Suicide Squad แก๊งงงๆของนักโทษฉกรรจ์


ก่อนจะเริ่มการรีวิวหนังปนบ่นๆ ต้องขอขอบพระคุณ เว็บ revu.net ก่อน

ที่ส่ง Gift Voucher ของMajor Cineplex

มาให้ จากกิจกรรม best reviewer เดือนมิถุนายน 




แต่เราดั๊น ได้ตั๋วอีก จากกิจกรรมรีวิวหนังเรื่อง Suicide Squad 

ทีนี้ก็เลยเอาตั๋วที่มีอยู่ ใช้ดูวันแรกที่เข้าฉายไปเลย ปลอดสปอยล์ขั้นสุด

จริงๆช่วงนี้หนังน่าดูก็ต้องเรื่องนี้แหละ ถึงจะไม่ได้ตั๋วอีกใบเราก็จะดูเรื่องนี้ละ 

(เพราะคนพาไปดูก็อยากดูเรื่องนี้เช่นกัน 555)


ปกติเราก็ดูหนังที่ Major Cineplex อยู่แล้ว 

เพราะเป็นโรงหนังเจ้าเดียวที่มีสาขาใกล้บ้านเราที่สุด (Major Cineplex Rangsit)

และครอบครอง บัตร M gen student จำนวน 1 ใบ(บอกทำไม) 

ซึ่งควรต้องทำอะ ไม่งั้นค่าตั๋วเกินงบในกระเป๋าแน่นอน 

เพราะยังไงก็ต้องได้ดูหนังเรื่อยๆอยู่แล้ว มีคนลากไปดูบ่อย

ซึ่งมันดีตรงที่เสียค่าสมัครสมาชิกหนเดียว ช่วยลดกันยาวๆ 


แถมตอนนี้บัตร m gen รวมกับ บัตร m cash ในใบเดียวด้วยนะ

ไม่ต้องพกสองใบให้หนักกระเป๋าแล้วด้วย ใครยังไม่สมัครก็ไปสมัครกันได้

(อันนี้เขาไม่ได้ให้โปรโมทด้วยนะ อยากพูดเอง ถือว่าบอกข่าวสารกัน)


ทีนี้ก่อนเราจะไปดูก็พยายามหาเช็ครอบหนังก่อนอะ เป็นพวกโรคจิต กลัวโรงเต็มไรงี้

ก็ไปเช็คในเว็บจ้า แล้วเพิ่งรู้ว่าเขามีแอพพลิเคชั่นเพื่อเช็ครอบหนัง ไว้เปิดในมือถือแล้วด้วย

ค้นคำว่า Major movie plus ใน play store (android) หรือ apple store (ios) ก็เจอแล้ว

มีแอพใน Microsoft store ด้วยอะ ชาว Windows phone ก็ไม่พลาดนะ ขอบอก

อันนี้คือหน้าตาแอพในแอนดรอยด์ เอามาให้เห็นกันพอกรุบกริบ 

แอพฟรีนี่โฆษณาไม่เด้งจนน่าเกลียดก็ถือว่าโอเคละ




แนะนำนิดนึงว่าจองวันต่อวันดีกว่า เพราะจองล่วงหน้า โรงหนังจะแสดงว่าโรงฉายมีน้อยกว่าวันฉายจริง

เพราะทางโรงหนังยังไม่ได้จัดตารางละมั้ง อันนี้ก็เดาเอง ไม่ได้รู้อะไรภายในของเขาหรอก

ซึ่งตอนแรกเราก็ตื่นตูมมากอะ ว่า ทำไมไม่มีซาวนด์แทรค พอไปดูที่โรง ก็อ๋อเลย




กลับมาที่รีวิวหนังดีกว่า Suicide Squad (2016) เป็นหนังจากค่ายDC 

ซึ่งเขียนและกำกับโดย David Ayer ผู้กำกับคนดัง คนเดียวกับที่เขียนเรื่อง Fast and Furious (2001)

