Update! • Kenny Keng Web• Activity • Article • Imagine • My ARTWORK • BackPack/Journey • Sketch • All Art • alphafo

alphafoBasic Sketch • • 333 STUDIO KENNY KENG Blog


ALPHA FO
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]










unique visitors counter







**อันนี้ก็สำคัญครับ กับเรื่องของสิทธิ
คือว่าถ้าหากเพื่อนๆท่านใด
ต้องการนำภาพหรือบทความไปเผยแพร่
กรุณาแจ้งผมด้วยนะครับ

**ขอบคุณครับ**

alphafo

New Article : JAN 2015

Art trip : My Journey
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม"ฮานอย1 เวียดนาม:13/02/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" ซาปา3 เวียดนาม:31/01/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" ซาปา2 เวียดนาม:16/01/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" ซาปา1 เวียดนาม:14/01/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" เดียนเบียนฟู เวียดนาม:09/01/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" หลวงพระบาง ลาว:07/01/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" ไชยบุรี2 ลาว:26/12/14
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียนาม" ไชยบุรี1 ลาว:25/12/14
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" ปาด แปด 8:23/12/14
• "เริ่มใหม่...ได้ทุกเมื่อ":25/02/14
• "ปั่นคิดที่กองโค":19/12/12
• "12 12 12":12/12/12

• "ลับแล ซะที" :06/08/12

• BEST OF THE BEST:05/03/12

alphafo

• กาแฟสดบ้านหมึกจีน coffee and china's art gallery:16/02/12

Update! • อุปกรณ์การวาด carbon powder
•เทคนิคการทำเฟรมเขียนสีน้ำมัน
•เทคนิคการทำเฟรมสีน้ำมัน
•ปลอกต่อดินสอ EE กรณีดินสอของท่านหดสั้นจุ๊ดจู๋
•การทำสมุดเสก็ตซ์อย่างง่ายและประหยัด
•ภาพตัวอย่างสีชอล์ก 1
•ภาพตัวอย่างสีชอล์ก 2
•ภาพตัวอย่างสีชอล์ก 3





Update!เทคนิค ขั้นตอน การวาดภาพการ์ตูน
• : เทคนิคการวาดภาพผงคาร์บอนพระเจ้าตากสินมหาราช และพระยาพิชัยดาบหัก
• การวาดการ์ตูนล้อเลียน
• พื้นฐานการวาดการ์ตูน
•เทคนิคการวาดภาพคนสีชอล์ก(หลวงปู่แดง)
•เทคนิคการวาดภาพคนเหมือนเต็มตัวสีน้ำมัน
•การวาดเส้นสีคนเหมือน แบบหญิง
•การวาดเส้นสีคนเหมือน แบบชาย
•เทคนิคการวาด carbon powder
•การวาดสีชอล์กแท่ง พระยาพิชัยดาบหัก
•การแก้ไขภาพสีน้ำมัน landscape
•เทคนิควาดภาพสีน้ำมัน Landscape
•พื้นฐานการวาดภาพสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่(Basic)
•เทคนิคการวาดเส้นหุ่นนิ่ง(Drawing)
•เทคนิคการวาดเส้นภาพเหมือน(portrait) "ตา"
•เทคนิคการวาดเส้นภาพเหมือน(portrait) "จมูก"
•เทคนิคการวาดเส้นภาพเหมือน(portrait) "ปาก"
•เทคนิคการวาดเส้นรูปคนเหมือนด้วยดินสอ EE(drawing portrait-woman)
•เทคนิคการวาดเส้นคนเหมือน (Drawing sketch)
•เทคนิคการวาดเส้นรูปคนเหมือนภาพสีด้วยสีชอล์กแท่ง(pastel portrait)
•เทคนิคการใช้สีชล์อกแบบ drawing
•เทคนิคการแกะสติ๊กเกอร์แบบปลอกล้วย(จริงๆ)

alphafo ART ARTICLE :
• "เที่ยวไปกับถ่าน"ตอนที่ 6(สุดท้าย): โบนัสพิเศษกับงานศิลปะ
• "เที่ยวไปกับถ่าน"ตอนที่ 5 : วิธีการวาดภาพให้ได้ (เอาจริงซะที 2)
• "เที่ยวไปกับถ่าน"ตอนที่ 4 : วิธีการวาดภาพให้ได้ (เอาจริงซะที 1)
• "เที่ยวไปกับถ่าน"ตอนที่ 3 : ตามหามุมบันทึก(วาดเส้น)
• "เที่ยวไปกับถ่าน"ตอนที่ 2 : ทำไมต้องเป็นถ่าน?
• "เที่ยวไปกับถ่าน" ตอนที่ 1: เด็กน้อยกับฝาบ้าน
**ภาพสเก็ตซ์สีชอล์กน้ำมัน
**เทคนิคประสม...ใคร ??
ศิลป์(ป่ะ) “ต้องเป็นตัวของตัวเองดิ๊” ...

