ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Bloggang treranan.com

ถ้าคุณไม่ลอง 'ก้าว' จะไม่มีวันรู้เลยว่า 'ข้างหน้า' เป็นอย่างไร

ยิ่งบทเรียนยากขึ้น 'เท่าไหร่' ถ้าเราผ่านมันไปได้เราก็จะยิ่ง 'เก่งขึ้น' เท่านั้น

จุดที่ต่ำสุดของ 'ชีวิต' ที่ทุกคนมีโอกาส 'ประสบ' ..เป็นได้ทั้ง 'จุดจบ' และ 'บทเรียน' ที่ดี

อย่ากังวลกับสิ่ง ที่ยังมาไม่ถึง แต่ให้ คำนึงถึง สิ่งที่ 'กำลังทำ'

หนทางยาวไกลนับ 'หมื่นลี้' ต้องเริ่มต้นด้วย 'ก้าวแรก' ก่อนเสมอ

มารู้จักกับเรากันก่อนนะ...Treranan.com

เราเป็นฟรีแลนซ์ที่รักในงานและอาชีพ ทุกชิ้นงานเราเต็มใจทำ สรรค์สร้างออกมาเพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุดและ ในการทำงานนั้นก็ต้องมีหลักเกณฑ์ มีข้อตกลง มีความชัดเจน เพื่อสร้างความมีบรรทัดฐานในการผลิตชิ้นงานแต่ละชิ้นออกไป เรายินดีให้บริการโดยการทำงานนั่นจะเน้นถึงความต้องการของลูกค้าและหลักการทำงานที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ลูกค้าอย่างแท้จริง มีบริการหลังการขายในทุกบริการ "ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเว็บไซต์หลังจากส่งมอบแล้ว ฟรี!! หรือจะเป็นการโปรโมทเว็บไซต์ให้ฟรี 3 เดือน" สิ่งสำคัญที่ทำให้เราแตกต่างคือ สามารถตรวจสอบการทำงานได้ออนไลน์ มีการขั้นตอนการทำงานชัดเจนเป็นระบบ ระยะเวลาการทำงานที่ทำให้ลูกค้าสามารถกำหนดแผนงานได้ เราเป็นฟรีแลนซ์ที่ทำงานออนไลน์ตัวจริง ตอบเมลล์เร็ว ตอบไลน์ว่องไว ไม่ขาดการติดต่อเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า เราจะไม่มีวันทิ้งงานแน่นอน

ฟรีแลนซ์บริการออกแบบเว็บไซต์(Web design) โปรไฟล์บริษัท(Company Profile) ตัด CSS และงานกราฟฟิค

Valentine's Month


 
สมาชิกหมายเลข 938363
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ออกแบบจัดทำเว็บไซต์

- รับจดโดเมนและโฮสติ้ง
- รับออกแบบเว็บไซต์ ทำเว็บไซต์
- รับออกแบบเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์
- รับตัด CSS + HTML + SCRIPT

โปรโมทเว็บไซต์

- รับทำโฆษณาเฟสบุค Facebook
- รับทำโฆษณากูเกิ้ล Google
- รับโพสต์เว็บบอร์ด Webboard

ออกแบบโปรไฟล์บริษัท Company Profile

- รับตัดต่อ VDO พรีเซนต์บริษัท
- รับถ่ายภาพสินค้าและสถานที่
- รับทำโปรไฟล์บริษัท ออกแบบโปรไฟล์
- รับออกแบบโบว์ชัวร์ แผ่นพับ

ปรับปรุงเว็บไซต์

- บริการแต่งร้านค้าออนไลน์
- บริการลงข้อมูลสินค้า
- บริการดูแลแก้ไขปรับปรุงเว็บไซต์
- บริการลงข้อมูลเว็บไซต์

ออกแบบกราฟฟิค

- บริการออกแบบนามบัตรและพิมพ์
- บริการออกแบบตามความต้องการ
- รับออกแบบโบว์ชัวร์ แผ่นพับ
- ออกแบบโลโก้
- ออกแบบแบนเนอร์

TOP
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add สมาชิกหมายเลข 938363's blog to your web]
Links
 

 

Sitemap คืออะไร?