และเขียน,กำกับ เรื่อง Fury (2014) ซึ่งได้ IMBb สูงถึง 7.6/10 คะแนน


แสดงนำโดย  Will Smith รับบทเป็น Deadshot พ่อนักแม่นปืนหนวดเข้ม 

 Jared Leto รับบทเป็น Joker หรือ Mr.J คู่ปรับตลอดกาลของ Batman 

 Margot Robbie รับบทเป็น Harley Quinn ดาวร้ายตัวแสบ คู่ขวัญ ของ Joker

Joel Kinnaman รับบทเป็น Rick Flag ทหารหนุ่มผู้ควบคุมทีม Suicide Squad  

 Viola Davis รับบทเป็น Amanda Waller สาวใหญ่ตำแหน่งตัวเป้งในรัฐบาล

Jai Courtney รับบทเป็น Captain Boomerang หนุ่มออสซี่ที่ใช้บูมเมอแรงเป็นอาวุธ

Jay Hernandez รับบทเป็น El Diablo พ่อหนุ่มรอยสักเต็มตัวที่มาพร้อมกับพลังไฟบรรลัยกัลป์

 Adewale Akinnuoye-Agbaje รับบทเป็น Killer croc 

หนุ่มร่างยักษ์ตัวหนาล่ำบึกที่มีผิวขรุขระเหมือนจระเข้

และ Cara Delevingne รับบทเป็น แม่มดโบราณ Enchantress


เรื่องย่อ

เป็นการกล่าวถึงบรรดาเหล่าร้ายที่ได้รับโอกาสจากทางรัฐบาลในการไถ่โทษจากการทำวีรกรรมชั่วร้ายในอดีตที่พวกเขาก่อไว้ โดยการ(จำใจ)ต้องมาปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายที่มีโอกาสรอดน้อยนิดร่วมกัน เพื่อแลกกับการลดหย่อนโทษและอิสรภาพที่พวกเขาจะได้รับจากการไม่ต้องถูกจำคุกตลอดชีวิต




ตอนดูเทรลเลอร์ครั้งแรก ก็งงๆนะภาพตัดเร็วตามสไตล์เทรลเลอร์หนังทั่วไปอยู่แล้ว

แต่น่าดูเพราะฮาร์ลีย์ควินน์นี่ละ ชอบดูอะไรที่มีผู้หญิงแบบร้ายๆ แซ่บๆ อยู่แล้ว

เพราะบุคลิกและแฟชั่นนางเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดมาก มีลุคแต่งหน้าจากบล็อคเกอร์ต่างๆ ให้ดูเพียบ 

ตั้งแต่ช่วงที่เทรลเลอร์ออกมา จนถึงตอนนี้ที่หนังเข้าโรงแล้วก็ตาม

ส่วนหนุ่มๆก็คงอยากดูหุ่นแซ่บๆของ มาร์ก็อต ร็อบบี้ ที่อกเป็นอก ก้นเป็นก้น แน่ๆ


ทางด้านโจ๊กเกอร์ก็เป็น จาเร็ด เลโต้ ด้วย เป็นหนุ่มฮอตที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่ผลงานยังเริ่ดตามไปด้วย

แค่ดูเทรลเลอร์ก็ดูจิตสุดๆ น่าดูว่าจะสูสีกับปรมาจารย์โจ๊กเกอร์รุ่นเก่าๆมั้ย


ฉากแอคชั่นอะไรก็ดูตูมตามอลังการ แม้ภาพจะออกโทนดาร์คๆก็ตาม 

แถมมีมุกตลกนิดๆด้วย คิดว่าเรื่องนี้ DC น่าจะมาถูกทาง


พอดูจนจบ สามารถให้คะแนนได้ละ เราให้ 7.5/10

ให้คะแนนเยอะหน่อยตรงเพลงที่ใส่มา คนที่คอเพลงสากลอยู่แล้วอาจจะคุ้นๆหูกัน แต่เราไม่ใช่ไง

