Group Blog
 
All Blogs
 

บอกกล่าวประสบการณ์ กับการเป็นstaffในงานระดับชาติ

ผมอาจลงบล็อคช้าไปหน่อยเดือนหนึ่ง แต่ก็ต้องอภัยด้วย
นะครับ แหะๆๆ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะครับ ว่าตัวกระผมเองนั้น จะมีโอกาสได้ทำงานระดับชาติไปกับเค้าด้วย.........แถมเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับกีฬาซะด้วย ซึ่งงานที่ว่าก็คือ มหกรรมกีฬาเยาวชนเอเชียยุโรป หรือ ASEM Youth Game ครั้งที่1 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 2-8 มิถุนายน 2548

พอมานึกๆดูอีกที ผมก็พาลไปนึกถึงตอนอยู่ประถม มัธยม ตอนมีกิจกรรมพวกกีฬาสีของโรงเรียน ที่ตัวผมเองแทบจะไม่ค่อยไปมีส่วนร่วมกับมัน แต่ก็ต้องไปทำก็เพราะโดน(รุ่นพี่)บังคับ แหะๆๆ แต่ทว่างานนี้มันไม่เหมือนกัน ก็เพราะผมยอมทำด้วยความเต็มใจจริงๆ ซึ่งเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ คือช่วงที่ผมใกล้จะฝึกงานที่กกท.(การกีฬาแห่งประเทศไทย)เสร็จ พี่ที่ทำงานก็เข้ามาชวนว่า จะมาเป็นอาสาสมัครงานกีฬาASEMมั๊ย ซึ่งผมก็ตอบรับทำทันที ก็เพราะว่า พอจบจากฝึกงาน ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรต่อดี ก็เลยลองทำดู เป็นการหาประสบการณ์ไปในตัวด้วย

กลับมาพูดถึง ASEM Youth Game อีกที บางคนอาจสงสัยว่า มันเป็นมหกรรมกีฬาแบบไหนเนี่ย ไม่เคยได้ยินเลย โปรโมทก็ไม่เคยโปรโมท ก็ขออธิบายไว้เลยว่า เป็นมหกรรมกีฬาที่เกิดขึ้น จากการประชุมอาเซม ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างประเทศที่มีสมาชิกอยู่ในทวีปเอเชีย และยุโรป ในการประชุมอาเซ็ม ที่เดนมาร์ก ปี 2545 ท่านนายกบ้านเรา ก็เสนอว่า เราน่าจะมีอะไรที่มาสานสัมพันธ์ ฉันมิตร ระหว่างเยาวชนของกลุ่มประเทศในเอเชีย และ ยุโรป ซึ่งสิ่งนั้นก็คือกีฬานี่เอง และ นายกเราก็ขอรับอาสาให้ประเทศเราเป็นเจ้าภาพในครั้งแรกด้วย ซึ่งแรกเริ่มเดิมที มีประเทศที่ตอบรับเข้าแข่งขันมีแค่ 3 ประเทศ แต่ต่อมา ท่านนายกก็บอกว่า สำหรับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่จะมาร่วมการแข่งขันด้วยนั้น ทางบ้านเราจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งค่าเครื่องบิน ค่าที่พัก และค่าอาหาร (พูดง่ายๆคือ เขาฟรีทุกอย่าง ด้วยเหตุนี้ เงินค่าจ้างจากการเป็นอาสาสมัคร ก็จึงน้อยนิดเช่นนี้ - -") และทำให้มีประเทศที่มาทำการแข่งขันทั้งหมดรวม 24 ประเทศ

ก่อนวันที่พิธีการแข่งขันจะเริ่มขึ้น ก็มีการประชุมเพื่อแบ่งหน้าที่ที่แต่ละคนจะต้องรับผิดชอบ ซึ่งก็มีทั้งคนคีย์ข้อมูลผลการแข่งขันกีฬาแต่ละชนิด(ขอบอกไว้ตรงนี้ว่า มีกีฬาที่แข่งแค่6ชนิดคือ กรีฑา แบดมินตั้น ว่ายน้ำ เทนนิส ปิงปอง และ ฟุตบอล) คนเก็บผลการแข่งขันนอกสนาม ฝ่ายประสานงาน และตากล้อง ซึ่งผมก็ได้ทำหน้าที่เป็นคนคีย์ข้อมูลผลการแข่งขันกรีฑา ซึ่งมีแข่งกันแค่3วันเท่านั้น แต่ขอโทษเถอะครับ ผมต้องกรอกผลแหลกเลย เพราะ กรีฑาอย่างที่หลายๆท่านรู้ก็คือ มันจะแข่งหลายรายการ แถมมีทั้งลู่และลานอีก แต่โชคดีที่มีคนอาสากรอกข้อมูลกรีฑาประเภทลานให้ ก็เลยทำให้งานเบาขึ้น

จากนั้น ก็เป็นการเตรียมสถานที่ทำงาน ซึ่งคนที่มีหน้าที่คีย์ข้อมูลกีฬาแต่ละชนิดนั้นจะต้องไปทำงานที่ห้อง Press Center ใต้สนามราชมังคลา (เว้น แบดมินตั้น ที่คนคีย์จะต้องไปทำงานที่สนามนิมิตรบุตร) ในวันนั้น ผมก็ต้องทำหน้าที่เป็นพวกแรงงานก่อน ต้องคอยหิ้วลังกระดาษdouble A จนเจ็บมือ และก็ต้องยกลังคอมฯมา และก็นำคอมฯ ออกมาจัดวางไว้บนโต๊ะ เตรียมไว้สำหรับให้นักข่าว และ ฝ่ายกรอกผลการแข่งขันได้ใช้ ทำให้ได้ออกแรง ออกเหงื่อเยอะมากในวันแรก แถมกว่าจะเสร็จก็มืดแถมวันนั้นดันฝนตกอีก ก็เลยได้กลับบ้านช้า

