มหาอมตะนิพพาน แดนสราญบรมสุข อยู่ดีไม่มีทุกข์ พบสุขสันติ์นิรันดร์กาล อยากไปก็ไม่ยาก ต้องถอนรากหักโคนราน ตัณหา-อุปาทาน กิเลสมารโลภ-โกรธ-หลง "ละชั่ว"-"ทำดี"พร้อม มนัสน้อมจิตมั่นคง "ชำระใจสะอาด"ยง- ยืนธำรงตราบวันตายฯ.....
Group Blog
 
All Blogs
 

บทกวีทิพย์ :: นิพพานอธิษฐาน

๐ หากฉันจะต้องตายในวันนี้ ขอตายดี"นิพพานะสุขัง"

ขอกลับบ้าน"โลกทิพย์นิพพานัง" "ชีวิตัง ปรมัง สุขัง"เทอญฯ

แม้หากฉันยังไม่ตายในวันนี้ ขออยู่ดีมีสุขะ"พระสรรเสริญ"

เลือก"โลกุตตระ-ละโลกีย์"หากมีเมิน ขอดำเนินถึงที่สุด"โลกุตตรธรรม"

ลูก"คิดถึงพระบิดา"สาธุสะ "คิดถึงพระ"ทรงอารมณ์ฌานคมขำ

ลูก"คิดถึงพระนิพพาน"ประทานธรรม ประกอบกรรม"แผ่เมตตา"สร้างบารมี

"พระบิดา-พระพุทธเจ้า"เนาในจิต- ลูกโสภิตเจิดจรัสรัศมี

"โลกธรรมแปดประการ"ผ่านฤดี ทางผ่านนี้ออก-เข้า"รู้เท่าทัน"

ลูกน้อยขอ"ปล่อยวาง"ลงทั้งหมด "ถวายพระตถาคต"หมด"โมหัน"

อีก"โลภะ-โทสะ"สละพลัน "พระนิพพาน"เท่านั้นที่ฉันปอง!!!

เธอทั้งหลายจงอยู่ดีมากมีสุข นิรทุกข์เปรมปรีดิ์ไม่มีหมอง

จง"โมทนากับฉัน"ที่มั่นปอง "นิพพาน"ครองแล้วนงรามจงตามไป

ลูก"ขอลาจากไกลทั้งไตรภพ" ลูกขอ"จบภารกิจด้วยจิตใส"

"จบหน้าที่"ด้วยดีและมีชัย "ขอลาไปทุกๆท่าน"สราญรมย์

แล้วพบกัน"ที่บ้าน-นิพพาน"เก่า "บ้านของเราพี่น้อง"ทั้งผองสม

ไม่มีพรากจากกันนิรันดร์ชม- เชย"นิพพาน"สุขสมภิรมย์เอยฯ....

 ชัย แสงทิพย์ พุทธกวีทิพย์

chaisangthip@www.com

www.buddha-dhamma.com




 

Create Date : 06 มกราคม 2558    
Last Update : 6 มกราคม 2558 9:39:18 น.
Counter : 492 Pageviews.  

บทกวีทิพย์-นำท่องนิพพาน ๓ ภาคจบบริบูรณ์

บทกวีทิพย์-นำเที่ยวพระนิพพาน(๓ ภาคจบสมบูรณ์)


ท่องแดนพระนิพพาน ภาค ๑
เส้นทางนิพพาน ภาค ๒
ความว่าง-ประตูสู่นิพพาน ภาค ๓


พระนิพพาน---สมญาโลกอุดรพิศดาร อันลึกโอฬาร พิศุทธิ์พิเศษสุกใส.....


-พระนิพพานอยู่ที่ไหนใครรู้บ้าง?

-เป็นแสงสว่างอยู่ในใจที่ไหนหนอ?

-อยู่เบื้องบนหรือเบื้องต่ำร้องพร่ำรอ?

-มัวร้องขอ"ไม่ปฏิบัติ"หลงพลัดเอยฯ....


 

บทกวีทิพย์ :: ท่องแดนพระนิพพาน ภาค 1......

