>>>        ชาวพุทธแท้ หรือชาวพุทธในทะเบียนบ้านต่างกันอย่างไร ?       อลัชชีคืออะไร ?        เงินกับพระอย่างไรเหมาะควร ??        กรรมของชาวไทย ปัจจุบันและวิธีแก้ไข            หนทางสู่การปฏิบัติ            อานาปานสติอย่างที่ท่านเข้าใจจริงหรือ ?และFAQ อานาปานสติ

บทที่ 6.อานาปานสติในทัศนะของข้าพเจ้า

รู้สัมผัสนั้นด้วยใจปกติไม่เข่น  ไม่บังคับ   เมื่อรู้สัมผัสลมอยู่ต่อเนื่องจนชำนาญในเบื้องต้น

ลมจะละเอียดขึ้น   และเหตุเพราะรู้กาลเวลายาวอยู่


สมองจะหมดกำลังคิดเพราะการคิดต้องอาศัยสถานะของเวลาประกอบเสมอ คือไม่เรื่องในอดีต ก็เรื่องในอนาคต จึงไม่พบลมปัจจุบัน 

เมื่ออานาปานสติมี กิจกรรม 3 ข้อดังกล่าวคือ
จุดเดียวปากทางออก-เข้าจมูก      รู้ออก/เข้า 

รู้ยาว-สั้น(กาลเวลา)


จิตจะหยุดคิดเพราะองค์ประกอบสำคัญของการคิด(สมองส่วนคุมเรื่องเวลา) มีงานทำอยู่ คือไปรู้ความยาวนานของการกระทบอยู่ (โผฏฐัพพารมณ์) 


นั้นแหละคือปัจจุบันธรรม  เมื่อเหลือแต่รู้ลมปัจจุบันอยู่นั้นต่อเนื่อง เรื่อยๆ เข้า  ลมจะเบา(มวล)ลง+ละเอียด(สัมผัส)ลง + เย็น(อุณหภูมิ)ลง 


ความเบานี้จะเบามากจนกระทั้งเหมือนไม่หายใจ แต่ยังหายใจ


มีสภาพคล้ายจิตวิญญาณแห่งลมหายใจ(ปราณในปราณ) ที่ท่านอัครมหาสาวกสารีบุตรอุปมาไว้ว่า "ดั่งเสียงแห่งกังสดาล"


จนกระทั้งลมถูกลดขนาดลงเหลือความยาว(ตามกาล)เหลือสั้นมาก(ไม่เกิดเป็นโดยลำดับ


คือไม่ใช่ค่อยๆ สั้น แต่ก็ไม่ กระโชก) จนกระทั่งเป็นแค่จุดของเวลา 


ขณะนั้นศีรษะโล่งโปร่งดุจลมเต็มศีรษะ  เหมือนไม่หายใจแต่ปกติสบาย  สมดั่งที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ประทานพระโอวาท


"ลมหายใจสั้นจะเป็นไปเอง"ที่ต้องอ้างพระองค์เพราะเหลือองค์เดียวที่สอนแบบนี้


ระหว่างละเอียดและสั้นอยู่นั้น สภาพรู้จะหดตัว  คือรู้น้อยลง และหดตัวเข้าสู่ภายในอย่างเดียว เหลือกายกับจิตชัต 


ตอนนั้นทดลองคิดอะไรก็คิดไม่ออก  นิ่งสงบ 

อันนี้ตามแบบคือที่สุดฐานความยาวสั้น >สู่ลมดับ(กังสดาลยังใช้อยู่)>สู่สัพพกายปฏิสังเวที >.....ตามลำดับ.....สู่ปฏินิสสัคคานุปัสสี




            อานาปานสติ โดยส่วนตัวข้าพเจ้าสรุปก็คือ รู้ 3 สิ่ง ตามพุทธพจน์ คือ
1.อุ ชุง กายัง ปะณิธายะ ปะริมุขัง สะติง อุปัฏฐะเปต๎วา, ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นบริเวณ ปากทางเข้าออกแล้ว,
2.โส สะโต วะ อัสสะสะติ, สะโต ปัสสะสะติ, เป็นผู้ มีสติอยู่นั่นเทียว หายใจเข้า มีสติอยู่ หายใจออก,
3.ทีฆัง วา อัสสะสันโต ทีฆัง อัสสะปัสสะสามีติ ปะชานาติ, เมื่อหายใจเข้ายาว, ออกยาว เธอก็ รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว ออกยาว,
            แต่ในส่วนของลมหายใจยาว คน ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเน้นที่ความยาว ที่วัดได้ หรืออาจเข้าใจว่าลมหายใจ ยาวคือตอนที่ทำให้ยาว แต่หากเรา ท่านได้พิจารณากับ พุทธพจน์ที่ พระองค์ตรัสเปรียบเทียบ อานาปาน สติกับการชักเชือกของนายช่างกลึง จะรู้ได้ว่าพระองค์ทรงหมายถึง ความ ยาวตามกาลเวลา และลมหายใจยาวก็ คือลมหายใจปกตินี่แหละ โดยเนื้อ ความท่อนนี้มีคัมภีร์อรรถกถา(วิสุทธิ มรรค)อธิบายไว้ แต่เข้าใจยากมาก ด้วยสำนวนต่างเวลากันเป็น 1000 ปี รวมทั้งข้อคำแปลจากพระบาลีอันเป็น พุทธพจน์ บางตอนที่สำคัญๆ ผู้แปลก็ ไม่ได้แปลแบบกล้าฟันธง(อันนี้น่า เห็นใจ) และหากข้าพเจ้าเป็นข้า ศึกพุทธศาสนาจะต้องการทำลาย ข้าพเจ้าก็จะไม่ทำแบบเผาฉีกทำลาย อย่างเดียว แต่จะหาว่าอะไรเป็นกุญแจ และทำการเบี่ยงเบน ให้ผิดเพี้ยนใน ความรู้นั้นด้วย

            จะเห็นได้ว่า ความเห็นมากมาย โดย ขาดหลัก ทำให้คลาดเคลื่อน กันไปหมด ยกตัวอย่างเช่น พุทธพจน์ตรัส "อุชุง กายัง ปะณิธายะ ปะริมุขัง สะติง อุปัฏ ฐะเปต๎วา" ไม่ทราบตั้งแต่สมัย ไหนท่านแปลว่า "ตั้งกายตรง ดำรง สติมั่น" หรือ "ตั้งกายตรงดำรงสติ เฉพาะหน้า" ซึ่งคำนี้กำกวมมากๆ เพราะไม่รู้ว่าหมายถึงตรงไหน จะเป็น ใบหน้าหรือแม้กระทั้งอาจเข้าใจได้ว่า ไม่ต้องกำหนดจุดสัมผัส แต่รู้เฉพาะ หน้าคืออาการปัจจุบัน ซึ่งราวกับ สำนวนที่ใช้กันว่าเหตุการณ์เฉพาะ หน้า/จำเพาะหน้า ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมด ตามนัยยะ ที่พระองค์ทรงตรัสไว้หาก เปรียบเทียบกับ นายช่างกลึง เพราะ นายช่างกลึงจะไม่ ละสายตา ความรู้สึก จากการสัมผัสของ ไม้กับหัวกลึง ดัง พุทธพจน์ต่อไปนี้

เสยยะถาปิ ภิกขะเว ทุกโข ภะมะกาโร วา ภะมะการันเตวาสี วา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ฉันใด นายช่างกลึง หรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ฉลาด,
ทีฆัง วา อัญฉันโต ทีฆัง อัญฉามีติ ปะชานาติ. เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่าเราชักเชือกกลึงยาว, รัสสัง วา อัญฉันโต รัสสัง อัญฉามีติ ปะชานาติ.
หรือเมื่อชักเชือก กลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า เราชักเชือกกลึงสั้น
,
เรื่องอุบายสอน ธรรมนี้ หากท่านใดเข้า ถึงสภาพนิมิตสอนธรรม ก็จะรู้ได้ ว่า มีความแยบคายแค่ไหน และยิ่ง ด้วยนี้เป็น เครื่องอุปกรณ์การสอน แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยแล้ว พิจารณาให้ดีๆ ครับ

ยก ตัวอย่างข้อนี้เสริมอีกข้อจะกล่าวถึง อุบายที่ไม่แยบคายพอ คัมภีร์ชั้นรองลง มา(โดยอาจารย์/อรรถกถาจารย์) กล่าวถึงจุดนี้ว่า

การ ภาวนาอานาฯ ให้เปรียบ เหมือน ยาจก ง่อยเข็ญใจ กำลัง ไกว ชิงช้า(เหมือนเสาชิงช้าพราหมณ์ ที่ หน้า กทม.) ให้ ภรรยาสาว และ ลูกนั่ง ยาจกง่อย ยืนอยู่ตรงกลางของ เสาชิงช้า คอยไกว ไม่ได้กวาดสายตา ไปที่สุดปลายของชิงช้า เพียงดูอยู่ที่จุด กึ่งกลางเสาก็รู้ชัดว่า ยาวขนาด ไหน

ซึ่งหากท่านได้เคย มีความเกี่ยวข้อง หรือเคยปฏิบัติแบบทิ้งชีวิตในป่า จะรู้ ได้ว่า การนึกถึงคำสอนดังกล่าวข้าง ต้นจะเกิดอะไรขึ้น

บางท่านคงสงสัยครับ ว่าจะเกิดอะไร

เฉลยครับ จิตที่ถูกกดทับเป็นเวลานาน หากสติสัมปชัญญะตามไม่ทันแล้ว อีก ทั้งเป็น บุคคลราคะจริต การอิจฉา(อภิชฺฌาวิสมโลโภ) ชายง่อยจะตามมา ครับ และติดมาด้วย มานะ คือเปรียบ เทียบกับตัวเอง ว่าเราก็ไม่ได้ง่อยยาจก สักหน่อย ทำไมมาไกวเปล กับสาวใน จิตเรา เอาล่ะครับ ทีนี่เป็นเรื่องราวล่ะ ครับ ที่แน่ๆ สมาธิเสื่อม ตั้งแต่วูบแรก แล้วครับ

            อันนี้เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็น ข้อ ความในคัมภีร์ซึ่ง ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า ไม่ได้เกิดจากผู้รู้แน่ๆ หรืออาจเกิดขึ้นกับ สำนักของภิกษุณี เพราะอุปมานี้จะให้ผลดี กับบุคคลในเพศหญิงที่ฝึกอานาฯ เพราะมองเห็นโทษของการมีธรรมคู่ ซึ่งแตกต่างจากมุมของบุคคลชายมองเข้าไปตามข้อวิเคราะห์

            ข้าพเจ้าเคยได้ฟัง สมเด็จสังฆราชองค์ ปัจจุบันเทศน์เรื่องนี้กับหมู่พระสงฆ์ พระองค์ตรัสหลีกเลี่ยง ธรรมแห่งคนคู่ จะ ทรงใช้ความรวบรัดแสดงให้เห็น ความหมาย ของความยาวตามกาลเท่า นั้น แสดงให้เห็น พระปัญญาญาณ ของพระองค์และพระเมตตาให้ผู้ฟังได้ ธรรมที่ไม่มีพิษภัยจริงๆ

            ที่แสดง มานี้เพื่อที่จะได้เห็นคุณค่าของ อุปกรณ์การสอนของพระพุทธองค์ ใน ที่นี้ เรื่อง อัทธานะ(เน้นส่วนกาล) คือ นายช่างกลึง แม้ไม่มองเชือก กลึง เพราะตาต้องจ้องผลงาน และความ รู้สึกต้องอยู่ที่ การสัมผัสของ สิ่วกับชิ้น งาน แต่ก็รู้ชัดว่า ชักเชือกกลึง สั้น หรือยาว

Vdo แสดงพุทธอุปมาเรื่องอานาปานสติ

            กลับมาเรื่องการแปล ซึ่งในข้อการ แปลนี้ ท่านผู้แต่งวิสุทธิมรรค อธิบายว่า ปะริมุขัง สติง หมายถึง ปริ(รอบ) +มุข(ทางออก) +สติ + อุปัฏฐะเปต๎วา(ดำรงตั้งมั่นแล้ว) อันแปลได้ว่า มีสติอยู่ปริเวณปากทาง เข้าออก(ของลมคือ ปราณ)

            ส่วนใน เรื่องคำว่า มุข ท่านผู้แตกฉาน บาลี ท่านก็ว่าแปลว่า หน้า ก็ได้ ไม่ผิด ส่วนตัวความหมายตามนัยยะที่แท้จริง แห่งพุทธองค์นั้น อาจจะเกินความ สามารถของคนในยุคปัจจุบันที่จะรู้ได้ ว่า สำนวนครั้งกระนั้น พระองค์ทรง หมายถึงจุดไหน โดยส่วนตัวข้าพเจ้าเชื่อประเด็นนี้ มุข แปลว่า ทาง ตามนัยยวิสุทธิมรรค

            ส่วนความยาวท่านพุทธโฆษาจารย์ ผู้ แต่งวิสุทธิมรรค อธิบายเชิงภาษาของ คำว่ายาว หมายถึง อัทธานะ ในสมัย นั้นบาลีหมายถึง ได้ทั้ง ยาวแบบระยะ ทาง กับยาวแบบเวลา หรือทั้ง กาละ และ เทศะ (ภาษาอังกฤษ time / space)

            แทรกตัวอย่างภาษอังกฤษ เช่น หากมีต่างชาติถามว่า How long have you known him ? อันนี้ ฝรั่งก็ไม่ได้หมายถึง ระยะความยาว แต่หมายถึงระยะเวลา เช่นกันกับพระบาลี ตอนนี้ ในตรงนี้ท่านที่ตามอ่านวิสุทธิมรรค ต้องอ่านให้ดี หลายๆ รอบ และหลายๆ สำนวนแปล ถ้าเป็นไปได้ ต้องเทียบ บาลีด้วย เฉพาะหน้านี้หน้าเดียว ข้าพเจ้า พิจารณา อยู่มากกว่า 3 วัน ท่านกล่าวถึง อัทธานะในแง่ ระยะ อยู่ มากแห่ง แต่เวลาท่านพูดถึง ที่หมาย ถึงกาล คือเฉพาะ วิธีอานาปานสติ นี้มี อยู่คำเดียวแห่งเดียว ถ้าหากอ่านผ่านๆ ไป จะไม่สามารถจับประเด็นตามที่ ข้าพเจ้า กล่าวนี้ได้เลย

            ทีนี่ปัญหา อยู่ที่ว่า ถ้าหากเราท่านไม่ได้รู้ ข้อความตอนนี้ หรือความหมายตอน นี้ของพุทธพจน์ข้อนี้ ก็จะนึกว่า ยาว โดยระยะ ซึ่งปฏิบัติไปอย่างไรก็ฟุ้ง จนต้องใช้ทีสิ่งที่เรียกว่า บริกรรมเข้า มาใช้ให้จิตหยุด แต่หากเรารู้ความ หมายแท้ๆ ของคำว่าบริกรรมในอานาปนสติ ซึ่งหมายถึงจิตที่ตรึกใน อัทธา นะ(ความยาวตามกาล)จนนิ่งใน เบื้องต้น จะไม่มีการท่องบ่น สมดังที่ พระพุทธองค์ตรัสไว้ใน อัทธาน สูตรว่า เจริญอานาปานสติสมาธิเพื่อรู้ อัทธานะ ... ย่อมเป็นไปเพื่อ กำหนดรู้อัทธานะ(ความยาวตามกาล)

