เมื่อมนุษย์ถูกสร้างให้มีดวงตาที่มองตรงไปข้างหน้า พร้อมกับสองขาเพื่อก้าวย่าง แล้วเหตุใดฉันจะต้องหันกลับไปมองความทรงจำที่เจ็บปวด
Group Blog
 
All blogs
 

Which Star Are You From? (ตอนที่ ๔)

บทที่ ๔


ราตรีที่ ๓


เสียงเคาะประตูที่ดัง ก๊อก ก๊อก ก๊อก เริ่มจะทวีความดังที่แรงขึ้น แรงขึ้น ตามอารมณ์ของคนเคาะ ก่อนจะตามมาด้วยเสียง ปัง ปัง ปัง เพราะดลฤดีเปลี่ยนจากมือที่ใช้เคาะ มาใช้มือทุบประตูแทน แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าเจ้าคนที่อยู่ข้างในจะลุกขึ้นมาเปิดประตูสักที ในที่สุด เธอตัดสินใจใช้เท้าเตะประตูแทน ยกเท้าง้างขึ้นเตรียมจะเตะเต็มที่ ทันใดนั้นเองชายหนุ่มเปิดประตูผลั๊ว พร้อมกับตะเบ็งเสียงใส่

“จะเคาะอะไรนักหนา คนจะหลับจะ........โอ๊ย” ชายหนุ่มพูดยังไม่ทันจบประโยค ก็ต้องรีบยกขาขึ้นมา เพราะรู้สึกว่าหน้าขาของตัวเองจะกระแทกโดนอะไรเข้าไปสักอย่าง พอปรับสายตาได้ เขาเห็นดลฤดีนั่งอยู่ที่พื้นหน้าประตูห้องเขา เธอกุมมือที่เท้าตัวเองแน่น แต่ตาเล็กคู่นั้นมองมาที่เขาอย่างเอาเรื่อง

“แล้วไปนั่งทำอะไรอยู่ตรงนั้น” เขาถามดลฤดี

เธอค่อย ๆ ลุกขึ้น โดยลงน้ำหนักที่ขาข้างที่ไม่เจ็บ ส่วนอีกข้างยังเขย่งเอาไว้

“ก็มาปลุกคุณไง เช้าแล้ว นอนกินบ้านกินเมืองอยู่ได้ มิน่าหล่ะ โลกมนุษย์ถึงได้เจริญเช่นนี้ เพราะมีคนแบบคุณนี่เอง” ดลฤดีพูดด้วยน้ำเสียงเหยียด ๆ

“นี่ แม่คุณ ปากนะพูดให้มันดีกว่านี้หน่อย ช่วยสำนึกด้วยว่า อยู่ที่นี่ในฐานะอะไร” อดที่จะพูดประชดประชันหล่อนไม่ได้

“ไม่รู้สิ อยู่ที่นี่ต้องมีฐานะด้วยรึ แล้วฉันอยู่ในฐานะอะไรหล่ะ”ถามชายหนุ่มด้วยความสงสัย

“ฐานะผู้อาศัยไง เข้าใจ๋ ไปรอข้างล่าง เดี๋ยวอาบน้ำก่อน แล้วจะตามลงไป” ชายหนุ่มบอกดลฤดี ก่อนจะปิดประตูใส่หน้า

ชายหนุ่มอาบน้ำเสร็จ แต่งตัวอยู่ในชุดลำลองอยู่กับบ้าน สบาย ๆ
เดินลงบันไดวนที่ต่อยื่นเข้ามาจนถึงในห้องรับแขก วันนี้เขาไม่มีงานที่ต้องออกไปทำนอกสถานที่ ความตั้งใจแรกเมื่อคืนคือคุยกับยัยแม่มดผ่านโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น แล้วก็นอนตื่นสายจนตะวันโด่ง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน กว่าที่เขาจะหลับได้ก็ปาเข้าไปจนค่อนรุ่งเช้า เพราะยังสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่หาย ว่านี่เขาฝันไปหรือเรื่องจริงกันแน่

“ผมอยากเจอคุณ” เพราะประโยคนี้แท้ ๆ เชียว ที่ทำให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ เขาสะบัดศีรษะแรง ๆ สองสามครั้ง ก่อนจะปลอบตัวเองด้วยการบอกว่า ทรงกลด นายหลับตาสิ หลับตา พอนายลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ยัยนี่ก็จะไม่มีตัวตนแล้ว เขาคิด ก่อนที่จะหลับตาแล้วก็ลืมตา เขาทำมันอยู่ราวสามสี่ครั้ง แต่ก็ยังเหมือนเดิม เฮ้อ....เขาถอนหายใจ นี่มันกระจ่างชัดเสียยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ทุกสิ่งตอกย้ำว่าเขาไม่ได้ฝัน ใช่ ถูกต้องแล้ว เขาไม่ได้ฝัน เมื่อเช้ามีผู้หญิงคนหนึ่งมาเคาะประตูห้องเขา เธอมีตัวตน และในตอนนี้เธอก็กำลังนั่งรอเขาอยู่ที่ห้องรับแขกตามที่เขาสั่ง

ดลฤดีเงยหน้าขึ้นเมื่อรับรู้ได้ว่ากำลังมีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองมาที่เธอ เธอลุกขึ้นยืนจากโซฟานุ่ม เพื่อเดินมาหาชายหนุ่ม พร้อม ๆ กับส่งยิ้มให้ แต่รอยยิ้มของเธอนั้นต้องเจื่อนไปในทันที เพราะชายหนุ่มไม่มีทีท่าว่าจะยิ้มตอบรับเธอ ทำให้เท้าที่กำลังก้าวต้องชะงัก เพื่อหยุดดูเชิงชายหนุ่ม ว่าเขาจะเอายังไง

ในขณะที่ชายหนุ่มเอง เดินลงมาจากบันไดมองดลฤดีที่กำลังยืนอยู่กลางห้องรับแขก แล้วก็เดินเลยไปยังอีกห้อง ดลฤดีมองตามด้วยสีหน้างุนงง
กล้าเข้าไว้สิ ทรงกลด ชายหนุ่มบอกกับตัวเอง เมื่อกี๊เขาปอดแหก เขาไม่กล้าประทะกับยัยแม่มดนั่น ทำให้เดินเลี่ยงมาตั้งหลักที่ห้องครัว ด้วยความเคยชินมือฉวยหยิบถ้วยกาแฟออกมาเติมน้ำลงไปค่อนแก้วแล้วยัดเข้าไปในไมโครเวฟ หมุนตั้งเวลา 2 นาทีชงกาแฟกินสักหน่อย ช่วงที่รอน้ำเดือด เขายืนคิดหาทางออก ถ่วงเวลาไว้ก่อน นี่นายจะทำยังไงดีว่ะ นายทรงกลด เขามองกลับไปที่ห้องรับแขกอีกครั้งหนึ่ง ดลฤดีกลับมานั่งรอที่โซฟาตัวเดิมแล้ว เอ...แล้วยัยนี่..จะมีอิทธิฤทธิ์เหมือนปีศาจในหนังในละครรึเปล่าเนี่ย เกิดเราพูดหรือทำอะไรไม่ถูกตาเธอเข้า เธอจะเป็นไงหว่า

“เฮ้อ....นี่มันเรื่องอะไรกันนี่” ชายหนุ่มถอนหายใจ

เขาเดินออกจากห้องครัวไปยังห้องรับแขก พร้อม ๆ กับถาดที่มีกาแฟหอมกรุ่นสำหรับตัวเอง น้ำส้มคั้นให้หญิงสาว และก็มีขนมปังแซนด์วิส กับคุกกี้เนย และก็สาลี่ที่เขาเจาะจงเลือกผลไม้ชนิดนี้เพราะมันใช้เวลาปอกเปลือกนาน

“มากินกันก่อน เรื่องอื่นค่อยว่าทีหลัง” เขาพูดกับหญิงสาว

“ฉันไม่เคยกิน กินไม่เป็น”เธอตอบชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงเรียบ

“เธอไม่เคยกินอะไร ที่ยกมาให้ ของพื้น ๆ ทั้งนั้น” เขาไม่เข้าใจว่าทำไมหญิงสาวถึงตอบคำชวนเขาแบบนั้น ไม่อยากกินก็ว่าไปอย่าง นี่อะไรกินไม่เป็น ใครบ้างที่มันกินไม่เป็น การกินก็แค่เอามาใส่ปากเคี้ยว ๆ แล้วก็กลืน

“ฉันหมายถึงว่า ฉันไม่เคยกินอาหาร”

“แล้วเธอ....อืมมม คุณมีชื่อไหม จะให้ผมเรียกคุณว่าอะไร” ใช่แล้วอย่างเธอนะ มันต้องเรียกยัยแม่มด ชายหนุ่มยิ้มที่มุมปากกับความคิดของตัวเอง

“ถ้าคุณชอบ เรียกอย่างนั้นก็ได้ค่ะ แต่ฉันชื่อดลฤดี” ยังคงบอกชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม

“เรียกอะไร แบบไหน” เขาถามลนลาน นี่อย่าบอกนะว่ายัยนี่อ่านความคิดของเขาได้

“ใช่ค่ะ ฉันอ่านความคิดคุณได้ อยากเรียกยัยแม่มดก็ได้ แล้วฉันเรียกคุณว่าพระจันทร์ชายเหรอคะ” ถามชายหนุ่มกลับ

“ผมชื่อทรงกลด แต่คุณ เรียก ยุ่ง เฉย ๆ ก็ได้” เขาบอกดลฤดี

“?????”

“ผมชื่อเล่นว่า ยุ่ง” เขาอธิบายหญิงสาว ไม่แปลกหรอกกับสีหน้างุนงงของคนที่ได้ยินชื่อเล่นของเขา มีบ่อยไป ทุกครั้งที่บอกชื่อเล่น บางคนขำ บางคนขมวดคิ้ว แต่เขาก็พอใจชื่อนี้


ระหว่างอาหารมือเช้า มันไม่เครียดอย่างที่ชายหนุ่มคิด ชายหนุ่มไม่รู้สึกเบื่อสักนิดที่จะต้องคอยตอบคำถามดลฤดี เขาสรรหาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเล่า เพียงเพราะเขาชอบดูสีหน้าและแววตาของเธอที่แสดงอาการตื่นเต้นระคนอยากรู้อยากเห็นกับสิ่งที่เขาเล่าหรือบอก

เขาแอบลอบมองเธอตั้งหลายครั้งตอนที่เธอไม่ทันระวังตัว แต่คงจะเป็นเพราะเผลอจ้องนานไปหน่อย ทำให้ตาเล็กนั้นจ้องตอบกลับตาไม่กระพริบ

“ทำไมเหรอ หน้าฉันมีอะไร” ดลฤดีถามชายหนุ่ม พร้อม ๆ กับยกมือขึ้นลูบที่หน้าของตัวเอง

“เอ้อ ปละ เปล่านี่ ใครมองคุณ”เขาตอบกลับอุบอิบ

“ก็เห็นอยู่ว่ามอง ยังจะมาเปล่าอีก” ดลฤดีจ้องสบตากลมโตนั้นอย่างไม่กระพริบ

“อะไร จ้องอะไร บอกว่าเปล่าก็เปล่าสิ พูดจาไม่รู้เรื่อง แล้วมีอะไรจะถามต่อไหม” ชายหนุ่มพูดจาเฉไฉ

นี่นายทำบ้าอะไร ทรงกลด เกือบไปแล้วไหมหล่ะ ผู้หญิงมันก็เป็นแบบนี้ทุกคนแหล่ะ นายอย่าใจอ่อนเชียวนะ พวกเธอจะทำท่าทางเหมือนไร้เดียงสา ซื่อบริสุทธิ์ แต่ที่แท้พวกเธอมันก็คืองูเห่าดี ๆ นี่เอง “คาร่า” ก็เป็นแบบนี้ เป็นแบบยัยแม่มดนี่

