Be The Miracle...Be The Almighty
Group Blog
 
All blogs
 

Review: Tokyo Sonata



Tokyo Sonata ภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Jury Prize ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ซึ่งได้ผู้กำกับ Kiroshi Kurosawa ที่เคยทำหนังผีมาแล้วอย่างเรื่อง Kairo ผีอินเตอร์เน็ต ในภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนถึงปัญหาสังคมและในครอบครัวได้อย่างดีเยี่ยม และเข้าใจถึงปัญหาที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ในยามที่ทุกคนต้องการเริ่มต้นใหม่กับชีวิตที่เหลืออยู่ ซึ่งบางคนถึงกับยอมแพ้ไปในที่สุดโดยการปิดชีวิตตนเองและคนที่รัก โดยตัวหนังเรื่องนี้คุมอารมณ์ให้มีความรู้สึกที่แท้จริง ไม่ใช้เพลงประกอบมาช่วยปลุกเร้าอารมณ์ใดๆ หนังจับประเด็น ความลับของคน 4 คนในครอบครัวที่มีปัญหาของตนเองและไม่ต้องการให้ใครรู้ แต่เมื่อความลับถูกเปิดเผย นั่นทำให้เกิดความขัดแย้งจนทำให้สูญเสียกำลังใจ และค้นหาคำตอบว่าจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร พ่อที่ตกงานจนต้องยอมทำงานเป็นภารโรง แม่ที่ต้องคอยอยู่กับบ้าน ทำอาหารเลี้ยงครอบครัว เลี้ยงดูลูกๆและสามี ลูกวัยรุ่นคนโตซึ่งไม่เคยอยู่กับบ้านและก่อเรื่องไปทั่ว และลูกชายเล็กแค่อยากจะเล่นเปียโนเท่านั้น ซึ่ง เคนจิ เป็นเพียงความหวังเดียวของครอบครัวที่ทำให้พ่อและแม่ได้ภูมิใจในความสามารถการเล่นเปียโนได้อย่างอัจฉริยะ