            มาถึง ตรงนี้คงมีความเห็นแย้ง ข้าพเจ้ามากมาย แต่ฟังต่อสักนิด คำ ถามตามมามากมาย..... เอ.... พูดมาถึงตรงนี้ก็ วงแตกครับ เพราะ แทบทั้งประเทศ ทำอานาปานสติ แบบ มีคำท่องบ่น และก็คงจะกล่าวได้อีกว่า การท่องบ่นนั้นเป็นแค่เบื้องต้น เป็น กุศโลบายให้ถึง สมาธิขั้นกลางต่อไป จะท่องบ่น อะไรก็ได้ตามแต่สำนัก อันนี้ไม่ขอกล่าว เทคนิคอื่นที่ใช้ทำน่ะ เพราะก็ตามรูปแบบครูอาจารย์เพราะ หากจะกล่าววิจารณ์เรื่องนี้คงต้องเล่า กันยาว ว่าอันไหนสำนักไหนเป็นไป ตามพุทธพจน์(มีโอกาสต้องเขียน เรื่องนี้ครับ มีเหตุปัจจัยให้เกิดใน สำนักต่างๆ แต่โดยส่วนใหญ่เกิดจาก ไม่เข้าใจ อัทธานะ(กาล) ในสภาวะ อานาปานสติภาคปฏิบัติ) ในที่นี้ กล่าวหมายเอาเฉพาะแต่การที่เรียกว่า ท่องบ่น หรือที่เรียกว่า บริกรรม ซึ่ง ไม่มีพุทธพจน์ข้ออานาปานสติ
หลายท่านที่ได้อ่านก็คงต้อง สวน ข้าพเจ้าว่า ถ้าเป็นตามนี้ครูบาอาจารย์ ผู้สำเร็จธรรมต้องบอกมานานแล้ว ทำไมไม่มีมหาเถระ พระผู้ใหญ่หรือ แม้กระทั้งพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมา พูดเรื่องนี้

            ข้าพเจ้าขอตอบข้อแย้งนี้ เป็น 2 กลุ่มคำตอบ คือ 1.กลุ่มคัมภีร์ 2. กลุ่มปูชนียบุคคล ดังนี้

            1.หากเราใช้เครื่องมือ ค้นหาคำใน พระไตรปิฎกว่า อานาปานสติจะพบได้ ว่าเป็นสูตรสั้นๆ บางสูตรย่อเหลือ 2-3 บรรทัด ทุกตอนที่พระองค์ตรัสถึงอานาปนสติ จะทรงหมายถึงหรือจะทรง กล่าวถึงอานาปานสติ 16 ทุกครั้ง ทุกที่ ทุกตอน ทรงย้ำแล้วย้ำอีก


            หนึ่งในจากพระสูตรอริฏฐสูตรมีพุทธพจน์ ตรัสสอนพระภิกษุนามว่า ท่านอริฏฐะ พระพุทธเจ้าได้สอนอานาฯ โดยสอบ ถามว่า อริฏฐะ ท่านทำอานาปานสติ

            ท่านอริฏฐะตอบว่าข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ กามฉันท์ใน กามที่ล่วงไป ข้าพระองค์ละได้แล้วกามฉันท์ ในกามที่ยังไม่มาถึงของข้า พระองค์ไปปราศแล้ว ปฏิฆสัญญาใน ธรรมทั้งหลาย ทั้งที่เป็นภายในและภายนอก ข้าพระองค์กำจัด เสียแล้ว ข้าพระองค์มีสติหายใจออก มี สติหายใจเข้าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ เจริญอานาปานสติอย่างนี้แล

            พระพุทธองค์ทรงตอบว่า อานาปานสตินั้นมีอยู่ เราไม่ได้กล่าวว่าไม่มี ก็แต่ว่าอานาปานสติย่อมบริบูรณ์โดยกว้าง ขวางด้วยวิธีใด เธอจงฟังวิธีนั้น(และทรงกล่าว อานาปานสติ 16 )ในที่นี้จะไม่ขอกล่าว อานาปานสติ16 แต่ ต้องการชี้ให้เห็นว่า อานาปนสติ 16 นั้นข้อแรกมีวัตถุ 2 ก็หามีสำนักที่ปฏิบัติตามพระองค์น้อย มากจริงๆ ในปัจจุบันทั้งขั้น ศีลและ ภาคปฏิบัติสมาธิ

            จากพระสูตรข้างต้นพุทธพจน์ที่ต้อง พิจารณา คือ "อานาปานสตินั้นมี อยู่ เราไม่ได้กล่าวว่าไม่มี ก็แต่ว่าอานาปานสติย่อมบริบูรณ์โดยกว้าง ขวางด้วยวิธีใด เธอจงฟังวิธีนั้น"

            ดูคำวิจารณ์ของ อรรถกถาท่านว่า ท่านอริฏฐะเป็นพระอนาคามีแล้วขณะนั้น และก็ตรวจสอบ กามและปฏิฆะของท่าน ทั้งสามกาลแล้วว่าไม่มี

            เราจะเห็นได้ว่าถึงกระนั้นพระ พุทธองค์ยังทรงตรัส "จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว...อานา.16" และสังเกตุให้ดีว่าพระพุทธองค์ไม่มี การกล่าวในเชิงรุนแรงอย่างเช่น พวก นอกลู่นอกทาง ซึ่งเหล่านั้น พระองค์จะ ใช้คำที่หนักโดยธรรม เช่น โมฆบุรุษ,ภิกษุใบลานเปล่า เป็นต้น หรือ แม้พวกเหล่าภิกษุที่เป็นอลัชชีเต็มรูป ทรงเรียกไปต่างๆ เช่น ภิกษุสันดานกา ภิกษุกินอุจจาระ ภิกษุเถระวิปริตร ภิกษุลามก ดังนี้เป็นอาทิ

            อาจมีผู้เห็นแย้งว่าจะเชื่อ อรรถกถาได้ อย่างไรว่า ท่านอริฏฐะ เป็นอนาคามี บุคคล ไม่ใช่หลงอารมณ์ ตอบ การที่พระองค์ไม่ทรงคัดค้าน หรือ ทรงตำหนิ การแสดงธรรมอันยิ่งคือ กล่าวว่า ไม่มีราคะ/ปฏิฆะ (สภาวะ แห่งอนาคามิผล)นั้นเพราะเป็นอาบัติ หนักหากครบองค์ แสดงให้เห็นว่า ท่านเป็นอริยบุคคลแน่นอน

            ซึ่งหากเราพิจารณาจาก พุทธสมัยกาล แล้ว การที่เถระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ทั้งหลาย โดยมีศีลพรหมจรรย์(150 ข้อ)เป็นพื้น ผู้ปฏิบัติตรง(อุชุปฏิปัน โน) ใครล่ะจะไปกล่าวกับท่านว่า แนวทางนั้นไม่ควรให้เลิกซะ เพราะ ขนาดพระพุทธองค์ยังทรงตรัสเพียง "อานาปานสตินั้นมีอยู่ เราไม่ ได้กล่าวว่าไม่มี ก็แต่ว่าอานาปานสติ ย่อมบริบูรณ์โดยกว้างขวางด้วยวิธีใด เธอจงฟังวิธีนั้น..ฯ " คือทรงกล่าวด้วยความเมตตา แต่เรา ท่านทั้งหลายก็จะปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวคำสอนที่ดั่งเดิม อันเป็นพุทธ พจน์/พุทธบัญญัตินั้นยังอยู่และ เป็น ศาสดาในยุคปัจจุบันด้วย ตามที่พระ พุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า ธรรมวินัย จะ เป็นศาสดา หลังพระองค์ ปรินิพพาน อันนี้ก็อีกเช่นกัน ในที่นี้จะไม่ขอกล่าว ลงหลายละเอียดว่าสำนักไหนล่ะไม่ ควรกล่าวว่า และสำนักไหนล่ะควร ประณาม
ในสำนักที่ ศีลก็ไม่งาม ไม่ตรง ไม่ควร แถมแนวปฏิบัติยังพาผูกโลก นอกลู่ นอกทางทั้งขั้นศีลและธรรมภาคปฏิบัติ พวกนี้ต้อง ประณาม คือ ปะ+นาม ให้ สาธารณชนรู้ว่าคือใคร จะได้ไม่ไป สนับสนุน เกี่ยวข้องด้วย อันก่อเกิด เป็นกรรม กร่อนพุทธพจน์ อย่างยิ่ง

            ฉะนั้น ผู้ที่ศึกษา ก็ต้องข่วนขวายหา กัลยาณมิตร ที่ชัดเจน และร่วม ศึกษา จนแยก ถูก/ผิด, ควร/ไม่ควร ให้ ได้ด้วยตัวเอง(โยนิโส.) ไม่งั้นแล้ว ไปสำนักนั้นก็พูดอย่างนั้น ไปสำนักนี้ ก็พูดอย่างนี้ จนบางครั้งไม่รู้ ข้อสรุป ตามควร(สัมมา) อยู่ตรงไหน สม ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า กัลยา นมิตร+โยนิโส.เป็นเบื้องต้น และที่ สุดแห่งพรหมจรรย์ คือเป็นทั้งหมด แห่งพรหมจรรย์(นิพพาน)

            ในส่วนที่ 2 บุคคล ในส่วนนี้จะ กล่าวถึง สำนักที่ปฏิบัติตามแนว อานา ปานสติ 16 เท่าที่ทราบ จริงๆ เพราะน้อยมาก หากเอา อาทิพรหม จริยกาสิกขา(150ข้อ พูดง่ายๆ เบื้องต้นคือ ปฏิเสธการรับเงิน)เข้าไป จับด้วยยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ เอาเป็นว่า เท่าที่รู้ ตรงสุดที่เป็นสำนักคือการทรง สอนโดย สมเด็จญาณสังวร สมเด็จพระ สังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ บางลำพู กทม
การสอนของ พระองค์ ไม่ทรงกล่าว ตำหนิการบริกรรมท่องบ่น แต่ในขณะ เดียวกัน ก็ทรงให้ทำตาม พุทธดำรัส หรือหากผู้ปฏิบัติทำไม่ได้ท่านจะแนะ แนวทางของท่านพุทธโฆษาจารย์ คือ การนับลมหายใจเข้าออก ซึ่งมีวิธีตาม คัมภีร์วิสุทธิมรรค

            อีกท่านหนึ่งซึ่งต้องเล่าประวัติท่านสัก เล็กน้อย เพราะองค์ท่านมีชีวิตอยู่ใน เป็นช่วงเวลาที่เกิน เลยอายุของบุคคลกลางคนในยุคนี้อยู่มาก และเป็น ช่วงเวลาเดียวกับ กองทัพธรรมภาคอิสานกำลังมั่นคงคือระหว่างปี 2415 -2493 ท่านคือ

            -สมเด็จ พระพุทธโฆษาจารย์(เจริญ ญาณวรเถร )อดีตเป็นประธาน กรรมการมหาเถรสมาคมบัญชาการ คณะสงฆ์ 5 ปี 2488-2493,อดีตเจ้าอาวาสวัดเทพ ศิรินทร์,อุปัฌชาย์ พระเจ้าคุณนรฯ พระภิกษุพระ ยานรรัตนราชมานิต วัดเทพศิรินทร์ มีงานพิมพ์คำเทศน์เรื่องมหาสติปัฎ ฐานสูตร ของสมเด็จสมเด็จพุทธโฆษา จารย์ วัดเทพศิรินทร์ เป็นที่ระลึกใน การบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย 8 มิถุนายน 2531 ใจความตอนหนึ่งว่า การใช้ พุทโธ และนับลมหายใจ กับอานาปานสตินั้นไม่ถูกต้อง เจริญอานาฯก็อานาฯ เจริญพุทธคุณก็ พุทธคุณ... หนังสือที่แจกในงานนี้ข้าพเจ้าไม่มีต้นฉบับ คงมีแต่บทคัดย่อ ของพระเสถียร ถิรธมโม สัทธิวิหาริกในสมเด็จสังฆราช พิมพ์ที่โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณฯ4709-099/500(4) หน้า98

            เล่ามาซะยึดยาว ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า เราท่านทั้งหลาย ชาวพุทธส่วนมาก ได้ลืมเลือน คำสอน อันเป็นเบื้องต้นแห่งพุทธธรรม โดย เฉพาะ หลักอานาปานสติภาวนาเบื้อง ต้น ข้อแรกใน 16 ที่เหล่าบรรพ ชนหวงแหนรักษาไว้ให้เราทั้งหลาย ด้วยเลือดเนื้อและชีวิต ในรูปพระไตร ปิฏก และรักษาไว้โดยเหล่าภิกษุผู้ ปฏิบัติตรง ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติ สมควรแก่ธรรม ในสังฆมลฑลแดน สยามแห่งนี้ อันได้แก่ สภาพ อัทธา นะ(เน้นที่กาล) อธิบายขยายความ กาลเวลาในลมหายใจสักเล็กน้อย สภาวะกาลเวลาไม่ใช่กำหนดอย่าง นาฬิกาคือเป็นหน่วย วินาที หรือนาที แต่หากเป็นสภาพกาลเวลาจริงๆ ที่มัน เป็น ลองเทียบจาก นายช่างกลึง ตาม VDO (ที่มาภาพจาก web แห่ง หนึ่งบรรยายลักษณะเครื่องกลึงที่ใช้อยู่ ใน อินเดีย เมื่อ1000 ปี ก่อน ชื่อ ภาพ Indian lathe animation power by Aero.1)เหตุที่ใช้คำว่า เน้นที่กาลเพราะ การรู้ ความยาวของกาลเวลา(Time/กาละ)นั้นจะรู้ความยาวตาม ระยะ(space/เทศะ)ได้โดย อัตโนมัติ

            พุทธพจน์เพิ่มเติม"อัทธานสูตร: เจริญอานาปานสติสมาธิเพื่อรู้อัทธานะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิอันสัมปยุต ด้วยอานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ กำหนดรู้อัทธานะ..."

            และการรู้อัทธานะนี้ นำไปสู่การ ปฏิบัติขั้นกลางคือ วสี ผู้ปฏิบัติจะ สามารถรู้และตั้งเวลาของสมาธิได้ ซึ่ง เป็นสิ่งที่ต้องทำ ต้องฝึกเพื่อรักษา สภาพฌานหรือสภาพเฉียดฌาน และในขั้นปลาย อัทธานะตามกาล นี่ แหละชี้นิพพาน ท่านจึงกล่าวว่า นิพพานเพื่อกำหนดรู้สังสารวัฏอันยืด ยาว. อธิบายว่า เพื่อประโยชน์แก่ พระนิพพานนั้น.

