ขอบคุณที่คิดถึงกัน
Group Blog
 
All blogs
 

ตั้งครรภ์ปลอดภัย
แม้วัยเกิน 30

นอกจากการแต่งงานแล้ว หลายคนมองว่าชีวิตครอบครัวจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีลูกไว้เป็นโซ่ทองคล้องใจ แต่ด้วยแนวโน้มในปัจจุบันที่ผู้หญิงมักแต่งงาน และมีลูกในวัย30 ปีไปแล้วทำให้หลายคนต้องประสบกับภาวะมีบุตรยาก รวมถึงความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์มากขึ้น

อายุมากขึ้น โอกาสตั้งครรภ์ลดลง

แม้ว่าผู้หญิงที่เตรียมตัวเป็นคุณแม่ในช่วงวัย 30 ปีขึ้นไป จะมีความได้เปรียบมากกว่าผู้หญิงในช่วงวัย 20 ปีในแง่ของความมั่นคงทางด้านการเงิน และความมีวุฒิภาวะ แต่ในแง่ความสมบูรณ์ของร่างกายทั้งก่อนและระหว่างการตั้งครรภ์แล้ว ช่วงวัยนี้มีข้อควรระวังอยู่หลายประการด้วยกัน

มีการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่เลยช่วงอายุ 30 ปีไปแล้วจะมีโอกาสตั้งครรภ์ลดลงกว่ากลุ่มผู้หญิงในช่วงอายุ 20 ปี เนื่องมาจากภาวะการตกไข่ที่ลดน้อยลงโดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัย35 ปีขึ้นไปซึ่งถือกันว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับผู้หญิงที่ต้องการมีบุตรโดยพบว่าผู้หญิงจำนวนถึงหนึ่งในสามของกลุ่มนี้ มีปัญหาการมีบุตรยาก ขณะที่ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่าง ๆ ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ภาวะความเสี่ยง และโรคแทรกซ้อน
นอกเหนือจากการตั้งครรภ์ยากแล้ว ว่าที่คุณแม่วัย 35 ปีขึ้นไปยังต้องระวังความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ดังต่อไปนี้
•โรคเบาหวานและภาวะความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในรายที่มีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน

•ภาวะครรภ์เป็นพิษ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการตั้งครรภ์ของมารดา ซึ่งมักเกิดขึ้นในกรณีที่มารดาตรวจพบโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง

•การแท้งบุตร โดยทั่วไปแล้ว ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ในช่วงสามเดือนแรกในทุกช่วงอายุมักมีความเสี่ยงต่อการแท้งอยู่บ้าง แต่เมื่ออายุมากขึ้นความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยผู้หญิงในวัย 35 ปีขึ้นไปจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 20 ขณะที่ผู้ที่มีอายุ 40 ปีจะอยู่ที่ร้อยละ 35

•ภาวะรกเกาะต่ำ หรือภาวะที่รกเกิดการฝังตัวหรือเกาะอยู่ใกล้กับบริเวณปากมดลูก หรือขวางปากมดลูก ทำให้มีเลือดออกโดยไม่มีอาการเจ็บครรภ์ หรือเกิดการเสียเลือดมากขณะคลอดซึ่งอาจแก้ไขได้โดยใช้วิธีผ่าคลอดแทนการคลอดแบบธรรมชาติ

•ความผิดปกติทางพันธุกรรมของทารก โดยเฉพาะดาวน์ ซินโดรมซึ่งความเสี่ยงมักเพิ่มสูงขึ้นตามอายุของมารดา โดยอัตราความเสี่ยงในกลุ่มของหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุเกิน 35 ปี อยู่ที่ 1 ใน 400ขณะที่ผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปี จะอยู่ที่ 1 ใน 100

•การคลอดก่อนกำหนด และทารกมีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำกว่าปกติ

•ทารกเสียชีวิตขณะอยู่ในครรภ์มารดา (Stillbirth) มักเกิดขึ้นหลังจาก20 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ โดยหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุเกิน 40 ปีจะเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น 2 - 3 เท่าเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ที่มีอายุ 20 ปีเลยทีเดียว
การตรวจวินิจฉัยระหว่างตั้งครรภ์
เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้หญิงทุกคนจะได้รับคำแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพระหว่างการตั้งครรภ์ แต่สำหรับคุณแม่วัย30 ขึ้นไป ซึ่งมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ ยิ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการได้รับการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาความผิดปกติในการตั้งครรภ์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการตรวจ ดังต่อไปนี้

•การทำอัลตร้าซาวด์ เป็นการนำคลื่นเสียงความถี่สูงมาแปลให้เป็นภาพวีดีโอโดยมีวัตถุประสงค์หลายประการ อาทิ เพื่อตรวจดูอายุครรภ์ของมารดาติดตามดูพัฒนาการของทารกในครรภ์และเพศของทารกเป็นต้น สำหรับคุณแม่ที่อายุมากกว่า 35 ปีการตรวจจะมุ่งเน้นไปที่การ

