มหาอมตะนิพพาน แดนสราญบรมสุข อยู่ดีไม่มีทุกข์ พบสุขสันติ์นิรันดร์กาล อยากไปก็ไม่ยาก ต้องถอนรากหักโคนราน ตัณหา-อุปาทาน กิเลสมารโลภ-โกรธ-หลง "ละชั่ว"-"ทำดี"พร้อม มนัสน้อมจิตมั่นคง "ชำระใจสะอาด"ยง- ยืนธำรงตราบวันตายฯ.....
Group Blog
 
All Blogs
 

หนังสือธรรมะของอาจารย์คุณแม่เกษร สุทธจิตฯแจกฟรี!!!

สนใจหนังสือธรรมะของอาจารย์คุณแม่เกษรครับ


หนังสือธรรมะประธานพร เล่ม1-5 ,Buddha Abhidhamma : Forty Meditations,หนังสือแสงทิพย์อริยธรรมภาษาไทย-ภาษาอังกฤษ รวมทั้งหนังสืออื่นๆที่อาจารย์คุณแม่เกษรฯเขียนไว้อีก(ถ้ามี) พอมีเหลือบ้างไหมครับ ? จะหาซื้อมีจัดจำหน่าย ณ ที่แห่งใด ติดต่อกับใครได้บ้างครับ ?

หนังสือเหล่านี้บางเล่มทราบว่าพิมพ์แจก ใครทำบุญหรือไม่ก็แล้วแต่ศรัทธา ก็ขอร่วมอนุโมทนากับอาจารย์คุฯแม่และผู้ร่วมจัดพิมพ์ด้วย และได้จัดพิมพ์ไปแล้วมากน้อยสักเท่าใดครับ? ผู้จะร่วมทำบุญเกี่ยวกับหนังสือจะติดต่อกับใคร อย่างไรครับ? ทางธนานัติ หรือโอนเงินผ่านทางธนาคาร.....



ผู้ตั้งกระทู้รักแสงทิพย์ ( ) ::วันที่ลงประกาศ 21-10-2006 10:42:27

ความเห็นที่ 1 (669187)

Thank you, very, very much for being interesting in all my Dhamma books.

If you like, please call Koon Somchai at Barn Tip, Chiengmai Tel (053) 219 - 831, asking for all the books. We will be gladly sending you the books for free.

However, if you would like to donate the money for publishing more Dhamma books, please look at the last pages of Sangtip book or //www.sangthip.com for my Kroongtep Bank account.

May your good intentions bring you the forever happiness of Nibbana in this life time with the Power of Lord Father Buddhas, Dhamma and all Ariya Sung ka.


ผู้แสดงความคิดเห็น Kaysorn Suttajit ( ) วันที่ลงประกาศ 21-10-2006 11:09:25

ความเห็นที่ 2 (669356)

คำแปลคำตอบอาจารย์คุณแม่เกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ

ขอบคุณ,มาก,อย่างมาก,ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับหนังสือธรรมะ(ของอาจารย์)ทุกๆเล่ม

ถ้าคุณสนใจสาสมารถติดต่อคุณสมชัย ที่บ้านทิพย์ปฏิบัติธรรมเชียงใหม่ (ทางโทรศัพท์) 053-219-831สอบถามเกี่ยวกับรายละเอียดของหนังสือทั้งหมด เรามีความยินดี(เต็มใจ)จัดส่งหนังสือให้คุณ ค่าจัดส่งฟรี(ไม่คิดมูลค่า)

อย่างไรก็ตามถ้าคุณมีความประสงค์ที่จะบริจาคเงินสำหรับนำไปจัดพิมพ์หนังสือธรรมะให้ได้จำนวนมากขึ้น ไปดูได้ที่หน้าสุดท้ายของหนังสือพลังแสงทิพย์นำทุกท่านเข้านิพพานได้ทันใจ หรือที่เวป //www.sangthip.com คุณจะพบ(ท่านสาธุชนผู้สนใจร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะ สามารถบริจาคได้ที่
บัญชี เกษร จันทร์ประภาพ ธ.กรุงเทพ สาขาท่าแพ จ.เชียงใหม่ บัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่ 251-4-28966-5 )

ขอความตั้งใจในกุศล(บุญบารมี)นำคุณพบความสุขตลอดไป(แดนพระนิพพาน) ด้วยพระเมตตาบารมีจากพลังแสงทิพย์อริยธรรมขององค์พระบรมธรรมบิดา พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย


ผู้แสดงความคิดเห็นsatu ( anumotanaboon@hotmail.com ) วันที่ลงประกาศ 21-10-2006 14:14:28

เนิน แสงทิพย์อริยธรรม
NernSangthipAriyadhamma@buddhapoem.com




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2549    
Last Update : 21 ตุลาคม 2549 19:42:46 น.
Counter : 533 Pageviews.  

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ตอบปัญหาธรรมะเรื่องศีล............





1)ถาม-ได้ทราบว่า ท่านรักษาศีลองค์เดียว มิได้รักษาถึง 227 องค์ เหมือนพระทั้งหลายที่รักษากันใช่ไหม?


หลวงปู่มั่น-ใช่ อาตมารักษาเพียงอันเดียว


2)ถาม-ที่ท่านรักษาเพียงอันเดียวนั้น คือ อะไร?


หลวงปู่มั่น-คือ ใจ


3)ถาม-ส่วน 227 นั้น ท่านไม่ได้รักษาหรือ?


หลวงปู่มั่น-อาตมารักษาใจ ไม่ให้คิด-พูด-ทำ ในทางผิด อันเป็นการล่วงเกินข้อห้าม ที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ จะเป็น 227 หรือมากกว่านั้นก็ตาม บรรดาที่เป็นข้อทรงบัญญัติห้าม อาตมาก็เย็นใจว่า ตนมิได้ทำผิดต่อพุทธบัญญัติ ส่วนท่านผู้ใดจะว่าอาตมารักษาศีล 227 หรือไม่นั้น สุดแต่ผู้นั้น จะคิดจะพูดเอาตามความคิดของตน เฉพาะอาตมา ได้รักษาใจ อันเป็นประธานของกาย-วาจา อย่างเข้มงวดกวดขันตลอดมา นับแต่เริ่มอุปสมบท....