พูดง่าย ๆ ก็คือ แผนที่เว็บไซต์เราเนี้ยล่ะ แต่เราไม่ได้ทำไว้เพื่อให้เราดูเอง แต่เป็นการทำเพื่อให้เจ้า Search Engine เข้ามาเก็บ URL เราไป ซึ่งมันก็มีผลต่อการทำ SEO นั่นเอง

เครื่องมือการสร้าง XML SITEMAP

1. //www.xml-sitemaps.com/
2. //www.sitemaps-builder.com/
3. //xmlsitemap.com/create-sitemap/
4. //www.auditmypc.com/xml-sitemap.asp

จากนั้น ดาวน์โหลดไฟล์ที่ได้จากเครื่องมือการสร้าง XML ในรูปแบบไฟล์ AAA.XML อัพโหลดเข้า Host ของเว็บไซต์เรา

1. สำหรับผู้ที่ยังไม่มีบัญชี Gmail ต้องสมัครก่อนนะ
2. เข้าไปที่  //www.google.com/webmasters/tools/?hl=th

07_1

3. Add website เราลงไป
4. ป้อนชื่อ URL เว็บไซต์เรา  จากนั้นคลิกที่ Link เว็บไซต์

07_2

5. ไปที่เมนู การเพิ่มประสิทธิภาพ >> Sitemap
6. คลิกส่ง Sitemap




 

Create Date : 06 ตุลาคม 2558    
Last Update : 6 ตุลาคม 2558 11:20:17 น.
Counter : 263 Pageviews.  

7 วิธี ทำ SEO ง่าย ๆ

1. การทำ Search Engine ฟังเหมือนง่าย แต่ยากที่จะทำ แต่เป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้คนเข้าเว็บไซต์ของเราได้เยอะที่สุดและดีที่สุด เพราะ 80% นั้นคนที่เข้าเว็บไซต์ของเรามาจาก Search Engine กันทั้งนั้น โดยการทำ เว็บไซต์ให้ Google รู้จักนั้น มีดังนี้

1.1 ใส่ Keyword ใน Title ของหน้าเว็บ การใส่ keywords ใน title นี้จะช่วยทำให้ Search Engine ต่างๆ รู้ว่า เว็บเราทำเรื่องเกี่ยวกับอะไร มีผลกับการทำ adsense ด้วยนะ เพราะโฆษณาที่ปรากฏนี้จะอ่านจาก title นี้เป็นสำคัญทีเดียวตัวอย่างการใช้งาน :[title] keyword หลัก , keyword รอง , keyword อื่นๆ [/title] เป็นต้น

1.2 การใส่ Key Word ที่ต้องการในส่วนด้านบนของเว็บไซต์และการเน้นด้วยตัวหนาใส่ keywords ที่เราต้องการให้ระบบของ google จับไปว่า เว็บไซต์ของเราทำเรื่องเกี่ยวกับอะไรนั้น ก็ควรใส่ keywords นั้นๆ เป็นตัวหนา เป็น head1 head2 ยิ่งดีนะ เพราะ พวก search Engine ที่เข้ามาเก็บข้อมูลนั้นจะได้เข้ามาได้ง่ายๆ และรู้ว่า ทั้งเว็บนี้คือเรื่องอะไรตัวอย่างการใช้งาน : [H1] Keyword [/h1] หรือ [H2] Keyword [/H2] ตัวอย่างการใช้งาน : [BODY][B] Keyword [/B][/BODY]

1.3 หลีกเลี่ยงการออกแบบเว็บไซต์ด้วย Flash หรือรูปภาพเยอะ ไม่มีตัวหนังสือการทำเว็บไซต์ด้วยการมี flash หรือรูปภาพล้วนๆ นั้น Search Engine ต่างๆ เมื่อเข้ามาถึงเว็บไซต์เราแล้ว จะอ่านไม่ออกนะ ดังนั้น หลีกเลี่ยงการใช้ flash หรือรูปภาพ มีได้บ้างเล็กน้อย แต่อย่าทำทั้งเว็บ เพราะ Search engine มันอ่านได้แต่ตัวอักษรหรือ html ปกติเท่านั้น