•วิเคราะห์หาสัญญาณของการเกิดภาวะแทรกซ้อนและความผิดปกติของทารกการเจาะน้ำคร่ำ เป็นการตรวจเพื่อหาความผิดปกติของโครโมโซม หรือโรคทางพันธุกรรมของทารกโดยใช้เข็มขนาดยาวสอดผ่า น หน้าท้องเพื่อเจาะเข้าไปยังถุงน้ำคร่ำและดูดเอาของเหลวมาตรวจเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ

•การตรวจชิ้นเนื้อรก เป็นการนำเซลล์ตัวอย่างจากรกมาตรวจวิเคราะห์เพื่อตรวจหาแนวโน้มว่าทารกในครรภ์มีความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือไม่ เช่นเดียวกันกับการเจาะน้ำคร่ำ
ตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพ คุณเลือกได้



แม้จะมีประเด็นสุขภาพให้ต้องกังวล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า

ผู้หญิงในช่วงวัย 30 จะไม่เหลือโอกาสในการตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพ ยืนยันได้จากงานวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเปิดเผยว่าคุณแม่ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีโดยส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ และสามารถคลอดบุตรซึ่งมีสุขภาพดีได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ เพื่อให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น ว่าที่คุณแม่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

•ไปพบแพทย์เพื่อตรวจความพร้อมของร่างกายก่อนที่จะมีบุตรและควรพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์ รวมถึงไปตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

•ใส่ใจในโภชนาการที่ดี รับประทานอาหารหรือวิตามินเสริมที่มีกรดโฟลิคให้ได้ในปริมาณ 400 ไมโครกรัมต่อวัน

•ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินกว่ามาตรฐาน

•งดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน งดแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด

•หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้การแนะนำของแพทย์

•ไม่ควรรับประทานยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์


จะเห็นได้ว่า แม้ว่าการตั้งครรภ์ในช่วงอายุที่มากขึ้นจะค่อนข้างมีข้อจำกัดในด้านความสมบูรณ์ของร่างกายแต่หากคุณแม่มีการเตรียมความพร้อมและไม่ละเลยการดูแลสุขภาพระหว่างการตั้งครรภ์“อายุ” ก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับการมีบุตรอย่างแน่นอน


อ้างอิงข้อมูลจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
03 สิงหาคม 2553
//www.//betterhealth.bumrungrad.com/BetterHealth/2010/Healthier-Women/Special-health-issues-for-over-30-moms-to-be?lang=th-TH




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 2 กันยายน 2555 13:28:11 น.
Counter : 428 Pageviews.  

MCHC

ในภาวะโลหิตจางส่วนใหญ่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของขนาดเม็ดเลือดแดง ( MCV )มักจะ
มีความสัมพันธ์กับ MCH
ซึ่งเป็นน้ำหนักของฮีโมโกลบินSmiley


ดังนั้นค่า MCHC ซึ่งเป็นสัดส่วนของฮีโมโกลบินและปริมาตร เม็ดเลือดแดงอัดแน่นจึงมักจะปกติ   ยกเว้นภาวะโลหิตจางที่มี MCHน้อยลง มากกว่า MCVที่เล็กลงจึงจะทำให้ค่า   MCHC ต่ำกว่าปกติ


ดังนั้นค่า  MCHC   จึงมีประโยชน์มากกว่า  MCH                                                                                           เพราะค่า MCH เพียงแต่บอกให้ทราบถึงปริมาณฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงที่มากขึ้นหรือน้อยลงกว่า
ปกติเท่านั้น  ซึ่งแตกต่างจากค่า  MCHC  ที่ทำให้ทราบถึงความเข้มข้นของฮีโมโกลบิน  เมื่อเทียบกับ
ขนาดเม็ดเลือดแดง  และมีความไวต่อภาวะเริ่มขาดเหล็ก   MCHC   มักจะไม่สูงกว่าปกติ  


Smileyยกเว้นใน   hereditary   spherocytosis 


ซึ่งมักมีค่าไม่เกิน 37 g / dl   เนื่องจากค่า   MCH   และ   MCHC 
เป็นค่าซึ่งค่อนข้างคงที่  จึงมีประโยชน์ในการนำมาใช้  เป็นค่าควบคุมคุณภาพในเครื่องนับเม็ดเลือด
อัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น Bull' s algorithm


 