ชัย แสงทิพย์ พุทธกวีทิพย์


ท่องแดนพระนิพพาน ภาค1


พระนิพพานคืออะไร?ใครรู้บ้าง……. “นิพ”คือว่าง….จากกิเลสเป็นเหตุผล…….
“พานะ”คือเครื่องร้อยรัด….มัดผู้คน…… ให้ทุกข์ทน”จิตไม่ว่าง”คือ”ร่างกาย”……..
อันความว่างนั้นหรือ คืออะไร?………… คือ”จิตใจ”ของมนุษย์ไร้จุดหมาย……..
มองไม่เห็น….จึงว่างสว่างพราย…….. อาศัย”กาย”….จึงไม่ว่างเหมือนอย่างคิด!!…….
ทึกทักเอาว่า”ร่างกาย”หมายเป็น”เรา”…… ช่างโง่เขลาหลงปลื้มลืมสนิท……..
ว่าร่างกายเป็นของเราเอาเป็นมิตร……. เข้าใจผิด….คิดดูไม่รู้จริง…….
โดย”ธรรมธาตุ”จิตใจอาศัยร่าง- ………. กายอยู่อย่างชั่วคราวหนุ่มสาวหญิง……..
เหมือนคนอาศัยบ้าน….ใช่นานจริง…….. บ้านพังทิ้ง……คนยังอยู่สู้ต่อไป…….
เมื่อกายพังจิตก็ไปไร้ที่อยู่…….. ติดตามดูอยู่แห่งหนตำบลไหน?……..
เป็นมนุษย์-สวรรค์-พรหมได้สมใจ……. หรือจะไปสู่โลกทิพย์….แดนนิพพาน…….
แม้ร่างกายแท้จริงไซร้อาศัยโลก…… เผชิญโชคเจอทั้งทุกข์และศุขศานติ์………
อาศัยโลกอยู่ชั่วคราวใช่ยาวนาน…….. ร้อยปีผ่านไม่เกินก็เดินลง……….
สู่ความตายกายร่างต้องว่างเปล่า…….. ผลัดกันเข้ากันออกหลอกให้หลง………
กายอยู่ได้อาศัย”ธาตุสี่”ธำรง……. “ดิน-น้ำ-คงควบไปกับ-ไฟ-ลม”………
ขาดธาตุใดธาตุหนึ่งถึงมรณะ…….. จิตต้องละกายทิ้งทุกสิ่งสม…………
การเข้าใจ”โลกธาตุสี่”ที่นิยม………. เหมือนโลกกลมต้องหมุนเวียนมีเปลี่ยนแปลง…….
“ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”ให้มันหนัก……… หากยึดหลัก”ไม่ยึดมั่น”ให้ขันแข็ง……..
ปราศจากทุกข์คลุกเคล้าเข้าเสียดแทง…… จะพบแสงแห่งธรรม….ล้ำปัญญา……..
จะเข้าใจถึงนิพพานกันหรือไม่?…….. เรียนรู้ได้หากสำนึกหมั่นศึกษา ……..
การเข้าถึงพระนิพพานมีนานมา……… อยู่ที่ว่าจะเข้าใจหรือไม่?เอง……..
“นิพพานคือคุณาของอากาศ”……. เหนือธรรมชาติเจาะประเด็นเห็นตรงเผง…….
“สิบประการ”เสมือนสร้อยร้อยบรรเลง…….. เป็นบทเพลงพระนิพพานประทานพร………
“ไม่มีรูป-ไม่มีสี-ไม่มีกลิ่น”……… ไร้ประทิ่น….”ไม่มีรส”ทั้งหมดถอน………
“ไม่มีสัมผัส”…สารพันทุกขั้นตอน………. ไร้อาทรสุขเกษมแสนเปรมปรีดิ์………..
“ไม่มีเกิด-ไม่มีแก่-ไม่มีเจ็บ”………… ไร้ร้อนเหน็บหนาวไร้ทุกข์เป็นสุขศรี……..
“ไม่มีตาย”….เป็น”ความว่าง”อย่างเสรี……. ให้ปักษีบินไปไร้ร่องรอย………
เป็น”เก้าไม่””หนึ่งมี”…..ที่ความว่าง……… เป็น”เก้าอย่าง””เก้าไม่มี”ที่ใช้สอย…….
คือ”อัตตา-ตัวตน”ยกคนลอย…….. มีไม่น้อยทั้งเราเขามี”เก้ารู”…….
อย่างละหนึ่ง…..”ทวารหนัก-ทวารเบา”……. “ปาก”ของเจ้า”จมูก”ข้าฯแล”ตา-หู”…….
อย่างละสองทางออก-เข้ามี”เก้ารู”………. มันว่างอยู่….จึงไม่มี…..ที่ตัวตน …….
“ความว่าง”ไร้รั้วรอบ…ไร้ขอบเขต……… สุดสายเนตรคือ”ความว่าง”กระจ่างผล……..
ไม่มีเครื่องร้อยรัดมัดตัวตน……… ทุกแห่งหนไม่สิ้นสุดถึง”พุทโธ”……..
“ความว่าง”เป็นที่อยู่หมู่”อัตตา”…….. “ตัวตน”ข้าฯหรือเจ้าเศร้าอักโข…….
คือ”ดิน-น้ำ-ไฟ-ลม”ดั่งร่มโพธิ์……….. แล้วเติบโตเป็นร่างกายจนวายวาง…….
เป็นที่อยู่ของ”อนัตตา”ชัดแจ้ง………. “นามธรรม”แฝงอยู่เด่นชัดไม่ขัดขวาง…….
คือ”จิตใจ”ของสัตว์-คนเปิดหนทาง……… เห็น”ความว่าง”….เห็น”นิพพาน”…ไม่นานเกิน…..
“พระนิพพาน”อยู่สูงสุดในพุทธศาสน์….. ใครสามารถรู้เท่าทันท่านสรรเสริญ……..
“พระนิพพาน”อยู่ที่ไหน?ใคร่เชื้อเชิญ……. ร่วมทางเดินชูช่วยไปด้วยกัน…….
“นิพพานคือความว่าง”…วางกิเลส……….. ว่างจากเหตุ”โลกิยะ”เบ็ญจขันธ์……..
ว่างจากตน…..”เหนือโลกและเหนือธรรม์”….. “เลิกยึดมั่นถือมั่น”….จบกันเลย……
ทั้ง”อัตตา-อนัตตา”สารพัด……….. ต้องละตัด….แล้วอยู่กลางคือ”วางเฉย”…….
“อุเบกขา”รักษาไว้ให้ใจเคย………. ที่ชื่นเชย”อัพยากตาธรรม”……..
“อัตตา”ละสิ่งที่มีนี้ไม่ยาก……….. แสนลำบาก”อนัตตา”พาถลำ……..
เพราะไม่มี-ไม่เห็น….เป็นรูปธรรม…….. ด้วยลึกล้ำฝังจิตสนิทใน………
ยึด”นามธรรม”นำใจแก้ไขยาก…….. “รู้ตัว”หากถึง”ตัวรู้”พอสู้ไหว……
ศีล-สมาธิ-ปัญญา….จะพาไป…….. แก้ไขได้หากแน่วแน่จะแก้ตัว…….
การเข้าถึงพระนิพพานใช่การง่าย……… ใช่ยากหลายพอเกลี่ยเฉลี่ยถัว……..
ความยากง่ายพอกันมันลงตัว…….. มองให้ทั่วแล้ววกมาหาตัวเรา…..
ถึง”นิพพาน”คือเข้าไป…เข้าใจ”จิต”…… เข้าปลดปลิด…บาปโทษที่โฉดเขลา…….
ธรรมชาติจิตคือตัวรู้…..ก็ดูเอา…….. ที่”จิต”เรา”ตัวเรา”เองหากเก่งจริง!!…..
ความวุ่นวาย…..กำเนิดเกิดจาก”จิต”…….. หยุดสักนิด….ไม่วุ่นวายทั้งชายหญิง…….
ความสงบ…..เกิดจาก”จิต”ไม่ผิดจริง……… เหนือทุกสิ่ง”จิตเป็นนาย”…กายเป็นรอง……
แม้”ความว่าง”ก็กำเนิดเกิดจาก”จิต”…….. หยุดความคิด….ไว้แค่หนึ่งไม่ถึงสอง…….
สู่”เอกัคคตา”ปัญญาครอง…….. คุมจิตมอง”ให้ว่าง”ไว้อย่างเดียว………
ถึงจิตว่าง…..ก็เข้าผ่าน”นิพพาน”ได้……. สว่างไสวจิตสะอาดฉลาดเฉลียว……..
ไร้กิเลสก็ถึงสุขไร้ทุกข์เทียว…….. คุมอย่างเดียวให้”จิตว่าง”…ทางนิพพาน…….
เมื่อ”จิตว่าง”ดวงจิตเป็นอิสระ………. ความคิดละปรุงแต่งแปลงประสาน……
เป็น”ผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบาน”………. สวรรค์ผ่าน….นรกพ้น….เลิกวนเวียน…….
ไม่วุ่นวาย…..เพราะมี”สมาธิ”……… มี”สติ”และ”ปัญญา”ใช่พาเหียร……..
ไม่หลงโลก-หลงธรรมโน้มนำเพียร……. จิตโล่งเตียน….”ปล่อยวาง”ทุกอย่างลง…….
ภาวนา…..รู้ตัวอยู่ทั่วพร้อม………. มนัสน้อมแจ่มใสมิใหลหลง…….
สิ้นตัณหาอุปาทาน….ถึงกาลปลง…….. ไม่ลุ่มหลง”เลิกยึดมั่น”ในทันที……..
ไม่มีอกุศล…..บนความคิด……….. ไร้”อวิชชา”จรัสรัศมี………
สลัดเครื่องร้อยรัดมัดฤดี………. คืนเข้าที่ธรรมชาติสะอาดจริง……..
รู้ผิด-ถูก….ควร-ไม่ควรมวลดี-ชั่ว……. เพราะ”รู้ตัว”….”รู้ใจ”ในทุกสิ่ง………
รู้แค่รู้….แล้ววางลงตรงความจริง…….. เพราะ”ทุกสิ่งคือสามัญ “เช่นนั้นเอง…..
“นิพพานอยู่ในดวงจิต”หากคิดออก…….. ใช่ภายนอกเจาะจงให้ตรงเผง…….
“เราไม่มีในจิต”…..แค่คิดเอง……….. สิ้นหวาดเกรงความตาย…แค่วายวาง…..
บริสุทธิ์หยุดคิดจิตก็หยุด…….. สู่”โลกุตตระ”เข้าสะสาง…….
ดับกิเลส….เหตุกำเนิดเปิดหนทาง……. โลกกระจ่าง….”จิตว่าง”สว่างเบา……
สงบเย็นเห็นทุกสิ่งความจริงเปิด………. สุดประเสริฐเลิศประโยชน์ดับโฉดเขลา…. .
ดับดี-ชั่ว…..ตัวตนผลกล่อมเกลา………. ให้จิตเราสุดสะอาดปราศมลทิน……
เห็นสถานวิมานแก้วที่แวววับ…….. งามระยับโปร่งใสใจถวิล…….
ประดับเพชรล้ำค่าไร้ราคิน…….. เห็นองค์อินทร์….เทวดา..มหาพรหม……
มาฟังธรรมกับพระพุทธเจ้า…….. ต่างแหนเฝ้าก้มกราบเรียบราบสม…….
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงนิยม…….. แสนชื่นชมพระอรหันต์ตามกันมา……
พระปัจเจกพุทธเจ้ามาเฝ้าด้วย……… แสง-สีสวยสุดสว่างกระจ่างหล้า ……
ดั่งอาทิตย์สักสิบดวงพ่วงกันมา……… เต็มท้องฟ้าสวยงามอร่ามเรือง……..
ณ ที่นี่ไม่มีแก่แลเจ็บตาย……… แก้วแพรวพรายระยิบระยับสลับเหลือง…..
สะท้อนต้องทองคำค่าล้ำเมือง………. จิตต่อเนื่อง…คิดอะไรก็ได้พลัน…….
จะไปไหนมาไหนดังใจนึก………. ช่างลุ่มลึกงดงามดั่งความฝัน……
ไม่มีทุกข์สุขาสารพัน……… รู้เท่าทันสรรพสิ่งมิ่งมงคล………
เมื่อเห็นจิตก็เห็นพระนิพพาน……… ซ่อนอยู่นานแจ่มประจักษ์ด้วยมรรคผล……
แล้วทบทวนครวญคิดเห็นจิตตน……… เป็นกุศลเปี่ยมอยู่ทุกครู่ยาม……..
ดวงจิตทรง”อุเบกขา””เมตตา”ยิ่ง……… เห็นทุกสิ่งทั่วโลกาฟ้าสยาม……
ทั่วอนันตจักรวาลผ่านนิยาม………. เห็นความงามแห่งสามัญเป็นอันเดียว……
วิมานแก้วประกายเพชรถึงเจ็ดสี…….. หากจิตดีใสสะอาดฉลาดเฉลียว…….
หากจิตอ่อนเป็นทองคำค่าล้ำเชียว……… เพชร-พลอยเขียว-ทับทิมแดงเปลี่ยนแปลงไป….
แต่ละคนอาจเห็นได้ไม่เหมือนกัน……. ความเชื่อมั่น-ความมั่นคง-ความสงสัย…..
และบารมีแต่ละคนยลต่างไป……. อยู่ที่ใจจิตตน…ของคนดู……..
พระนิพพานเป็นอย่างไรเก็บไว้ก่อน……. อย่าใจร้อนใจเย็นเย็นจะเด่นหรู…..
เร่งปฏิบัติให้ถึงแล้วพึงดู……… แล้วจะรู้เป็นฉันใด?ในนิพพาน……
สำคัญที่ตัวตน….ค้นให้พบ……… นิพพานจบ….บุญญามหาศาล……
“เห็นจิตตน”จิตเป็นทิพย์…”เห็นนิพพาน”….. จิตเบิกบานถึง”พุทธะ”ปล่อย-ละ-วาง……
ปล่อยทุกอย่าง….วางลงตรงแค่จิต……. ดับนิมิตสารพัดที่ขัดขวาง……
ไม่หนาว-ร้อนผ่อนสบายเดินสายกลาง……. ดับทุกอย่างทั้งดี-ชั่วดับตัวตน……
เห็นนิพพานในความว่างสว่างจ้า……… เห็น”พุทธา”บรรลุจิตกุศล…….
เห็นพระธรรม…..ดำริเลิศวิมล…….. เห็นพระสงฆ์คงทนในตนเอง……..
พระไตรรัตน์ชัดแจ้งแทงตลอด…….. เป็นเยี่ยมยอดตอบรับกระฉับกระเฉง…..
คารวะเพราะค้นพบตนเอง………… ลือละเบงพระนิพพานสำราญดี……..
ดวงจิตเห็นเป็นดวงแก้วที่แพรวพราย….แสงกระจายดั่งเพชรแผ่เจ็ดสี……
อยู่รอบตัวรอบทิศด้วยฤทธี………… และบารมีสิบทัศเข้าจัดแจง……
โพธิญาณผ่านล่วงถึงดวงแก้ว……… ตลอดแนวแลโล่งด้วยโปร่งแสง…….
มองทะลุทุกมิติฤทธิแรง……… ดวงจิตแกร่ง”อมตะ”นิรันดร์……..
อยู่เหนือโลก….เหนือธรรมสุดล้ำเลิศ…… แจ่มบรรเจิดเที่ยงแท้ไม่แปรผัน……
เหนือจักรวาลผ่านพิภพจบเทวัญ……… เหนือสวรรค์….พรหมสถานพิมานแมน…..
ณ ที่นี้คือ”โลกทิพย์พระนิพพาน”……….. พระผู้ผ่านดาษดื่นเป็นหมื่นแสน……..
ถึงล้านโกฏนับไม่ได้ในดินแดน……… วิมานแมนยังรออยู่ทุกผู้คน……..
ตัดสินใจไปนิพพานเสียวันนี้!!…….. ด้วยจิตที่แกร่งดังเพชรสำเร็จผล……
มุ่งนิพพานเท่านั้น….มั่นกมล………. เกิดมรรคผลล้วนสัมฤทธิ์ที่จิตเรา……