เราคิดว่าเพลงมันออกมาโอเคลงตัวเข้ากับสถานการณ์นะ ถึงเว็บวิจารณ์จะบอกว่าสักแต่ยัดเพลงดังๆมา

แต่เราก็ไม่ได้อะไรอะ เพลงประกอบในหนังที่ดี คือฟังแล้วมันเข้ากับสถานการณ์ในหนังก็โอเคแล้วอะ


ฉากซีจีต่างๆก็ออกมาเนียนตาดี ข้าวของที่ตัวร้ายทำให้เสียหาย ก็มีความ creepy ดูแล้วดาร์ก

มุมกล้องไม่ส่ายจนปวดหัวถึงแม้จะไม่มีมุมแปลกๆให้ว้าว แต่ก็ถือว่าผ่านละ


ตัวละครมีบางตัวที่เล่นแล้ว หืม.. แต่ก็ไม่ได้อะไรมาก เพราะตัวอื่นก็เล่นได้ดีมาก

ชมมาร์ก็อต รอบบี้ ที่ทำให้ ฮาร์ลีย์ ควินน์ ในการ์ตูนหลุดมาอยู่ในภาพยนตร์ได้

มีท่าทางสะดิ้งๆแบบตัวตลกสาวที่แสดงออกมาตลอด แม้จะไม่ใช่ฉากเด่นของตัวเอง 




และถ้าผู้หญิงที่ดูแล้วไม่คิดเยอะแบบเรา ต้องหลงรักโจ๊กเกอร์ภาคนี้แน่ๆ

คือนางโรแมนติกนะ ถึงร้ายก็รักอะ เข้าใจฟีลฮาร์ลีย์ ควินน์ ที่หลงโจ๊กเกอร์หัวปักหัวปำ 

ถึงแม้จะมีคนคิดเยอะคอยเบรก บอกว่า โจ๊กเกอร์ทำอย่างนั้นอย่างนี้เพราะเห็นแก่ตัว

(อันนี้ไม่ได้สปอยล์นะ ก็รู้ๆกันอยู่ ว่าโจ๊กเกอร์เป็นคนยังไงอะนะ)

แต่ไม่รู้อะ ชอบไปแล้ว 5555 




อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือคาร่า ที่รับบทเป็นแม่มดโบราณ ที่ไม่โผล่ให้เห็นในเทรลเลอร์เลย

แต่ออกเยอะกว่าที่คิดนะ แฟนคาร่าไปดูไม่ผิดหวังแน่นอน


เนื้อเรื่องคนข้างๆบ่นว่า ตัดฉากในเทรลเลอร์ออกเยอะเหมือนกัน

แต่ส่วนตัวเราคิดว่าก็ยังสนุกอยู่ อาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้ดูเทรลเลอร์ครบทุกอัน


DC เริ่มมีการแทรกฉากดราม่า กับฉากตลกได้ถูกจังหวะ 

ฉากแอคชั่นไม่ยาวและเอื่อยจนเกินไป

แบบเรื่อง Bat vs Sup ซึ่งเก่งมากที่ทำให้จากคนที่ไม่เคยหลับตอนดูหนังโรงเลยสามารถหลับได้


แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่สมเหตุสมผลนิดหน่อย 

โผล่มาแบบ อะไรเนี่ย อย่างนี้ก็ได้เหรอ นี่แหละหักเยอะเพราะข้อนี้เลย 

รู้สึกว่าหนังสักเรื่องทุกอย่างมันต้องมีเหตุผลที่รับกัน ไม่ใช่อยู่ๆก็โผล่มางี้ 

ถ้าตัวหนังไม่ได้เป็นแนวอย่างงั้นอยู่แล้วอะนะ


พยายามเขียนให้ปลอดสปอยล์ที่สุดแล้ว 

หากเผลอสปอยล์ตรงไหนสามารถคอมเมนท์เพื่อบอกกันได้นะคะ 

ขอบคุณที่เข้ารับชมบล็อกนี้ค่ะ 







Create Date : 05 สิงหาคม 2559
Last Update : 5 สิงหาคม 2559 2:13:52 น.
Counter : 456 Pageviews.

