เมืองมายา มนตราอลเวง บทที่ 13
บทที่ 13

ดวงตาคู่หวานจ้องมองจันทร์ส่องแสงสีแดงเข้มราวกับถูกโลหิตอาบย้อมด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่แสงเรื่อเรืองนั้นไม่ทำให้รู้สึกสบายใจเอาเสียเลย

หลังเลิกจากงานการประชุมเมื่อช่วงบ่ายและรับประทานอาหารค่ำจนเสร็จสิ้นแล้ว หากไม่เหนื่อยจนเกินไป สการ์เล็ตมักจะใช้เวลาว่างก่อนพักผ่อนเข้านอนในการเดินเล่นควบคู่กับการตรวจดูสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านผู้ประสบภัยในค่ายพักที่สร้างขึ้นมาสำหรับการอาศัยชั่วคราวไปด้วย

“ปล่อยไว้อย่างนี้จะดีหรือครับ”

ประโยคที่กล่าวออกมาโดยไร้บริบทอดทำให้สการ์เล็ตแปลกใจไม่ได้ ทว่าผู้เอ่ยยังไม่ทันได้ไขความสงสัยของนาง ก็หันไปให้ความสนใจกับเด็กหญิงตัวเล็กซึ่งบังเอิญวิ่งเล่นมาสะดุดล้มใกล้ ๆ เสียก่อน ทั้งที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรนักนอกจากรอยถลอกที่หัวเข่าเพียงนิดเดียว แต่สาวน้อยกลับร้องไห้ไม่หยุด พ่อมดจึงเนรมิตลูกกวาดสีสดใสให้อันหนึ่งโดยแลกกับเสียงร้องไห้และน้ำตา

ได้ผล เพราะขนมหรือของฟุ่มเฟือยเป็นสิ่งที่หาได้ยากในยามนี้ โดยเฉพาะกับเหล่าชาวบ้านที่เหลือกันแต่ตัว

เด็กน้อยยิ้มกว้างพลางรีบปาดน้ำตา คว้าลูกกวาดไว้ก่อนวิ่งกลับไปในค่ายพักโดยไม่ลืมหันมากล่าวขอบคุณ หลังจากคาอิลโบกมือตอบกับสาวน้อยคนนั้นแล้วสการ์เล็ตจึงได้โอกาสถาม

“เจ้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร”

“เจ้าชายจากเฮย์เดน” คาอิลตอบก่อนหันมาสบตา “เขาเป็นคู่หมั้นของท่าน ไม่สละเวลาให้ความสนใจกับเขาบ้างอย่างนี้จะดีหรือครับ”

“ข้ามีงานทำและต้องให้ความสำคัญกับมัน” หญิงสาวเอ่ยพลางทอดถอนใจ “พอข้ามีเวลาว่างอยู่บ้าง เขากลับหายตัวไปโดยไม่บอกกล่าว เจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรล่ะ”

เมื่อคราวที่เฟร์นานโดเอ่ยปากอาสามา นางคิดว่าเขาอาจมีใจศึกษางานการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนขึ้นมาบ้าง หากสุดท้ายแล้วบุรุษผู้นั้นกลับยังทำตัวเจ้าสำราญไปวัน ๆ จึงทำให้รู้สึกผิดหวังยิ่งขึ้นอีก

ไม่ว่าอย่างไรก็ทำใจให้ชอบคนผู้นี้ไม่ได้จริง ๆ

“รับลูกกวาดสักหน่อยไหมครับ”

“ว่าไงนะ! “

เจ้าหญิงอุทาน คิ้วงามขมวดมุ่น เรียวปากสีกุหลาบเผยอค้างอย่างงุนงงจากการเปลี่ยนอารมณ์กับเรื่องคุยไม่ทัน ดวงตาคู่หวานจับจ้องลูกกวาดในห่อกระดาษสีสันสดใสที่พ่อมดยัดเยียดใส่มาในมือ

“อมแล้วจะได้ยิ้มไงครับ” คาอิลตอบแล้วทำคิ้วมุ่นอย่างล้อเลียน “รู้ไหมว่าคิ้วท่านขมวดจนจะผูกกันได้อยู่แล้ว”

สการ์เล็ตถอนหายใจ ค้อนให้พ่อมดเล็กน้อยแล้วจึงแกะห่อกระดาษ ส่งลูกกวาดสีสวยใส่ปากตัวเอง ครั้นเมื่อรสหวานอมเปรี้ยวละลายกลั้วสัมผัสลิ้น กลิ่นหอมเบาบางเจือกรุ่นในลมหายใจ นางก็รู้สึกเหมือนความคิดอันขึงเครียดถูกละลายลงไปเช่นเดียวกัน

อดคิดไม่ได้... หากมนตราเป็นสิ่งที่สามารถลองลิ้มหรือสัมผัส รสชาติอันหวานละมุน ชุมชื่นช่วยผ่อนคลายเช่นนี้จะเป็นสิ่งที่ผู้ใช้อาคมตั้งใจผสานมันขึ้นมาเพื่อนางใช่หรือไม่

รอยยิ้มบางคลี่บนเรียวปาก แก้มขาวปลั่งขึ้นสีระเรื่อเมื่อเจ้าหญิงรู้สึกตนว่าชักจะละเมอเกินไปแล้ว ทั้งที่ยังมิทันได้หลับใหล นางปรายตามองจอมกวนประสาทอย่างคาดหวัง หากไม่เห็นรอยยิ้มยียวนรออยู่อย่างที่คิด

“มีอะไรหรือ”

“ไม่มีอะไรครับ”

พ่อมดหนุ่มตอบเสียงเรียบก่อนละสายตาจากดวงจันทร์พร้อมกับขยับแว่น ชั่ววูบหนึ่งที่สการ์เล็ตรู้สึกว่าเห็นนัยน์ตาสีน้ำเงินคู่นั้นส่องประกายสีม่วงเจิดจ้ากว่าทุกครั้ง

“แค่รู้สึกว่าคืนนี้มันเงียบเกินไปน่ะครับ”

หญิงสาวเอียงศีรษะแล้วลองเงี่ยหูตั้งใจฟังดูบ้าง นางได้ยินเสียงลมกับใบไม้ที่ถูกพัดจนลู่ไหวเสียดสีกันเป็นระยะ เสียงผู้คนแว่วเบาออกมาจากค่ายพักอาศัย กระนั้นกลับไม่พบว่ามีเสียงร้องของสัตว์หรือแมลงใดดังมาให้ได้ยิน... อย่างที่ควรจะมียามค่ำคืน

เงียบผิดปรกติจริง ๆ

สายลมเย็นยามค่ำพัดโชยอ่อน ทว่าทำให้เส้นขนบนท่อนแขนขาวลุกชูชันขึ้นมาได้ ยิ่งทียิ่งรู้สึกไม่สบายใจ เมื่อคิดหวนคำนึงถึงเหตุการณ์ร้ายที่ผ่านพ้นไปเพียงไม่นาน นางลูบแขนตัวเองไปมาเบา ๆ นัยน์เนตรสีทับทิมกวาดมองลึกเข้าไปในเงามืดของพงป่า สการ์เล็ตคิดว่าตนอาจหวาดระแวงเกินไปจนตาฝาด มองเห็นบางสิ่งเคลื่อนไหวในความมืดเป็นเงาเลือนราง ทว่าเสียงที่เหมือนกับของเหลวเหนียวหนืดถูกขยำขยับจนเสียดสีกันกลับดังขึ้นเรื่อย ๆ ตอกย้ำภาพการปรากฏกายของพวกมันว่าไม่ใช่แค่การมองที่ผิดไป

กลุ่มก้อนโคลนเหนอะหนะซึ่งมีรูปทรงคล้ายมนุษย์หลายตัวกำลังก้าวออกมาจากร่มไม้อันมืดมิด มันเคลื่อนไหวอย่างไร้ชีวิตชีวา แต่ไม่ช้าเท่าไรนัก ไม่นานจึงล้อมพวกเขากับค่ายพักจนไร้ทางให้หลบหนี

เจ้าหญิงยกมือขึ้นป้องปากแม้จะไม่มีเสียงร้องใดเล็ดลอดออกมา ดวงตาคู่สวยยิ่งเบิกกว้างครั้นเห็นบางสิ่งโผล่พ้นออกมาจากผิวโคลน

มันคือผิวหนังของมนุษย์อย่างจริงแท้ หากที่แย่เพราะมันเหมือนกับผิวหนังของศพซึ่งเริ่มเน่า บางตัวมองเห็นถึงครึ่งศีรษะ ลูกตาขาวขุ่นหลุดถลนอยู่นอกเบ้า ผิวหนังหลุดลอกออกจนเห็นกล้ามเนื้อภายในที่ช้ำเลือดช้ำหนอง บางตัวเห็นกระดูกขาวโผล่ออกมาจากบริเวณแขนหรือขา ถึงจะขยี้ตา สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่หายไป

สการ์เล็ตหันไปมองพ่อมดด้วยสีหน้าหวาดหวั่นพรั่นพรึง นางตั้งคำถามในแววตากับเขาว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นมานี้คืออะไร

“พี่จ๋า! “

เสียงเจื้อยแจ้วที่เอ่ยเรียกคาอิลดังขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิด และเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวในไม่นาน ดอกไม้ช่อเล็กที่เด็กหญิงเก็บมาจากข้างทางหลุดร่วงลงจากมือ อสุรกายโคลนตัวหนึ่งถึงร่างนางแล้ว

แส้เรืองแสงสีแดงเส้นหนึ่งก่อขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยมนตรา โดยไม่รอช้า คาอิลตวัดแส้นั้นตัดหัวมนุษย์โคลนจนขาดกระเด็นในทันที 

สการ์เล็ตรีบตะครุบปากตัวเองกลั้นเสียงร้องเอาไว้ แล้วกระโดดหลบศีรษะที่กลิ้งหลุน ๆ มาทางตน จอมอาคมปราดเข้ากระชากร่างที่เต็มไปด้วยดินโคลนเหนียวหนืดแล้วเหวี่ยงมันออกไป ทว่าช้าเกินการเสียแล้ว

เด็กน้อยนอนแน่นิ่งตาเหลือกค้าง รอบลำคอเปื้อนดินและเขียวคล้ำด้วยแรงบีบ คาอิลปิดตาให้นาง ทันใดนั้นพลันได้ยินเสียงหวีดร้องอย่างหวาดกลัวดังไปทั่วบริเวณ

“ทำเกินไปแล้ว”

คาอิลบดกรามแน่น ลำแสงสีแดงเรื่อเรืองจากเวทมนตร์ที่พ่อมดร่ายออกมากว่าสิบสายสะบัดออกไปทุกทิศทาง มันตวัดและตัดร่างเหล่าอสุรกายดินที่ไล่ทำร้ายผู้คนซึ่งแตกตื่นหนีตายออกจากค่ายจนแหลกเป็นชิ้น 

สการ์เล็ตกับชาวเมืองที่ยังเหลือรอดได้แต่ยืนนิ่งตัวสั่น บางส่วนเกาะกลุ่มกอดกันกลมท่ามกลางซากศพที่มีดินโคลนห่อหุ้มกระจายเกลื่อนบนพื้นส่งกลิ่นเน่าเหม็นแลดูน่าสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง เจ้าหญิงเห็นพ่อมดยืนนิ่งพลางกวาดมองซากอสุรกายที่ไร้การเคลื่อนไหว คิดว่าฝันร้ายนี้อาจใกล้จบลงแล้วจึงคิดเข้าไปหา ทว่านางกลับก้าวขาไม่ออก ครั้นก้มลงมองก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าเท้าของตนถูกห่อหุ้มด้วยโคลนผสมเศษเนื้อจนถึงข้อขาและกำลังลุกลามขึ้นมาเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว

“คาอิล! ”

หญิงสาวครางท่ามกลางเสียงหวีดร้องอย่างหวาดกลัวของผู้คน แม้พ่อมดจะได้ยินและมองเห็นซึ่งทุกสิ่ง แต่เขาเองกลับถูกหยุดการเคลื่อนไหวไว้ก่อนใคร เหลือเพียงใบหน้าและแววตาที่กำลังเปลี่ยนสีโผล่พ้นจากโคลนดินออกมา