พอถึงวันแข่งขันจริง ผมก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันที่จะต้องมาคีย์ข้อมูลในงานระดับชาตินี้ ถึงแม้มันดูเหมือนว่าจะทำได้ง่าย แต่ต้องทำให้ถูกต้องและรวดเร็วด้วย พอถึงเวลากรอกผลการแข่งขันจริงๆ ก็มีเรื่องวุ่นๆทยอยมาเรื่อยๆ ทั้ง คนเก็บผลนอกสนามเขียนประเทศของนักกีฬาผิดบ้าง ลำดับผิดบ้าง หรือ ไม่มีชื่อของนักกีฬา+ประเทศในรายการที่แข่งขัน ก็เลยต้องเสียเวลามาจัดตารางการแข่งขันใหม่ เพิ่มรายการการแข่งขันให้กับนักกีฬาใหม่อีกด้วย(แถมนักกีฬาบางคน ดันโปรแกรมให้อยู่ในประเภทชาย ทั้งที่นักกีฬานั้นเป็นผู้หญิง!!) แต่ก็แก้ไขอุปสรรคไปได้ด้วยดี และพอตอนสรุปเหรียญการแข่งขันก็มีปัญหาอีก เมื่อผมทำการใส่เหรียญให้แต่ละประเทศที่ได้นั้น ตัวเลขที่ตารางสรุปเหรียญกลับไม่ยอมเพิ่ม แต่ก็ได้เพื่อนๆที่ร่วมงานมาช่วยอัพเดทเหรียญให้ก็เพราะ เขามีตัวเลือกปรับปรุงการสรุปเหรียญ !(แต่ทำไมของผมมันกลับไม่มีนะ ทั้งๆที่ผมและคนอื่นๆก็ใช้โปรแกรมเดียวกันนะเนี่ย!!!!)

หลังจากจบการแข่งขันกรีฑา คนที่ทำหน้าที่กรอกผลการแข่งขันอย่างผมก็ว่าง ไม่รู้จะไปทำอะไร ส่วนใหญ่ก็มานั่งเล่นเน็ต หรือไม่ก็ตระเวนไปสนามกีฬาเพื่อไปดูการแข่งขันกีฬาต่างๆ แต่ไม่ใช่ว่าวันทั้งวันจะไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ผมก็ต้องไปช่วยคนอื่นๆ ไปเย็บเอกสารเข้าเล่ม เอกสารที่ว่าก็เป็นผลการแข่งขันกีฬาของแต่ละวันให้กับพวกนักข่าว สื่อมวลชนได้อ่านกัน ซึ่งทุกคนจะต้องช่วยกันทำก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านนอนกัน

ในวันสุดท้าย หลังจากดูบอลรอบชิงที่ ไทยอัด สโลวาเกีย 2-0 เพื่อนที่เป็นตากล้องก็พาผมไปถ่ายรูปนักเตะ และผมก็ได้ใช้สิทธิ์จากการเป็นstaff ด้วยการถ่ายรูปพวกเขาด้วย(เด็กดีอย่าเลียนแบบ......^^") จากนั้นก็เข้าไปเย็บเล่มสรุปการแข่งขันของวันนี้และเล่มสรุปรวมอันหนาๆ ซึ่งวันนั้นก็ทำเสร็จครบตามจำนวนได้เร็วเพราะทุกๆคนให้ความร่วมมือกัน(จริงๆแล้ว มีไม่กี่เล่มหรอก น้อยกว่าวันก่อนๆซะอีก) พอเสร็จจากการเย็บเล่มเอกสาร ก็ต้องไปช่วยเขาจัดเก็บคอมฯเข้าลังเดิม และจัดโต๊ะเก็บให้เรียบร้อย

หลังจากเคลียร์ของเสร็จ ก็เป็นการเลี้ยงฉลองกับความสำเร็จเล็กๆน้อยๆ ในระหว่างนั้นก็มีการแจกใบประกาศเกียรติคุณในงานนี้ด้วย ส่วนการเลี้ยงฉลองนั้นก็ไม่มีอะไรมาก เป็นการร้องเพลงคาราโอเกะ แต่ผมก็ขอกลับก่อนก็เพราะว่ามันดึกมากแล้ว เดี๋ยวพ่อกับแม่เป็นห่วง

ในระหว่างกลับบ้าน ขณะที่ผมก็เดินออกจากกกท. ก็พลางคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นราว9วัน กอปรกับใจหายที่ตัวเองไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีก(เพราะ ฝึกงานเสร็จแล้ว) เพราะที่นี่มันทำให้ผมรู้สึกผูกพันในช่วง2เดือนที่ผ่านมา ต่อไปเราคงจะไม่ต้องตื่นเช้า รอรถตู้ไปรามอีกต่อไป(มั้ง)

ถ้าจะถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ได้ทำงานนี้ ผมก็บอกได้เลยว่า ผมได้เห็นถึงเบื้องหลังของการทำงาน การรายงานผลที่ต้องอาศัยทั้งความรวดเร็ว และความถูกต้อง นั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย และต้องได้ความร่วมมือจากคนหลายคนๆที่จะทำให้งานนี้ประสบผลสำเร็จ ทำให้ได้ประสบการณ์จากการทำงาน และสามารถนำไปใช้ได้กับการทำงานอื่นๆได้

......................และจากการทำงานนี้ ดีไม่ดี อาจทำงานเป็นพวกสื่อมวลชนในหนังสือพิมพ์เลยก็เป็นได้ ...




ห้องpress ศูนย์ข้อมูลที่ผมต้องกรอกผลการแข่งขันที่นี่

โน้ตบุ๊คที่ใช้ในการกรอกผล




 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 1 กรกฎาคม 2548 13:26:12 น.
Counter : 546 Pageviews.  