พุทธธรรมนำธรรมะประกาศก้อง......ต่างแซ่ซ้องเพื่อมวลมิตรดับจิตเขลา........

"คิด-พูด-ทำแต่กรรมดี"ที่ตัวเรา .........ดับที่"เงาความคิด"สนิทเอยฯ..........

 

นิพพานะ ปัจจโย โหตุ…..สาธุ……สาธุ……..สาธุ

 


ท่องแดนพระนิพพาน ภาค2(เส้นทางนิพพาน)

บทกวีทิพย์ :: ท่องแดนพระนิพพาน ภาค2(เส้นทางนิพพาน)

ชัย แสงทิพย์ พุทธกวีทิพย์

“ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นเห็นธรรม
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต
ผู้ใดเห็นเราตถาคต ผู้นั้นเห็นนิพพาน “
(พุทธวจนะ)

“ทุกข์”ก็คือ”ตาเนื้อ”เชื่อหรือไม่?……. “ธรรม”ก็คือ”ตาใน”จำไว้หนอ………
“เห็นทุกข์”คือ”เห็นรูปธรรม”นำพะนอ………. “ดิน-น้ำ“หนอ “ไฟ-ลม”ผสมกัน…….
“เห็นธรรม”คือ”เห็นนามธรรม” “จำ-รู้สึก”……. “ความคิดนึก”และ”สัมผัส”ที่จัดสรร……
“ตถาคต”คือ”ตาในตา”….สารพัน………. “รู้แจ้ง”ทันเท่ามายาในสากล…….
“ตาในตา” “ทิพย์จักษุ”….บรรลุแล้ว……… เหมือนดวงแก้วทรงฤทธิ์ประสิทธิ์ผล……
“เห็นตถาคต”คือ”ความคิดในจิต”คน……… “ไม่มีตน-ตัวเรา”ด้วยเข้าใจ………
“จิตละรูป”เพียงดูแค่รู้สึก……….. มิคิดนึก…”.ชัง”หรือคิด “พิศมัย”…..
เป็น “ผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบาน”ใจ……… ด้วย “ตาในตา””พุทธะ”จิต “ละวาง”…….
“นิพพาน”หรือคือ”ธรรมจักษุ”………. “ตา”บรรลุ “เห็นธรรมะ”ใสกระจ่าง………
“เห็นนิพพาน”….”สุญญตา”มาเปิดทาง….. ดวง”จิตว่าง”…..จากกิเลสเหตุมายา……..
ว่างจาก”เครื่องร้อยรัด”ที่มัดจิต…………. ว่างจากพิษแห่งสมมุติสุดสรรหา……..
ไร้รูป-นาม….สิ้นห่วง”ภาพลวงตา”……… “นิพพานา”เป็นสุขทุกวันคืน…………
“ผู้เห็นทุกข์”…”เห็นธาตุสี่”นี่”ตัวเรา”…… รวมกันเข้าผูกมัดไม่ขัดขืน……..
ทั้ง”ดิน-น้ำ-ไฟ-ลม”ช่างกลมกลืน………. กิเลสรื่นครื้นเครงบรรเลงรมย์…….
เป็น”ตัวเรา”….เดือดร้อนเป็น”ก้อนทุกข์”……. “ตัณหา”คลุกเคล้าสร้างไว้ให้ขื่นขม…….
ไม่รู้จักคำว่า”พอ”…..ก่อตรอมตรม……….. “สามพอ”คมคายนัก……รู้สักนิด!!………
หาก”พอกิน””พอใช้”ใคร”พออยู่”……… “ผู้นั้นรู้ถึงแก่นธรรม”เลิศล้ำจิต………
“เป็นธรรมชาติ”แท้จริงยิ่งชีวิต……….. หากใครคิดออก…ไร้ทุกข์เป็นสุขเทอญฯ……
ธรรมชาติ….รังสรรค์เจ้า-ตัวเราด้วย…… เรียนรู้ช่วยเหล่ามนุษย์สุดสรรเสริญ……
ให้เรียนรู้….ไม่ยึดติด….ไม่ชิดเชิญ……… ไม่ขาดเกิน…แล้ว”ปล่อยวาง”ทุกอย่างลง…..
ร่างกาย….อาศัย”ข้าว-ผ้า-ยาและบ้าน”……. “สี่ประการ”ก็อยู่ได้มิใหลหลง……..
ไม่มีทุกข์สุขใจ…..เมื่อได้ปลง……….. ชีพดำรง….คงทำดีมีมงคล………
“ผู้เห็นธรรม”….”เห็นตัวเรา”ไม่เขลาโง่……มุ่งสู่”โพธิญาณ”ตระการผล………
รูปธรรมสี่-นามธรรมสี่……มีทุกคน……… แยกแยะตนออกให้เห็นอย่างเด่นชัด!!……
“รูปธรรมสี่”คือ”ธาตุสี่”…..มี”ดิน-น้ำ-……. ไฟ-ลม”ย้ำตามรุกทุกขสัจจ์………
“นามธรรมสี่””รู้สึก-จำ”เห็นธรรมชัด……… “คิด-สัมผัส”ปรุงแต่งแหล่งรับรู้…….
ละเอียดมีเพียง”สี่คู่”….ดูให้ดี…….. ย่ออีกทีมองให้ซึ้งเหลือ”หนึ่งคู่”…….
“รูปกับนาม”กระทบกันเท่านั้นดู…….. ก็จะรู้นี่”มายา”ชีวาเรา……..
“เห็นตัวตน”….แล้วอย่าหลงพะวงคิด…….. เป็น”พุทธจิต”จิตเดิมแท้ช่วยแก้เขลา……
ละทั้งรูป-ละทั้งนาม…..เกิดความเบา……… เป็นแค่เงา….ตามร่างก็ช่างมัน!!…….
เป็นจิตเดิมใสยิ่งกว่าธาราน้ำ………. ไม่ชอกช้ำบริสุทธิ์ประดุจฝัน………
บริสุทธิ์ยิ่งกว่าอากาศพิลาศครัน…….. เป็น”ต้นธาตุ-ต้นธรรม์”…นิรันดร……
“ผู้ใดเห็นตถาคต”….ปรากฏเด่น…….. “ผู้นั้นเห็นนิพพานะ”ประภัสสร……..
เห็นทุกสิ่งเพียงมายา….ทุกท่าตอน…….. ไม่เดือดร้อน”เครื่องร้อยรัด”สลัดไป…….
“รูป-นาม”เป็น”ภาพลวงตา”…..สารพัด…… เลิกผูกมัดพบหนทางสว่างไสว…….
เพราะไม่มีฝุ่นละอองเกาะข้องใจ…….. ด้วย”ละ”ได้ใน”ทุกสิ่ง”……แล้ว”ทิ้ง”เลยฯ……..