หนังใช้วิธีการเล่าเรื่องชีวิตของคน 4 คน ได้อย่างตรงไปตรงมา เริ่มที่ตัวพ่อเองนั้น ก็เหมือนกับนักธุรกิจทั่วไป มีการงานที่ดีแต่เมื่อต้องถูกปลด เขาก็ไม่แสดงอาการโกรธหรือเศร้าหรืออะไรออกมา ซึ่งเขาพยายามที่จะใช้ชีวิตประจำวันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ให้เงินเดือนภรรยาตามปกติ แต่เขาก็ต้องแอบไปสมัครงานใหม่ และไปรับอาหารกลางวันฟรีแก่ผู้ยากไร้ ซึ่งเขาดูเหมือนจะรันทดกับชีวิตตัวเองอย่างมาก แต่เมื่อเขาได้พบว่า เพื่อนของเขาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน และคนอื่นๆอีกมากมายที่ต้องแก่งแย่งชิงดีกันในการชีวิตที่ยากลำบากในปัจจุบัน เขาก็ต้องยอมรับงานที่เรียกได้ว่าตกต่ำที่สุดในชีวิตของเขา และเขาก็ต้องยอมทำเพื่อตัวเองและครอบครัว และต้องทำโดยที่ไม่ให้คนในครอบครัวรู้เป็นอันขาด ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นเหมือนที่คอยให้กำลังใจเขาอยู่ตลอดเวลาว่าต้องทำเพื่อครอบครัว แต่แล้วเมื่อภรรยาผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับบ้าน ทำอาหาร เธอที่เพิ่งได้ใบขับขี่มาใหม่ๆเพื่อมีไว้อวดและดูโก้เก๋ ใช้แทนบัตรประชาชนของตนเอง แม่ที่มีจิตใจดีงามได้ประสพกับโจรกระจอกๆที่จะมาปล้นบ้าน และได้พบกับพ่อที่กำลังทำงานอยู่ในห้างโดยบังเอิญ ทำให้แม่ได้รู้ถึงสถานะของตัวเองว่ากำลังตกต่ำเหมือนกับโจรกระจอกๆคนนี้นี่เอง นั่นทำให้เธอไม่คิดจะหนีไปจากโจรที่คิดจะทำร้ายเธอ และขับรถไปปลดปล่อยความรู้สึกที่เคยถูกกดดันมาตลอดหลายปี ลูกชายวัยรุ่นคนโตที่ไม่เคยอยู่กับบ้าน ก่อเรื่องตลอดเวลา แต่กลับอยากช่วยประเทศของตนเองให้มีความสุขและชีวิตที่ดีขึ้น เพราะชีวิตที่อาจจะอยากชดเชยกับสิ่งที่ตัวเองได้ก่อเรื่องไม่ดีๆไปทุกที่ โดยการสมัครเข้าร่วมกองทัพสหรัฐฯ และมีอุดมการณ์ที่ต้องการให้ทุกคนอยุ่อย่างมีความสุข เคนจิ ลูกชายคนเล็กที่โดนรังแกจากคุณครูซึ่งตัวเขาเองนั้นไม่ได้ผิด แต่ก็ต้องโดนทำโทษเพราะเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าชี้ให้ว่าเป็นความผิด ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่มีความยุติธรรม แม้แต่ในห้องเรียนเด็กประถมเอง ซึ่ง เคนจิ เลยตอกกลับคุณครูที่ไร้ความยุติธรรมโดยการพูดความจริงที่น่าอับอายขายขี้หน้าให้แก่คุณครู สิ่งที่เคนจิทำลงไปนั้นเหมือนกับการปฏิวัติเล็กๆในห้องเรียน และทำให้เพื่อนๆยกย่องเคนจิอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และ เคนจิ เริ่มอยากเรียนเปียโนในขณะที่เดินกลับบ้านนั้นเอง เคนจิ ได้ขอพ่อและแม่ว่าอยากเรียนเปียโน แต่พ่อกลับปฏิเสธอย่างไร้เหตุผล ซึ่งทำให้เคนจิต้องแอบเอาค่าอาหารกลางวัน ไปจ่ายค่าเรียนเปียโนอย่างลับๆ และทำให้ครูสอนเปียโนค้นพบว่า เคนจิ มีพรสวรรค์ทางด้านเปียโนได้อย่างอัจฉริยะ เมื่อพ่อรู้ความลับ ทำให้พ่อโกรธและทุบตีเคนจิอย่างไร้ความยุติธรรม ทำให้เคนจิฝันสลายไปในที่สุด แต่สุดท้ายเคนจิได้ไปสอบเข้าเรียนโรงดรียนดนตรีในที่สุด และเคนจิได้บรรเลงเพลง Clair de Lune ทำให้พ่อได้ค้นพบความจริงที่สุดแสนจะไพเราะ ทำให้ทุกคนรวมทั้งพ่อและแม่ที่ได้ชมการเล่นเปียโนก็ได้เห็นความเป็นอัจฉริยะของเคนจิอย่างที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน

สังคมทุกวันนี้ ถ้าเราไม่ยอมรับความจริงที่เป็นอยู่ ก็อาจทำให้เกิดปัญหามากมาย ซึ่งทางออกนั้นก็ย่อมมีอยู่เสมอ อยู่ที่เราจะทนและสู้ไปกับมันได้แค่ไหน ผมว่าในเรื่อง Tokyo Sonata เรื่องนี้เป็นบทเพลงของปัญหาชีวิตในสังคมที่ยังคงต้องการกำลังใจที่จะอยู่ต่อไป และเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนสังคมและครอบครัวได้ดีเยี่ยมอีกเรื่องหนึ่งลยทีเดียว

GRADE A




 

Create Date : 28 ธันวาคม 2551    
Last Update : 28 ธันวาคม 2551 0:57:35 น.
Counter : 389 Pageviews.  