1.4 หลีกเลี่ยงใช้ออกแบบเว็บไซต์ด้วยเฟรม การใช้เฟรม ก็เป็นการออกแบบเว็บไซต์อีกแบบที่ Search Engine อ่านข้อมูลในเว็บไซต์เรา แล้วไม่เจอ ดังนั้น หลีกเลี่ยงการใช้นะ

1.5 ใช้ keyword ที่บริเวณ ลิงค์เชื่อมโยงมาตรฐาน (Standard Text Link) คือการเชื่อมโยงในลักษณะ การใช้ Text link เป็นตัวเชื่อมโยง แล้วแทรก Keyword ผสมเข้าไปด้วยตัวอย่างการใช้งาน : [a href=//www.basicstep.blogspot.com/] Keyword [/a]

1.6 ควรตั้งชื่อไฟล์รูปภาพ และใส่คำอธิบายให้กับภาพการตั้งชื่อไฟล์รูปภาพ และการใส่คำอธิบายให้กับภาพนั้น มีผลมากๆ กับการทำ AdSense เพราะระบบของ google จะวิ่งมาจับแม้กระทั่งชื่อรูปภาพที่เราใส่ลงไปด้วยนะ ว่าในเว็บเราเป็นเกี่ยวกับเรื่องอะไร เช่น เปิ้ลทำเรื่องดูดวง รูปภาพก็ควรเป็น horoscope-1.jpg เป็นต้น ไม่ใช่ ใช้ image1.jpg ค่ะ และเน้นย้ำรูปภาพด้วย keywords ซ้ำ ด้วย Alt ตัวอย่างการใช้งาน : [img src="//bg4.bloggang.com/images address" alt="Keyword"]

1.7 จด Domain name ด้วย Keyword (Domain name register)การใช้ Keyword หลักของเว็บในการจด Domain name นั้นหากทำได้ดีถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว เพราะระบบ AdSense จะมองที่ domain เป็นสำคัญตัวอย่างการใช้งาน :

2. การเพิ่ม link เป็นหลักสำคัญมากอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้มีคนรู้จักเว็บไซต์ของเรา โดยที่การเพิ่ม link มีอยู่ 2 แบบ คือ การแลกลิงค์ (Link Exchange) และ การทำ one way link การแลกลิงค์ (Link Exchange) ก็อย่างที่เราทราบๆ กันดีนะว่า ส่งไปขอให้เว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรา ส่ง link มาให้เรา และทางเว็บไซต์ของเราเองก็ส่ง link กลับไปให้ทางเว็บไซต์ของเขาด้วยเช่นกันส่วนการทำ one way link นั้น ถ้าแปลกันตรงๆ ก็คือ ทำ link ทางเดียว ด้วยการที่ ทำอย่างไรก็ได้ ให้เขาส่ง link ให้เรา แต่เราจะไม่ส่ง link กลับไปให้ทางเว็บไซต์นั้นๆ ที่ส่งมาให้ เช่น การที่เว็บของเรามีเนื้อหาที่ดี ก็จะมีบางเว็บไซต์นำ link ของเราไปติดที่เว็บไซต์ของเขา โดยที่เราไม่ต้องร้องขอค่ะ ซึ่ง link ที่ได้มานี้ จะทำให้เว็บเราได้รับคะแนนจาก google ดีขึ้น และช่วยในการทำ SEO เป็นอย่างดีทีเดียว

3. การทำ E-mail Ads นั้น ก็คือ การทำโฆษณาผ่านทาง e-mail นั่นเอง แต่ส่วนใหญ่เมล์ลักษณะนี้ เป็นลักษณะของการทำ spam mail ซะส่วนใหญ่ ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ เท่าที่ควร ถ้าเราไม่ทำการ spam mail แล้วล่ะก็ การทำ e-mail ads นั้น ถือว่า เป็นการโปรโมทเว็บไซต์ของเราที่ได้ผลดีที่สุดเลยทีเดียว ส่วนการทำ E-mail ads นั้น ก็สามารถเริ่มทำได้จากการที่ทำหน้า ให้รับ newsletter ที่หน้าเว็บไซต์ของเราเอง ข้อมูลของสมาชิกที่เข้ารับ newsletter จากเรานั้น ก็จะถูกเก็บเป็นฐานข้อมูล เพื่อใช้ในการโปรโมทเว็บไซต์ของเราในเว็บที่สร้างใหม่ได้เรื่อยๆ