0 comment
[ไม่สปอยล์] The Great gatsby พ่อหนุ่มบ้ารัก





 เคยอ่านหนังสือฉบับภาษาอังกฤษเรื่องนี้มาก่อน เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา ในวิชาการอ่าน 
ได้ออกความคิดเห็นกับอาจารย์ผู้สอนไว้ด้วย ว่าน้ำเน่า 
เลยทำให้เกือบพลาดตัวหนังที่น่าสนใจเรื่องนี้ไป

เราดูของปี 2013 ที่ลีโอนาโด ดิคาปริโอแสดง 
ขอแสดงความยินดีย้อนหลังกับออสการ์ จากเรื่อง The revenant นะคะ
ตอนนั้นในทวิตเตอร์โคตรสนุกเลย ไทม์ไลน์มีแต่ภาพและจิฟพี่แก

ตอนจบของในหนังกับในหนังสือมันแอบจะไม่เหมือนกันนิดนึงด้วย 
เนื้อหาในหนังสือนั้นทำให้เรามองหนุ่มนักรักอย่างแกสบี้ แย่ลงนิดหน่อย

แต่พอมาดูฉบับภาพยนตร์แล้ว ด้วยความสวยงามของโพรดัคชั่น ที่ให้เห็นถึงช่วงชีวิตที่รุ่งโรจน์ 
ไปจนถึงช่วงเวลาที่ไม่น่าจะโดดเดี่ยวที่สุดในชีวิต อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน
 ก็ทำให้เราอินไปกับมัน แต่ก็ไม่ได้พีคถึงขั้นสุด

จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้ล้วนใช้เม็ดเงิน ซึ่งเชื่อว่าปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่
เป็นหนังที่ถึงตัวฉากจะเป็นยุค 1920s แต่ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ไม่เก่าเลย
มันยังเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นได้จริงๆ

ด้วยความที่คนเขียนบทความเป็นผู้หญิงเนาะ ก็มองทั้งผู้หญิงที่ในเรื่องที่เด่นๆ ล้วนผอมสูง 
แถมตัดผมสั้นเน้นให้เห็นความผอมเข้าไปอีก 

ทำให้แอบคิดว่าหุ่นทรงนั้นเป็นค่านิยมของคนยุคนั้นหรอ
และเริ่มรู้สึกผิดกับขนมที่กำลังเคี้ยวระหว่างดูขึ้นมา
(แต่มีหุ่นบึบบับอยู่คนนึง แถมมีสัมพันธ์สวาทกับหนึ่งในตัวละครหลักด้วย 
ถ้าเห็นโปสเตอร์อีกแผ่นก็น่าจะพอเดาได้)

ส่วนชุดนี่ไม่ค่อยได้สังเกตดีเทลชัดเพราะภาพตัดเร็วอยู่ แต่ก็สวยแหละ 
ส่วนใหญ่จะเป็นเดรสโชว์แขนรัดรูป แต่ที่มีเกือบทุกชุดแน่ๆคือเครื่องหัว 
จะด้วยผ้าพันคอราคาแพงกว่าชุดคนเขียนทั้งชุด หรือกิ๊บเพชรระยิบระยับ 
ก็ต้องมี ช่วยให้ผมสั้นๆติดคอของตัวละครหญิงในเรื่องดูไม่เรียบเกินไป

ส่วนทางด้านตัวละครฝ่ายชายก็ทำผมปาดเนี้ยบ ใส่สูท รองเท้าขัดมันวาบ
เวลาออกไปข้างนอกก็สวมหมวก เพราะด้วยรถที่เปิดประทุนแทบทุกคันในเรื่อง 
ยกเว้นฉากนึงที่มีฝนตกอะนะ รถถึงมีหลังคาให้ 5555   