ข้อระวังในการใช้ค่าดัชนีเม็ดเลือดแดง 
 
                 เนื่องจากการคำนวณดัชนีของเม็ดเลือดแดงต้องใช้ค่าจำนวนของเม็ดเลือดแดง ฮีโมโกลบิน
  และปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่น ดังนั้นเมื่อค่าใดค่าหนึ่งผิดพลาด ย่อมทำให้ค่าดัชนีต่าง ๆ ผิดพลาด
  ไป และทำให้ผลไม่ตรงกับรูปร่างเม็ดเลือดแดงในสเมียร์เลือด
ค่าดัชนีเม็ดเลือดแดงที่คำนวณจากการนับเม็ดเลือดแดง


ด้วยกล้องจุลทรรศน์ไม่นิยมใช้เพราะมีความผิดพลาดสูงและทำให้ค่าดัชนีเม็ดเลือดแดง มี  coefficient of variation  ( CV )       ประมาณ 10 % 


ค่าดัชนีเม็ดเลือดแดงที่ได้จากเครื่องนับ
เม็ดเลือดอัตโนมัติ จึงเป็นที่นิยมใช้เพราะให้ precision ที่ดีกว่า และค่า CV ต่ำ คือประมาณ 1 % ค่า 
MCVที่ได้ จากค่าเฉลี่ยของการวัดการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าซึ่งจะแปรผันโดยตรงกับปริมาตร
เม็ดเลือดแดง ที่วัดโดยเครื่องอัตโนมัติที่ใช้หลักการ impedance  จะมีความแม่นยำมากกว่าการคำ-
นวณข้างต้นเนื่องจากไม่มีความผิดพลาดที่เกิดจาก plasma trapped


Smileyนการปั่นฮีมาโตคริทดังนั้นข้อ
ควรระวังที่สำคัญจึงควรอยู่ที่การควบคุมคุณภาพ (quality control ) ทุกขั้นตอนตั้งแต่การเก็บตัวอย่าง
ตรวจ , การเจือจางเลือดเีพื่อนับด้วยเครื่อง , ประสิทธิภาพของเครื่อง , น้ำยาที่ใช้ ตลอดจนการรายงาน
ผลและสิ่งซึ่งยังจำเป็นที่สุดก็คือการเตรียมสเมียร์เลือดที่มีคุณภาพดี เพื่อการตรวจดูรูปร่างและลักษณะ
ของเม็ดเลือดแดงเีพราะค่าดัชนีเม็ดเลือดแดงไม่สามารถบอกความผิดปกติของตัวอย่างตรวจที่มี  mixed cell population 



Smileyตัวอย่างเช่น ใน sideroblastic anemia ซึ่งผู้ป่วยจะมีเม็ดเลือดแดงที่เป็น
ทั้ง hypochromia และ normochromia  หรือ ในกรณีที่มีทั้งเม็ดเลือดแดงขนาดเล็ก, ขนาดใหญ่อยู่รวมกัน                                
และเครื่องรายงานผลของค่าดัชนีเม็ดเลือดแดงปกติแต่ถ้าเป็นเครื่องอัตโนมัติที่มี histogram 
แสดงการกระจาย-ตัวของปริมาตรเม็ดเลืือดแดง อาจเห็นลักษณะที่มีเส้นโค้งผิดปกติ ทำให้ทราบว่ามี  


mixed cell population นอกจากนี้การใช้ ดัชนีเม็ดเลือดแดงอาจคลาดเคลื่อนจากที่เป็นจริง ในกรณี
ที่ผู้ป่วยมีภาวะ  hemodilution  เพราะจะตรวจพบจำนวนเม็ดเลือดแดง ,  ฮีโมโกลบิน , ปริมาตรเม็ด-
เลือดแดงอัดแน่นต่ำกว่าความเป็นจริง เช่นในผู้ป่วยที่บวมมาก ๆผู้ป่วยม้ามโต  เป็นต้่ี้น  ในทางตรงกัน
ข้าม ผู้ป่วยที่มีภาวะ hemoconcentrationจะทำให้ตรวจพบ relative erythrocytosis  ตัวอย่างเช่น
ผู้ที่มีภาวะ dehydration ,ผู้ป่วยที่เสียพลาสมาออกไปนอกหลอดเลือด ในกรณีที่มีโรคไข้เลือดออก 
เป็นต้น



-----------------------------------------------------------------------------


เอกสารอ้างอิง :


 1. พรวรีย์ ลำเจียกเทศ : บทที่ 6 ดัชนีเม็ดเลือดแดง : สุนารี องค์เจริญใจ, กฤษณา ปทีปโชติวงศ์
บรรณาธิการ. เทคนิคพื้นฐานทางโลหิตวิทยา ( Basic Hematological Techniques ) :                                                  ภาควิชาจุลทรรศนศาสตร์คลีนิก คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ; 2548 : 45 - 47.



