ที่นี่บ้านของป๋มก้าบ

108dog
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ชอบหลายแนวครับ เลยสถิตไปเรื่อย หลายห้องอยู่เหมือนกัน

แต่ที่เข้าไปมากหน่อยก็ หว้ากอนี่แหละ ต่อไปก็ไปห้องการ์ตูนในเฉลิมไทย สักพักก็แวะห้องเพชรพระอุมาอีกหน่อย เสร็จก็เดินทางไปสนานศุภฯต่อ ไปดูเค้าคุยเรื่องบาสฯกัน
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add 108dog's blog to your web]
Links
 

 

ปู่ฟานวาน สอนหญิง Cyber girl

หลังจากเห็นความเป็นไปในโลกไซเบอร์แห่งนี้มาพอสมควร ก็บรรลุได้ในหลายๆสิ่้ง

จึงอยากพร่ำ อยากแพร่มสอนผู้เยาว์(หรืือไม่เยาว์หว่า?) ในเรื่องต่างๆบนโลกเสมือนแห่งนี้

เรื่องแรกที่อยากบอกเล่าให้ฟังก็เป็นเรื่องของสาวๆชาวไซเบอร์ทั้งหลายนี่แหละ

ผมก็เจอมาเยอะ หลายรูปแบบ ในหลายความสัมพันธ์(ไม่ต้องบอกนะว่าอะไรบ้าง)

รู้สึกถึงความต่าง ของหลายๆคน หลายๆ login แต่สุดท้ายสิ่งที่สาวไซเบอร์

ได้รับมาในตอนจบ มักจะเป็นเพียงความหลอกลวง หรือการถูกทิ้งจากชายที่

เธอทุ่มทั้งใจและ "กาย"ให้ไป


หลายๆคนอาจจะมีคำถาม"ทำไม?"ตัวเป้งๆขึ้นในหัว อยู่บ่อยครั้ง ทำไมเค้าต้องทิ้งเรา?

ทำไมเค้าต้องหลอกลวงเรา? ทำไม และทำไม ?

อย่างแรกเลย ที่เป็นสาเหตุของเรื่องนี้ ได้แก่ รูปภาพของคุณนั่นแหละครับ

สาวๆหลายคนมักจะคิดผิดในเรื่องนี้ มักจะคิดว่ารูปเราต้องสวย ต้องเลิศที่สุด

ไม่ว่ามันจะเกิดจากการจัดมุมกล้อง หรือ photoshop ก็ตาม ชั้นก็ยังสวยอยู่ดี

เห็นได้ชัดจากโปรแกรมแช๊ททั่วไป ที่มีการโชว์รูปของคู่สนทนาด้วย หรือไม่ก็ใน

แกลอรี่ภาพทั้งหลาย ที่มักจะนำเสนอ"ภาพ"ตัวเอง ในลักษณะที่สวยเกินตัวจริงเสมอ

นั่นเป็นความคิดที่ผิดอย่างมาก ถึงมากที่สุด ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าอาจจะได้

สานสัมพันธ์กับชายหนุ่ม ในโลกแห่งความเป็นจริง

ผมบอกได้เลยนะว่า ผู้ชายทุกคนที่เห็นรูปคุณน่ะ เค้าคาดหวังจะได้เห็นคู่เดท

ที่สวยเหมือนภาพที่ได้เห็นมา หรือสวยกว่า ไม่ใช่ใน"ภาพ"ที่คุยกัน สวยอย่างกะนางฟ้า

แต่พอเจอเข้าจริง กลับไม่เป็นไปตามคาด นอกจากจะไม่สวยกว่าในภาพแล้ว

ยังแย่กว่าความคาดหวังเสียอีก แล้วชายหนุ่มจะทำยังไงล่ะ ถ้าบังเอิญไปเจอ

ไอ้พวกที่นิสัยแย่ๆหน่อย แบบเดินหนีไปเลย ก็ดีไป เพราะจะได้ไม่ต้องทนเจอ

กับอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่จะตามมาในอนาคต

แต่ถ้าไปเจอกับอีกประเภทหนึ่งล่ะ พวกขี้เกรงใจ อะไรแบบเนี้ย ก็ตอนที่แช๊ทกัน

ทำปากดีไว้เยอะ ปากหวานไว้ซะมากมาย ครั้นจะเดินหนีไปเลยก็คงใช่ที่

สุดท้ายก็ต้องเออออ เลยตามเลยไป บางคู่ก็จบแค่การเจอกันไม่กี่ครั้ง แต่สำหรับบางคู่

ก็อาจจะไปจบเอาบนเตียงของโรงแรมม่านรูดที่ไหนสักแห่งหนึ่ง


ความรักที่เริ่มจากความหลอกลวง มันก็ต้องจบที่การหลอกลวง ก็ถูกอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น คุณผู้หญิงทั้งหลาย โปรดใ้ช้วิจารณาณและสามัญสำนึกสักนิด