เราชอบมากยุคที่แต่งตัวแนวๆนี้ ยังอยากให้สมัยนี้มีแต่งงี้
แต่อากาศบ้านเราไม่น่าจะอำนวยให้ 

มีเพลงนึงที่เราเคยฟังมาก่อนชมภาพยนตร์เรื่องนี้ 
ซึ่งหนังมันก็ตั้งนานแล้วแหละ แต่เราประวิงตัวเองตั้งนาน จนดูช้ากว่าใครเขา
ด้วยความที่เราติดตามวงการเพลงเกาหลีใต้ เราเลยได้ดูการแสดงนี้



และเพิ่งมารู้ต้นฉบับจากการทำบทความนี้เอง 555



พอไปดูเพลย์ลิสต์นี่มันหนังรวมเพลงเพราะของนักร้องตัวเป้งทั้งนั้นเลยนะเนี่ย 
ลองไปหาเพลย์ลิสต์ฟังดูได้ นี่เขียนไปก็ฟังไป มีแต่เพลงดีๆทั้งนั้น

ลองไปหาหนังดูกันได้ เป็นหนังที่แค่ดูงานภาพ 
พร้อมๆกับฟังเพลงที่มีแอบตื๊ดด้วยนะแต่ก็ติดกลิ่นย้อนยุคอยู่ ก็เพลินแล้ว 
เนื้อเรื่องเดาได้ไม่ยาก มั้ง ไม่รู้นะไอ้เราก็เคยอ่านหนังสือมาก่อน 
แต่ก็ทำให้ได้มุมมองใหม่ๆ ทั้งๆที่เคยอ่านหนังสือมาก่อนแล้ว ก็ถือว่าหนังประสบความสำเร็จแหละ







Create Date : 05 กรกฎาคม 2559
Last Update : 5 กรกฎาคม 2559 8:10:07 น.
Counter : 404 Pageviews.

0 comment
[สปอยล์][Re-write ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้จำไม่ได้] The lobster นี่มันฮังเกอร์เกมของคนโสดชัดๆ






เห็นชื่อเรื่องนี้ ความรู้สึกแรกเลย หนังทำอาหารป่ะวะ แต่ไม่ใช่แฮะ
ช่วงที่มาใหม่ๆนี่ค่อนข้างเป็นกระแสชาวฮิปสเตอร์เลยทีเดียว
แต่เราก็อืดอาดไม่ยอมดูอยู่นาน จนวันนี้ก็ได้ดูในที่สุด
นี่เอาจริงลองไปดูมันก็ไม่ได้ดูยากขนาดนั้นนะ
เพราะโดยส่วนตัวเป็นคนเกลียดหนังพูดยาวเรื่อยเปื่อย
ถ้าไม่ปังจริงนี่อย่าหวังว่าคุณจะได้ไปต่อ

บทความนี้เหมาะสำหรับคนขี้เกียจดูหนัง

และไม่ต้องการการตีความใดใด เพราะกระทู้พันทิบของคนอื่นได้ทำหน้าที่นั้นแล้ว ไปหาเพิ่มเอาเอง

เริ่มต้นมา ก็แบบงงๆ ไรวะ เลยแวบไปทำอย่างอื่นเรื่อยเปื่อยเลย ไม่ได้สนใจดูละเอียดก็ว่างั้น
จนกระทั่งมีช่วงนึงได้ยินเสียงผู้หญิงมาสัมภาษณ์คุณลุงหนวดพระเอกของเรา

เลยแว้บกลับมาดู เขาก็ถามนู่นนี่นั่น จนตอนแรกเรานึกว่าพระเอกมาสมัครบริการหาคู่
เออซึ่งใกล้เคียงนะ แต่ในเรื่องโหดร้ายกว่าตรงพอแยกทางกับเมียปุ๊บ
ยังไม่ทันน้ำตาไหล ถ้าตดก็คงไม่ทันหายเหม็น โดนลากให้หาใหม่เลยนี่สิ
(ไอ้ตรงนี้ไม่รู้นะ มโนเอา)