4. การทำ signature นั้น เป็นลักษณะของการทำ One way link อีกแบบหนึ่งเช่นกัน เราสามารถทำ signature ได้ง่ายๆ ด้วยการทำ signature ใน e-mail ของเราเอง เพราะเมล์บางฉบับที่เรา fwd ต่อๆ กันไปนั้น อาจจะมีคนสนใจแล้วเขามาที่เว็บไซต์เราก็เป็นได้ หรือ อาจจะทำ signature ตาม web board ต่างๆ ที่มีกันอยู่อย่างมากมาย เมื่อเราโพสบ่อยๆ เข้า link ก็จะสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ ถือว่าการทำ signature นี้ เป็นการสร้าง link ให้กับเว็บไซต์ของเราได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง ทำให้คนในเว็บบอร์ดนั้นๆ รู้จักและเข้าเว็บไซต์ของเรามากยิ่งขึ้น

5. การใช้สื่อ offline อย่าลืม… สื่อ offline ทีเดียวนะ เพราะสื่อ offline ให้ผลทาง online ได้ดีทีเดียว โดยสื่อ offline ที่เป็นที่นิยมกันมากคือ การโฆษณาผ่านหนังสือพิมพ์ แต่สื่อเหล่านี้ ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก ดังนั้น อาจจะทำในสื่อ offline แบบอื่นๆ เช่น ที่คั่นหนังสือ ทำสติกเกอร์ติดรถ หรือ ใส่เสื้อที่มีชื่อเว็บไซต์ของเราเอง เพราะให้หลายๆ คนมองเห็นและคุ้นตากับชื่อเว็บไซต์เราได้มากที่สุด

6. การลงโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ  อันได้แก่ โทรทัศน์ วิทยุ ต่างๆ พยายามพูดถึงเว็บไซต์ของเราบ่อยๆ จะทำให้ผู้ฟัง คุ้นหู คุ้นตาได้เป็นอย่างดี

7. อื่นๆ การโฆษณาประเภทสุดท้ายนี้ คือ การทำอย่างไรก็ได้ให้คนอื่นรู้จักเว็บไซต์ของเรา ง่ายๆ เลย ก็คือ การบอกเล่า ปากต่อปาก ซึ่งวิธีการนี้ เป็นการโฆษณาเว็บไซต์ของ google ที่มีชื่อเสียงได้อย่างปัจจุบัน อย่าดูถูก… อิทธิพลของการบอกเล่า เชียวนะ…. รับรองว่า ได้ผลแน่ๆ




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2558    
Last Update : 22 สิงหาคม 2558 11:17:35 น.
Counter : 88 Pageviews.  

E-mail Marketing เจาะตลาดกลุ่มเป้าหมาย

E-mail Marketing เจาะตลาดกลุ่มเป้าหมาย อีเมลล์ เป็นช่องทางที่นักการตลาด สามารถสร้างข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ ,Social Media ลงไปในอีเมลล์ วัตถุประสงค์ก็เพื่อโฆษณาสินค้าและบริการ

E-mail Marketing มีประโยชน์ อย่างไร?

1.เพิ่มโอกาสการขายสินค้าได้มากขึ้น
2. สามารถเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง มากกว่าการโฆษณาด้วยวิธีอื่น
3. สามารถกำหนดงบประมาณได้
4. วัดผลโฆษณาได้รวดเร็ว
5. ราคาค่าโฆษณาถูกกว่าสื่ออื่น ๆ