คาอิลรับรู้ถึงความพลุ่งพล่านซึ่งปะทุอยู่ในส่วนลึกของวิญญาณขณะที่สายตาสบเข้ากับดวงจันทร์กลมโตเรืองแสงสีโลหิต เขารีบหลุบตาลง เพ่งความนึกคิดสู่สถานการณ์ปัจจุบัน หาเช่นนั้นแล้วอาจไม่ใช่แค่คนกลุ่มนี้ที่ต้องพบกับหายนะ

เวทมนตร์ที่ใช้ประโยชน์จากวิญญาณและซากศพนั้นแรงกล้า เป็นอวิชชาต้องห้ามในอันดับต้น ๆ ขององค์กรเวทมนตร์ ยิ่งผู้ใช้มีอาคมที่แข็งแกร่ง การล้มล้างมนตรานี้ก็เป็นไปได้ยาก ตัวเขาตอนนี้จะจัดการได้แค่ไหนกัน

นันย์ตาสีน้ำเงินสะท้อนประกายแสงสีม่วงมองพระจันทร์แดงอย่างหนักใจ

ทำไมต้องเป็นตอนนี้

เสียงกรีดร้องของชาวเมืองแห่งเชิงเขาเงียบหายไปแล้ว เมื่อดินโคลนต้องสาปกลืนกินร่างพวกเขาจนจมหายและเปลี่ยนให้กลายเป็นอสุรกายดิน ทว่าที่หน้าอกของหนึ่งในตุ๊กตาโคลนนั้นกลับเรืองแสงสีแดงเป็นรูปดาวหกแฉกออกมา โคลนที่ห่อหุ้มร่างนั้นพลันกลายสภาพเป็นดินแห้งแตกระแหงและทลายลง

สการ์เล็ตทรุดฮวบลงนั่งหอบหายใจบนพื้นก่อนจะผวาสุดตัวเมื่อเห็นเท้าของใครบางคนก้าวมาหยุดตรงหน้า

“ข้าเองครับ” คาอิลรีบพยุงหญิงสาวให้ลุกขึ้นยืน “เราต้องรีบไปแล้ว ก่อนที่การควบคุมศพจะสมบูรณ์อีกครั้ง

“ศพ! “

สการ์เล็ตนิ่วหน้าแล้วกวาดมองไปรอบกาย ร่างที่อยู่ภายใต้การปกคลุมของดินโคลนยังคงขยับเขยื้อน แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม

“พวกเขายังไม่ตาย”

“ก็อีกไม่นานนักหรอกครับ” 

น้ำเสียงที่ตอบกลับอย่างเฉยชาทำให้เจ้าหญิงจ้องมองพ่อมดหนุ่มด้วยดวงตาแข็งกร้าว นางกระชากแขนออกจากการเกาะกุมของเขาและกล่าวเสียงดัง

“เจ้าไม่คิดจะช่วยอะไรพวกเขาเลยหรือ”

“ข้าเคยบอกแล้วว่าพ่อมดไม่ใช่ผู้วิเศษ ช่วยไปหมดทุกคนไม่ได้หรอกนะครับ” 

จอมคาถาตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำทำเอาสการ์เล็ตอึ้งไปเล็กน้อย หากยังไม่คิดจะยอมแพ้ ขณะที่หญิงสาวจะอ้าปากเถียงต่อกลับถูกกระชากแขนจนถลาไปข้างหน้า หากว่าเกาะไหล่อีกฝ่ายไม่ทันคงได้ล้มลงกลิ้งเกลือกไถลพื้นไปแล้ว นางหันกลับไปมองมนุษย์โคลนตัวต้นเหตุที่จู่โจมพลาดเป้า มันกำลังตั้งท่าจะเข้ามาอีกครั้ง

“เราช่วยใครไม่ได้แล้ว ถ้าไม่อยากตายก็เงียบซะ แล้วตามข้ามา”

คาอิลลากแขนสการ์เล็ตแล้วออกวิ่ง เขาทิ้งตุ๊กตากระดาษขวางทางเหล่าอสุรกายไว้กลุ่มหนึ่ง แต่ก็รู้ซึ้งดีว่าคงขวางไว้ไม่ได้นาน 

เสียงครืนดังก้องสนั่นป่าราวกับว่าผืนแผ่นดินกำลังจะทลาย เงาของอสูรร้ายขยายใหญ่ขึ้นจนบดบังท้องนภา มันทำลายตุ๊กตาของคาอิลและค่ายพักอาศัยจนพังราบ มีสภาพไม่ต่างกับตอนที่ถูกโคลนถล่มทับถมจนไม่เหลือซึ่งสิ่งใด สการ์เล็ตหันไปมองมันอย่างพรั่นพรึงก่อนจะหันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาวิ่งเมื่อเห็นว่าเจ้าสิ่งที่สร้างจากดินโคลนและซากศพนั้นกำลังไล่ตามมา

ระหว่างกำลังหนี คาอิลเงยหน้ามองแสงแลบแปลบปลาบบนผืนฟ้า เงาเมฆมืดแผ่ขยายครอบคลุมนภามาพร้อมกับสายลมกรรโชก อีกไม่นานฝนคงตก และนั่นทำให้เขาคิดสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้

ร่างอันสูงใหญ่ของอสุรกายไม่ทำให้การเคลื่อนไหวของมันเชื่องช้า ทุกที่ที่มันก้าวผ่านพังพินาศไม่ต่างกับค่ายพักที่โดนโคลนถล่มไปเมื่อครู่ และไม่นานมันก็ตามสองมนุษย์ผู้เป็นเป้าหมายได้ทัน 

ฝ่ามือที่สร้างจากดินโคลนผสมซากศพและเศษเนื้อฟาดลงตรงหน้าพ่อมดกับเจ้าหญิง เมื่อพวกเขาชะงักมันจึงเตรียมขยี้มืออีกข้างลงบนร่างของทั้งคู่ คาอิลเหลือบดูจังหวะแล้วโอบร่างหญิงสาวไว้แนบอกก่อนกระโดดไปอีกทาง เวทมนตร์ที่ชายหนุ่มเสริมไว้ที่เท้าทำให้เขากระโดดได้สูงกว่ายอดไม้ ระหว่างนั้นก็สอดส่ายสายตาค้นหาสิ่งที่หมายตามต้องการ

“มาทางนี้”

จอมเวทกล่าวเมื่อเท้าแตะถึงพื้น เขากุมมือหญิงสาวแน่นแล้วออกวิ่งอีกครั้ง หากยังไม่ลืมร่ายเวทสร้างฝูงสุนัขป่าจากตุ๊กตากระดาษแล้วสั่งมันให้กลุ้มรุมทำร้ายอสุรกายยักษ์

หนทางในป่านั้นมืดมิด พื้นดินขรุขระไม่สามารถก้าวย่างได้อย่างมั่นคง พุ่มไม้และกอหญ้าซึ่งพบอยู่ประปรายก่อเกิดเงาดำวูบไหวสั่นประสาทให้หวาดกลัว สิ่งเหล่านั้นล้วนทำให้การหนีไม่รวดเร็วเท่าที่ควร ความรู้สึกกังวลบังเกิดขึ้นในใจหญิงสาว นางไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าตนกำลังมุ่งสู่หนทางใด 

แต่คาอิล...ไม่ 

พ่อมดของนางก้าวย่างอย่างมั่นคงไปเบื้องหน้า ราวกับเห็นแล้วถึงแสงแห่งความหวังที่จะนำพาทั้งสองสู่หนทางรอดอันเลือนราง

ก่อนที่สการ์เล็ตจะทันได้เอ่ยปากถามถึงสิ่งใด เสียงน้ำไหลในธารเชี่ยวกรากพลันดังขึ้นเบื้องหน้า แล้วเม็ดฝนจากฟากฟ้าก็โปรยปรายลงมา ครอบคลุมทุกสิ่งด้วยม่านแห่งพิรุณ

คาอิลหยุดฝีเท้าลงริมฝั่งธาร เขาหันกลับมามองเจ้าหญิงแล้วนิ่งไปเล็กน้อย แม้ฟ้าจะมืดมากหากยังไม่ไร้ซึ่งแสงจันทร์ที่สาดลอดจากหมู่เมฆลงมา ส่องให้เห็นผ้าผืนบางสีนวลอ่อนยามเปียกปอนด้วยน้ำแนบติดไปตามส่วนโค้งเว้าของร่างกาย เผยทรวดทรงกลมกลึงรับกับสะโพกผายได้สัดส่วนสวยงามชวนมอง ผิวนวลปลั่งซึ่งมีหยาดน้ำไหลผ่านกับดวงตาที่เต็มไปด้วยแววแห่งความหวั่นไหวสั่นใจบุรุษเพศได้อย่างน่าอัศจรรย์ 

หากเป็นยามปรกติชายหนุ่มคงหยุดพิศมองสิ่งสวยงามตรงหน้าอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ แต่ในยามคับขัน แค่จะปล่อยใจให้ไขว้เขวไปเพียงนิดยังทำไม่ได้ เทพเจ้าช่างไม่เมตตาต่อเขาเอาเสียเลย

พ่อมดหนุ่มหลับตาลงครู่หนึ่งพร้อมกับผ่อนลมหายใจก่อนกล่าว

“หลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับข้าจนทำให้อาจกลายเป็นตัวไร้ประโยชน์ ก็ขอให้ทิ้งข้าไว้แล้วหนีเอาตัวรอดไปก่อนเพียงลำพัง สิ่งนี้จะพาท่านไปยังสถานที่ปลอดภัยแทนข้า”

สการ์เล็ตรับตุ๊กตากระดาษในห่อผ้ากันน้ำจากคาอิลแล้วนิ่วหน้ามองเขา

“จะให้ข้าทิ้งเจ้าหรือ”

“ท่านคิดว่าข้าจะเอาตัวรอดไม่ได้หรือครับ” พ่อมดหนุ่มยิ้มเหมือนไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล

“ห่วงตัวเองเถอะครับ เพราะเป้าหมายของมันคือท่าน”

“แต่...”

“ไม่มีเวลาแล้ว” 

ผู้ใช้อาคมตัดบทเมื่อฝนซา ผืนป่าถูกถล่มจนดังสนั่นอยู่เบื้องหลัง เขาฉุดรั้งหญิงสาวพาก้าวลงในสายธาร ดันร่างนางไปข้างหลังแล้วหันหน้าประจันกับอสุรกายโคลน

คาอิลกรีดนิ้วหยดเลือดลงบนตุ๊กตา กระดาษขาวซึ่งมีลวดลายอักษรเวทอยู่ตรงกลางพลันแดงฉานด้วยโลหิตที่ไม่คิดว่าจะไหลออกมาได้มากมายจากบาดแผลเล็ก ๆ 

จอมเวทหนุ่มปล่อยตุ๊กตาที่ชุ่มโชกด้วยโลหิตของตนลงในน้ำแล้วร่ายคาถาด้วยภาษาที่สการ์เล็ตฟังไม่เข้าใจ นางมัวแต่พรั่นพรึงกับอสูรโคลนยักษ์จนไม่ทันสังเกตเห็นว่าสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากผ่านร่างไปเมื่อครู่นั้นได้ชะลอลงแล้ว น้ำในลำธารก่อตัวม้วนขึ้นสูงรอบกายทั้งสอง แปรสภาพไปเป็นอสูรวารียักษ์ใหญ่อีกตัวหนึ่ง

เจ้าหญิงขยุ้มเสื้อคลุมด้านหลังพ่อมดอย่างลืมตัวขณะมองสองอสุรกายถาโถมร่างเข้าใส่กัน หากไม่ทันไรอสูรวารีกลับถูกทำร้ายจนร่างแตกกระจายร่วงหล่นลงราวสายฝน สการ์เล็ตใจเสียจนเผลอเบียดกายเข้าแนบชิดกับแผ่นหลังอบอุ่นของคนเบื้องหน้าอย่างต้องการจะหาที่พึ่งพิง ทว่าเพียงพริบตาอสูรน้ำพลันก่อร่างขึ้นใหม่แล้วถาโถมใส่อีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่า