4)ถาม-การรักษาศีล ต้องรักษาใจด้วยหรือ?


หลวงปู่มั่น-ถ้าไม่รักษาใจ จะรักษาอะไร? ถึงจะเป็นศีล-เป็นธรรมที่ดีงามได้ นอกจากคนที่ตายแล้วเท่านั้น จะไม่ต้องรักษาใจ แม้กาย-วาจา ก็ไม่จำต้องรักษา แต่ความเป็นเช่นนั้นของคนตาย นักปราชญ์ท่านไม่ได้เรียกว่า เขามีศีล เพราะไม่มีเจตนา เป็นเครื่องส่อแสดงออก ถ้าเป็นศีลได้ ควรเรียกได้เพียงว่า ศีลคนตาย ซึ่งไม่สำเร็จประโยชน์ตามคำเรียกแต่อย่างใด ส่วนอาตมาไม่ใช่คนตาย จะรักษาศีลแบบคนตายนั้นไม่ได้ ต้องรักษาใจ ให้เป็นศีล-เป็นธรรม สมกับใจ เป็นผู้ทรงไว้ทั้งบุญ-ทั้งบาป อย่างตายตัว.......



5)ถาม-ในตำราว่า รักษากาย-วาจาให้เรียบร้อย เรียกว่า ศีล จึงเข้าใจว่า การรักษาศีล ไม่จำต้องรักษาใจก็ได้ จึงถามอย่างนั้น จริงหรือไม่ ประการใด?


หลวงปู่มั่น-ที่ว่า รักษากาย-วาจา ให้เรียบร้อยเป็นศีลนั้น ก็ถูก แต่ก่อนกาย-วาจาจะเรียบร้อย เป็นศีลได้นั้น ต้นเหตุมากจากอะไร? ถ้าไม่เป็นมาจากผู้เป็นนาย คอยบังคับกาย-วาจา ให้เป็นไปในทางที่ถูก .......


เมื่อเป็นมาจากใจ ใจจะควรปฏิบัติอย่างไรต่อตัวเองบ้าง? จึงจะเป็นผู้ควบคุมกาย-วาจา ให้เป็นศีลเป็นธรรม ที่อบอุ่นแก่ตนเอง และน่าเคารพเลื่อมใสแก่ผู้อื่นได้ ไม่เพียงแต่ศีลธรรม ที่จำต้องอาศัยใจ เป็นผู้คอยควบคุมรักษาเลย แม้กิจการอื่นๆ จำต้องอาศัยใจ เป็นผู้ควบคุมดูแลอยู่โดยดี การงานนั้นๆ จึงจะเป็นที่เรียบร้อย ไม่ผิดพลาด และทรงคุณภาพโดยสมบูรณ์ตามชนิดของมัน.....


การรักษาโรค เขายังค้นหาสมุฏฐานของมัน จะควรรักษาอย่างไร จึงจะหายได้เท่าที่ควร ไม่เป็นโรคเรื้อรังต่อไป การรักษาศีลธรรม ไม่มีใจเป็นตัวประธาน พาให้เป็นไป ผลก็คือ ความเป็นผู้มีศีลด่างพร้อย ศีลขาด ศีลทะลุ ความเป็นผู้มีธรรมที่น่าสลดสังเวช ธรรมพาอยู่ ธรรมพาไป อย่างไม่มีจุดหมาย ธรรมบ้า ธรรมบอ ธรรมแตก ซึ่งเป็นจุดที่ศาสนาจะพลอยได้รับเคราะห์กรรมไปด้วย อย่างแยกไม่ออก ไม่เป็นศีลธรรม อันน่าอบอุ่นแก่ผู้รักษา และไม่น่าเลื่อมใส แก่ผู้อื่น ที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้างเลย


อาตมาไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก บวชแล้วครูอาจารย์พาเที่ยว และอยู่ตามป่าตามเขา เรียนธรรมก็เรียนไปกับต้นไม้ใบหญ้า แม่น้ำลำธาร หินผาหน้าถ้ำ เรียนไปกับเสียงนกเสียงกา เสียงสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ตามทัศนียภาพที่มีอยู่ตามธรรมชาติไปอย่างนั้นเอง ไม่ค่อยได้เรียนในคัมภีร์ใบลาน พอจะมีความรู้แตกฉานทางศีลธรรม การตอบปัญหาจึงเป็นไปตามนิสัย ของผู้ศึกษาธรรมเถื่อนๆ รู้สึกจนปัญญา ที่ไม่สามารถค้นหาธรรมที่ไพเราะเหมาะสม มาอธิบายให้ท่านผู้สนใจฟังอย่างภูมิใจได้......


พุทธญาณ

Buddhayan@gmail.com




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2549    
Last Update : 10 สิงหาคม 2549 22:57:43 น.
Counter : 358 Pageviews.  

ข้อคิดดีๆจากการสนทนาธรรมกับพระฝรั่ง(ศ.จันทร์งามฯ)



***ข้อคิดดีๆจากการสนทนาธรรมกับพระฝรั่ง***...ศ.จันทร์งามฯ


1)บทนำ-เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนากับท่าน ชยสาโร รักษาการเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จ.อุบลราชธานี ทำให้ได้ความรู้ และแง่คิดหลายอย่าง ถ้าได้นำมาเผยแพร่ อาจจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ......

2)ทำไมท่านจึงหันมาสนใจพระพุทธศาสนา?

ตอนเป็นเด็กอายุ 10-12 ป่วยเป็นโรคหืด จึงอยู่กับบ้าน ไม่ค่อยออกไปไหน เป็นโอกาสให้ได้อ่านหนังสือมาก อ่านมากๆเข้า ทำให้เกิดความคิด และความสงสัย อยากรู้ว่า คนเราเกิดมาทำไม? อะไร คือ สาระอันแท้จริงของชีวิต ?.....