ภาพวาดที่ฉีก: ผมยืนมองภาพพร้อมกับฟังเสียงหล่น..
ANATTA: วันที่ความหดหู่ หดเหี่ยว หรือเหี่ยวจนหด...
alphafo
alphafo

alphafo
alphafo


Sketch crawl ร่วม Sketch กับเพื่อนๆทั่วโลก

alphafo ALPHA FOCUS หนังสือพิชัย เมืองเล็กฯ เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองหน้าด่านของสยามประเทศในอดีต.....
alphafo
โอกาสที่ท่านมุ้ยมอบให้ สิ่งที่ผมเฝ้าศึกษาและสังเกตุ จะมีเรื่องราวและข้อมูลไปพ้องกับใครบางท่านเข้าอย่างจัง...
alphafo

Find more art/painting/Antique like this on facebook Art & Antique Gallery สั่งซื้อคลิ๊กที่นี่เลยครับ


alphafoอยากหาอะไรเพิ่มเติม ก็ช่องนี้เลยครับ

Custom Search

สร้างลิงค์

free counters

Start : 12 -01-2011 Time 10:10 a.m.
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ALPHA FO's blog to your web]
Links
 

 
มิตรภาพในกล่อง

“เสี่ยวป้อ”
 
      “แม่ง....ช้าฉิบ....... มึงจะไปเหรอ” 
       
      เสียเวลาที ไม่ใช่ 5 นาที 10 นาทีนะเว้ย! แม่งเล่น เป็นชั่วโมง 2 ชั่วโมง แล้วแต่อารมณ์มัน....
      ......อารมณ์ใครวะ?
      ......กูไม่รู้!!!
     .......อ้าว!!!!.....
     “แต่ถ้าวันไหน มึงติดธุระ คิดจะไปช้าบ้าง แม่งจะมาตรงแป๊ะเลย...ไม่รู้เป็นไง”

      เสียงตอบอันดังฉะฉานของเพื่อนผม ที่ใช้บริการม้าเหล็กของสยามประเทศเป็นประจำ บอกกึ่งๆแขวะผม เมื่อผมบอกกับมันว่าจะใช้บริการ “รถไฟฟรี” เพื่อเดินทางกลับบ้านในขบวนรถไฟสายเหนือ
      ไม่รู้ว่าทำไมมันต้องต่อต้าน ไม่พอใจ แถมแขวะอีกต่างหาก

      “หมดตูดแล้วเหรอ” เพื่อนผมถาม
     
      “เปล่า” ผมตอบตามสไตล์
      เรื่องอะไรจะยอมรับกันง่ายๆล่ะเพื่อนเอ๋ย ถึงแม้จะหมดตูดตามที่มันสงสัย หรือจะมีเงินอยู่มากมายเต็มกระเป๋า ยังไงผมก็อยากไป ไม่ใช่เพราะอยากใช้ของฟรี ซึ่งเป็นนิสัยประจำของผมที่เพื่อนๆต่างรู้ดี
      ผมก็แค่อยากรู้อยากสัมผัส ถึงบริการที่รัฐบาลได้มอบให้กับประชาชน มาตั้งแต่สมัยรัฐบาล “ลุงหมัก” มาจนถึง “พี่มาร์ค” ในปัจจุบันที่เรียกว่า “รถไฟช่วยชาติ”
      ช่วยยังไง?...
      ผมยังงงๆ จนอยากสัมผัสด้วยตัวเอง
      ทันทีที่รถไฟจอดสงบนิ่ง ผมต้องรีบหาตู้ขึ้นให้ได้ กับผู้คนที่อัดแน่นเมื่อสังเกตจากภายนอก ทำให้ไม่สามารถมองเห็นภาพที่ใครๆต่างก็โบกมือล่ำลากันเหมือนในหนังโฆษณาได้
      ในตอนนี้ถึงแม้ภายในตั๋วของผมจะมีหมายเลขตู้กับเลขที่นั่งก็เหอะ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะได้นั่งตามใจปรารถนา อย่างที่ ตัวเลขในตั๋วได้บอกเอาไว้
      เพราะเมื่อขึ้นไปแล้ว ความหวังที่จะได้นั่งก็หมดลงไปทันที กับผู้คนที่อัดแน่นกันแม้กระทั่งที่ยืน

      เสียงตะโกนให้ชิดใน ไม่ต่างกับรถเมล์ในเมืองหลวง ในกล่องตู้สี่เหลี่ยม ที่ต่อกันอยู่หลายตู้ คล้ายๆกับขบวนมังกรเหล็ก ที่กำลังนำพาผู้คนทะยานไปสู่จุดหมาย
      ภายในกล่องสี่เหลี่ยม ที่เรียกกันว่า “โบกี้” ยังคงมีพื้นที่เพียงพอที่ผมกับเป้ใบเก่งได้อาศัยใช้พื้นที่อยู่ได้บ้าง
      อากาศที่ร้อนอบอ้าวทั้งๆที่เป็นฤดูหนาว กับผู้คนอันแออัดที่กำลังสูดแย่งออกซิเจนเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายของตนเองเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับเสียงที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากและลำคอของแต่ละคน ทำให้บรรยากาศดูร้อนขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
     
      ผมเหลือบดูนาฬิกาบนข้อมือของหญิงสาวคนข้างๆ ที่ดูหน้าตาแบบชาวกรุง(เก่า)ในใจก็คิดว่า ไม่ช้านี่น่า มาตรงเวลาแป๊ะเลย เสียเวลาก็แค่ตอนขึ้นไม่กี่นาทีเอง
      เมื่อเจ้ามังกรเหล็กเริ่มเคลื่อนขบวน ทุกคนเริ่มที่จะสงบกันมากขึ้น ความวุ่นวายเริ่มน้อยลง เสียงที่จอแจเริ่มจางหายไป
     
      ผมเริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดขึ้น

      บางคนก้มหน้าก้มตา คล้ายๆกับกำลังคิดคำนึง ถึงอะไรสักอย่าง
     
      ไม่ใช่คิดถึงคุณคำนึง
     
      แต่...เขาคิดอะไรอยู่นะ
      ผมอดที่จะสงสัยไม่ได้ ถึงสิ่งที่อยู่ภายในสมองของแต่ละคน
      ความคิดถึง ความหวัง ความตั้งใจ พากันอัดแน่นมาเต็มขบวนรถไฟไม่แพ้ผู้โดยสาร
     
      บางคนจับคู่คุยกันหรือคุยกันเป็นกลุ่มๆ แสดงถึงมิตรภาพอันใหม่และความสัมพันธ์ครั้งเก่า
      บางคนดูเศร้าสร้อย วิตก คล้ายๆกับจะต้องไปเจอกับปัญหาที่เปรียบเสมือนกับพายุก้อนมหึมาที่กำลังก่อตัวรออยู่
      บางครั้งผมว่า การเดินทางมันทำให้เรามีเวลาหยุดคิด ได้ทบทวนเพื่อการเริ่มต้นในสิ่งที่ดี หรือสิ่งใหม่ๆ

      แปลกที่หลายๆคนไม่ได้หยุดคิดถึงตัวเองเลย อาจเป็นเพราะอยู่ในสังคมที่เร่งรีบกับภารกิจประจำวัน หรือกับคนรอบข้างทำให้หลงลืมตัวเองไป จนกระทั่งได้มีเวลาหยุดคิด และทบทวนถึงอดีตในขณะเดินทาง
      ผมก็ไม่รู้ว่าเราจะรีบเร่งเวลาไปกันทำไม เพราะถ้าเราต้องการใช้เวลาที่หดสั้นลงในการเดินทางและมีมากขึ้นในการใช้งาน 
      เราก็สามารถเลือกการเดินทางที่มีอยู่หลายทางเลือก ทั้งเครื่องบิน รถยนต์ หรือรถไฟเหมือนกันที่ไม่เหมือนกันในประเทศไทยนี้ได้

      เราจะเร่งเวลากันไปทำไมในเมื่อวินาทีสุดท้ายของชีวิตของหลายๆคน ต่างก็พยายามจะยื้อไว้ให้นานที่สุด บางคนยื้อได้ บางคนไม่สำเร็จ   สุดท้ายก็ไม่มีใครยื้อได้ อยู่ที่ใครจะใช้เวลาแห่งการเดินทางของชีวิตนี้ได้คุ้มค่าและดีที่สุดเท่านั้นเอง
     
      ผู้คนยังไม่มีทีท่าที่จะลดลง ยังคงมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ณ สถานีระยะต้นๆทางแห่งนี้ กับปลายทางและจุดมุ่งหมายของแต่ละคนที่แตกต่างกัน ใกล้บ้าง ไกลๆอีกกว่าสิบชั่วโมงก็มีอยู่มากมาย
     บางคนก็ใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ มีทั้งหนังสือพิมพ์ที่ส่วนมากหัวเป็นสีเขียว การ์ตูนเล่มละห้าบาทหรือสิบห้าบาทก็ตามความถนัด นิยาย นิตยสารที่เกี่ยวกับดารา ทั้งความรักและความลับส่วนตัวของเขาที่เราๆอยากรู้ แต่ถ้าเป็นเรื่องของเราบ้างละ อายฉิบ....
      บางคนก็ปล่อยสายตาเหม่อมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง คล้ายๆกับว่าจะมีใครรออยู่ข้างนอก...ที่นั่น ตรงนั้น

      “น้องๆ...มานั่งด้วยกันก็ได้ นั่งเบียดกันหน่อยไม่เป็นไร จะได้ไม่ต้องยืนให้เมื่อย”
      น้ำใจในกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่กำลังเคลื่อนตัวด้วยความเร็ว เริ่มไหลกระเซ็นเข้ามา เหมือนกระแสของลมที่พัดปะทะบนใบหน้าที่ดูมึนๆของผม
      ผมหันกลับไปมองด้วยความสนใจ พร้อมสายตาที่เล็งเห็นที่นั่ง ที่ว่างพอดีก้น

      “ขอบคุณครับ” ผมรีบตอบรับน้ำใจที่แสนดีอันนั้นทันที หลังจากที่เริ่มเมื่อยจากการยืน และระยะทางที่ยังยาวไกลกว่าจะถึงจุดหมาย

      “ ของฟรี! ใช้ฟรี! ต้องแบ่งกันใช้ ไม่มีที่ของใคร เขาให้เราใช้กันฟรีๆ เราต้องมีน้ำใจ ”
     