บอกเล่าประสบการณ์รับน้อง+comment เล็กๆน้อยๆ

ก่อนจะเล่าเรื่อง ขอแจ้งให้ทราบว่า มีgroup blogน้องใหม่แล้ว ซึ่งมีดังนี้

-retro บอกเล่า ขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีต เกี่ยวกับสมัยเด็กๆ เกี่ยวกับสิ่งของเก่า ที่ทุกคนจะได้โหยหารำลึกถึง
-gallery เป็นหน้าแสดงรูปภาพ (ค่อนไปทางบั่นทอนปัญญา)


ส่วน blog นั้น จะทยอยมาครั้ง (แค่เดือนละครั้งเอง ^^")




ที่ผมตัดสินใจมาเล่าเรื่องนี้ให้หลายๆคนฟัง ก็เพราะไม่มีเหตุผลอื่นใด นอกจากที่ช่วงนี้มันมีแต่ข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์
เกี่ยวกับรับน้องโหดงี้ รุ่นพี่ทรมาณน้องงี้ เครียดรับน้องจนฆ่าตัวตายงี้ พอได้ยินมากเข้า ผมก็เลยเกิดอารมณ์อยากเขียนเรื่องรับน้องลงในบล็อคบ้าง จะเป็นไรไป
ในความคิดส่วนตัวเกี่ยวกับการรับน้องนั้น ขอบอกตรงๆเลยว่า ผมไม่ชอบมันเลย ให้ตายสิ ซาร่า!!!!! ถึงแม้ว่ากิจกรรมนี้ มันก็ข้อดีอยู่บ้างในแง่การฝึกความอดทน
หรือ ให้รู้จักรักสามัคคีกันก็ตามที แต่อาจเป็นเพราะว่า ผมไม่สนใจกับกิจกรรมนี้ รวมถึงเหตุผลบางอย่าง ซึ่งผมก็จะเล่าให้พวกคุณได้ฟังกัน

โดยเรื่องนี้ ผมจะเน้นเรื่องราวเกิดขึ้นที่มหา'ลัยเก่าของผมเอง ส่วนมหา'ลัยปัจจุบันขอไม่พูดถึง ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะ ผมไม่เคยเข้า คือ ไม่อยากโดนรับน้องซ้ำรอบ2 แค่นั้นแหละ
แถมขี้เกียจด้วย แหะๆๆๆๆๆ..........................................................

เรื่องเกิดขึ้น เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ณ มหาวิทยาลัยแถวๆบางเขน ที่ขึ้นชื่อเรื่อง โซตุ๊ดส์ เอ้ย!!!! โซตัส ณ คณะหนึ่ง ที่เพิ่งเปิดใหม่ไม่กี่ปี ผมก็เอ็นติดที่คณะนี้แหละ
ซึ่งตอนนั้น รุ่นพี่ปี2 ซึ่งมีหน้าที่ต้องดูแลเฟรชชี่ปี1 ก็ได้ให้สัญญาว่า รุ่นนี้จะไม่มีการรับน้องนะ ซึ่งพอได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจที่การรับน้องนั้นเป็นการร้องเพลงเชียร์คณะ และ
แค่แสดงท่าบ้าๆบอๆให้รุ่นพี่ได้ชื่นชม แต่ทว่าตอนนั้นผมกลับคิดในแง่ดีมากเกินไป พอถึงวันนั้น วันเริ่มต้นแห่งความโหดร้ายก็มาถึง พวกที่ดูแลการเชียร์แทนที่จะเป็นปี2
กลับเป็นพวกปี3 มาดูแลแทน และพวกเขาก็ได้พูดประโยคที่ถือได้ว่าเป็นpatternแทบทุกมหา'ลัย คือ............
ปี3:วันนี้พวกคุณมากันครบกันหรือเปล่า
ปี1:อ.........อ......เอ่อ ขาด X คนครับ
ปี3: X คน! ใครบ้าง!!! ทำไมเขาถึงขาด
ปี1:นายA ไปหาหมอ นายB ไปธุระ นายC.............ผมไม่ทราบครับ
ปี3:คุณเป็นเพื่อนเขาไม่ใช่เรอะ!!!! ไปตามเขามา!!!!!!
------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปี3:คุณนะ จำชื่อเพื่อน พี่สายรหัสได้ครบหรือเปล่า เอาทั้งชื่อจริง นามสกุล และ ชื่อเล่นด้วยนะ
ปี1:ได้ครับ คนนี้ชื่อ...............ชื่อ...................ชื่อ...................และ คนนี้ชื่อ....เอ่อ....เอ่อ
ปี3:ฮึ่ม แค่ชื่อเพื่อนก็จำไม่ได้ แล้วสายรหัสคุณละ ลองไล่ดูซิ!!!!!
ปี1:ครับ รุ่น1ชื่อ.......................รุ่นที่2........รุ่นที่4เอ๋อ...................
ปี3:เชอะ แค่ชื่อเพื่อน รุ่นพี่ อาจารย์ ก็ยังจำไม่ได้ !!!!!! พวกคุณนะ ไม่ได้เรื่อง!!!!!!
------------------------------------------------------------------------------------------------------
และตอนซ้อมร้องเพลงเชียร์
ปี3:ใครจะเป็นคนนำเชียร์....................เชิญค่ะ
ปี1:(ร้องเพลง)
ปี3:ร้องผิดจังหวะ!!! ท่าผิด!!!! เอ้า คนต่อไป เชิญ!!!!!
ปี1:(ร้องเพลง สมมติว่าเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัย)
ปี3:ฮึ่ม พวกคุณร้องผิดจังหวะ !!!!!! นี่เป็นเพลงพระราชนิพนธ์เชียวนะครับ !!!!!! พวกคุณเร่ง อยากไป###นักหรือไงห๊า!!!!!!
ปี3อีกคน:คณะนี้ ขึ้นชื่อว่าสามัคคี ถ้าใครไม่มีใจ ใครอยากไปเอนท์ใหม่ ก็ออกไปเลย ไป๊!!!!!!!!!!!