ดูเผิน ๆ อาจเห็นว่าอสูรยักษ์ของคาอิลสู้อสุรกายดินไม่ได้ แต่หากมองต่อไปจะเห็นว่าพลังการทำลายของอสูรร้ายเริ่มแผ่วลง ในขณะที่อสูรน้ำกลับก่อร่างขึ้นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แม้จะถูกทำลายไปกี่ครั้งแล้วก็ตาม

ร่างที่สร้างจากซากศพผสมดินโคลนโดนน้ำชะจนเหลวละลายและถูกแทรกซึมด้วยเวทมนตร์กับโลหิตของจอมเวท ถึงจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าและน่าหวั่น หากสุดท้ายอสูรร้ายก็พ่ายให้กับอาคมของพ่อมดผู้สวมแว่น ร่างของมันกระตุกรั้นอย่างขัดขืนอยู่นานก่อนจะค่อย ๆ สงบลงและละลายกลายเป็นกองโคลน

คาอิลเดินขึ้นจากน้ำโดยมีสการ์เล็ตเกาะหลังตามติดอยู่ไม่ห่าง กระทั่งเขาเข้าใกล้กองโคลนที่เคยเป็นอสุรกายไล่ล่าพวกตนจนถึงเมื่อครู่จึงยอมรั้งมือจากการเกาะกุมพ่อมด ปล่อยเขาให้เดินต่อไปเพียงลำพัง

จอมเวทหนุ่มยอบตัวลงตรงเชิงเนิน ยื่นมือออกไปแตะผิวดินเหลวพร้อมกับร่ายคาถา ไม่ทันไรเปลวไฟก็ลุกพรึบจากฝ่ามือเขา แผ่ขยายออกจนลุกท่วมกองดินโคลนที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำอย่างน่าอัศจรรย์

สการ์เล็ตยืนนิ่งมองอัคคีเวทลุกไหม้กองโคลนซึ่งผสมไปด้วยเศษเนื้อและซากศพ แผดเผาอาคมร้ายกาจที่ปลุกศพและคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย รู้สึกสลดใจ แล้วน้ำใส ๆ ก็พลันรินหลั่งลงจากสองตา

“เป็นเพราะข้า... ”

เสียงหวานสั่นเครือกล่าวได้เพียงนั้น ก้อนสะอื้นพลันจุกลำคอจนมิอาจเอ่ยต่อไป

“ไม่ใช่เพราะท่านหรอกครับ” คาอิลบอกโดยยังไม่ละสายตาจากกองเพลิง

“ถ้าข้าไม่มา ผู้คนมากมายคงไม่ต้องตาย”

“ท่านไม่ใช่คนที่คิดร้ายต่อใคร ไม่ใช่คนริเริ่มให้เกิดโศกนาฏกรรมนี้ อย่าได้คิดโทษตัวเองเลยครับ”

ผู้ใช้เวทหันกลับมามองหญิงสาวซึ่งยังเบิกตาจ้องมองเปลวเพลิงอย่างโศกศัลย์ น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม

เหล่าชาวบ้านอาจต้องรับเคราะห์แทนเจ้าหญิง แต่ก็ไม่ใช่เพราะนางที่ต้องการให้พวกเขาตาย ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะช่วยใครได้มากกว่าคนที่อยู่ตรงหน้า เขาเองอาจจะคาดคิดผิดไป... ถึงได้ลงเอยด้วยการสูญเสียมากมายเพียงนี้

คาอิลมองฝ่ามือตนเองแล้วถอนใจ น้ำตาของหญิงสาวที่สะท้อนกับแสงจันทร์อย่างเงียบงันก่อคำถามขึ้นในใจพ่อมดหนุ่ม เขาไม่ได้หวัง แต่ความรู้สึกบางอย่างกลับเอ่อล้นลำคอจนอดที่จะเอ่ยออกไปไม่ได้

“ถ้าเป็นข้าที่ต้องตาย... ท่านจะหลั่งน้ำตาอย่างนี้บ้างไหม”

เจ้าหญิงลดดวงเนตรลงจ้องมองพ่อมดด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนกล่าวน้ำเสียงเย็นชา

“เจ้าเองที่ปล่อยให้ผู้คนมากมายต้องตายโดยไม่คิดช่วยเหลืออะไร ข้าเกรงว่าตัวเองคงไม่ใจกว้างพอที่จะหลั่งน้ำตาให้คนไร้ใจอย่างเจ้าได้”

คำกล่าวนั้นไม่ได้ทำให้พ่อมดหนุ่มเปลี่ยนสีหน้า เขาเพียงยิ้มแผ่วแล้วหันกลับไปยังกองเพลิง

“เป็นอย่างนั้นได้ก็ดีครับ ข้าเองก็หวังอย่างนั้น การต้องจากกันไม่ว่าเป็นหรือตายทั้งที่ยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ว่ามันจะมากหรือน้อย ล้วนสร้างแต่ความรู้สึกเสียใจและทรมาน ข้าเองเกลียดความรู้สึกนั้นที่สุด ดังนั้นไม่ว่ากับใครก็เกลียดกันไว้นั่นแหละดี”

คำกล่าวอันแผ่วเบาราวละอองหมอกนั้นไม่ได้เข้าหูสการ์เล็ตแม้แต่น้อย นางยังโกรธและเสียใจเกินกว่าจะทำความเข้าใจต่อสิ่งใด กระทั่งอารมณ์ที่ปั่นป่วนในใจนั้นสงบลง

ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่หญิงสาวจ้องมองแผ่นหลังของจอมเวทหนุ่ม มาตอนนี้เพิ่งรู้สึกถึงเปลวเพลิงที่สะท้อนวูบไหวบนไหล่เขา มันช่างดูเงียบเหงาและอ้างว้างเหลือคณา 

นางไม่ควรเอาความโกรธที่ตนเองไร้ประโยชน์จนทำอะไรเพื่อใครไม่ได้และความเสียใจที่ตนเป็นต้นเหตุของเรื่องเลวร้ายทั้งหมดไปลงที่เขา คาอิลเองก็บอกกับนางแล้วว่าเขาไม่อาจช่วยได้ไปหมดทุกคน

จะกล่าวคำว่าเสียใจออกไปก็คงสายไปแล้ว

สการ์เล็ตเช็ดปาดคราบน้ำตาออกจากใบหน้า รู้สึกกลัวขึ้นมาที่จะเป็นฝ่ายเอ่ยคำใดออกไปก่อน คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันอย่างว้าวุ่นใจ นางไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนแท้ ๆ ไม่ว่ากับใครก็ตาม

เนิ่นนานนักที่คาอิลยังยืนนิ่งอยู่หน้ากองไฟ เจ้าหญิงเองก็ไม่ต่างกัน กระทั่งเปลวเพลิงมอดดับ ความมืดอันเย็นยะเยือกและความเงียบสงัดกลับเข้าครอบคลุมพื้นที่อีกครั้ง หญิงสาวจึงเห็นทีว่าควรต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากเสียก่อนแล้ว

ทว่าทันทีที่สูดลมหายใจลึก เสียงเห่าหอนพลันดังแว่วผ่านสายลมมา เจ้าหญิงนิ่งฟังครู่หนึ่ง จึงคิดว่าหากรั้งรอช้ากว่านี้อาจต้องพบกับอันตรายจากสัตว์ร้ายแห่งพงไพร

“คาอิล”

หญิงสาวเรียกเสียงแผ่วแล้วเหมือนชายหนุ่มจะไม่ได้ยิน เขายังยืนหันหลังนิ่งอยู่เช่นเดิม นางจึงสูดหายใจแล้วเพิ่มน้ำเสียงให้ดังขึ้นอีก

“เราควรไปจากที่นี่กันได้แล้วนะ คาอิล”

“คาอิล... ”

พ่อมดหนุ่มทวนคำก่อนแค่นหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาสีม่วงเข้มที่สะท้อนแสงจันทร์ส่องประกายแวววาวหลังกรอบแว่นยามหันกลับมา บรรยากาศชั่วร้ายซึ่งแผ่กระจายอยู่รอบกายชายหนุ่มทำให้สการ์เล็ตก้าวถอยหลังอย่างลืมตัว

“ก็เคยบอกแล้วไง... ว่าอย่าเรียกข้าด้วยชื่อนั้น”








Create Date : 20 กันยายน 2557
Last Update : 20 กันยายน 2557 6:08:09 น.
Counter : 189 Pageviews.

0 comment
เมืองมายา มนตราอลเวง บทที่ 12


บทที่ 12

ราวกับชาวบ้านในดินแดนแถบชานป่าได้เคยสร้างความพิโรธใดแก่พระแม่แห่งสายน้ำหรือเทพแห่งขุนเขา ความพินาศที่บังเกิดจึงเลวร้ายได้อย่างน่าใจหาย มีผู้คนมากมายเสียชีวิต บ้านเรือนพังราบเพราะดินโคลนที่ถล่มโถมทับลงมาจากภูผาใกล้เมืองในชั่วข้ามคืน

ตอนที่สการ์เล็ตมาถึง ผืนน้ำที่ทะลักไหลบ่าจากยอดเขาได้แห้งเหือดไปแล้ว เหลือเพียงคราบความเสียหายกับเสียงร่ำไห้ของชาวเมืองที่สูญเสีย ไม่ว่าจะทรัพย์สินหรือบุคคลอันเป็นที่รักก็ตาม เจ้าหญิงใหญ่ไม่รอช้ารีบวางแผนแล้วสั่งการดำเนินงานช่วยเหลือและฟื้นฟูเมืองโดยอาศัยความร่วมมือจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมันไม่ใช่งานในสายที่นางถนัด จึงไม่คิดอิดออดที่จะขอคำปรึกษาจากใครก็ตามซึ่งน่าจะมีความรู้ ไม่เว้นแม้แต่พ่อมดแว่นที่ยอมให้ความร่วมมือโดยดีแม้จะมีหยอดคำกวนประสาทแถมท้ายให้เสมอ ผิดกับอีกคน

เจ้าชายต่างถิ่นได้แต่เดินวนไปเวียนมาหยิบนั่นมองนี่อย่างเบื่อหน่ายจนสการ์เล็ตอดเสียสมาธิไม่ได้ ต้องเป็นฝ่ายเชิญให้เขาไปพักผ่อนเสียก่อน

“ถ้าเหนื่อยนักจะพักบ้างสักหน่อยไหมครับ” 

คาอิลถามเมื่อเห็นว่าหญิงสาวถอนหายใจแล้วหลับตาลงด้วยท่าทางเหนื่อยล้า

“ไม่ล่ะ ข้ายังจัดการงานไม่เรียบร้อยดี”

“หากอ่อนล้าเกินไปอาจทำให้การตัดสินใจบางอย่างผิดพลาด พักสักนิดเถิดครับ สมองท่านจะได้ปลอดโปร่ง”

สการ์เล็ตรู้สึกไม่สบายใจนักหากจะทิ้งงานไปกลางคัน ทว่านัยน์ตาที่เริ่มพร่ามัวก็ทักท้วงให้นางจำต้องปล่อยวางความคิดอันหนักอึ้งลงเสียบ้าง 

เปลถักจากเถาไม้ในท้องถิ่นกลายเป็นที่นอนอันผ่อนคลาย น้ำชาสมุนไพรร้อนกรุ่นส่งกลิ่นหอมกับขนมพื้นเมืองถูกจัดเตรียมง่าย ๆ ไว้บนโต๊ะริมระเบียง สการ์เล็ตลุกจากเปลที่งีบหลับอยู่เมื่อครู่พลางรับผ้าร้อนจากพ่อมดมาซับหน้า นางลุกไปนั่งบนเก้าอี้ไม้จิบชาอึกหนึ่งก่อนปรายมองไปยังชานเมืองอีกฝั่งซึ่งเสียหายยับเยิน ต่างจากบริเวณที่พักของข้าราชการแห่งเมืองหลวงซึ่งไม่ได้รับผลกระทบเท่าใด นึกเสียดายอารยธรรมและวิถีชีวิตของมนุษย์ที่ถูกภัยธรรมชาติทำลายลงได้อย่างง่ายดายนัก

