Life is beautiful
Group Blog
 
All Blogs
 
พม่า 3 วัน 2 คืน – หงสาวดี – พระธาตุอินทร์แขวน - ย่างกุ้ง - สิเรียม (ตอนที่ 4.1)

ตอนที่ 4 พาเที่ยวเมืองสิเรียมค่ะ

เมื่อคืนหลังจากรับประทานอาหารที่ภัตตาคารเรือนกการะเวกแล้วพวกเราก็เข้าพักที่โรงแรม CHATRIUM ซึ่งก็คือ NIKKO เก่านั่นเอง



สภาพห้องพักค่ะ ดีมากๆๆๆๆ ทั้งคนทั้งกล้องเลยได้ชาร์จแบตกันเต็มที่เลย

เราได้ดูทีวีไทยกันที่นี่ด้วย



วันนี้เราจะเดินทางไปเมืองสิเรียมกันค่ะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงซึ่งใกล้นิดเดียวเองเพราะรถบัสถูกจำกัดความเร็วไว้ที่ไม่เกิน 60 กม./ชั่วโมง



เราต้องข้ามแม่น้ำอิระวดีออกไปด้วยค่ะ



แม่น้ำอิระวดีกว้างมากๆๆ เหมือนเอาแม่น้ำเจ้าพระยาของเรามาต่อกันอีก 3 แม่น้ำอ่ะ (ความกว้างนะคะ)



แป๊บเดียวเท่านั้นเราก็ได้มาเข้าเขตเมืองสิเรียมแล้วค่ะ (ประมาณ 45 นาที) จากย่างกุ้ง

สิเรียม ในภาษาพม่า แปลว่า "อยู่ติดกับน้ำ"



เจดีย์ที่เห็นนี้อยู่ที่เมืองสิเรียมค่ะ เป็นองค์จำลองของพระมหาเจดีย์ชเวดากองในกรุงย่างกุ้ง ที่ต้องจำลองมาไว้ที่เมืองสิเรียมก็เป็นเพราะชาวบ้านทั่ว ๆ ไปหากอยากจะไปสักการะองค์พระมหาเจดีย์ที่ย่างกุ้ง จะต้องเก็บเงินสำหรับการเดินทางและต้องใช้เวลาในการเดินทางเพราะส่วนมากมีฐานะยากจน และต้องรอใช้บริการรถโดยสารซึ่งอาจจะมีเพียง 1 หรือ 2 เที่ยว ต่อวัน การจำลององค์พระเจดีย์ชเวดากองมาไว้ที่เมืองสิเรียมจึงทำให้ชาวบ้านเมืองนี้สามารถมาสักการะพระเจดีย์ได้บ่อยตามที่ต้องการ



ใกล้ถึงที่หมายของเราในการมาเมืองสิเรียมในครั้งนี้แล้วค่ะ

ชาวบ้านแถบนี้มีสวนกล้วยกันเยอะค่ะ ร้านขายกล้วยอย่างนี้จึงมึอยู่มากทั้งสองฝั่งถนน



มาถึงแล้วค่ะ พระเจดีย์เยเลพญา หรือ เจดีย์กลางน้ำ ตามตำนานเล่าว่า เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยมอญเรืองอำนาจ เมื่อราวพันกว่าปีก่อน โดยพระสงฆ์รูปหนึ่งฝันว่าที่แห่งนี้มีเจดีย์สวยงาม แล้วได้ไปทูลกษัตริย์ในสมัยนั้นเพื่อขอให้สร้างเจดีย์กลางน้ำแห่งนี้ และยังได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าหากมีน้ำท่วมก็ขออย่าให้ท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ขอให้ไม่มีวันเต็มล้นพื้นที่ เพราะเจดีย์แห่งนี้สร้างบนเกาะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น (ว่ากันว่าหากมีงานพิธีจัดขึ้นที่นี่ สามารถจุคนได้ถึง 2 หมื่นคน)



ก่อนลงเรือก็มีพ่อค้าแม่ค้ามารุมขายดอกไม้ ธูป เทียน ธง-ฉัตร กับนักท่องเที่ยวค่ะ



ลงเรือข้ามไปไหว้พระกันดีกว่าค่ะ ใช้เวลาไม่เกิน 3 นาทีในการนั่งเรือข้ามมายังพระเจดีย์เยเลพญาค่ะ