ปี3: คุณร้องเพลงเชียร์ได้หรือเปล่า จำเนื้อได้ไหม
ผม:พอได้ครับ
ปี3: พอได้เหรอ ถ้าได้ แน่จริงก็อย่าเอาเนื้อเพลงมาดูสิ!!!!!!
ปี3:กะอีแค่ร้องเพลงยังทำไม่ได้ รุ่นคุณนี่มันแย่สุดๆเลย มาก็ช้า พวกคุณมีเพื่อนกันบ้างมั๊ย !!!!!! ก็ช่วยๆคนที่ยังทำงานไม่เสร็จสิ!!!!!
ปี3อีกคน:พวกนั้นมันไม่มีเพื่อน มันต่างคนต่างอยู่ และพวกคุณก็ไม่ใช่รุ่นน้องผม!!!!!!!!!
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
และก็เป็นเช่นนั้นและ การที่เกิดเรื่องนี้ มันทำให้พวกผมคิดอย่างว่า พวกรุ่นพี่เขาโกหก ขนาดเขาบอกว่า งานเฟรชชี่ ไนท์ เข้าไม่บังคับ แต่มันก็หาเรื่องมาด่าพวกที่ไม่ไปจนได้
และทุกวัน พวกพี่ปี3ผู้หวังดีก็ยังคงสรรเสริญรุ่นน้องอย่างเราอย่างหนัก และเลิกดึกทุกคืน หลังจากการว๊ากเสร็จ เพื่อนๆผมและปี2ก็มารวมตัวกัน
เพื่อนผู้หญิงส่วนหนึ่งก็ร้องให้ประมาณว่า ไม่เข้าใจพวกรุ่นพี่เลย ทำไมทำกับรุ่นน้องอย่างนี้ และในการประชุมนั้น เพื่อนคนหนึ่งก็งัดแผนเด็ดออกมา
เพื่อให้รุ่นพี่ยอมรับน้องๆ นั่นก็คือ พอรุ่นพี่ถามว่าใครจะเป็นคนนำเชียร์ ให้ทุกคนยกมือ ส่วนคนออกไปก็เป็นพวกหน่วยกล้าตายหน้าเดิมๆเช่นเดิม
และก็ให้ทุกคนไปฝึกซ้อมเพลงเชียร์ต่อ กว่าจะกลับบ้านก็ดึกมาก และจากเหตุการณ์นั้น ทำให้ผมอดดู GTO เวอร์ชั่นซีรี่ย์เลย เฮ้อ

และวันที่รุ่นน้องกับรุ่นพี่เผชิญหน้ากันอีกครั้ง ปี1ทุกคนก็ทำตามแผนเพื่อนคนนั้น แต่ก็เป็นไปตามที่ผมคิดเลย นั่นก็คือ แผนนั้นล้มเหลว ก็เพราะ ถึงทุกคนจะยกมือ
อาสาออกไปนำเชียร์ก็จริง แต่พี่ปี3ก็จับได้ว่า พวกที่ออกไปนำจริงๆก็มีแต่คนหน้าเดิมทั้งนั้น(แต่ก็ใช้แผนนี้ติดต่อกันถึง3วัน) และแน่นอนละครับ พวกพี่ก็ทำการตะคอกกันอีกครั้ง
และก็มาต่อว่าพวกที่มืออยู่ไม่สุขอย่างผม และ เพื่อนอีกคนที่ทำยังไงก็จำชื่อเพื่อนไม่ได้ ร้องเพลงก็ไม่ได้ แต่สถานการณ์เลวร้ายก็หยุดลงเมื่อ พวกปี4เข้ามา และเข้ามาลงโทษ ปี3 โทษฐานที่เอาแต่ว๊ากน้องอยู่นั่นแหละ
แต่ตัวเองแหละ สอนร้องเพลงไม่เอาไหนเลย การประชุมเชียร์ก็ยุติแค่นั้น เพื่อนผมบางคนก็เสียใจที่เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้น แต่ผมกลับรู้สึกสะใจที่พวกนั้นโดนด่าแถมคิดพลางว่า มันสอนด้วยเหรอ เห็นดีแต่ว๊าก

และวันต่อมา การประชุมเชียร์ก็ดำเนินต่อไป พวกปี3 ก็ยังไม่เข็ด ทั้งๆที่รุ่นน้องพยายามมากเท่าใด ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมทุกวัน แถมคราวนี้พวกเขาก็งัดมุขเดิมๆที่ใช้กันทุกปี และทุกที่ ก็คือ
"อยากมีรุ่นพี่หรือเปล่า" "พวกคุณไม่ใช่รุ่นน้องของผมอีกต่อไป!!!!!!!!!!"พร้อมทั้งทำท่าทางบีบน้ำตาอีกตามฟอร์ม และพวกปี4 ก็เข้ามาปรามตามฟอร์ม และทีนี้พอมีคนขาชา ปี3ก็สั่งให้ ปี2 เข้ามาดูแล
แล้วพี่รหัสผมก็เข้ามาถามความรู้สึกว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผมก็ตอบไปว่า พวกรุ่นพี่พวกนี้เก่งดีนะ ทำเป็นแสดงละครตบตา จริงๆเขาก็เป็นห่วงพวกเราเหมือนกันนะแหละ(แต่ต้องตอบเบาๆ ไม่งั้นวงแตก.......)

และการประชุมเชียร์ที่คณะ ก็จบลงแค่นี้ แต่ก็ยังมีการรับน้องต่อที่ต่างจังหวัด ซึ่งเอาเข้าจริงๆเพื่อนผมก็มากันไม่ครบทุกคน ส่วนผมที่แรกว่าจะไม่ไป แต่ก็เพราะ พ่อและแม่ รวมถึงพี่รหัสผมอ้อนวอนให้ไป ก็เลย
ต้องยอมไปแต่โดยดี -_-" ซึ่งการรับน้องที่ต่างจังหวัดก็ไปที่หัวหิน 2คืน 3วัน ในคืนแรก มันก็เริ่มแล้วครับ แต่คราวนี้แกนนำคือ เหล่ารุ่นพี่บัณฑิต พี่บัณฑิตก็เริ่มกดดันรุ่นน้อง และก็ทำได้สำเร็จ
รุ่นน้องอย่างเราก็ทำไม่ได้ ก็โดนสั่งให้หันหน้ามองทะเล และได้ยินคำคร่ำครวญ พรรณนาของเหล่ารุ่นพี่ทุกชั้นปี พูดไป พลางบีบน้ำตาไป"ที่น้องทำไป สิ่งที่พี่เตรียมฐานทั้งหมดก็เลยสูญเปล่า" ในตอนนั้น ทุกคนอยู่
ในอาการซึม แต่มีเพื่อนคนหนึ่งก็เสนอว่า เวลา02.45น. ให้ทุกคนออกมา และร้องเพลงของคณะ ร่วมกัน และแผนก็เริ่มขึ้น ณ เวลานี้ ทุกคนยังร้องเพลงต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่สนคำพูดของรุ่นพี่ที่บอกว่า หนวกขู
หรือ ไปนอนกันได้แล้วเลย และแผนก็จบลงเมื่อประมาณ 03.00น.กว่าๆ เมื่อรุ่นพี่คนหนึ่งบอกให้หยุดและให้กลับไปที่พัก

เช้าวันถัดมา รุ่นพี่บางคนก็ยังคงแสดงละครเหมือนเคย เมื่อไม่ยอมรับไหว้จากรุ่นน้องบางคน จนในที่สุดเพื่อนๆก็เลยตัดสินใจ พยายามร้องเพลงคณะให้รุ่นพี่ยอมรับให้ได้ ทุกคนก็ไปยืนร้องเพลงที่ชายหาด และ
เสียงเพลงก็ดังขึ้น น้ำทะเลเข้ามาสาดขาของทุกคน และทันใดนั้น พวกรุ่นพี่ทุกชั้นปี ก็เข้ามาร้องเพลงของคณะด้วยกัน จนกระจบเพลง รุ่นพี่ก็เข้ามาโอบกอด จับมือ รุ่นน้อง และก็จบลงที่การบูม
และในที่สุด การรับน้องก็จบลงเพียงเท่านี้ ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจเหลือเกิน............................................