นิพพานะ ปัจจโย โหตุ…….


ท่องแดนพระนิพพาน ภาค3(ความว่าง-ประตูสู่นิพพาน)

บทกวีทิพย์ :: ท่องแดนพระนิพพาน ภาค3
(ความว่าง-ประตูสู่พระนิพพาน)

ชัย แสงทิพย์ พุทธกวีทิพย์

อัน”ความว่าง คือ ประตูสู่นิพพาน”……นิรันดร์กาลยืนยงน่าสงสัย……
ใน”ความว่าง”…ที่ว่างนี้มีอะไร?…… อยู่ที่ไหน?…เล่า”ความว่าง”ที่อ้างอิง……
อยากจะมี-อยากจะเห็น-อยากเป็นอยู่…… ความอยากรู้มีมากมายทั้งชายหญิง……
“ความว่างมีคุณอนันต์”…นั่นความจริง…… ยิ่งค้นยิ่งล่อหลบไม่พบเจอ……
“ความว่าง คือสิ่งว่างเปล่า”….หากเข้าถึง….. จะรู้ซึ้ง”สัจธรรม”นำเสนอ……
“ความว่าง คือ บรมธรรม”น้อมนำเธอ……. ให้พบเจอ…”ประตูสู่นิพพาน”……
“ความว่างไม่มีอะไร….อยู่ไหนเล่า?…… ที่ว่างเปล่าแสนปรีดิ์เปรมเกษมศานต์…..
ไร้เครื่องหมาย….ไร้ขอบเขต…สังเกตการณ์…..”พระนิพพานคือที่หมาย….จุดปลายทาง”……
เป็นที่อยู่อาศัย…..ของสรรพสิ่ง……. อยากเห็นจริงก็มองเห็นเด่นกระจ่าง…….
สัมผัสได้….รู้ได้….ใคร่เปิดทาง……. “สู่ความว่างประตูทอง”…ให้ลองดู…….
“สิ่งที่มีชีวิตและไม่มี……. อยู่ในนี้….ในความว่าง”สว่างหรู…….
“อัตตา-ตัวตน”…”สสาร”เชิญอ่านดู……. แล้วจะรู้ “พลังงาน”ชัด….”อนัตตา”…….
มีตัวตนและไม่มี….อยู่นี่หมด…….. ใช่สมมติเป็นความจริงทุกสิ่งหนา……..
ในความว่าง….มนุษย์-สัตว์….เหมือนจัดมา…. ล้วนแต่อาศัยความว่าง…..ก่อสร้างตน……
แต่”ความว่าง คือ ความมี “ ที่ไม่เห็น…. แอบซ่อนเร้นอยู่รอบกายขยายผล……
เป็นช่องว่าง….จึงไม่รู้เหล่าผู้คน……… แท้ในตน…ว่างยังมีที่ร่างกาย……
จะรู้จัก “ความว่าง”ดังอ้างถึง……… ควรจะซึ้งรู้จักธรรมในความหมาย……
ธรรมที่อยู่ในความว่างเคียงข้างกาย….. ผลสุดท้ายก็จะเห็นอย่างเด่นชัด!!……..
“โลกบังธรรม”….”ธรรมบังพระนิพพาน”…… จำเนียรกาลนานนับสรรพสัตว์…….
“สมมุติบังความจริง”…ยิ่งผูกมัด…… “เครื่องร้อยรัดบังความว่าง”…ปิดทางตัน!!…..
“ธรรมก็คือรูปธรรม”…ประจำใจ……. “ดิน-น้ำ-ไฟ-ลม”พัดที่จัดสรร……
“ธรรมะคือนามธรรม”อันสำคัญ…… “จิตใจ”นั้น “คือความหมายใน “กาย”เรา……
“จิตซ่อนอยู่ในกาย”….หมายเป็นตน……. ดิ้นทุรนเป็นทุกข์ใจเหมือนไฟเผา…….
ทึกทักว่า “กาย”ต้อง “เป็นของเรา”……. ไล่ตามเงา….”บังนิพพาน”มานานนม…….
“จิตเป็นของว่างเปล่า”….นะเจ้าเอ๋ย……. หลงจนเคยชินอยู่ไม่รู้สม…….
อาศัย”รูปกาย”แฝงแหล่งภิรมย์…….. มัวงายงม “อวิชชา”…นานกาเล…….
“จิตอาศัยกายอยู่เพียงครู่หนึ่ง”…….. ให้รู้ซึ้ง…เท่าทันใช่หันเห……
“จิตต้องไปเมื่อกายพัง”….ไม่ลังเล…… จิตจะเร่ไปที่ไหน?….ก็ไม่รู้!!…….
“จิตย่อมไปตามกรรมที่ทำมา”…….. หากบาปหนา….ลงอบายตายอดสู…….
จิตกุศลผลบุญ….หนุนอุ้มชู…….. ตายไปสู่ทิพยสถานพิมานแมน…….
หากจิตสิ้น”อาสวะ”สละแล้ว……. จิตเป็นแก้วดวงวิมุติพิสุทธิ์แสน……
จักไปสู่ “พระนิพพาน”….ตระการแดน…… หยุดโลดแล่น”ไม่เกิดอีก”…ปลีกตัวไป…..
แล้วเมื่อนั้นจะรู้สึกสำนึกคิด…….. ถูกหรือผิด…นรก-สวรรค์สำคัญไฉน?…..
หากคิดผิดถลำเดินสายเกินไป…… ก็”คิดใหม่-ทำใหม่”….ให้มันดี…….
ชีวิตเกิดมาในโลกมีโชคช่วย……. บุญอำนวยเป็น”มนุษย์”วิสุทธิ์ศรี……
แต่”ดิน-น้ำ-ไฟ-ลม”ผสมดี…….. “เห็นกายนี้ว่าเป็นเรา”…นั่นเขลาเกิน……
“กิเลสบังธรรมชาติ”อันบริสุทธิ์…….. มวลมนุษย์มีสารพัดเหตุขัดเขิน……
“เห็นร่างกายเป็นจิต”….มัวคิดเพลิน…… ถลำเดิน…”ลืมบ้านเก่า”ของเราเอง…..
เอา”ร่างกายคืนสู่โลก”แห่งธาตุสี่……. “ดิน-น้ำ”นี้…”ไฟ-ลม”ปลงให้ตรงเผง……
เอา”จิตใจคืนความว่าง”….ทางเปิดเอง……. ยินบรรเลง”เพลงทิพย์พระนิพพาน”…….
ว่า”ความว่างสอนอะไรให้มนุษย์?”……. ในที่สุด”ลืมความว่าง”…ทางศุขศานติ์…..
ทุกอย่างที่มีตัวตน….ดลบันดาล……. “อัตตา”ผ่านลืมหลงถึงงงงวย!!…….
ไร้ความว่าง….จะเดิน-ย่าง-วิ่งอย่างไร?…… อยู่ที่ไหน?บนแผ่นดิน?คงสิ้นสวย……
ไร้ความว่าง….คนล้นโลก…โศกระทวย……. ใครจะช่วยถ่ายเท…..สนเท่ห์นัก!!……
“สิ่งที่มี”…คือ.ฝุ่นละอองของ”ความว่าง”……. ทุกสิ่งสร้างชอบกล….วิ่งวนหลัก……
“ในโลกนี้สิ่งที่มี…..มีน้อยนัก”…….. ไม่รู้จัก….สิ่งที่มี….กันดีพอ……..
“ความว่างคือความไม่มี”….ไร้ที่สุด…… แล้วก้าวรุดสู่”สิ่งมี”ฉะนี้หนอ……
แล้ว”พัฒนาสู่ไม่มี”….มิรีรอ….. “ชีวิตก็ไปไปมามา”….น่าเบื่อจัง!!…….
“นี่แหละคือชีวิต”…..คิดให้ตก…… ล้อธรรมวกเวียนตามดับความหลัง……
“ความว่างมีชีวิต…..อนิจจัง”……. เมื่อชีพยัง….ทำหน้าที่…ให้ดีเอยฯ…….

นิพพานะ ปัจจโย โหตุ สาธุๆๆ

Dark Shade(ฉากดำ)หรือLand of Gods(ดินแดน
แห่งพระเจ้า).....พระนิพพานอยู่ที่นี่หรือเปล่า และประตูทางเข้า
พระนิพพานเล่าอยู่ที่ใด.?......