หนังสือที่อ่าน ทำให้ได้พบคำตอบต่างๆ แต่รู้สึกไม่พอใจ ต่อมาได้อ่านหนังสือทางพุทธศาสนา และได้พบคำตอบที่น่าพอใจอย่างยิ่ง เกิดความรู้สึกคล้ายๆกับว่า คำตอบทางพระพุทธศาสนานั้น เคยมีมาแล้วในจิตใจของตน แต่นึกไม่ออก รู้สึกพอใจ และตื่นเต้นมาก(ทำให้นึกถึงปุพเพกตปุญญตา).....

3)หนังสืออะไร ? ของใคร ? ที่ท่านอ่านแล้วประทับใจมาก?

หนังสือชื่ออะไรจำไม่ได้ แต่ผู้แต่ง คือ Allan Watt ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน เคยเป็นบาทหลวงมาก่อน ตอนหลังกลับมาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางพระพุทธศาสนา เขาเขียนเรื่องพระพุทธศาสนาได้ดีเป็นพิเศษ อ่านเข้าใจง่าย ประทับใจ เหมาะสำหรับคนสมัยใหม่.....






4)เพราะเหตุใด ท่านจึงออกบวช?

ก่อนจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ได้ขออนุญาตบิดามารดาพักการเรียนไว้ก่อนสัก 1 ปี เพื่อจะได้ไปท่องเที่ยวทัศนศึกษาทางตะวันตกออกสักเดือน ได้ไปที่อินเดียก่อน ได้ไปศึกษา และปฏิบัติสมาธิตามสำนักต่างๆ ทั้งฮินดู พุทธ ก็มีทั้ง แบบธิเบต แบบอินเดียเอง และแบบพม่า ตั้งใจจะอยู่ 1 เดือน แต่กลายเป็น 1 ปี.....ในที่สุด ก็กลับบ้านที่อังกฤษ ตอนนี้จิตใจไม่อยากอยู่ในโลกที่วุ่นวายต่อไปอีกแล้ว อยากบวชท่าเดียว พอดีช่วงนั้น ท่านสุเมโธ ศิษย์ของท่านอาจารย์ชา วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี กำลังเริ่มสร้างวัดในอังกฤษ ได้ไปพบท่าน และได้ฟังโอวาทของท่าน เกิดความเลื่อมใสมาก เลยกลายเป็นตาปะขาว รักษาศีล 8 อยู่กับท่าน แต่ตอนนั้น ท่านยังไม่ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านแนะนำให้มาบวชในเมืองไทย เลยเดินทางมาเมืองไทย ได้ไปพักศึกษาเพิ่มเติมที่วัดบวรนิเวศก่อน ต่อมาได้ศึกษา และปฏิบัติตามสำนักของพระอาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐานผู้มีชื่อเสียงในภาคอิสาน สุดท้ายไปลงเอยที่วัดหนองป่าพงของท่านอาจารย์ชา เพราะเกิดความรู้สึกขึ้นมาตั้งแต่แรกที่ไปเห็นว่า นี่แหละ คือ ที่ที่เราแสวงหามาตลอดชีวิต และได้บวชที่นั่น จนกระทั่งบัดนี้ ก็เป็นเวลา 19 ปีแล้ว....

5)ท่านได้รับผลอะไรบ้างจากการบวช ?

ขอพูดย่อๆว่า ได้รับผล คือ ความสุขแท้ ซึ่งเป็นแก่นสารของชีวิต ชีวิตร่ำรวยด้วยทรัพย์-ยศ-อำนาจ-บริวาร แต่ถ้าขาดความสุขแท้ ก็ไร้ความหมาย เมื่อตนเองสุขแล้ว ก็เที่ยว ไปช่วยให้คนอื่นมีความสุขแท้บ้าง อย่างที่ทำอยู่.....




6)ได้ทราบว่า โลกฝ่ายตะวันตกสนใจพระพุทธศานามากขึ้น จริงหรือไม่ เพราะเหตุใด ?

จริง.....เพราะเหตุผลหลายอย่าง ประการแรก เกิดจากความสนใจใฝ่รู้ของชาวตะวันตกเอง คือ เมื่อพวกมหาอำนาจตะวันตกไปยึดครองอินเดีย จำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาฮินดูกก็เลยไปยังต้นเดิม คือ ภาษาสันสกฤต และได้พบว่า ภาษาสันสกฤตมาจากแม่เดียวกับภาษาของชาวตะวันตก แสดงให้เห็นว่าชาวอารยันอินเดียเป็นเผ่าเดียวกันกับฝรั่ง.....

เมื่อศึกษา ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องศึกษาคัมภีร์ และคำสอนทางศาสนา บางคนเมื่อได้เรียนรู้คำสอนแล้ว เกิดศรัทธาหันไปนับถือก็มี ฉะนั้น ชาวตะวันตกที่หันมานับถือพระพุทธศาสนาในยุคแรกๆ จึงเป็นปราชญ์เสียส่วนมาก ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2สิ้นสุดลง พร้อมกับความย่อยยับทางวัตถุ และจิตใจ ชาวตะวันตกก็เริ่มรู้สึกว่า ความเจริญทางวัตถุ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวัฒนธรรมตะวันตกนั้น ไม่สามารถจะนำไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้ ในยุโรปสมัยใหม่ เยอรมันเจริญที่สุด แต่ก็ยังเกิดพวกนาซี ที่***มโหดทารุณที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ ปัญญาชนชาวตะวันตก จึงเริ่มมาสนใจทางด้านจิตใจกันมากขึ้น แต่ก็ไม่พบคำตอบในวัฒนธรรม และศาสนาเดิมของตน ศาสนาเดิมให้แต่ภาพอันสวยงามของคนดีไว้ แต่ไม่มีวิธีการอันละเอียดถี่ถ้วน มีเหตุมีผลในทางปฏิบัติเพื่อเป็นคนดี แต่ทางตะวันออกมีพร้อม จึงหันมาสนใจศึกษาและปฏิบัติกันอย่างจริงจัง.......