Review: โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต



.....จากมุมมองของคนชอบดูหนังผี แต่ไม่กลัวผี

โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต หนังผีสยองขวัญของค่ายหนังอย่าง GTH ซึ่งได้คนเขียนบท โสภณ ศักดาพิษิษฐ์ จาก ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ และ แฝด มารับหน้าที่ทั้งเขียนบทและกำกับเองเป็นครั้งแรกในเรื่องนี้ ซึ่งในเรื่องก็ยังคงเน้นสไตล์บรรยากาศความน่ากลัวไม่แพ้ชัตเตอร์และแฝดเลย แต่ความน่ากลัวที่เน้นให้ตกใจกับเสียงที่ดังและภาพผีเต็มหน้าจอ ซึ่งมันเป็นอะไรที่หลอกกันง่ายไปมั้ย เป็นมุขผีหลอกเดิมๆเกินไปรึเปล่า? ที่เราเคยเห็นในหนังผีทั่วไปหลายๆเรื่อง และในเรื่องก็เล่นมุขผี "จ๊ะเอ๋" เยอะมากจนทำให้ผมรู้ว่าผีจะออกมาตอนไหน ออกมาเมื่อไหร่ และออกมาแค่หลอกคนดูให้ตกใจเล่นแค่นั้นเอง แต่ผมก็ชอบที่ประเด็นเนื้อเรื่องในเรื่องนี้ถือว่ามีไอเดียที่ดีมากและมีเนื้อเรื่องซับซ้อนได้ดีทีเดียว เสียดายที่ไอเดียเหล่านั้นใช้ได้ไม่ค่อยคุ้มเท่าที่ควร ผมว่าปัญหาในเรื่องนี้อยู่ที่บทพูดของแต่ละคน ที่ดูแล้วรู้สึกแปลกๆไม่เป็นธรรมชาติสักเท่าไหร่ ทำให้เราไม่รู้สึกอินกับพระเอก จึงทำให้ผมไม่ค่อยอยากเอาใจช่วยตัวพระเอกว่าจะรอดหรือไม่รอด...

โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต เล่าถึง เชน พนักงานฉายหนังรุ่นน้องตัดสินใจร่วมมือกับ ยอด หัวหน้าห้องฉายแอบซูมหนังผีเรื่อง “วิญญาณอาฆาต” หลังจากที่ เชน ได้ดูหนังเรื่องนี้ก็มีเหตุการณ์สยองขวัญต่างๆเกิดขึ้นกับ เชน จนกระทั่ง ส้มพนักงานเดินตั๋วที่เป็นแฟนเก่าของเชนเค้นจนได้รู้ความจริง ส้มบอกกับเชนว่าหนังผีเรื่องนี้สร้างมาจากเหตุการณ์จริงในอดีต ทั้งคู่จึงตัดสินใจช่วยกันค้นหาคำตอบแข่งกับเวลาว่า ทำไมเหตุการณ์ในหนังผีเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นกับเชน ที่สำคัญพวกเขาจะหยุดมันอย่างไร ก่อนที่เชนจะต้องตายตอนจบเหมือนกับพระเอกในหนังในเรื่อง

หนังสยองขวัญที่ไม่ต้องใช้เหตุผลใดๆมาเป็นตัวตัดสินว่าอะไรที่เป็นไปได้หรือไม่ได้ เพราะหนังผีส่วนใหญ่มีแต่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ อยู่ที่เราจะเชื่อหนังหรือไม่ ซึ่งในเรื่อง โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต ทำให้ผมเชื่อในเรื่องของการอาฆาตแค้นของนักแสดงที่ตายในหนังจริงๆแล้วกลับมาแก้แค้นคนที่ดูหนังของเค้า แต่ผมไม่เชื่อว่า ผีชบา พอฆ่าคนแล้วเอากลับเข้าไปอยู่ในหนังได้ด้วย มันเหมือนกับว่า โลกในหนังกับโลกแห่งความจริงเชื่อมกันอยู่ตลอดเวลา สามารถเข้าออกได้เพราะผี ผมไม่เชื่อตรงนี้ แต่แนวคิดนี้ผมคิดว่ามันมีกลิ่นอายของหนังผีเรื่อง The Ring อยู่บ้างนะ ที่ว่า ใครดูหนังเรื่องนี้จะต้องตาย คล้ายๆแบบนั้นแหละ

สิ่งที่ทำให้ตกใจกลัวผีได้ในเรื่องนี้ ก็เพราะเสียงเอฟเฟ็คท์ดังๆเสียส่วนใหญ่ อีกทั้งยังใช้ตลอดทั้งเรื่องจนไม่มีอารมณ์ร่วมไปเลย เปิดเรื่องมาก็ใส่ทันที ปั้ง! และทั้งเรื่องเหมือนกับว่าพยายามจะหลอกคนดูแบบรัวๆโดยไม่สนใจว่าเราอินไปมากแค่ไหนแล้ว อีกทั้งยังมีมุขตลกบางฉากที่ไม่รู้ว่าตั้งใจทำหรือเปล่านะครับเช่น ตอนที่ เชน เห็นคนแคระสองคนนั่งดูหนังอยู่ นั่นทำให้อารมณ์ที่กำลังอินๆอยู่ ตกฮวบลงไป และต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ ใจจริงแล้วอยากดูหนังเรื่อง "วิญญาณอาฆาต" มากกว่านะครับ เพราะในหนังมันน่ากลัวจริงๆอะ

GRADE C+




 

Create Date : 28 ธันวาคม 2551    
Last Update : 28 ธันวาคม 2551 0:55:24 น.
Counter : 606 Pageviews.  