“ข้าเคยได้ยินว่าผู้ใช้เวทมนตร์บางคนมีอำนาจแก่กล้าขนาดบังคับดินฟ้าอากาศได้ เจ้าเคยคิดไหมว่าหากมีอำนาจถึงเพียงนั้นแล้วอยากใช้มันเปลี่ยนแปลงแก้ไขเภทภัยให้แก่ผู้คน” เจ้าหญิงกล่าวโดยไม่หันมองคู่สนทนาที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก “ถ้าทำได้... ข้าก็อยากช่วยเหลือประชาชนในอาณาจักรของตนให้หลุดพ้นจากสภาพความสูญเสียเหล่านี้” 

“อย่างที่ข้าเคยบอกครับ เมื่อท่านปรารถนาในสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมต้องแลกด้วยอีกสิ่งที่มีค่าเท่าเทียมกันหรือมากกว่า หากให้ข้าเปลี่ยนแปลงลบความสูญเสียของพวกเขา ผลกระทบนั้นย่อมอาจตกไปสู่ใครก็ตามที่อยู่ไม่ไกลจากสถานที่แห่งนี้ ด้วยความเสียหายที่ไม่น้อยไปกว่ากันหรืออาจจะมากกว่า ท่านทำใจได้หรือครับที่จะเป็นเช่นนั้น”

สการ์เล็ตหันมา สายตานางบ่งบอกว่าไม่อาจทำได้ แต่ที่แปลกใจกว่าคือสิ่งที่ได้ฟัง

“ผู้ใช้เวทมนตร์ใช่ว่าจะใช้อาคมตามปรารถนาได้เสียทุกอย่าง เพราะมีอำนาจ เราจึงต้องไตร่ตรองให้มากว่าการใช้เวทมนตร์แต่ละครั้งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งใด”

“เจ้าสนใจในข้อนั้นด้วยหรือ” เจ้าหญิงแกล้งขัด หากแววตาที่ไหวระริกวูบหนึ่งก่อนจางหายไปอย่างรวดเร็วอดทำให้นางติดใจไม่ได้

“นั่นสินะ ถ้าไม่ใช่ผลกระทบที่จะก่อให้เกิดเรื่องใหญ่หรือความเสียหายมากมายจนอาจถูกองค์กรแห่งเวทมนตร์ลงโทษเอาได้ ข้าคงไม่สนหรอกครับ”

พ่อมดหนุ่มแว่นขยับยิ้ม ทว่าหญิงสาวยังไม่ละโอกาสที่นาน ๆ จะหาได้

“เจ้าเคยคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างงั้นหรือ” 

“ข้ายังไม่คิดเปลี่ยนอะไรครับ”

“งั้นเจ้าคงคิดอยากจะเปลี่ยนให้ใครในอนาคตสินะ”

สการ์เล็ตไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้หาเรื่องกลบเกลื่อน ทว่าพ่อมดหนุ่มกลับเลิกคิ้วแล้วยิ้มเหมือนนางต่างหากที่เป็นคนมาชี้โพรงให้เขา

“นั่นสินะครับ ถ้าสักวันได้เจอใครที่สำคัญพอสำหรับข้าล่ะก็ ข้าคงยอมทำทุกอย่างเพื่อให้คนคนนั้นมีความสุข ยอมเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งหากจะปกป้องคนคนนั้นให้พ้นจากอันตราย ถึงอาจต้องปล่อยให้คนมากมายหรืออาณาจักรใดต้องพบกับหายนะก็ตาม”

“เป็นข้าคงไม่ดีใจ ถ้าความสุขของตัวเองต้องแลกมาด้วยความโชคร้ายของใคร” สการ์เล็ตเบะปาก นางไม่ได้รักษากิริยานักเวลาอยู่กับคาอิล “และข้าคงไม่ทุ่มเทให้คนที่ตนพึงใจจนทอดทิ้งผู้อื่นขนาดนั้น”

“นั่นก็เป็นความเห็นแก่ตัวของข้า ข้าทำให้ตัวเองพอใจเท่านั้นนี่ครับ ถึงคนคนนั้นจะไม่พอใจอย่างไรก็ตาม” เขาตอบพร้อมกับยิ้มสุภาพ หากในสายตาสการ์เล็ตนั้นดูยียวนเป็นอย่างยิ่ง 

หญิงสาวส่ายหน้าอย่างระอาพลางทอดสายตาออกไปยังขอบฟ้าที่ตัดกับผืนป่าอันเขียวครึ้ม

“ข้าขอให้เจ้าได้พบคนที่จะสำคัญต่อตัวเองในเร็ววันและขอให้คนคนนั้นช่วยดัดนิสัยกับความคิดของเจ้าเสียหน่อยเถอะ”

*/*/*/*/*


เสียงของพุ่มไม้ที่สั่นไหวเรียกนัยน์ตาสีเขียวคมให้หันขวับ เจ้าชายต่างถิ่นจ้องมองสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลังกิ่งไม้และใบเขียวเข้มพลางเลื่อนจับกระชับอาวุธมั่น เผื่อเวลาใช้มันจะได้ถนัดมือ

ได้ยินว่าแถบนี้เป็นถิ่นอาศัยของสุนัขป่าจำนวนมาก พวกมันดุร้าย แม้ไม่ย่างกรายเข้าใกล้หมู่บ้าน แต่ใครเล่าจะรับประกันว่าพวกมันจะไม่เข้ามาทำร้ายใคร

ลมหายใจอันตึงเครียดพ่นระบายออกมาเฮือกใหญ่ ครั้นได้เห็นว่าสิ่งที่โผล่หน้าออกมาจากพุ่มไม้เป็นเพียงสัตว์เลื้อยคลานตัวหนึ่ง เฟร์นานโดก็สบถคำหยาบคายแล้วเขวี้ยงมีดสั้นพุ่งออกไปปักบนลำคอของมันอย่างแม่นยำด้วยความโมโห

“เจ้าสัตว์ชั้นต่ำ! ”

มีดสั้นถูกชักออกออกจากซากสัตว์ผู้โชคร้าย เจ้าชายป้ายเช็ดคราบเลือดบนผิวหนังหยาบกระด้างแล้วเหยียบขยี้ศีรษะของมันจนบี้แบนจมดิน

ในความสะใจนั้นหาได้เป็นความรู้สึกที่มีต่อเจ้าสัตว์น้อยที่อยู่ตรงหน้าไม่ หากไพล่ไปถึงอีกบุคคลหนึ่งซึ่งทำตัวเป็นที่รบกวนจิตใจของเขาอยู่เสมอตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอ 

เจ้าคนที่อ้างตัวเป็นพ่อมดนั่น วัน ๆ เห็นแต่ทำนายโชคชะตาให้เหล่าสาวใช้ในราชวัง มันคงแค่แอบอ้างตัวเป็นผู้ใช้เวทสินะ

เป็นแค่นักทำนายกระจอกแท้ ๆ ทำไมจึงเลื่อนขั้นมาเป็นที่ปรึกษาของสการ์เล็ตได้ และไม่ว่ามันผู้นั้นจะกระทำสิ่งใดก็ขัดแข้งขวางตาเขาไปเสียหมด ที่ยิ่งกว่านั้นคือมันช่างได้จังหวะเหมาะทุกครั้งราวกับจงใจ

น่าโมโหนัก!

เจ้าชายหนุ่มกระทืบเท้าก่อนก้าวต่อไปยังจุดหมายอย่างระแวดระวังทั้งที่ในใจยังรู้สึกคุกกรุ่นขุ่นเคือง

สการ์เล็ตเองก็เถอะ เขาอุตส่าห์ตั้งใจใช้โอกาสนี้สร้างความสนิทสนมให้สมกับสายสัมพันธ์ฉันท์คู่หมั้น เผื่อว่าอาจไม่ต้องมองนางในฐานะตัวขัดขวางความทะเยอทะยายของตนอีกต่อไป

แต่สการ์เล็ตก็ยังคงเป็นสการ์เล็ต นางเป็นผู้หญิงสวยที่ไม่คิดใช้ประโยชน์จากความสวยของตนเอาเสียเลย ทำตัวเป็นคนบ้างาน ไม่รู้จักทำตัวอ่อนหวานออดอ้อนเขาเหมือนสาวอื่นใด แต่ก็นั่นแหละ... ที่ทำให้บางครั้งก็นึกอยากเอาชนะนางอยู่บ้าง

ทั้งที่ควรเป็นอย่างนั้น... นางกลับไปทำตัวสนิทสนมกับเจ้านักทำนายกระจอกนั่น

ช่างน่าโมโหเสียจริง! 

ได้... ในเมื่อไม่อาจเบี่ยงเบนจิตใจใครให้เป็นไปตามความต้องการของเขา เช่นนั้นแล้วก็จงหายไปให้หมดเสียเถอะ

หลังย่ำเท้าอยู่ในป่าครึ้มเพียงไม่นาน เจ้าชายจากต่างแดนก็พบเนินดินที่กลบฝังร่างผู้เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติ สายฝนพร่ำลงมาตั้งแต่เช้าทำให้ผืนดินเหลวเละจนเป็นโคลน องค์ประกอบทั้งมวลช่างเหมาะสมอย่างยิ่งกับสิ่งที่พ่อมดของเขาต้องการ

เถ้าจากกระดาษที่เฟร์นานโดไม่อาจรู้ว่ามันเคยถูกลิขิตเวทมนตร์บทใดไว้ถูกจัดใส่ถุงหนังขนาดย่อม กระนั้นมันก็ยังมีจำนวนมากพอที่เขาจะโปรยลงได้ทั่วผิวพสุธา

เฟร์นานโดก้าวถอยจากเนินดินแห่งนั้นพลางจ้องมันไม่กระพริบตา ชั่วครู่หนึ่งที่เขารู้สึกว่าเห็นผิวดินขยับได้

ต้องรีบไป!

นั่นเป็นคำเตือนจากดีรอส ว่าจงไปให้ห่างจากสถานที่ต้องมนตร์ของเขาที่สุด หากยังอยากอยู่รอดอย่างปลอดภัย

ไม่รอช้า เฟร์นานโดสับขาอย่างรวดเร็วออกจากป่าพลางคิดว่าดีรอสจะทำอย่างไรให้ไม่ถูกสืบสาว เขาไม่อยากเป็นที่สงสัย ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม

ม้าถูกเตรียมไว้ไม่ไกลนัก เขาจักทำทีว่าแวะเวียนไปเยี่ยมเยือนเมืองข้าง ๆ

เจ้าชายถีบตัวขึ้นคร่อมบนหลังอาชา มองป่าอันเงียบสงัดอย่างผิดปรกติวิสัยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนชักสายเบี่ยงม้ามุ่งหน้าสู่อีกเมือง







Create Date : 13 กันยายน 2557
Last Update : 13 กันยายน 2557 10:34:27 น.
Counter : 216 Pageviews.