      พี่สาวคนที่เรียกให้ผมนั่งพูดเสียงดังพอประมาณ ให้ได้ยินในระยะรัศมี 2 เมตร
      ผมนั่งลงอย่างเขินๆ แต่กลับรู้สึกอิ่มเอมในน้ำใจและน้ำคำที่ดูจริงใจที่พี่เขามอบให้
      ผมคิดว่า พี่เขาเองก็คงอิ่มเอมไปไม่น้อยกว่าผม เพราะผู้ให้จากใจที่บริสุทธิ์ย่อมมีความสุขกว่าผู้รับเสมอ
      ผมเองก็เหมือนกัน จะรู้สึกตัวเล็กลงทันทีที่ได้รับของจากใคร และเช่นเดียวกันจิตใจจะอิ่มเอิบพองโตเสมอเมื่อได้เป็นผู้ให้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่ตะพึดตะพือให้อย่างไม่รู้จักคุณค่าแห่งความพอดี และแน่นอน ก็ไม่สมควรที่จะตะพึดตะพือรับจนเกินความพอดี เหมือนปลาที่ฮุบเหยื่อเช่นกัน
     
      ภายในรถไฟ ที่ไม่ได้ใช้ไฟจากฟืน และไม่มีไฟให้เห็นบนหัวขบวนรถพร้อม กลุ่มควันดำๆลอยตามหลัง เหมือนเมื่อสมัยก่อน แต่ปัจจุบันยังเรียกว่ารถไฟ ผมเห็นทั้งมิตรภาพที่หลากหลาย และน้ำใจของผู้คนที่ใครว่าเหือดแห้ง หล่นหายไปจากสังคม
      มีทั้งกิจกรรมที่สุดยอดแห่งการสร้างสรรค์เกิดขึ้นอยู่หลายๆกิจกรรม เช่น กิจกรรมแลกเปลี่ยนกันนั่ง ระหว่างผู้นั่งเจ้าถิ่นเดิม กับผู้ยืนเจ้าประจำที่ยังไม่ยอมขยับไปไหน โดยจะพลัดกันนั่งและยืน ครั้งละประมาณครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งเมื่อย ภายใต้จุดมุ่งหมายคือการแก้เมื่อยให้กันและกัน เพราะนั่งนานๆก็เมื่อย ยืนนานๆก็โคตะระเมื่อย เช่นกัน
      ได้เห็นถึงการค้าขายที่ดูแล้วกำลังซื้อเต็มขบวน ผู้ขายต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใสกับสินค้าของตนที่ขายดีจนหมดลงเร็วกว่าปรกติ ถึงแม้จะเบียดกันไปมาบ้าง แต่ก็ทำให้เห็นถึง ความหวังและจุดมุ่งหมายของคนทุกคนที่อยู่ทั้งในและนอกเจ้ามังกรเหล็กขบวนนี้ ทั้งหวังจากรายได้ การกลับบ้าน เยี่ยมญาติหรือกระทั่งการเดินทางไปเพื่อทำธุรกิจ
      อย่าตกใจว่านักธุรกิจจะมาโดยสารกับขบวนรถไฟฟรีกับเขาด้วยเหรอ

      มีครับ..มี
      ผมบอกแล้วครับว่าทุกคนพกเอาความฝันและความหวังมาเต็มตู้รถไฟ เหมือนเพลงของพงษ์สิทธ์ คำภีร์
      อย่างพี่สาวที่นั่งอยู่ด้านหน้าผมนี้ เธอกำลังจะไปสำรวจตลาดการค้าที่ลำปาง พร้อมสินค้าทดลองขายไปอีกหนึ่งถุงปุ๋ย

      ครับ........
      เธอกำลังจะไปขายลูกโป่งสวรรค์ที่งานกาชาด หรืองานฤดูหนาวที่ลำปาง โดยเธอคาดว่าถ้าขายได้ดี จะได้ส่งข่าวให้พรรคพวกและสมาชิกลงตามมากับขบวนรถไฟฟรีขบวนเดิมในวันถัดไปทันที
      พี่สาวคนที่ยืนอยู่ข้างๆผม พร้อมกระบุงใส่ปลาแดดเดียว ที่ส่งกลิ่นชวนพิศวง งงงวยจนมึน ก็มากับเจ้ามังกรเหล็กตัวนี้พร้อมด้วยธุรกิจการค้าปลาของเธอที่มีการส่งสินค้ามาเพิ่มเติมในสถานีใหญ่ๆถ้าสินค้าเธอเผอิญหมดด้วยกำลังซื้ออันมหาศาลในตัวมังกรเหล็กขบวนนี้
      และผมเชื่อว่าเธอคงจะเดินจากผมไปในเวลาไม่นาน หลังจากที่ป้าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านข้างผมได้ทำการซื้อสินค้ากับเธอจนจบ
      ใช่ว่าจะมีแต่เด็ก สตรีและคนชราที่เป็นส่วนใหญ่ที่ผมได้พบเห็น กลุ่มที่เป็นวัยรุ่น ทั้งรุ่นแรกๆ จนถึงรุ่นแรกตอนปลายๆอย่างผม ก็พากันเดินทางไปท่องเที่ยว หรือกระทั่งบางครอบครัวก็เพิ่งมีโอกาสที่จะได้เดินทางไปยังต่างจังหวัด ไปยังที่ๆตนเองยังไม่เคยไป เพื่อเปิดโลกทัศน์ของตนเองและลูกหลาน
      บางตู้ก็ถูกเหมาด้วยคณะ อบต. ที่หลังจากเสร็จภารกิจที่ต้องเหน็ดเหนื่อยและร่วมใจสามัคคีกันทำงานส่วนรวมจนสำเร็จ ก็หาเวลาพักผ่อนกันเป็นหมู่คณะ ด้วยการพากันไปท่องเที่ยว ให้เพลิดเพลิน จำเริญใจ
      บางตู้ก็เป็นคณะนักศึกษาที่พากันหอบหิ้วสิ่งของพะรุงพะรังใส่กล่องยัดกันไปเต็มตู้รถไฟเพื่อบริจาคให้กับผู้คนในสถานที่ ที่ด้อยโอกาส และใช้โอกาสเพื่อพักผ่อน ท่องเที่ยว หลังจากที่ต้องเดินถือกล่องพร้อมกับคำเชิญชวนร่วมบริจาค มาตลอดเทอม
     เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ผมประทับใจมากในสมัยเรียน จนถึงบัดนี้ยังจำฝังใจไม่หายกับการขนเสื้อผ้ากันหนาว ผ้าห่ม หนังสือ ไปแจกเด็กบนดอย ด้วยการเดินที่เหนื่อยจนกรดในกระเพาะไหลย้อน กับกิจกรรมการเล่นดนตรีรอบกองไฟให้ชาวบ้านบนเขาฟังพร้อมเด็กๆในตอนกลางคืนซึ่งถึงแม้จะเหนื่อยมากแต่ก็ประทับใจ และยังหาโอกาสไปแบบเดิมอีกครั้งยังไม่ได้เลย
      ถ้าไปตอนนี้ คงเป็นลมสลบบนดอยแหงๆ กับการที่ต้องเดินข้ามป่าข้ามลำธารไปในครั้งนั้น