            ท่านจง มาลองดูเองเถิด หากท่านทั้งหลายจะลองพิสูจน์ในอานาปานสติข้อแรกตามพุทธพจน์โดย พิสูจน์ที่ตัวท่านเองได้ทันที โดยการ ถามตัวท่านเองว่า เวลาภาวนาที่ท่าน เรียกว่า อานาปานสติ นั้น ท่านเคย รู้ สภาวะแห่งกาลของลมหายใจปกติ คือ ยาว(ทีฆัง)อยู่เป็นปกติหรือไม่ ถ้า ไม่นั้นหมายถึง พระพุทธองค์จะตรัส สอนว่า

            "อานาปานสตินั้นมีอยู่ เราไม่ ได้กล่าวว่าไม่มี ก็แต่ว่าอานาปานสติ ย่อมบริบูรณ์โดยกว้างขวางด้วยวิธีใด เธอจงฟังวิธีนั้น..ฯ "


            มหาวรรค อานาปาณกถา
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ บรรทัดที่ ๔๐๗๐ - ๕๑๙๙. หน้าที่ ๑๖๗ - ๒๑๒.

//www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=31&A=4070&Z=5199&pagebreak=0
----------------------------------
            ถึงแม้ไม่ท่องบ่น การอานาปานสติ ก็มีบริกรรมภาวนาได้ครับ คือกล่าวโดยสรุป เราแปลความหมายคำว่า บริกรรมผิด/คลาดเคลื่อนจากความหมายเดิมบริกรรมภาวนา ไม่ได้หมายความว่า ท่องบ่นอย่างเดียวบริกรรม *(พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

            1. (ในคำว่า “ถ้าผ้ากฐินนั้น มีบริกรรมสำเร็จด้วยดี”) การตระเตรียม, การทำความเรียบร้อยเบื้องต้น เช่น ซัก ย้อม กะ ตัด เย็บ เสร็จแล้ว
            2. สถานที่เขาลาดปูน ปูไม้ ขัดเงา หรือชักเงา โบกปูน ทาสี เขียนสี แต่งอย่างอื่น เรียกว่าที่ทำบริกรรม ห้ามภิกษุถ่มนำลาย หรือนั่งพิง

            3. การนวดฟั้น ประคบ หรือถูตัว

            4. การกระทำขั้นต้นในการเจริญสมถกรรมฐาน คือ กำหนดใจโดยเพ่งวัตถุ หรือนึกถึงอารมณ์ที่กำหนดนั้น ว่าซ้ำๆ อยู่ในใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อทำใจให้สงบ

            5. เลือนมาเป็นความหมายในภาษาไทย หมายถึงท่องบ่น, เสกเป่า บริกรรมภาวนา ภาวนาขั้นต้นหรือขั้นตระเตรียม คือ กำหนดใจ โดยเพ่งดูวัตถุ หรือนึกว่าพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เป็นต้น ซ้ำๆ อยู่ในใจ

*******
            คำว่าพระสูตรหมายถึง ส่วนหนึ่งของพระบริสุทธิธรรมโดยตรงจากพระโอษฐ์ไม่มีคำสอนอื่นใดแทรก แยกออกเป็นเรื่องๆ ที่ตรัสสอนในที่ต่างๆ หรือบางครั้งผู้อ้างถึง อาจใชคำว่า พระบาลี อันหมายถึง พุทธพจน์ นั้นเอง

            ขยายความ โดยพระไตรปิฎกนั้น ยังมีธรรมอื่นแทรกอยู่ คือคำสอน หรือคำอธิบายคำสอนเดิม(พระบาลี/พระสูตร) โดยท่านได้แบ่ง ไว้เป็น ชั้นตามลำดับความสำคัญ หรือจะเรียกง่ายๆ ว่าตามความน่าเชื่อถือ โดยมีจัดแบ่งชั้นตามความน่าเชื่อถือ ตามนี้

            1.พระบาลี พระพุทธพจน์ล้วนๆ พระสูตร เป็นหนึ่งส่วนในนี้

            2.คัมภีร์ต่างๆ โดยอัครสาวก เช่นพระสารีบุตร เป็นต้น /หรืออาจเรียก อรรถกถา

            3.ฎีกา ซึ่งเกิดจาก ความนานของระยะเวลาทำให้ ไม่เข้าใจความหมายด้านภาษา อาจารย์ รุ่นหลัง จึงอธิบาย สำทับอีกครั้ง

            4.อนุฎีกา เมื่อเวลาผ่านไป สำนวนที่เคยใช้แปลไว้ กร่อน ลงอีก อาจารย์ หรืออรรถกถาจารย์ ก็แต่งอธิบายเพิ่ม

            ฉะนั้นเวลาศึกษาก็ต้องประกอบทั้งทุกชั้นเข้ามาและ กำหนดรู้ว่าชั้นไหนหมายถึง วาทะ ของใคร บริสุทธิ์ ระดับใด

---------------------------------
            คำแปลโดยพจนานุกรม สูตร* พระธรรมเทศนาหรือธรรมกถาเรื่องหนึ่งๆ ในพระสุตตันตปิฎก แสดงเจือด้วยบุคคลาธิษฐาน, ถ้า พูดว่า พระสูตร มักหมายถึงพระสุตตันตปิฎกทั้งหมด

            พระสุตตันตปิฎก ประมวลพุทธพจน์หมวดพระสูตร คือ พระธรรมเทศนา คำบรรยายธรรมต่างๆ ที่ตรัสยักเยื้อง ให้เหมาะกับบุคคลและโอกาสตลอดจนบทประพันธ์ เรื่องเล่า และเรื่องราวทั้งหลายที่เป็นชั้นเดิมในพระพุทธศาสนา *พจนานุกรม พุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

            ส่วนต่อไปนี้จะขออัญเชิญคำวิเคราะห์ความหมายคำแปล อัสสาสปัสสาสะ โดยเนื้อหาจาก หนังสืออานาปานทีปนี หน้า 43-55 พระญาณธชเถระ (แลดี สยาดอ)เขียน พศ. 2446 พระคันธสาราภิวงศ์(วัดท่ามะโอ) พศ.2549 แปล

//watnai.blogspot.com/search/label/อานาปานทีปนี
            หนังสือ อานาปานทีปนีท่านผู้เขียนเขียนระบุตามนัยวิสุทธมรรคคือ อัสออก ปัสเข้าและ ได้แยกคำศัพย์ไว้โดยสรุปคือ ศัพท์ทั้งสองนี้ ถ้าเป็นอาขยาต ก็จะเป็น อสฺสสติ (ย่อมหายใจออก) หรือ ปสฺสสติ (ย่อมหายใจเข้า) เป็นการแปลคล้อยตามคัมภีร์วิสุทธิมรรค (วิสุทฺธิ. ๑.๒๙๖)อสฺสาส (สันสกฤติใช้เป็น อาศฺวส) มาจาก อา ศัพท์ + สาส ศัพท์ วิเคราะห์ว่า อาทิมฺหื สาโส อสฺสาโส (อัสสาสะ คือลมหายใจในเบื้องแรก) ส่วน ปสฺสาส (สันสกฤติใช้เป็น ปฺรศฺวส) มาจาก ป ศัพท์ + สาส ศัพท์ วิเคราะห์ว่า ปจฺฉา สาโส อสฺสาโส (อัสสาสะ คือลมหายใจในเบื้องหลัง)

            อนึ่งคำว่า อสฺสาสปสฺสาส มีคำไวพจน์ว่า อานาปาน มาจาก อาน ศัพท์ + อปาน ศัพท์ มีความหมายว่า ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก โดย อปาน วิเคราะห์ว่า อานโต อปคต อปานํ (อปานะ คือ ลมหายใจที่ถัดมาจากลมหายใจเข้า/ลมหายใจออก)อานํ คือ ลมหายใจเข้า อปานํ คือ ลมหายใจออก (เถร. อ. ๒.๒๐๖)
คัดมาจาก หนังสือ อานาปานทีปนี หน้า 43-55 พระญาณธชเถระ (แลดี สยาดอ)เขียน พศ. 2446 พระคันธสาราภิวงศ์ พศ. 2549 แปล *ส่วนผู้แปลได้แปลกลับมาเป็น อัสเข้า ปัสออก

            นิมิต ลมอัสสาสปัสสาสะ ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว
เพราะไม่รู้ธรรม ๓ ประการ จึงไม่ได้ภาวนา นิมิตลม
อัสสาสปัสสาสะ ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เพราะ
รู้ธรรม ๓ ประการ จึงจะได้ภาวนา ฉะนี้แล ฯ(พระสารีบุตร)ปฏิสัมภิทามรรค อานาฯ ข้อ 383

//www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=31&A=4070&Z=5199&pagebreak=0
            ท่านผู้อ่าน ครับในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ท่านเขียนไว้แบบโครงสร้างประกอบชุดใหญ่ คือมีเนื้อหาภาคปฏิบัติทั้งหมดรวมอยู่ ฉะนั้นบางที ข้อความสำคัญบางตอนหากเจาะจงอ่านเฉพาะ ที่ท่านเขียนอานาปานสติ อาจตกหล่นใจความสำคัญไปบ้าง เพราะท่านอธิบายรวมอยู่ในส่วนอื่นเช่นคล้ายกับว่า บางข้อความสำคัญอาจอยู่ในบทนำหน้าเล่ม หรือบทสรุปท้ายภาค หากไม่ได้ดูครอบคลุมทั้งหมดก็อาจเข้าใจผิดได้และนี้ล่ะเป็น เจตนากระทู้นี้ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นข้อความ หรือความสำคัญของ อานาปานสติ ทั้งในด้านคัมภีร์ และผู้สอนที่เหลือน้อยมากๆในยุคปัจจุบัน

            ภาพแสดงข้อความในวิสุทธิมรรคเรื่องนิมิตที่ไม่ควรขยาย ซึ่งท่านพุทธโฆษาจารณ์รจนาไว้ในส่วนคหนิเทศ แต่ข้อความนี้ก็จะไม่ปรากฎในบทที่ท่านกล่าวเรื่องอานาฯโดยตรง อันนี้ในวิสุทธิมรรคมีลักษณะเหล่านี้อยู่มากแห่ง จึงพึงระวัง

//www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=31& amp;i=362&p=3#อุปมาด้วยคนพิการ
            อุปมาด้วยคนเฝ้า ประตู อ่านแล้ว ก็ทำให้เข้าใจได้ว่า ต้องต้องตั้งจิต ไว้ที่ฐานอันเป็น ที่กระทบของลมเข้าออกเท่านั้น อย่าได้ส่งใจวิ่งไปตามลม

            นิมิต ในอานาฯ ต่างจาก นิมิตในการภาวนาแบบอื่น ในวิสุทธิมรรคท่านกล่าวนิมิตไว้หลายแบบและมีลักษณะเรียงลำดับความเข้มด้วย คือ อุคหนิมิตเป็น นิมิตลักษณะผัสสะ ปฏิภาคนิมิต เป็นรูปต่างเช่น ไข่มุข ไล่ไปจนถึง คล้ายพระอาทิตย์ โดยท่านกล่าวหมายถึงฌานระดับต้นๆ จนถึงสุดรูปฌานคือฌาน4 คือสิ่งที่ต่างนั้นเพราะ อานาฯไม่ได้เป็นกองกรรมฐานที่กำหนดรูปเป็นพื้นฐาน แต่ถึงจุดนึง รูปนิมิตจะเกิดขึ้นเอง ซึ่งหลายท่านอาจได้รับการสอนจากครูอาจารย์ว่าให้เพิกนิมิต ซึ่งแตกต่างจากนิมิตในอานาฯที่ท่านพระสารีบุตรให้ทรงไว้
[นิมิต ลมอัสสาสปัสสาสะ ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว
เพราะไม่รู้ธรรม ๓ ประการ จึงไม่ได้ภาวนา นิมิตลม
อัสสาสปัสสาสะ ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เพราะ
รู้ธรรม ๓ ประการ จึงจะได้ภาวนา ฉะนี้แล ฯ]*ท่านสารีบุตร

            ซึ่งในท่ามกลางของการปฏิบัตินี้มีตัวบ่งชี้ตัวหนึ่งคือ ปิติ ในวิสุทธิมรรค ท่านกล่าวไว้ในบทแรกๆไม่มีอยู่ในบทที่กล่าวถึง อานาฯโดยตรง ฉะนั้น หากอ่านหรืออ่านจากผู้แปลอีกทีหนึ่งจะข้ามตัวนี้ไปและทำให้หลงผิดได้คือ

            ปิติในส่วนที่พระพุทธองค์ ตรัสนั้นไม่ได้หมายเอา ปิติขั้นต้นๆคือ 1-4 แต่หมายเอาเฉพาะ ปีติขั้นที่ 5 ผรณาปีติ เท่านั้น

            ฉะนั้นผู้ปฏิบัติ อาจหลงได้ หากเกิด ปิตืข้อต้นๆ เช่น น้ำตาไหล ขนลุก กายโยกโคลง หรือตัวใหญ่ แล้วจะคิดว่านั้นควรที่จะ ถึง ปิติปฏิสังเวที ซึ่งกายจะผ่านมาถึงตรง นี้ต้องผ่าน ปัสสัมภยัง กายสังขารัง คือสามารถข้ามความเจ็บปวด จากอริยบทได้ก่อน

            โดยเมื่อพิจารณาจากหลักนี้ ก็ต้องแน่นอนว่า การเปลี่ยนอริยาบทเป็นอุปสรรค อันหนึ่งของอานาฯสรุปอานาแตกต่างจาก ที่ หนังสือครูอาจารย์หลายเล่มเขียนไว้ในระดับต้น-ขั้นต้นตอนกลางนี้ โดย มีข้อแตกต่างอันเป็นหัวใจ 3 ข้อคือ
1. อัทธานะ ที่กล่าวมาในเบื้องต้น จัดว่าเป็นกุญแจไขความหลงในเบื้องต้นของการปฏิบัติ
2. ปิติ ต้องเป็นปิติตามแบบคือ ผรณาปิติ เท่านั้น มีลักษณะ เหมือนน้ำเต็มเขื่อน หรือเหมือนน้ำซึมแผ่จากภายใน ซาบซ่านไปทั้งกาย
3.นิมิต ในอานาฯ ตามที่กล่าว(ตามแบบ)คือต้องทรงไว้


                                                




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 9 เมษายน 2554 3:18:09 น.
Counter : 2296 Pageviews.  