พอกลับที่พัก เพื่อนคนหนึ่งก็ได้ถามผมว่า นายร้องไห้หรือเปล่า แต่ผมกลับไม่ร้อง แล้วเขาก็ถามกลับว่า นายไม่รู้สึกซึ้งกับเขาบ้างเลยเหรอ ผมก็ตอบว่า
"ก็ประทับใจอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าสมมติว่า สิ่งที่พวกเราทำไป ถ้าพี่เขายังไม่ยอมรับอีก ก็ช่างมันปะไร"
เพื่อน:...............................................................................
---------------------------------------------------------FIN-----------------------------------------------------------------------------------------------

สำหรับผู้อ่านคนไหนที่ยังไม่เข้ามหา'ลัย อ่านแล้วยังคิดว่า ทำไมมันเหมือนกับบทละครจังเลย หรือ มันคล้ายๆกับบทรายการเรียลลิตี้ โชว์บางรายการ
ก็ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง! ซึ่งพอผมมาลองกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกที ผมก็รู้สึกดีนิดหน่อยที่การรับน้องแบบ"ว๊าก"
นั้นมันทำให้สามัคคีกันก็จริง แต่มันก็เป็นการสามัคคีกันชั่วคราวเท่านั้น เพราะหลังรับน้องเสร็จ ทุกคนก็จะไม่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเดียวเหมือนเคย แต่จะแตกเป็นกลุ่มเล็กๆ
น้อยๆกันไป คราวนี้ต่างคนก็ต่างอยู่กัน ส่วนรุ่นพี่ก็ไปอยู่ส่วนเขาไป ขณะน้องทำงาน พี่ก็ไม่ยอมมาช่วยเลย ซึ่งก็ถือได้ว่า
การรับน้องนั้นมันก็เป็นกิจกรรมที่สานสามัคคีกันแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง!!!!!! ต่อให้ไม่ว๊าก ไม่รับน้อง ทุกคนก็อยู่กันได้ และประสบความสำเร็จในชีวิตการงานได้เหมือนกัน
ขอยกอีกทีว่า ที่อ้างว่าที่มีการรับน้อง และว๊ากน้อง เพื่อให้รุ่นน้องรักกันและอดทนกับการไปทำงานข้างนอกนั้น ก็เป็นข้ออ้างที่ทำให้ดูดีมากกว่า ซึ่งการที่คนเราจะมีมนุษย์สัมพันธ์
หรืออดทนต่อสิ่งต่างๆมากน้อยแค่ไหน มันก็ขึ้นกับอุปนิสัยตัวเราเองนะแหละ ไม่เกี่ยวข้องกับรับน้อง เพราะเผลอๆ คนที่ไม่ไปรับน้องยังประสบความสำเร็จมากกว่าคุณพี่ว๊ากหรือใครที่ไป
กิจกรรมนี้บางคนซะอีก!!!!! และอีกสิ่งหนึ่งไม่ว่าอีกกี่ปี ที่ผมยังคงไม่ชอบการรับน้องก็คือการว๊ากนะแหละ เหตุผลก็ง่ายๆ ก็คือ เป็นถึงปัญญาชนแท้ๆ แต่ทำไมถึงทำตัวเองต่ำถึงขนาด
นั้น แถมยังทำตัวเฟคๆสุดให้รุ่นน้องได้เห็น แทนที่มันจะดูดี มันกลับกลายเป็นว่าพวกรุ่นพี่เองนะแหละไม่จริงใจต่อรุ่นน้อง ก็แค่รับน้องไปงั้นๆเอง หรือไม่ก็อยากจะระบายความแค้นที่
ตัวเองก็เคยถูกรุ่นก่อนกระทำเยี่ยงนั้นเช่นกัน และไม่แน่จริงที่ บอกว่าจะตัดรุ่น แบนคนโน้น คนนี้ เอาเข้าจริงก็ทำไม่ได้อย่างที่พูด(....เหมือนท้าทายเลยแฮะ)
และพี่ที่รับน้องพวกเขานั้นน่าจะลองนึกถึงพ่อแม่ผู้ปกครองของน้องกลุ่มนั้นบ้างว่า เค้าเป็นห่วงมาก รวมถึงตัวเองด้วยที่ตัวเองทำไม่ได้
อย่างน้อง ก็เอาแต่ด่าสั่งสอน (เหมือนตอนร้องเพลงเชียร์นะแหละ ที่บอกว่ารุ่นน้องร้องเพี้ยนนะ จริงๆแล้วรุ่นคุณหรือรุ่นก่อนหน้ามันก็ร้องเพี้ยนเหมือนกันนะแหละ ไม่ต้องมองไกลเลย)

ฟู่........................ ด่าซะเหนื่อยเลย ไม่ใช่ว่าผมจะเป็นคนที่ไม่ยอมรับระบบอาวุโสเลย ในสังคมสมัยนี้ ระบบนี้มันก็ยังจำเป็นอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่เราต้องหาวิธีการที่ดีที่สุด และ
ลองปรับใช้ให้ดีต่อทุกฝ่าย ปัญหาการรับน้องที่เป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้มันก็จะไม่เกิดขึ้น