7)อะไรในพระพุทธศาสนาที่ชาวตะวันตกสนใจ และไม่สนใจ?

หลักปฏิบัติทางพุทธที่สำคัญสำหรับชาวบ้าน ก็มี 3 อย่าง ที่รู้จักกันอยู่ คือ 1.ทาน 2.ศีล 3.ภาวนา.......

ชาวไทยสนใจปฏิบัติ"ทาน"ก่อน "ศีล"-มีคนปฏิบัติกันน้อยลง "ภาวนา"-มีคนสนใจปฏิบัติน้อยมาก ชาวตะวันตกเดินสวนทางกับชาวพุทธไทย คือ สนใจปฏิบัติภาวนาก่อน แล้วจึงไปสู่ศีลและทาน.....พิธีกรรมต่างๆชาวตะวันตกไม่สนใจ เพราะมักผสมปนเปกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไป พระไทยไปเผยแผ่ในต่างประเทศ มักจะเอาวัฒนธรรมไทยไปเผยแผ่ด้วย จึงเป็นประโยชน์แก่คนไทย และคนลาวพลัดถิ่นเท่านั้น ชาวต่างประเทศไม่สนใจ

8)ชาวตะวันตกสนใจพุทธศาสนาแบบไหนมากที่สุด?

ตะวันตกเอง ก็มีหลายดินแดน มีทั้งยุโรป และอเมริกา ยุโรปเอง ก็มีทั้งเหนือ และใต้ ทางเหนือค่อนข้างมีเสรีทางความคิด ทางใต้ ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม ทางเหนือจึงรับความคิดใหม่ได้รวดเร็วกว่า ตอนแรกๆก็สนใจพุทธศาสนาแบบมหายาน แต่เวลานี้สนใจเถรวาทมากขึ้น......

อเมริกา ก็มีทั้งตะวันออก ตะวันตก ฝ่ายตะวันตก มีคนเอเซียอยู่มาก จึงมีทั้งเถรวาท และมหายาน ทางตะวันออกมีฝรั่งอยู่มาก จึงสนใจพุทธแบบต่างๆ ในตะวันตก มีพระพุทธศาสนาแบบต่างๆดังต่อไปนี้.-

1.พุทธศานาแบบธิเบต-มีคนสนใจมากเป็นพิเศษ เหตุผลมีดังต่อไปนี้

1.1 หลังจากธิเบตถูกจีนยึดครอง มีชาวธิเบตอพยพไปอยู่ยุโรป และอเมริกามาก ชาวยุโรปเห็นใจชาวธิเบตที่ถูกคอมมิวนิสต์รุกราน

1.2พระธิเบตมีเอกภาพสูง ไม่แยกเป็นพระฝ่ายปริยัติ ฝ่ายปฏิบัติเหมือนพระไทย

1.3ศาสนาแบบธิเบต ไม่เน้นการออกบวช

1.4ศาสนาธิเบต เน้นเมตตา กรุณา

1.5 มีการพิมพ์หนังสือเผยแผ่เกี่ยวกับธิเบตมาก

1.6สำหรับชาวตะวันตก ธิเบตเป็นแดนลึกลับมหัศจรรย์ เป็นเมืองในฝัน อะไรๆเกี่ยวกับธิเบต รู้สึกว่าน่าเรียนน่ารู้ไปเสียหมด

1.7ชาวตะวันตกเคารพนับถือองค์ดาไลลามะมาก ถือว่าท่านเป็นคนดีที่แท้จริง แม้ท่านจะหนีจากธิเบต ชาวธิเบตถูกจีนกดขี่ทารุณ ท่านก็ไม่เคยด่าว่าจีนเลย มีแต่สอนให้เมตตากรุณา คล้ายๆกับพระเยซูคริสต์ ชาวตะวันตกจึงเคารพนับถือ แม้แต่ชาวคริสต์ที่เคร่งครัด ก็เคารพนับถือ

1.8มีดาราคนสำคัญๆหลายคน มอบตัวเป็นศิษย์ขององค์ดาไลลามะ ทำให้ฐานะของท่านเด่นยิ่งขึ้น......



แก้คำผิด *** คือ เห+สระ+ไม้โท+ยม......พุทธศาสนา 2 แห่งครับ......



2.พระพุทธศาสนานิกายเซ็นของญี่ปุ่น-เคยเป็นที่นิยมกันมาก แต่เวลานี้คนลดความนิยมลงไปมาก เพราะนิกายเซ็น เน้นการตรัสรู้แบบฉับพลัน ไม่เน้นเรื่องศีล เฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องชู้สาวกับศิษย์ผู้หญิง พระเซ็นบางองค์ก็เป็นพระขี้เมา เป็นโรคตับแข็งตายก็มาก......

3.พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท แบบเอเซียใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ เป็นที่นิยมในหมู่ปัญญาชน เพราะเน้นหลักปฏิบัติตามหลักเหตุผล ให้เสรีภาพทางความคิดอย่างสูง สอนหลักความจริงในธรรมชาติ มีขั้นตอนในการปฏิบัติอย่างชัดเจน แต่ก็มีข้อที่ชาวตะวันตกไม่ค่อยยอมรับ เฉพาะอย่างยิ่งชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นชาติใหม่ ชาวอเมริกันยุคแรกๆ หนีการกดขี่ทางศาสนา ไปตั้งหลักอยู่ในอเมริกา จึงเน้นเสรีภาพ และความเสมอภาคเป็นพิเศษ เมื่อเขาเห็นชาวพุทธเถรวาท เคารพบูชาพระ เป็นบุคคลอีกชั้นหนึ่ง มีการถืออาวุโสกันอย่างเคร่งครัด และมีการตัดสิทธิสตรีทางศาสนา เช่น บวชเป็นภิกษุณีไม่ได้ และไม่ยอมรับฐานะทางกฎหมายของแม่ชี เขาจึงไม่ชอบใจอย่างยิ่ง.....