“คาร่า” เพียงแค่นึกถึงชื่อ ใจเขาก็เจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อไหร่ เมื่อไหร่กัน ที่เขาจะลบชื่อนี้ออกไปจากหัวใจได้หมดสักที แล้วชายหนุ่มก็ลุกพรวดพราดขึ้น พูดกับดลฤดีว่า

“วันนี้ผมจะกลับดึกนะ คุณอยากทำอะไรก็ทำแล้วกัน วันนี้ยกบ้านให้ แต่ถ้ามีใครมาไม่ต้องเปิดประตูรับ ไม่ต้องออกไปไหนอยู่แต่ในบ้าน ห้ามรับโทรศัพท์ ถ้าจะให้ดี อยู่เฉพาะภายในห้องคุณเท่านั้น ผมขี้เกียจตอบคำถามใคร ๆ” เขาสั่งก่อนที่จะคว้ากุญแจ สตาร์ทรถออกไปข้างนอก โดยที่เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน จุดหมายปลายทางค่ำคืนนี้ของเขาจะอยู่ที่ไหน
***************************************************
ชายหนุ่มขับรถไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย เขาไม่รู้จะไปที่ไหนดี ไม่อยากเจอผู้คนซะมากกว่า "คาร่า" ทำให้เขากลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย กลายเป็นคนที่ไม่เชื่อในเรื่องของความรัก เขายังจำวันที่คาร่าทิ้งเขาไป เธอเดินเข้ามาบอกเขา

“ยุ่งคะ เราเลิกกันเถอะคะ คาร่าคิดว่า คาร่าหมดรักยุ่งแล้วค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เหมือนไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเลย กับการบอกเลิกใครสักคน

“ครับ” ชายหนุ่มตอบ สั้น เรียบและง่าย เช่นเดียวกัน สิ้นสุดเสียทีกับการพยุงความรักที่มีให้กันนานถึงสามปี

เขาจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดี ไม่เคยลืมมันได้สักครั้ง หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาอยากจะบอกกับเธอเหลือเกิน คุณอย่าทิ้งผมไปนะ อยู่กับผมได้ไหม แต่สิ่งที่เขาทำวันนั้น เขาพูดแค่เพียง “ครับ” มันเป็นเพียงคำพูดคำเดียวที่เขาคิดออกเวลานั้น จะให้เขาทำยังไงได้ ในเมื่อคาร่าบอกว่า เธอหมดรักในตัวเขาแล้ว

“พี่ยุ่งขา ลมอะไรหอบพี่ยุ่งมาถึงนี่คะเนี่ย แพตคิดถึ๊ง คิดถึง” แพตตี้สาวสวยประจำร้าน ทักทายเสียงหวาน พร้อม ๆ กับละจากเคาน์เตอร์เดินมาเกาะแขนชายหนุ่ม ขณะที่ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาในร้าน
เสียงหวานของแพตตี้ ฉุดกระชากเขาขึ้นมาจากโลกแห่งความทรงจำอันแสนเจ็บปวดให้หันกลับมาอยู่ในโลกของความเป็นจริง

เฮ้อ...แล้วนี่เขาขับรถมาถึงผับนี้ได้ยังไงนะ เขาไม่ได้มาที่ผับแห่งนี้ร่วมปีแล้ว คงจะเหมือนที่ แพตตี้ ผู้ที่รับหน้าที่เป็นทั้งเจ้าของร้านและ
รีเซฟชั่นสาวสวยของร้านทักเขากระมัง ว่าลมอะไรหอบเขามาถึงนี่

เมื่อไม่รู้จะไปไหน ท้ายที่สุดเขาก็ขับมาถึงยังที่ ๆ เดิม ที่ ๆ เขาจะต้องแวะมาทุกครั้ง หากเมื่อไรที่เขารู้สึกว่าเขาถูกทรยศ จะมีเพียงสถานที่นี้ที่เดียวเท่านั้น ที่เขาจะใช้เป็นที่พักพิงทางใจให้กับตัวเอง

สถานที่ ๆ เป็นอดีตของเขากับคาร่า ภาพความทรงจำแสนหวานผุดขึ้นมาจากความทรงจำส่วนลึกที่เจ้าตัวพยายามเก็บซ่อนไว้ อย่างน้อยการนึกถึงเรื่องราวดี ๆ ระหว่างเขากับคาร่า มันก็ทำให้พื้นที่หัวใจของเขายังคงหลงเหลือพื้นที่ในส่วนที่เป็นสีชมพูอยู่บ้าง

“ลมหายใจอุ่น ๆ ของน้องแพตมั๊งจ๊ะ ที่หอบเอาพี่มาถึงที่นี่” เขาแซวแพตตี้กลับ อย่างไม่จริงจังมากนัก

“แหม พี่ยุ่งล่ะก็ พูดแบบนี้ พูดให้ความหวังแพตนะคะ แล้วจะมาหาว่าแพตไม่เตือนไม่ได้นะ นั่งโต๊ะเดิมนะคะพี่ยุ่ง ” แพตตี้สาวสวยประจำร้านถามความเห็นชายหนุ่ม ก่อนจะหันไปตะโกนบอกพนักงานเสริฟในร้าน

“แหวน ๆ จัดโต๊ะให้พี่ยุ่งด้วยนะ เอาโต๊ะที่ติดริมน้ำ และก็เอาเซตออร์เดิฟมาพร้อมเลย”

แพตตี้นำชายหนุ่มไปยังโต๊ะประจำ ภาพเก่า ๆ ของชายหนุ่มที่เป็นแขกประจำของร้าน วนกลับมาอีกครั้งเหมือนฉายหนังเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อก่อนชายหนุ่มจะเป็นแขกประจำของที่ร้าน และภาพที่ชินตาของคนที่ร้าน คือ ภาพชายหญิงคู่หนึ่งที่ช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันยิ่งนัก ภาพคู่รักเดินจูงมือกันเข้ามาในร้าน ความเอื้ออาทรของชายหนุ่มที่แสดงต่อหญิงสาว สร้างความอิจฉาตาร้อนให้กับเด็ก ๆ ในร้าน อิจฉาผู้หญิงคนที่ได้ขึ้นชื่อว่ากุมหัวใจของชายหนุ่มได้อย่างอยู่หมัด ไม่เว้นแม้กระทั่งแพตตี้ที่แอบพึงใจชายหนุ่มอยู่ลึก ๆ

และแล้ววันหนึ่งชายหนุ่มเดินเข้ามาที่ร้าน โดยปราศจากร่างของหญิงสาวเคียงข้าง ทุกคนในร้านได้แต่แปลกใจ ชายหนุ่มสั่งเหล้ามาดื่มจนเมามายไม่ได้สติ หรือจะเรียกได้ว่า เมาจนหมดสภาพของผู้ชายคนเดิมที่แสนจะอ่อนโยน แสนดี คนนั้นไปหมด คงเหลือแต่ภาพของผู้ชายที่อ่อนแอ ขี้แพ้ จากวันนั้น ก็ไม่มีใครเห็นชายหนุ่มแวะเวียนมาที่ร้านอีกเลย จนกระทั่งวันนี้

“ที่นี่ ยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนเลยนะแพต” เขามองไปรอบ ๆ ตัวร้านที่มีเพียงแสงสลัว ๆ ตามสไตล์การจัดร้านกึ่งร้านอาหารกึ่งผับ

“ค่ะ แพตว่า จัดแบบนี้ เหมาะสุดค่ะ ดูเป็นกันเอง และก็ดูเป็นสัดส่วนดี ไม่วุ่นวาย เพราะร้านเรามีลูกค้าหลายระดับค่ะ บางคนเขาก็ชอบอะไรที่เป็นส่วนตัว บางคนเขาก็ชอบอะไรที่มันเอนเตอร์เทนหน่อย ก็ต้องเอาใจลูกค้ากันไป ก็ทำทุกวิธีค่ะ เพื่อที่จะดึงเงินออกมาจากกระเป๋าเขามาใส่กระเป๋าเรา แล้วนี่เป็นไงมาไงคะ พี่ยุ่งถึงแวะมาที่นี่ได้ หายไปนานเลย” น้ำเสียงแสดงความห่วงหาอาทรชายหนุ่มอย่างเห็นได้ชัด ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าแพตพึงใจในตัวเขา แต่ทำไงได้หล่ะ เรื่องของความรักมันบังคับกันได้ที่ไหน ถ้าหากมันบังคับได้จริง ชีวิตรักของเขากับคาร่า มันคงไม่อับปางลงอย่างไม่เป็นท่าอย่างนี้หรอก

“ไม่มีอะไรหรอก พี่ขับรถผ่านมาทำธุระแถวนี้ ก็เลยแวะมาหาอะไรฆ่าเชื้อพยาธิในท้องให้มันลดปริมาณลงหน่อย” เขาก็เป็นแบบนี้ ไม่ชอบแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น ยกเว้นวันนั้น วันที่คาร่าบอกเลิกเขา ทำให้เขาเมามายจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน หลังจากได้ที่นั่งประจำ โต๊ะเดิม ๆ ภาพความหวานครั้งเก่าของเขากับคาร่ากำลังจะผุดขึ้นจากความทรงจำ แต่แล้ว

“ทำไม แพต มองหน้าพี่ทำไม มีอะไรเหรอ” เขาถามแพตหลังจากเห็นสีหน้าของแพตแสดงความกังวล แล้วค่อย ๆ ซีดลง ๆ ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี๊สีหน้าของแพตยังระรื่นอยู่เลย เขาสบตาแพตแล้วมองเลยตามสายตาที่แพตมองออกไปตรงทางเดินเข้าร้าน

ใครนะที่เป็นคนคิดทฤษฎีโลกกลม เขาอยากถามมันว่า มันเคยเจอเหตุการณ์แบบที่เขาเจอในคืนนี้หรือเปล่า ภาพของคาร่าเดินจูงมือเข้ามาในร้านกับนายอติเทพ บวรพิทักษ์พงศ์ เจ้าของอสิงหาริมทรัพย์รายใหญ่ของเมืองไทย คนที่ทำให้คาร่าทิ้งเขาไปอย่างไม่ใยดี ภาพเบื้องหน้าของคนทั้งคู่พร่ามัว เขามองเห็นไม่ชัด เพราะอาการโกรธจัด หรือเพราะอะไรก็แล้วแต่ ที่มันทำให้หัวใจเขาชาหนึบ ได้ยินเพียงเสียงของคนทั้งคู่เดินเข้ามาหาเขา ทักทายเขา

น้ำเสียงของคาร่าก็ยังคงอ่อนหวานเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน เสียงพูดจาหยอกล้อของคนทั้งคู่เสียดแทงเข้าไปในส่วนลึกของหัวใจเขา

คาร่า ทำไมคุณใจร้ายเหลือเกิน นี่คุณจะไม่เหลือแม้กระทั่งสถานที่ ที่มีแต่ความทรงจำดี ๆ ระหว่างเราให้ผมได้จดจำบ้างเหรอ เขาได้แต่ตัดพ้อคาร่าในใจ เพราะทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะอะไรเหรอ นั่นก็เพราะเขาคือผู้แพ้ไงหล่ะ เขาคือผู้แพ้ แก้วแล้วแก้วเล่าสาดเข้าไปเพื่อให้ลืม แต่ภาพของคนทั้งคู่ยิ่งฝังลึกลงไป มันแทบจะแทรกความเจ็บปวดไปทุกอณูในร่างกายเขา เหมือนกับเหล้าที่เขาดื่มเข้าไปความร้อนของมันยังไม่ร้อนรุ่มเท่าความเจ็บปวดที่เขาได้รับ

เขาไม่รู้ว่าเขานั่งดื่มที่ร้านของแพตนานแค่ไหน จนกระทั่งแขกกลุ่มสุดท้ายทยอยกลับ แพตถึงได้เดินมาหาเขา