และในความคิดผม เกี่ยวกับการรับน้องนั้นยังจำเป็นหรือไม่ ผมก็ขอตอบว่ามันไม่ค่อยจำเป็น เพราะขนาดเราอยู่อนุบาล ประถม มัธยม ยังไม่มีเลย แต่เราก็ยังเข้ากับเพื่อนได้ ในระดับ
มหาวิทยาลัยก็เช่นกัน ซึ่งการที่เราจะเข้ากับเพื่อนมากน้อยหรือจะเรียนดีมากน้อยแค่ไหน มันขึ้นกับตัวเราเองมากกว่า แต่ถ้าจะมีรับน้องกันให้ได้ ก็รับกันไปเถอะ แต่ควรหาวิธีที่ทำให้
รุ่นพี่รุ่นน้องรู้สึกผูกพันให้ดีที่สุด จริงใจที่สุดอย่างที่ถูกที่ควร ไม่ใช่เอะอะอะไร ต้องว๊าก ต้องตะคอกกัน ขู่กัน พูดดีๆกันไม่เป็นหรือยังไง ถ้าลองนึกย้อนกลับไป ถ้าเกิดสถานการณ์แบบนี้
ขึ้น ผมก็จะลองตอบกลับไปว่า.................
"ขอโทษนะครับ ผมคงทำตามที่พี่พูด(ตะคอก)ไม่ได้ เพราะอะไรเหรอครับ ก็เพราะคุณก็เป็นแค่รุ่นพี่ ไม่ใช่บิดามารดาและเจ้านายผมซักกะหน่อย!!!!!!!!!"




 

Create Date : 22 มิถุนายน 2548    
Last Update : 22 มิถุนายน 2548 12:49:28 น.
Counter : 1326 Pageviews.  

Introduction:มาแนะนำตัวครับ

ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจมีบล็อคเป็นของตัวเองซะที หลังจากที่ไม่เคยคิดที่จะมีเลย แต่บังเอิญว่าช่วงนี้มันว่างๆ
ทำให้ผมคิดว่า ผมน่าจะเขียนบันทึกอะไรลงไปเพื่อให้ได้รับรู้ในเรื่องราว(อันไม่ค่อยจะสาระ)ที่ผมได้บันทึกลงไป
ให้ชาวบล็อคแก๊งและพันทิพได้รู้กัน สนุกสนาน เพลิดเพลิน คลายเครียด บ้าง ทั้งๆที่ตัวเองเวลาตอบกระทู้พันทิพเนี่ยจะตอบ
ไม่ยาวมาก ถ้าเป็นที่นี่นะ ผมคงต้องใช้เวลาพิมพ์ยาวได้เต็มที่ เพราะ ไม่ต้องไปเปลืองreplyกระทู้มากมายนัก(บอกทำไมเนี่ย)

เรื่องราวในบล็อคแก๊งของผมนั้น ก็จะเน้นในเรื่องของ"การ์ตูน"สิ่งที่ผมสนใจมากที่สุด เรื่องอื่นๆก็มี
แต่คงไม่มาก และแน่นอน
ว่าบล็อคของผมอาจไม่ค่อยอัพเดท หรือ พิมพ์เรื่องราวมาให้อ่านมากนัก เรื่องใหม่ๆกว่าจะมาให้คุณๆท่านๆอ่านทีนั้น จะมาก็ต่อเมื่อเจ้าของบล็อค
อย่างผมนึกจะพิมพ์ออกมา(ตามslogan นะแหล่ะ) เพราะฉะนั้นผมจะพยายามจะเผยแพร่เรื่องราวในบล็อคให้คุณๆได้อ่านให้มากที่สุดเท่าที่จะอ่านได้นะครับ

แต่ละgroup blog ก็มีดังนี้ ส่วนบล็อกในแต่ละกลุ่ม จะทยอยอัพเดทมานะครับ

-my dictionary พจนานุกรมบัญญัติ นิยาม ศัพท์ใหม่ๆทั้งเรื่องของการ์ตูนและทั่วๆไป ถ้าไม่ฮาก็อย่าว่ากัน
*พจนานุกรมการ์ตูนนั้น เป็นการนำ ปทานุกรมฉบับการ์ตูนซึ่งต้นฉบับเป็นFW Mailนิรนาม มาupdate เพิ่มศัพท์ใหม่ไปในตัว*

-สนทนาภาษาการ์ตูน เป็นเรื่องที่ผมแต่งเล่นๆ แบ่งเป็นตอนๆ ส่วนเนื้อเรื่องก็เกี่ยวกับการสัมภาษณ์ตัวการ์ตูนจากเรื่องดังๆที่คุณคุ้นเคย

-บอกเล่า90กับการ์ตูน(ชื่อใหม่) เป็นการรวมเรื่องราวทั้งสาระ ไร้สาระเกี่ยวกับการ์ตูน ก็เป็นบทความเกี่ยวกับการ์ตูนมาให้ได้อ่านกัน

-Freestyle Talk เป็นเรื่องพูดคุยเรื่อยเปื่อยเรื่องอื่นๆ ตามที่ผมอยากจะเสนอ

-stuff สิ่งละมุนภัณฑ์ต่างๆ มาแจก

ไหนๆก็เป็นบล็อคแรกที่ทำ ก็เลยถือโอกาสแนะนำตัวเองให้ชาวสมาชิกบล็อคแกงและพันทิพได้รู้จักกันมากขึ้น เป็นการขยายprofileไปในตัว
ไหนก็เกริ่นมามากแล้ว ก็เริ่มเลยและกัน และ ยินดีที่ได้รู้จักกันนะครับ








ชื่อ:acesman
เกิด:24 พ.ย.2524
ที่อยู่:ลำลูกกา ปทุมธานี
E-mail:pawarpak@hotmail.com target=_blank>pawarpak@hotmail.com,pakchotanon@yahoo.com target=_blank>pakchotanon@yahoo.com
การศึกษา:คณะวิทยาศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
ที่มาของนามแฝง:มาจากชื่อเล่นตัวเอง ส่วน man ตัวหลังนั้น พอดีมันนึกอะไรไม่ออก นึกอยากเติมก็เติม เป็นการบอกว่า acesmanเป็นผู้ชาย หรือ บ่งบอกว่าตัวเองเป็นซุปเปอร์ฮีโร่
(แล้วแต่ใครจะคิด)
สิ่งที่สนใจ:การ์ตูน ฟุตบอล ของกิน เพลง อินเตอร์เน็ต cg
สิ่งที่ไม่ชอบ:นักการเมือง ดาราสุดfake นักวิชาการใจแคบ พวก(อ้าง)เยาวชนจอมก่อกวน ของกินบางชนิดเช่น ทุเรียน ข้าวมันไก่
การ์ตูนที่ชอบ:โดราเอม่อน,ดราก้อนบอล,สแลมดังก์,วันพีซ,โคนัน,คุโรมาตี้,เดธ โน้ต,เนกิมะ และอีกมากมายนับไม่ถ้วน
ทีมฟุตบอลที่ชอบ:แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมชาติ อังกฤษ,อาร์เจนติน่า และ ทีมชาติ ไทย