4.พุทธศาสนาแบบเถรวาทของท่านสุเมโธ ลูกศิษย์เอกของท่านอาจารย์ชา ที่ไปตั้งวัดอยู่ในอังกฤษ จนได้เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระราชาคณะ ก็กำลังได้รับความนิยมเฉพาะในอังกฤษ มีวัดของชาวตะวันตกสายหลวงพ่อชา 4 วัด......

5.พุทธศาสนาแบบของท่าน เคิงกา(โคเอ็งก้า)ชาวอินเดีย ที่เน้นการปฏิบัติทางจิต แนวสติปัฏฐาน 4 ที่ได้ไปจากพม่า เคิงกา ก็เป็นศิษย์เรียนวิธีปฏิบัติไปจาก อูบาขิ่น แห่งพม่า.....

6.พุทธศาสนาเถรวาท ที่เน้นการเจริญวิปัสสนา ได้แก่ การปฏิบัติวิปัสสนาแนวสติปัฏฐาน 4 แบบเดียวกับอาจารย์เคิงกานั่นเอง แต่เป็นแบบที่เรียกกันทั่วไปว่า ยุบหนอ-พองหนอ ที่ไปจากไทย......

เวลานี้ มีการปฏิบัติวิปัสสนากันแพร่หลายพอสมควร จนคำว่า "วิปัสสนา"(Vipassana)ได้กลายเป็นคำอังกฤษไปแล้ว พูดขึ้นมาใครๆก็รู้ และข้าใจกันว่า การเจริญวิปัสสนา ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา และไม่จำเป็นต้องมีพระเป็นครูสอน มีฆราวาสเป็นอันมาก(ส่วนใหญ่ก็สึกมาจากพระนั่นเอง)ไปตั้งศูนย์สอนวิปัสสนา จัดเป็นคอร์สๆ ใช้เวลาตั้งแต่ 3 วันถึง 1 เดือน มีการเก็บเงินค่าเล่าเรียน มีคนนิยมปฏิบัติกันมาก ทั้งในอังกฤษ และอเมริกา.......




9)ท่านมองชาวพุทธไทยอย่างไร? มีข้อดีและข้อเสียอะไรบ้าง?

ก่อนมาเมืองไทย ตั้งความหวังไว้สูงมาก เพราะได้ทราบว่า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ มีพระพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่พอมาเห็นของจริงเข้า ค่อนข้างผิดหวัง.....

ในด้านการปฏิบัติ คนไทยปฏิบัติขั้นทานได้ดีขึ้น แต่สมัยก่อน ก็ปฏิบัติทานกับพระและวัดเท่านั้น เวลานี้ดีขึ้น มีการทำทานกับคนยากคนจน คนแก่ และองค์กรสาธารณกุศลมากขึ้น.....

ในด้านศีล -ปฏิบัติกันน้อยมาก แม้แต่ศีล 5 ก็ละเมิดกันแทบทุกข้อ !! มีการลักขโมย-ปล้น-จี้-โกง-คอรัปชั่นกันมาก (ในอังกฤษ ถ้ามีคอรัปชั่นเป็นเงินสัก 5,000 บาท ก็กลายเป็นข่าวใหญ่แล้ว) มีความผิดทางเพศกันมาก มีการหลอกลวงกันด้วยคำพูดมาก มีการดื่มสุรากันมาก.....

ในด้านภาวนา-มีคนสนใจปฏิบัติกันจริงจังน้อยมาก เมื่อเทียบกับข้ออื่น.....

เมื่อมาเห็นสภาพการณ์อย่างนี้ ก็เลยงงว่า เป็นเมืองพุทธอย่างไร? เป็นชาวพุทธอย่างไร? อะไรแน่ คือ ความเป็นพุทธ? เอาอะไรเป็นเครื่องวัด? เพราะไม่เห็นชาวพุทธไทย จะมีอะไรดีเด่นเป็นพิเศษกว่าคนพวกอื่นเลย....

สังเกตเห็นว่า คนไทยชาวพุทธ มีความรู้ทางพุทธศาสนาน้อยมาก ปัญญาชนที่อยู่ในฐานะผู้นำ ยิ่งมีความรู้ทางพุทธศาสนาน้อยลงไปอีก!! อาจเป็นเพราะฐานะดี ได้ไปเข้าโรงเรียนคริสต์ตั้งแต่น้อย และได้รับการอบรมแบบคริสต์ ขาดการอบรมแบบพุทธ บางคนสวดมนต์แบบพุทธไม่เป็น!! แต่สวดแบบคริสต์ได้คล่อง....

บางพวกก็ได้รับการศึกษาอบรมในต่างประเทศตั้งแต่เด็ก อยู่ในบรรยากาศแบบตะวันตกตลอดเวลา จึงมีความรู้สึกนึกคิดแบบตะวันตก มองปัญหาต่างๆจากมุมมองทางตะวันตก หาทางแก้แบบตะวันตก อะไรๆก็ต้องอ้าง ฮาร์วาร์ด เคมบริดจ์ MIT ไม่ได้มองจากแนวคิดแบบพุทธเลย....

คนไทยบูชาตะวันตก อะไรๆที่เป็นตะวันตกดีมาก แต่ก็แยกไม่ออแก ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี? โดยมากมักจะไปรับเอาแต่สิ่งหรูหรา ฟู่ฟ่า ฉาบฉวยภายนอกมา แต่สิ่งที่ดีๆของเขา เช่น ความมีระเบียบวินัย ความใฝ่รู้ ความขยัน ความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น กลับไม่เอา.....