ยอดพระเจดีย์ค่ะ ภาพนี้ถ่ายเมื่อตอนลอยเรือข้ามมา



ประตูทางเข้าค่ะ ไม้ฉลุปิดทอง หรือทาสีทองไม่แน่ใจ แต่สวยมากเลย



ที่ประตูทางเข้านี้จะมียักษ์ 2 ตน นั่งขนาบอยู่ซ้าย-ขวา

คนพม่าเชื่อกันว่าหากนำมือไปลูบตามตัวยักษ์เช่น ลูบหลังแล้วจึงมาลูบหลังของตัวเอง อาการปวดหลังก็จะหายไป หากปวดที่จุดอื่นก็ให้ลูบตัวยักษ์ที่จุดนั้นแล้วมาลูบร่างกายตัวเองจะทำให้ความเจ็บปวดหายไปได้ค่ะ



มุมหนึ่งในวัดมองเห็นพระพักตร์ของพระบนหน้าบันยอดเจดีย์



องค์พระประธานในวัดค่ะ วัดส่วนมากจะทำกระจกกั้นองค์พระเอาไว้



สิ่งของที่นำมาบูชาพระจะเหมือน ๆ กันแทบทุกวัดคือ มะพร้าว กล้วย ดอกไม้ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือใบชัยชนะคะ



ส่วน Hi-light ของพระเจดีย์เยเลพญาจะอยู่ที่มุขที่ยื่นไปในน้ำด้านหลังพระเจดีย์ค่ะ เป็นที่ประดิษฐานของพระอุปคุตค่ะ

ตำนาน(ย่อ)กล่าวไว้ว่าเมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชเห็นพระอุปคุตที่ได้รับนิมนต์ขึ้นมาจากใต้สมุทรเพื่อป้องกันพระยามารทำลายการฉลองเจดีย์ พอเห็นท่านผอมแห้งจึงไม่ศรัทธาไม่น่าจะปราบมารได้จึงปล่อยช้างตกมันมาทำร้ายเป็นการทดสอบ พระอุปคุตสแสดงฤทธิ์ปราบช้างได้ พระเจ้าอโศกจึงถวายภัตตาหารแต่ใกล้จะเลยเวลาฉันแล้ว และท่านได้กล่าวกับพระอาทิตย์ว่า "หยุดก่อนเถิดท่านพระอาทิตย์ เราเพิ่งปฎิบัติกิจเสร็จและยังไม่ได้ฉันอาหารเลย" ว่ากันว่าพระอาทิตย์ก็หยุดเพื่อรอพระอุปคุตฉันอาหารจนเสร็จ พระอุปคุตจึงมองพระอาทิตย์ไปด้วยฉันอาหารไปด้วย นัยว่าห้ามพระอาทิตย์ไม่ให้เคลื่อนเกินศีรษะเพื่อไม่ให้เลยเวลาฉันเพล ดังนั้นจึงนิยมสร้างเป็นรูปพระสงฆ์ล้วงบาตรเงยหน้ามองพระอาทิตย์

ชาวพม่าเชื่อกันวันพระอุปคุตจะบันดาลให้มีกินมีใช้ไม่ขาด และมีโชคลาภ



อธิษฐานขอพรท่านเรียบร้อยแล้วก็ให้ยกก้อนหินที่วางอยู่ด้านหน้าท่าน 2 ครั้ง หากท่านรับคำอธิษฐานของเรา ผู้ยกหินเองจะรู้สึกได้ว่าการยกก้อนหินทั้ง 2 ครั้งจะมีน้ำหนักไม่เท่ากัน แต่หากไม่พบความแตกต่างก็ถือว่าจะไม่ได้ตามคำขอ ภาพถ่ายมาไม่ได้เช็คให้ดีว่าย้อนแสงและมืดไป ไม่อยากเปิดแฟลชเพราะจะสะท้อนกระจกและส่วนตัวรู้สึกว่าหากเปิดแฟลชจะเป็นการไม่เคารพต่อองค์พระน่ะค่ะ



จากมุขด้านหลังที่ประดิษฐานพระอุปคุต มองย้อนกลับไปยังฝั่งที่เราข้ามเรือมา ระยะห่างระหว่างฝั่งกับพระเจดีย์ก็ประมาณเดียวกันกับเราข้ามเรือไปเกาะเกร็ดน่ะค่ะ



ใกล้ ๆ กันนั้นก็จะพบครอบครัวชาวพม่าที่มาไหว้พระและล้อมวงนั่งกินข้าวกันดูน่ารักอบอุ่นดีค่ะ ชาวพม่ามักจะติดปิ่นโตไปที่วัดและเมื่อไหว้พระเสร็จแล้วก็จะล้อมวงนั่งกินข้าวกันอย่างนี้แหล่ะค่ะ

ไกด์บอกมาว่า ปิ่นโตที่ชาวพม่านิยมกันที่สุด แบบว่าหากถือมาแล้วเป็นอันนี้จะอินเทรนด์ ไฮโซ สุด ๆ ก็คือ ปิ่นโตสเตนเลสตราหัวม้าลาย ยี่ห้ออื่นไม่ได้นะคะ ต้องเป็นหัวม้าลายเท่านั้น