จักรวาลจาเมเอดา หนึ่งในเจ็ดพิภพจักรวาล
ซึ่งรวมอยู่ในอนันตจักรวาล พระนิพพานอยู่ที่นี่หรือเปล่า? ผู้รู้กล่าวว่าประตูเข้าสู่พระนิพพานเล็กกว่าปลายเข็มหมุดเสียอีกนะครับ....แล้วเราจะเข้าไปสู่พระนิพพานได้อย่างไร?

ดาวราหูหรือโลกมนุษย์ที่เราอยู่นี่ละครับ
หรือบางทีพระนิพพานจะมีแอบซ่อนไว้ในโลกเราใบนี้หรือเปล่าก็
ไม่มีใครทราบได้ และบางทีประตูทางเข้าพระนิพพานก็อาจจะอยู่
ในตัวท่านเองก็ได้.......


 

ชัย แสงทิพย์

ChaiSangthip@hotmail.com

www.buddha-dhamma.com




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2557 18:30:28 น.
Counter : 557 Pageviews.  

บทกวีทิพย์ :: เรือมนุษย์สู่โลกทิพย์พระนิพพาน

บทกวีทิพย์ :: เรือมนุษย์สู่โลกทิพย์พระนิพพาน


“เรือมนุษย์”แล่นไปไกลสุดกู่ ยากจะรู้ลิ่วตะบึงไปถึงไหน?

ตั้งแต่ลืมตาดูโลกมีโชคชัย เกิดมาได้เป็นมนุษย์ก็สุดดี

อยู่ในครรภ์มารดาจะคลาเคลื่อน “ครบสิบเดือน”จะได้เกิดประเสริฐศรี

ทรมานอยู่ในท้องร้องเข้าซี เสียงไม่มีตาก็ปิดสนิทเลย

อยู่ในน้ำคร่ำสกปรกนัก เน่าเหม็นหนักนอนนิ่งเบื่อจริงเหวย.....

หิวก็ดิ้นตีนทิ่มพุงยุ่งจังเลย เจ้าหนูเอ๋ย....ไม่เห็นเดือนเยือนตะวัน!!!

กินนมแม่-สายสะดือสื่อโลหิต สร้างชีวิตขึ้นมาช่างน่าขัน

ปฏิสนธิกาย-จิตมาติดกัน เกิดสัมพันธ์เป็น”ทารก”ยกว่า”คน”

“พ่อ-แม่-ลูก”ผูกจิตสนิทแนบ “สามส่วน”แยบยลวิญญาณบันดาลผล

ทั้ง”บาป-บุญ”หนุนเนื่องทุกเรื่องปน “เกิดเป็นคน”ต้นเหตุกิเลสพา

ร้องอุแว้แม่ก็เพลียละเหี่ยจิต เสี่ยงชีวิตเพื่อลูกน้อยที่คอยหา

ยืนระวังนั่งระไวเดินไคลคลา กลัวลูกยามีตำหนิจะพิการ.....

เมื่อเกิดมากว่าจะโตโอ้โฮยาก แสนลำบากบอกตรงๆน่าสงสาร

ต้องหัดพูดดูดนมอยู่ซมซาน หัดคืบคลานนั่ง-เดินก็เกินพอ

ต้องหัดดื่ม-หัดกินสิ้นทุกอย่าง เลียนแบบบ้างจดจำขำจริงหนอ

หิวก็ร้องแม่ให้นมชมพะนอ กลืนลงคอก็ยังหัด....สัจธรรม

โตอีกหน่อยคอยเฝ้าเข้าโรงเรียน หมั่นพากเพียรเรียนไว้ไม่ตกต่ำ

ศึกษาสรรพวิชาการพื้นฐานนำ ต้องจดจำวันละนิดคิดคำนึง.......

พ่อ-แม่สอนก่อนครูรู้ทุกอย่าง ช่วยเสริมสร้างชีวิตยังคิดถึง

อนุบาลผ่านประถมให้กลมกลึง ต่อมาถึงมัธยมก็นมนาน

สู่เตรียมอุดมศึกษามาวัยรุ่น ต้องหมกมุ่นการศึกษามหาศาล

ได้เล่นบ้างแต่น้อยพลอยรำคาญ วิชาการเรียนไม่หมดตามกฎเกณฑ์

แล้วขึ้นอุดมศึกษามหา’ลัย เปิดโลกใหม่ใหญ่กว้างหนทางเห็น

เพื่อประกอบอาชีพรีบจำเป็น ต้องลำเค็ญกระเสือกกระสนอดทนเอา

ต้องชิงดีชิงเด่นแม้เป็นเพื่อน แข่งขันเหมือนทศกรีฑาโมหาเขลา

ใครอ่อนแรงไม่แข็งขันถูกบั่นเอา “ชนะเขาก็คือแพ้”เป็นแน่นอน

ฝึกให้”โลภ—โกรธ-หลง”งงแต่เด็ก โลภแต่เล็กจนโตใหญ่น่ะใครสอน?

เป็นวิชาหาเงินเกินอาทร เป็นขั้นตอนของโลกๆโชคอำนวย

ต้องแยกกลุ่มหนุ่มสาวชาวอาชีพ เหมือนถูกบีบอย่างแรงให้แทงหวย

จะเลือกเอาเบอร์ไหน?ให้ระทวย ไม่อยากม้วยต้องเลือกรักเอาสักทาง...

ต้องปรึกษาหารือถือพ่อ-แม่ จะเปลี่ยนแปรสารพัดยังขัดขวาง

ชอบอะไรไม่สมอารมณ์วาง เลือกเอาอย่างหนึ่งจนได้ตามใจกัน

ประกอบกรรมสัมมาอาชีวะ ต้องพบปะทั้งทุกข์และสุขสันต์

เจอผู้คนหญิง-ชายหลายท่วงทัน เป็นสามัญสัจจังในสังคม

พบคนดีมีจนและคนชั่ว ต่างถือตัวกันว่าดีศักดิ์ศรีสม

ไม่ลดลาวาศอกช้ำชอกตรม ต่างนิยม”ยึดอัตตา”ว่ากันไป

การแข่งขันแย่งชิงยิ่งหนักขึ้น ปวดหัวมึนข้องจิตคิดไฉน?

ไม่มีสุขทุกข์ร้อนให้อ่อนใจ หลบตัวไปบรรพชาพรรษาเดียว

ได้ลิ้มรสบทธรรมพระกรรมฐาน ผสมผสานปริยัติชัดเฉลียว

ฉุกดี-ชั่วมองตัวตนอยู่คนเดียว จิตปราดเปรียวว่องไวไร้ทุกข์เยือน

เป็นช่วงตอนปลอดโปร่งโล่งหัวอก ยากจะยกเปรียบได้อะไรเหมือน?

ความเป็นจริงสิ่งค้นหาเข้ามาเยือน สะกิดเตือน”เกิดรู้เห็น”ความเป็นมา..

สึกแล้วออกทำงานทำการต่อ ไม่ย่นย่อช่วยชาติ-พระศาสนา

พบคนดีสาวเจ้าเข้าวิวาห์ เป็นบิดากำเนิดลูก”โซ่ผูกพัน”

ต้องทำมาหากินทุกถิ่นเขต ทั่วประเทศขอบข่ายย้ายขยัน

ทุกภูมิภาคออก-เหนือ-ใต้ก็ไปกัน ครอบครัวนั้นก็ต้องแยกแตกกระเซ็น

แยกกันอยู่ครู่คราวราวจังหวะ เรียนธรรมะจากชีวิตให้คิดเห็น

พบชั่ว-ดีมีสุข-ทุกข์ลำเค็ญ ชีวิตเป็นเช่นนี้......มีเปลี่ยนแปลง

พ่อ-แม่-ลูกแยกทางต่างกันอยู่ ต้องต่อสู้เพื่อตนทุกหนแห่ง

เพื่อครอบครัวและลูกน้อยค่อยมีแรง เสาะแสวงความก้าวหน้าอุตส่าห์เดิน-.....

จากลูกน้อง....ต้องตำราทำหน้าที่ การงานดีซื่อตรงดั่งหงส์เหิน

ประสาซื่อตัวเราเขาก็เมิน ไต่เต้าเดินไปช้าๆตามท่าที

สุจริตคิดชอบประกอบกิจ ไม่ทุจริตหยิ่งนักในศักดิ์ศรี

นับถือ”ความยุติธรรม”ค้ำชีวี เคารพที่”ความถูกต้อง”ครรลองธรรม

สอพลอใครไม่เป็นเห็นทางยาก แสนลำบากจะได้ชมสิ่งคมขำ

คนเขานับกลับกลอกล่อหลอกนำ ต้องใช้กรรมกันให้หมดสู้อดทน

เติบใหญ่เป็นนายคนก็วนกลับ ต้องบังคับบัญชามุ่งหาผล

ตามหน้าที่รับผิดชอบประกอบตน ไม่จำนนต่อปัญหาสารพัน......