“พี่ยุ่ง ไหวไหมคะ ถ้ากลับไม่ไหว แพตจะได้ให้เด็กเตรียมห้องไว้ให้พี่ยุ่ง”

“ไหวน่า แพต แค่นี้เล็กน้อย พี่ไม่เป็นไรหรอก พี่ยังดื่มได้อีกเยอะ” พูดพร้อมกับยกแก้วที่มีน้ำสีอำพันที่ยังเหลืออยู่อีกค่อนแก้ว ขึ้นดื่มรวดเดียวหมด พร้อมทำสีหน้าเหยเก

“พี่จะกลับแระ แพตคิดค่าเสียหายได้เลย” ตอนนี้ใบหน้าของชายหนุ่มแดงก่ำไปจนถึงใบหู แต่ยังคงพอมีสติ ชายหนุ่มลุกขึ้นจากโต๊ะ เซเล็กน้อย ดีว่าแพตรีบถลามาพยุงไว้ ไม่งั้นคงได้ล้มหัวคะมำไปในร้านนี่แหล่ะ

ชายหนุ่มพยายามยืนตัวตรง เพื่อจะไปยังลานจอดรถ สตาร์ทรถเสร็จ เขานั่งคิดหลังพวงมาลัย แล้วนี่ เขาจะไปไหนดี ไปไหนดีนะ ที่แห่งไหนถึงจะทำให้เขาลืมภาพของค่ำคืนนี้ได้ บ้าน บ้านเหรอ เขาจะกลับบ้าน บ้านที่ตอนนี้มียัยแม่มดรอเขาอยู่

ยัยแม่มด ผู้หญิงคนนี้ก็อีกคน ที่หลอกเอาความไว้เนื้อเชื่อใจจากเขา กลับมาทำร้ายเขา จะมีสักคนไหมที่รักเขาอย่างจริงใจ ชายหนุ่มสะบัดศีรษะสองสามครั้ง ไล่ความคิดอ่อนแอที่โหยหารักแท้อันไร้สาระนี้ออกไปจากหัว ก่อนที่เขาจะมุ่งหน้ากลับบ้าน







 

Create Date : 28 เมษายน 2551    
Last Update : 21 สิงหาคม 2555 0:06:15 น.
Counter : 38 Pageviews.  

Which Star Are You From? (ตอนที่ ๓)

บทที่ ๓


ราตรีที่ ๒



ตุ่ด ตุด ตู๊ด...... ตุ่ด ตุด ตู๊ด ตุ่ด ตุด ตู๊ด...... ตุ่ด ตุด ตู๊ด ตุ่ด ตุด ตู๊ด...... ตุ่ด ตุด ตู๊ด

ทันทีที่สิ้นเสียงเรียกจากโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น ที่แผดเสียงดังขึ้นต่อ ๆ กันสองสามครั้ง ทรงกลด สะดุ้งตื่นขึ้นมาในทันที แล้วนี่...... เค้าเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เค้าเบนสายตามองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ .....หุหุ.....เค้าเผลอยิ้มกับตัวเอง ความง่วงงุนเมื่อสักครู่ หายไปเป็นปลิดทิ้ง ยัยแม่มดบ๊องกลับมาแระ...ไม่มีใครหรอกที่จะมาเรียกคุยกับเค้าทั้ง ๆ ที่เค้าเซตสถานะในการออนเอ็มเอสเอ็นว่า Busy แต่แทนที่เค้าจะหงุดหงิดเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ทำไม......ครั้งนี้ เค้าจะต้องรู้สึกดีที่ยัยบ๊องนี่มาทักเค้าด้วยนะ

ยัยแม่มด : ยุ่งอยู่ป่าวววววววว

ยัยแม่มด : ยุ่งอยู่จริง ๆ เหรอ

ยัยแม่มด: นี่ ๆ ถ้าให้ฉันเรียกคุณเกินสามครั้ง ฉันจะไม่คุยด้วยแล้วนะ .....ชิ

พระจันทร์ชาย : ว่าไง...มีอะไรก็ว่ามา

ยัยแม่มด: ไม่มีอะไร แล้วคุยไม่ได้เหรอคะ

พระจันทร์ชาย : คุยได้ครับ แต่นึกว่าคุณมีธุระอะไร แล้วนี่คุณหายไปไหนมาตั้งหลายวัน

ยัยแม่มด: ทำไมคะ อย่าบอกนะว่าคุณคิดถึงฉัน อิอิ

พระจันทร์ชาย: ผมนี่นะ คิดถึงคุณ ตั้งแต่คุยกันมา ผมเคยบอกคุณเหรอว่า คิดถึง

ยัยแม่มด: อืมมมมมม....เท่าที่จำได้ ไม่มีนะ

พระจันทร์ชาย: งั้น.................................

ยัยแม่มด:..................................

พระจันทร์ชาย: ผม...เอ่อ...ผมคิดถึงคุณนะ


ทันทีที่ดลฤดีอ่านประโยคนั้นจบลง โอ๊ะ โอวววว นี่...มันเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าอีกแล้วดลฤดี ทำไมร่างกายของเจ้ามันถึงได้ร้อนวูบวาบเช่นนี้ สเกลวัดระดับกลูโคสที่ปลายนิ้วตีกลับขึ้นลง นิ้วมือทุกนิ้วชาดิก ใบหน้าร้อนผ่าว ใจเต้นตุ๊บ ตุ๊บ เสมือนเลือดฉีดพล่านไปทั่วตัว ความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไรกัน เรียกว่าอะไร ทำไม ทำไม

รึว่า...เราจะโดนพิษจากกลูโคสอีกแล้ว คำสอนของท่านพระอาทิตย์แว่วกลับเข้าสู่โสตประสาทของดลฤดีอีกครั้ง

“ดลฤดี เจ้าจงจำคำเราไว้ให้ดี หลังจากที่เราส่งเจ้ากลับสู่โลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง เจ้าจะต้องรู้จักระมัดระวังในเรื่องการคัดกรองพลังงานกลูโคสเข้าสู่ร่างกายเจ้า เพราะมนุษย์แต่ละคนมีลักษณะนิสัยไม่เหมือนกัน มีดีเลวปะปนกันไป ไม่มีใครที่ดีพร้อม”

“แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรเจ้าค่ะ ว่ามนุษย์โลกคนใดที่จะให้พลังงานกลูโคสที่เป็นภัยต่อร่างกายของข้า”


“จิตใจของเจ้าพวกมนุษย์โลก ยากแท้หยั่งถึง ไม่มีใครบอกเจ้าได้หรอกดลฤดี เจ้าต้องเรียนรู้ด้วยตัวของเจ้าเอง แต่ขอให้เจ้าเชื่อในสัญชาตญาณ เราบอกเจ้าได้เพียงเท่านี้”

ชายหนุ่มเริ่มใจไม่ดี ที่เค้าเผลอพิมพ์ข้อความที่เค้าพยายามเก็บมันไว้จนลึกสุดหัวใจ

พระจันทร์ชาย : ทำไมคุณอึ้งไปครับ ยัยแม่มด

ยัยแม่มด: ไม่รู้สิคะ แต่รู้สึกดีจัง ที่ได้อ่านประโยคเมื่อตะกี๊

พระจันทร์ชาย: ครับ ผมก็รู้สึกดีเช่นกัน แต่คุณยังไม่ได้ตอบผมเลยนะ ว่าคุณหายไปไหนมาตั้งหลายวัน

ยัยแม่มด: ฉันไม่สบายค่ะ

พระจันทร์ชาย: เหรอ แล้วเป็นอะไร รู้จักดูแลตัวเองมั่งสิ......ผมเป็นห่วงนะ

ยัยแม่มด: ขอบคุณค่ะ คุณเองก็เช่นกัน ดูแลตัวเองด้วยนะคะ ฉันเป็นห่วง

พระจันทร์ชาย: ขอบคุณครับ เอ่อ.....ยัยแม่มดครับ ผมอยากเจอคุณ



ในที่สุด ผมก็พูดออกไปแล้วครับ ผมพูดประโยคที่ผมห้ามมันไว้ตลอดเวลา ในทุก ๆ ครั้งที่ผมคุยกับเธอ ผมต้องพยายามหลอกตัวเองไว้เพื่อไม่ให้เธอตกใจว่าผมอยากเจอเธอมากแค่ไหน แต่วันนี้ เวลานี้ ในที่สุดผมก็พูดมันออกมาจนได้ พูดในสิ่งที่ผมต้องการ

ยัยแม่มด: คะ??? ว่าอะไรนะคะ คุณอยากเจอฉันเหรอคะ

ตายหล่ะ พระจันทร์ชายอยากเจอเรา เราจะทำยังไงดี ถึงแม้ตอนนี้เราจะอยู่ในสภาพของมนุษย์โลกแล้วก็ตาม แต่เรายังไม่พร้อมที่จะเจอเขา เราจะทำยังไงดี

ยัยแม่มด: แล้วคุณอยากเจอฉันเพื่ออะไรคะ

พระจันทร์ชาย: แล้วคุณไม่อยากเจอผมเหรอครับ แต่...ช่างมันเถอะ ถือว่าผมไม่ได้เขียนประโยคเมื่อสักครู่แล้วกัน

ยัยแม่มด: คุณโกรธฉันเหรอคะ

พระจันทร์ชาย: ...............................

ยัยแม่มด: ฉันขอโทษ คุณโกรธจริง ๆ เหรอ

พระจันทร์ชาย:..................................

ยัยแม่มด: งั้น..คุณแน่ใจนะว่าอยากเจอฉัน

พระจันทร์ชาย: ถ้าไม่แน่ใจ ผมจะเขียนประโยคนั้นหาสวรรค์วิมานอะไรหล่ะ


ใจเย็น ทรงกลด ใจเย็น เธอก็เหมือนปลาตัวเล็ก ๆ ที่กำลังจะฮุบเหยื่อที่นายอ่อยล่อไว้แหล่ะ นายต้องปล่อยให้เธอเข้าใจผิดไปก่อน ว่า นายโกรธยัยแม่มด ผู้หญิงก็เหมือนกันทุกคน มีแค่นี้แหล่ะ พอนายโกรธเข้าหน่อย ขี้คร้านจะตามง้อนาย ไม่งั้นเขาจะบอกเหรอ ผู้ชายเล่ห์เหลี่ยมห้าร้อยเล่มเกวียน เห็นมั๊ยหล่ะ เรามีมากกว่าผู้หญิงตั้งห้าเท่า ยัยแม่มดนี่ ไม่ทันเกมส์นายหรอก ทรงกลดกระหยิ่มยิ้มอยู่ในใจ

ยัยแม่มด: ถ้าคุณอยากเจอฉันจริง ๆ คุณถอยห่างออกจากคอมพิวเตอร์สักประมาณหนึ่งเมตร ได้ไหมหล่ะคะ

พระจันทร์ชาย:?????