ภาพผู้คนนั่งสวดมนต์ ไหว้พระ ต่อหน้าองค์พระประธานค่ะ

แม่ชีห่มสีชมพู ดูน่ารักดีนะคะ



สิงห์ที่ปกปักรักษาพระเจดีย์เยเลพญาค่ะ

สิงห์ที่นี่เองทำให้เรารู้ว่าสิงห์ที่เฝ้าอยู่หน้าวัดต่าง ๆ ในพม่าเป็นเพศผู้ค่ะ



เมื่อนั่งเรือข้ามกลับมาจากเจดีย์เยเลพญา เราก็มุ่งหน้ากลับเข้าสู่กรุงย่างกุ้งเพื่อจะไปพระเจดีย์โบตะทาวน์กันค่ะ

ระหว่างทางก็พบวัดที่กำลังสร้างอยู่ ชาวพม่านิยมสร้างองค์พระก่อน แล้วจึงสร้างโบสถ์ครอบองค์พระค่ะ



ข้ามสะพานย่างกุ้งเพื่อกลับเข้าสู่ตัวเมืองย่างกุ้งค่ะ

เมื่อครั้งมีการประท้วงของพระสงฆ์เมื่อปีก่อน รัฐบาลต้องปิดสะพานนี้เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้ประท้วงจากเมืองอื่นเข้ามาตัวเมืองย่างกุ้งได้



มาถึงแล้วค่ะ เจดีย์โบตะทาวน์ ที่ซึ่งเป็นที่แรกที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุ
จำนวน 8 เส้น ที่สองพี่น้องพ่อค้าได้รับมาจากพระพุทธเจ้า



เจดีย์โบตะทาวน์ หรือวัดเทพทันใจที่คนไทยเรารู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

โบตะทาวน์ ในภาษาพม่า หมายถึง นายทหาร 1000 นาย ตามตำนานเล่าว่าพระเจ้าโอกะลาปะ กษัตริย์มอญ ทรงบัญชาให้นานทหารระดับแม่ทัพตั้งแถวถวายสักการะแด่พระเกศาธาตุที่สองพี่น้องพ่อค้าวาณิชได้อัญเชิญมาทางเรือและมาขึ้นฝั่งที่เมืองตะเกิงหรือดากองก่อนที่จะสร้างพระมหาเจดีย์ชเวดากอง



มีรูปภาพและคำบรรยายตามตำนานวาดไว้ด้านบนผนังทางเข้าค่ะ

ภาพนี้แสดงตอนที่พระพุทธเจ้าได้ประทานพระเกศาของพระองค์ให้แก่สองพี่น้องพ่อค้าวาณิชค่ะ



ภาพนี้แสดงการตั้งแถวของนายทหาร 1000 นายที่รอต้อนรับและอัญเชิญพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าเข้าประดิษฐานที่เจดีย์โบตะทาวน์



นับตั้งแต่เมื่อสร้างพระมหาเจดีย์ชเวดากองเสร็จแล้ว ก็ได้มีการอัญเชิญพระเกศา 7 เส้นของพระพุทธเจ้าไปประดิษฐานที่เจดีย์ชะเวดากองเหลือไว้ 1 เส้นที่เจดีย์โบตะทาวน์ค่ะ

ในภาพเป็นทางเข้าเพื่อไปชมพระเกศาธาตุค่ะ



ผนังด้านในโบสถ์จะเป็นสีทองอร่ามทั้งหมดค่ะ ลักษณะการทำลวดลายบนผนังจะคล้าย ๆ การทำลายบนดีบุกนูนต่ำ ลวดลายวิจิตรสวยงามค่ะ



ด้านบนช่องกระจกที่สามารถมองเข้าไปเห็นพระเกศาธาตุได้จะมีรูปพระเกศาธาตุ พร้อมทั้งคำบรรยายเป็นภาษาพม่าและภาษาอังกฤษไว้ค่ะ



พระเกศาธาตุ 1 เส้นที่ไม่ได้นำไปประดิษฐานไว้ที่เจดีย์ชเวดากองค่ะ



การก่อสร้างพระเจดีย์โบตะทาวน์นี้ ด้านล่างจะเป็นทางเดินวนรอบ ๆ พระเกศาธาตุที่ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง แต่มีเพียงด้านเดียวที่จัดทำเป็นกระจกเพื่อให้สามารถมองเห็นพระเกศาธาตุได้