0 comment
เมืองมายา มนตราอลเวง บทที่ 11


บทที่ 11

ประตูที่ถูกเปิดออกอย่างแรงกระแทกกับผนังส่งเสียงดังสนั่น สร้างความไม่พอใจแก่เจ้าของห้องจนต้องขมวดคิ้ว ทว่าพ่อมดหนุ่มหน้าตาคมสันนามดีรอสก็ยังคงรักษากิริยาเยือกเย็นเอาไว้ แม้ในใจจะนึกอยากสาปเจ้าชายสามแห่งเฮย์เดนให้กลายเป็นลูกสุนัขน้อยขนฟูดูสักทีก็ตาม

“เจ้าจะทำเป็นเล่นไปถึงเมื่อไหร่” เฟร์นานโดกล่าวเสียงดังพร้อมกับกระแทกฝ่ามือลงบนโต๊ะตรงหน้าดีรอส ผู้ใช้อาคมเพียงเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายพร้อมกับขยับยิ้มบาง

“ท่านหมายถึงอะไร”

“อย่ามาทำเฉไฉ” น้ำเสียงของเจ้าชายแทบจะกลายเป็นคำราม “คิดว่าข้าไม่รู้หรือ ว่าเจ้ากำลังทำการทดลองเวทมนตร์ไร้สาระอะไรอยู่ แทนที่จะทำตามคำสั่งของข้าอย่างจริงจังให้สำเร็จลุล่วงไปโดยเร็ว”

ดวงเนตรเขียวตวัดมองตุ๊กตารูปสัตว์ประหลาดที่วางเรียงรายอยู่ข้างโต๊ะ โดยไม่คาดคิด... เจ้าชายพลัดถิ่นสะบัดมือกวาดมันตกลงพื้นไปเกือบทั้งแถบ เรียกสายตาวาวโรจน์จากจอมเวทได้ราวกับเพลิงปะทุ

“ข้าลงทุนกับเจ้าไปมาก รีบทำงานให้คุ้มค่าจ้างเสียที”

ทันทีที่ตุ๊กตานับสิบตัวตกถึงพื้น หนึ่งในนั้นพลันขยายร่างจนเติบใหญ่ หนวดสีม่วงคล้ำน่าสะอิดสะเอียนมากมายตวัดรัดเจ้าชายแห่งเฮย์เดนแล้วโยกยกเขาจนตัวลอยศีรษะห้อยไม่น่าดู

พ่อมดนอกรีตจ้องมองเจ้าชายสามที่กำลังร้องเสียงหลงในอ้อมกอดสัตว์อสูรของเขาพลางยิ้มเยาะ

“อย่าเข้าใจผิดคิดอะไรไปเองสิเจ้าชาย คิดว่าทรัพย์สินมากมายที่เจ้าประเคนมาโดยไม่มีใครขอ จะมีความหมายอะไรกับจอมเวทอย่างข้างั้นหรือ”

สัตว์ประหลาดหดร่างลงกลับเป็นตุ๊กตาตามเดิมโดยประคองให้ฝ่าบาทของเฟร์นานโดได้เหยียบลงบนพื้นอีกครั้ง เจ้าชายหนุ่มยืนจ้องผู้ใช้อาคมด้วยสายตาโกรธเคืองในขณะที่อีกฝ่ายได้แต่นึกสมเพชอยู่ในใจ

“จริงอยู่ที่ว่าข้าอาจไม่ได้รีบทำตามความประสงค์ของเจ้า เอาแต่ทดลองเวทมนตร์ใหม่ ๆ ที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ตอนอยู่ใต้เงาของกิลด์เมสทิค แต่จำเอาไว้เฟร์นานโด ข้าไม่สนเงินทองทรัพย์สินของเจ้าเลยแม้สักนิด ถึงมันจะช่วยให้ข้าได้อยู่สุขสบายขึ้นก็เถอะ หากที่ข้ายอมรับงานเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อนอันน้อยนิดของเรา ดังนั้นอย่ามาชี้นิ้วสั่งข้าว่าต้องทำอะไร ถ้าอยากให้งานเดินไวนักล่ะก็... ลองลงมือเองเสียเลยสิ แล้วข้าจะช่วยสนับสนุน”

เจ้าชายหนุ่มรูปงามยืนจ้องหน้าพ่อมดแน่วนิ่งก่อนเอ่ยด้วยเสียงลอดไรฟัน

“ได้... คราวนี้อย่ากลับคำก็แล้วกัน”

*/*/*/*/*


เจ้าหญิงลำดับแรกแห่งเรสทอเรียรู้สึกยินดีปรีดาที่เจ้าชายรัชทายาทหายประชวรแล้ว นางแทบอยากจะจัดงานเฉลิมฉลองพร้อมกับป่าวประกาศออกไปให้ทั่วแดน หากไม่ติดที่พื้นภาคหนึ่งของอาณาจักรกำลังประสบปัญหาอุทกภัยและได้พ่อมดช่วยรั้งสติเอาไว้เสียก่อน

“ยังไม่รู้ว่าใครคือคนร้าย อย่าเพิ่งแพร่งพรายเรื่องของเจ้าชายดีกว่านะครับ”

ถึงจะอึดอัดขัดใจที่ไม่อาจบอกใครอยู่บ้าง แต่สการ์เล็ตก็คิดว่ามีเหตุผลพอให้รับฟัง

“หลังจากองค์รัชทายาทต้องคำสาป ท่านซึ่งเป็นรัชทายาทลำดับที่สองก็ถูกปองร้าย ในเมื่อเรายังไม่อาจเจาะจงแน่ว่าเป็นใคร รวมถึงจุดประสงค์แท้จริงที่คิดทำลายพวกท่าน ดังนั้นหากจำกัดเป้าหมายเอาไว้ที่เจ้าหญิง อาจง่ายกว่าในหลายด้าน ไม่ว่าการเตรียมรับมือหรือป้องกันอันตรายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น”

“พูดง่าย ๆ ก็คือจะใช้สการ์เล็ตเป็นเหยื่อล่อ” อลันเอ่ยพลางละสายตาจากคาอิลไปยังน้องสาว

“อาจไม่ดีต่อเจ้าหญิง แต่คงต้องบอกตามตรงว่าเป็นเช่นนั้น”

คำตอบของพ่อมดเรียกสายตาเจ้าชายให้หันกลับไปมอง เขาซ่อนรอยเคลือบแคลงเอาไว้หลังม่านตาสีทับทิม ยังไม่วางใจในตัวผู้ใช้เวทคนนี้เสียทีเดียว

นอกจากดวงตาสีประหลาดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเส้นผมหงอกขาวกับผิวซีด ๆ ที่เรียกได้ว่าแทบจะไร้สีเลือดรวมถึงนิสัยใจคอนั้นช่างแตกต่างอย่าสิ้นเชิงกับบุคคลในความทรงจำตามคำบอกเล่าของสการ์เล็ต แต่ไม่ใช่กับเขา

อลันต่างจากน้องสาวตรงที่ไม่ได้ลืมเรื่องราวในวันสุดท้ายที่คนคุ้นเคยยังคงอยู่ และเวลากว่าเก้าปีนั้นก็ยาวนานพอจะทำให้ใครคนหนึ่งเปลี่ยนแปรไป ยิ่งเมื่ออาจเหลือความรู้สึกสุดท้ายที่มีต่อกันได้ไม่ดีนัก

ไม่สิ... เรียกว่าเลวร้ายมากจึงจะถูกกว่า

“ข้าไม่มีความขัดข้องอันใดหรอกค่ะท่านพี่ แต่อีกไม่กี่วันข้างหน้านี้พวกเราต้องเดินทางไปตรวจการณ์เขตอุทกภัย ท่านพ่อท่านแม่ก็ยังกลับไม่ได้ แล้วท่านจะแกล้งประชวรต่อไปอย่างไร เราจะไว้ใจให้ใครดูแลความปลอดภัยของท่านได้คะ”

เจ้าชายรัชทายาทเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพลางดำริว่า ‘ใครเป็นพี่กันแน่? ‘ แต่นิสัยช่างเป็นห่วงเช่นนี้ก็มีมานานแล้วนี่นะ... ตั้งแต่ตอนนั้น

“ข้าจะทิ้งตัวแทนเอาไว้ให้เองครับ”

พ่อมดกล่าวพลางสะบัดตุ๊กตาออกไปกลางอากาศ จากกระดาษพลันกลายเป็นบุรุษรูปร่างกำยำล่ำสันในชุดทหารสี่นาย

“ถึงพวกเขาจะเป็นเพียงตุ๊กตาที่สร้างจากเวทมนตร์ แต่ไม่ถูกทำลายได้ง่ายดายนักหรอกครับ วางใจได้”

พ่อมดขยับยิ้มกว้าง อลันพยักหน้าพลางกวาดมองนายทหารทั้งสี่ ความที่แฝงนัยประโยคนั้นอยากบอกว่าพวกเขาเหล่านี้จะมาเป็นผู้คุ้มครองหรือผู้คุมกันแน่เล่า

ดวงเนตรคมละจากตุ๊กตาเสกพลางนึกตรึกตรองในใจ ไม่ว่าเขาจะเคยพลาดท่ามาแล้วครั้งหนึ่งหรืออย่างไรก็ตาม แต่รัชทายาทแห่งเรสทอเรียผู้นี้ก็ไม่สิ้นไร้หนทางเสียทีเดียวหรอกน่า

ฝ่ามือใหญ่หนาจึงประทับลงบนบ่าบอบบาง ดวงตาสองคู่ที่คล้ายคลึงกันอย่างมากสบประสานกันแน่วนิ่ง

“ไปเถอะ ไม่ต้องห่วง ข้าอยู่ทางนี้จะหาวิธีช่วยอีกทางหนึ่ง และหวังว่าเมื่อเจ้ามีผู้ติดตามที่ดีก็ย่อมจะปลอดภัยไร้อันตรายมาแผ้วพานเช่นกัน” 

ท้ายประโยคดวงเนตรคมปรายไปยังบุคคลที่ยืนเยื้องอยู่เบื้องหลังเจ้าหญิง เขาส่งยิ้มมุมปากให้นิดหนึ่งก่อนเบนสายตากลับมายังน้องสาว

“ท่านเฟร์นานโดอาสาจะไปกับเราด้วยค่ะ”

พึ่งไม่ได้... 

นั่นเป็นความคิดแรกที่แวบเข้ามาในใจเจ้าชายแห่งเรสทอเรีย 

อลันจัดแจงเขียนสาส์นขึ้นมาฉบับหนึ่งหลังจากน้องสาวกับผู้ติดตามกลับไปแล้ว เขาหยิบใบไม้แห้งที่สอดแทรกอยู่ในสมุดส่วนตัวซึ่งฝากสการ์เล็ตให้นำมาจากห้องของตน พิจารณาลวดลายอักขระบนใบไม้อยู่ครู่หนึ่งพลางคิดว่ามันยังใช้ได้อยู่ใช่ไหม หากที่สุดแล้วก็ตัดสินใจเหวี่ยงใบไม้แห้งนั้นออกไป เพียงปลิวพลิกใบพลันกลับกลายเป็นนกน้อยสีเทาตัวหนึ่ง

เจ้าปักษาเวทมนตร์บินกลับมาเกาะบนท่อนแขนแล้วจ้องมองเขาพลางกระพริบตาปริบ ๆ ราวกับจะบอกว่ามีธุระอันใดก็รีบจัดการให้ไว เจ้าชายจึงไม่รอช้าม้วนสาส์นแล้วสอดใส่กระบอกผูกกับขาของมัน เขากล่าวกระซิบคำสั้น ๆ สั่งเจ้านกให้กลับไปหานายที่แท้จริง








Create Date : 29 กันยายน 2555
Last Update : 13 กันยายน 2557 10:30:13 น.
Counter : 622 Pageviews.

0 comment
เมืองมายา มนตราอลเวง บทที่ 10


บทที่ 10 

ฝันอีกแล้วหรือ...

ท่ามกลางม่านหมอกซึ่งบดบังทุกสรรพสิ่งจากสายตา สิ่งที่เจ้าชายรัชทายาทแห่งเรสทอเรียเห็นมีเพียงท่อนแขนและมือของเด็กชายวัยเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม เขาขยับและพลิกมันไปมาจนแน่ใจว่าเป็นมือของตนเองอย่างจริงแท้

ฝันแน่ ๆ 

เป็นไปไม่ได้ที่บุรุษวัยใกล้ยี่สิบเจ็ดอย่างเขาจะมีเนื้อหนังอ่อนเยาว์ราวเด็กหนุ่มเช่นนี้

เพียงเสี้ยววินาทีที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เรียวหัตถ์ทั้งสองซึ่งยกค้างอยู่เบื้องหน้าพลันลู่ตกลงราวไร้เรี่ยวแรงขึ้นมากะทันหัน เมื่อนัยน์เนตรแลเห็นเงาร่างอันเลือนรางในม่านละอองขาว ขาข้างหนึ่งก้าวออกไปอย่างเชื่องช้าก่อนเร่งจังหวะตามหัวใจที่เต้นระรัว

สิ่งที่เฝ้าคำนึงและถวิลหามาเนิ่นนาน

ไม่ได้ห่างไกลกันอีกแล้ว อยู่เพียงเอื้อมเท่านี้เอง...