ยัยแม่มด: ถอยออกไปรึยังคะ



นี่เธอบ้าอะไรของเธอก็ไม่รู้ครับ แต่ช่างเหอะ ถอยก็ถอย อยากรู้เหมือนกันเธอจะแผลงฤทธิ์อะไรอีก

พระจันทร์ชาย : ถอยออกมาแล้วครับ

ยัยแม่มด: คุณนับหนึ่งถึงห้านะ


เอาเข้าไป งั้น....ผมจะลองบ้ากับเธอสักตั้ง ผมเริ่มนับหนึ่งถึงห้าในใจ ผมยังนับหนึ่งไม่ถึงสามเลยครับ จู่ ๆ หน้าจอโน๊ตบุ๊คของผม มีฝ้าบาง ๆ เกาะอยู่ กลายเป็นสีขาวปกคลุมมองไม่เห็นข้อความที่กำลังคุยกับเธอเมื่อสักครู่ ก่อนที่จะเต็มไปด้วยกลุ่มควัน

ให้ตายสิ ผมไม่นับเลขตามที่เธอบอกแล้ว ด้วยความเป็นห่วงโน๊ตบุ๊ค ผมเอามือปัดกลุ่มฝ้านั่น ยังไม่ทันที่มือผมจะปัดฝ้าออกหมด มีอะไรไม่รู้ พุ่งออกมาจากโน๊ตบุ๊ค ชนล้มทับลงบนร่างผม มือผมไวเท่าความคิด ผลักร่างนั้นลงที่เตียงก่อนจะใช้มือสำรวจร่างนั้น อะไรหยุ่น ๆ มือไม่รู้ครับ อืมมมม ผมรับรู้ได้ว่ามันน่าจะเป็นร่างของผู้หญิง ทันทีที่กลุ่มควันจางลง ผมเห็นร่างนั้นชัดเจน เธอยิ้มจนเห็นฟันขาว ตาเรียวเล็ก ยิ่งเล็กลงไปอีก นี่มันเกิดอะไรขึ้น

นี่ ผมฝันไปใช่ไหม ขณะที่ผมยังอยู่ในอาการตกตะลึง ร่างเล็กนั้นก็พูดขึ้นว่า

“สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีครับ”
ผมตอบกลับไปโดยอัตโนมัติ คุณอย่านึกว่าผมไม่กลัวหรือตกใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้นะ ผมตกใจจนทำอะไรไม่ถูก รีบลุกขึ้น ผลักร่างนั้นกระเด็นออกจากตัว ใครจะหาว่าผมไม่เป็นสุภาพบุรุษก็ช่าง

นึกขึ้นได้ ผมยังมีสติครับ ลุกขึ้นจากเตียง หาอะไรนะเหรอครับ พระครับ พระที่ผมเคยบูชามา ตอนนี้มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะช่วยผมได้

“บ้าเอ๊ย พอต้องการใช้ กลับหาไม่เจอ ทุกครั้งเลย ของห้องนี้มันเป็นยังไงนะ” ชายหนุ่มบ่นอย่างหัวเสีย

“คุณเป็นอะไรเหรอคะ” หญิงสาวถาม พร้อม ๆ กับลุกจากเตียง เดินเข้ามาหาชายหนุ่ม

“หยุดอยู่ตรงนั้น ห้ามเข้ามาใกล้กว่านี้ ไม่งั้นเจอดีแน่” ชายหนุ่มขู่เสียงเข้ม พร้อมกับชี้นิ้วไปที่หญิงสาว ก่อนที่จะเปลี่ยนมือมากำหมัดยกกำปั้นชู เต้นฟุตเวิร์คเหยง ๆ เตรียมชกร่างเล็กนั้นเต็มที่ ถ้าเธอเผลอขยับเข้ามาใกล้เขากว่านี้อีกนิดเดียว เธอเจอดีแน่

เท้าของดลฤดีที่ก้าวเข้าหาชายหนุ่มหยุดชะงัก

“ก็ไหนบอกว่าอยากเจอฉันไงคะ ฉัน ยัยแม่มด ไง” หญิงสาวบอกพร้อมกับชี้มือไปที่ใบหน้าของตัวเอง เพื่อให้ชายหนุ่มดูชัด ๆ

“หน็อย มีหน้ามาบอกเป็นยัยแม่มด ฉันว่า เธอหน่ะ มันเป็นปีศาจชัด ๆ” เขาบอกเธอ ค่อย ๆ ลดมือที่ชูกำปั้นไว้มือเดียว ส่วนมืออีกข้าง ก็ควานหาของที่โต๊ะติดผนังห้องไปด้วย ได้ปากกามาสองด้าม มือไวเท่าความคิด เขาทำไขว้กันเป็นไม้กางเขน ยื่นใส่หญิงสาวเพื่อให้เธอกลัว

“นี่ คุณพระจันทร์ชาย คุณเป็นอะไร ตั้งสติหน่อยสิ แล้วก็ฟังฉัน คุณมากลัวอะไรฉัน” หญิงสาวถามชายหนุ่ม

เขาเพ่งมองร่างนั้นช้า ๆ เออจริงสิ หล่อนก็ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหน จะว่าไป ตัวก็เล็กกระจึ๋งเดียว สูงไม่ถึงไหล่เขาด้วยซ้ำ ถ้าจะต้องต่อสู้กันจริง ๆ หล่อนก็แพ้เขาวันยังค่ำ

“นี่...ยัยเตี้ย...เธอจะบอกว่าเธอเป็นยัยแม่มด คนที่ฉันคุยด้วยเหรอ” เขาถามดลฤดี แต่ที่มือเขายังคงถือไม้กางเขนที่ทำจากปากกาหันมาทางหญิงสาวเอาไว้มั่น

“ก็ใช่สิ” ตอบชายหนุ่มด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ

“แล้ว ออกมาจากนั้นได้ไง” เขาทำปากยื่นแทนมือที่ไม่ว่าง ไปทางคอมพิวเตอร์

“ก็คุณอยากเจอฉัน ฉันก็ออกมาให้เจอ”

“งั้นเธอ...เอ่อ...คุณ ก็ไม่ใช่คนนะสิ”

“อือ ฉันไม่ใช่มนุษย์ แต่ตอนนี้ฉันเป็นมนุษย์โลกแล้ว ไม่เชื่อคุณจับตัวฉันดูสิ” ดลฤดีบอก พร้อม ๆ กับยื่นแขนไปให้ชายหนุ่มจับ

“ไม่ต้องยื่นแขนหรืออะไรมา ไม่อยากจับ แล้วเธอช่วยขยับออกไปให้ไกลกว่านี้หน่อย” เขาตวาดเสียงดัง

“เจ้าเป็นมนุษย์ที่ขี้ขลาดยิ่งนัก เสียแรงที่เราหลงเสพกลูโคสจากเจ้าตั้งนาน”
ดลฤดีบ่นพึมพำ

“คุณพูดอะไร”
ชายหนุ่มตวัดถามเสียงห้วน

“เปล่า” เธอตอบ พร้อมกับยักไหล่ ก่อนจะกวาดตามองสำรวจห้องของชายหนุ่มอย่างช้า ๆ

อืมมม เขาเป็นผู้ชายที่รสนิยมใช้ได้ ดูจากเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนเขา เขาดูค่อนข้างพิถีพิถันในการเลือกชุดเครื่องเรือน มันเป็นเซตเข้าชุดกัน มีเตียงนอนใหญ่สีดำวางกลางห้อง มีตู้เสื้อผ้าสีดำเข้าชุดรับกับเตียง

ผ้าปูที่นอนพร้อมผ้าห่มนวมสีครีม มีหมอนหนุนนอนใบโตสองใบ หมอนอิงสามสี่ใบและหมอนข้างหนึ่งใบ ทำให้เหลือพื้นที่ที่เตียงแค่หน่อยเดียว แต่เขาก็ยังใช้เป็นที่วางเครื่องโน๊ตบุ๊คตัวที่เธอเพิ่งจะหลุดออกมาเพื่อเจอกับเขา ผนังห้องด้านที่ติดกับห้องน้ำ ทำเป็นชั้นวางหนังสือ

หนังสือที่เขาอ่านเป็นจำพวกไหนกันนะ ดลฤดีค่อย ๆ ดึงลงมาอ่านทีละเล่ม ทีละเล่ม จากนั้นก็เดินไปสำรวจผนังอีกด้านที่มีผ้าม่านปกคลุมสองชั้น ชั้นแรกหนาสีครีมเข้าชุดกับผ้าปูเตียง ส่วนอีกชั้นเป็นผ้าตาข่ายสีขาวบาง ๆ ดลฤดีค่อย ๆ ดึงสายผ้าม่านให้เปิดออก

เธอพบว่ามันเป็นผนังกระจกทั้งหมด มองลงไปเห็นสวนหย่อมน่ารักอยู่ด้านล่างของตัวบ้าน แต่คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด เลยทำให้ดลฤดีมองไม่ชัดนักว่าเขาปลูกต้นอะไรไว้บ้าง หันกลับมามองสำรวจในห้องอีกครั้ง

ด้านปลายเตียงมีชุดโฮมเธียร์เตอร์ตั้งอยู่ เขาเปิดทิ้งไว้ อ่อ..ตอนนี้ที่จอเป็นรายการเพลงภาคดึก เขาคงจะเปิดไว้แล้วไม่ได้ดูกระมัง ดลฤดีหันกลับมามองชายหนุ่ม เห็นชายหนุ่มนั่งพิงปลายเตียง สายตานั้นจับจ้องอยู่ที่ดลฤดีอยู่ตลอดเวลา แต่เริ่มจะอ่อนล้าเพราะความง่วงงุน

แต่เขาก็ยังพยายามปรือตามอง มือที่ถือปากกาไม้กางเขนเริ่มเหนื่อยล้าวางตกแนบลำตัว เมื่อรับรู้ได้ว่าตอนนี้ดลฤดีหยุดเดินสำรวจและกำลังมองมาที่ตัวเขา ชายหนุ่มเลยถามขึ้นว่า

“นี่ ...ยัยแม่มด เธอจะกลับเข้าไปในคอมพิวเตอร์นั่นเมื่อไหร่ เธอมานานแล้วนะ”

“ฉันกลับเข้าไปในนั้นอีกไม่ได้แล้ว ฉันต้องอยู่ที่นี่กับคุณ เพราะคุณเป็นคนอยากให้ฉันมีตัวตน” เธอบอกชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ห๊า...เธอว่าอะไรนะ เธอจะมาอยู่ที่นี่” ชายหนุ่มร้องถามเสียงหลง

“อือ ฉันจะอยู่ที่นี่กับคุณ จนกว่าฉันจะทำภารกิจสำเร็จ”


“เธอจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ผม...เอ่อ...ฉันเป็นลูกมีพ่อมีแม่นะ” ชายหนุ่มร้องถามกลับด้วยเสียงที่ไม่เบานัก สับสนกับตัวเอง นี่เราจะแทนตัวกับยัยนี่ยังไงดีนะ

“ประโยคนั้น ฉันนึกว่าเขาใช้กับผู้หญิงเสียอีก” ดลฤดีถามกลับ

“ผู้หญิงหรือผู้ชายก็เหมือนกันแหล่ะ” เขาตอบข้าง ๆ คู ๆ

“แล้วคุณจะให้ฉันไปอยู่ที่ไหน ฉันไม่รู้จักใครในโลกมนุษย์นี้ซักคน” ดลฤดีถามเสียงเครือ

ทุกทีเลย เขาแพ้น้ำตาผู้หญิง ขนาดน้ำตายัยปีศาจนี่ ไม่ใช่น้ำตาผู้หญิง เขายังทำใจไม่ได้เลยที่จะปล่อยให้เธอไปเผชิญชะตากรรมคนเดียว

“ก็ได้ คุณอยู่ที่นี่กับผมก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนนะ ห้ามยุ่งเรื่องส่วนตัวผม บ้านนี้มีหลายห้อง คุณอยู่ห้องรับแขกแล้วกัน”

บ้านชายหนุ่ม มีด้วยกันสามห้องนอน เขาเลือกห้องนอนที่ติดกับห้องเขาให้ดลฤดี เพราะไม่แน่ใจว่า ถ้ามีใครมาหาเขา เกิดยัยแม่มดนี่ทะเล่อทะล่าออกจากห้องมาเดินเพ่นพ่านไป จะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายเสียเปล่า ๆ เออ...จะว่าไป เขานี่ก็คิดรอบคอบเหมือนกันนะ แอบยิ้มพึงใจกับความฉลาดของตัวเอง

“คุณยิ้มอะไรคะ” ดลฤดีถามด้วยความแปลกใจ

“ผมจะยิ้มหรือไม่ยิ้ม เกี่ยวอะไรกับคุณหล่ะ แล้ว นี่ ๆ เดินห่าง ๆ ผมหน่อย คุณห้ามเข้าใกล้ผมเกินระยะหนึ่งฟุต โอ เค๊ ฟังแล้วจดจำไว้ด้วย” เขาบอกดลฤดี

“คุณคือ พระจันทร์ชายจริง ๆ เหรอ” ดลฤดีถามสิ่งที่คาใจ

“ก็ ใช่สิ ทำไมเหรอ” เขาถามกลับ

“คุณไม่เหมือนพระจันทร์ชายที่ฉันรู้จัก เขาคนนั้นดูอ่อนโยน......”