ช่วยจดจำประโยคข้างต้นไว้ให้ดี และนำไปคิด นำไปใช้

ตอนแรกก็ขอจบดื้อๆแบบนี้แหละ คิดไรออกจะมาบอกต่ออีกที

ที่มาเขียนที่นี่ ก็ด้นเอาสดๆ ไม่มีเรียบเรียง เพราะมีน้องคนนึงตำหนิติเตียนเอาว่า

ไม่เคยอัพบล๊อคตัวเองเลย อ่ะ ดูซะ พี่อัพบล๊อคแล้วนะค่ะ




 

Create Date : 26 มกราคม 2550    
Last Update : 26 มกราคม 2550 11:49:10 น.
Counter : 154 Pageviews.  

ทดลองเขียนเรื่องภาคต่อเพชรพระอุมา ไม่เป็นผล แต่ก็ลองลงไว้งั้นแหละ

รู้สึกว่าผลตอบรับจากคำถามที่ไปถามทิ้งไว้ในห้องเพชรพระอุมาจะค่อนข้างเลวร้ายพอสมควร แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ทิ้งไว้ในบล๊อคสักตอนละกัน

-----------------------------------------------------------

เพชรพระอุมา
ณ บ้านกลางกรุงอันร่มรื่น หญิงชราผมขาวโพลน กำลังนั่งจิบน้ำชา อยู่กลางสวนสวยอันชะอุ่มชุ่มชื่นไปด้วยพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ บอกถึงความนิยมในธรรมชาติของผู้เป็นเจ้าของบ้าน แสงแดดอ่อนๆ ส่องทะลุช่องใบไม้ ลงมากระทบกับ ร่มผ้าฝ้ายขาวสะอาด ในมือหญิงชรา เป็นสมุดบันทึกเก่าคร่าเล่มหนึ่ง ขอบด้นทองที่บ่งว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสมุดที่สวยมากเริ่มรุ่ยออก สีของกระดาษก็เปลี่ยนจากขาวเป็นสีเหลืองซีดเซียว สังเกตุได้ถึงขุยกระดาษประปราย แสดงถึงอดีตอันยาวนานของมัน
เธอพลิกมันอย่างบรรจงทีละหน้า ทีละหน้า อย่างไม่ได้ใส่ใจกับเนื้อความของมันนัก ในสายตาอันเลือนลางคู่นั้น ส่อแววคำนึงถึงเรื่องในอดีต ที่ผ่านมานานแสนนานอย่างอาวรณ์ หยาดน้ำตาเริ่มคลออยู่เรื่อ รอบดวงตา
“คุณยายขา.....” เสียงกังวาลใส เรียกสำนึกของหญิงชราให้ย้อนกลับสู่ปัจจุบัน หญิงชราปราดน้ำตาที่กำลังรื้นอยู่รอบดวงตา พร้อมเงยหน้า เอี้ยวคอมองไปด้านหลัง มุมปากยกขึ้น สายตาที่จับจ้องไปยังต้นเสียง ฉายแววการุณฑ์ “คุณยายมาหลบอยู่นี่เอง หนูเดินหาซะทั่วบ้าน” เด็กสาวเดินยิ้มแป้นเข้ามาหาคุณยายของเธอ “หนูสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วค่ะ นี่รีบมาบอกคุณยายเป็นคนแรกเลยนะค่ะ” สำเนียงแช่มชื่น พูดระรัว จนแทบจับใจความไม่ได้ “เก่งมาก หลานยาย แล้วเราได้คณะอะไรล่ะ” หญิงชราเอ่ยถาม “สัตวแพทย์ค่ะ คุณยาย หนูเลือกไว้เป็นอับดับแรกเลยค่ะ”นับเป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่เยาว์วัยของเธอที่จะได้เข้าเรียนในคณะนี้ เป็นความผูกพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องมาจาก ‘แสงโสม’ คุณยายคนนี้ของเธอนั่นเอง เพราะเด็กสาวมักจะมาคลุกอยู่ที่บ้านคุณยายของเธอตั้งแต่เล็ก เรียกได้ว่า แทบจะทุกวันหยุดเลยก็ว่าได้ ซึ่งตัวของแสงโสมเองนั้นก็นับได้ว่าเป็น นักธรรมชาตินิยมตั้งแต่วัยสาวแล้ว แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น ประกอบกับภาระในฐานะ ประธานกรรมการ ของบริษัทที่สามีหล่อนทิ้งไว้ให้ เมื่อครั้งที่แต่งงานกันได้เพียงสองปีกว่า แล้วจากไปด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ทำให้หล่อนต้องลดเวลาในการดำเนิน ท่องไพรของตัวเองลง