“กรี๊ด!!! เจ้าชาย ใครก็ได้ช่วยด้วย”


สการ์เล็ตทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้แล้วเอียงหน้าซบฝ่ามืออย่างกลัดกลุ้มกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันซึ่งเกิดขึ้นระหว่างที่กษัตริย์และราชินีแห่งเรสทอเรียไปประพาสยังต่างเมืองเมื่อไม่นานนี้ โชคดีเหลือเกินที่หญิงรับใช้พบองค์รัชทายาทก่อนที่เขาจะทันได้กระโดดลงจากหน้าต่างซึ่งไม่รู้ว่ากลอนถูกปลดออกไปได้อย่างไร

เจ้าหญิงมองไปยังบุรุษที่นั่งเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้อีกมุมหนึ่งของห้อง เขาไม่มีท่าทางตอบสนองต่อสิ่งใดอีกหลังจากนั้น คาอิลบอกว่าเขากำลังฝัน... ทั้งที่ยังลืมตา

“เจ้าไม่มีทางช่วยเขาได้เลยหรือ”

หญิงสาวกล่าวอย่างอับจนซึ่งหนทาง เสียงของนางออกจะสั่นเครืออยู่บ้างทั้งที่พยายามสะกดกลั้นอย่างเต็มที่แล้ว นางต้องไม่หวั่นไหว สถานะที่ดำรงอยู่นั้นไม่อำนวยให้แสดงความรู้สึกใดได้มากนัก

พ่อมดไม่ได้ตอบคำ เขาเดินไปยอบตัวลงตรงหน้าองค์รัชทายาทและแตะสัมผัสบนมือที่วางอยู่บนพนักเก้าอี้อย่างแผ่วเบา

ใช่ว่าไม่อยากช่วย แต่สภาพเขาเองตอนนี้ไม่อำนวยให้ทำกับอลันได้เช่นเดียวกับฮิลดราเลีย เขาอาจพลาดพลั้งทำให้เจ้าชายวายพระชนชีพไปโดยไม่รู้ตัวเสียก็ได้

ผู้ใช้อาคมจ้องดวงเนตรสีทับทิมด้วยสายตาแน่วนิ่ง แววบางสิ่งไหวระริกอยู่ในม่านตา หากใครจะรู้บ้างว่าในฝันของรัชทายาทนั้นเป็นเช่นใด


หนุ่มน้อยผู้มีใบหน้าและเรือนกายงดงามทว่ายังไม่ทิ้งความสง่าเฉกท่านชายผู้สูงศักดิ์เหยียบย่างบาทไปตามพงหญ้าท่ามกลางละอองหมอกสีเทาที่โรยตัวลงมาจนหนาทึบ

มองมิเห็นสิ่งอื่น ไม่รู้ว่าเดินเข้าสู่หนทางใด หรือที่หลงอยู่นี้คือความหมองหม่นในใจตนเท่านั้นเอง

เจ้าชายน้อยแค่นหัวเราะต่อดำริเพียงชั่วแล่นนั้นก่อนหยุดย่างฝีเท้าพลันเมื่อฝ่าบาทเหยียบลงบนผิวกรวด อีกเพียงสี่ห้าก้าวก็จะถึงริมลำธาร หากสิ่งที่เขาต้องการในยามนี้หาใช่เพียงน้ำใสเย็นชื่นยามรดหลั่งชโลมตน

องค์รัชทายาทหันไปมองยังด้านข้าง หญิงสาวนางหนึ่งยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้ โผล่ออกมาอย่างไร้ที่มาที่ไปและเงียบงันราวกับภูตผีหรือวิญญาณ

ทว่าเจ้าชายก็หาได้แสดงความรู้สึกใด แม้ได้พบคนที่ไม่น่าจะมีทางได้เจอกันอีก เขารู้สึกอย่างเลือนรางว่ามันอาจไม่ใช่ครั้งแรกในระยะเวลาอันใกล้ที่ได้พบกันในลักษณะนี้

นี่คือความฝันใช่หรือไม่

คนที่ได้แต่คิดถึงอยู่ในใจจึงมาปรากฏกายให้เห็น

“ข้าทำตามสัญญาไม่ได้... ทั้งอย่างนั้นก็ยังอยากพบท่านเพียงเพื่อปลอบประโลมจิตใจของตนเอง”

เจ้าชายรัชทายาทกล่าวพร้อมกับขยับหันร่างเข้าประจันหน้ากับหญิงสาว จ้องมองเส้นผมดำขลับเป็นมันวาวยาวระแผ่นหลังอันบอบบาง ใบหน้าขาวนวลยังคงงดงามไม่เคยเปลี่ยน ดวงตาสีน้ำเงินสวยโศกคู่นั้นก็ยังทอประกายว่างเปล่าไม่แปรไปเช่นกัน

นางไม่ได้มองเขา แต่เอื้อนเอ่ยเสียงออกมาเพียงแผ่วเบาพอได้ยิน

“หายไปไหนแล้ว... ต้องตามหา”

อลันไม่รู้ว่าตนกลับกลายเป็นเจ้าชายน้อยได้เยี่ยงไร แต่เขาจดจำได้ว่าตอนนี้ตนล่วงเลยวัยเด็กไปมากแล้ว และไม่เคยลืม... เรื่องราวของหญิงสาวที่น่าเวทนา

“ลูกท่านสิ้นแล้ว ถึงจะตามหาอย่างไรก็ไม่มีทางได้เจอเขาในภพนี้หรอก” เจ้าชายบอกและรอดูปฏิกิริยาจากหญิงสาว “น่าเสียดายนัก ที่กว่าจะรู้ว่าเขาคือบุตรของท่าน มันก็เลยผ่านเวลานั้นไปมากแล้ว”

“ตายแล้วหรือ... เด็กที่น่าชัง” ใบหน้างดงามวูบตกลงเพียงเล็กน้อย น้ำเสียงอันเลื่อนลอยเปล่งออกมาจากเรียวปากที่แทบไม่เขยื้อน “ก็สมควรแล้วที่ลงเอยเช่นนี้”

“ท่านเคยบอกข้าว่าเกลียดเขา แต่ก็ยังรู้สึกเสียใจอยู่ดีสินะ”

“ข้าน่ะหรือ... เสียใจ”

ในที่สุดนางก็ยอมหันหน้ามา

“น้ำตาท่านไหล”

ครั้นเจ้าชายเอ่ยออกมาสตรีผู้นั้นจึงยกปลายนิ้วขึ้นแตะหยาดน้ำที่รินไหลผ่านพวงแก้ม ดวงเนตรคู่หวานฉายประกายแปลกใจอย่างแจ่มชัด

“เด็กนั่นคือสิ่งมีชีวิตที่น่าชัง เป็นก้อนเนื้อดำมืดที่ถือกำเนิดจากความน่ารังเกียจของสัตว์ร้าย ทั้งอย่างนั้นเลือดในกายครึ่งหนึ่งกลับสืบสายไปจากข้า ข้าเกลียดมัน! ข้าทรมานเหลือเกิน! “

หญิงสาวกล่าวถ้อยคำยืดยาวและแสดงความคลุ้มคลั่งด้วยการทึ้งศีรษะตนเอง ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงอย่างคนเสียจริตทั้งที่น้ำตายังหลั่งรินไม่ขาดสาย อลันคิดว่าคนตรงหน้าเป็นเพียงมโนฝัน ทั้งอย่างนั้นกลับไม่อาจปล่อยนางให้ทำร้ายตนเองอย่างน่าเวทนาได้ต่อไป เด็กชายที่มีสรีระเล็กเตี้ยกว่าสตรีสาวอยู่ไม่มากจึงตรงเข้ายื้อยุดฉุดแขนทั้งสองข้างแล้วโอบรั้งรอบร่างให้นางสงบลง

“ท่านไม่ผิดหรอก... ที่คิดเกลียดชังเลือดเนื้อเชื้อไขซึ่งไม่ได้ตั้งใจให้กำเนิดมา เด็กคนนั้นก็ไม่ผิดเช่นกันที่เกิดมาบนความโชคร้ายของท่านเพราะเขาเองก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเลือก” 

เขาควรจะปลอบนาง น่าจะบอกนางตั้งแต่วันวานที่ผ่านมาเนิ่นนานนั้นแล้ว แม้จะแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยมันอาจช่วยบรรเทาความรู้สึกในใจให้เบาบางลง ทั้งใจนาง... ทั้งใจของเขาเอง... 

“ข้ารู้ว่าท่านทรมานเพราะจิตใจส่วนหนึ่งยังรักเขา และผลของพิษร้ายนั้นก็ทำลายท่านที่สับสนจนหลงทาง... ”

“เช่นเดียวกับเจ้า”

หญิงวิกลจริตผู้งดงามประคองดวงพักตร์อลันเอาไว้มั่น นัยน์ตาที่เคยเลื่อนลอยว่างเปล่าช้อนขึ้นสบดวงเนตรสีทับทิมแน่วนิ่งราวกับจะทะลุทะลวงเข้าสู่ส่วนลึกของจิตใจ

“เจ้าผู้ถูกความมืดบดบังดวงใจ เป็นถึงเจ้านายผู้สูงศักดิ์กลับไม่อาจไขว่คว้าได้ในสิ่งที่หวังอย่างแท้จริง เหนื่อยยากเท่าไหร่แล้วกับการอุทิศตนเพื่อชาวประชา ทว่าไม่มีสิ่งใดตอบแทนกลับมา ไม่มีอะไรลุล่วงตามประสงค์เลยสักอย่าง ท้อแท้ไหมเล่าเจ้าชายรัชทายาทผู้ไร้อำนาจอันพึงมี”

ดวงเนตรคู่คมวูบไหวเพียงเล็กน้อย ค่อยให้เรียวปากสีชมพูเผยรอยยิ้มบาง

“หากครั้งนี้ให้เจ้าเลือกสมดังหวัง แม้จะเป็นเรื่องเพียงเล็กน้อยสำหรับเจ้าชาย... แต่เจ้ายังต้องการข้าหรือไม่ ข้าไม่มีสิ่งใดให้ห่วงหามากกว่าเจ้าอีกแล้ว”

อลันจับมือเรียวบางข้างหนึ่งไว้พลางกระชับมั่น เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่เพียงภาพฝัน เขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านผิวกาย เจ้าชายหลับตาลงแล้วซึมซับสัมผัสนี้ไว้ให้ตราตรึงใจไปอีกเนิ่นนานก่อนเบิกเนตรขึ้นมองอีกฝ่ายพร้อมกับรอยยิ้ม

“ข้ารู้ดีว่านี่เป็นเพียงฝัน คนที่ตายไปแล้วอย่างท่านไม่มีวันฟื้นคืนกลับมาได้ แม้จะปรารถนาเพียงใดก็ตาม”

หญิงผู้วิกลจริตเพียงเบิกเนตรขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มยังไม่เลือนหาย หากมองโดยรวมแล้วคล้ายจะน่ากลัว

“ไม่... ข้าคือความจริง ข้ายังมีตัวตนอยู่ตรงนี้ ข้ากลับมาเพื่อพบเจ้าตามที่ต้องการแล้วอย่างไรเล่า เจ้าจะยอมอยู่กับข้าที่นี่ใช่ไหม... เจ้าชาย”

“พอเถอะ อย่าให้ท่านที่งดงามอยู่ในใจข้าต้องหมองหม่นไปมากกว่านี้เลย” อลันกล่าวด้วยน้ำเสียงเวทนา แต่หาใช่ในตัวหญิงสาว เป็นเขาเองต่างหาก

“ข้าอยากพบท่านเพียงเพื่อพักใจที่อ่อนล้า อยากให้อภัยที่รักษาสัญญาไม่ได้ อยากให้ปลดปล่อยข้าจากความหลังฝังใจที่ไม่มีวันเป็นจริงนี้เสียที ข้าอาจจะเหนื่อยล้าแต่หยุดเดินไม่ได้ ข้าอาจท้อแท้แต่จะไม่มีวันหยุดก้าวไปข้างหน้า ข้ายังมีหน้าที่ต้องกระทำ แม้จะยากลำบากเพียงใดก็ตาม...”