“พอ ๆ เลิกพล่ามได้แล้ว เข้าห้องคุณไป แล้วก็นอนซะ ผมง่วง พรุ่งนี้ค่อยคุยกันว่าจะเอายังไง” เขาพูดตัดบท

ยัยประสาท ใครมันจะมามีอารมณ์สุภาพบุรุษ ถ้าต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ ไม่จับไข้จนหัวโกร๋นก็ดีเท่าไหร่แล้ว เขาบ่นพึมพำ ก่อนเดินกลับไปยังห้องตัวเอง







 

Create Date : 27 เมษายน 2551    
Last Update : 27 เมษายน 2551 10:09:56 น.
Counter : 26 Pageviews.  

Which Star Are You From? (ตอนที่๒)

บทที่ ๒



ดลฤดี..........ดลฤดี............ดลฤดี..............เสียงเรียกชื่อเธอแว่วมาจากระยะทางอันแสนไกล ค่อย ๆ ดังขึ้น ดังขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ดลฤดีที่อยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นรีบผวาลุกขึ้นด้วยความตกใจ อารามรีบร้อนทำให้ลุกพรวดพราด ร่างเล็กกลิ้งตกลงไปกองอยู่ข้างเตียง ตาเรียวเล็ก ค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างช้า ๆ เพ่งมองไปยังแสงเรืองรองที่ปรากฏตรงมุมห้องอีกด้านหนึ่ง และเมื่อแสงเรืองรองนั้นจางลง ร่าง ๆ หนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เมื่อเห็นร่างเจ้าของเสียงที่เรียกชื่อเธอชัดเจน ดลฤดีถึงกับอ้าปากค้างตกตะลึง

“ท่านจันทร์เจ้าขา” ดลฤดีเปล่งเสียงเรียกชื่อ แต่ก็มีแค่เสียงพึมพำผ่านริมฝีปากบางออกมาเพียงเบา ๆ เท่านั้น

“ดลฤดี เจ้ามัวทำอะไรอยู่ เราบอกให้เจ้ารีบตามหาเศษเสี้ยวพระจันทร์ชายที่หายไป แล้วถามเรื่องรักแท้กับเค้า แต่นี่วันแล้ววันเล่า ผ่านมาปีกว่าแล้ว เจ้าไม่เคยรายงานอะไรเราเลย ว่า รักแท้คืออะไร วัน ๆ เจ้ามัวทำอะไร รึเพราะเจ้ามัวแต่นอนนี่เอง งานที่เราให้เจ้าทำเลยไปไม่ถึงไหน” เสียงท่านจันทร์เจ้าขากล่าวตำหนิดลฤดีระคนด้วยความผิดหวัง

“คือ.....ข้า....คือ.....ข้า...เอ่อ....” ดลฤดีตอบตะกุกตะกัก เพราะถึงแม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมานานมาก อย่างที่ท่านจันทร์เจ้าขาบอก แต่เธอก็ไม่รู้จริง ๆ ว่ารักแท้คืออะไร และไม่รู้จะไปหาคำตอบได้ที่ไหน มันมืดไปหมดทั้งแปดด้าน

“เจ้าหาเศษเสี้ยวพระจันทร์ชาย ถึงไหนแล้ว เจ้าไปหายังที่ใดแล้วบ้าง”เสียงของท่านจันทร์เจ้าขาเริ่มอ่อนโยนขึ้น เมื่อเหลือบไปเห็นแววตาสับสนของดลฤดี

“ข้า....คือ..ข้าเข้าไปหาเศษเสี้ยวพระจันทร์ชาย หลายเวปเหมือนกันนะเจ้าค่ะ ข้า search หาคำว่า “เศษเสี้ยวพระจันทร์ชายที่หายไป” ในwww.google.com พอมันขึ้นลิงค์ต่าง ๆ ข้าก็เข้าไปโพส เรื่องของความรักในกระทู้ต่างๆ ฝากข้อความผ่านเวปเหล่านั้นเพื่อให้เศษเสี้ยวพระจันทร์ชายได้เห็นว่าเรากำลังตามหาเค้าอยู่ รวมทั้งเข้าไปพูดคุยกับพวกมนุษย์ผ่านโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น เจ้าค่ะ” ดลฤดีตอบอย่างภาคภูมิใจในความฉลาด อวดเก่งให้ท่านจันทร์เจ้าขา เห็นถึงความคืบหน้าในภารกิจของเธอ

“แล้วเจ้าหาเศษเสี้ยวพระจันทร์ชาย จากที่ใดอีกบ้าง นอกจากหาในสังคมไซเบอร์นี้”

“อ้าว....ทำไมท่านจันทร์เจ้าขา ถามข้าอย่างนั้นหล่ะเจ้าค่ะ.......ข้าสามารถหาเศษเสี้ยวพระจันทร์ชาย เพื่อถามไถ่เรื่องราวของรักแท้ได้จากที่อื่นนอกเหนือจากโลกไซเบอร์ได้อีกเหรอคะ”

แววตาของท่านจันทร์เจ้าขา ทอประกายแสงอ่อนโยนไปยังดลฤดี

“ดลฤดี ข้าต่างหากที่ควรเป็นฝ่ายถามเจ้า ทำไมเจ้าคิดว่าจะสามารถหาความหมายของรักแท้ได้จากโลกไซเบอร์เพียงแห่งเดียวเท่านั้น”

“ก็.....ก็....ก่อนที่ข้าจะลงมาปฏิบัติภารกิจนี้ ท่านบอกข้าว่าให้ข้าเสพกลูโคสจากเสียง ตุ่ด ตุด ตู๊ด...... ตุ่ด ตุด ตู๊ด จากโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตขณะที่อยู่โลกมนุษย์แห่งนี้ ข้าก็เข้าใจว่า เราจะสามารถหาความหมายของรักแท้ได้จากโลกไซเบอร์”

คำถามกลับของท่านจันทร์เจ้าขา สั่นคลอนความรู้สึกของดลฤดีอย่างรุนแรง นี่แสดงว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งปีกว่า ๆ ในโลกมนุษย์ เธอแสวงหาความหมายของรักแท้ผิดทางหรอกเหรอเนี่ย
แววตาของท่านจันทร์เจ้าขา มองไปยังดลฤดี ก็ให้สงสารจับจิต

“เด็กหนอเด็ก นี่เจ้าไร้เดียงสาด้วยความบริสุทธิ์ หรือสมองกลวงเหมือนพวกมนุษย์หน้าโง่ทั้งหลายกันแน่ รึจะเป็นเพราะความผิดของข้าเอง ที่มอบภารกิจนี้ให้กับเจ้า เฮ้อ........เอาอย่างนี้แล้วกัน ดลฤดี ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง ข้าจะให้เวลาเจ้าอีก 99 ราตรีในเวลาของโลกมนุษย์ ในการหาความหมายของรักแท้ เมื่อครบกำหนดเวลา ถ้าเจ้ายังหาความหมายของรักแท้ไม่เจออีก ข้าก็จนปัญญาที่จะช่วยอะไรเจ้าแล้ว และโอกาสของเจ้าในการได้เลื่อนขั้นเป็นดาวฤกษ์ก็คงจะริบหรี่เต็มที เอาหล่ะ ถึงเวลาที่ข้าจะต้องไปแล้ว ดูเหมือนท่านพระอาทิตย์จะขึ้นระขอบฟ้าแล้ว ข้าขอให้เจ้าโชคดี” แสงเรืองรองเริ่มทอประกายออกจากตัวท่านจันทร์เจ้าขาอีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ เลือนลับหายไปจากมุมห้อง

เวลานี้ดวงตาของดลฤดีแทบไม่เหลือวี่แววของความง่วงให้เห็นอยู่เลย เธอคิดแล้วคิดอีก...เฝ้าแต่คิด...นี่เราหาความหมายของรักแท้ผิดทางเหรอ เป็นไปได้ยังไง แล้วเราจะทำยังไงดี เรามีเวลาอีกแค่ 99 ราตรีนับต่อจากนี้

ในขณะที่ ดลฤดีคิดและก็คิด ปลายผมของดลฤดีค่อย ๆ ขาวขึ้น ๆ อีกครั้ง เพราะทุก ๆ ครั้งที่ดลฤดีใช้สมองในการขบคิดปัญหาเรื่องการแสวงหาความหมายของรักแท้ ร่างกายของเธอจะเผาผลาญกลูโคสที่ได้มาจากเสียง ตุ่ด ตุด ตู๊ด...... ตุ่ด ตุด ตู๊ด จากโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น
และตอนนี้ เธอก็รู้สึกอ่อนเพลียเสียเหลือเกิน ทำให้เธอต้องหงายฝ่ามือขึ้นเพื่อดูระดับกลูโคสที่มีสแปร์ไว้ ตายหล่ะ....ที่ฝ่ามือของเธอ ระดับกลูโคสตกลงมาถึงขีดแดงแล้ว คงจะเป็นเพราะเมื่อตะกี๊ ที่เธอเผลอใช้พลังงานจากกลูโคสมากเกินไป..แล้วนี่.. เธอไม่ได้ออนเอ็มเอสเอ็น เพื่อเสพกลูโคสนานเท่าไหร่แล้วนะ เธอไม่ได้คุยกะเจ้าของกลูโคสรสแปลกกว่ามนุษย์คนอื่น ๆ คนนั้นนานเท่าไหร่แล้ว ไม่ได้การณ์หล่ะ เธอรีบลุกขึ้นไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ทันทีก่อนที่ระดับกลูโคสในร่างกายของเธอจะตกอยู่ในระดับอันตราย แล้วทำให้ผมของเธอกลายเป็นสีขาวโพลนเหมือนคนแก่ที่อยู่บนโลกมนุษย์

จวบจนถึงวันนี้ ที่เธอลงมาปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายในโลกมนุษย์ นับเวลาได้ปีกว่า ๆ ที่เธอเสพกลูโคสรสแปลกจากมนุษย์คนที่ใช้ชื่อว่า “พระจันทร์ชาย” เพื่อใช้ค้นหาความหมายของคำว่ารักแท้ นับเวลาถอยหลังกลับไป เมื่อเธอเริ่มรู้จักมนุษย์โลกคนนี้ เธอไปโพสหาเศษเสี้ยวของพระจันทร์ชายที่หายไป แต่สิ่งที่เธอได้กลับมา หาใช่สิ่งที่เธอต้องการหาไม่ สิ่งที่ได้กลับมา เป็นเพียงแค่มนุษย์ที่ใช้ชื่อในการออนเอ็มเอสเอ็นว่า “พระจันทร์ชาย”

แต่ถึงแม้เธอจะรู้ว่า เค้าหาใช่เศษเสี้ยวของพระจันทร์ชายชิ้นที่หายไปของเธอ เธอก็ยังชอบที่จะเสพกลูโคสรสแปลกที่ได้จากเสียง ตุ่ด ตุด ตู๊ด...... ตุ่ด ตุด ตู๊ด จากเค้าในการหล่อเลี้ยงชีวิตในโลกมนุษย์
ทำไม ท่านจันทร์เจ้าขา ถึงถามเราแปลก ๆ ว่า เราหาความหมายของรักแท้ จากที่ใดอีกบ้าง แสดงว่า ท่านจันทร์เจ้าขา พยายามจะบอกใบ้เราใช่ไหมว่า เราสามารถหาความหมายของรักแท้ได้จากที่อื่น ๆ ได้อีก นอกจากโลกไซเบอร์ที่เราใช้หล่อเลี้ยงชีวิต
แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ว่าเศษเสี้ยวของพระจันทร์ชายที่หายไป มาเกิดเป็นมนุษย์โลกคนใด เราจะรู้ได้ยังไงนะ