มีลูกน้องมากมายจากหลายแหล่ง ยิ่งหนักแรงน้อมนำไม่ขำขัน

ทำอะไรไม่หนักเท่าคนเรานั้น ต่างจิตกันให้ร่วมงานการปกครอง

กิเลสคนล้นมากยากจะแก้ ต่างคนแล”เห็นแก่ตัว”ทั่วทั้งผอง

ผลประโยชน์โฉดเขลาพอเข้าครอง มืดมัวหมองบังใจ....เห็น-ไม่รู้!!

เกิดเป็นคนทั้งทีนี่แสนยาก ควรบั่นบากอดทนเกิดผลหรู

ต้องศึกษาหาวิชาค้นหาครู ที่ซ่อนอยู่ในกมลของตนเอง!!

คือ”พุทธะ-ผู้รู้-และผู้ตื่น” ใช่ผู้อื่นเจาะจงให้ตรงเผง

“ผู้เบิกบาน”ก็เหมือนเอาของเราเอง ให้รีบเร่งเร็วรุดขุดขึ้นมา......



๐ “จิตวิญญาณ”นั้นหรือ “คือ สติ” ให้ตรองตริเปรียบเปรยเฉลยหนา

“เรือชีวิต”ลำน้อยลอยธารา “จิตวิญญาณ์”ก็คือ “สมอเรือ”

เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจไม่ทำชั่ว ไม่มืดมัวเปิดหนทางสว่างเหลือ

“เป็นความเห็นที่ถูกต้อง”เมื่อล่องเรือ ไม่คลุมเครือแต่แจ่มใสในวิญญาณ

“คือ สัมมาทิฏฐิ”-“สติชอบ” รู้รอบคอบด้วย”ปัญญา”มหาศาล

“คือ รู้ตัวทั่วพร้อม”กลิ่นหอมนาน “ดอกบัวบาน”ห้ากลีบแล้วรีบเดิน!!

“ปัญญา คือ ใบจักรเรือ”เหนือทุกอย่าง จะสรรค์สร้างชีวันน่าสรรเสริญ

ช่วยขับเคลื่อนชีวิตจิตดำเนิน ก้าวเจริญสู่เป้าหมาย”ฝั่งท้ายโน้น”!!

ด้วย”ปัญญาญาณ”ยัง “คือ หยั่งรู้” ติดตามดูรู้เห็นดังเช่นโหร

เมื่อตามดู”รู้แจ้ง”ทิ่มแทงโจร “ไม่รู้”โดนฆ่าตายวายชีวา......

“เมตตา คือ ชูชีพ”เร่งรีบคิด ช่วยชีวิตคนให้พ้นวนสังสาร์

ไม่กินเนื้อสัตว์น้อยใหญ่ไม่บีฑา เกิด”เมตตาบารมี”แต่นี้เลย

“เกิดความคิดช่วยเหลือตนและคนอื่น” ชูชีพชื่นรื่นเริงบันเทิงเหวย

“ได้ดวงตาเห็นธรรม”จำไว้เลย “เมตตาเผยเปิดดวงธรรม”ให้ฉ่ำเย็น

“มรรคแปด คือ พังงา”ช่วยพากาย ที่”ถือท้ายสู่พุทธะ”แล้วจะเห็น-

เครื่องชี้ทิศทางให้ไม่ยากเย็น ให้จิตเห็นช่องทางสว่างไป.......

“มรรค-หนทางสูงส่งมีองค์เจ็ด” เหมือนยอดเพชรนำทางสว่างไสว

ถึงพร้อมชอบด้วยกายา-วาจา-ใจ เห็นภายในที่ลึกลับประทับทรวง

“สามัคคี”ที่แนะ”โซ่และเชือก” อันควรเลือกเอาไว้ใช้คุณใหญ่หลวง

รักชื่นชมสมหวังงานทั้งปวง- จักลุล่วงเป้าหมายถึงปลายทาง.......

จากฝั่งนี้ตั้งความหวังไปฝั่งโน้น ทะเลโพ้นสารพัดที่ขัดขวาง

ไม่ย่นย่อท้อใจในหนทาง “ใบขึ้นกาง””เรือชีวิต”วิ่งติดลม!!!

ให้เริ่มต้นแต่วันนี้ไม่มีสาย ทั้งหญิง-ชายจักอำนวยให้สวยสม

ขึ้น”เรือทอง”ของฉันนี้ไม่มีจม สิ้นระทมตัดทุกข์สุขอนันต์

มีหน้าที่ทำอะไรทำไปเถิด สิ่งประเสริฐอย่าชื่นชมพรหม-สวรรค์

ทุกท่านเคยผ่านดี-ชั่วมาทั่วกัน หลงสวรรค์หันเหเสียเวลา.......

สวรรค์-พรหมอายุยืนพันหมื่นปี ไม่เห็นดีมีแต่สุขไร้ทุกขา

ต่างเพลินเพลินหลงใหลในกามา- วจรพามืดล่วงดับดวงธรรม

“ไปนิพพานกันเถิดประเสริฐสุด” ถึง”พระพุทธ-ธรรม-สงฆ์”องค์อุปถัมภ์

“พระรัตนตรัย”ใหญ่ยิ่งสิ่งเหนือกรรม -และเหนือธรรมซาบซึ้งเป็นหนึ่งเดียว

“เรือชีวิต-สู่โลกทิพย์พระนิพพาน” ล่องเลยผ่านพรหม-สวรรค์ไม่หันเหลียว

อบายภูมิตัดขาดประหลาดเชียว “พริบตาเดียวก็แล่นถึงซึ่งนิพพาน”!!

ไปนิพพานไปอย่างไร?บอกให้นิด “เรือชีวิต”จะพาไปให้ศุขศานติ์

ให้อยู่กับ”ตัวรู้”อยู่นานๆ ประตูผ่าน”ลิ้นปี่”หว่างที่กลางทรวง-

แหล่งสะสมบาปกรรม”พระธรรมจักร” หากรู้หลักจักสมใจผลใหญ่หลวง

“ทุกข์-สุขเกิดที่นี่”ไม่มีลวง “ดับทั้งปวงดับที่นี่”-“ลิ้นปี่”เรา......

“ดูลิ้นปี่ที่เดียว”ที่เกี่ยวข้อง “นี่คือมองจิตตน”หลุดพ้นเขลา

“เมื่อเห็นจิต-เห็นพุทโธ”โอ้ตัวเรา เคยมัวเมาก็จะดับหายลับไป!!....

“ดูลิ้นปี่-แผ่เมตตา”อุตสาหะ “เห็นพุทธะ”และทุกอย่างกระจ่างใส

จิตเบิกบานเหมือนแก้วอันแววไว แผ่ออกไป”เมตตา”นั้นทุกวันคืน......

จะนั่ง-ยืน-เดิน-นอนวอนตามดู รู้สึกอยู่ให้แจ่มชัดไม่ขัดขืน

“รักษาศีลห้าขอไว้ให้ยั่งยืน” จิตสดชื่น”สมาธิมั่นเกิดปัญญา”......



๐ “อุปสรรค คือ ครูบา”บูชายิ่ง เป็นของจริงล้ำลึกควรศึกษา

ศัตรูสร้างบารมีมารที่มา มีปัญญาอย่ากลัวแพ้เราแก้ทัน

ถึงเวลาลาไปตามใจสั่ง ดวงจิตตั้งสายพุทธะอรหันต์

ทั้งสองสายก็ล้วนดีมีเหมือนกัน ที่ต่างนั้นตามวาสนาบารมี

“ดอกบัวบานสิบดอก”ออกกลางอก ถึงสิบหก-สิบห้าดอกบอกรังสี

พระโพธิสัตว์ชัดเจนเห็นเด่นดี ตามบารมีอธิษฐานผ่านบำเพ็ญ

พระพุทธเจ้าบานถึงยี่สิบสี่ดอก ทั้งใน-นอกพระพุทธเจ้าที่เราเห็น

สามระดับถึงสัมมาพุทธาเป็น ล้ำสุดเด่นเอกอรหันต์เลิศชั้นเอยฯ…….






 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2556 18:00:21 น.
Counter : 600 Pageviews.  

หน้าตานิพพาน.....

หน้าตาพระนิพพานเป็นอย่างไรบ้างครับ?



สงสัยจัง?? ( ) ::12-12-2006 09:56:07




Pra Nibbana or Happiness is right inside of your Jit Jai, if your spirit has Pra Buddha Jow, Pra Nibbna, Pra Arisonk.

Actually, Pra Nipparn is everywhere if you Jit Jai has no attaching to your body .

There is the other wonderful place far away from this universe which is real happiness and beautiful Nibbana. We can learn to feel Nibbana with Manomayitti Meditation.