      ฮืม....แบบนี้นี่เอง โอกาสที่เอื้ออำนวยให้กับการเดินทางมันง่ายขึ้น ทำให้ผู้คนพร้อมใจกันตัดสินใจที่จะเดินทางออกจากบ้านไปเพื่อใช้เงิน ภายใต้การขนส่งของเจ้ามังกรเหล็กที่กำลังเคลื่อนตัว ตัวนี้
     
      ภาพที่ผมเห็นในเวลานี้ มันมากกว่าความคิดที่จะไปถึงจุดหมายเพียงอย่างเดียว ในระหว่างการเดินทาง ผมยังเห็นวิถีชีวิต ครอบครัว ความรักของเพื่อนมนุษย์ ความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  และความเห็นแก่ตัว กับอีกหลากหลายชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไปในสังคมที่ต้องกระเสือกกระสนอยู่ทุกวันนี้
     
      มันอาจเป็นการใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการเดินทาง แต่ผมก็สามารถสัมผัสได้ถึงน้ำใจของเพื่อนร่วมโลกเดียวกัน
      ผมเริ่มเคลิ้มไปกับบรรยากาศแห่งมิตรภาพ ซึ่งถ้าไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นกับผมอาจนั่งน้ำลายยืดคนเดียวก็ได้

      จนกระทั่ง........การเดินทางซ้อนการเดินทางอีกครั้งของผมก็เริ่มขึ้น เมื่อผมตัดสินใจย้ายตู้นั่ง เพื่อลุกให้กับสุภาพสตรีพร้อมบุตร ที่ดูท่าทางอ่อนล้าเหมือนกับเดินมาแล้วหลายตู้

     ใช่....
     ผมได้รับมิตรภาพนี้มา ผมก็ต้องให้กับคนอื่นต่อๆไป ผมคิดพร้อมกับแบกเป้อันสุดเท่ห์ไม่แพ้เจ้าของของผม แล้วทำการเคลื่อนตัวไปบริเวณด้านหน้า โบกี้แรกๆที่ผมสังเกตจากตอนขึ้นมาจากด้านนอกด้วยความคาดหวังว่า น่าจะพอมีที่นั่งหรือยืนได้แบบสบายๆบ้าง

      ระหว่างทางเดินไป ผมก็เดินสวนกับผู้คนที่กำลังเดินไปโบกี้หลังเหมือนกัน แต่ที่น่าแปลกคือ ไม่มีใครถามใครว่าตู้ด้านหลังนั้นมีที่เพียงพอหรือเปล่า
      ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า มนุษย์เรายังคงเดินทางค้นหาไปยังสถานที่ใหม่เพื่อหาโอกาสใหม่ๆเสมอ ไปยังที่ ที่เราไม่เคยไป ไม่รู้จักดีพอ....
หรือว่า สถานที่เหล่านั้นทำให้เราเกิดความหวังและเพิ่มพลังในการสร้างสรรค์ที่มากขึ้นอีกเท่าทวีคูณ
      ยิ่งเดินขึ้นไปหน้าๆขบวน คนก็ยิ่งแน่น ยิ่งผ่านบันไดทางขึ้นลงรถ คนก็ยิ่งคับคั่งแออัด เหมือนกับจะลงเลยในบัดเดี๋ยวนั้น คนแน่นจนแทบจะไม่มีพื้นที่ให้วางฝ่าเท้าเพื่อพยุงตัว

     เวอร์ไปรึเปล่า...

