาวารา ซีเอ็นจี ใหม่นี้ เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าในตลาดที่มีการแข่งขันสูงมากในตลาดประเทศไทย ผมเชื่อมั่นว่ารถกระบะรุ่นนี้จะตอบสนองความต้องการในการใช้งานของกลุ่มลูกค้าที่จะมากขึ้นของกลุ่มรถกระบะประเภทนี้ได้เป็นอย่างดี

     นิสสัน นาวารา เอ็กซ์ตรา ซีเอ็นจีมีให้เลือก 5 สีในรุ่นคิงส์ แค็บ คือ สีเงินบริลเลี่ยนท์ ซิลเวอร์, สีขาว ไวท์ เพิร์ล, สีน้ำตาล เกรย์ยิช บรอนซ์, สีดำ แบล๊ก สตาร์, และสีเทาทไวไลต์ เกรย์ ส่วนในรุ่นซิงเกิล แค็บ มีให้เลือกด้วยกัน 3 สี คือ สีเงินบริลเลี่ยนท์ซิลเวอร์, สีขาว ไวท์ โซลิด และน้ำตาล เกรย์ยิช บรอนซ์ ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 535,500-641,000 บาท

งานนี้ แม้ไม่มีรุ่นใหม่ แต่ยังไง นิสสัน ก็ไม่ยอมอยู่เฉยให้คู่แข่งแย่งลูกค้าไปง่ายๆ ถ้าอยากได้ ก็ต้องเหนื่อยกันหน่อย ทำนองนั้น

* sanook.com *




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2556    
Last Update : 7 สิงหาคม 2556 15:33:07 น.
Counter : 334 Pageviews.  

Google Maps เจ๋งขึ้นแท่นอันดับ 1 แอพที่มีผู้ใช้มากที่สุดบนมือถือ

ว็บไซต์ Mashable ได้เปิดเผยผลสำรวจของ Global Web Index ในการจัดอันดับแอพที่ถูกใช้มากที่บนโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟน(ผลการสำรวจครั้งนี้เป็นการสำรวจจากทุกแพลตฟอร์ม) โดยผลสำรวจจากทั่วโลกในไตรมาสที่ 2 ของปี 2013 นี้เป็นที่น่าตกใจเนื่องจาก Google Maps ซึ่งเป็นแอพ location-based จากค่าย Google ได้นำแชมป์เก่า Facebaook แบบทิ้งห่างไปแล้วกว่า 10 เปอร์เซ็นต์

โดยผลสำรวจในครั้งนี้พบว่า 10 แอพยอดฮิตของชาว smart phone ในไตรมาสนี้ได้แก่

1. Google Maps 54%

2. Facebook 44%

3. YouTube 35%

4. Google+ 30%

5. WeChat 27%

6. Twitter 22%

7. Skype 22%

8. Facebook Messenger 22%

9. Whatsapp 17%

10. Instagram 11%

จากการสำรวจครั้งนี้เป็นที่น่าจับตามองว่าสงครามไซเบอร์ระหว่าง 2 ค่ายยักษ์ที่ถือครองส่วนแบ่งก้อนใหญ่ในตลาดอย่าง Google (Google Maps, Youtube, Google+) และ Facebook (Facebook, Facebook Messenger, และ Instagram) จะเป็นอย่างไรต่อไป


ส่วนถ้าเป็นความอึด..เราคงต้องขอปรบมือให้กับ "Whatsapp" ซึ่งเป็นเพียงแอพพลิเคชั่นเจ้าเดียวในลิส ที่ไม่แจกฟรี!! งานนี้เรียกได้ว่า "คุณแน่มากครับ!!"

* sanook.com *




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2556    
Last Update : 7 สิงหาคม 2556 15:32:09 น.
Counter : 225 Pageviews.  

1  2  

angelica0819
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add angelica0819's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.