//www.medtech.mahidol.ac.th/mtthai/eLearning/AutomateReport/Page2b.html
 




Free TextEditor




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2553    
Last Update : 2 กันยายน 2555 13:27:29 น.
Counter : 1613 Pageviews.  

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่


ระบบทางเดินหายใจของร่างกายแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนบน (upper respiratory tract) ตั้งแต่โพรงจมูก คอหอย ไปจนถึงกล่องเสียง   และส่วนล่าง (lower respiratory tract)  นับจากกล่องเสียงลงไป หลอดลม หลอดลมใหญ่ หลอดลมฝอย ถุงลมโป่งพอง และปอด


Smiley  อาการหรือโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบน


Smileyหวัด ได้แก่ ไอ น้ำมูกไหล มีไข้


Smileyคออักเสบ/ทอนซินอักเสบ


Smileyคอตีบ ซึ่งเกิดจาก Corynebacterium diphtheriae


Smileyหูชั้นกลางอักเสบ


Smiley  อาการหรือโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง


Smileyกล่องเสียง หลอดลมอักเสบ


Smileyหลอดลมฝอยอักเสบ


Smileyหลอดอักเสบ หรือปอดบวม


Smileyอาจรวมไปถึง มีหนองในเยื่อหุ้มปอด ฝีในปอด วัณโรคปอด ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย


การติดเชื้อไวรัสร่วมกับการติดเชื้อแบคทีเรีย พบได้บ่อยและมักเริ่มจากการติดเชื้อไวรัสก่อน ไวรัสเข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เซลล์ตาย การพัดโบกของCilia บน ciliated epithelial cell เสียไป การสร้างเมือกลดลง จึงเกิดเชื้อแบคทีเรยซ้ำเติมได้ง่ายขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น


ไวรัสก่อโรคระบบทางเดินหายใจ เรียกว่า respiratory viruses มีอยู่ประมาณ 200 ชนิด เช่น เชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus)   นอกจากนี้ไวรัสในกลุ่ม enteroviruses บางทัยป์ยังก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจด้วยไวรัสแต่ละชนิดเหล่านี้สามารถทำให้เกิดโรคหรืออาการได้หลาบแบบ และโรคหรืออาการแบบหนึ่งก็อาจเกิดจากไวรัสชนิดต่างกัน จากลักษณะอาการทางคลีนิคจะไม่สามารถบอกถึงตัวเชื้อได้


โรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจเป็นโรคเฉียบพลัน พบได้ทุกวัย มักพบในเด็ก นอกจากนี้ความชุกชุมของเชื้อไวรัสบางชนิดยังขึ้นอยู่กับฤดูกาลด้วย


Influenza viruses  Smiley  Smiley  Smiley


คือไวรัสก่อโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นตัวเดียวที่อยู่ในกลุ่ม Family Orthomyxoviridae ซึ่งมีลักษณะดังนี้


1.ยีโนมเป็น RNA สายเดี่ยว แยกเป็นชิ้นได้ 8 ชิ้น ล้อมรอบด้วย แคปซิด ซึ่งมี helical symmertry รวมเรียกว่า  ribonucleoprotein ชั้นนอกสุดคืออนุภาค envelope เป็นสารประกอบของไขมันและกลัยโคโปรตีน   บน envelope มี spike 2 ชนิด  ชนิดแรกเป็น hemagglutinin  ชนิดที่ 2 เป็น neuraminidase อนุภาคมีขนาด 100 นาโนเมตร


2. เป็น RNA virus ที่เพิ่มจำนวนในนิวเคลียส


3. ไวรัสชนิดนี้ไม่ทนความร้อน ความแห้ง สารละลายไขมัน และกรด


จากคุณสมบัติของ RNA virus และ member protein ทำให้แบ่งไวรัสไข้หวัดใหญ่ออกเป็น 3 type  คือ  A B และ C


ไข้หวัดใหญ่ทัยป์ A ก่อการติดเชื้อในคนและสัตว์ ในคนพบว่าเป็นสาเหตุได้มากถึง 80 % และยังเป็นสาเหตุในการระบาดไปทั่วโลกด้วย และเป็นทัยป์ที่มีการเปลี่ยนแปลงแอนติเจนของ hemagglutinin และ neuraminidase ไปจากเดิมมากจนกระทั่งเกิดเป็น subtype ขึ้นมาใหม่ๆ


ไข้หวัดใหญ่ทัยป์ B เป็นสาเหตุของโรคไข้หวัดใหญ่ที่พบรองลงมาจาก A ก่อการติดเชื้อในคนเท่านั้น  และพบมากในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่  มีการเปลี่ยนแปลงแอนติเจนของ hemagglutinin เช่นกันแต่ไม่มากจนกระทั่งแบ่ง เป็น subtype ได้