เทคนิคที่ทำให้ E-mail Marketing ใช้ได้ผล

1. เขียนหัวข้ออีเมลล์ให้ดูน่าสนใจ อ่านได้แล้วความหมาย ตรงกับเนื้อหาในอีเมลล์ ห้าม!! เขียนหัวข้อหลอกให้ผู้รับกดอ่านเด็ดขาด!!
2. เนื้อหาอีเมลล์ที่เป็นประโยชน์กับสินค้าและบริการ รูปภาพชัดเจน ขนาดไฟล์ของอีเมลล์ไม่หนักมาก
3. การส่งอีเมลล์แต่ละครั้ง ควร CC ไม่เกินกว่า 10 Account
4. ไม่ควรส่งอีเมลล์ เกิน 100 เมลล์ต่อวัน
5. ไม่ควรส่งอีเมลล์ซ้ำ ๆ หลาย ๆ ฉบับไปยังอีเมลล์  เพื่อไม่ให้เมลล์เซิร์ฟเวอร์มองเราเป็น Spam Mail

 ขั้นตอนการทำ E-Mail Marketing

1. เตรียมหัวข้อ ,เนื้อหา ,รูปภาพ ,ดีไซต์
2. เตรียมอีเมลล์ลูกค้า ซึ่งต้องเป็นอีเมลล์ที่มีตัวตนอยู่จริง
3. ทดสอบส่งให้ตัวเองดูก่อน เพื่อเปรียบเทียบการแสดงผล

ส่งอีเมลล์ยังไง ไม่ให้อยู่ใน Junk Mail?

การส่งอีเมลล์นั้นหากไม่เป็นการรบกวนผู้รับนั้น เราอาจให้ผู้รับนั้น สมัครใจรับข่าวสารกับทางเว็บไซต์เราโดยการยอมรับ News Latter หรือ Subscript  หรืออาจต้องให้ผู้รับนั้นยอมรับอีเมลล์เราว่าไม่ใช่อีเมลล์ขยะหรืออาจแก้ปัญหาด้วยการส่งอีเมล์โดยผ่าน SMTP server ซึ่งเป็นเพียงแค่การป้องกันอีเมล์ที่เราส่งไปนั้นลง junk หรือ spam box อีกวิธีหนึ่งเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นอีกหลายๆอย่างที่ทำให้อีเมล์ของเราที่ส่งไปถูกจับให้ลง junk หรือ spam box

การส่ง E-mail Marketing นั้น มีข้อเสีย คือ อีเมลล์ที่เราส่งไปนั้นอาจไม่ตรงความต้องการของผู้รับ และบุคคลเหล่านั้นอาจมองเราเป็น Spam และที่สำคัญ หากใครทำการตลาดแบบผิดวิธีอาจถูกปรับ 1 แสนบาท ตาม พรบ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2558    
Last Update : 22 สิงหาคม 2558 10:46:09 น.
Counter : 185 Pageviews.  

PageRank

1.Google PageRank คืออะไร
Google PageRank คือ วิธีการวัดความสำคัญของเว็บเพจ มีระดับตั้งแต่ 0 ถึง 10 ยิ่งตัวเลขยิ่งสูง PageRank ก็ยิ่งสูง ทำให้เว็บไซต์นั้น  มีโอกาสได้รับการค้นหาคำในลำดับที่ดี การที่จะทำให้ Page Rank มีอันดับที่ดีขึ้น การแลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่น ๆ ซึ่งการแลกลิงค์นั้น ถ้าเป็นในระดับที่มี PR 1-3 ก็จะไม่เห็นผล ทางที่ดีควรแลกลิงค์กับเว็บไซต์ที่มี PR ในระดับ 5 ขึ้นไป ซึ่งค่า PR ของแต่ละเว็บเพจ จะมีค่าแตกต่างกันไป

2. Google คำนวณค่า PR อย่างไร?

ค่า PR ถูกคำนวณ โดยจำนวนลิงก์ของเว็บไซต์อื่นๆ ที่เชื่อมลิงก์มายังเว็บไซต์ของคุณ (Inbound Link) ทั้งนี้คำนึงถึงคุณภาพ (คุณภาพของลิงก์หมายถึง เว็บเพจที่ลิงก์มาหาคุณมีความเกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องกับเนื้อหา ในเว็บไซต์ของคุณ ) และค่า PR ของเว็บไซต์ที่ลิงก์มายังเว็บไซต์คุณด้วย ยิ่งเว็บไซต์ที่ลิงก์มาหาคุณมี PR สูงๆ ค่า PR ของเว็บคุณก็มีแนวโน้มที่จะสูงตามไปด้วย ค่า PageRank นั้นใช้วิธีการเดียวกับระบบการโหวต หนึ่งลิงก์ที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของคุณ ยิ่งมีค่า PR สูงเท่าใด Google ยิ่งเห็นความสำคัญของเว็บเพจนั้นๆมากยิ่งขึ้น และหากมีลิงก์มาจำนวนมากลิงก์มายังเว็บไซต์คุณ ค่า PR เว็บคุณก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