ราตรีที่ ๑
หลังจากท่านจันทร์เจ้าขา กลับทางช้างเผือกไปแล้ว ดลฤดีต้องบอกกับตัวเองว่า ไม่ได้การณ์แล้ว

ดลฤดีเอ๋ย เจ้าต้องจัดระบบการปฏิบัติภารกิจของเจ้าใหม่แล้ว ไม่งั้น
ในระยะเวลา 99 ราตรีนี่ ถ้าขืนเจ้ายังใช้ชีวิตแบบเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ แบบนี้ต่อไป เจ้าไม่มีทางหาความหมายของรักแท้เจอแน่ ๆ และ เมื่อนั้นตำแหน่งดาวฤกษ์ดวงใหม่ก็จะหลุดลอยผ่านมือเจ้าไป....เจ้าจำคำที่พระอาทิตย์สอนในห้องเรียนไม่ได้รึไง จริงสิ....เราลืมไป ท่านพระอาทิตย์ ก็คือ ต้นแบบดาวฤกษ์ของเรานี่นา เราลืมได้ไงนะ

บทเรียนเรื่องกำเนิดดาวฤกษ์..... ท่านสอนไว้ว่า

ในเอกภพมีการก่อกำเนิดดาวฤกษ์ใหม่ๆอยู่มากมาย ตัวอย่างที่เห็นคือ ในเนบิวลา M42 (ORION NUBULA) พวกนักดาราศาสตร์ได้สังเกตเห็นการเริ่มก่อกำเนิดของกำเนิดดาวฤกษ์ดวงใหม่ ซึ่งก็ต้องใช้เวลาหลายล้านปี

M42 มีขนาดใหญ่กว่าระบบสุริยะหลายพันเท่า การกำเนิดดาวฤกษ์ในเนบิวล่า จะไม่ก่อให้กำเนิดดาวเพียงดวงเดียว แต่จะเกิดเป็นกลุ่มหรือ กระจุกดาวฤกษ์ คราวละหลายพันดวง

สำหรับดาวฤกษ์รุ่นแรกที่เรียกว่า Primary star จะเกิดมาจากอะตอมของไฮโดรเจนล้วนๆ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆกับการเกิดเอกภพ เราจะตรวจสอบได้จากเครื่องสเปคโตรสโคป ซึ่งในสเปคตรัมจะมีแถบสเปคตรัมดูดกลืนน้อย จะมีแต่ของอะตอมไฮโดรเจนและฮีเลียม เท่านั้น
ต่อเมื่อดาวฤกษ์มีอายุมากขึ้น ก็จะมีแถบสเปคตรัมดูดกลืน ของอะตอมธาตุหนักอื่นๆอีกมากขึ้น

เมื่อ Primary star แตกดับ ตามวงจรชีวิตของดาวฤกษ์ ก็จะมีธาตุหนักๆเกิดขึ้นมาด้วย เช่น คาร์บอน ออกซิเจน ซิลิกอน เหล็ก กำมะถัน แพทตินัม และทองคำ พัดกระจายอยู่ในอวกาศ และเมื่อรวมตัวกันเป็นเนบิวล่า และพร้อมที่จะ ให้กำเนิดดาวฤกษ์รุ่นที่สองต่อไป

Secondary Star ซึ่งเป็นดาวฤกษ์รุ่นที่สองนี้จะมีธาตุหนักปนอยู่ด้วย และในดาวฤกษ์แต่ละดวงก็จะก่อกำเนิดระบบสุริยะที่มีบริวารของตัวเองพร้อมๆกันไปด้วยเลย (1)

ที่มา อ้างอิงจาก //www.darasart.com ว่าด้วยเรื่องกำเนิดดาวฤกษ์

ถ้าเราพลาด....อีกล้านปีเชียวนะ ..... ดลฤดี ....เจ้าจะมาทำเป็นเรื่องเล่น ๆ ต่อไปไม่ได้อีกแล้วนะ ....ดลฤดี เจ้าจะต้องทำอะไรสักอย่าง....

ในเมื่อตอนนี้ เราอยู่บนโลกมนุษย์ เราก็น่าจะลองใช้วิธีการของพวกมนุษย์ดู มันก็น่าจะดีเหมือนกันนะ

เออ...จริงสิ....เราเคยได้ยินเจ้าพวกมนุษย์โลกคุยกันว่า ก่อนที่จะเริ่มดำเนินกิจการใด ๆ ก็แล้วแต่ ท้องจะต้องอิ่มก่อน ใช่ ๆ เจ้าพวกมนุษย์เรียกว่า “กองทัพเดินได้ด้วยท้อง” เพราะเจ้าพวกมนุษย์ต้องกินอาหารเพื่อสะสมพลังงาน เหมือน ๆ กับเราก็เสพกลูโคสจากเสียง ตุ่ด ตุด ตู๊ด...... ตุ่ด ตุด ตู๊ด ของโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นเพื่อใช้เป็นพลังงานงานหล่อเลี้ยงชีวิตเช่นกัน

ถ้างั้น เราต้องเริ่มสแปร์กลูโคสไว้เยอะ ๆ เพื่อเราจะได้มีพลังงานเพียงพอที่จะทำภารกิจ

เอ....แล้วแหล่งพลังงานของกลูโคส มันมีอยู่ที่ไหนบ้างนะ เอาไว้เราไปถามเจ้ามนุษย์โลกที่ใช้ชื่อว่า “พระจันทร์ชาย” ดูดีกว่า เพราะดูเหมือนเจ้ามนุษย์โลกคนนี้ จะเชี่ยวชาญเรื่องของพลังงานกลูโคสมากกว่ามนุษย์โลกคนอื่น ๆ

ยัยแม่มด: นี่ ๆ คุณมนุษย์โลก คุณยุ่งอยู่หรือเปล่าคะ

พระจันทร์ชาย: คุยได้ครับ มีอะไรเหรอ

ยัยแม่มด: ฉันจะสามารถคุยกะมนุษย์คนอื่น ๆ เหมือน ๆ กับที่ฉันคุยกับคุณได้ยังไงคะ คือ ฉันหมายถึงว่า ฉันจะทำยังไงถึงจะได้คุยกะคนอื่น ๆ


เค้าขมวดคิ้วย่นเข้าหากันในทันที ดูซิ...คุณดูซิ...คุณดูผู้หญิงคนนี้ใช้ภาษาคุยกับผม ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม หรืออะไร ทำให้ผมสนใจในเรื่องเธอ จนเสนอตัวไปอวดดีเจ้ากี้เจ้าการ ไปสมัครเมลล์ให้เธอ แล้วก็ให้เธอมาพิมพ์ประโยคต่อปากต่อคำกับผม จริง ๆ นะ ...ผมบอกไม่ถูกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเธอคืออะไร ผมรู้แต่ว่า ผมชอบคุยกับเธอ ในความคิดของผม เธอเป็นผู้หญิงที่แปลกมาก (ส่วนเธอจะหน้าแปลกไปด้วยหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมไม่ทราบครับ อิ อิ) ทุก ๆ วัน ที่เสียง ตุ่ด ตุด ตู๊ด...... ตุ่ด ตุด ตู๊ด จากโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นนี้ดังขึ้น ผมต้องแอบยิ้มกับตัวเองเสมอครับ....วันนี้ยัยบ๊องนี่จะมาคุยเรื่องอะไรให้ผมอ่านแล้วหัวเราะอีกนะ

พระจันทร์ชาย : ทำไมครับ คุณคุยกับผมคนเดียวนี่ ไม่พอเหรอครับ (ให้ตายสิ...ผมแทบอยากจะตัดนิ้วตัวเองทิ้ง ที่ผมเผลอไปพิมพ์แขวะเธอ ก็นะ...มันเสียฟอร์มผู้ชายเสน่ห์แรงอย่างผมอ่ะ ไม่รู้สิครับ ผมก็เป็นเด็กหวงของเหมือนกันนะครับ)

ยัยแม่มด: ไม่พอค่ะ ฉันจำเป็นต้องสแปร์กลูโคส ไว้เยอะ ๆ ค่ะ

พระจันทร์ชาย: อะไรของคุณ สแปร์กลูโคส พิมพ์อะไรมาแต่ละอย่าง ไม่เห็นจะรู้เรื่อง

ยัยแม่มด: เหอะน่า แค่บอกว่าจะคุยกับคนอื่นได้ยังไงก็พอ ไม่ต้องรู้หรอกว่า สแปร์กลูโคสคืออะไร

พระจันทร์ชาย : ไม่.....คุณบอกเหตุผลมาก่อน ว่าจะไปคุยกับคนอื่น ๆ ทำไม


ยัยแม่มด: .....................................

พระจันทร์ชาย: บอกมาสิ

ยัยแม่มด:.....................................

พระจันทร์ชาย: ว่าไงหล่ะ เงียบทำไม

ยัยแม่มด:....................................

พระจันทร์ชาย: ก็ตามใจ ไม่บอกเหตุผลก็ตามใจ ผมมีงานที่ต้องทำ ไม่มีเวลามาต่อล้อต่อเถียงกับคุณ วันนี้แค่นี้นะ บาย

ยัยแม่มด: อือ คุณไม่บอกว่าฉันจะคุยกับคนอื่น ๆ ได้ไง ก็ไม่ต้องบอก

พระจันทร์ชาย: ทั้งปี ทำไม คุณงอนผมเหรอ

ยัยแม่มด: เปล่า

พระจันทร์ชาย: ก็ได้........ก็ได้......ผมบอกก็ได้

ยัยแม่มด: อิ อิ


ผมไม่เข้าใจ ทำไมผมจะต้องยอมยัยบ๊องนี่ทุกครั้ง เธอชอบทำผมหงุดหงิด

พระจันทร์ชาย: อ่านนะ แล้วก็ทำตาม ก่อนอื่นคุณต้องไปเข้าโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นก่อน แล้วก็ add email-address ของเพื่อนคุณเข้าไป แล้วก็ทำตามที่โปรแกรมบอก อ่านเอา ว่าเค้าให้ทำอะไรบ้าง รู้จักคิดเองบ้าง ไม่ใช่เอะอะ อะไรก็ถาม ไม่มีใครเค้าป้อนเข้าปากคุณได้ตลอดเวลาหรอกนะ คุณจะต้องรู้จักหยิบมันเข้าปากกินเองมั่ง ไม่ใช่ให้แต่คนอื่นทำให้

ยัยแม่มด: อือ ขอบคุณค่ะ คุณมีอะไรจะทำก็ทำไปเถอะค่ะ ฉันจะลองทำตามที่คุณบอกก่อนนะค่ะ บายค่ะ


อะไรกัน ยัยบ๊องนี่ เห็นผมเป็นอะไร มาถาม ๆ แล้วก็ไป ช่างหัวเธอแล้วกันจะไปคุยอะไรกับใคร ก็ช่างหัวของเธอแล้วกัน มันไม่ใช่เรื่องของผม ผมมีอะไรต้องให้คิดมากกว่านั้น

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ร่างของดลฤดี นอนหลับตาพริ้มที่เตียง ก่อนที่จะกระพริบตาขึ้นอย่างช้า ๆ เมื่อรับรู้ถึงเสียงคุยกันอยู่ใกล้ ๆ ตัวเธอ
ตอนนี้ เธอไม่ได้อยู่ที่ห้องเพียงลำพังแล้วซิ......เสียงใครนะ ดลฤดี พยายามจะขยับตัวลุกขึ้น แต่......นี่มันเกิดอะไรขึ้น..... เธอไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะขยับแขนขา ทำไมร่างกายของเธอถึงไม่มีเรี่ยวแรงเลย ทำไมหล่ะ.......ทำไมถึงเป็นอย่างนี้....เธอพยายามทบทวนความทรงจำ......