- FAQ คำถามอานาปานสติที่ถามบ่อย


            คำถาม
1.เลยเกิดอาการสงสัยว่าการฝึกของตน เองถูกต้องหรือไม่?
2.ถ้า จะฝึกเป็นสมถต้องสร้างนิมิตอะไรหรือไม่?
3.แล้วจะ รู้ได้อย่างไรว่ามา ถูกทางแล้ว มันต้องสังเกตเห็นอะไรหรือเปล่าครับ
4.เลย มาสอบถามรบกวนผู้ รู้ถึงการเข้าฌานว่ามีวิธีฝึกอย่างไร
5.หากใครมี ไฟล์สอนด้วยจะดีมาก ครับ
*******************************
ตอบ ข้อ 1. ถูกต้องหรือไม่ตอบเป็น 2 นัยยะ คือ
1.1 ถูกตามจริตหรือไม่ (หาข้อมูลเรื่องจริต) อานาฯ เหมาะกับ วิตกจริตและโมหะจริต
1.2 ถูกตามวิธีหรือไม่ หากจะบอกว่าผิดถูกในอานาปานสติ คงกล่าวได้ยากว่าวิธีไหนถูกผิดเพราะต้องดูองค์ประกอบอื่นๆ และอีก ทั้งขั้นตอนก่อนปฏิบัติซึ่งต้องเตรียม ได้แก่
ศีล
ตัด เครื่องกังวลใจ10(หาคำ "ปลิโพธ")
พิจารณาโทษของกามต่างๆในเชิง เปรียบเทียบ(หาคำ "โทษของกาม")
ตรวจสอบมีอะไรค้างคาใจให้โกรธไหม ขจัดออกโดย "อภัยทาน"
ระลึกคุณพระรัตนตรัย(อิติปิโสแปล หรือดูพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ)
สถานที่ ป่า ใต้ต้นไม้ หรือที่ว่างจากบ้านเรือน หรืออาจเป็นเรือนว่างคือไม่มีเสียงอึกทึก
ท่า นั่ง ตั้งกายตรง
สรุปเบื้องต้น พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
อุ ชุง กายัง ปะณิธายะ ปะริมุขัง สะติง อุปัฏฐะเปต๎วา, ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นบริเวณ ปากทางเข้าออกแล้ว,
โส สะโต วะ อัสสะสะติ, สะโต ปัสสะสะติ, เป็นผู้ มีสติอยู่นั่นเทียว หายใจเข้า มีสติอยู่ หายใจออก,
(๑) ทีฆัง วา อัสสะสันโต ทีฆัง อัสสะปัสสะสามีติ ปะชานาติ, เมื่อหายใจเข้ายาว, ออกยาว เธอก็ รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว ออกยาว, โดยยาวสั้นหมายถึง ยาวสั้นตามกาลเวลา และลมหายใจปกติจัดเป็น ลมยาว
*********************************
ตอบ ข้อ 2. ส่วนที่ต้องทำ คือบริกรรมนิมิต ในที่นี้คือ รู้ผัสสะของลมหายใจเข้าออก ตามกาลเวลาจริงส่วนนิมิตตามความหมายที่ ชอบพูดถึงกันคือ เห็นนู้นเห็นนี่อธิบายดังนี้
อุคหนิมิต หมายถึงขณะที่จิตเข้าถึงสภาพที่ใกล้ สภาวะเฉียดฌาน มีเครื่องบอกคือ ลักษณะตามแบบ เช่น เหมือน มดไต่ เหมือนความรู้สึกเมฆหมอก (หาคำ อุคหนิมิต ในอานาปานสติ)
ปฏิภาคนิมิต หมายถึง การรู้สภาพความรู้สึกเบื้องต้ตามอุคหนิมิตนั้นแหละ แต่แสดงถึงความลึกของกำลังสมาธิดังมีการอธิบายในคัมภีร์วิสุทธิมรรคดังนี้
"เมื่อพระโยคาพจรประกอบเนือง ๆ ดังนี้บ่มิช้าอุคคหนิมิตแลปฏิภาคนิมิต ก็ปรากฏแก่พระโยคาพจรนั้นแลอุคคหนิมิตปฏิภาคนิมิตจะเหมือนกันทุกพระโยคาพจร หาบ่มิได้ บางอาจารย์กล่าวว่าพระโยาคาพจรบางพระองค์อุคคหนิมิตเมื่อบังเกิดขึ้นนั้น มีสัมผัสอันเป็นสุขปรากฏดุจหนึ่งว่าเป็นปุยนุ่นบ้างปุยสำลีบ้าง แลนิมิตทั้ง ๓ นี้เล็งเอาอุคคหนิมิตสิ่งเดียว แลคำพิพากษาในอรรถกถานั้นว่าอุคคหนิมิตแลปฏิภาคนิมิตนี้ปรากฏแก่พระโยคาพจร บางพระองค์เป็นช่วงดังรัศมีดาว แลพวงแก้วมณี พวงแก้วมณีมุกดาแลพระโยคาพจรบางพระองค์ อุคคหนิมิตปฏิภาคนิมิตมีสัมผัสอันหยาบปรากฏดังเมล็ดในฝ้ายบ้าง ดังเสี้ยนสะเก็ดไม้แก่นบ้าง บางพระองค์ปรากฏดังด้ายสายสังวาลอันยาวแลเปลวควันเพลิงบ้าง บางพระองค์ปรากฏดุจหนึ่งใยแมลงมุมอันขึงอยู่แลแผ่นเมฆแลดอกบัวหลวงแลจักรรถ บางทีปรากฏดังดวงพระจันทร์พระอาทิตย์ก็มี แลกรรมอันเดียวนั้นก็บังเกิดต่าง ๆ กันด้วยสัญญาแห่งพระโยคาพจรมีต่าง ๆ กัน"
************************
ตอบ 3 นิมิต เป็นภาษาบาลี แปลเป็นไทยว่า เครื่องหมาย เครื่องชี้ ในที่นี้ ก็คือการชี้ให้เห็น ระดับของพื้นจิต ที่เสพสมาธิ นั้นเอง ส่วนจะรู้ ว่าถูกหรือไม่นั้นให้ตรวจสอบดังนี้
พิจารณาที่ ปิติ ขยายความ เมื่อนิมิตเป็นเครื่องชี้ระดับความเข้มของสมาธิที่เกิดในจิตเครื่อง แสดงที่เกิดทางกาย คือ ปิติ 5 (หาคำ ปิติ 5) จะรู้ว่าถูกหรือผิด มีเรื่องที่ต้องตรวจสอบอยู่มากโดยสรุปต้องตรวจสอบทั้งหมดของการดำเนินชีวิต ว่าอยู่ในมรรค 8 หรือไม่ คือเป็นสมาธิในมรรคหรือไม่ หรือเรียกง่ายๆว่า สัมมาสมาธิ โดย ปิติ ตามนัยยะของพระพุทธเจ้านั้น คือ ปิติข้อ 5 (ผรณาปิติ)เท่านั้น
***********************************
ตอบข้อ 4 การจะรู้ได้ว่าถึงฌาน หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ อุคหนิมิตแสดงถึงภาวะเฉียดฌาน ปฏิภาคนิมิตแสดงระดับฌานเกิด แต่ความยากไม่อยู่ที่การเกิดแต่อยู่ที่ การรักษา(ทรง) ซึ่งยากมาก ต้องปฏิบัติอย่างถูกต้อง และอุกฤตมากๆ แต่ไม่เกินวิสัยแห่งผู้มี บุญญาบารมี สะสมมาดีแล้ว
ตัวอย่าง ประกอบอย่างที่พระสารีบุตรท่านกล่าวว่า
"[นิมิต ลมอัสสาสปัสสาสะ ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว
เพราะไม่รู้ธรรม ๓ ประการ จึงไม่ได้ภาวนา นิมิตลม
อัสสาสปัสสาสะ ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เพราะ
รู้ธรรม ๓ ประการ จึงจะได้ภาวนา ฉะนี้แล ฯ]*ท่านสารีบุตร ปฏิสัมภิทามรรคกถา
อธิบาย อนึ่งธรรม ๓ ประการ คือลมออก ๑ ลมเข้า ๑ นิมิต ๑ จะได้เป็นอารมณ์แห่งจิตอันเดียวกันหามิได้ ลมออกก็เป็นอารมณ์แห่งจิตอัน ๑ ลมเข้าก็เป็นอารมณืแห่งจิตอัน ๑ ต่างกันดังนี้ ก็แลพระโยคาพจรพระองค์ใดบ่มิได้รู้ซึ่งธรรมทั้ง ๓ คือลมออกมิได้ปรากฏแจ้ง ลมเข้าก็มิได้ปรากฏแจ้ง นิมิตก็มิได้ปรากฏแจ้ง มิได้รู้ซึ่งธรรมทั้ง ๓ ประการนี้แล้ว พระกรรมฐานแห่งพระโยคาพจรพระองค์นั้นก็มิได้สำเร็จซึ่งอุปจารแลอัปปนา ต่อเมื่อใดธรรมทั้ง ๓ นี้ ปรากฏแจ้งพระกรรมฐานแห่งพระโยคาพจรนั้นจึงจะสำเร็จถึงซึ่งอุปจารฌานแลอัปปนา ฌานในกาลนั้น โดยพระวิสุทธิมรรคอธิบาย การเกิด และการประครองรักษา

"อนึ่งธรรม ๓ ประการ คือลมออก ๑ ลมเข้า ๑ นิมิต ๑ จะได้เป็นอารมณ์แห่งจิตอันเดียวกันหามิได้ ลมออกก็เป็นอารมณ์แห่งจิตอัน ๑ ลมเข้าก็เป็นอารมณืแห่งจิตอัน ๑ ต่างกันดังนี้ ก็แลพระโยคาพจรพระองค์ใดบ่มิได้รู้ซึ่งธรรมทั้ง ๓ คือลมออกมิได้ปรากฏแจ้ง ลมเข้าก็มิได้ปรากฏแจ้ง นิมิตก็มิได้ปรากฏแจ้ง มิได้รู้ซึ่งธรรมทั้ง ๓ ประการนี้แล้ว พระกรรมฐานแห่งพระโยคาพจรพระองค์นั้นก็มิได้สำเร็จซึ่งอุปจารแลอัปปนา ต่อเมื่อใดธรรมทั้ง ๓ นี้ ปรากฏแจ้งพระกรรมฐานแห่งพระโยคาพจรนั้นจึงจะสำเร็จถึงซึ่งอุปจารฌานแลอัปปนา ฌานในกาลนั้น
เมื่อนิมิตบังเกิดดังนี้แล้ว ให้พระโยคาพจรไปยังสำนักอาจารย์พึงถามดูว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า อาการดังนี้ปรากฏแก่ข้าพเจ้าพระมหาเถรสันทัดในคัมภีร์ทีฆนิกายนั้น ถ้าศิษย์มาถามดังนั้น อาจารย์อย่าพึงบอกว่านั่นแลคืออุคคหนิมิตแลปฏิภาคนิมิต และจะว่าใช่นิมิตก็อย่าพึงว่า พึงบอกว่าดูกรอาวุโส ดังนั้นแลท่านจงมนสิการไปให้เนือง ๆ เถิด ครั้นอาจารย์บอกว่าเป็นอุคคปฏิภาคแล้ว สตินั้นก็จะคลายความเพียรเสียมิได้จำเริญพระกรรมฐานสืบไป ถ้าบอกว่าดังนั้นมิใช่นิมิต จิตพระโยคาพจรก็จะถึงซึ่งนิราศสิ้นรักใคร่ยินดีในพระกรรมฐาน เหตุดังนั้นอย่าได้บอกทั้ง ๒ ประการ พึงเตือนแต่อุตสาหะมนสิการไปอย่าได้ละวาง
ฝ่ายพระมหาเถระผู้กล่าวคัมภีร์มัชฌิมนิกายว่า ให้อาจารย์พึงบอกดูกรอาวุโส สิ่งนี้คืออุคคหนิมิตสิ่งนี้คือปฏิภาคนิมิตบังเกิดแล้ว ท่านผู้เป็นสัตบุรุษจงอุตสาหะมนสิการพระกรรมฐานไปจงเนือง ๆ เถิด และพระโยคาพจรเป็นศิษย์พึงตั้งซึ่งภาวนาจิตไว้ในปฏิภาคนิมิตนั้น จำเดิมแต่ปฏิภาคนิมิตบังเกิดแล้วอันว่านิวรณธรรมทั้ง ๕ มีกามฉันทะเป็นต้นก็สงบลง บรรดากิเลสธรรมทั้งหลายมีโลภะ โทสะ เป็นต้นก็รำงับไป จิตแห่งพระโยคาพจรก็จะตั้งมั่นลงด้วยอุปจารสมาธิ แลพระโยคาพจรนั้น อย่าพึงมนสิการซึ่งนิมิต โดยวรรณมีสีดังปุยนุ่นเป็นต้น อย่าพึงพิจารณาโดยสีอันหยาบ แลลักษณะมีความไม่เที่ยงเป็นต้น พึงเว้นเสียซึ่งสิ่งอันมิได้เป็นที่สบาย ๗ ประการ มีอาวาสมิได้เป็นสบายเป็นต้น พึงเสพซึ่งสบาย ๗ ประการ มีอาวาสสบายเป็นต้น แล้วพึงรักษานิมิตนั้นไว้ ให้สถาพรเป็นอันดี ประดุจนางขัตติยราชมเหสีอันรักษาไว้ซึ่งครรภ์ อันประสูติออกมาได้เป็นบรมจักรพรรดิราชนั้น
เมื่อรักษาไว้ได้ดังนี้แล้ว พระกรรมฐานก็จำเริญแพร่หลายแลพระโยคาพจรพึงตกแต่งซึ่งอัปปนาโกศล ๑๐ ประการ ประกอบความเพียรให้เสมอพยายามสืบไป อันว่าจตุกฌานปัญญจกฌานก็จะบังเกิดในมิตนั้น โดยลำดับดังกล่าวมาแล้วในปฐวีกสิณ เมื่อจตุกฌานปัญจกฌานบังเกิดแล้ว ถ้าพระโยคาพจรมีความปรารถนาจะจำเริญซึ่งพระกรรมฐานด้วยสามารถสัลลักขณาวิธี แลวัฏฏนาวิธี จะให้ถึงซึ่งอริยผลนั้น ให้กระทำฌานอันตนได้นั้นให้ชำนาญคงแก่วสี ๕ ประการแล้ว จึงกำหนดซึ่งนามรูป คือจิตแลเจตสิกกับรูป ๒๘ ปลงลงสู่วิปัสสนาปัญญาพิจารณาด้วยสามารถสัมมัสสนญาณเป็นต้นก็สำเร็จแก่พระ อริยมรรคอริยผล มีพระโสดาบันเป็นต้น เป็นลำดับตราบเท่าพระอรหัตตผลเป็นปริโยสาน ด้วยอำนาจจำเริญซึ่งพระอานาปาสติกรรมฐานนี้ เหตุดังนั้นพระโยคาพจรกุลบุตรผู้เป็นบัณฑิตชาติอย่าพึงประมาท จงหมั่นประกอบเนือง ๆ ซึ่งพระอานาปาสติสมาธิอันกอปรด้วยอานิสงส์เป็นอันมากดังกล่าวมานี้ ฯ "