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความรักในธรรมชาติของหล่อนลดลงแม้แต่น้อย เมื่อไปหาธรรมชาติไม่ได้ ก็เอาธรรมชาติมาไว้ที่บ้านเสียเลย ด้วยความคิดเช่นนี้ สวนสัตว์ขนาดย่อมจึงเกิดขึ้น ณ ใจกลางเมืองกรุงเทพฯแห่งนี้ ตลอดเวลาร่วมสามสิบกว่าปี หล่อนทุ่มเททั้งเวลาและทรัพย์สินไปมากมาย เพื่อตอบสนอง ‘ใจรัก’ ของตัวเอง จนปัจจุบัน สวนสัตว์ส่วนตัวย่อมๆแห่งนี้ มีสัตว์นานาชนิดอาศัยอยู่รวมกันไม่ต่ำกว่า สี่ร้อยตัว ทั้งสัตว์ที่เธอได้มาจากสถานีอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ไวล์ไลด์ ทั้งสัตว์แปลกๆที่ ผู้เลี้ยงเดิมเลี้ยงไม่ไหว ต้องนำมาฝากเธอเลี้ยง จนตอนนี้ตลอดอาณาบริเวณกว่าห้าไร่ในรั้วบ้านเธอ เรียกได้ว่าคลาคล่ำไปด้วยฝูงสัตว์แทบทุกตารางเมตรเลยทีเดียว
‘ไพรินทร์’ หลานสาวคนเดียวของอัครมหาเศรษฐีผู้นี้ เธอผู้เป็นดวงใจของคนทั้งบ้าน ได้รับการประคบประหงมเอาใจ เสียจนวันหนึ่ง แสงโสมต้องฉุกคิด เกรงว่าต่อไปหลานสาวจะกลายเป็นเหมือนตนเมื่อวัยสาว จึงออกปากกับลูกสาวและลูกเขย ให้พาไพรินทร์มาหาบ่อยๆ ทั้งสองคนที่ต่างก็ไม่ค่อยมีเวลาว่างกันอยู่ จึงไม่คัดค้านความคิดเห็นของผู้เป็นแม่แต่ประการใด กลับเห็นดีด้วย ที่คุณแม่จะได้คอยอบรม บ่มนิสัยให้ลูกสาวตน และก็เป็นไปดังคาด ด้วยการเลี้ยงดูแบบให้ความรัก ความอบอุ่นจากคุณยายของเธอ ประกอบกับความเมตตาต่อสัตว์เดรฉานทั้งหลาย ที่แสงโสมถ่ายทอดให้ ไพรินทร์ในวันนี้ จึงกลายเป็นหญิงสาวที่เพียบพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ในด้านรูปร่างหน้าตานั้น แทบจะไม่ต้องพูดถึงกันเลยทีเดียว แสงโสมในวัยสาวสวยสะคราญเพียงใด ไพรินทร์ในวันนี้ก็งามดุจกันทีเดียว
“แล้ว มหาวิทยาลัยเค้าเปิดเรียนเมื่อไหร่ล่ะ”แสงโสมเอื้อมมือไปลูบหัวหลานสาวคนเดียวอย่างรักใคร่ “อีกสองเดือนกว่าๆค่ะ ประมาณเดือนมิถุนายนนั่นแหละค่ะ”เด็กสาวเอาใบหน้าซุกตักหญิงชรา พร้อมโอบกอดรอบเอวอย่างเด็กขี้ประจบ “แล้วนี่พ่อกับแม่เราเค้าให้อะไรเป็นของขวัญเราล่ะ”ไพรินทร์ตอบทั้งยังซุกหน้าอยู่แนบตัก อย่างไม่ยินดียินร้ายเท่าใดนัก “เห็นว่าจะซื้อรถคันใหม่ให้หนูน่ะค่ะ” “เหรอจ๊ะ ก็ดีแล้วนี่ เราจะได้มีรถคันใหม่ขับไปเรียน” แสงโสมถามอย่างรู้ทันในความคิดของหลานสาว “แต่ไม่ใช่ที่หนูอยากได้นี่ค่ะ รถคันเก่าก็พึ่งซื้อมาเมื่อต้นปีนี้เอง หนูอยากได้อย่างอื่นมากกว่า” เด็กสาวหน้าง้ำลงทันทีที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ โดยไม่ต้องมองหน้า หญิงชราผู้เป็นยายก็พอจะเดาได้กลายๆว่าเด็กสาวอยากได้อะไร แต่ก็ยังแกล้งถาม “แล้วหนูอยากได้อะไรล่ะจ๊ะ” เด็กสาวเงยหน้าโดยพลัน ประกายตาวาววับ ตอบผู้เป็นยายโดยพลัน “หนูอยากไปเที่ยวหนองน้ำแห้งค่ะ” พร้อมส่งสายตาเว้าวอน “นะค่ะ คุณยาย คุณยายช่วยไปขอคุณพ่อ คุณแม่ให้รินทร์หน่อยนะค่ะ ตั้งแต่เกิดเรื่องนั้น รินทร์ยังไม่ได้ไปที่นั่นเลย”