เมื่อคืน ก่อนที่เธอจะผล็อยหลับไป....เธอจำได้ว่าเธอเข้าโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น เพื่อสแปร์กลูโคสและก่อนเข้านอนเธอก็ดูแล้วนี่หน่า...ว่าระดับกลูโคสที่ได้ มีเพียงพอที่จะปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ แล้วนี่ทำไม....ทำไมร่างกายเธอเป็นแบบนี้ เธอพยายามเพ่งมองกลุ่มแสงเรืองรองที่อยู่กลางห้อง กลุ่มแสงเรืองรองที่เป็นต้นกำเนิดของเสียงที่คุยกัน เธอพบว่ามันเป็นกลุ่มแสงเล็ก ๆ สามดวงที่มีความสว่างลดหลั่นกันไป จากนั้นสติสัมปชัญญะของเธอก็ดับวูบลง

“ท่านแม่ ท่านแม่ ดลฤดี เป็นอะไรไปหรือเจ้าค่ะ” บราซ่าส์ ถามผู้เป็นแม่ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนรัก

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันจ๊ะลูกรัก” ท่านบี-แอล-เล็ก-เซอร์-ต้า- ออบเจ็ค กล่าวตอบผู้เป็นลูก เพราะนางก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ดลฤดีเป็นอะไร

“ท่านพ่อ ท่านพ่อ ท่านต้องช่วยดลฤดีนะเจ้าค่ะ ดลฤดีเป็นเพื่อนคนเดียวที่ลูกมี อย่าปล่อยให้ดลฤดีเป็นอะไรไปนะเจ้าค่ะ” บราซ่าส์ หันไปอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากท่านควอ-ซ่าร์ ผู้เป็นพ่อ


ท่านควอ-ซ่าร์ หันไปสบตากับบี-แอล-เล็ก-เซอร์-ต้า- ออบเจ็ค ผู้เป็นภรรยาอันเป็นที่รัก โดยไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ แม้กระนั้นก็ตาม นางก็เข้าใจว่า อาการของดลฤดีสาหัสเกินกว่าที่พวกเค้าจะช่วยเหลือหรือเยียวยาได้

บี-แอล-เล็ก-เซอร์-ต้า- ออบเจ็ค หันไปมองร่างดลฤดีที่เสมือนกับมนุษย์โลกที่กำลังหลับใหลทั่ว ๆ ไ ป นางมองดลฤดีด้วยความสงสารยิ่งนัก มองเผิน ๆ แทบดูไม่ออกเลยว่า ดลฤดีอยู่ในอาการสาหัสใกล้แตกดับเต็มที จะมีก็แต่เพียงแสง Aurora (ออ-โร-ร่า) ที่กำลังแผ่ออกจากตัวของดลฤดีเท่านั้น ที่บอกให้รู้ว่าดลฤดีกำลังแย่

“ท่านพี่ เราพานางกลับไปที่กาแล๊กซี่ทางช้างเผือกดีไหมคะ เพราะถ้าขืนเราปล่อยนางไว้ ณ ที่โลกมนุษย์เช่นนี้ อาการของนางต้องแย่ แน่ ๆ เลย” บี-แอล-เล็ก-เซอร์-ต้า- ออบเจ็ค บอกท่านควอ-ซ่าร์ ผู้เป็นสามี

“ก็ดีเหมือนกัน” ท่านควอ-ซ่าร์คล้อยตาม เพราะเค้าก็จนปัญญาที่จะคิดหาวิธีช่วยนางจริง ๆ เพราะไม่รู้ว่านางเป็นอะไร

จากนั้น ร่างทั้งสามได้ยืนโอบล้อมเตียงที่ดลฤดีกำลังนอนหลับใหลอยู่ พร้อม ๆ กับปล่อยแสงเรืองรองรอบ ๆ ตัวดลฤดี
ฉับพลัน เมื่อแสงเรืองรองนั้นจางหายไป ร่างของดลฤดีก็ไม่ได้อยู่ ณ โลกมนุษย์แล้ว


ณ กาแล๊กซี่ทางช้างเผือก


กลุ่มดาวน้อยใหญ่ต่างรุมล้อมเฝ้ามองดูร่างของดลฤดีที่ยังคงหลับใหล ดูปรากฏการณ์แสงออ-โร-ร่า ที่แผ่ออกมาจากตัวนาง มีเสียงคำถามอื้ออึงดังเซ็งแซ่ท่ามกลางหมู่ดวงดาว ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับดลฤดี มันคืออะไร และเกิดขึ้นจากอะไร เพราะไม่เคยเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ในกาแล๊กซี่ทางช้างเผือกมาก่อน และแล้ว....เสียงคำถามต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ เงียบลง...... เงียบลง...... จนในที่สุด.....เหลือแต่ความเงียบสงัด.... เมื่อร่างของพระอาทิตย์ได้ปรากฏกายขึ้นตรงหน้ากลุ่มดวงดาว

“ช่วยดลฤดีด้วยนะเจ้าค่ะ ท่านพระอาทิตย์” เสียงของบราซ่าร์ดังแทรกขึ้นท่ามกลางหมู่ดวงดาว

พระอาทิตย์มองไปยังร่างของดลฤดี ที่นอนหลับใหลลอยอยู่เหนือหมู่ดวงดาว นางยังคงหลับตาพริ้ม โดยที่หาได้รู้ไม่ว่า บัดนี้ร่างของนางมีอาการคล้ายกับอาการของดวงดาวที่ใกล้แตกดับเต็มที

“เราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าจะช่วยนางได้อย่างไร เพราะอาการอย่างนี้ ไม่น่าจะเกิดกับดวงดาวที่มีอายุน้อยเพียงแค่ 1974 ปีเช่นนาง เราไม่อาจรู้ได้เลยว่านางเป็นอะไร แต่เราก็จะพยายามช่วยเหลือนางเต็มกำลังความสามารถของเรา” พระอาทิตย์บอกกับบราซ่าร์ และก็บอกกับตัวเองไปด้วย เพราะมันเป็นเรื่องที่ยากมาก จากนั้นพระอาทิตย์ก็ส่องแสงมายังโลกมนุษย์ เพื่อถอยเวลากลับไปดูว่า ก่อนที่ดลฤดีจะมีอาการเยี่ยงนี้สาเหตุเกิดจากอะไร โอ...ทันใดนั้นเอง.......ท่านก็ทราบสาเหตุของอาการที่ดลฤดีกำลังเป็นอยู่

“นางถูกพิษ” ท่านพระอาทิตย์บอกกับเหล่าดวงดาว

“ถูกพิษ....นางถูกพิษอะไรเจ้าค่ะ”

“นางถูกพิษจากพลังงานกลูโคสที่นางเสพเข้าไป”

“ท่านหมายความว่า นางจะตายเพราะกินหรือเจ้าค่ะ” เสียงหนึ่งถามแทรกกลางขึ้นมาจากหมู่ดวงดาว

“อืมมมม เจ้าจะกล่าวอย่างนั้นก็ได้นะ แต่เจ้าไม่คิดว่า มันจะไม่การใจร้ายกับดลฤดีไปหน่อยรึ ที่เจ้ากล่าววาจาเยี่ยงนั้นออกมา ตายเพราะกิน ข้าว่า.....เจ้าเก็บประโยคนี้เอาไว้ไปใช้กับพวกมนุษย์โลกที่ไร้อารยธรรมพวกนั้นเถอะ อย่าได้เอามาใช้กับดลฤดีเลย เพราะดลฤดีสะอาดและบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะทันเล่ห์เหลี่ยมของพวกมนุษย์โลกได้”

“เอาหล่ะ พวกเจ้าทุก ๆ ดวงกลับไปทำหน้าที่ส่องสว่างให้กับพวกมนุษย์โลกได้แล้ว ปล่อยดลฤดีไว้อย่างนี้แหล่ะ นางจะยังคงไม่แตกดับไปในตอนนี้หรอก”

“ข้าขออยู่เป็นเพื่อนนางได้ไหมเจ้าค่ะ” บราซ่าร์ถาม

“ก็ตามใจเจ้า แต่เดี๋ยวเราจะเข้าไปพักก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ว่าจะทำอย่างไรกับนางดี ตอนนี้เราขอตัวไปคิดหาวิธีช่วยนางก่อนแล้วกัน” ท่านพระอาทิตย์กล่าว ก่อนที่จะกลับเข้าไปพัก

ณ ดินแดนโลกมนุษย์
ทรงกลด ไม่เข้าใจว่า ทำไม ไม่ว่า เค้าจะทำอะไรก็ดูผิดพลาดไปซะหมด หงุดหงิดไปซะทุกเรื่อง เค้าไม่มีสมาธิเอาเสียเลย นี่เค้าเป็นอะไรไปนะ ทำไมเค้าต้องเฝ้าคิดถึงยัยแม่มดนั่นด้วย นี่มันกี่วันแล้ว....ที่ยัยแม่มดหายไป เค้าเฝ้ารอ และก็รอ เธอหายไปไหนของเธอนะ รึเธอจะโกรธเค้า รึเธอจะได้เพื่อนใหม่ รึเธอจะไม่สบาย...หลาย ๆ คำถามผุดขึ้นมาในห้วงสำนึกของชายหนุ่ม.....แต่อีกสำนึกหนึ่งก็ดังคัดค้านขึ้นมา.....ช่างหัวเธอสิ ไปใส่ใจอะไรกับคนพรรค์นั้น มีแต่ทำให้หงุดหงิด เขียนอะไรมาแต่ละอย่างไม่เห็นเข้าท่า....หาเสน่ห์ในตัวเองก็ไม่เจอ.......ผู้หญิงอะไรไม่มีเสน่ห์สักนิด......ช่างหัวเธอ.......จะไปตายที่ไหนก็ช่าง ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเราซักหน่อย จะไปโดนใครในเอ็มเอสเอ็นหลอกก็ช่าง ในเมื่ออวดดีว่าเก่งนักเก่งหนา ฉลาดนัก ฉลาดหนา ก็ให้เจอดีซะบ้าง

ถึงแม้เค้าจะเฝ้าบอกกับตัวเองว่า การที่เธอจะหายไป จะเป็นจะตาย มันก็ไม่ใช่ธุระของเค้า แต่ในใจลึก ๆแล้ว เค้าก็อดที่เป็นห่วงเธอไม่ได้
“ยัยแม่มด” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พร้อม ๆ กับเผลอยิ้มที่มุมปาก ดูชื่อที่เธอตั้งสิ เธอช่างตั้งชื่อในการออนเอ็มเอสเอ็นได้เหมาะกับตัวเธอจริง ๆ นี่เธอกำลังเล่นไสยศาสตร์มนต์ดำอะไรกับเค้าใช่ไหม ทำให้เค้ากระวนกระวายใจด้วยความคิดถึงเธอ






 

Create Date : 24 เมษายน 2551    
Last Update : 24 เมษายน 2551 12:35:23 น.
Counter : 33 Pageviews.  

Which Star Are You From?(ตอนที่๑)

บทที่ ๑
Which star are you from?