Review: TROPIC THUNDER



Tropic Thunder [ดาราประจัญบาน ท.ทหารจำเป็น] หนังตลกเบาสมองของพระเอกดาวตลกอย่าง Ben Stiller ที่มาทั้งนั่งแท่นผู้กำกับและนำแสดงในหนังที่เขาเล่นเป็นนักแสดงในหนังเรื่อง Tropic Thunder ของเขาเอง (งงมั้ยล่ะ) เอาใหม่นะ...เรื่องนี้เป็นหนังของ Ben Stiller ที่เขารับบทเป็นพระเอกหนังดัง Tugg Speedman ในหนังที่เขาเล่นเองในหนัง Tropic Thunder ร่วมด้วย Jack Black รับบทเป็น เจฟฟ์ พอร์ตนอย ดาวตลกติดยา และ Robert Downey JR. รับบทเป็น เคิร์ค ลาซารัส นักแสดงเจ้าบทบาทเจ้าของรางวัล 5 ออสการ์ อีกทั้งยังมีนักแสดงดังๆอีกเช่น Matthew McConnaughey และ Tom Cruise รับบทเป็น Producer มือทอง Les Grossman ที่ทำ Make-up จนแทบจะจำหน้ากันไม่ได้ว่าเป็น Tom Cruise

หนังเปิดด้วยโฆษณาเครื่องดื่มบู้ทตี้ เสว็ต ของหนุ่มแร๊พเปอร์ผิวหมึก อัลปา ชิโน่



และตัวอย่างหนัง 3 เรื่อง ผลงานของดาราทั้ง 3 คน ที่ดูแล้วทำให้อยากดูมากกว่า Tropic Thunder ซะอีก
โดยที่เรื่องแรกเป็นผลงานของ Tugg Speedman (Ben Stiller) พระเอกบู๊ชื่อดังจากเรื่อง Scorcher VI: Global Meltdown





อีกทั้งยังแสดงในหนังเรื่อง Simple Jack ที่ถือว่าเป็นหนังที่ห่วยที่สุดในโลกในบทปัญญาอ่อนของ ทัค นั่นเอง

มาอีกคนคือ เจฟฟ์ พอร์ตนอย (Jack Black) ที่นำแสดงในหนังภาคต่อสุดฮิตเรื่อง The Fatties Fart 2 ที่เป็นหนังคนอ้วนสไตล์ของหนัง Eddie Murphy ที่เจฟฟ์ เล่นเองเป็นทุกคนในครอบครัว ซึ่งตัวอย่างนี้เป็นภาคต่อของหนังครอบครัวตลกสไตล์ของเจฟฟ์นั่นเอง



มาอีกเรื่องเป็นหนังของพระเอก 5 รางวัลออสการ์ เคิร์ค ลาซารัส (Robert Downey JR.) นำแสดงในเรื่อง Satan's Alley (วิถีคนบาป) รับบทเป็นหลวงพ่อประกบหลวงพี่ Tobey McGuire ซึ่งเป็นเรื่องราวต้องห้ามของบาทหลวงทั้งสองคน



แค่หนังตัวอย่างทั้ง 3 เรื่องก็ทำให้ต้องฮาก๊ากกันไป ชอบมากๆเลย เพราะมันเป็นการล้อเลียนหนังในวงการฮอลลีวู้ดได้ตรงดี