ดูๆไปเรื่อยๆ เชี่ย นี่มันสถานที่ล้างสมองให้ต้องรีบหาคู่ใน45วัน
ทุกๆเช้าจะมีการเตือนว่าวันที่เท่าไหร่แล้วนับถอยหลังกันไป
ถ้าครบแล้วยังหาคู่ไม่ได้ก็ต้องเข้าห้องเปลี่ยนตัวเองเป็นสัตว์ที่ตัวเองเลือกไว้เอง
ซึ่งพี่พระเอกของเราเลือก ล็อปสเตอร์ ตามชื่อเรื่องนั่นเอง

กิจกรรมที่นั่นที่เด็ดๆเลยก็สัมมนาว่าด้วยมีคู่ดีกว่าโสด ที่จะมีละครสาธิตบนเวที
และก็เกมล่าคนโสดที่หลบหนีออกจากเมืองเข้าป่า มีปืนให้ไปยิงคนโสด

ซึ่งถ้ายิ่งล่าได้เยอะก็ยิ่งต่อเวลาจากสี่สิบห้าวันให้มากขึ้นได้

และสุดๆคือส่งเมดเอาก้นมาถูๆตรงนั้นผู้ชาย
เพื่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศ มีแรงกระตุ้นให้อยากหาคู่มากขึ้น
เพราะที่นี่มีกฎห้ามช่วยตัวเองด้วย ใครช่วยตัวเองจะโดนเอามือนาบเครื่องปิ้งขนมปัง
(อันนี้ลองคิดดูขำๆว่าถ้าเป็นของผู้หญิงคงส่งบริกรชายมาใช้นิ้วให้มั้ง)

แล้วมนุษย์ทุกคนคือหน้าตายเหมือนหุ่นยนต์กันไปหมด ชุดก็ต้องใส่เหมือนกันไปหมด

ผู้ชายนี่ยังไม่เท่าไหร่ แต่ผู้หญิงใส่เดรสลายเดียวกัน แถมเชยอีก ก่อการร้ายทางแฟชั่นชัดๆ


จุดเปลี่ยนคือพระเอกจีบยัยโหดคนนึงที่ยอมแกล้งทำอาหารติดคอตายเพื่อดูปฏิกิริยาของพระเอก
(ตอนดูฉากนี้แรกๆแอบงงนิดนึงว่าทำไมพระเอกไม่ช่วยวะ
แต่ลืมไปว่าหนังเรื่องนี้ใช้สามัญสำนึกของคนทั่วไปไม่ได้)

พอเห็นว่าพระเอกไม่ช่วย นางเลยตัดสินใจเป็นคู่รักกัน
ซึ่งคู่รักนั้นต้องได้รับการทดสอบก่อนจะออกไปที่เมืองใช้ชีวิตปกติได้

เรื่องนี้มีฉากเซ๊กส์ด้วยนะ แต่เป็นฉากเซ๊กส์เพียงหนึ่งเดียวของเรื่องไร้ซึ่งความอีโรติกใดใด
เพราะพอพระเอกส่งเสียงคราง คู่นอนก็มองแรงจนพระเอกฉุกคิดได้ว่าต้องแกล้งโหดต่อ

ด้วยความที่พระเอกต้องแอ๊บโหดเพื่อให้ยัยโหดชอบ
พระเอกก็ต้องพิสูจน์ความโฉดเพิ่มด้วยการเตะเด็กโชว์สาวไปอีก

เด็กนี่เป็นลูกของคนรู้จักคนนึงที่เคยสตอว่ามันเดินขากะเผลก เมียเก่าก็เดินขากะเผลก
(หนังเรื่องนี้เน้นเรื่องคุณลักษณะที่ต้องมีเหมือนกันของคู่รักมาก)
เลยเตะเด็กให้ขากะเผลกด้วย ตาลุงนี่เขาร้ายจริงๆนะคะคุณ