เจ้าชายเว้นคำกล่าวพลางมองร่างสตรีสาวตรงหน้าที่กำลังเลือนรางจางลงในสายหมอก ราวกับเข้าใจแล้วว่าเขาเพียงแค่ท้อแท้เหนื่อยล้า หาได้คิดจมปลักในปัญหาหลุบหน้าหลบผู้ใด

รู้อยู่แล้วว่านี่ไม่ใช่ท่านที่ต้องวิกลจริตเพราะความรักและชังในเลือดเนื้อของตนเองจนไม่มีแม้เสี้ยวหนึ่งในใจจะเหลียวแลข้า ท่านล่วงหน้าไปยังภพอื่นที่ข้าจะละหน้าที่ตามไปไม่ได้อีกแล้ว

แต่สักวัน... เราอาจได้พบกันในอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำเมื่อถึงเวลาของเขาเองแล้วเช่นกัน


เบื้องพักตร์ของเจ้าชายที่ลืมตาตื่น คือเค้าโครงหน้าขาวที่ดูคุ้นเคยกับในฝันซึ่งผันผ่านไปเพียงครู่ ทว่าก็ดูออกในพริบตาว่าเป็นเค้าโครงหน้าของผู้ชาย ดวงตาสีแปลกเป็นประกายหลังกรอบแว่นเรียวรีเรียกคำกล่าวแรกให้หลุดลอดจากจากโอษฐ์บางอย่างไม่รู้ตัว

“เรมี่... ” 

อลันเอ่ยพึมพำพลางย่นคิ้ว 

“เจ้ายังไม่ตายหรือ”

บุรุษผู้สวมแว่นยิ้มบางพลางขยับถอยห่างก่อนตอบด้วยคำถาม

“เรมี่คือใครหรือครับ”

อลันโคลงศีรษะเล็กน้อยแล้วกวาดมองไปรอบห้อง เห็นน้องสาวของตนขยับเข้ามาประคองด้วยสีหน้ายินดี ทั้งที่สติของเขายังไม่แจ่มใสพอจะนึกถึงสถานการณ์ใดในปัจจุบันได้ออกนัก แต่ก็ยังไม่วายหันไปจ้องบุรุษผู้สวมแว่นและผ้าคลุมศีรษะอย่างฉงนใจ

องค์รัชทายาทจำไม่ได้ว่าเค้าโครงหน้าเจ้าของนามเรมี่เป็นเช่นไร แต่นัยน์ตาสีประหลาดและบางสิ่งที่คล้ายคลึงกับหญิงสาวในใจเขานั้นทำให้คิดว่าน่าจะใช่... เรมี่

เจ้าชายขมวดคิ้วจ้องมองบุรุษผู้สวมแว่นซึ่งยืนยิ้มส่งสายตาพราวผิดภาพลักษณ์ของเด็กน้อยใสซื่อในความทรงจำเป็นยิ่งนัก

“เจ้าไม่ใช่เรมิเรสหรือ”

“ข้าชื่อคาอิล มิลตันครับ อย่างไรลองถามประวัติคร่าว ๆ จากเจ้าหญิงได้”

“เขาไม่ใช่หรอกค่ะท่านพี่ คนผู้นี้ไม่มีทางเป็นเรมี่ที่น่ารักของข้าได้หรอก” สการ์เล็ตเสริมพร้อมส่งสายตาเยาะหยันให้พ่อมด แต่บุรุษหนุ่มก็ยังฉีกยิ้มอย่างไม่รู้สึกรู้สาใด ๆ เจ้าหญิงจึงหันมาให้ความสนใจเจ้าชายรัชทายาทซึ่งยังมีสีหน้าซีดเซียวและมึนงงเสียมากกว่า

“ท่านพี่เพิ่งได้สติ อย่าเพิ่งลุกเดินหรือคิดอะไรมากก่อนจะดีกว่านะคะ ไว้รอให้สติแจ่มใสกว่านี้แล้วข้าจะอธิบายทุกอย่างให้ฟังเอง”

กระนั้นเจ้าชายก็ยังไม่คลายความข้องใจในตัวคาอิล แม้จะรู้สึกมึนศีรษะอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังคอยจ้องพิจารณาชายหนุ่มไม่ละตา เขาไม่คิดว่าสีตาประหลาดเยี่ยงนี้จะมีได้แพร่หลายนัก

ทว่าหากเป็นเรมี่... มีหรือจะยืนเฉยมองพวกเขาด้วยรอยยิ้ม 

ย่อมไม่มีทาง เมื่อต้นเหตุที่คร่าชีวิตเขาไปเมื่อวันวานยังยืนอยู่ตรงหน้านี่เอง

“เป็นอะไรไปคะ ทำไมจึงทำสีหน้าวิตกเช่นนี้”

สการ์เล็ตเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงพลางหยิบผ้ามาซับเหงื่อบนดวงพักตร์เจ้าชาย ในขณะที่คาอิลก้าวเข้ามาใกล้อย่างเงียบงัน อลันรู้สึกเย็นวาบบนสันหลังขึ้นมาครั้นได้สบสายตากับพ่อมดคาอิล เขาแย้มยิ้มอย่างเย็นยะเยือกพร้อมกับร่ายมนตร์นิทรา

“พักสักหน่อยก่อนเถิดครับเจ้าชาย จะได้ลืมฝันร้ายเมื่อวันวาน”








Create Date : 10 มิถุนายน 2555
Last Update : 13 กันยายน 2557 10:28:41 น.
Counter : 580 Pageviews.

0 comment
เมืองมายา มนตราอลเวง บทที่ 9


บทที่ 9

“ทำไมเจ้าจึงไม่ตอบโต้”

นัยน์ตาเรียวรีสีดำฉายรอยแปลกใจ แม้บุรุษซึ่งเป็นเป้าหมายครึ่งหนึ่งของตนนั้นจะเคยเป็นคนที่ตัดใจทำร้ายผู้อื่นได้ยากจนน่ารำคาญ กระนั้นกลับไม่เคยลังเลที่จะตอบโต้ โดยเฉพาะเมื่อต้องสู้กับสัตว์อสูร

“แบบนี้ก็น่าเบื่อแย่น่ะสิ”

บุรุษหนุ่มพูดพลางเอนหลังนั่งพิงปล่องไฟบนหลังคาแห่งหนึ่งซึ่งไม่ห่างไกลนักกับสมรภูมที่ตนเฝ้าดูและเป็นผู้บงการ

ม่านเวทมนตร์คุ้มกันเริ่มอ่อนแสงบางลงทุกที ในขณะที่สการ์เล็ตหายใจหอบเพราะรู้สึกร้อนผ่าวราวกับมีเพลิงปะทุขึ้นมาบนกลางอก ปลายนิ้วพ่อมดจรดอยู่ตรงนั้นและมันกำลังส่องแสงสีแดงเรืองรองออกมา

ครั้นคาอิลร่ายคาถา กลุ่มก้อนพลังงานซึ่งบังเกิดขึ้นมาตรงหน้าบุรุษหนุ่มพลันแตกตัวออกก่อนพุ่งเข้าใส่นางอสูรร้ายทั้งสอง ในคราแรกมันถูกสกัดกั้นและทำลายด้วยเพลิงไฟกับใบมีด ทว่าปีศาจวิหคคงไม่อาจคาดคิดว่าการตอบโต้ของพ่อมดนั้นมิได้มีเพียงระลอกเดียว

แทบจะทันทีที่ถูกก้อนพลังซ้ำกระหน่ำซัด ร่างที่สร้างจากเพลิงกาฬจึงไม่อาจรับไหว ต้องสลายกลายเป็นไอร้อนในที่สุด ด้านอสูรอีกตนที่คงอยู่ยังตั้งหลักต่อสู้แม้รูปกายจะเสียหายไปมาก ปีศาจนกกรีดเสียงร้องขย่มขวัญ แต่มันไม่น่ากลัวสำหรับพ่อมดอีกต่อไป

คาอิลเสริมเวทมนตร์ไปที่เท้า เขากระโดดรวดเดียวจนเข้าถึงตรงหน้าสัตว์อสูร มันถึงกับผงะเพราะยังไม่อาจเรียกอาวุธกลับมาทัน จอมอาคมนั้นไม่รั้งรอ เขาจ้วงฝ่ามือซึ่งอาบด้วยอาคมแห่งการทำลายไปที่อักขระเวทบนอกปีศาจสาว

ตัวอักษรเวทมนตร์ส่องประกายขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนที่ร่างอสูรจะผุกร่อนกลายเป็นเถ้าธุลีปลิวกระจายหายไปกับสายลมแรงอย่างรวดเร็ว

“เป็นเจ้าจริง ๆ ดีรอส”

ตุ๊กตารูปสัตว์ประหลาดครึ่งคนครึ่งนกที่คาอิลคว้าได้จากกลางหัวใจของปีศาจ มันมีอักษรสลักอยู่ตรงกลางของลำตัว 

ตัวอักษรเวทมนตร์นั้นมีลักษณะจำเพาะที่สามารถระบุถึงตัวตนของผู้ใช้ มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือเลียนแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจสูงส่งเพียงใดก็ตาม

ทั้งนี้ก็เพื่อการดำรงไว้ซึ่งความถูกต้องและยุติธรรมแห่งองค์กรของผู้ฝักใฝ่ในมนตรา

เมื่อนึกถึงตรงนี้ผู้มีเวทมนตร์ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างแผ่วเบาในลำคอ

เพื่อความถูกต้องอย่างนั้นหรือ...

เพื่อความยุติธรรมอะไรกัน...

แล้วสิ่งที่เกิดกับเขาเล่าจัดเรียกประการใด

สิ่งที่สลักอยู่บนร่างกายนี้เป็นหลักฐานอย่างดีว่าผู้อื่นได้กระทำสิ่งใดกับเขาเอาไว้บ้าง

เช่นเดียวกับเส้นผมที่หงอกขาวบนศีรษะของเขา มันก็คือหลักฐานที่หลงเหลือของการถูกช่วงชิงพลังชีวิตและอิสรภาพไป เพียงน้อยคนนักที่จะรู้ถึงสาเหตุอันแท้จริงของมันก็เท่านั้นเอง

มันคือของขวัญจากกิลด์เมสทิคที่มอบให้เขาตลอดมา... ของขวัญที่เขายินดีรับเอาไว้เองแม้มันจะทำให้ต้องทุกข์ทรมานเจียนตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน 

เพียงเพื่อจะคงอยู่ถึงบัดนี้...

ราวกับกระจกร้าวบนอากาศนั้นแตกทลาย หากแต่ไม่เหลือเศษซากแห่งหายนะใดเอาไว้ให้ใครเห็น ปุถุชนคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งเวทมนตร์ทั้งสามต่างมองรอบตัวอย่างตกตะลึงและงงงัน เหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านไปเมื่อครู่นั้นเป็นเพียงฝันร้ายยามกลางวันเท่านั้นเอง

ไม่มีปีศาจหรือสัตว์อสูร ไม่มีซากบ้านเรือนที่ถูกทำลาย พื้นและถนนหนทางยังคงสภาพราบเรียบดีอยู่ตามเดิม เสียงของผู้คน เหล่าแมลง นกร้องและใบไม้ไหวแว่วมาให้ได้ยินเหมือนเช่นเคยอยู่ทุก ๆ วัน

กระนั้นสิ่งที่ทำให้ทั้งสามต้องวิตกก็คือพ่อมดที่กำลังทรุดนั่งลงบนพื้น

บาดแผลบนหลังของคาอิลไม่ลึกแต่ก็ทำให้เสียเลือดได้มากพอจนสติของเขาเริ่มเลือนราง ทั้งอย่างนั้นผู้ใช้อาคมก็ยังพยายามรั้งสติตนให้คงอยู่

หลับไม่ได้ เขาไม่อยากหลับ หากไร้สติขึ้นมาตอนนี้จะเกิดอะไรบ้างก็ไม่รู้

“เจ้าเจ็บมากหรือ” สการ์เล็ตเอ่ยถามหลังจากเห็นแววตาของคาอิลที่ช้อนขึ้นมามองหน้าตน มันสะท้อนถึงความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างเหลือทนจนอดใจเสียขึ้นมามิได้

“ให้ข้าดูบาดแผลสักหน่อยเถอะ”

เจ้าหญิงเอ่ยด้วยความปรารถนาดี แต่พ่อมดกลับเบิกตาโพลงแล้วปัดมือนางซึ่งแตะไปบนไหล่ของเขาออก ก่อนจะกระถดตัวถอยหลังห่างไปอีกคืบ

“อย่า! “ ผู้ใช้อาคมพูดเสียงดัง เขาชะงักคำกล่าวครู่หนึ่งราวกับเพิ่งรู้สึกตัวแล้วจึงปรับทั้งสีหน้าและน้ำเสียงให้กลับมานุ่มนวลตามเดิม