เปิดเรื่องหนังก็เข้ามาอยู่ในกองถ่ายของเรื่อง Tropic Thunder ที่ดูจะไม่เวิร์คเพราะ ทัค เล่นบทเจ้าหน้ำตาไม่เป็น ผู้กำกับมือใหม่ (Steve Coogan) ได้รับคำแนะนำจากเจ้าของเรื่องว่าควรจับนักแสดงไปปล่อยในสถานที่จริง และใช้กล้องซ่อนไว้เพื่อเก็บภาพจริงๆมาทำเป็นหนังแทน เรื่องราวก็เลยเถิดจนเจอพวกค้ายาจริงๆ ทำให้นักแสดงที่รับบททหารแต่ไม่ได้เป็นทหารจริงๆนั้น ต้องเอาชีวิตรอดออกจากพวกกลุ่มค้ายาสุดโหดอย่างเลี่ยงไม่ได้ หนังทำได้ออกมาบู๊แอ๊คชั่น ที่ดูสนุก มันส์ตามสไตล์ Hollywood ได้อย่างดีเยี่ยม เป็นหนังที่ดูแล้วไม่ต้องคิดอะไรมาก Ben Stiller ยังคงเล่นมุขแรงๆ เจ็บๆ แต่ละมุขที่ใช้ค่อนข้างเป็นมุขที่กัดคนในวงการบันเทิง Producer หนังที่สนแต่เงิน นักแสดงที่สนแต่รางวัล นักแสดงที่น้อยใจกับการแสดงและหันไปเล่นยา นักแสดงที่แอ๊บแมน ผู้จัดการที่เป็นคนคอยเอาใจใส่ดูแลนักแสดง ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นมุขกัดๆที่อยู่ในหนังเรื่องนี้
โดยรวมแล้ว Tropic Thunder เป็นหนังที่ดูฮา สนุก และมันส์อย่างแน่นอน แต่บางมุขสำหรับบางคนอาจจะไม่เก็ท ไม่ฮา ไม่เข้าใจ เพราะคงต้องติดตามในเรื่องราวของวงการฮอลลีวู้ดหรือดาราอย่างต่อเนื่อง ถึงจะเข้าใจทุกมุขที่ถูกใช้เล่นในหนังเรื่องนี้

GRADE B+




 

Create Date : 22 กันยายน 2551    
Last Update : 22 กันยายน 2551 13:31:32 น.
Counter : 1118 Pageviews.  

Review: The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor



The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor ภาคต่อจากหนังสุดฮิต The Mummy และ The Mummy Returns กลับมาในภาคนี้ซึ่งเปลี่ยนทั้งผู้กำกับและนางเอก อีกทั้งยังเปลี่ยนคอนเส็ปท์ของความเป็นหนังมัมมี่ทั้งสองภาคแรกไปอย่างสิ้นเชิง ในภาคนี้ได้ผู้กำกับ Rob Cohen (xXx, Stealth, The Fast and the Furious) มานั่งแท่นผู้กำกับแทน Stephen Sommers จากมัมมี่ทั้งสองภาค และยังได้นางเอก Maria Bello มารับบทเป็น เอฟเวอริน แทน Rachel Weist อีกทั้งยังได้นักแสดงดังจากฝั่งเอเชีย Jet Li มารับบทเป็นมัมมี่ในภาคนี้อีกด้วย จากการเปลี่ยนแปลงทั้งคนแสดง ผู้กำกับ รวมไปถึงคอนเส็ปท์หนัง ทำให้มัมมี่ภาคนี้กลับมาโดยที่เน้นเอาแต่ความมันส์และความบันเทิงเต็มรูปแบบ เนื้อเรื่องที่ยังคงดำเนินต่อจากภาคที่แล้ว แต่ขาดอารมณ์การผจญภัยของหนังสไตล์มัมมี่ไปอย่างสิ้นเชิง