ความเป็นมาในโลกไซเบอร์:รู้จักกับอินเตอร์เน็ตตั้งแต่ม.3 และเริ่มconnnect ติดลมตั้งแต่ช่วงม.5ขึ้นม.6 โดยเว็บที่เข้าบ่อยๆในตอนนั้นคือ เว็บsanook เข้ามาเพื่อ
อ่านกระทู้โดยเฉพาะ ได้เห็นทั้งคนตอบกระทู้แบบสุภาพ แบบฮาๆ และหยาบคาย กระทู้ไหนที่อ่านแล้วมันส์ ก็อดไม่ได้ที่จะร่วมแจมไปด้วย ต่อมา M-Web ก็เข้ามา
จัดระเบียบกับboardของsanook ทำให้กระทู้ของsanookในช่วงนั้น ลดหายลงไป และไม่น่าสนใจเท่าที่ควร ก็เลยออกจากsanook ไปเข้า pantip.com เมื่อปี2543
เพื่ออ่านกระทู้pantip และเห็นว่า pantip มีกระทู้ที่น่าสนใจอยู่เยอะ และ คนตั้ง-ตอบกระทู้ดูมีวุฒิภาวะ สติปัญญาสูง เมื่อเทียบกับเว็บอื่นๆที่เคยเข้า ก็เลยสิงสถิตย์อยู่ที่นี่ตั้งแต่นั้นมา และตัดสินใจสมัครสมาชิกพันทิพ และใช้นามแฝงนี้เมื่อเดือน มิ.ย. ปี2545 (เดิมเวลาตั้ง-ตอบกระทู้จะใช้ชื่อACE) ส่วนโต๊ะที่เข้าไปบ่อยในพันทิพคือ เฉลิมไทย และ ศุภชลาศัย และเคยมีกระทู้ที่ตั้งขึ้น ขึ้นหน้าหนึ่งในโต๊ะเฉลิมไทยถึง3กระทู้ในปี2546(แต่ปัจจุบันกระทู้เหล่านี้ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลในคลังกระทู้เก่าแล้ว เฮ้อ! เสียดาย)