นานมาแล้ว.. สมัยที่โลกยังมีพระจันทร์ 2 ดวง ซึ่งดวงหนึ่งเป็นหญิง และอีกดวงเป็นชาย พระจันทร์สองดวงนี้ รักกันมาก และไม่เคยแยกห่างจากกัน ทุก ๆ คืน เมื่อมองไปบนท้องฟ้า ยามนั้นจะได้เห็นพระจันทร์ทั้งคู่ อยู่เคียงข้างกันเสมอ

กระทั่งวันหนึ่ง.. เมื่อพระจันทร์เพศหญิงได้พบกับดวงอาทิตย์ เธอรู้สึกหลงใหลในแสงเจิดจ้านั้น และค่อยๆ เคลื่อนตัวติดตามดวงอาทิตย์ไปทีละน้อย ค่อยแยกห่างจากพระจันทร์คู่รัก จนไม่ได้อยู่เคียงข้างกันอีกต่อไป เมื่อค่ำคืนมาถึง.. จึงปรากฏพระจันทร์เพศชายให้เห็นเพียงลำพัง

นับจากนั้น พระจันทร์เพศชายก็เฝ้าตามหาพระจันทร์คู่รักไปทุกหนแห่ง ทว่า.. คืนแล้วคืนเล่า พระจันทร์หนุ่ม ก็ไม่อาจหาพระจันทร์หญิงพบได้ ด้วยความคิดถึงและอยากพบสุดหัวใจ จนไม่อาจรอคอยได้อีกต่อไป พระจันทร์ชายจึงคิดว่า "หากเรามัวแต่ตามหาอยู่อย่างนี้คงไม่ได้พบเจอกันแน่"

ดังนั้น.. พระจันทร์ชายจึงตัดสินใจระเบิดตัวเองเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพื่อจะได้กระจายไปทั่วทั้งจักรวาล และสามารถให้ทุกชิ้นส่วนทุกอณูของตนออกติดตามหาพระจันทร์คู่รัก

ฝ่ายพระจันทร์หญิงนั้น ยิ่งนานวันก็ยิ่งได้เรียนรู้และเข้าใจว่า แม้ดวงอาทิตย์จะส่องแสงเจิดจ้าสวยงามเพียงใด อาทิตย์ดวงนั้นก็มิได้ส่องแสงเจิดจ้าเพื่อตนเพียงผู้เดียวเท่านั้น แต่ยังส่องแสงไปยังสิ่งมีชีวิตและดาวดวงอื่น ๆ อีกมากมาย พระจันทร์หญิงจึงกลับมาหาพระจันทร์ผู้ชายอีกครั้ง แต่.. ไม่ว่าจะค้นหาเท่าไรก็มิอาจพบคู่รักดวงจันทร์นั้นได้

กระทั่งได้รู้ว่า พระจันทร์ชายยอมระเบิดตัวเองเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ เพื่อตามหาตน พระจันทร์หญิงจึงรู้ว่า คงไม่มีโอกาสได้พบเจอพระจันทร์คู่รักอีกต่อไป จึงได้แต่โศกเศร้าเสียใจเพียงลำพัง แต่ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ ที่พระจันทร์ชายมีต่อพระจันทร์หญิง... ทุกค่ำคืนจึงพยายามเปล่งประกายแสงที่ยังหลงเหลือเพียงน้อยนิด จากแต่ละเศษเสี้ยวของตน หวังส่งให้ถึงพระจันทร์ซึ่งเป็นที่รัก เกิดเป็นแสงพร่างพรายเต็มท้องฟ้า เคียงข้างดวงจันทร์ จนเกิดเป็นพระจันทร์เคียงคู่กับดวงดาวระยิบระยับให้เราเห็นจนถึงทุกวันนี้

ทว่า.. ความแตกต่างระหว่างพระจันทร์กับดวงดาวก็ทำให้ทั้งคู่มิอาจเคียงข้างกันเสมอไปได้เฉกเช่นเดิม จะเห็นได้ว่า ค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวงจรัสแสงเจิดจ้า คืนนั้น.. ท้องฟ้ามักไร้ประกายแสงแห่งดวงดาว แต่ในค่ำคืนซึ่งมีเมฆบดบังแสงจากพระจันทร์ไปหมดสิ้น ค่ำคืนนั้นต่างหาก จึงปรากฏลำแสงน้อยๆ จากดวงดาวทอเต็มท้องฟ้า
***************************************************

ร่างที่นอนยาวเหยียดพับหนังสือนิทานดาวเก็บ พร้อมกับลุกขึ้นนั่งบิดขี้เกียจอย่างช้า ๆ แล้วขมวดคิ้วครุ่นคิด มีเครื่องหมายคำถามเล็ก ๆ ผุดขึ้นในหัว
“ความรัก เหรอ มันจะมีจริง ๆ รึ คนที่รักคนอื่นมากกว่าตัวเองถึงขนาดยอมเสียสละตัวเองขนาดนั้น เอ... แล้วถ้าฉันมีความรัก ฉันจะทำได้แบบพระจันทร์ชายไหม เฮ้อ...ปวดหมอง”
ก่อนที่หัวของฉัน นางสาวดลฤดี จะบวมปูดไปด้วยคำถามเรื่องความรักของมนุษย์โลก สติฉันก็พลันตื่นจากภวังค์ เพราะเจ้าเสียง ตุ่ด ตุด ตู๊ด...... ตุ่ด ตุด ตู๊ด (ซึ่ง ณ บัดนี้ เสียงนี้มันกลายเป็นเสียงที่ดังกระทบโสตประสาทฉันเข้าไปอย่างจัง แล้วบังคับให้สมองส่วนข้างและส่วนกลางของฉันที่ทำหน้าที่ในส่วนความจำทำงานอย่างหนัก จนมันโหลดเพราะทำไม่ไหว ต้องส่งต่องานไปยังสมองส่วน ฮิปโปแคมปัส เริ่มทำการบันทึกว่า เสียงทักจากโปแกรมเอ็มเอสเอ็นอ่ะนะ ต่อไปมันจะกลายเป็นเสียงที่ฉันต้องเสพแทนกลูโคสเพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์สมอง เพื่อจะกลายร่างเป็นมนุษย์โลกอย่างสมบูรณ์)

พระจันทร์ชาย: สวัสดีครับ
ยัยแม่มด: สวัสดีค่ะ
พระจันทร์ชาย: ทำอะไรอยู่ครับ
ยัยแม่มด: ..........................

ขอฉันคิดก่อนนะ ฉันจะตอบพระจันทร์ชาย ว่าฉันทำอะไรดี โอย....... ทำไงดี ดลฤดีเอ๋ย ถ้าเค้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่มนุษย์โลกหล่ะ แต่เจ้าคือ สะเก็ดดาวเล็ก ๆ ที่ถูกส่งมายังโลกในร่างมนุษย์ เพื่อทำหน้าที่เป็นสปายค้นหาว่าเศษเสี้ยวของพระจันทร์ชายที่ระเบิดตัวเองอีกชิ้นหายไปไหน และหากเจ้าเจอกับเศษเสี้ยวของพระจันทร์ชายแล้ว ให้เจ้าถามเค้าว่า รักแท้ มีจริงหรือเปล่า ตราบใดที่เจ้าหาเศษเสี้ยวของพระจันทร์นั้นไม่เจอและเจ้ายังไม่ได้รับคำตอบ เจ้าจะกลับมายังทางช้างเผือกแห่งนี้ไม่ได้ และหากเมื่อใดที่ภารกิจนี้ถูกเปิดเผย หรือมีใครล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเจ้า เจ้าจะกลายเป็นอากาศธาตุในทันที ชีวิตของเจ้าในโลกมนุษย์จะถูกหล่อเลี้ยงด้วยเสียง ตุ่ด ตุด ตู๊ด...... ตุ่ด ตุด ตู๊ด จากโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นเท่านั้น............ บ้า ๆๆๆๆๆๆๆ นี่มันภารกิจบ้าบอชัด ๆ มันอะไรกันเนี่ย จะให้ฉันตอบเค้าว่าไง จะให้ฉันตอบเค้าว่า ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ ฉันแค่รอเสพกลูโคสจากคุณต่างหากหล่ะ รอเสพกลูโคสจากเสียงตุ่ด ตุด ตู๊ด...... ตุ่ด ตุด ตู๊ด นั่น เพื่อที่จะทำให้ฉันมีพละกำลังเพียงพอที่จะยืนหยัดอยู่บนโลกใบนี้ในการทำภารกิจบ้า ๆ นั่น หลาย ๆ คำถามผุดขึ้นในหัว
ดลฤดีเอ๋ย เค้าจะยอมเป็นเพื่อนกับเจ้ารึเปล่า ถ้าเค้ารับรู้ความจริง ปลายผมของดลฤดี เริ่มเปลี่ยนสี กลายเป็นสีขาวอย่างช้า ๆ ไม่นะ ม่ายยยยย น่าเกลียดชะมัด ดูสิ ผมฉันเริ่มสีขาวเหมือนคนแก่อีกแล้ว ม่ายยยยยย สีผมของดลฤดีเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวจากปลายผมขึ้นมาอย่างช้า ๆ เหตุเพราะร่างกายของดลฤดีใช้กลูโคสเพื่อใช้ในการคิด และก็คิดมากเกินไป โอย....ฉันคิดมากอีกแล้ว..หยุดเดี๋ยวนี้นะ หยุดคิดเดี๋ยวนี้ ฉันบอกให้หยุด ไอ้ความคิดบ้า....นับวันเจ้าจะเหมือนมนุษย์โลกเข้าไปทุกทีแล้ว

พระจันทร์ชาย: ยุ่งอยู่เหรอครับ ค่อยคุยกันวันหลังก็ได้นะ
ยัยแม่มด: เปล่าค่ะ มีเรื่องต้องคิดนิดหน่อยค่ะ
พระจันทร์ชาย: คิดมาก เดี๋ยวแก่เร็วน๊า
ยัยแม่มด: หุหุ แก่พอกันแหล่ะจ้า (โฮ๊ะ โฮ๊ะ โฮ๊ะ เค้าจะรู้ไหมนะ ตอนนี้ฉันมีอายุ 1974 ปี ดลฤดีแอบยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย)

ฉันเบื่อภารกิจบ้าบอนี่ เมื่อไหร่ฉันจะเจอพระจันทร์ชายสักที เอ...หรือว่าจะเป็นคน ๆ นี้ ที่เป็นเศษเสี้ยวของพระจันทร์ชายที่หายไปลองถามเค้าดูดีกว่า

ยัยแม่มด: รักแท้ มีจริงรึเปล่า
พระจันทร์ชาย: อ้าว ทำไมจู่ ๆ คุณถามคำถามนี้หล่ะครับ

เค้าอึ้งกับคำถามของเธอ เค้าจะบอกเธอยังไงดี วันนี้ ยัยแม่มดมาแปลก จู่ ๆ มาตั้งคำถามนี้กับเค้า จะให้เค้าตอบยังไง ในเมื่อเค้าหมดศรัทธาในเรื่องรักแท้ไปตั้งนานแล้ว ถ้าเธอรู้ว่าเค้าไม่เชื่อเรื่องรักแท้ อีกแล้ว เธอจะยังคุยกับเค้าไหม เธอจะคิดว่าเค้าเป็นคนใจร้ายรึเปล่านะ

ยัยแม่มด: ไม่มีอะไรค่ะ แค่ถามเฉยๆ
พระจันทร์ชาย: ไม่มีอะไรก็ดีแล้วครับ วันนี้ผมเหนื่อยจัง
ยัยแม่มด: มีอะไรไม่สบายใจรึเปล่าคะ เล่าให้ฉันฟังได้นะคะ

หลายอย่างพรั่งพรูออกมาจากปลายนิ้วเรียวงามของชายหนุ่ม กระหน่ำรัวพิมพ์ผ่านตัวอักษรบนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์เพื่อส่งผ่านข้อความมาถึงยังดลฤดี ซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของความฝันในโลกไซเบอร์อันแสนสับสนวุ่นวาย..........





 

Create Date : 24 เมษายน 2551    
Last Update : 24 เมษายน 2551 12:15:40 น.
Counter : 21 Pageviews.  


BlogGang Popular Award#13


 
Alps_s
Location :
KORAT NAKHON Switzerland

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]









Friends' blogs
[Add Alps_s's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.