The Mummy ในภาคนี้ ครอบครัวโอคอนเน็ลต้องมาปราบมัมมี่กันอีกครั้งในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นตำนานมัมมี่ครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทั้งองค์จักรพรรดิมังกรซึ่งถูกสาป และอเล็กซ์ ลูกชายคนเดียวของตระกูลโอคอนเน็ลซึ่งได้ค้นพบสุสานจักรพรรดิมังกร แต่แล้วมีกลุ่มทหารคอมมิวนิสต์ที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ ซึ่งอยากที่จะสร้างอำนาจให้แก่ตัวเอง โดยมีแผนการที่จะปลุกชีพจักรพรรดิมังกรขึ้นมาเพื่อให้ได้ครองโลก หนังเต็มไปด้วยความโกลาหลอย่างสุดโต่ง มีทั้งฉากสงครามมัมมี่ ปืนกล ปืนสั้น ปืนพก มีดพก ดาบ ระเบิด ประทัด พลุ ทุกอย่างล้วนสร้างความสนุกสนานแบบตูมตามได้เต็มที่เลยทีเดียว หนังเล่าเรื่องไปอย่างรวดเร็วมาก แทบไม่มีสิ่งลึกลับน่าค้นหาเหมือนภาคก่อนๆ ภยันอันตรายที่ยังไงก็เดาได้ว่าตัวเอกก็ต้องรอดอยู่วันยังค่ำ แต่จะให้มนุษย์ธรรมดาสู้กับจักรพรรดิที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ก็กระไรอยู่ ทางฝั่งพระเอกของเราจึงมีผู้ช่วยเหลือบ้างคือ ผู้ที่ต่อต้านองค์จักรพรรดิและอยู่อย่างเป็นอมตะมานานนับ 2,000 ปี แม่นางซื่อหยวน (Michelle Yeoh) ผู้ที่ร่ายมนต์สาปองค์จักรพรรดิอันชั่วร้าย ได้ปลุกชีพกองทัพนักโทษที่ถูกฝังอยู่ใต้กำแพงเมืองจีน เพื่อมาสู้กับกองทัพนับแสนขององค์จักรพรรดิมังกร แต่สู้ไปก็ไม่มีใครตาย เพราะล้วนแต่เป็นมัมมี่กันทั้งนั้น หัวใจหลักอยู่ที่ เมื่อองค์จักรพรรดิสิ้นชีพ ทุกอย่างก็จะจบสิ้น ริคแค่ต้องใช้มีดสั้นวิเศษแทงทะลุหัวใจขององค์จักรพรรดิเป็นพอ

จาก 2 ภาคแรกที่ผ่านมา เรารู้แล้วว่าการไล่ล่ามัมมี่เป็นอย่างไร ในภาคนี้จึงได้แต่ไล่ล่าเพียงประเด็นเดียวคือการสังหารองค์จักรพรรดิมังกรให้ได้ เสน่ห์ของมุขที่ใช้ในภาคแรกแทบไม่มีเหลืออยู่ กับการลุ้นกับการอ่านอักษรอักขระพิเศษ เพื่อเป็นมนต์ร่ายเวท โดยนางเอก เอฟเวอริน (ภาคนี้เอฟเวอรินได้แปลตั้งหนึ่งประโยคจากอักษรจีน), เสน่ห์ความลึกลับของมัมมี่ที่หายไป, กับดักกลไกต่างๆที่มีแค่ในฉากแรกเพียงเท่านั้น นอกนั้นคือการไล่ล่า ต่อสู้ ระเบิดตูมตาม สงครามอันยิ่งใหญ่ และการเอาชนะมัมมี่ ในฉากจบเรื่องก็ไม่มีอะไรน่าสนใจหรือแปลกใหม่กว่าสองภาคแรกเลย ดูจะแย่กว่าสองภาคแรกไปด้วยซ้ำ โดยรวมของ The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor เป็นหนังที่ดูเพื่อความบันเทิงในแบบเก่าๆและไม่ต้องคิดอะไรมาก ใครที่คาดหวังว่าจะได้รับความรู้สึกผจญภัยค้นหาความลึกลับแบบอียิปท์โบราณ ขอบอกได้เลยว่า ไม่มีอะไรที่ลึกลับเลยในเรื่องนี้!

GRADE C




 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 31 กรกฎาคม 2551 22:22:08 น.
Counter : 456 Pageviews.  

Review: The Dark Knight



The Dark Knight อัศวินรัตติกาล ภาคต่อสุดยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ที่ดูมีความเป็นคนมากที่สุด จากการกำกับโดย Christopher Nolan (Batman Begins, The Prestige, Memento) ในภาคนี้ได้มีฉากการทำลายล้างสุดยิ่งใหญ่ และการลองใจกับมนุษย์ในเรื่องของความดีและความชั่ว โดยวายร้ายที่มีอารมณ์ขำแบบโหดเหี้ยมอย่างสุดโต่ง นั่นก็คือ Joker มาเป็นผู้ที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเราทุกวันนี้ ในภาคนี้ได้มีการเล่นกับทางเลือกของจิตใจของมนุษย์ และสังคมที่ซึ่งมนุษย์อยู่กันอย่างหลอกลวงกับการตีสองหน้า โจ๊กเกอร์เปรียบเสมือนจิตใจที่เลวทรามของมนุษย์ที่สามารถทำได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องวางแผน คิดจะทำอะไรก็ต้องได้ดั่งใจคิด และผู้ที่มาปราบเหล่าร้ายก็คือแบทแมน เป็นผู้ที่อยู่นอกกฏหมายแต่มีศีลธรรมที่เป็นตัวกำหนดว่าใครควรอยู่หรือตาย ฮาร์วี่ เด้นท์ คือตัวแทนของบุคคลที่เรียกได้ว่าเป็น คนดีของสังคม หรือเป็นฮีโร่ที่เป็นที่พึ่งของสังคมได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนย่อมมีจุดอ่อนเป็นของธรรมดา