      เปล่าครับเปล่า มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมเองก็อยากที่จะเขียนให้สนุกๆสบายๆ แต่อารมณ์มันพาไปประมาณนี้ก็เลยต้องเลยตามเลย
      ผมตัดสินใจที่จะฝ่าวงล้อมเข้าไปเพราะเห็นตู้ข้างหน้าคล้ายๆกับจะโล่งๆไม่มีผู้คนมากเหมือนกับตู้ที่ผ่านมา อย่างน้อยก็มีที่ยืนแบบสบายๆ
      เมื่อก้าวขาลงสัมผัสตู้ๆนี้...ความรู้สึกผมก็แปลกไป เมื่อได้พบความจริง ความจริงของรถไฟฟรีขบวนเดียวกันแต่ต่างตู้เท่านั้นเอง

      เปล่า….
      ผมไม่ได้เปลี่ยนมาเล่าเรื่องรถไฟผีสิง
      ตู้รถขบวนนี้ผมคาดว่าคงเป็นตู้ด้านหน้าต่อจากตู้นี้ด้วย คงเป็นตู้ที่กลุ่มนักศึกษาได้จองไว้เพื่อพากันไปออกค่ายทำอะไรสักอย่าง หรือการท่องเที่ยวที่มีแต่รุ่นพี่กับรุ่นน้อง ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มที่ผมสังเกตเห็นในตอนแรกที่มีป้ายบอกอย่างชัดเจนว่ากำลังจะไปทำอะไร บริจาคที่ไหน ไม่งั้นผมจะรู้เหรอ
    
      แต่กับกลุ่มนี้ ไม่มีอะไรบอกเลย นอกจากความสดใหม่ของวัยทีน
      ผมเริ่มมีความหวัง ความฝันของผมเป็นจริงแล้ว โอ้..แม่เจ้า
       อย่างน้อยก็ยืนข้างๆวัยทีนที่สดใสรุ่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าผมจะเกาะอยู่ปลายสุดแล้วก็เหอะ แต่เพื่อนผมบอกว่า ผมน่ะเข้าสู่อีกวัยแล้ว แต่ผมยังไม่ยอมเชื่อมัน
       แต่ก็นั่นแหละ ความฝันกับความจริงของชีวิต บางครั้งมันเหมือนกับเส้นขนานที่ไม่มีทางบรรจบกัน
       เมื่อผมต้องมาหยุดและสิ้นสุดการเดินทางอยู่ที่ชายร่างใหญ่ แต่มีหัวใจและการแต่งตัวเป็นหญิง ด้วยชุดนอนเหมือนอยู่ในหอพัก พร้อมผ้าโพกหัวและครีมพอกหน้าที่คาดว่าจะอุดมไปด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ กระชับรูขุมขนบนใบหน้า เพื่อใบหน้าที่ใสปิ้งในวันรุ่งขึ้น

      อุ๊แม่เจ้า........เธอช่างร้อนแรงซะเหลือเกิน

      กับปฏิกิริยาที่เธอทำกับคุณป้าคนนั้น ทำให้ผมสลดใจกับวัยทีน
      เธอรีบขยับร่างอันสูงใหญ่ของเธอให้เต็มพื้นที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในพื้นที่บนเบาะนั่งโดยสารที่สามารถนั่งได้สามคนตามหมายเลขบนเบาะ แต่ที่ผมนั่งอยู่ตู้ที่ผ่านมาสามารถนั่งได้ห้าคนรวมที่พักแขน แต่ตอนนี้เธอนั่งกันแค่สองคน พร้อมกับขยายร่างและเหยียดแขนไปวางตรงที่พัก แบบไม่ให้ป้าได้เอาก้นไว้พักร่างที่หนักสัมผัส แม้กระทั่งที่พักแขน
      หรือว่ามันจะจริงอย่างที่เพื่อนผมพูด ว่าผมน่ะเลยวัยนี้ไปตั้งนานแล้ว
     
      ภาพที่ผมเห็นต่อมาคือ ภาพที่ผู้คนพากันยืนอยู่อย่างหลวมๆ บริเวณทางเดิน ไม่มีใครกล้าล่วงเข้าสู่โลกส่วนตัวของพวกเขาได้ ต่างจากตู้ที่เดินผ่านมาที่แน่นจนไม่มีที่จะก้าวเดิน
      บริเวณเบาะนั่ง บรรดาวัยทีนทั้งหลายก็นั่งกันอย่างหลวมๆสบายๆ นั่งบ้าง นอนบ้าง บางที่มีการปูผ้าอย่างดีเหมือนกับตอนที่สมัยเด็กๆเล่นเอาผ้าห่มมาขึงเพื่อสร้างบ้าน นั่งกันไป คุยกันไป เล่นกันไป บางคนเอาไพ่มากางเล่น เสียงดังเจี๊ยวจ๊าวเหมือนห้องเรียน ที่อาจารย์ขาดสอน
     
      จริงจิ๊ง...... ผมไม่ได้โกหก
      โลกทั้งใบเป็นของพวกเขา คนอื่นๆเหมือนเป็นวิญญาณไม่ได้ยืนอยู่บนโลกใบนี้ พวกเขามองไม่เห็นคนที่แออัดยัดเหยียดกันและมิตรภาพเฉพาะหน้าแบบเพื่อนมนุษย์ ที่เราสมควรมีให้กัน
     
      มังกรเหล็กกลายเป็นกิ้งกือยักษ์ทันที
      เจ้ากิ้งกือยักษ์ตัวนี้ เหมือนกับพาหนะที่เป็นของเล่น ที่นำพาพวกเขาและเพื่อนๆไปยังจุดหมายปลายทางเท่านั้นเอง
       ระหว่างพาหนะที่เปรียบเสมือนมังกร กับกิ้งกือ ช่างต่างกันในการเห็นคุณค่าจริงๆ
      ผู้คนที่อัดแน่น เบียดเสียด ยัดเหยียดต่างมองเข้าไปในโบกี้นี้เหมือนกับกำลังมองดูรายการเรียลลิตี้โชว์ โดยมีผมยืนทำหน้าเอ๋อๆอยู่ตรงกลาง