Kaysorn Suttajit ( ) 12-12-2006 19:26:45



แปลคำตอบอาจารย์คุณแม่เกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ



พระนิพพาน - ความสุขอันปราณีตบริสุทธิ์ ปรากฎขึ้นมาภายในจิตใจของคุณ ถ้าจิตใจของคุณมี (องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า+พระนิพพาน+พระอริยสงฆ์)

เป็นความจริง(เห็นได้จริงรู้ได้จริง), พระนิพานปรากฎขึ้นได้ทุกหนทุกแห่ง(เป็นอัศจรรย์) ด้วยเหตุที่จิตใจคุณไม่ยึดมั่นอยู่ในร่างกายของคุณ(จิตใจปล่อยวางร่างกายได้อย่างหมดจดเพราะเห็นตามสภาพแห่งความเป็นจริง)

ยังมีสถานที่ซึ่งมหัศจรรย์อยู่ไกลออกไปจากจักวาล , เป็นสถานที่ประสบแต่ความสุขโดยส่วนเดียว อีกทั้งงดงาม รู้จักในนามเมืองแก้วพระนิพพาน ,พวกเราสามารถฝึกฝนสัมผัส "เมืองแก้วพระนิพพาน"ด้วย "มโนมยิทธิ"

เสริม.... ถ้ามีกำลังใจดีงามใน (ศีล+สมาธิ+ปัญญา) = ท่านผู้ทรงความดีทั้งหลาย ท่านดำรงอยู่ในฌานสี่ใช้งาน(มโนมยิทธิใช้งาน) ท่านพบเมืองแก้วพระนิพพาน ด้วยบุญบารมีที่(ใส+สะอาด+บริสุทธิ์+เป็นประกายพรึก)ท่านมีสภาพของดวงจิต+อทิสมานกาย ที่ทั้งใสสะอาดบริสุทธิ์จนได้สนทนาธรรมกับท่านผู้ทรงคุณอันประเสริฐ (พระวิสุทธิเทพทุกๆพระองค์) ณ เมืองแก้วพระนิพพาน ด้วยอาศัย ความใส+สะอาด+บริสุทธิ์+เป็นประกายพรึก อันเกิดจาก(ศีล+สมาธิ+ปัญญา)......อันอบรมไว้ดีแล้ว ในขณะมีชีวิตอยู่(ในปัจจุบัน)

และพวกเราได้อบรมจิตใจให้ (ใส+สะอาด+บริสุทธิ์+เป็นประกายพรึก)ด้วยศีล+สมาธิ+ปัญญา ได้หนึ่งในแสนหนึ่งในล้านของท่านเหล่านี้หรือยัง ถ้ายังการพบการเห็นของเราจะเห็นแบบเด็กอนุบาลหนึ่ง,เด็กอนุบาลสอง,เด็กอนุบาลสาม.......



cooler ( ) 13-12-2006 08:51:24



หลวงปู่บุดดา ถาวโร ท่านกล่าวไว้ว่า.....



1."นิพพานสมบัติ"มีอะไรล่ะ? ไม่มีนามรูป มันจะไปโกรธกันได้ยังไง? กิเลสไม่มีอวิชชาไม่รู้ อุปาทานไม่มี มันข้ามไปหมดแล้ว "นิพพานสมบัติ ไม่มีวิบัติ".....

2."กายเดียว-จิตเดียว"นี้ ไปหาที่อื่นไม่เห็นหรอก "นิพพานอยู่ตรงไม่เกิด-ไม่ตายนั้นแหละ"

3.หน้าตานิพพานเป็นอย่างไร? "หน้า-ไม่มีอวิชชา อวิชชาไม่มี เป็นหน้านฤพาน นั่นแหละ ไม่มีอวิชชา ตา-ไม่มีอวิชชา จมูก-ไม่มีอวิชชา ปาก-ไม่มีอวิชชา ลิ้น-ไม่มีอวิชชา มีแต่วิชชานั่นแหละ

4.หน้า-เหมือนหน้าวิชชา ตา-เหมือนตาวิชชา จมูก หู-เป็นวิชชาทั้งหมด นั่นแหละ นิพพานเป็นอย่างนั้น เหมือนของคนผู้ถามนั่นแหละ......


พุทธญาณ
Buddhayan@gmail.com




 

Create Date : 13 ธันวาคม 2549    
Last Update : 13 ธันวาคม 2549 18:21:42 น.
Counter : 336 Pageviews.  

นิพพานสูตร......หลวงปู่ครูบาชัยวงศาพัฒนา

นิพพานสูตร......



บัดนี้ จักเทศนายังเทวสภาศาลาแห่งนางสุธรรมาได้สร้างไว้ ให้เทวดา พระอินทร์ และท้าวจาตุมหาราชทั้ง 4 เป็นที่ชุมนุมกัน พระอินทร์เห็นคนทั้งหลายที่ตายจากเมืองมนุษย์ ไปเข้าศาลานั้น บางคนก็ถูกลูกน้องพญายมราชเอาตัวไปสู่อบายไม่ขาดสาย ไม่อาจจักนับได้ เหตุเพราะเขาไม่รู้ทุกข์จากการเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย จึงได้ไปตกอบายทั้ง 4

เทวดา พญาอินทร์ และท้าวทั้ง 4 มีใจเมตตาสงสาร จึงให้เทวบุตรมาบอกให้บุคคลทั้งหลายภาวนา ให้รู้ชาติทุกข์-ชราทุกข์-พยาธิทุกข์-มรณาทุกข์ ทั้ง 4 ประการนี้ไว้ พญายมราชจึงจะไม่เอาไปลงอบายภูมิ......

บัดนี้ จะกล่าวยัง ชาติทุกข์ นั้นก่อน ชาติทุกข์- คือ ทุกข์จากการเกิดมาเป็นคน ไม่ว่าจะเกิดมาชาติใดก็ตามย่อมหนีไม่พ้นจากการถูกว่าร้าย เบียดเบียน ติเตียน ทุกข์ยากนานัปการ อันนั้นเรียกว่า ชาติทุกข์ ทุกข์จากการถูกท้าวพระยา เจ้านายข่มเหง เบียดเบียน ลงอาญาโดยไม่เป็นธรรม อันนี้ได้ชื่อว่า ทัณฑกรรม....




ชราทุกข์-คือทุกข์จากการแก่เฒ่า ไม้เท้าก็ถือมือก็สั่น ลูกเต้าก็ลั่น(ส่งเสียงดัง)ไปมา หูก็หนา ตาก็มืด หายใจฝืด หิวหมดแรง เดินใจแข็งก็เพราะไม้เท้า จะกินข้าวพร้อมหมู่ลูกหลาน เขาก็รังเกียจ ขี้ตาก็กรัง น้ำมูกน้ำดั้งก็ย้อย กินน้อยก็ว่ากินมาก บ้างก็อยากให้ตายเสียเร็วไว เห็นผู้เฒ่ามานั่งเฝ้ากินแรง หลานน้อยไม่ยำแยง(ยำเกรง) เอาตีนมาถีบเล่น อยากซื้ออยากได้อันใด ลูกหลานก็ว่าเป็นของแพง ไม่ยอมซื้อให้ นี่ได้ชื่อว่า ชราทุกข์

พยาธิทุกข์-คือ ทุกข์จาการเจ็บป่วย ยามเมื่อพยาธิโรคไข้มาบังเกิดในตัว ทำให้เจ็บหัวและมัวเกล้า เจ็บหัวเข่าและแข้งขา เจ็บไม่ว่าอวัยวะภายในและภายนอก ลูกหลานบอกให้ไปหาหมอ ก็ย่อท้อไม่ยอมไป พยาธิร้ายและรุนแรง เสียดแทงไปทั่วกาย จึงได้ชื่อว่า พยาธิทุกข์

มรณาทุกข์-คือ ทุกข์จากความตาย มัจจุรธรรมตัวแก่นกล้า ไม่ไว้หน้าลูกเต้า ผู้นั่งเฝ้ารักษา ถึงเวลาก็คร่าไป ละร่างไร้วิญญาณ ให้ลูกหลานเผาผี นี่ชื่อว่า มรณาทุกข์

ผู้ใดจะรีบหนีทุกข์ทั้งหลายให้ได้ ต้องละกายอินทรีย์ทิ้งทอด ถอดจิตจากรูปกาย ให้คลายจากนามรูป มองเห็นทุกข์ทั้งหลาย หมายใคร่ออกจากวัฏฏสงสาร ให้ถือเอาวิปัสสนากรรมฐานมาพิจารณา พระศาสดาทรงสอนว่า.....