3. ทำอย่างไรถึงจะได้ค่า PR เพิ่มขึ้น?

ค่า PR นั้นจะเพิ่มขึ้นได้ในแต่ละขั้นจาก 1 ไป 2 , จาก 2 ไป 3,... , จาก 4 ไป 5 นั้น มีกฏเกณฑ์ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน แต่ไม่ได้เป็นลักษณะดังเช่น คุณมีเว็บที่เชื่อมโยงลิงก์มาหาเว็บไซต์ คุณจาก 50 inbound link เป็น 100 inbound link (เพิ่มขึ้น 50 หน่วย) เว็บเพจนั้นๆอาจมีค่า PR เพิ่มขึ้นจาก 2 เป็น PR 3 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ค่า PR 3 จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น PR 4 ได้ โดยที่คุณมี inbound link เพิ่มจาก 100 เป็น 150 (เพิ่มขึ้น 50 หน่วย) เสมอไป อาจต้องมี inbound link เพิ่มขึ้นถึง 200 หน่วย ค่า PR ถึงจะเพิ่มขึ้นก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นในค่า PR ในแต่ละขั้นนั้น เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความรู้ ความพยายามเป็นอย่างมาก

4. การเพิ่มหน้าเว็บเพจที่มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ส่งผลให้ค่า PR เพิ่มขึ้นหรือไม่?

คำตอบคือไม่ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วคือ หากคุณสามารถทำให้มีเว็บลิงก์มายังเว็บคุณได้มากขึ้นเท่าไหร่ PR ของเว็บคุณก็จะสูงมากขึ้นตามลำดับ แต่ทั้งนี้หากคุณนำเสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ในเว็บเพจนั้นๆ นั่นหมายความว่าคุณอาจได้รับการขอแลกลิงก์จากเว็บมาสเตอร์คนอื่นๆมายังเว็บไซต์คุณก็เป็นได้ ซึ่งเท่ากับเพิ่มจำนวนลิงก์ให้มากขึ้นในที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากคุณมีการเปลี่ยนแปลงเว็บไซต์เป็นประจำ นั่นก็จะทำให้ Bot มาเยี่ยมเยี่ยนคุณได้บ่อยเช่นกัน

5. เนื้อหาของเว็บเพจที่ลิงก์มายังเว็บไซต์คุณ มีผลอย่างไรต่อค่า PR?

หากเว็บเพจที่เชื่อมโยงลิงก์มายังเว็บคุณ มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับเว็บไซต์คุณมากเท่าใด Google จะพิจารณาให้ค่า PR ของเว็บคุณสูงยิ่งขึ้น

6. หากเว็บเพจที่เชื่อมโยงลิงก์มายังเว็บไซต์เรามี ค่า PR ต่ำ จะส่งผลกระทบต่อค่า PR ของเว็บไซต์เราหรือไม่?

การที่มีเว็บเพจเชื่อมโยงมาหาเว็บคุณจำนวนมากขึ้นนั้น โดยที่เว็บเพจนั้นๆมีค่า PR ระหว่าง 0-3 จะไม่ส่งผลกระทบต่อค่า PR ของเว็บคุณในทันที แต่เหมือนกับสะสมคะแนนไปเรื่อยๆ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ยิ่งเว็บเพจที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์คุณมีเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับเว็บไซต์คุณมากเท่าใด ยังส่งผลดีมากกว่าเว็บเพจที่มีเนื้อหาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์คุณเลยแต่มีค่า PR สูง และเชื่อมโยงลิงก์มาหาเว็บคุณ อย่าลืมว่า PageRank เป็นแค่ปัจจัยหนึ่งในการจัดลำดับความสำคัญของเว็บเพจหนึ่งๆเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกด้วย