ไข้หวัดใหญ่ทัยป์ C เกิดขึ้นได้ในคน และ หมู




SmileyAntigen ที่สำคัญของไวรัสมี 2 ชนิด


1.  Hemagglutinin ทำหน้าที่ในการจับกับ receptor site บนผิวเซลล์ ทำให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ได้ง่าย   receptor site นี้พบได้บนผิวเม็ดเลือดแดง มีคุณสมบัติในการทำให้เม็ดเลือดแดงของคน Group O เกาะกลุ่ม สามารถนำมาตรวจหา virus ได้ antibody ต่อ hemagglutinin จัดเป็น neutralizing antibody และมีผลในการคุ้มกันโรค คือเป็น protective antibody ด้วย 


ปัจจุบัน Hemagglutinin ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทัยป์ A แบ่งออกเป็น H1 H2 H3-H13 เชื้อที่พบในคน H1 H2 H3


2.  Neuraminidase คือ enzyme ที่ทำหน้าที่ย่อย glycoprotein ซึ่งเป็น receptor site บนผิวเซลล์ทำให้ไวรัสเป็นอิสระจากเซลล์ โมเลกุลของ glycoprotein นี้พบได้ในเมือกที่ปกคลุมทางเดินหายใจด้วย เมื่อเมือกจับไวรัสไว้ ไวรัสจะใช้ enzyme ย่อยทำให้เมือกใสขึ้น ไวรัสจึงหลุดออกไปบุกเซลล์เยือบุทางเดินหายใจที่อยู่ลึงลงไป แอนติบอดีย์ต่อ neuraminidase ไม่ใช่ neutralizing antibody มีผลคุ้มกันโรคเพียวบางส่วน โดย ไป แอนติบอดีย์ต่อ neuraminidase ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสในขั้นตอนการปล่อยไวรัสออกจากเซลล์


ในปัจจุบัน neuraminidase ของเชื้อไข้หวัดใหญ่ทัยป์ A แบ่งออกเป็น 9 subtypes คือ N1 N2 N3 N4 N5 N6 N7 N8 และ N9




Smileyพยาธิกำเนิด ลักษณะอาการทางคลีนิค


ไข้หวัดใหญ่ติดต่อได้ทางการหายใจเอาเชื้อไวรัสที่ปะปนในอากาศ หรือละอองน้ำมูก น้ำลาย เข้าไป โรคมีระยะฟักตัว 2-3 วัน  ทัยป์ A และ ทัยป์ B มีลักษณะอาการทางคลีนิคคล้ายกัน พบได้ตั้งแต่ไม่มีอาการจนกระทั่งมีอาการน้อยๆ อาการที่ชัดเจนคือ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดหัว คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาจเจ็บคอหรือไอด้วย   ไข้สูง 3-4 วัน จากนั้นอาการจะค่อยๆทุเลาลง ตามปกติเชื้อจะทำให้เกิดการอักเสบทบริเวณเซลล์บุทางเดินหายใจส่วนบน มีน้อยรยที่ลุกลามไปบังส่วนล่าง ภาวะแทรกว้อนที่สำคัญคือ ปอดบวม อาจเกิดจากเชื้อไข้หวัดเดิม หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ


กลุ่มคนที่ควรได้รับวัคซีน คือ คนที่อายุ 60 ปีขึ้น และผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว เช่นโรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง  กลุ่มคนเหล่านี้ถ้ามีการติดเชื้อจะทำให้การเกิดโรครุนแรง


วัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็น Trivalent vaccine ประกอบด้วย A 2subtypes และ B 1 subtypes






---------- ---------- ------------- -------------- ---------- -----------

โรค                                     ไวรัสที่เป็นสาเหตุในเด็กเล็ก                        ไวรัสที่เป็นสาเหตุในผู้ใหญ่


Smileyหวัด                 Rhinoviruses                                                                    Rhinoviruses


                          Adenoviruses                                                                   Coronaviruses


                          Influenza viruses                                                            Influenza viruses


                          Parainfluenza viruses                                                    Parainfluenza viruses


                          Respiratory syncytial viruses                                      Respiratory syncytial viruses


                                                                                                                     


Smileyคออักเสบ                    Adenoviruses                                                                   Adenoviruses


                          Coxsachieviruses                                                            Coxsachieviruses


                          Herpes simplex virus                                                    Herpes simplex virus


                                                                                                                     


Smileycroup                 Parainfluenza viruses                                                    Parainfluenza viruses


                                                                                                                     


Smileyหลอดลมฝอยอักเสบ       Respiratory syncytial viruses                                      ไม่พบในผู้ใหญ่


                               Parainfluenza viruses                                                   


                                                                                                                     


Smileyปอดบวม                Respiratory syncytial viruses                                      Adenoviruses


                              Parainfluenza viruses                                                    Influenza viruses


                              Adenoviruses                                                                  

                              Influenza viruses




Free TextEditor




 

Create Date : 10 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 2 กันยายน 2555 13:26:56 น.
Counter : 1605 Pageviews.  