      กูพลาดอีกแล้ว......ผมคิด
     
      ไม่ว่าใครจะเดินผ่าน จะยืนเพื่อรอให้เรียกนั่งด้วย เหมือนป้าคนนั้นที่ยืนรอสบตาวัยมหัศจรรย์ของประเทศนี้อยู่ หาได้ผลไม่..เพราะเขา....ไม่สนใจ
      ต่างกับโบกี้ที่ผมสัมผัสเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งมิตรภาพเมื่อกี้ โบกี้ที่เต็มไปด้วยชนชั้นที่ถูกคนบางกลุ่มมองว่าชนชั้นล่าง แต่วิธีคิดและการกระทำกลับดูสูงส่งเหลือเกินในแง่มนุษย์ชาติ
      ระหว่างโบกี้ที่ดูอบอุ่น กับโบกี้ที่เราเข้าไปแล้วดูเหมือนเป็นส่วนเกินทำให้บางครั้งอดคิดไปไม่ได้กับความคิดของกลุ่มคนที่เรียกว่า คนยุคใหม่ในยุคนี้

      ใช่ซิ..คนยุคใหม่อารยะธรรมสูง
      
       ......(เหรอ).........
     
      กับกล่องทรงสี่เหลี่ยมเหมือนกัน แหล่งอาศัย ที่เรียกว่าแฟลต หรือคอนโดที่อยู่กับที่ ไม่ได้เคลื่อนไหวไปไหนแบบนี้ บางคนอาศัยอยู่มาตั้งนานยังไม่รู้จักคนข้างห้องที่มีพนังกั้นห้องใช้ร่วมกันเลย แม้แต่น้ำใจอันน้อยนิดกลับหาได้ยากเย็นนัก
      ในใจผมอยากเดินเข้าไปเพื่อเคาะกะโหลกเป็นรายหัว เพื่อเป็นฮีโร่สักครั้งในชีวิต แต่ก็กลัวโดนกระทืบกลับ อีกอย่างไม่ได้เอาชุดแปลงร่างมาด้วย จึงต้องหยุดคิดไป
       อยากจะเปลี่ยนเป็นฉุดแขนน้องนักศึกษาหน้าตาดีคนนั้นไป เพื่อดูงานบริเวณโบกี้ที่ผมสัมผัสเมื่อกี้ แล้วแนะนำให้เขากลับมาเป็นผู้นำให้เพื่อนๆทำตามและเห็นดีเห็นงามไปกับการแบ่งปัน ให้กับเพื่อนร่วมเดินทางแบบฟรีๆ ที่รัฐบาลจัดให้ประชาชนชาวไทย

       แต่..ก็ได้แต่คิด เพราะความจริงกับความปรารถนากึ่งๆฝันมันเป็นได้ แค่เส้นขนาน
       ในเมื่อความเป็นจริงในตอนนี้ ชายร่างใหญ่ใจหญิงคนนั้นกำลังจ้องหน้าผมเขม็ง
    
      ...........ไปก็ได้วะ....................ผมคิด
       ตอนนี้ผมต้องตัดสินใจถอยเหมือนกับคนอื่นๆที่ผมเดินสวนมาตั้งแต่ตอนแรก
       พลางคิดไปว่า ทำไมเราไม่ถาม
       ทำไมเราไม่รออยู่ตรงนั้น
         ทำไม...ๆๆๆๆๆ
       เพราะอีกแค่ไม่กี่สถานีบางคนก็ลงแล้วแต่มาตู้ที่มากันเป็นกลุ่มแล้วลงปลายทาง โอกาสที่เราจะได้นั่งก็เท่ากับศูนย์

       หลายๆครั้งกับชีวิต ที่เราตัดสินใจที่จะเดินไปข้างหน้าแล้วสุดท้ายก็ต้องย้อนกลับมาที่เดิมพร้อมกับรอยแผลและประสบการณ์ เรามักมานั่งถามตัวเองว่า ทำไม...
       สถานีต่อไปสถานี......

       ปิ๊ง!!!
      ใช่.......อีกแล้ว
       สถานีแห่งชีวิต คนเราแม้การเดินทางที่ความหวังหรือเป้าหมายต่างกัน แต่ก็คงไม่หยุดไม่ได้ในสถานีที่ต้องจอด ตั้งแต่ ขึ้นขบวนรถไฟแห่งชีวิตมา สถานีแรกคือการเกิด เดินทางต่อมาที่การเรียน จนมาถึงสถานีการทำงาน จอดที่สถานีครอบครัว แวะที่สถานีความแก่ และหยุดที่สถานีสุดท้ายปลายทางคือความตาย
       ทุกคนต้องจอดสถานีเดียวกัน มันมีอยู่แค่นี้ เมื่อคิดถึงสถานีที่จอดและสถานีปลายทางก็ได้แต่ปลงๆ
      