***************
*******************
ตอบ ข้อ 5 VDO แสดงพุทธอุปกรณ์ การสอน


ที่ว่าเป็น การดึงลมหายใจ อย่าไป กดลมหายใจ หรือ เข่นลมหายใจ จะทำให้อึดอัด จงผ่อนคลายหายใจปกติ ส่วนในขั้นพัฒนา สังเกตุดังนี้ เมื่อทำตามวิธีการขั้นนี้ติดต่อกันไม่เกิน 7 วัน นิมิตจะเกิดสิ่ง ที่ต้องทำต่อไปคือต้องรักษา(ดูที่ อารักขกรรมฐาน)และ อัปนาโกศล 10
เครื่อง หมายชี้จุดนี้คือ ลมหายใจจะหายไป ไม่ต้องตกใจ ให้ตั้งจิตไว้ที่เดิม จะเห็นได้ว่าในที่สุด ลมหายใจจะกลับมา แต่ละเอียดยิ่งขึ้น จนกระทั้งแทบจับไม่ได้ถึง สัมผัสของลม พระสารีบุตรท่านกล่าวเปรียบดั่ง การตีกังสดาน คือเสียงจะ กังวานคงอยู่แม้ตีตั้งแต่ครั้งแรก ลมหายใจก็เช่นกัน จะสั้นจนกระทั้งเหมือน สัมผัสได้ถึงจิตวิญาณแห่งลมหายใจ เมื่อทำได้ดั่งนี้ หมายถึงการเข้าสู่ขั้นที่ 2(เต็มรูป) ใน อานาปานสติ 16
รัส สัง วา อัสสะสันโต รัสสัง อัสสะปัสสะสามีติ ปะชานาติ, เมื่อหายใจเข้าสั้น, ออกสั้น เธอก็ รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น ออกสั้น ดัง นี้

หมายเหต เพิ่มข้อควรระวัง การทรงนิมิตนั้นต้องทำ วสี5 ให้ชำนาญด้วย หากไม่ทำจะเสื่อมหมดที่ทำมาและท่าน เปรียบดั่ง โคที่หากินบนภูเขา โดยไม่รู้สถานที่ หากพลาดอาจตกจากเขาสูงได้(พระวิสุทธิมรรค)

-เรื่องที่ต้องศึกษาเพิ่ม 1.อจินไตย 4 2.วิปัสนูกิเลส 10 3.วิปัสนากรรมฐาน

คำถาม
ขณิกสมาธิ กับ อุปจารสมาธิ
เท่า ที่พอจะทราบมา ขณิกสมาธิ เป็นสมาธิขั้นพื้นฐานที่ทุกๆ คนก็สามารถเข้าถึงได้ เช่น สมาธิขณะอ่านหนังสือแต่อยากรู้ ถ้าหากนั่งสมาธิแล้วก้าวข้ามขณิกสมาธิไปสู่อุปจารสมาธิอารมณ์ ความรู้สึกในอุปจารสมาธิจะเป็นอย่างไร แล้วที่มีอาการหายใจติดขัดเหมือน จะหยุดหายใจในทันทีระหว่างนั่งสมาธิ จะแก้ได้อย่างไร

------------------------------------------------------------------------------
คำ ตอบ
หากจะถามให้ได้ประโยชน์ ต้องขอข้อมูลมากกว่านี้
เช่น คุณจขกท.ทำอย่างไร
ที่ว่านั่งสมาธิน่ะกองไหน
คุณบอกแต่ เพียงหายใจติดขัด ไม่กล้าเดาจริงๆ ว่าเป็น กองไหนและอาการของขณิก สมาธิ อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิ แต่ละกองไม่เหมือนกันจะให้ตอบ ไม่สามารถจริงๆในส่วนตรงนี้จึงขอขยายความตามคำถามโดยรวม มุ่งเน้นที่สังคมยังเข้าใจเบี่ยงเบนและที่สำคัญจะกล่าวถึง ข้อ ควรสังเกตุและข้อพึงระวัง ดังนี้
------------------------------------------------------------------------
คำ แปลที่จำง่ายคือ
ขณิกสมาธิ = ระดับที่ไม่สามารถตั้งสมาธิอยู่ได้คือ ไม่ทรงตัว
อุปจารสมาธิ = เกือบตั้งมั่น หมายถึงเกือบเข้าไปในฌานนิวรณ์แทบไม่เหลือ แต่ก็ไม่สามารถทรงตัว โบราณท่านว่า ห่างแค่เส้นผม
อัปปนาสมาธิ = เข้าฌานเต็มรูป และทรงตัวได้
อนึ่ง คำว่า ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิ นั้นหากกล่าวโดดๆ อาจหมายถึง ระดับของสมาธิที่เนื่องฌาน 1 ได้ แต่ไม่ได้เป็นแต่เพียงนั้น อาจหมายถึงในฌานชั้นอื่นๆได้ เช่น ทรงฌาน1 ได้ แต่เข้า 2 ไม่ได้คือพอเข้า 2 แล้วไม่สามารถทรง อันนั้หมายถึง ระดับอุปจารสมาธิของฌาน 2 เป็นต้น
ส่วน เรื่องของตัววัด มี 3 ตัววัด คือ 1.นิวรณ์ 5 2.นิมิต 3.ปิติ
1. นิวรณ์ 5 เป็นสภาพธรรม ตามแบบก็ว่าไปหาอ่านเอาเองครับ แต่ในที่นี้จะกล่าวเรื่องควรพิจารณาอย่างไรในส่วนของ ลักษณะเป็นเครื่องมือวัด ก็จะตอบว่าเป็นสภาพนามธรรม แต่เป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญมากต้องตรวจสอบอยู่เสมอ ซึ่งเป็นความหมายตามธรรมที่หมายถึงสภาพที่กั้นฌานนั้นเอง คือสรุปเมื่อ นิวรณ์ 5 ไม่มี ก็คือ สภาวะฌานนั้นเอง
หรือหลายท่านอาจใช้องค์ 5 ในฌาน ตรวจสอบ หากไปพิจารณาขณะทำก็ทำให้เสียการใหญ่เพราะท่านห้ามไว้ สำหรับมือใหม่ หรือมือเก่าแต่ยังขาดความชำนาญจริงๆ(คือมีเยอะประเภทชำนาญหลอกๆ)
ส่วน ใหญ่ผู้ชำนาญการ ใช้ตรวจสอบตอนนอกช่วงเวลาปฏิบัติ(จัดเป็นวิปัสสนาด้วย) โดยคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวในช่วงการทำวสี ว่าเป็นเรื่องอันตรายด้วยซ้ำ หากไม่ทำวสีข้ออื่นก่อนแล้วมาทำข้อ วสี 5(ตรวจสอบองค์ฌาน) > (หาคำ วสี 5 อ่านประกอบ ) เพราะจะไปลดทอนกำลังวสีตัวอื่น คือกล่าวง่ายๆ วสี เป็นขั้นตอนการฝึกให้ชำนาญ มี 5ระดับ โดยย่อคือ 1.ทรงได้ง่าย(ติดเครื่องอยู่เสมอ) 2.เข้าได้เมื่อต้องการ 3.ออกได้เมื่อต้องการ 4.ตั้งเวลาได้ 5.ตรวจสอบได้ ย้ำหากไปตรวจสอบตั้งแต่แรกจะทำให้ความชำนาญข้ออื่นไม่เกิด ปฏิบัติไป ร้อยปีก็ไม่เกิดผล
ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจก่อนหากไม่แล้วก็จะทำให้ เสียการได้ ที่นี่เราจะวัดอย่างไร ก็เหลือเตรื่องมืออีก 2 อัน
2.นิมิต จะกล่าวแบบรวบรัด นิมิตเป็นเรื่องที่ต่างกันของแต่ละกองกรรมฐาน มี 3 ระดับ คือ
2.1 บริกรรมนิมิต
2.2 อุคหนิมิต
2.3 ปฏิภาคนิมิต
ลักษณะการใช้งาน นิมิต แปลเป็นภาษาไทยได้ตรงๆเลย คือ เครื่องชี้ ที่เราเห็น พระท่านฝังลูกนิมิต นั้นแหละ ท่านทำเครื่องหมายชี้เขตอุโบสถ
ที่นี่มาดูว่าในสมาธิชี้อะไร โดยสรุป สั้นๆ ง่าย ๆ ก็ชี้ระดับสมาธินั้นแหละ คือ
บริกรรมนิมิต(ไม่หมายเฉพาะคำว่า ท่องบ่น) ชี้ว่าตอนนั้นน่ะเป็น ขณิกสมาธิ
อุคหนิมิต(นิมิตขั้นกลาง) ชี้ว่าตอนนั้นน่ะเป็น อุปจารสมาธิ
ปฏิภาคนิมิต(นิมิตทรงตัว) ชี้ว่าตอนนั้นน่ะเป็น อัปปนาสมาธิ
แต่หากทว่า แต่ละกองกรรมฐานนิมิตนี้มีลักษณะแตกต่างกันออกไป ท่านครูบาอาจารย์แยกไว้ชัดเจนแล้วในแบบวิสุทธมรรคในกองกรรมฐานต่างๆ ย้ำแบบบอกไว้หมดแล้ว ผู้ที่ไม่ตรงตามแบบก็ยังไม่ใช่ตามพุทธนัยยะ เพราะอย่าลืมว่าสมาธิระดับตรงนี้มีมาก่อน พระพุทธเจ้าทรงอุบัติ ฉะนั้นนิมิต นอกแบบจึงอาจไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงให้เรียนรู้ จนกระทั้งอาจมีผู้บอกอีกได้ว่าของสายเขานั้นๆ วิธีวิธีของเขานั้น หายไปตั้งแต่ ช่วงต้นๆ ศาสนา แล้วมาค้นเจอใหม่ ซึ่งมุขนี้ตอนศาสนาพุทธช่วง ประมาณ 1200 หลังพุทธกาล ชาวพุทธพบเจอ มุข(อกุศโลบาย)นี้มาแล้ว คือ พวกพราหมณ์เห็นว่า พุทธขยายตัวเร็วมาก ตัวเองจะเล็กลงในสังคม ทั้งในแง่ศรัทธา หรือแม้แต่ทรัพย์ จึงได้รวมกันกล่าวว่า เจอคัมภีร์สมัยพุทธกาลจากเมืองบาดาล ในคัมภีร์กล่าวว่า พุทธเจ้าเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ โดยมาแปลงคำสอนบางสอน แนบเข้ามาเพื่อให้เหมาะ จนกลายพันธุ์ เป็นศาสนาฮินดูในที่สุด โดยพุทธเองก็เสียที่ยืนและเสียสัทธาไปมาก สำหรับผู้ไม่รู้ จากนั้น 500 ปี อินเดียก็หมดพุทธธรรมคำสอน ฉะนั้นแบบหรือพระไตรปิฎกจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ต้องดูให้อยู่ตรงกับแนวคำสอน
ส่วนในระดับสูง นิมิตตามแบบนั้นๆ จะพัฒนากลายเป็น สภาพรู้ โดยอาจเรียกว่า ญาณ หรืออะไรก็แล้วแต่ เช่น บางคนบอกเอาไว้ดูกรรม บางคนเรียกว่านั่งทางใน ซึ่งหากมาถึงตรงนี้ มีข้อสำคัญยิ่งเพราะผู้ปฏิบัติหลงกันเยอะ กลายเป็นผู้รู้นู้นนี่นั้นไปเรื่อยเปื่อย แต่หากญาณนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวังมาก ท่านใช้ไว้ศึกษาธรรม หรืออธิบายธรรม หรือสืบอายุพระศาสนา ไม่ใช่เอาไว้ใช้ส่วนตัวหรือจะอ้างไปได้ว่าสงเคราะห์สัตว์ เช่น บอกหวย ดูกรรม,แสกนกรรม,ดูหมอ,สะเดาะเคราะห์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ นำความเสื่อมมาให้ในที่สุด แต่ถึงไม่ยังไม่เสือม ขณะทำก็ก่อกรรมคือทำให้คนหลง เพราะตัวรู้ชนิดนี้แปลกจะหรอกได้สุดๆ เพราะเดียวก็จริงๆ เดียวก็ไม่จริง และในที่สุดกลายเป็นรู้จริงแต่ไม่จริง คือจับสาระ อะไรไม่ได้ อันนี้ต้องระวังอย่าไปใช้ส่วนตัว(ปัจเจกบุคคล)
3.ปีติ 5 พิจารณาที่ปิติ ขยายความ เมื่อนิมิตเป็นเครื่องชี้ "ระดับความเข้ม" ของสมาธิที่เกิดในจิต เครื่องชี้แสดงที่เกิดทางกาย คือ ปิติ 5 (หาคำ ปิติ 5)
จะรู้ว่าถูกทาง มีเรื่องที่ต้องตรวจสอบอยู่มากโดยสรุปต้องตรวจสอบทั้งหมดของการดำเนินชีวิต ว่าอยู่ในมรรค 8 หรือไม่ คือเป็นสมาธิในมรรคหรือไม่ หรือเรียกง่ายๆว่า สัมมาสมาธิ ถ้าครบแล้วต้องแต่งอินทรีย์ 5 ให้สมดุลย์ ถึงจะเข้าสู่ ปิติตัวที่ 5 ได้
โดย ปิติ ตามนัยยะของพระพุทธเจ้านั้น คือ ปิติข้อ 5 (ผรณาปิติ)เท่านั้น ลักษณะคือ ซึมซาบทั่วร่างกาย เหมือนน้ำเต็มกระเพาะ บางท่านแผ่ไปทุกส่วนในร่างกายจากภายใน คล้ายๆกับซ่านกายไปทั่วทั้งกาย
พอกล่าวถึงเรื่องนี้มีเรื่องหนึ่ง เมื่อประมาณสัก 15 ปีที่แล้ว ที่เป็นกรณีศึกษา หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ลงข่าว ที่ จ.นครปฐม เรื่องคนนั่งสมาธิแล้ว ฆ่าตัวตายยกครัว โดยให้เหตุผลในหนังสือลาตายว่า
"กลัวว่าจะทำให้โลกนี้ มนุษย์ ไม่มีที่อยู่เพราะตัวเอง ตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนอาจคับโลกได้ จึงตัดสินใจลาตาย"
ฉะนั้นเป็นเรื่องอันตรายถ้าหากออก นอกคำสอน โดยในที่นี้ต้องบอกว่าจะป้องกันตัวนี้ได้ต้องดูที่ อจินไตย 4 และวิปัสนูกิเลส 10 ดูให้เข้าใจหลาย ๆ รอบ จะสามารถป้องกันภัยจากตัวเองได้


                                                




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 14 ธันวาคม 2553 0:55:13 น.
Counter : 1003 Pageviews.  