เกร็ดเล็กๆน้อย อย่ามองข้าม

ได้มาจาก mail ค่ะ จริงแท้อย่างไรลองศีกษาดูนะคะ


1. การดื่มน้ำปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็ว อาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง ร่างกายจึงขับโปแตสเซียมออกจากเซลล์เพื่อปรับสมดุลระหว่างน้ำในเซลล์และนอกเซลล์ ผลที่ตามมาคือเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง หากเกิดอาการเกร็งที่สมอง หัวใจ หรือปอด จะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเส ียชีวิตได้ แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปเพราะหากดื่มน้ำทีละเล็กทีละน้อย แม้ดื่มมากกว่าปกติก็ไม่เป็นอันตรายเพราะไตจะขับออกมาเป็นปัสสาวะ และถ้าเมื่อไรมีอาการจุกนั่นแสดงว่าดื่มน้ำมากไป ควรหยุดได้แล้ว

2. การปล่อยให้ตนเองหิวอาจนำไปสู่โรคร้าย เพราะความหิวกระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวานได้ ลองควบคุมความหิวด้วยการแบ่งมื้ออาหารจากวันละ 3 มื้อเป็นมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อต่อวัน

3. ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดหลัง เพราะคาเฟอีนลดการหลั่งสารเอนโดรฟีนซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นและมีฤทธิ์ลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ

4. วิธีง่ายๆในการดูแลสุขภาพ คือ หลังจากตื่นนอนทุกเช้า จะดื่มน้ำส้มสายชูที่หมักจากผลแอ๊ปเปิ้ล ผสมกับน้ำผึ้งอย่างละ 1 : 1 ใส่น้ำอุ่นคนให้เข้ากันแล้วค่อยเติมน้ำแข็งลงไปเพื่อให้ทานง่ายและมีรสชาติดีขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะไปช่วยการดูดซึมของระบบลำไส้ และการเผาผลาญของร่างกาย แต่โรคบางโรคอาจเกิดจากสุขภาพจิตที่อ่อนแอ ในหนึ่งอาทิตย์จึงควรจะมีวันพักผ่อนอย่างจริงจังหรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น เล่นโยคะ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและลดมลภาวะทางจิตใจไปพร้อมๆ กัน

5. การนอนดึกคืนวันศุกร์-เสาร์แล้วตื่นสายในวันเสาร์-อาทิตย์ ทำให้นาฬิกาชีวภาพของร่างกายตั้งเวลาตื่นใหม่ เมื่อถึงวันจันทร์จึงมีอาการอิดเอื้อนไม่อยากตื่น ทั้งยังทำให้ขาดสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสืออีกด้วย

6. แสงแดดยามเช้าไม่ได้ช่วยให้กระดูกแข็งแรงเท่านั้น แต่การออกกำลังกายกลางแดดใน ช่วงเวลาดังกล่าวยังช่วยให้ร่างกายผลิตสารเอนโดรฟีน ซึ่งเป็นสารต่อต้านอาการซึมเศร้าตามธรรมชาติอีกด้วย

7. ความเครียดเป็นตัวการทำลายผิวที่ร้ายแรงที่สุด ฉะนั้นเราต้องปรับความคิดใหม่ และใช้ร่างกายเราอย่างทะนุถนอมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม หาเวลาออกกำลังกายบ้าง และรับประทานอาหารดีๆ

8. แอ๊ปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวี มีประโยชน์ แต่ถ้าคุณรับประทานยาปฏิชีวนะอยู่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้เหล่านี้เพราะบูดง่ายในลำไส้ อาจเกิดการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

9. การไอเรื้อรังอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะที่แพทย์สั่งเพื่อรักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ให้ใช้วิธีที่สุดแสนธรรมดาแต่ได้ผลมากกว่าคือ ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ อมยาอมให้ลำคอชุ่มชื่นอยู ่ตลอดเวลา และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แค่นี้ก็หายแล้ว

10. การที่เราคิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี แถมอายุยังน้อย ทำให้เราชะล่าใจในการดูแลรักษาสุขภาพ เวลา! เกิดอะไรผิดปกติขึ้นกับร่างกายจะคิดว่าช่างมัน เดี๋ยวคงหายเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง

11. เมื่อมีอาการเท้าและข้อเท้าบวมให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาที แล้วขยับข้อเท้าไปข้าง หน้าและข้างหลัง เพื่อช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงที่ขนทำจากวัสดุธรรมชาติ แปรงผิวหนังเบาๆ เริ่มบริเวณฝ่าเท้าซึ! ่งเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย แล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) จากนั้นอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน ้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

12. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และรับประทานไข่มากกว่าอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

13. ผู้ที่รับประทานไข่เป็นเวลา 8 อาทิตย์ลดน้ำหนักได้มากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถึง 65 เปอร์เซ็นต์ และรอบเอวลดลงเกือบสองเท่า เพราะผู้ที่รับประทานไข่รู้สึกอิ่มกว่าการรับประทานขนมปัง ทำให้รับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็นน้อยลง

14. การรับประทานอาหารไปดูหนังไป ทำให้รับประทานอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าจะกินอิ่มมาแล้วหรือรสชาติของอาหารไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม นอกจากนี้ไฟสลัวๆ ทำให้ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ค่อยระวังตัว เพลิดเพลินเจริญอาหารไปเรื่อย

15. เสียงเพลงมีอิทธิพลต่ออารมณ์ของคนเรา ยิ่งดนตรีมีจังหวะเร็วเท่าไรก็ยิ่งกระตุ้นให้รับประทานอาหารมากขึ้นเท่านั้น

16. การดื่มน้ำ(เปล่า)เย็น 50 ออนซ์ (8 ออนซ์= 1 ถ้วย) จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี เท่ากับช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 5 ปอนด์หรือ 2.5 กิโลกรัม เพราะการดื่มน้ำเปล่าไม่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงาน แต่ต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญน้ำ ยิ่งไปกว่านั้นน้ำเย็นทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมากขึ้นอีก

17. การออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนัก และพิลาทิส ควบคู่กันไปจะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของปอดและหัวใจ รวมถึงความแข็งแรงและยืดหยุ่นของโครงสร้าง และการรับประทานอาหารมื้อย่อยๆ 5 มื้อต่อวัน โดยมื้อกลางวันจะเน้นอาหารประเภทโปรตีนเพียง 1 มื้อ นอกนั้นเน้นผักและผลไม้ จะทำให้มีพลังงานที่พอเหมาะในการใช้งาน และไม่ทิ้งไขมันส่วนเกินสะสม

18. ผู้ชายที่รับประทานมะเขือเทศ ซึ่งมีไลโคปีนสูงอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้นเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ วิธีง่ายๆ ให้นำมะเขือเทศไปปั่นให้ละเอียดเติมน้ำมันมะกอกและนำไปปรุงสุก ความร้อนจะช่วยให้มะเขือเทศปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

19. รับประทานแอ๊ปเปิ้ลหนึ่งชิ้นหลังอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญใน การลดแบคทีเรียในช่องปากและช่วยให้เหงือกแข็งแรง การรับประทานสับปะรดและมะละกอคือก่อนอาหารประมาณ 2-3 ชิ้น ดีต่อกระเพาะอาหารเพราะมีเอนไซน์ซึ่งช่วยย่อย จึงเท่ากับช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่ตามลงมาได้ง่ายขึ้น

20. หากไม่อยากมีกรดในกระเพาะมากเกินไป ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่นมะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุ๊ต หรือน้ำมะเขือเทศสดปั่น หรือทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำเข้าไป

21. สำหรับหนุ่มเจ้าสำราญ ที่ชอบปาร์ตี้หามรุ่งหามค่ำ ก็สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ด้วยการนอนหลับให้นานหน่อย อีกวิธีหนึ่งในการดูแลตัวเองคือมีแฟนเด็ก จะได้มีแรงกระตุ้นให้เราทำตัวเด๊กตาม ต้องดูดีตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอบายมุข การเที่ยวกลางคืนก็เป็นอันต้องงด

22. การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะเกมที่ต้องใช้สมาธิ ช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคอัลเซเมอร์ได้ เกมอื่นๆ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ หรือเลือกเรียนดนตรี ก็ช่วยได้เช่นกัน

23. การใช้พลาสติกใส่อาหารหรือปิดอาหาร รวมถึงใส่จานชามพลาสติกในไมโครเวฟ เพราะความร้อนจะทำให้พลาสติกปนเปื้อนในอาหาร เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม

24. ก่อนตั้งครรภ์ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน 1.ดูแลเรื่องอาหารการกิน เน้นโฟเลต แคลเซียม วิตามินต่างๆ ป้องกันอาการแพ้ท้องหรืออยากอาหารประหลาดๆ 2.ระวังเรื่องการรับประทานยาทุกชนิด ! อ่านฉลากให้ดี เพราะอาจทำร้ายลูกโดยไม่เจตนา 3.ทำใจให้สบาย คิดในแง่บวก 4. ออกกำลังกายที่เหมาะสม

25. ถ้ามื้อนั้นรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก ไม่ควรรับประทานผลไม้อีก เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ทำให้ผลไม้ที่ย่อยเสร็จไปเรียบร้อยแล้วถูกกักอยู่ในกระเพาะ เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้





 

Create Date : 15 มกราคม 2552    
Last Update : 2 กันยายน 2555 13:26:05 น.
Counter : 201 Pageviews.  