7. เว็บที่มีค่า PR ต่ำๆ จะทำให้ค่า PR ของเว็บไซต์เรา ลดลงหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่อย่างแน่นอน การแลกลิงก์กับเว็บไซต์ที่มีค่า PR ต่ำ (อาจเป็นเว็บที่เพิ่งเปิดตัว เป็นต้น) แต่มีเนื้อหาที่เกี่ยวพันกับเว็บไซต์คุณอาจทำให้ PR ของเว็บไซต์ของทั้งสองแห่งเพิ่มขึ้นพร้อมๆกันก็เป็นไปได้ แต่อย่าเข้าร่วมกับโปรแกรมแลกเปลี่ยนลิงก์ใดๆที่เป็นการโกง Search engine  ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์คุณถูกถอนออกจากฐานข้อมูลของ Search engine ในทีสุด

8. ค่า PR เราตกลงได้หรือไม่?

ค่า PageRank สามารถลดลงได้ หากเว็บไซต์คุณมีจำนวนลิงก์ที่เชื่อมโยงมาหาเว็บไซต์คุณน้อยลง ซึ่งบางครั้งอาจเกิดขึ้นจากเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงมาหาคุณมีค่า PR ลดลงก็เป็นได้

9. PR จะปรับเมื่อไหร่?

การปรับ PR ของ Google อาจจะมีการปรับปีละครั้ง หรือปีละ 2 ครั้ง ซึ่งไม่แน่นอนเสมอไป บางครั้งอาจยาวนานถึง 2 ปีเลยทีเดียว โดยการปรับแต่ละครั้งจะมีการรวมคะแนนเว็บไซต์ของเรา ร่วมกับปัจจัยอื่นๆและแสดงผลออกมาเป็น PR ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละเว็บไซต์ หรือแม้แต่ละหน้าในเว็บไซต์ของคุณก็จะมี PR ที่ไม่เท่ากัน เนื่องจากปัจจัยหลักคือ Backlink และอัตราการเข้าชมแต่ละหน้าที่ไม่เหมือนกัน โดยปกติ PR จะมากที่สุดคือหน้าแรกของเว็บไซต์หรือหน้า Homepage ตารางการปรับค่า PR โดย Google ซึ่งการปรับใหญ่อาจจะมีเพียงปีละ 1 - 2 ครั้งเท่านั้น

ขอบคุณบทความดี ๆ
อ้างอิง://www.thaiseoboard.com/
เรียบเรียงใหม่: //www.riseprofitsell.com




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2558    
Last Update : 22 สิงหาคม 2558 10:21:27 น.
Counter : 115 Pageviews.  

Sandbox คืออะไร

Sandbox มาจากคำว่า  Sandbox  Effect หรือเรียกแบบไทยๆ ว่า หลุมทราย เป็นตัวกรองเว็บไซต์ที่ทาง Google ได้พัฒนาขึ้น เนื่องจากเว็บไซต์ที่จัดทำขึ้นมาทั้งหลาย  มักจะมุ่งหวังและเน้นในการทำอันดับให้ติด Search Engine อย่างเช่น Google และมักใช้กลวิธีต่างๆ ที่จะทำให้ติดอันดับได้เร็วๆ จึงละเลยคุณภาพของเว็บไซต์ไป ดังนั้นทาง Google จึงได้ทำ Sandbox  Effect ขึ้นมา เพื่อดักจับเว็บไซต์ที่เกิดใหม่ทั้งหลาย เก็บไว้ในหลุมทรายให้เว็บเหล่านี้ ทำเว็บไซต์อย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างมีคุณภาพ

จะติด Sandbox  Effect และออกจาก Sandbox  Effect เมื่อไร........