สิ่งสำคัญที่สุดที่ชาวพุทธไทยขาดไป คือ "ทิฏฐิ" หรือ "มุมมองแบบพุทธ" ในการแก้ไขปัญหาชีวิต และปัญหาสังคม ชาวพุทธไทย ควรมี"อุดมการณ์แบบพุทธ" สร้างภาพชีวิต และภาพสังคมในอุดมคติแบบพุทธขึ้นมา แล้วพยายามสร้างภาพนั้น ให้เป็นจริง บางทีเราอาจมีปรัชญาชีวิต และปรัชญาสังคมแบบของเราเอง ที่อิงอาศัยหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ที่เราสามารถเสนอให้แก่โลกได้ เราอาจจะเป็น"ผู้นำโลกทางความคิด" เพราะศักยภาพของเรามี ไม่ใช่เป็นแต่ผู้ตามเขาตลอดกาล.....



10)ชาวพุทธไทยควรจะปฏิบัติอย่างไร ? จึงจะได้ชื่อว่าเป็น"ชาวพุทธแท้"

ชาวพุทธแท้ ควรวัดกันด้วย"ผลที่เกิดขึ้นในชีวิตจิตใจ" .........
ผลสูงสุดที่ทุกคนปรารถนา ก็คือ "ความสุข" ทุกคนไขว่คว้า ต่อสู้ ดิ้นรนหาความสุข แต่ถึงกระนั้น ก็มีคนน้อยคน ที่พบกับความสุขแท้


สาเหตุสำคัญก็คือ คนส่วนใหญ่ ยังไม่รู้จัก"สุขแท้ "ไปเข้าใจว่า การสนองความอยากเป็นความสุข จึงต่อสู้ดิ้นรน หาสิ่งต่างๆ มาสนองความอยาก ผลที่ได้รับก็คือ ความลำบาก ได้ความสุข-ความสำราญนิดหน่อย แต่แล้วความอยาก ก็เจริญเติบโตขึ้น ต้องต่อสู้ดิ้นรนมากขึ้น ชีวิตทั้งชีวิต เลยกลายเป็นทาสของตัณหา แสวงหาปัจจัยมาเลี้ยงตัณหา ไม่รู้จักสิ้นสุด ตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นภาวะที่น่าสงสาร.....


ถ้าอยากสุขแท้ ก็ต้อง"หยุด" แล้ว"ดู"......
หยุด-คือ สมถะ.......ดู- คือ วิปัสสนา........
การเจริญสมถะ- คือ ใช้สติกำหนด"ลมหายใจ"เข้า-ออก(หรือวิธีอื่นใดก็ได้) จนจิตหยุดอยู่กับอารมณ์อันเดียว ดังที่ท่านอาจารย์ชา สอนไว้ว่า.....


"ต้องหยุด-จึงจะทัน ถ้าไล่-ไม่มีวันทัน".........
ทัน-ในที่นี้ คือ "ทันอารมณ์" และเมื่อ"หยุดแล้ว" ให้ดู คือ "เจริญวิปัสสนา".........
พิจารณาให้เห็น อนิจจัง(ความเกิด-ดับของอารมณ์)-ทุกขัง ความทนอยู่ไม่ได้นาน หรือ ความไม่สบาย ทนได้ยาก-และอนัตตา ความไม่มีสาระแก่นสาร มีแต่นาม และรูป ที่เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ตามเหตุปัจจัยของมัน......


ถ้าหมั่นทำอยู่เสมอ จะพบกับ"ความสุขอันแท้จริงของชีวิต"-เป็นสุขบริสุทธิ์ ที่ไม่ต้องอิงอาศัยสิ่งภายนอก มาปรุงแต่งสุขทางโลกอิงอาศัยสิ่งภายนอก ที่ไม่แน่นอน จึงไม่แน่นอน สุขแท้-ไม่อาศัยสิ่งภายนอก จึงแน่นอน.......


จึงขอฝากไว้ ให้ชาวพุทธได้พินิจพิจารณาต่อไป เพื่อจะได้ช่วยกันปัดกวาดมลทิน ให้เบาบางไปจากโลกนี้บ้าง จะได้อยู่สบาย นอนตาหลับ.

(จาก"ปัญญา" วารสารทางวิชาการ มหาวิทยาลัยมหามงกุฎราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา เชียงใหม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 45 ตุลาคม-พฤศจิกายน 2544)

พุทธญาณ
Buddhayan@hotmail.com




 

Create Date : 23 มิถุนายน 2549    
Last Update : 23 มิถุนายน 2549 21:09:26 น.
Counter : 621 Pageviews.  

คิดดี-พูดดี-ทำดี



คิดดี-พูดดี-ทำดี

ถาม-ที่เรียกว่า"คิดดี-พูดดี-ทำดี"นั้นเป็นอย่างไร ?และดีๆอย่างไร ?

คนค้นคน

ตอบ-

ที่เรียกว่า"คิดดี"-คือ ละชั่ว หรือ"ความเห็นผิด"ในความคิดได้ หมายเอา ละโลภ-โกรธ-และหลงในความคิดได้ และอาศัยความคิด เป็นบรรทัดฐานในการพูด-และการกระทำ จึงเรียกว่า พื้นฐานจิต คือ ความคิดดี ส่วนจะให้พูดถูกและปฏิบัติถูก-จึงเรียกว่า "ดี".....


หรือ อีกนัยหนึ่ง......

คิดที่จะออกจาก"กาม"-ความอยาก หรืออยากมีโน่นมีนี่ จนเกินความจำเป็น-อยากไม่มีนั่น อยากไม่มีนี่(ความโกรธ)-คิดออกจากความโลภ-ความหลง คือ คิดดี......

พูดดี-คือ พูดจาสุภาษิต ในการออกจากความวุ่นวาย-ออกจากโลกแห่งความเสื่อม-พูดในการละกิเลส-ตัณหา-ความทะยานอยาก......

ทำดี-คือ สงเคราะห์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก เป็นที่พึ่งพิงแก่ผู้เดือดร้อนทั้งหลาย......