ในแต่ละฉากของ The Dark Knight มีความเท่ห์และดูดีอย่างไร้ที่ติ และมีการพัฒนาการขึ้นอย่างมากจากภาคที่แล้ว ฉากระเบิดโรงพยาบาล ฉากไล่ล่าบนถนนด้วยแบทพ็อด และอีกหลายๆฉากที่ผมดูแล้วเรียกได้ว่า เจ๋ง ในสายตาของผม บทสนทนาที่ดูเท่ห์ และมีแฝงคติที่เรียกได้ว่าสะท้อนสังคมปัจจุบันทุกวันนี้ได้อย่างเฉียบขาด ตัวละครของโจ๊กเกอร์ซึ่งนำแสดงโดย ฮีธ เลดเจอร์ ผู้ซึ่งล่วงลับไปแล้ว แสดงได้ร้ายกาจและกวนอารมณ์อย่างสุดๆ และเป็นบทวายร้ายดูเด่นกว่าตัวเอกแบทแมนเสียอีก เรียกได้ว่าเป็นเพราะโจ๊กเกอร์ที่ทำให้แบทแมนภาคนี้ดูมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งตัวละครอย่าง ฮาร์วี่ เด้นท์ หรือ ทูเฟส ที่ทำให้ดูเพิ่มสีสันความน่าสนใจไปไม่มากก็น้อย ในส่วนของ แม็กกี้ จิลเลนฮาลในบท เรเชล, ไมเคิล เคน และ มอร์แกน ฟรีแมน ที่เป็นได้แค่ส่วนช่วยให้เรื่องราวดำเนินไปย่างมีรสชาติมากขึ้น ถึงแม้จะเป็นตัวละครที่ไม่มีความสำคัญมากนักในภาคนี้ แต่ก็เป็นตัวละครที่ไม่สามารถขาดไปได้เลย

The Dark Knight ยังคงเน้นที่ความสมจริงของเนื้อเรื่องและแต่ละฉากที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม ความเป็นแฟนตาซีที่ไม่มีเหลือไว้เหมือนอย่างภาคต้นฉบับที่เคยทำออกมาแล้วหลายภาค หนังเน้นที่อารมณ์ความเป็นดราม่าสูงและสะท้อนถึงจิตใจคนและสังคมปัจจุบันอย่างเด่นชัด โนแลนคิดถึงการใส่ความเป็นมนุษย์ที่มากขึ้น และเนื้อเรื่องที่เข้มข้นกับการเล่นอารมณ์กับการตัดสินใจของตัวละครในหนังและผู้ชมที่คอยลุ้นอย่างสุดระทึกได้อย่างไม่น่าเชื่อ หลายสิ่งที่ โนแลน ทำออกมาในภาคนี้ทำได้น่าประทับใจอย่างมาก แต่การแก้ไขสถานการณ์หรือการคลี่คลายปมในภาคนี้อาจจะดูง่ายไปนิด ไม่มีสิ่งที่ทำให้หลายๆคนต้องเซอร์ไพรซ์ไปกับวิธีการปราบวายร้ายของเรื่อง แต่นี่ก็คงไม่ใช่ข้อบกพร่องที่ดูแล้วน่าเกลียดเลยซะทีเดียว แต่ถ้าสามารถคลี่คลายปมได้เจ๋งกว่านี้ที่ทำให้ดูแล้วต้องอึ้ง! The Dark Knight ก็อาจเป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ดูแล้วน่าจดจำไปอีกนาน แต่โดยรวมแล้วแบทแมนภาคนี้ถือได้ว่าเป็นหนังซัมเมอร์ที่ยอดเยี่ยมประจำปีนี้เลยทีเดียว

GRADE A




 

Create Date : 18 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 18 กรกฎาคม 2551 11:37:09 น.
Counter : 267 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

Valentine's Month


 
OaterALMIGHTY
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Live my Life as a Movie.
Friends' blogs
[Add OaterALMIGHTY's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.