เรื่องในครั้งนั้นจะถือว่า เป็นความประมาทของแสงโสมเองก็คงไม่ผิดนัก ที่ปล่อยให้ลูกกับหลานสาวไปเที่ยวกันตามลำพัง ไม่ใช่เธอจะใจดำปล่อยให้ไปกันเองหรอก เพียงแต่ประวิทย์ ลูกเขยอยากขอไปเที่ยวกันเองประสา พ่อแม่ลูก นัยว่าจะทดแทนเรื่องเวลาที่ไม่ค่อยมีให้ลูกสาว ทั้งๆที่ตัวแสงโสมเอง ก็โทรศัพท์ไปย้ำกับพิชาญลูกชายคนโตของนายอำพล ให้คอยดูแลอย่างดีแล้วก็ตามที เรื่องมันก็ยังเกิดขึ้นจนได้
หนองน้ำแห้ง ในยุคหลังจากนายอำพลมา ได้เปลี่ยนเป็นสถานอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ ในนาม “สถานีอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ ไวล์ไลด์” ตามชื่อเดิม สถานีนี้นอกจากจะดำเนินการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ที่หายากทั้งหลาย ภายใต้กองทุน “แสงโสมคอร์ปอเรชั่น” แล้ว ยังดำเนินกิจการในรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก นั่นคือบริการนำเที่ยว ในรูปแบบผจญภัยกลางป่า ซึ่งผู้ซื้อบริการนี้จะได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่กว่า การท่องเที่ยวแบบเดิมๆ เพราะลูกค้าจะได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติจริงๆ เรียกว่า นอนกลางดิน กินกลางทรายก็ว่าได้ โดยทางสถานีจะเป็นผู้จัดเตรียม เครื่องดำรงชีพต่างๆให้พร้อมสรรพ รวมไปถึงพรานนำทาง ซึ่งแต่ละคนก็ได้รับการฝึกฝนทักษะการเดินป่ามาอย่างดี โดยนายอ่ำลูกชายคนเล็กของอดีตพรานใหญ่แห่งเขาอึมครึม ‘พรานเฒ่าบุญคำ’ ก็นายอ่ำนี้เองที่ตาเฒ่าบุญคำได้มาเป็นลูกคนท้ายสุด เมื่อตอนหลังจากเดินทางกลับจากมรกตนครครั้งที่สอง ตาพรานเฒ่าพบรักครั้งใหม่ กับสาวกระเหรี่ยงรุ่นราวคราวหลาน ซึ่งคราวนี้แกหลงหัวปักหัวปำ จนลืมบรรดาเมียๆทั้งหลายไปเลยทีเดียว ต้องร้อนถึง รพินทร์ที่ต้องไปเคลียร์เรื่องทั้งหมดให้อีกตามเคย แต่ก็อย่างว่าแหละ เรื่องรักๆใคร่ๆ ใช่จะตกลงกันได้ง่ายๆ รพินทร์ต้องคอยเทียวไล้เทียวขื่อ คอยตามแก้ปัญหาให้ตาเฒ่าบุญคำ จนตัวพรานเฒ่าตายไป ปัญหาก็ยังไม่จบ เพื่อตัดปัญหา รพินทร์จึงรับเด็กอ่ำ มาเลี้ยงไว้ที่บ้าน ให้ช่วยงานบ้านคุณหญิงดารินไป คุณหญิงดารินก็รักใคร่ให้ความเอ็นดู เลี้ยงดูมาอย่างดี เมื่อเติบใหญ่ขึ้น รพินทร์จึงให้ตามเขาออกป่า และได้สอนสรรพวิชา ทั้งของตัวรพินทร์เอง และ วิชาอาคมทั้งหลายที่แกได้มาจากบุญคำ จะเรียกว่านายอ่ำเป็นศิษฐ์ก้นกุฏิคนสุดท้ายของรพินทร์ก็ว่าได้
เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเมื่อสามคนพ่อแม่ลูกเริ่มออกเดินป่า ใน ‘โปรแกรม ตามรอยเพชรพระอุมา’ นั่นแหละ ซึ่งพรานนำทางในครั้งนี้จะเป็นใครเสียไม่ได้ นอกจากนายอ่ำ พรานใหญ่แห่งสถานีอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ไวล์ไลด์ พร้อมลูกหาบ และพรานประจำตัวอีกพร้อมครั่ง ‘โปรแกรม ตามรอยเพชรพระอุมา’ ก็คือเส้นทางเดินทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด เป็นเส้นทางเดียวกันกับที่ รพินทร์และพรรคพวกใช้ในการเดินทางในครั้งแรก โดยอาศัย ‘ปูม’ ที่ไชยยันต์ทิ้งไว้ให้