ธรรมญาณ
Dhammayan@hotmail.com

***คิดดี-พูดดี-ทำดี***


"คิดดี-พูดดี-ทำดี"ย่อมมีสุข นิรทุกข์ปรีดิ์เปรมเกษมศานต์

มี"สติ-สมาธิ"ดำริการ ดีต้องผ่านไม่มีพลั้งระวังตัว-

อยู่ทั่วพร้อมย่อมมีชัยไปทุกอย่าง เปิดหนทางเหมือนเป่ามนตร์อยู่บนหัว

สบปัญหาสารพันไม่หวั่นกลัว เพราะ"รู้ตัวทั่วพร้อม"ย่อมชนะ.....

เป็น"คนดี"แล้วจะรวย-สวย-และเก่ง เฮงสุดเฮงแสนสุขทุกขณะ

อยู่หรือตายวายชีวีเรามีพระ ในอุระอยู่ในตัวจะกลัวไย

"ทำปัจจุบัน"ขณะนี้ดีที่สุด เลิศมนุษย์สุดสง่าจะหาไหน?

อัน"พุทธะ"เราก็มีอยู่ที่ใจ ซ่อนอยู่ใน"ใสเหมือนแก้ว"อันแวววับ.....

ชวนมาดูปฏิบัติ"วิปัสสนา" เริงธรรมา"รูป-นาม"ล้วนงามสรรพ

รู้เท่าทันทุกอย่างแล้ว"วาง-ละ- ปล่อย"สละทั้งดี-ชั่วและตัวตน

มุ่งมรรค-ผล-นิพพานสำราญจิต ดับเงาคิดจิตสว่างกระจ่างผล

พระนิพพานอยู่ไม่ห่างเคียงข้างตน อยู่ที่ยลเห็นหรือไม่?ใช่ไหมเอย ฯ



พุทธญาณ

Buddhayan@Gmail.com

--------------------------------------------------------------------------------


คิดดี-พูดดี-ทำดี.........


**คิดดี-พูดดี-ทำดี.**...สามอย่างนี้คือยอดธรรมนำศุขศานติ์
เป็นกุศลผลบุญเกื้อหนุนนาน ถึงนิพพานแดนมหานิพพานัง
มีสติ-รู้ตัวอยู่ทั่วพร้อม นำจิตน้อมงดงามในความหวัง
นิ่งและรู้เท่าทันอันรัก-ชัง สุข-ทุกขังรู้แล้วค่อยปลดปล่อยวาง
"คิดดี-พูดดี-ทำดี"....มีสติ สมาธิ-เกิดปัญญาเปิดฟ้าสาง
รุ่งอรุณเมฆหมอกพ้นจากหนทาง แสงสว่างส่องกลางจิตนิจนิรันดร์
"จิตเห็นจิต"สิ้นหวงห่วงพบดวงแก้ว ผ่องเพริศแพรวแวววามดั่งความฝัน
ปล่อยดวงจิตอิสระ-วาง-ละมัน ปัจจุบันเท่านั้นมีที่สนใจ......
อดีต-อนาคตลืมปลดทิ้ง เพราะเป็นสิ่งไม่ควรคิดพิศมัย
ทำหน้าที่ไม่ย่อท้อมุ่งต่อไป ชีพบรรลัยก็เท่านั้น....จบกันที ฯ



พุทธญาณ

Buddhayan@hotmail.com



ปฏิบัติดี....ได้ดี.....มีความสุข.....
ปฏิบัติอยู่เสมอได้ผลดีมานาน คิดดี พูดดี ทำดี

กุ้ง



คนดี-รักดี-มีสุข.....ทุกวันคืน.....
คนดี-รักดี มีธรรมะประจำใจ.......
แค่คิดดี-พูดดี-ทำดี ก็เกินพอแล้ว......
ขออนุโมทนาสาธุด้วยครับ

กัลยาณมิตร Kalyanamitr@yahoo.com



ทำดีไม่ต้องเดี๋ยว........


คิดดีๆ-พูดดีๆ-และทำดีๆ.........ทำดีไม่ต้องเดี๋ยว.......

คิดดีแล้วค่อยพูด-ทำกรรมดีเทียว ไม่ข้องเกี่ยวกรรมชั่วที่มัวเมา

คิด-พูด-ทำกรรมดีย่อมมีสุข นิรทุกข์ไร้โทษดับโฉดเขลา

มีสติทั่วพร้อมย่อมเหมือนเงา- ตามตัวเราคือกรรมดีมีแต่คุณ

ตายก็งามตามไปไร้ภัยผ่าน ถึงนิพพานเอื้อเฟื้อคอยเกื้อหนุน

บุญที่ทำกรรมดีย่อมมีคุณ ให้อบอุ่นสร้างวาสนาบารมี ฯ


บัวบาน ณ สุขาวดี
BuabanSukhawadee@thai.com
-------------------------------------------------------------------------------

**คิด-พูด-ทำ(ดี)**


คิดดี-พูดดี-ทำดี......สามอย่างนี้แสนวิเศษมีเหตุผล

เพราะเหตุดีผลก็ดีที่ได้ยล ถ้าทุกคน"ทำแต่ดี"ด้วยมีธรรม

คิดดีก็พูดดีทำดีด้วย จึงจะสวยน่าชมว่าคมขำ

หากคิดชั่วพูดทำชั่วเพราะตัวทำ ต้องใช้กรรมเป็นวิบากได้ยากเย็น....

เกิดเป็นคนไม่ฉลาดเสียชาติเกิด พุทธศาสน์เลิศยังไม่เอาก็เขลาเข็ญ

คนต้อง"พัฒนาจิต"คิดให้เป็น สงบเย็น"สมาธิ-สติ"เตือน

ให้"รู้ตัวทั่วพร้อม"น้อมมนัส ชั่วให้ตัดดั่งมีดบั่นทั้งหั่นเฉือน

ดีรับไว้ทันทีไม่มีเชือน เลือกคบเพื่อนกัลยาณมิตรไว้ชิดกาย

ศีล-สมาธิ-ปัญญาอุสาหะ เพื่อ"พุทธะ"-ผู้เบิกบานประมาณหมาย

เป็นผู้รู้-ผู้ตื่นชื่นสบาย ถึงวันตายเข้านิพพานสำราญเอยฯ.....