การ์ตูนกับชีวิตผม: ตั้งแต่เริ่มจำความได้ การ์ตูนเรื่องแรกที่ได้สัมผัสนั้น ไม่ใช่โดราเอม่อนเหมือนหลายๆคน แต่กลับเป็นหนังสือการ์ตูนไทยที่ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยก็ยังขายดี อย่าง ขายหัวเราะ และ มหาสนุก (สมัยนั้นขายหัวเราะและมหาสนุกยังเป็นเล่มใหญ่อยู่เลย ยังไม่เป็นpocketbookเหมือนทุกวันนี้) ส่วนการ์ตูนทางทีวีเรื่องแรกนั้น จริงๆแล้วมันก็เรียกว่าเป็นการ์ตูนก็ไม่ได้ แต่เป็นหนังแปลงร่างพวก เซ็นไท(ขบวนการ5สี) อย่าง เชนจ์แมน และพวกเมทัลฮีโร่ อย่าง ตำรวจอวกาศเกียร์บัน จัสเปี้ยน สปิลบัน
ซึ่งช่วงนั้นผมบ้าหนังพวกนี้มากเลย ส่วนโดราเอม่อนที่ใครหลายๆคนชอบนั้น ผมได้ดูครั้งแรกก็ตอนที่ไปเช่าวีดีโอกับพ่อ โดยเช่าม้วนที่เป็นตอน สงครามหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นภาคพิเศษของเรื่องนี้ พอผมได้ดูก็เริ่มติดใจโดราเอมอนรวมถึงอนิเมเรื่องอื่นๆ มาตั้งแต่นั้น และการที่วันเสาร์ อาทิตย์ ช่อง9 การ์ตูนก็นำโดราเอม่อนภาคปกติมาฉาย ผมก็ยังคงติดตามอยู่จนถึงทุกวันนี้ ดูโดราเอม่อนไป ผมก็อยากจะมีโดราเอม่อนอีกซักตัวมาอยู่ด้วย อยากใช้ของวิเศษจากกระเป๋าของโดราเอม่อนให้ได้มากที่สุด จนถึงขนาดที่ผมต้องรบเร้าให้คุณพ่อคุณแม่ซื้อหนังสือการ์ตูน โดราเอม่อน มาอ่านแก้เหงา(แต่ปัจจุบัน เล่มเหล่านี้หายไปแล้ว เหลือแค่โดราเอม่อนฉบับสนพ. animateเล่มหนาๆ กับของเนชั่นอีกไม่กี่เล่ม)
จากจุดเริ่มที่ช่อง9การ์ตูนเอาโดราเอม่อนมาฉายนั้น ก็ทำให้ผมก็เริ่มติดการ์ตูนทีวีทางช่อง9มากขึ้น ทั้ง อาราเล่ ผีน้อยคิวทาโร่ ปาร์แมน วิงแมน หมัด'ดาวเหนือ ตำรวจเหล็กจีบัน มาชีนแมน เฮลโล่ สแปงค์(ที่ตัวเอกเป็นสุนัขอ่ะ) รวมถึง สุดยอดการ์ตูนมหากาพย์ "ดราก้อนบอล"(พอช่อง9ตัดดราก้อนบอลแล้วเอาเรื่องอื่นมาฉายนะ แบบว่าเคืองมาก) และช่วงนั้น ผมก็ชอบการพากย์ของ "น้าต๋อย"จนถึงขนาดว่า โตขึ้นอยากทำงานเป็นนักพากย์ด้วย!!!(ถ้าเป็นตอนนี้ผมรู้สึกเฉยๆกับเขานะ เพราะเขาถึงจุดสุดยอดแล้ว)
ส่วนการ์ตูนช่องอื่นก็ดูนะ อย่างช่อง3ต้อง เซนต์ เซย่า นินจาฮาโตริ ไรเดอร์แบล็ค(มดแดงภาคแรกที่ผมดู) นินจาเต่า อิคคิวซัง ส่วนช่อง7 ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกการ์ตูนหลังข่าวพวก ป๊อปอาย ทอมกับเจอรี่ ไมตี้ เมาส์ และการ์ตูนญี่ปุ่นบางเรื่อง อย่าง สาวเหมียวยอดนินจา(Samurai Pizza Cats)
ช่วงประมาณป.6 ผมก็ไม่ค่อยได้ติดตามการ์ตูนทางทีวี เพราะต้องไปเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้าม.1(สมัยผมนั้น คนนอกพื้นที่รร.ต้องสอบเข้าอย่างเดียว ผิดกับสมัยนี้ที่เอาเด็กมาจับฉลากก่อน ใครพลาดก็ต้องไปสอบเข้า ผมว่าสมัยผมตอนนั้นดีกว่าเยอะ)แต่ช่วงนั้นผมก็ยังได้สัมผัสกับดราก้อนบอลที่ลงในหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์อย่าง เดอะ ทาเลนท์ เพราะเพื่อนชอบซื้อมาอ่าน ก็เลยรู้เรื่องราวของดราก้อนบอลมากกว่าที่ช่อง9ฉายซะอีก
พอเข้าเรียนมัธยมที่รร.รัฐฯ แถวๆเซนทรัล ลาดพร้าว ก็มีโอกาสได้ดูการ์ตูนแค่วันอาทิตย์ และตอนเย็นวันธรรมดาทางช่อง3 เพราะแม่ผม(เคี่ยว)เข็ญให้ไปเรียนพิเศษอีกแล้ว ก็เลยได้สัมผัสแค่ รันม่า เซเลอร์มูน นาเดีย พอช่วงม.2 ความสนใจเกี่ยวกับการ์ตูนก็เริ่มน้อยลง เพราะช่วงนั้นเพิ่งเปลี่ยนแปลงจากเด็กเป็นวัยรุ่น กอปรกับสนใจเกมส์ วีดีโอ กับ กีฬาฟุตบอลมากกว่า แต่ไม่ใช่ว่า ผมจะไม่แตะการ์ตูนเลยนะ การ์ตูนที่ได้ดูในช่วงนั้น ก็เป็น ชินจัง การ์ตูนเด็กน้อยจอมลามกในตำนานที่ผู้ปกครองพากันสวดด่าไม่รู้กี่รอบ
พอเข้าสู่ช่วงม.ปลาย จะบอกว่าการ์ตูนไม่ค่อยจะได้แตะเลย เพราะต้องไปเรียนพิเศษเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย มีโอกาสดูก็ตอนที่น้องสาวเปิดดูการ์ตูนของ IBC UBC (ที่ขึ้นชื่อว่าเสียงพากย์ไทยประหลาดมาก) ก็เลยมานั่งดูเป็นเพื่อนน้องด้วย พอหลังจากที่ศึกเอนทรานซ์อันหนักหน่วงจบลง เผอิญช่วงนั้นว่างไม่มีอะไรทำ ก็เลยหาการ์ตูนมาอ่าน และการ์ตูนที่อ่านก็มี ฮาเลม บีท จอมโหดกระทะเหล็ก และ สแลมดังก์ รวมถึงมีเวลาว่างก็เลยได้ดูการ์ตูนช่อง9 เลยได้ดูทั้ง โคนัน ตำรวจสาวจอมซ่า(You Are Under Arrest) และสแลมดังก์(แถมต้องอัดวีดีโอให้น้องสาวผมดูด้วย เพราะน้องสาวไปเรียนพิเศษ) ก็เลยทำให้ผมกลับมาบ้าการ์ตูนอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงการที่ตัวเองได้ดูรายการ TV Champions ตอนชิงแชมป์เจ้าแห่งการ์ตูนผู้ชาย ซึ่งเป็นตอนนึงที่ดูสนุกมาก และคนที่เป็นแชมป์ก็เป็นจักษุแพทย์วัยกลางคนคนนั้น ทำให้ผมคิดได้ว่า การที่เราจะรักหรือชอบสิ่งๆหนึ่งนั้น อายุ อาชีพ หรือ สิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น ไม่เป็นอุปสรรคต่อกันเลย ใครจะมองว่ายังไงก็ช่าง ขอเพียงแค่เราอย่าสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น และอย่าพยายามที่จะปฏิเสธในสิ่งที่ตนชอบซะจะดีกว่า
ทุกวันนี้ ผมก็ยังติดตามการ์ตูนอยู่ มีหนังสือการ์ตูนมากกว่า450เล่ม(แต่คงน้อยกว่าใครหลายๆคนในนี้แน่T_T) และก็ติดตามข่าวสารการ์ตูนทางอินเตอร์เน็ตที่มีคนที่เป็นนักอ่านการ์ตูนเหมือนเราอีกหลายคน ถ้าถามว่า ทำไมผมถึงชอบอ่านการ์ตูน ทั้งๆที่อายุผมก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว ก็เพราะว่า การ์ตูนนั้นมันให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เป็นเพื่อนคอยแก้เหงา และยังได้สาระ คติสอนใจ ที่แฝงอยู่ด้วย ด้วยเหตุนี้ล่ะ การ์ตูนจึงเป็นสิ่งที่ผู้คนหาอ่านได้ ทุกเพศ ทุกวัย (ผิดกับผู้ใหญ่ในบ้านเราส่วนใหญ่ที่ยังคงคิดว่าการ์ตูนเป็นเรื่องไร้สาระของเด็กๆ) และถ้าถามว่า จะเลิกอ่านการ์ตูนเมื่อไหร่ ผมก็คงจะตอบว่า จะยังคงอ่านการ์ตูนจนกว่าที่ชีวิตของผมจะหาไม่นะแหล่ะ




 

Create Date : 20 เมษายน 2548    
Last Update : 24 พฤษภาคม 2548 11:24:14 น.
Counter : 212 Pageviews.  


acesman
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]










หวัดดีจ้า commentบ้างก็ได้เน้อ
Friends' blogs
[Add acesman's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.