บทที่ 7 วินัยของพระภิกษุสงฆ์ ที่ประชาชนควรทราบ


รวบรวมและเรียบเรียงโดย พระเทพวิสุทธิญาณ

(อุบล นนฺทโก ป.ธ. ๙)

วัดบวรนิเวศวิหาร

พิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมทาน



คำนำ


             หนังสือเรื่อง “วินัยของพระภิกษุสงฆ์ที่ประชาชนควรทราบ” นี้ ผู้จัดพิมพ์ได้เคยติดต่อพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพระเทพวิสุทธิญาณ ขออนุญาตจัดพิมพ์ขึ้น เพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทานมาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งก็ได้รับอนุญาตจัดพิมพ์ได้ตามความประสงค์

บัดนี้ ผู้จัดพิมพ์ระลึกถึงคุณของท่านอยู่ จึงกราบเรียนพระเถรวัดบวรนิเวศวิหาร ขออนุญาตจัดพิมพ์อีกครั้ง เพื่อร่วมบำเพ็ญกุศลถวายแด่พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ และรักษาเจตนารมณ์เดิมของท่านที่จะเผยแผ่ธรรมวินัยของพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป

บุญกุศลใดๆ ที่เกิดจากการจัดพิมพ์เผยแผ่และเกิดขึ้นโดยมีหนังสือเล่มนี้เป็นมูลเหตุ ขอจงสำเร็จแด่พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณมหารัชมงคลดิลก และท่านเจ้าคุณพระเทพวิสุทธิญาณ ทุกประการ

คณะผู้จัดพิมพ์



พุทธศาสนิกชนฝ่ายคฤหัสถ์ควร รู้จักพระวินัยบางข้อ ของพระภิกษุสงฆ์ไว้ด้วย เพราะว่าพระภิกษุสงฆ์มีหน้าที่อันสำคัญที่สุด คือรักษาตัวอย่าให้มีโทษทางพระวินัย จึงจะสมเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระบรมศาสดา และจะได้สมเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในฐานะเป็นนาบุญของชาวโลก ไม่บริโภคจตุปัจจัยของเขาให้เปลืองเปล่า เปรียบเหมือนอย่างพื้นนาอันปราศจากวัชพืช คือหญ้าที่เป็นโทษ ย่อมจะอำนวยให้ข้าวที่ชาวนาหว่านลงเจริญงอกงามมีผลเต็มเมล็ดเต็มรวง แต่หากว่านารกไปด้วยวัชพืช ข้าวที่หว่านลงก็มีผลไม่เต็มที่ ข้อนี้ฉันใด พระภิกษุหรือสามเณร ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าศีลไม่ขาด ไม่มีโทษทางพระวินัย ก็เท่ากับนาที่ไม่รก พืชบุญที่หว่านลงก็ย่อมมีผลมาก มีกำไรมาก แต่ถ้าศีลขาดมากมีโทษทางพระวินัยมาก ก็เท่ากับที่นารก พืชบุญที่ชาวโลกหว่านลงก็มีผลน้อยมีกำไรน้อย ด้วยเหตุนี้ หระภิกษุสามเณรผู้ตระหนักในหน้าที่ของตนจึงพยายามรักษาตัวมิให้เป็นนาที่รกด้วยวัชพืช

ก็ในการรักษาตัวนั้น พระภิกษุสามเณรบางรูปบางครั้งบางคราว ไม่สามารถจะให้บริสุทธิ์เท่าที่ควรได้ เพราะคฤหัสถ์หรือ บุรุษ สตรีหรือทายกทายิกา ผู้ไม่รู้วินัยของพระ และมีธุระเกี่ยวข้องกับพระในวาระต่างๆ เช่นในคราวทำบุญ แต่ทำไม่ถูกต้องพระวินัย ภิกษุเกรงใจคฤหัสถ์บางทีคฤหัสถ์เกรงใจภิกษุ จึงทำให้พระต้องอาบัติ คือต้องโทษทางพระวินัย อย่างนี้คฤหัสถ์ได้ บุญก็จริง แต่ได้น้อยเพราะขณะเดียวกันนั้นพระได้บาปต้องโทษไม่บริสุทธิ์ เหมือนนาที่รกเสียแล้ว อนึ่ง บางทีบางรูปไม่รู้วินัยของตนเองดีพอ หรือบางรูปรู้วินัยดีแล้ว แต่ไม่เอื้อเฟื้อในวินัยก็ย่อมเกี่ยวข้องกับคฤหัสถ์ในทางที่ผิดๆ และคฤหัสถ์ก็ไม่รู้วินัยของพระจึงพากันปฏิบัติผิดร่วมกันอย่างนี้ จึงรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะกับพุทธศาสนิกชนเลย

ด้วยเหตุนี้ เพื่อที่จะให้คฤหัสถ์ บุรุษ-สตรีทั้งหลายช่วยกันรักษาภิกษุสงฆ์ให้บริสุทธิ์เป็นนาบุญอย่างดี จะได้เพิ่มปริมาณผลแห่งพืชบุญที่บริจาคหว่านลงไปให้มากยิ่งๆขึ้น จึงได้รวบรวมพระวินัยบางข้อที่คฤหัสถ์ทั้งบุรุษและสตรีควรทราบนำมาเรียบเรียงเป็นข้อๆ พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์ ดังต่อไปนี้

๑. สุภาพสตรี อย่าถูกต้องภิกษุสามเณร (สังฆาทิเสส ข้อ ๒)

๒. สุภาพบุรุษ หรือสุภาพสตรี ไม่ควรวานให้พระชักสื่อชายหญิงให้เป็นสามีภรรยากัน แม้ชั่วครั้งชั่วคราว (สังฆาทิเสส ข้อ ๕)

๓. สุภาพสตรีไม่มีบุรุษผู้รู้เดียงสาไปด้วยไม่ควรเข้าไปหาพระในที่ลับตาหรือลับหูเพราะอาจจะทำให้พระถูกโจทก์ด้วยอาบัติต่างๆ หรือเป็นทางให้เกิดความเสียหายมาก (อนิยต ข้อ ๑-๒)

๔. สุภาพบุรุษหรือสตรี เมื่อศรัทธาจะถวายเงินทองแก่พระภิกษุหรือสามเณรต้องมอบให้แก่ไวยาจักร (ผู้ที่รับทำกิจของท่าน) และแจ้งให้ท่านทราบ อย่ามอบให้ในมือหรือในย่าม หรือในบาตรของท่าน เป็นต้น (จีรวรรค ข้อ ๑๐-โกสิยวรรค ข้อ ๘)

๕. บุรุษผู้เป็นไวยาจักร เมื่อรับเงินทองของพระรูปใดไว้เท่าไร ต้องจัดสิ่งของที่พระต้องการถวายพระรูปนั้น ในราคาเท่าเงินทองที่ตนรับไว้นั้น ในเวลาที่ท่านขอ ถ้าเงินทองมากพระขอของน้อย ก็จ่ายเท่าที่ท่านต้องการ เก็บส่วนที่เหลือไว้จ่ายคราวต่อไป (จีรวรรค ข้อ ๑๐)

๖. บุรุษ-สตรี ผู้เป็นพ่อค้า-แม่ค้า ไม่ควรขายของแก่พระภิกษุ หรือสามเณรผู้ที่จับต้องเงิน (ธนบัตร-เหรียญบาทเป็นต้น) มาซื้อด้วยตนเอง (โกสิยวรรค ข้อ ๙)

๗. บุรุษ-สตรี ไม่ควรเอาสิ่งของของตนแลกกับสิ่งของของพระ-ของสามเณร (โกสิยวรรค ข้อ ๑๐)

๘. บุรุษ-สตรี ไม่ควรเอาผ้าอาบน้ำฝนถวายพระก่อนเข้าพรรษามากกว่า ๑ เดือน แม้พระขอก้ไม่ต้องถวาย เว้นไว้แต่พระที่เป็นญาติ และพระที่ตนปวารณาไว้ (ปัตตวรรค ข้อ ๔)

๙. บุรุษ-สตรี เมื่อเตรียมสิ่งของจะถวายแก่สงฆ์ (ไม่เฉพาะบุคคล) ถ้าพระแนะนำให้ถวายเฉพาะตัวท่านเอง หรือให้ถวายเฉพาะพระรูปใดๆก็ตาม ไม่ต้องถวายตามคำแนะนำนั้น (ปัตตวรรค ข้อ ๑๐-สหธรรมิกวรรค ข้อ ๑๒)

๑๐. บุรุษ-สตรี เมื่อเรียนธรรมกับพระ อย่าออกเสียงบทพระธรรมพร้อมกับพระ (มุสาวาทวรรค ข้อ ๔)

๑๑. บุรุษ เมื่อนอนในที่มุง ที่บัง อันเดียวกับพระครบ ๓ คืนแล้ว ต้องเว้นเสีย ๑ คืน ต่อไปจึงนอนได้อีก (มุสาวาทวรรค ข้อ ๕)

๑๒. สตรี ห้ามนอนในที่มุง ที่บัง อันเดียวกับพระแม้ในคืนแรก (มุสาวาทวรรค ข้อ ๖)

๑๓. บุรุษ-สตรี ถ้าพระใช้ให้ขุดดินเหนียวล้วนหรือดินร่วนล้วน ไม่ควรขุด แต่ถ้าพระแสดงความประสงค์ว่าต้องการหลุมหรือคูเป็นต้น หรือว่าต้องการขุดดินให้สุงเท่านั้นเท่านี้เป็นต้น ก็ควรจัดการให้ตามประสงค์ (มุสาวาทวรรค ข้อ ๑๐)

๑๔. บุรุษ-สตรี ถ้าพระใช้ให้ตัดต้นไม้ หรือดายหญ้าที่เกิดอยู่กับดิน หรือให้รื้อถอนผักหญ้าต่างๆที่เกิดอยู่ในน้ำ ไม่ควร ตัด-ดาย-รื้อถอน แต่ถ้าพระบอกว่า เราต้องการไม้-หญ้า-ผัก หรือว่าเราต้องการทำความสะอาดในที่ซึ่งเกะกะรุงรัง ด้วยต้นไม้หรือผักหญ้าดังนี้เป็นต้น จึงทำให้ (ภูตคามวรรค ข้อ ๑)

๑๕. บุรุษ-สตรี นิมนต์พระให้ฉันอาหารอย่าออกชื่อโภชนะ ๕ คือ ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ ควรใช้กัปปิยโวหารหรือคำพูดที่สมควร เช่น พูดว่า “ขอนิมนต์ฉันเช้า” หรือว่า “ขอนิมนต์ฉันเพล” และต้องบอกวัน เวลาสถานที่ให้ชัดเจน ทั้งบอกให้พระทราบด้วยว่าให้ไปกันเอง หรือจะมารับ อนึ่งการที่นิมนต์พระให้ฉันนั้นปรารภเรื่องอะไรก็ควรบอกให้ทราบด้วย (โภชนวรรค ข้อ ๒)

๑๖. บุรุษ-สตรี เมื่อเลยเวลาเพลแล้ว คือตั้งแต่เที่ยงวันไปจนถึงวันใหม่ อย่านำอาหารไปประเคนพระ หากเป็นของที่เก็บค้างคืนได้ ไม่บูด ไม่เสีย เช่น ข้าวสาร ปลาดิบ เนื้อดิบ อาหารสำเร็จรูปบรรจุกระป๋อง เป็นต้น ก็มอบไว้แก่ไวยาจักรของท่านได้ (โภชนวรรค ข้อ ๗)

๑๗. บุรุษ-สตรี ถ้าพระที่มิใช่ญาติและตนไม่ได้ปวารณาไว้ ไม่เป็นไข้ ขอโภชนะอันประณีต คือข้าวสุกที่ระคนด้วยเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม แม้อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ควรถวาย แต่ถ้าขอเพื่อผู้เป็นไข้ควรถวายโดยแท้ (โภชนวรรค ข้อ ๙)

๑๘.บุรุษ-สตรี เมื่อประเคนอาหารหรือยาเป็นต้น ทุกอย่างที่พระจะต้องกลืนกิน (ฉัน) ต้องประเคนให้ถูกวิธี ดังนี้
ก.ภาชนะหรือห่อของนั้น ไม่ใหญ่หรือหนักจนเกินไป ยกคนเดียวหด้อย่างพอดี
ข.เข้าอยู่ในหัตถบาสของพระ ห่างจากพระประมาณ ๑ ศอก เป็นส่วนสุดของสิ่งของหรือของบุคคลผู้ประเคน
ค. น้อมกายถวายด้วยความเคารพ
ง. กิริยาที่ถวายนั้น ถวายด้วยมือหรือของที่เนื่องด้วยมือ เช่นช้อย-ภาชนะก้ได้
จ. พระรับด้วยมือ หรือของที่เนื่องด้วยมือ เช่น บาตร-ผ้าก็ได้
(โภชนวรรค ข้อ ๑๐)

๑๙. สตรีไม่มีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่เป็นเพื่อน ต้องไม่นั่ง ไม่นอน ไม่ยืน ไม่เดิน ในห้องกับพระ แม้จะมีสตรีหลายคนก็ไม่ได้ (อเจลกวรรค ข้อ ๔)

๒๐. สตรีต้องไม่นั่ง ไม่นอนในที่แจ้งกับพระ หนึ่งต่อหนึ่ง ถ้าสตรีหลายคนนั่งได้ แต่การนอนนั่นไม่ควร แม้การยืน การเดินกับพระหนึ่งต่อหนึ่งด้วยอาการซ่อนเร้นก็ไม่ควร (อเจลกวรรค ข้อ ๕)

๒๑. บุรุษ-สตรี ที่ไม่ใช่ญาติของพระ แม้จะเป็นเขย สะใภ้ หรือภรรยาเก่าของพระ (ปุราณทุติยิกา) หากมิได้เกี่ยวข้องทางสายโลหิต ก้ชื่อว่ามิใช่ญาติ ถ้ามีศรัทธาจะให้พระขอปัจจัย ๔ หรือสิ่งของต่างๆจากตนได้ ก็ต้องปวารณา คือเปิดโอกาสให้พระขอได้โดยลักษณะ ๔ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
ก.กำหนดปัจจัยหรือสิ่งของ เช่น จีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง ยา หนังสือ สมุด ปากกา ฯลฯ
ข.กำหนดเวลา คือให้ขอได้ตลอดเท่านั้นวัน เท่านั้นเดือน เท่านั้นปี ตั้งแต่วันที่เท่าไรถึงเท่าไร
ค.กำหนดทั้งปัจจัย-สิ่งของ และเวลา
ง.ไม่กำหนดทั้งปัจจัย สิ่งของและเวลา ถ้าจะให้ขอได้เป็นนิตย์ ต้องบอกว่า นิมนต์ขอได้ตลอดกาลเป็นนิตย์

เมื่อ ปวารณาแล้ว ถ้าพระขอเกินกำหนดหรือเกิน ๔ เดือน ไม่ควรถวาย เว้นไว้แต่ตนปวารณาอีก หรือปวารณาเป็นนิตย์ (อเจลกวรรค ข้อ ๗)

หมายเหตุ :- คำว่า ญาติ ได้แก่คนที่เกี่ยวเนื่องกัน ๗ ชั้น คือ ๑. ทวด ๒. ปู่ย่าตายาย ๓. พ่อแม่ ๔. พี่น้อง ๕. ลูก ๖. หลาน ๗. เหลน

๒๒.บุรุษ-สตรี ไม่ควรเอาของเสพติดให้โทษ เช่น สุราเมรัย ฝิ่น เฮโรอีน กัญชาถวายพระ (สุราปานวรรค ข้อ ๑)