มีพระสงฆ์นั่งสวดมนต์อยู่ในมุมหนึ่งภายในพระเจดีย์ด้วยค่ะ



เดินมาอีกมุมหนึ่งก็เห็นคุณลุงท่านหนึ่งนำมะพร้าว กล้วย ดอกไม้ และ ใบชัยชนะมาถวายองค์พระเกศาธาตุค่ะ



ส่วนผนังโบสถ์อีกด้านหนึ่ง ทำเป็นตู้จัดแสดงพระพุทธรูปและเครื่องเงินประดับอัญมณีซึ่งน่าจะเป็นของโบราณไว้ให้ชม



อาทิเช่น พระพุทธรูปค่ะ



เจดีย์องค์จำลอง ฉัตรประดับด้วยอัญมณี ฯลฯ ส่วนมากทำด้วยเงินค่ะ



ออกมาก็ได้พบมุมที่เก็บภาพองค์เจดีย์โบตะทาวน์เต็ม ๆ องค์ค่ะ



จากนั้นเราเดินต่อมาที่โบสถ์อีกหลังที่สร้างยื่นไปบนน้ำเพื่อสักการะองค์เทพทันใจกันค่ะ

เทพทันใจ หรือ นัตโบโบยี ในภาษาพม่า คือเทพหรือผีตามความเชื่อของชาวพม่าว่า นัตโบโบยี เป็นเทพที่บำเพ็ญเพียรจนมีบุญบารมี จึงมีการสร้าง นัตโบโบยี เอาไว้ในศาสนสถานสำคัญ ๆ เพื่อให้ท่านเป็นผู้คุ้มครองสถานที่สำคัญ ๆ นั้นไว้



ด้านซ้ายมือจะเป็นบริการขายสิ่งของถวายแด่องค์เทพทันใจ ก็จะเป็นมะพร้าว กล้วย ดอกไม้ และใบชัยชนะเช่นเคยค่ะ



จะมีเจ้าหน้าที่แต่งชุดขาวยืนอยู่ด้านข้างเทพทันใจ เค้าจะคอยสวดมนต์ให้เราขณะที่เราถวายของแต่องค์เทพทันใจ บทสวดจะเป็นบทสวดตามวันเกิดของเรา เช่น เกิดวันจันทร์ ก็เป็นบทสวดของวันนั้น ๆ ไป

เมื่อสวดมนต์เสร็จแล้วก็ถวายของ และเตรียมแบงค์ 2 ใบ อธิษฐานต่อหน้าองค์ท่าน จ่ากนั้นม้วนแบงค์เป็นวงกลมเล็กเพื่อสอดเข้าไปที่มือของท่านที่ชี้อยู่ แล้วดึงออก 1 ใบมาเก็บไว้เป็นเงินขวัญถุง จากนั้นก็คล้องผ้าที่มือหรือที่คอของท่าน เดินอ้อมด้านหลังท่านแล้วมาลูบคฑาที่ท่านถือไว้อีกด้านหนึ่ง เป็นอันเสร็จพิธีค่ะ

สิ่งที่เราขออ่ะ ยังไม่สัมฤทธิ์ผลค่ะ แต่ว่าแอบถูกล๊อตเตอรี่เลขท้าย 2 ตัวจากแบงค์ที่ดึงออกมาจากมือองค์เทพทันใจอ่ะค่ะ



ไกด์เล่าว่า องค์เทพทันใจที่วัดโบตะทาวน์นี้มีกิริยาท่าทางต่างจากองค์เทพทันใจบนพระธาตุอินทร์แขวน นั่นก็เพราะองค์เทพทันใจที่วัดนี้ทำท่าชี้นิ้วออกไป เพื่อบอกทิศทางในการให้ไปเป็นที่สร้างมหาเจดีย์ชเวดากองนั่นเองค่ะ



เดินออกมาก็พบโบสถ์อีกหลัง ประดิษฐานพระพุทธรูปทองเหลืองค่ะ ข้อสังเกตของเราเองคือ องค์พระที่พม่า นิยมสร้างเป็นทองเหลืองเนื้อเงา ในขณะที่บ้านเรานิยมปิดทองเนื้อด้าน ซึ่งก็งดงามกันไปคนละแบบนะ



ขอตัดไปเป็น ตอนที่ 4.2 นะจ๊ะ


Create Date : 30 กรกฎาคม 2552
Last Update : 30 กรกฎาคม 2552 17:02:32 น. 2 comments
Counter : 1644 Pageviews.

 
พม่าสวยในทุกมุม


โดย: natalee IP: 124.120.154.136 วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:19:15:18 น.  

 
เป็น blog พม่า และแปลภาษาพม่าได้ดีจริงๆครับ


โดย: ต้าโก่ว วันที่: 12 กรกฎาคม 2554 เวลา:9:42:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

anapple
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add anapple's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.