เนิน นราธร

Nern.Naratorn@gmail.com


คิด-พูด-ทำดีๆ ย่อมมีชัย.....


"คิด-พูดดี"...มีชัยไปกว่าครึ่ง เหลืออีกหนึ่งคือ"ทำดี"มีเหตุผล

คิด-พูด-ทำครบองค์สามงามกมล ทุกๆคนจักเจริญก้าวเดินไป-

สู่มรรค-ผล-นิพพานสำราญจิต ดั่งเนรมิตหยิบดาวสกาวใส

ด้วยทาน-ศีล-ภาวนาจะพาไป คว้าธงชัยฉัตรทองตามต้องการ

คิด-พูด-ทำกรรมดีมีแต่สุข ปราศจากทุกข์ด้วยรักสมัครสมาน

เปี่ยมเมตตาในดวงจิตสนิทนาน เป็นนิจกาลศีลธรรมค้ำประคอง

ชีวิตยัง"ทำหน้าที่ดีที่สุด" เลิศมนุษย์เป็นหนึ่งที่ไม่มีสอง

คิดดี-พูดดี-ทำดีมีค่าทอง- เพชรใสส่องเป็นยอดตลอดเอย ฯ.....


ชัย กรุงศรี
ChaiKrungsri@hotmail.com


คนดี=คิดดี-พูดดี-ทำดี=>ได้ดี

คนรักดี= ดีพร้อมทั้งกาย-วาจา-ใจ

คนดี=ดีนอก-ดีใน=>ดีจริงๆ

คนดี=คนรักดี=คิด-พูด-ทำแต่เรื่องดีๆ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ดีเสมอต้นเสมอปลาย เรียกว่าดีแท้ ดีสมบูรณ์แบบ

คนทำดีย่อมได้ดี คนทำชั่วย่อมได้ชั่ว

นี่คือ สัจธรรม กฎแห่งกรรม และกฎแห่งธรรมชาติ

ในโลกและในมหาอนันตจักวาลนี้ ไม่มีอะไร หรือใครใหญ่เกินกรรมไปได้......



***คนดีต้องได้ดี(แน่นอน)***




หาก"คิดดี"มีชัยไปกว่าครึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง"พูด-ทำดี"มีเหตุผล

"คนดีต้องได้ดี"เป็นศรีตน ได้ทุกคนตามผลกรรมที่ทำดี

ดีจริง"ทรงสมาธิ"ปฏิบัติ ไม่ข้องขัด"ทรงฌาน"ผ่านวิถี

"รู้เท่าทันมวลกิเลส"เหตุผลมี ทุกอย่างนี้เป็น"ไตรลักษณ์"ประจักษ์จริง

มี"เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-แล้วดับไป" เปลี่ยนแปลงได้ไม่สุขไปทุกสิ่ง

กาย-จิตดู"รู้เห็นตามเป็นจริง" "ปล่อยวาง-นิ่ง"เป็นที่สุดถึง"พุทโธ"

รู้ข้างใน-"ดูจิต"คิดให้ออก รู้ข้างนอก-ไม่ยากนักง่ายอักโข

"อย่าข้ามขั้นบันได"ทำใหญ่โต ถึง"จิตโพธิ์"แล้วก็ได้เป็นไปเอง

อัน"พุทธะ"นั้นมี"สี่ระดับ" "โสดาบัน"งามระยับกระฉับกระเฉง

"ปิดประตูอบาย"สนิทคิด-ทำเอง "สกิทาคามี"เก่งเร่งขึ้นไป

โลภ-โกรธ-หลงน้อยลงกว่า"โสดาบัน" สาม"อนาคามี"นั้นสำคัญไฉน?

"ตัดกามคุณ"ห้าประการแห้งด้านไป ตายแล้วได้"ตรัสรู้"อยู่เบื้องบน

สี่"อรหันต์"นั้นสุดดีเป็นที่สุด "จิตเป็นพุทธะ"สมบูรณ์พูนกุศล

แยกสองทาง"เข้านิพพาน"เบื่องานคน ขังจิตตน"ไม่เกิดอีก"ขอปลีกตัว

หรือเมตตาทาง"โพธิสัตว์"กำจัดทุกข์ นำคนสุข"มาเกิดใหม่"ช่วยไปทั่ว

หวังเป็น"พระพุทธเจ้า"ใช่เมามัว เพราะรู้ตัว"คือหน้าที่"มอบมีมา

นี่คือความยิ่งใหญ่ใจพิศุทธิ์ เกิดจาก"พุทธะ"แน่นหนัก"ธรรมรักษา"

ไม่หวังสิ่งใดตอบแทนแดนศรัทธา ชูธรรมาไว้คู่โลกดับโศกเอยฯ


พุทธญาณ
Buddhayan@hotmail.com





 

Create Date : 19 เมษายน 2549    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2549 22:04:44 น.
Counter : 493 Pageviews.  

มีทุกข์หนัก

เมื่อความทุกข์หนักหนาสาหัส จะทำอย่างไรดี ?จะผ่อนคลาย บรรเทาได้โดยวิธีใดที่ได้ผลดีและแน่นอน ?

กัลยา มิตรไมตรี




 

Create Date : 28 มกราคม 2549    
Last Update : 28 มกราคม 2549 15:35:47 น.
Counter : 194 Pageviews.  

1  2  3  

Valentine's Month


 
AmataNippan
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




พุทธญาณ แสงทิพย์/เนิน แสงทิพย์/ชัย แสงทิพย์ ฯลฯ

สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม -บ้านฉัตรไชย บางเขน

http://www.buddhapoem.com
http://www.buddha-dhamma.com

อีเมล์- BuddhayanSangthip@gmail.com
NernSangthip@yahoo.com
ChaiSangthip@www.com
Friends' blogs
[Add AmataNippan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.