๒๓.บุรุษ-สตรี อย่าเอาน้ำที่มีตัวสัตว์ไปตั้งไว้ให้พระบริโภค คือ ดื่ม อาบ ล้างเท้า ใช้สอย (สัปปาณวรรค ข้อ ๒)

๒๔.บุรุษ-สตรี ผู้นำสินค้าหนีภาษี (ผู้ทำผิดกฎหมาย) ไม่ควรเดินทางร่วมกับพระ หรือไม่ควรให้เกี่ยวข้องกับพระ (สัปปาณวรรค ข้อ ๖)

๒๕. สตรี ไม่ควรชวนพระเดินทางไกล แม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง แม้นั่งรถ นั่งเรือ ไปเพียงหนึ่งต่อหนึ่งก็ไม่ควร แม้สตรีหลายคน แต่ไม่มีบุรุษผู้รู้เดียงสานั่งไปด้วย ก็ไม่ควร แม้บุรุษไปด้วยหากสตรีขับรถเรือเอง ก็ไม่ควร เว้นไว้แต่เรือข้ามฟาก (สัปปาณวรรค ข้อ ๗)

๒๖.บุรุษ-สตรี จะถวายอาหารแก่พระผู้อยู่ในป่าอันเป็นที่เปลี่ยว ต้องแจ้งข่าวล่วงหน้าก่อน (ปาฏิเทสนียะ ข้อ ๔)

๒๗.บุรุษ-สตรี เมื่อพระรับบิณฑบาตเต็มบาตรแล้ว อย่าเอาอาหารวางบนฝาบาตร หรืออย่าใส่ถุงให้พระหิ้ว (โภชนะปฏิสังยุตะ ข้อ ๔)

๒๘. บุรุษ-สตรี เมื่อนิมนต์พระมาฉันในบ้านต้องจัดที่ฉันให้พร้อม เช่นน้ำล้างเท้า ผ้าเช็ดเท้า น้ำฉัน น้ำใช้ กระโถน ผ้า-กระดาษเช็ดมือ เช็ดปาก ช้อมส้อมและช้อนกลาง อย่าให้บกพร่อง (โภชนะปฏิสังยุตะ ข้อ ๓๐)

๒๙. บุรุษ-สตรี เมื่อจัดที่ให้พระสวดหรือแสดงพระธรรมเทศนา หรือปาฐกถาธรรม ต้องจัดที่ให้พระนั่ง อย่าให้ยืน และต้องไม่ต่ำกว่าที่ของผู้นั่งฟัง (ธัมมเทสนาปฏิสังยุต ข้อ ๑๓, ๑๔)

๓๐.บุรุษ-สตรี เมื่อฟังธรรมเทศนาหรือฟังปาฐกถาธรรม ต้องฟังด้วยกิริยาอาการเคารพ แม้ฟังพระสวดในงานมงคลหรืองานศพเป็นต้น ก็ต้องเคารพเช่นเดียวกัน ไม่ควรนั่งคุยกันเลย จะคุยในเวลาพระหยุดสวดได้ (ธัมมเทสนาปฏิสังยุต ทุกข้อ)

๓๑. บุรุษ-สตรี จะถวายร่มแก่พระต้องเลือกเอาชนิดที่ไม่สลับสี เช่นร่มผ้าดำล้วน ร่มกระดาษ ร่มพลาสติก สีน้ำตาล สีดำ สีเหลืองล้วน (วิ. ๒/๓๕)

๓๒. บุรุษ-สตรี จะถวายรองเท้าแก่พระต้องเลือกเอาชนิดที่ไม่มีส้นสูง ไม่มีปกส้น ไม่มีปกหลังเท้า มีแต่สายรัดหลังเท้ากับสายที่คีบด้วยนิ้ว และมีสีหม่นหมอง เช่น สีน้ำตาลแก่ (วิ. ๒/๓๖)

๓๓.บุรุษ-สตรี เมื่อจะถวายเตียงตั่งแก่พระต้องเลือกเอาแต่ที่มีเท้าสูงไม่เกิน ๘ นิ้วพระสุคต หรือ ๙ นิ้วฟุต เว้นไว้แต่แม่แคร่ และไม่มีรูปสัตว์ร้ายที่เท้า เช่น เตียงจมูกสิงห์ หรือบัลลังก์ และเตียงนั้นต้องไม่ใหญ่ถึงนอนได้ ๒ คน ที่นอนก็ไม่ใหญ่อย่างเตียง ฟูกเตียง ฟูกตั่ง และที่นั่งที่นอนไม่ยัดนุ่นหรือสำลี (รตนวรรค ข้อ ๕ และ วิ. ๒/๓๙)

๓๔.บุรุษ-สตรี เมื่อจะถวายหมอนหนุนศีรษะแก่พระ ต้องให้มีขนาดหนุนได้ศีรษะเดียวไม่ถึง ๒ ศีรษะ หมอนข้างไม่ควรถวาย (วิ. ๒/๔๐)

๓๕. สตรี ต้องไม่นั่ง บนอาสนะผืนเดียวกัน บนเตียงม้านั่งเดียวกันกับพระ แม้บนพื้นที่ไม่มีอะไรปูลาดเลย ก็ไม่ควรนั่งเสมอกับพระหรือสูงกว่าพระ ไปในรถ-เรือมีที่จำกัด จะต้องนั่งที่ม้านั่งเดียวกันกับพระต้องให้มีบุรุษนั่งคั่นไว้เสียก่อน (วิ. ๒/๗๐)

๓๖.บุรุษ-สตรี ไม่ควรเอาวัตถุอนามาสประเคนพระ วัตถุอนามาส คือสิ่งที่พระไม่ควรแตะต้อง มี ๖ ประเภท ดังนี้ :-
ก.คนหญิง คนกระเทย เครื่องแต่งกายของคนเหล่านั้น แต่ที่เขาสละแล้วไม่นับ ตุ๊กตาหญิง สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย
ข.ทอง เงิน มุกดา มณี ไพฑูรย์ ประพาฬ ทับทิม บุษราคัม สังข์ที่ขัดแล้ว ศิลาชนิดดี เช่น หยก โมรา
ค.ศัสตราวุธต่างชนิด ที่ใช้ทำร้ายชีวิตร่างกาย
ง.เครื่องดักสัตว์บก-น้ำ
จ.เครื่องประโคม
ฉ.ข้างเปลือกและผลไม้อันเกิดอยู่ในที่ (วิ. ๒/๗๓)

๓๗.สตรี ไม่ควรเกลี้ยกล่อม ยั่วเย้าพระด้วยการพูดประเล้าประโลม หรือด้วยการแต่งตัวชะเวิกชะวาก หรือล่อด้วยทรัพย์ (วิ. ๒/๙๑)

๓๘.บุรุษ-สตรี ไม่ควรเอาของเด็กเล่น เช่นเรือน้อยๆ รถน้อยๆ ถวายพระ (วิ. ๒/๑๑๘)

๓๙.บุรุษ-สตรี ไม่ควรชักชวนพระเล่นการพนัน มีแพ้ มีชนะ เช่นหมากรุก หมากแยก ฯลฯ (วิ. ๒/๑๑๘)

๔๐. บุรุษ-สตรี ไม่ควรเรียนดิรัจฉานวิชาจากพระและไม่ควรบอกดิรัจฉานวิชาแก่พระ ดิรัจฉานวิชาคือความรู้ในการทำเสน่ห์ ในการใช้ภูตผีปีศาจทำผู้อื่นให้ถึงความวิบัติในทางอวดฤทธิ์เดชต่างๆ ในทางทำนายทายทักบอกหวยบอกเบอร์ ในทางที่นำให้หลงงมงาย เช่นหุงเงิน หรือทองแดงให้เป็นทอง (วิ. ๒/๑๒๐)

๔๑.บุรุษ-สตรี ไม่ควรใช้พระในกิจนอกพระพุทธศาสนา แต่จะขอให้ช่วยกิจพระพุทธศาสนา เช่นให้ช่วยนิมนต์พระไปในการบำเพ็ญบุญอยู่ได้ (วิ. ๒/๑๒๐)

๔๒. บุรุษ-สตรี ไม่ควรนำสิ่งของอันมีค่าฝากไว้กับพระ เพราะอาจเกิดอันตรายแก่พระได้ เช่นอันตรายในการเจริญสมณธรรม ถูกปล้น ถูกเป็นผู้สำนองในเมื่อของนั้นหาย [เพิ่มเติมเองนะคะ: สำนอง = รับผิดชอบ, ต้องรับใช้, ตอบแทน] (วิ. ๒/๑๒๒)

๔๓.บุรุษ-สตรี ไม่ควรเอาเนื้อสัตว์ที่ไม่นิยมเป็นอาหารถวายพระ เนื้อที่ไม่นิยมเป็นอาหาร คือ เนื้อมนุษย์ ช้าง-ม้า-สุนัข-งู-สีห์-เสือโคร่ง-เสือเหลือง-หมี-เสือดาว (วิ. ๒/๑๓๓)

๔๔.บุรุษ-สตรี ไม่ควรเอาเนื้อสัตว์ที่นิยมเป็นอาหารแต่ยังดิบ ไม่สุกด้วยไฟ เช่น ปูเค็ม กุ้งส้ม หอยเค็ม ปลาเค็ม แหนม กะปิ ลาบเนื้อดิบ ไข่ลวกไม่สุก ประเคนพระ ควรมอบไว้แก่กัปปิยการก คือผู้มีหน้าที่ทำให้เป็นของควรแก่พระ (วิ. ๒/๑๓๓)

๔๕.บุรุษ-สตรี ไม่ควรเอาอุทิศมังสะถวายพระ อุทิศมังสะ คือเนื้อหรือไข่สัตว์ที่เขาฆ่าเจาะจงภิกษุสามเณร (วิ. ๒/๑๓๓)

๔๖. บุรุษ-สตรี อย่าเอาพีชคาม คือผลไม้มีเมล็ดสุกบางอย่าง เช่นพริกสุก มะเขือสุก อ้อยที่ยังไม่ได้ปอก ผักบุ้ง ขมิ้น กระชาย กระเทียม หอม โหระพา กะเพรา ฯลฯ ที่พ้นจากที่เกิดที่อยู่แล้ว แต่ยังปลูกให้งอกได้อีกถวายพระ ควรทำให้เป็นของที่ไม่อาจปลูกให้งอกได้แล้ว จึงถวายพระ (วิ. ๒/๑๓๕)

๔๗. บุรุษ-สตรี จะทำน้ำปานะถวายพระ ควรเลือกเอาผลไม้สุกที่นิยมเป็นอาหารชนิดที่ไม่โตกว่าผลมะตูมหรือผลกระเบา ขนาดเล็ก ไม่จำกัด เอามาทำความสะอาด คั้นแล้วกรองให้หมดกาก เจือน้ำจืดที่สะอาดบ้างก็ได้ แต่อย่าใช้น้ำร้อน และอย่าต้มน้ำปานะด้วยไฟ จะเจือน้ำตาลเกลือบ้างก็ได้ ทำแล้วต้องถวาย ให้พระฉันในวันนั้น อย่าปล่อยให้ข้ามราตรี (วิ. ๒/๑๓๙)

๔๘.บุรุษ-สตรี ไม่ควรถือเอามรดกของพระผู้มรณภาพไปแล้ว ไม่ว่าพระรูปนั้นจะเป็นพ่อ ลูก ญาติ มิตร หรือเกี่ยวข้องกันโดยสถานะไรๆก็ตาม แม้พระได้ทำพินัยกรรมไว้ให้ ก็ถือเอาไม่ได้ เพราะทางวินัยของสงฆ์มีอยู่ว่า มรดกของพระผู้มรณะตกเป็นของสงฆ์ทั้งหมด แม้พระได้พูดหว้ด้วยคำอันเป็นอนาคตว่า “ถ้าฉันตายแล้ว เธอจงเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้ไป” ดังนี้ ก็ถือเอาไม่ได้ แต่สิ่งที่พระมอบให้ด้วยคำเป็นปัจจุบันว่า “ฉันให้สิ่งนั้นสิ่งนี้แก่เธอ” ก็ถือเอาได้เฉพาะสิ่งที่ระบุถึง หากระบุทั้งหมดก็ถือเอาได้ทั้งหมด (วิ. ๒/๑๕๔/๑๕๕)

๔๙.บุรุษ-สตรี เมื่อจะถือเอาสิ่งของของพระด้วยวิสาสะ ต้องให้ครบองค์ ๓ คือ
ก.เคยเห็นกัน เคยคบกัน เคยพูดกันไว้อย่างใดอย่างหนึ่ง
ข.รู้ว่าถือเอาแล้ว เจ้าของจักพอใจ
ค.เจ้าของยังมีชีวิตอยู่ (วิ. ๒/๑๕๗)

๕๐. บุรุษ-สตรี เมื่อพยาบาลพระผู้เจ็บหนัก ฉันอาหารไม่ได้ ครั้นถึงเวลาวิกาลหิวจัด หากมิได้อาหารอาจเป็นอันตราย จะต้มข้าวหรือเนื้อสัตว์ที่นิยมเป็นอาหาร (เว้นอุทิศมังสะ) ให้เหลวกรองให้หมดกาก เอาแต่น้ำข้าว น้ำเนื้อที่ใสถวายให้พระดื่มในเวลาวิกาลได้
การที่จะอ้างว่า แพทย์สั่งให้พระป่วยฉันอาหารในวิกาลได้ แล้วนำอาหารชนิดต่างๆไปถวายในวิกาลนั้น ไม่ควรเลย หากพระอยากฉันอาหารในวิกาลโดยไม่เอื้อเฟื้อต่อวินัยแล้ว ควรให้สึกเสียก่อน จึงจัดถวายให้รับประทาน (วิ. ๒/๑๗๕)

๕๑.สตรีที่เป็นโสเภณี เป็นหม้าย เป็นสาวเทื้อ เป็นชี และกะเทย ไม่ควรไปมาหาสู่กับพระ โดยไม่เป็นกิจจลักษณะหรือผิดเวลา (วิ. ๒/๑๘๑)

๕๒.บุรุษ-สตรี ไม่ควรนิมนต์พระเข้านั่งในร้านสุรา จะเป็นที่ขาย หรือที่กลั่นสุราหรือที่ดองเมรัยก็ตาม (วิ. ๒/๑๘๑)


บุรุษ หรือสตรีก็ตาม เมื่อหวังความเจริญแก่ตนแก่วงศ์สกุลของตน และแก่พุทธศาสนา ควรศึกษาให้มีความรู้เกี่ยวกับวินัยของภิกษุสงฆ์บางข้อ ตามที่รวบรวมไว้นี้ และปฏิบัติให้ถูกต้อง ก็ย่อมจะเหมาะสมแก่ความเป็นพุทธศาสนิกชน และย่อมช่วยประดับพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองแล


