แต่เช้าวันนึง ยัยโหดนี่ ฆ่าหมา (หมานอนจมกองเลือดเลย ลายเดียวกับตุ๊กตาแฟนตูด้วย สลดมาก)
ซึ่งเป็นพี่ชายของพระเอกที่เคยมาที่ค่ายนรกนี่ แต่หาคู่ไม่ทันสี่สิบห้าวัน
เลยโดยกลายสภาพให้เป็นหมา

พระเอกก็หนีเข้าห้องน้ำไปร้องไห้
ยัยโหดก็ตามมาบอกขอเลิกอย่างสะใจ และวิ่งออกไปแจ้งเจ้าหน้าที่

พระเอกก็แค้นสิทีนี้ ตามแล้วยิงเลยจ้า
โดยได้ความช่วยเหลือของเมดสาว ซึ่งเป็นไส้ศึกของพวกคนโสดที่อาศัยแบบหลบๆซ่อนๆในป่า

ซึ่งเมดขอให้พระเอกยิงนางเพื่อความแนบเนียนในการหลบหนี (เป็นนี่นี่คิดไม่ทันนะเนี่ย)
ยัยโหดที่ตายแล้วก็โดนลากเข้าห้องแปลงสภาพเป็นสัตว์
แต่ในหนังเขาไม่ได้บอกว่าเป็นสัตว์อะไร 
ส่วนพระเอกก็วิ่งเข้าป่าตะเลิดตะเลิง ได้นอนใต้ต้นไม้หนึ่งคืน

วันต่อมา ไปเจอพวกคนโสดในป่าที่สภาพการแต่งตัวนี่อารมณ์ประมาณกองโจรก็ไม่ปาน 
ช่วยเหลือไว้ รับเข้ากลุ่มคนโสดในป่า ได้รับอุปกรณ์ประทังชีพต่างๆ มีกฎประจำกลุ่มด้วย 
ซึ่งพีคที่กฎของกลุ่มนี่แหละ มีหลักๆคือห้ามจีบคนในกลุ่ม 
และยังต้องขุดหลุมไว้ฝังศพตัวเองล่วงหน้า ต้องพร้อมตายตลอดเลยว่างั้น
อารมณ์เหมือนซื้อโลงศพเตรียมไว้ให้ตัวเอง หรือไม่ก็คิดแพลนว่างานศพจัดยังไงอะ 

แล้วกิจกรรมในกลุ่มนี้ หลักๆเลยคือทำให้พวกคู่รักในโรงแรมแตกกัน
ซึ่งภารกิจแรก พระเอกขอหัวหน้าเองเลยนะ ว่าอยากไปเจอคู่รักที่มันไปเตะเด็กเขา
ทีนี้พระเอกไปถึงก็เล่าความสตอของผู้ชายคนนั้น ว่าไม่ได้เลือดกำเดาไหลง่ายเหมือนคู่รักของตน
(เน้นย้ำอีกครั้งว่า หนังเรื่องนี้เน้นเรื่องคุณลักษณะที่ต้องมีเหมือนกันของคู่รักมาก)

พอผู้หญิงรู้เรื่องนางก็นิ่งไป ขนาดอีเด็กเปรตตะโกนให้ไล่พระเอกไป เอามีดแทงเลยก็ได้
นางก็ยังนิ่ง พระเอกเลยเดินจากไปอย่างชิลๆ

เนื่องจากภารกิจลุล่วงไปได้ด้วยดี จึงต้องมีงานเฉลิมฉลอง
ซึ่งในงานเลี้ยงของคนโสดนี้ เนื่องจากเสียงดังไม่ได้เพราะอยู่แบบหลบๆซ่อนๆในป่า
ทุกคนจึงได้รับเอมพีสามกับหูฟังตั้งแต่เริ่มเข้ากลุ่ม 
งานเลี้ยงนี้จึงเป็นการเสียบหูฟังและแยกย้ายกันเต้น
(และท่าเต้นเมดแม่มพีคเหี้ยๆ ชนิดที่เอาไปเต้นในผับแล้วเป็นดาวเด่นผับแน่นอน)