วิตามินที่รัก...vitamins is love

Smiley  วิตามิน เป็นประกอบอินทรีย์ที่ร่างกายต้องการปริมาณน้อยๆ แต่ก็จำเป็นสำหรับชีวิตนะคะSmiley
วิตามินไม่ได้เป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน แต่เราต้องการวิตามินเพื่อขบวนการเมตาบอลิซึมและต่อการทำงานของเซลให้เป็นไปอย่างปกติ 


แหล่งที่มาSmiley
1 อาหาร
2 การสังเคราะห์ของร่างกาย


ชนิดของวิตามินSmiley


1 วิตามินที่ละลายในไขมัน (A D E และ K)
2 วิตามินที่ละลายในน้ำ  (B complex และ C)

วิตามิน เอ
 พบในธรรมชาติ และแบ่งออกเป็น
- A1 (retinol)  พบมากในปลาน้ำเค็ม Smiley และตับของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  โดยจะอยู่ในรูป long-chang fatty acid ester


- A2  พบมากในปลาน้ำจืด


- Beta carotene หรือ provitamin A  จะพบในพืช  เมื่อถูกย่อยด้วย beta-carotene dioxygenase จะให้ วิตามิน เอ 2โมเลกุล



แหล่งที่พบ Vit A
    น้ำมันตับปลา  ตับ เนย  นม ไข่  Smileyผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือเขียวแก่



meatbolism 
     Beta-carotene  จะภูกย่อยโดย เอนไซม์จากตับอ่อน
ได้ เรตินอล จากนั้นจะถูก re-esterified ที่ mucosal cell ในลำไส้ ให้อยู่ในรูป retinyl stearate และถูกส่งไปพร้อมกับ chylomicrons ไปที่ตับ


และตับจะย่อย เรตินอล จะถูก re esterified อีกครั้ง เพื่อนำมาเก็บสะสมไว้ที่ เซลตับ   เมื่อร่างกายต้องการใช้ ก็จะย่อย fatty acid ออกมาจาก retinyl ester retinal รวมกับ retinol binding protein รวมกับ prealbumin เป็น complex ขนาดใหญ่ ออกไปตามกระแสเลือดสู่อวัยวะต่างๆ



หน้าที่
- การมองเห็น retinal ในหลอดเลือดจะอยู่ในรูป all-trans-retinal
ควรดูเพิ่มเติมจาก Rhodopsin cycle


- กระตุ้นการเจริยเติบโต


- ป้องกันเซลของผิวหนังไม่ให้เกิด  kertinizing epithelium




Smiley        Smiley  ถ้าเราได้รับวิตามินเอไม่พอ จะเป็นอย่างไรSmiley


-ตามัวเวลากลางคืน Smiley


-ผิวแห้ง มีต่มตามรูขุมขน *Follicular hyperkeratosis*


-เยื่อบุตาแห้ง  และหากขาดมากๆ อาจทำให้เกิด Keratomalacia โดยที่ Cornea จะแห้งติดเชื้อง่าย อาจถึงขั้นตาบอดSmiley






Free TextEditor


แล้วถ้าได้มาเกินไป ก็ไม่ดีนะคะ  อาการที่ได้รับมากเกินไปจะมี 2 แบบ ค่ะ


แบบเฉียบพลัน Smiley จะมีอาการซึม ปวดท้อง ปวดหัว คลื่อนไส้ อาเจียร ผิวลอก แดง  


อาการแบบนี้จะพบได้กับผู้ที่รับในปริมาณมากๆในครั้งเดียวค่ะ



แบบเรื้อรัง  Smiley คือจะได้รับในปริมาณที่สูงๆ สูงอยู่เรื่อยๆ อาการที่แสดงออกคือ เบื่ออาหาร นน.ลดลง ปวดข้อ


ปวดกระดุก ปากแห้งเป้นแผ่นๆ ม้ามโต ผมร่วง






Free TextEditor


ว๊า..Smiley..รู้แล้ว  นู๋จะไม่ยอมให้ไดรับวิตามินที่เกิน  หรือขาด เลยค่ะ




- - - - - - -- - - - - - - - - - -- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -





 

Create Date : 19 ธันวาคม 2551    
Last Update : 2 กันยายน 2555 13:25:30 น.
Counter : 209 Pageviews.  

1  2  3  4  

buma_ka
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]





Meddical Technology Rangsit University
Ex-MBA RMUTT


ใครที่ต้องการข้อมูลอะไรใน blog นี้ ส่งmail หรือ หลังไมค์จะเร็วกว่านะคะ
Friends' blogs
[Add buma_ka's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.