ภาคผนวก


ภาคผนวก 1:
สิกขาบทข้อนี้เข้าใจคลาดเคลื่อนกันมากตรงที่ว่าคิดว่าการกระทำในศาสนาเป็นเจตนาเป็นสำคัญ สิกขาบทเหล่านี้แม้ไม่มีเจตนาก็ผิดฉะนั้นในที่นี่จึงขอยกเอาอธิบายจากหนังสือบุพพสิกขาวรรณาอันเป็นหนังสือซึ่งพรรณาไว้ได้ใกล้เคียงกับภาษาในปัจจุบันมากสุด โดยพระอมราภิรักขิต (อมโร เกิด) เป็นผู้รจนาขึ้น ท้ายหนังสือบอกไว้ว่า เสร็จทั้งหมดในปีวอกพุทธศักราช ๒๔๐๓ นับเป็นปีรัชกาลที่ ๑๐ ในรัชกาลที่ ๔
อธิบายพระวินัยที่เกี่ยวข้องเรื่องเงิน รูปิยะสิกขาบทที่ ๘-๑๐ บุพสิกขาวรรณา หน้า ๑๖๕-๑๗๐
ในรูปิยะสิกขาบทที่ ๘ ความว่า ภิกษุใดรับเอง หรือให้เขารับ ซึ่งรูปิยะคือเงินและทองที่เขาให้ หรือตกอยู่แห่งใดแห่งหนึ่ง ไม่มี เจ้าของหวงก็ดีถือเอาเพื่อประโยชน์ตนเอง หรือยินดีรูปิยะที่ เขาเก็บไว้ให้ก็ดีรูปิยะนั้น เป็นนิสสัคคีย์ ต้องปาจิตตีย์ ทองรูป พรรณก็ดี ทองแท่งก็ดีเงินก้อนก็ดี เงินรูปพรรณก็ดี กหาปณะก็ดี มาสกทองแดง มาสทองเหลืองมาสกทำด้วยไม้ มาสกทำด้วยครั่ง ก็ดี และวัตถุอันใด ใช้ซื้อหา แลกเปลี่ยนได้แทนเงิน ในประเทศใด ในกาลใด ดังเหรียญทองแดง ใช้แทนเงินในสยามประเทศนี้ก็ชื่อว่า เงินในประเทศนั้น ในกาลนั้น ทองและเงินเหล่านี้เรียกว่ารูปิยะเป็น นิสสัคคิยวัตถุ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ที่เขาขัดแล้วศิลาที่เป็นเครื่องประดับ แก้วประพาฬ แก้วทับทิม โมรา ข้าวเปลือก ๗ ประการทาสชาย ทาสหญิง ไร่นา ที่ดิน สวนดอกไม้ ผลไม้เป็นต้นเหล่านี้เป็นทุกกฏวัตถุ ภิกษุถือเอาเพื่อตนเป็นทุกกฏ ด้าย ป่าน ผ้า ฝ้ายอปรัณณชาติ คือถั่วงาต่าง ๆ เภสัช มีเนยใส เนยก้อน เป็นต้น เหล่านี้เป็นกัปปิยวัตถุ ภิกษุถือเอาไม่เป็นอาบัติ ในนิสสัคคิยวัตถุ ภิกษุรับเองหรือให้ผู้อื่นรับเพื่อตน หรือเขาเก็บไว้ให้ต่อหน้าว่า ของนี้เป็นของผู้เป็นเจ้า หรือของนั้นอยู่ที่ลับหลัง เป็นแต่เจ้าของสละให้ด้วยกายและวาจา หรือด้วยกายวิการให้รู้ว่า เงินทองของข้าพเจ้ามีอยู่ ณที่โน้น เงินทองนี้ จงเป็นของท่านเถิด ดังนี้ ภิกษุไม่ห้ามเสียด้วย วาจาก็ชื่อว่ายินดีรูปิยะที่เขาเก็บไว้ให้ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ นับตามวัตถุนั้น รูปิยะเป็นนิสสัคคีย์เช่นนี้แล้ว พึงเสียสละในท่ามกลางสงฆ์อย่างเดียว ด้วยคำว่า "อหํ ภนฺเต รูปิยํ ปฏิคฺคเหสึ ; อิทํ เม ภนฺเตนิสฺสคฺคิยํ, อิมาหํ สงฺฆสฺส นิสฺสชฺชามิ" ดังนี้ ถ้ามีคฤหัสถ์ผู้หนึ่งมาในที่เสียสละนั้น ให้สงฆ์พึงว่ากะเขาว่า ท่านจงรู้ของนี้ ถ้าเขา ถามว่าด้วยของนี้จะให้เอาอะไรมา ภิกษุอย่าพึงบังคับว่า ให้เอาสิ่งนี้ ๆ มาพึงบอกแต่ของที่ควรว่า เนยใสน้ำมันเป็นต้น เป็นของควรแก่ภิกษุถ้าหากว่าคฤหัสถ์นั้น เขาหาของที่ควรมาด้วยรูปิยะนั้น ภิกษุทั้งปวงพึงแจกกันบริโภค เว้นแต่ภิกษุผู้รับรูปิยะผู้เดียว ไม่ควรบริโภควัตถุสิ่งใดที่เกิดแต่รูปิยะนั้น แม้ผู้อื่นได้มาถวายก็ดี โดยที่สุดแม้แต่เงาต้นไม้ที่บังเกิดแต่รูปิยะนั้นก็ดี ภิกษุผู้รับรูปิยะนั้น ไม่ควรบริโภคเลย ก็ถ้าคฤหัสถ์ผู้นั้น เขาไม่อยากจะเอารูปิยะไปซื้อสิ่งของมาเล่า ไซร้ให้สงฆ์พึงวานเขาว่า ท่านจงทิ้งของสิ่งนี้เสีย ถ้าเขาทิ้งเสีย ณ ที่ใดที่หนึ่ง หรือเขาถือเอาไปเสียก็ดี อย่าพึงห้ามเขาเลย ถ้าคฤหัสถ์นั้นเขาไม่ทิ้งไซร้ สงฆ์พึงสมมติภิกษุที่พร้อมด้วยองค์ ๕ ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ ภิกษุผู้ได้สมมตินั้น อย่าทำนิมิตหมายที่ตก พึงเกลียดดั่งคูถแล้วขว้างรูปิยะนั้นไป ถ้าเธอนั้นทำนิมิตหมายที่ตกไซร้ ต้องทุกกฏ ใน รูปิยะเป็นติกกปาจิตตีย์ ใช่รูปิยะสำคัญว่ารูปิยะ หรือสงสัยและรับหรือรับนิสสัคคิยวัตถุ เพื่อผู้อื่น มีสงฆ์แบะเจดีย์เป็นต้น หรือรับทุกกฏวัตถุ เพื่อตนและเพื่อคนอื่นก็ดี เหล่านี้เป็นทุกกฏ เขาถวายรูปิยะ หรือเขาเก็บไว้ให้ในที่ต่อหน้า หรือลับหลังว่า ของนี้จงเป็นของ ๆ ท่านถ้าภิกษุยินดีด้วยจิตอยากจะถือเอาอยู่ และห้ามเสียด้วยกาย หรือวาจาว่าของนี้ไม่ควร หรือไม่ห้ามด้วยกายวาจา มีจิตอันบริสุทธิ์อยู่ ไม่ยินดีด้วยคิดว่าของนี้ไม่ควรแก่เตาก็ดี อย่างนี้ ก็ควร ไม่มีโทษ ภิกษุถือเองหรือให้เขาถือเอาซึ่งรูปิยะ ที่ตกอยู่ในภายในอาราม หรือภายในที่อยู่แห่งตน ด้วยคิดว่า ของผู้ใด ผู้นั้นจักมาเอาไป ดังนี้ โดยนัยในรตนสิกขาบทก็ดี ภิกษุบ้าเป็นต้นก็ดี เหล่านี้ ไม่เป็นอาบัติ เป็นสาณัตติกะมีองค์ ๓ ของนั้นเป็นทองและเงินที่เป็นนิสสัคคิยวัตถุ ๑ เฉพาะเป็น ของตัว๑ รับเองหรือให้เขารับ หรือเขาเก็บไว้ให้ยินดีเอา อย่างใด อย่างหนึ่ง เป็น๑ พร้อมด้วยองค์ ๓ นี้ จึ่งเป็นนิสสัคคีย์ สมฏฐาน วิธีเป็นต้นเหมืนอด้วยสัญจริตตสิกขาบท แปลกแต่สิกขาบทนี้เป็น สิยากิริยาเพราะต้องด้วยการรับ และเป็นสิยาอกิริยา เพราะต้องด้วยไม่ทำซึ่งการห้ามซึ่งรูปิยะที่เขาเก็บไว้ให้.

ข้อแปด จบ

ในรูปิยสัโพยหาระสิกขาบทที่ ๙ ความว่า ภิกษุใด ซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยรูปิยะมีประการต่าง ๆ ของนั้น เป็นนิสสัคคีย์ ต้องปาจิตตีย์พระองค์ทรงห้ามการรับนิสสัคคิยวัตถุ และทุกกฏวัตถุ ด้วยสิกขาบท ก่อนพระองค์ทรงห้ามการแลกเปลี่ยนนิสสัคคิยวัตถุซื้อ และทุกกฏวัตถุด้วยสิกขาบทนี้ เพราะเหตุนั้น ภิกษุเอาทุกกฏวัตถุซื้อ แลกเปลี่ยนทุกกฏวัตถุ และกัปปิยวัตถุก็ดี เอากัปปิยวัตถุแลกเปลี่ยนทุกกฏวัตถุ ก็ดีอย่างนี้เป็นทุกกฏ ก็แลภิกษุเอานิสสัคคิยวัตถุ ซื้อหาแลกเปลี่ยนนิสสัคคิยวัตถุ หรือทุกกฏวัตถุ หรือกัปปิยวัตถุก็ดี หรือเอาทุกกฏวัตถุและกัปปิยวัตถุ แลกเปลียนนิสสัคคิยวัตถุก็ดี เหล่านี้เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ของที่ได้มาเป็นนิสสัคคีย์ พึงเสียสละในท่ามกลางสงฆ์อย่าง เดียวและพึงปฏิบัติในของที่เสียสละแล้ว ดังในสิกขาบทก่อน ภิกษุ บ้าเป็นต้นไม่เป็นอาบัติ เป็นอนาณัตติกะ มีองค์ ๒ ของที่แลกเปลี่ยน มาก็ดีทรัพย์ของตนที่จะเอาไปแลกเปลี่ยนก็ดี ข้างใดข้างหนึ่ง เป็น รูปิยะเป็นนิสสัคคิยวัตถุ ๑ สำเร็จในการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน ๑ พร้อมด้วยองค์ ๒นี้ จึงเป็นนิสสัคคีย์ สมุฏฐานวิธีเป็นต้น เหมือน ด้วยสิกขาบทก่อนแปลกแต่สิกขาบทนี้เป็นกิริยา เกิดแต่ทำซึ่งการ แลกเปลี่ยน.
ข้อเก้า จบ
ในกยวิกกยะสิกขาบทที่ ๑๐ ความว่า ภิกษุใดซื้อขายแลกเปลี่ยนกัปปิยวัตถุ ด้วยกัปปิยวัตถุ มีประการต่าง ๆ มีจีวรเป็นต้นกับคฤหัสถ์ของนั้นเป็นนิสสัคคีย์ ต้องปาจิตตีย์ ภิกษุกล่าวกับคฤหัสถ์ว่า ท่านให้ของนี้ด้วยของนี้ก็ดี ท่านเอาของนี้ไปให้ของนี้แก่เรา เอาของนี้แลกกับของนี้ก็ดี เอาของสิ่งนี้ไป จงทำของสิ่งนี้ ให้แก่เราก็ดีดังนี้เป็นต้น ต้องทุกกฏ ถือเอากัปปิยภัณฑ์แห่งผู้อื่นมา ชื่อว่าซื้อให้กัปปิยภัณฑ์ ของตนไป ชื่อว่าขาย เพราะเหตุนั้นภิกษุให้กัปปิยภัณฑ์ของตนไป แล้วถือเอากัปปิยภัณฑ์อันใดของคฤหัสถ์พ้นจากสหธัมมิกทั้ง ๕ แม้เป็นมารดาด้วยวาจา เป็นคำแลกเปลี่ยนกันกัปปิยภัณฑ์นั้นเป็น นิสสัคคีย์ พึงเสียสละวัตถุเป็นนิสสัคคีย์นั้นแก่สงฆ์หรือแก่คณะ หรือแก่บุคคล ภิกษุให้ของกินหรือวัตถุสิ่งไรแก่คฤหัสถ์กล่าวว่า ท่านจงกินสิ่งนี้ หรือถือเอาสิ่งนี้แล้ว เอาของนี้มาให้เราหรือทำสิ่งนี้ ให้เรา แล้วใช้ให้เอาน้ำย้อมเป็นต้นมาก็ดีหรือให้ทำบริขารมีธัมมกรก เป็นต้น และให้ทำนวกรรม มีชำระพื้นดายหญ้าเป็นต้น เช่นนี้ ถ้าของจะพึงเสียสละมี ก็พึงเสียสละก่อน ถ้าของไม่มีก็พึงแสดงอาบัติ ปาจิตตีย์อย่างเดียว ภิกษุถามราคาว่าของนี้ราคาเท่าไรก็ดี ปรารถนา จะถือเอาภัณฑะแต่มือผู้ใดเว้นผู้นั้นเสียให้ผู้อื่นโดยที่สุดแม้เป็นลูก ของเจ้าของภัณฑะนั้นวานให้เป็นกัปปิยการแลกเปลี่ยนแทน ว่า ท่านจงเอาของนี้แลกของนี้มาให้เราดังนี้ก็ดี และกล่าวให้พ้นกยวิก กยะ ดังภิกษุเดินทางไป มีแต่ข้าวสารจะต้องการข้าวสุก ว่ากะเจ้าของ ข้าวสุกว่า ข้าวสารของเรามีอยู่เราหาต้องการไม่ เราต้องการด้วย ข้าวสุก ว่าดังนี้และเจ้าของข้าวสุกเอาข้าวสารไป ให้ข้าวสุกแก่ภิกษุ ก็ดีภิกษุบ้าเป็นต้นก็ดี เหล่านี้ไม่เป็นอาบัติ เป็นอนาณัตติกะ มีองค์ ๓ คือของ ๆ คนที่จะเอาไปแลกก็ดี ของ ๆ ผู้อื่นที่ตนจะแลกมาก็ดี ทั้ง ๒ นี้เป็นกัปปิยภัณฑ์ของควร ๑ เจ้าของภัณฑะนั้น เป็นคฤหัสถ์ ใช่สหธัมมิก ๑แลกเปลี่ยนด้วยอาการดังว่าแล้ว ๑ พร้อมด้วยองค์ ๓ นี้ จึ่งเป็นนิสสัคคีย์วินิจฉัยนอกนั้นมีนัยดังกล่าวแล้วในรูปิยสิกจาบท.
ข้อสิบ จบ

------------------------------------------------จบบริบูรณ์-----------------------------------------------








 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 8 ธันวาคม 2553 10:12:10 น.
Counter : 2188 Pageviews.  

1  2  3  4  

aero.1
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]





.

************************** [Add aero.1's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.