อยู่ๆไปสักพักพระเอกก็ไปต้องตาต้องใจกับสาวเจ้าคนนึง ซึ่งทั้งคู่ก็แอบคบกันในกลุ่มจนได้
 ยัยผู้หญิงคนนี้เป็นเจ้าของเสียงบรรยายในหนัง ตั้งแต่ต้นๆ
อารมณ์ประมาณนางเขียนไดอารี่อะ ซึ่งไดอารี่ถูกพบโดยหัวหน้า

ซึ่งก็ทำให้ทั้งสองโดนลงโทษ
โดยนางเอกโดนหัวหน้าหลอกว่าจะพาไปทำเลสิก แต่ทำให้ตาบอด แต่ตาบอดจริงมั้ยไม่รู้
แถมหลอกให้นางเอกฆ่าเมดสาวเท้าไฟสเต็บอัพตัวโปรดตูอีก โถ่

ด้านพระเอก นางหัวหน้าก็ให้พระเอกขุดหลุมกับมือ เอาตัวลงไปนอน แล้วเอาดินกลบตัวเอง
บิ้ลด์กันขั้นสุด แต่ไม่ลงโทษแบบคู่อื่น ที่โดนเฉือนปากหรืออะไรแฮะ
หรือหัวหน้าคิดว่า คู่นี้มันร้ายกว่าที่คิด เลยวางแผนซ้อนแผน ให้มันแตกกันเอง ว่ากันไป

มาถึงจุดนึง พระเอกพานางเอกหนีเข้าเมือง ทุลักทุเลสุดเพราะนางเอกตาบอด
แต่ก็หนีมาได้สำเร็จ

หนีมานั่งในร้านอาหารแห่งนึง ทีนี้พระเอกที่แม่มหมกหมุ่นมาทั้งเรื่อง ที่เมียนอกใจ 
เมียนางก็ใส่แว่นมั้ง พระเอกก็ใส่แว่น คือสายตาสั้นทั้งคู่ว่าง่ายๆ
เลยคิดเอาเองว่าชู้คงสายตาสั้นเหมือนกัน

และทีนี้พระเอกก็มาชอบนางเอกได้เพราะรู้ว่านางเอกสายตาสั้น แต่ใส่คอนแทคเลนส์
พอนางเอกตาบอด อีพระเอกก็คิดว่าฉันไม่มีจุดไหนเหมือนเธอแล้ว เลยขอบริกรให้หยิบมีดมาให้
และเดินพุ่งไปที่ห้องน้ำ แล้วภาพก็ตัดกลับมาที่นางเอก ที่หันขวับตอนบริกรมาเสิร์ฟน้ำ

หนังก็เลยคล้ายกับจบปลายเปิดว่า พระเอกมันจะทำให้ตัวเองตาบอดปะวะ 
และ นางเอกมันตาบอดจริงปะวะ ประการชะนี้แล

ไม่รู้จะให้คะแนนยังไง ให้ไม่เป็น ก็ดูเพลินดี มันก็ไม่ได้ดูยากขนาดนั้น
ดูแล้วมันทำให้กลับมาคิดเลย ว่าตัวเองเนี่ยมีแฟนเพราะอยากดูแลเขาจริงๆ 
หรือ เพราะสังคมกดดัน
ส่วนคนโสดก็คงถามตัวเองได้ว่า อยากโสดขวางโลกเฉยๆคิดว่ามันเท่ดี 
แถมได้เหน็บแนมพวกมีคู่ว่าเดี๋ยวมึงก็เลิกกันด้วย
หรือโสดเพราะชอบความอิสระจริงๆ ตามนั้น จบ





Create Date : 22 มิถุนายน 2559
Last Update : 5 กรกฎาคม 2559 8:10:32 น.
Counter : 266 Pageviews.

1 comment

กินจนอุ๋ง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้วค่ะ