เว็บไซต์ทุกเว็บที่มีการ Online เนื้อหาแล้ว ไม่รวมการจดโดเมนเนมล่วงหน้า ที่จดไว้เฉยๆ ยังไม่มีการทำอะไร พูดง่ายๆ ว่าหากในเว็บไซต์มีการใส่เนื้อหา ถึงแม้จะน้อยนิดแต่ก็มีการ Online เว็บแล้ว จะมี Googlebot เข้ามาพบเว็บไซต์ของเราครั้งแรก เมื่อนั้นเว็บไซต์เราก็จะเข้าไปติด Sandbox Effect

การออกจาก Sandbox  Effect ต่อเมื่อเว็บไซต์เรามีคุณภาพ มีความน่าเชื่อถือมากพอ ใช้เวลาประมาณอย่างน้อย 6 เดือน เว้นแต่เว็บไซต์ที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากๆ และมีเว็บที่มีความน่าเชื่อถือลิงค์มาหาเป็นจำนวนมากพอสมควร เว็บนั้นอาจจะใช้เวลาน้อยกว่า 6 เดือน ก็ออกจาก Sandbox Effect

เมื่อออกจาก Sandbox  Effect เว็บไซต์ของเราก็จะมี Page Rank หรือเรียกย่อๆ ว่า PR เริ่มจาก 0,1,2... ไปเรื่อยๆ ยิ่งมี Pr สูงเท่าไหร่ หมายความว่า เว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บที่มีคุณภาพ มีความน่าเชื่อถือมาก ย่อมทำให้ตามมาถึงโอกาสที่จะติดอันดับดีๆ ใน Google สูงขึ้นอีกด้วย เช่น Facebook.com มี PR 10 , sanook.com มี PR 7 เป็นต้น เราสามารถเช็ค PR ได้โดยการใช้ Google Toolbar

จะทราบได้อย่างไรว่าหลุดจาก Sandbox  Effect  

ให้ค้นหาใน Search Engine พิมว่า site:www.domainname.com หากมีการค้นพบเจอเว็บไซต์ของเรานั้นแหละค่ะ แสดงว่าเว็บไซต์เราหลุดออกมาจาก Sandbox  Effect แล้ว

          หลังจากนี้เราควรพัฒนาเว็บไซต์ของเราให้มีคุณภาพ เนื้อหา บทความ ข่าวสาร มีการอัพเดทเนื้อหาอยู่เสมอ การหลุดจาก Sandbox  Effect แล้วจะไม่เข้าไปติด Sandbox  Effect อีก แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถทำอะไรๆ ก็ได้ เราไม่ควรสแปมคำคีย์เวิร์ด หรือเพิ่ม Back Link มากจนเกินไป เพราะจะทำให้ถูก De-index ซึ่งก็คือ การที่ Google ไม่แสดงผลเว็บไซต์บางหน้าของเราบน Google เช่น ปกติเราเช็ค site:www.domainname.com ที่กลูเกิล พบว่าเว็บไซต์เราถูก Index ไว้ 10 หน้ากลูเกิล แต่วันนึงมาเช็คใหม่กลับพบเพียง 5 หน้ากลูเกิล แบบนี่ละค่ะเราถูก De-index หรือหากร้ายแรงมากเราอาจจะโดนลบออกจากฐานข้อมูล Search Engine ไปเลย ที่นี้ค้นข้อมูลอย่างไรก็ไม่เจอเว็บไซต์เราอีก

อ่านแล้วก็ทำให้เข้าใจได้ว่า เว็บไซต์ที่เกิดขึ้นใหม่ ทั้งหลายเหล่ จะถูกเจ้า Google มาทำการตรวจรายละเอียดเนื้อหา แล้วเอาไปเก็บเข้าคลังเอาไว้ จากนั้น ถ้าเว็บไซต์เรามีการพัฒนา เนื้อหามีคุณภาพ ฯลฯ เป็นต้น เว็บไซต์เราก็จะมี PR เมื่อมีการ Search จาก Google แล้วจะเจออยู่ลำดับต้น ๆ ของหน้าเพจ Google ยังไงก็ลองดูกันน่ะค่ะ ลองผิดลองถูก จะได้มีประสบการณ์

ที่มาจาก: //www.makewebeasy.com

เรียบเรียงโดย //www.riseprofitsell.com




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2558    
Last Update : 22 สิงหาคม 2558 10:10:17 น.
Counter : 114 Pageviews.  

1  2  3  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.