“อย่าเห็นบาดแผลของข้าจะดีกว่า ท่านกลัวเลือดอยู่ไม่ใช่หรือครับ เดี๋ยวต้องลำบากมาดูแลคนเป็นลมเสียอีกคน”

“ข้าเคยกลัว”

เจ้าหญิงแห่งเรสทอเรียตรัสเสียงเรียบแล้วจ้องมองนัยน์ตาสีน้ำเงินประหลาดด้วยความเคลือบแคลง

“แต่นั่นก็เป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว เจ้ารู้ได้อย่างไร”

พ่อมดนิ่งไปชั่วครู่หนึ่ง เขาสูดลมหายใจแผ่วแล้วคลี่ยิ้มบางเหมือนที่ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

“สตรีมักจะขยาดบาดแผลที่น่ากลัวและกลิ่นเลือด ทว่าข้าคงเข้าใจผิดคิดไปเองว่าคุณหนูผู้อ่อนโลกน่าจะเป็นเช่นนั้น”

คำหยอดของพ่อมดไม่กระตุ้นอารมณ์โกรธรัชทายาทหญิงได้อย่างที่คิด นางยังจ้องเขาด้วยสายตาไม่เชื่อถือแกมคาดคั้น กระทั่งสองบุรุษเห็นทีว่าเลือดจะไหลจากกายผู้ใช้เวทจนหมดตัวเสียก่อนแน่ จึงตัดสินใจแทรกกลางเข้าไปอาสา

“ให้พวกเราช่วยห้ามเลือดและทำแผลก่อนดีไหมครับ ลูกพี่ หน้าท่านซีดจนน่ากลัวเหลือเกินแล้ว”

คำขาน ‘ลูกพี่’ กับสีหน้าทั้งสองที่แสดงออกมายามเอ่ยปาก ทำให้พ่อมดถึงกับปรับสีหน้าไม่ถูกและเจ้าหญิงตีสีหน้าไม่เป็น 

เมื่อพิจารณาจากท่าทางแล้วถึงพวกเขาจะอาสาด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจ แต่ผู้ใช้อาคมขอเลือกช่วยเหลือตัวเองจะดีกว่า ครั้นรู้สึกว่าต้นกำเนิดเวทมนตร์ของตนจะกลับมาใช้ได้ปรกติดังเดิมแล้ว

“อย่าดีกว่า ข้าเกรงใจ”

คาอิลคว้ากระดาษซึ่งตัดแต่งอย่างเรียบง่ายเป็นรูปตุ๊กตามนุษย์ออกมาพร้อมกับกล่าวภาษาเวท เกิดเป็นสตรีสาวสองนางซึ่งมีหน้าตางดงามและรูปร่างอวบอึ๋ม ทั้งคู่ตรงเข้าทำการห้ามเลือดและปฐมพยาบาลพ่อมดจนเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว

การกระเพื่อมจากแรงโน้มถ่วงของโลกซึ่งปรากฏบนเรือนร่างสาวรับใช้ของพ่อมด ทำเอาคู่หูบุรุษอ้วนผอมลอบกลืนน้ำลายไปหลายอึกขณะจ้องมองสองสาวด้วยสายตาวาววามอย่างไม่กระพริบ ผิดกับเจ้าหญิงที่มีสีหน้าอีกแบบหนึ่ง

ชอบแบบนี้กันทั้งนั้นสินะ...ผู้ชาย!

เมื่อการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเสร็จสิ้นจนคาอิลสามารถลุกยืนไหว เขาจึงหันไปกล่าวเสียงเข้มกับโฟและไฮมะ

“ยังจะรออะไรอยู่ ถึงจะรอเรียกร้องเงิน เราก็ไม่คิดจ่ายให้หรอกนะ”

สองคู่หูทำหน้าตื่นก่อนรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน

“พวกข้าหาได้คิดเช่นนั้นไม่ ท่านอุตส่าห์ช่วยชีวิตเราอย่างยากลำบากเพียงนี้ ยังจะให้มีกะใจเรียกร้องสิ่งใดอีก เราสองคนเพียงต้องการช่วยเหลือท่านเป็นการตอบแทนบ้างเท่านั้น”

พ่อมดส่ายหน้าครั้งหนึ่งแล้วจึงตอบวาจาพวกเขา

“ไม่จำเป็น หากหมดธุระแล้วก็เชิญพวกท่านจากไปได้ทุกเมื่อ”

เขาไม่อยากพูดไปให้มากความ ว่าสองคนนี้ต่างหากที่ต้องซวยเพราะมาเกี่ยวข้องกับพวกตน

คาอิลแกล้งมองจ้องโฟและไฮมะด้วยสายตาวาววับ เขาขยับกรอบแว่นลงเล็กน้อยพอจะเผยให้เห็นดวงตาของตนซึ่งส่องประกายวาวราวกับอมนุษย์ให้สองบุรุษได้เห็นอย่างชัดเจน พร้อมกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงเข้มแกมข่มขู่

“ข้าชักรำคาญขึ้นมาแล้ว ถ้าไม่รีบไปเสียทีล่ะก็... จะสาปให้เป็นกบซะเลย”

ปากที่อ้าออกหมายจะค้านการผลักไสโดยไม่ให้แสดงความช่วยเหลือเพื่อตอบแทนกลับหุบลงอย่างทันควัน สองบุรุษลอบมองตากันแล้วรีบค้อมศีรษะก่อนจรลีจากไปอย่างรวดเร็ว

“ช้าก่อน! ”

สการ์เล็ตส่งเสียงร้องเรียกก่อนที่คู่หูอ้วนผอมจะไปไกลลับตา นางวิ่งตามพวกเขาไปแล้วยื่นเงินให้จำนวนหนึ่ง

“จงรับเอาไว้เถิด มันน่าจะพอสำหรับค่าเสียหายของสินค้าที่พวกเจ้าต้องรับผิดชอบ”

น้ำตาของโฟและไฮมะเอ่อคลอเบ้า พวกเขาต่างพากันค้อมศีรษะอยู่หลายครั้งแทนการกล่าวคำขอบคุณ

คาอิลพ่นลมหายใจออกมาขณะเก็บตุ๊กตาสาวซึ่งกลับสู่ร่างกระดาษเข้าอกเสื้อ เขาหันไปเอ่ยกับเจ้าหญิงที่ก้าวเท้ากลับเข้ามาในรัศมีของการได้ยิน

“ถ้าท่านคิดจะปกครองผู้คนก็ควรต้องหัดใจแข็งเอาไว้บ้าง แม้ไม่อยากทำร้ายหรือทำให้ใครเดือดร้อน แต่บางครั้งก็ต้องมีบทเรียนให้หลาบจำ จะได้ไม่มีใครคิดกระทำผิดซ้ำรอยเดิมอีก”

“การรู้จักอภัยและมีเมตตาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ควรมี โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่เหนือผู้อื่น พวกคนที่หลงผิดอาจคิดได้และกลับตัว หากได้รับความเมตตาและการอภัยอย่างจริงใจสักครั้ง หรือเจ้าไม่คิดเช่นนั้น”

นัยน์เนตรหวานของคนรั้นทอประกายเยือกเย็นอย่างยึดมั่นในอุดมคติของตนยามจ้องสบประสานกับดวงตาสีแปลกซึ่งฉายแววไม่ต่างกัน นางถอนหายใจเฮือกหนึ่งออกมาแล้วหลุบตาลงก่อนเปิดดวงเนตรขึ้นใหม่ด้วยแววที่อ่อนลงกว่าเดิม

“ข้ายังไม่อาจอภัยให้กับการกระทำของเจ้า แต่อย่างน้อยก็คิดว่าเจ้ายังไม่ใช่คนเลวร้ายอย่างที่สุด จิตใจเจ้ายังหลงเหลือความเมตตามากพอจะมอบให้กับคนที่มุ่งร้ายตนเอง ทั้งที่จะปล่อยเอาไว้ก็ได้”

เจ้าหญิงจ้องมองพ่อมดแน่วนิ่งในขณะที่อีกฝ่ายเบนหน้าไปคล้ายต้องการหลบสายตา

“บางครั้งเจ้าก็ดี แต่หลายทีก็ร้าย บอกหน่อยได้ไหม เข้าใกล้ข้าด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่ ข้าไม่อาจทำใจเชื่อเหตุผลไร้สาระที่เจ้าอ้างมาในคราแรกได้จริง ๆ ถ้ายอมบอกออกมาตอนนี้ข้าอาจอภัยให้ในหลาย ๆ สิ่งที่เจ้าทำไม่ดีเอาไว้ก็ได้ ว่าอย่างไรล่ะ คาอิล”

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางสายลมและเสียงใบไม้ไหว สายตาพ่อมดนั้นไม่รู้ว่าจ้องมองสิ่งใดอยู่กันแน่ เรียวปากของเขาขยับเนิบช้าทำให้เสียงที่เปล่งออกมาฟังดูอ่อนระโหย

“ไม่ต้องเข้าใจหรอก... ไม่ต้องอภัยให้ก็ได้... เพราะสุดท้ายก็ไม่เหลือความหมายใดอยู่ดี”

นัยน์ตาสีน้ำเงินแวววาวเหลียวกลับมาที่สการ์เล็ตก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งดุจเดิม

“น่าจะถึงเวลาที่ท่านควรกลับได้แล้ว ขออภัยที่ข้าไม่อาจไปส่งท่านไหว จึงขอให้ตัวแทนไปก็แล้วกัน”

คาอิลปล่อยตุ๊กตากระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นลอยกลางอากาศ ปรากฏเป็นร่างเขาอีกคนหนึ่งซึ่งมีรอยยิ้มอ่อนโยนต่างจากผู้สร้างอยู่บ้างสักเล็กน้อย เขาค้อมศีรษะแล้วผายมือเชิญเจ้าหญิง

สการ์เล็ตมองคาอิลอีกครั้งก่อนออกเดินโดยไม่กล่าวลา ตุ๊กตาของพ่อมดเองก็เหมือนไม่มีปาก เขาเงียบมาตลอดทางจนนางไม่อาจอดสงสัยว่ามันจะพูดได้ไหม เจ้าหญิงลอบเหลียวมองตัวแทนพ่อมดอยู่บ่อยครั้งจนกระทั่งถึงทางออกของช่องลับ เขาจึงยอมอ้าปากพูดขึ้นมา

“ข้ามาส่งได้เท่านี้ ขอให้รัตติกาลที่ดีจงเป็นของท่าน ราตรีสวัสดิ์นะครับ”

น้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟังและรอยยิ้มละมุนจางหายไปพร้อมกับร่างพ่อมดที่กลับสู่สภาพของตุ๊กตากระดาษ มันค่อย ๆ ร่วงหล่นลงนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เจ้าหญิงไม่อาจจากไปโดยปล่อยสิ่งนี้เอาไว้ในสถานที่มืดและเยียบเย็น นางเก็บแผ่นตุ๊กตาขึ้นมา จ้องมองรอยอักษรลวดลายสละสลวยซึ่งขีดเขียนเอาไว้ตรงกลางกระดาษพลางนึกถึงผู้สร้างมันขึ้นมา

แม้จะรู้สึกโกรธหรือรังเกียจสัมผัสอันจาบจ้วงของชายหนุ่มผู้นี้เพียงใด แต่ใยหนอเจ้าดวงใจ... จึงไม่อาจเกลียดดวงตาสีประหลาดคู่นั้นได้ลง


อีกด้านหนึ่งซึ่งหลายคนต่างคิดว่าเหตุการณ์ได้สงบลงแล้ว ยังมีบุรุษที่ยืนยิ้มอย่างอารมณ์ดีบนชายคาใกล้กับย่านที่คาอิลเพิ่งจากไป 

เขาได้เห็นโอกาสบางอย่างแล้ว...จากสีหน้าที่พ่อมดแว่นผู้นั้นไม่เคยแสดงให้ใครเห็น








Create Date : 28 เมษายน 2555
Last Update : 13 กันยายน 2557 10:26:40 น.
Counter : 301 Pageviews.

3 comment
1  2  3  

พิณนภา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments
MY VIP Friend