       แต่ชีวิตใช่ว่าจะขาดสีสัน
        เพราะในระหว่างการเดินทางไปแต่ละสถานีนั้นช่างมีความสุขซะเหลือเกิน ถ้าเราคิดจะเก็บเกี่ยวมันไว้ ถึงแม้จะมีทุกข์ปนมาบ้าง แต่ก็นี่แหละมันคือการเดินทาง และเสน่ห์ของชีวิตไม่ใช่อยู่ที่ปลายทาง แต่มันอยู่ที่ระหว่างการเดินทางต่างหาก
จริงๆด้วย
       ผมเลยวัยทีนแล้ว ผมเลยสถานีนี้ไปตั้งนานแล้ว ถึงแม้จิตใจผมยังวนเวียนอยู่กับภาพระหว่างทางของสถานีนี้อย่างไม่รู้ลืมก็ตาม  แต่ความจริงกับความฝันที่ไร้เหตุผลก็เป็นเพียงเส้นขนานอยู่ดี เพราะความจริงในตอนนี้เรากำลังเดินทางไปสถานีต่อไป ไปยังสถานที่ไม่เคยไป และต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น
       เรากำลังเดินทางสู่วันพรุ่งนี้ วันที่เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเป็นอย่างไร เพียงแต่เตรียมตัวให้พร้อมที่จะเจอกับเหตุการณ์ต่างๆ โดยพร้อมที่จะสู้ และตั้งรับกับมันอย่างรื่นเริง บันเทิงใจ  เหมือนกับการเดินทางไปเที่ยวผับเพื่อคาดหวังว่าจะได้เจอกับสาวๆ และสุดท้ายก็พกแห้วกลับบ้านมาเต็มกระเป๋า จนที่สุดเราก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องแห้วอย่างหาตัวจับได้ยาก
       บางครั้งก็เหมือนกับมองออกไปที่นอกหน้าต่างรถเพื่อเก็บภาพที่สวยงามแห่งการเดินทางไว้ในความทรงจำตลอดไป ในแต่ละสถานี
แปดชั่วโมงกับการเดินทางกับเจ้ามังกรเหล็กที่บรรทุกเอาความฝันและความหวังของผู้คนมาเต็มขบวนของผมในครั้งนี้ ผมได้พบกับอีกหลายๆคำถามที่ยังสงสัย และในขณะเดียวกันก็ได้รับหลายๆคำตอบในวิถีแห่งการเป็นมนุษย์ของชนกลุ่มหนึ่ง
      
       ความคิด ณ ช่วงเวลาหนึ่งกับความเป็นจริงอีกช่วงเวลา
      
       ความแตกต่างของตู้รถไฟทั้งสองตู้ในขบวนเดียวกันนี้ ตู้หนึ่งเต็มไปด้วยมิตรภาพในการเดินทางกับผู้คนแปลกหน้า กับอีกตู้ก็เต็มไปด้วยมิตรภาพส่วนตัวเฉพาะกลุ่มที่ใช้อย่างผิดที่ ผิดเวลา
       ตลอดขบวนรถไฟอันยาวเหยียดนี้กับการแบกรับภาระความฝัน ความคาดหวังของชาวบ้านธรรมดาๆ ทั้งการใช้ความคิดสร้างสรรค์ภายใต้สภาวะที่ต้องรับความกดดันด้วยกัน ซึ่งทุกคนก็สามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างลงตัว ทำให้ผมเห็นถึงความสำคัญของรถไฟฟรีขบวนนี้มากขึ้นกว่า การเดินทางแบบชีวิตปรกติประจำวัน จะเพื่อการท่องเที่ยว ทัศนะศึกษา หรือการกระตุ้นการใช้จ่ายจากภาครัฐ
       สำหรับผมแล้วกล่องสี่เหลี่ยมหลายๆใบที่เชื่อมต่อกันนี้ มันคือมังกรที่แบกรับขนส่งความมุ่งหวังของทุกคนทั้งสองขา
      
       ไม่ใช่ขาผม ขาใคร หรือใครขาดขา….
       
       แต่มันคือการเดินทางทั้งขาขึ้นและขาล่องมาในทุกๆวันซึ่งบรรจุมาเต็มขบวน
       สำหรับบางคนมันอาจเป็นแค่กิ้งกือยักษ์ที่นำพาไปสู่เป้าหมายใด เป้าหมายหนึ่งเท่านั้นเอง
       “ช้าฉิบ...... คราวหลังไม่มาแล้ว แม่งช้าไปสองชั่วโมง” ผมแอบได้ยินเสียงคนที่ลงสถานีเดียวกันกับผมบ่นด้วยเสียงอันดัง
      
       ในใจผมคิดสวนกลับไปทันทีว่า “ถึงแม้มันจะช้าไปบ้างสำหรับการเดินทาง แต่...ก็เต็มไปด้วยสาระ และความสนุกสนาน หากเพียงแต่เรามองหามันให้เจอในระหว่างทาง ก็เท่านั้นเอง”






Create Date : 10 กรกฎาคม 2552
Last Update : 25 กรกฎาคม 2552 15:46:31 น. 1 comments
Counter : 407 Pageviews.

 
ชอบเรื่องนี้...
อ่านแล้วเห็นภาพเลย...
อาจเป็นเพราะเคยมีประสบการณ์ร่วม
ที่เคยโดยสารรถไฟแบบนี้มั้ง...หึ หึ


โดย: พี่ตู่ IP: 58.8.62.155 วันที่: 14 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:30:32 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.