นามะรูปัง อนิจจัง-นามรูป(ร่างกาย)ของคนทุกคนและใจนี้ มันไม่มั่นไม่เที่ยง ย่อมมีวันแตกสลาย รู้จักเป็นแผล รู้จักขาด รู้จักเปื่อย รู้จักเน่า รู้จักเฒ่า รู้จักตาย รู้จักวินาศฉิบหาย ตายเป็นดังเปลวแดด เป็นดังพระอาทิตย์ อันโคจรจากทิศตะวันออก ไปสู่ที่อันจักตกในยามค่ำ เป็นดังน้ำอันไหลไปไม่ขาด ไม่อาจจักไหลกลับขึ้นมาได้ เป็นดังแม่หญิงกางหูกไว้ แล้วทอไปไจ้ๆ(เรื่อยๆ) เป็นดังไม้อันเกิดใกล้ฝั่ง ไม่อาจตั้งอยู่ได้นาน อายุสังขารของคน เราก็เป็นดั่งต้นไม้ เหตุกล่าวไว้ว่าเป็นอนิจจัง ไม่มั่นไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า นามรูปเป็นของไม่เที่ยง......

นามะรูปัง ทุกขัง-อันว่านามรูป คือ ตัวคน และใจนี้เป็นทุกข์ ย่อมมีภัยต่างๆ ตั้งแต่เกิดมา อวิชชาตัณหาก็มาไล่ นามรูปอันนี้ให้ไปแสวงหากิน กินเนื้อกินสัตว์ ให้ไปแสวงหาเสื้อผ้า เงินทองของใช้ ตัณหามาขับไล่ ให้ไปอยู่เป็นนิจ ไม่ให้นามรูปได้อยู่ติดเรือนตน ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้อง แดดจะร้อนตะวันตกมืดค่ำต่ำใต้ ใกล้ไกลเพียงใด ตัณหาก็ขับนามรูปให้ไปหา สิ่งที่ตนต้องการมาจนได้ ไม่รู้อิ่มไม่รู้พอ ไม่ให้นามรูปหยุดพักได้ ใช้ให้ไปหา สิ่งต่างๆมาไม่ขาด ได้มาไว้ก็เป็นทุกข์ กลัวจะหาย หาไม่ได้ก็เป็นทุกข์ ได้มาแล้ว เสียไปก็เป็นทุกข์ รักกันก็เป็นทุกข์ กลัวจะต้องจาก ครั้นเมื่อต้องจาก ก็ยิ่งทุกข์ใหญ่ ทางสุขหาไม่ได้ พระจอมไตร จึงตรัสว่า นามรูปเป็นทุกข์.....




นามะรูปัง อนัตตา-อันว่านามรูป คือ ตน และใจนี้ ไม่ใช่ตนไม่ใช่ตัวของเรา แม้นว่ามีเงินทองทรัพย์สินหลวงหลาย(มากมาย)ปานใด เมื่อตายไป ก็เอาไปด้วยไม่ได้ ต้องละไว้ให้ลูกหลาน คนเฒ่าก็ได้แต่กรรมและเวร อันตนได้กระทำไว้ติดตัวไป บุคคลผู้มีปัญญา อย่ากระทำกรรมและเวรใดๆ จงทำบุญให้ทานเสียแต่ยังเป็นหนุ่มสาว ขณะเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ให้แผ่ส่วนบุญไปหายมบาลและพญายมราช ให้หยาดน้ำ(กรวดน้ำ)ไปหาตัวกรรมตัวเวร(เจ้ากรรมนายเวร) อย่าเบียดเบียนสัตว์น้อยใหญ่ เฒ่าแล้วให้ใส่ใจทางบุญ จึงจักได้เป็นของติดตัวไปภายหน้า แม้แต่เสื้อผ้า ของคนตายในป่าช้าเปรอะเปื้อน เพื่อนก็ยังถกออก ไม่ให้เอาไป ละไว้แต่รูปแต่นาม จะหางามสักน้อยก็ไม่ได้ เจ้าละไว้ทั้งนามและรูป......เห็นแต่น้ำเน่าและหนอง ไหลออกจากปาก ทิ้งซากไว้จมดิน ทั้งสิ้นเป็นอนัตตา ผู้มีปัญญาเห็นร่างกายเป็นคราบเน่า พระอริยเจ้าเห็นว่าเป็นผี(มีแต่โครงกระดูก) แม้นมีข้าวของเงินทอง ช้างม้าวัวควาย รถ ผู้คนข้าทาส ก็ไม่อาจพ้นจากความตายไปได้.......


เหตุนั้น พระอริยเจ้าจึงหน่ายสงสาร.......

.....(การเวียนเกิดเวียนตาย) จึงจำศีลภาวนาไป หาข้าวตอกดอกไม้ และประทีปธูปเทียนน้ำอบ น้ำหอมไปสุมาคารวะ พระพุทธ พระธรรม พระธาตุ พระบาท-เจ้าและเจดีย์ ทั้งไม้ศรีต้นประเสริฐ อันพระพุทธเจ้าเกิดมา ตรัสพญาสัพพัญญู(ตรัสรู้พระธรรม) อุทิศส่วนบุญไปให้เทวดาและเทวบุตรทั้งหลาย ที่อยู่ในจักรวาล อุทิศบุญไปให้สัตว์เดรัจฉาน ตัวน้อยตัวใหญ่ ให้คลายบาปและกรรมเวร อุทิศให้ครูบาอาจารย์ พ่อแม่และวงศา ให้อุปัฏฐากรักษา สุมาคารวะไปอย่าให้ขาด อย่าปรามาสพ่อแม่ของตน ก็จักเป็นบุญไปไม่ขาด นาบุญอันนั้น ก็จักเป็นปราสาทแก้ว และวิมานทอง จะนำเอาตนตัวเรา ไปสู่เมืองฟ้า อุปมาเป็นดั่งนาวาทอง นำให้ไปสู่ฝั่ง อย่าให้เรือนั้นจมเสียยังกลางนที วังใหญ่ข้ามน้ำนี้ ตั้งใจว่าข้ามด้านเหนือ น้ำพาเรือไหลไป ไหลจากเหนือไปใต้ อย่าตกใจค่อยถ่อ อย่ารีรอรีบพายให้เข้าฝั่ง ก็จะรอดไปยัง"เวียงแก้วพระนิพพาน" ไม่มีสุขใดจักปานเปรียบได้.......

ในเมืองนิพพานนั้น-ไม่รู้จักเจ็บไข้และหนาวร้อน ความอนาทรร้อนใจไม่มี หนีพ้นจากความเฒ่าชรา ความมรณาไม่กล้ำกราย เมื่อปรารถนาสิ่งใด ไม่ต้องไปแสวงหา จะปรากฏมีมาส่องหน้า ทั้งผืนผ้าและเงินทอง ข้าวของสมบัติมีหลวงหลาย ทุกข์ใดๆไม่แผ้วพาน ไม่มีการร้อนด้วยแดดและหนาวฝน บนเมืองนิพพาน แต่ละท่านอยู่เสวยบุญไม่ขาด ในปราสาทแก้ว 7 ประการ เป็นเวียงนิพพานอันมั่นเที่ยง ไม่เบนเบี่ยงไปมา ไม่มีโศกาโศกเศร้า เมืองนั้นเต็มไปด้วย พระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีมากมายอนันต์เอนก เต็มไปด้วยพระปัจเจกและอรหันตา เต็มไปด้วยขีนาสาวกชาติ ผู้เป็นนักปราชญ์และเจ้าตนบุญ ทุกตนพ้นจากทุกข์ สุขในเมืองนิพพาน ยิ่งกว่าเมืองฟ้าแสนหน สุขกว่าในเมืองคนล้านเท่า พระพุทธเจ้าสรรเสริญ ว่าเป็นเมืองอันวิเศษ เหตุว่าเป็นเมืองอันพ้นจากทุกข์ สุขที่เป็นเขตอันพ้นแล้วจากสงสาร เข้าสู่เวียงนิพพานเป็นที่แล้ว(ในที่สุด)เข้าสู่เวียงแก้ว อันเป็นยอดอมตะมหาเนรปาน จึงกล่าวขานว่า "นิพพานัง ปรมัง สุขัง"-นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง กล่าวยังพระธรรมคำสอนวิปัสสนากรรมฐาน ก็จบลงด้วยประการดังกล่าวมานี้แลฯ......

(เทศน์โดย พระครูพัฒนกิจจานุรักษ์)

ถอดเทปและเรียบเรียงโดย คุณแน่งน้อย ธีระชาติ


พุทธญาณ
Buddhayan@hotmail.com




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2549 12:00:00 น.
Counter : 912 Pageviews.  

1  2  

AmataNippan
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




พุทธญาณ แสงทิพย์/เนิน แสงทิพย์/ชัย แสงทิพย์ ฯลฯ

สถาบันแสงทิพย์อริยธรรม -บ้านฉัตรไชย บางเขน

http://www.buddhapoem.com
http://www.buddha-dhamma.com

อีเมล์- BuddhayanSangthip@gmail.com
NernSangthip@yahoo.com
ChaiSangthip@www.com
Friends' blogs
[Add AmataNippan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.