--------------------------------------------------------

ใครอยากอ่านก็อ่าน แต่ถ้าอยากอ่านต่อต้องขอเสียงเกินกว่า 20 เสียงขึ้นไปละกันเนอะ




 

Create Date : 20 ธันวาคม 2549    
Last Update : 20 ธันวาคม 2549 14:15:31 น.
Counter : 210 Pageviews.  

"ขนาดของเวลา"


ผมเขียนเรื่องนี้มา โดยที่ยังไม่มั่นใจนักว่าจะมีคนเข้าใจความคิดของผมมากน้อยสักแค่ไหน
ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนเก่งอัจฉริยะ หรือว่าเรื่องที่ผมจะเขียนนี้มันยากเกินไปหรอกครับ หากแต่ตัวผมเองไม่มั่นใจ
ในวิธีถ่ายทอดของตัวเอง ว่าจะทำให้คนอื่นเข้าใจได้มั๊ย

คุณเคยสงสัยมั๊ยว่า จักรวาลนี้มีสัญฐานใด ใหญ่ขนาดไหน และไปสิ้นสุดที่ใด ใช่ครับ ผมก็เป็น
คนนึงที่สงสัยในเรื่องนี้ สงสัยมาตลอดนับแต่วันแรกที่เงยหน้ามองดาวบนท้องฟ้า และก็ยังคงสงสัยมาตลอดแม้
กระทั่งตอนนี้ที่เงยหน้าไปก็ไม่เห็นแม้ดาวสักดวง

มันเป็นคำถามที่แทบจะไม่มีคำตอบ เพราะเหตุใดน่ะฤา ? เพราะคนเราไม่สามารถจะก้าวข้าม
ขนาดของเวลาที่ต่างกันได้น่ะสิครับ เมื่อจักรวาลก็มีขนาดของเวลา ในระดับนึง ตัวเรา มนุษย์ทั้งหลาย ก็มีขนาด
ของเวลาอยู่ในระดับนึง ซึ่งปริมาณของเวลาทั้งสองอย่างนี้มันต่างกัน จนแทบจะเรียกได้ว่า "ไม่สามารถรับรู้ได้"

"ขนาดของเวลา"คืออะไร ? มันก็คือระดับความหนาแน่นของเวลานั่นเอง มันจะต่างกันออกไป
โดยแปรตามขนาดวัตถุที่ต่างกันไป เป็นกลไกธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบ กางกั้นความต่างที่ไม่สามารถหาทางข้ามได้
ของจักรวาล

เราไม่มีทางรับรู้ถึงการคงอยู่ของมันได้ เฉกเช่นกับที่เราไม่รู้ว่า นอกจักรวาลของเราไป มีอะไรอยู่
มันเป็นข้อจำกัดที่สร้างสรรค์ไว้อย่างลงตัวที่สุด แต่ในโลกของเราก็มีอัจฉริยะบางท่านได้เคยรับรู้ถึงการคงอยู่ของมัน
ไว้บ้างแล้ว ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างง่ายๆ เช่น หากลองมองดูแมลงที่มีขนาดต่างกับเรามาก จะเห็นได้ว่า มันมีการ
เคลื่อนไหวที่รวดเร็วเสียเหลือเกิน ซึ่งต่างกันกับ สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ เช่น ช้าง หรือปลาวาฬ(แต่นั่นก็ยังถือได้ว่า
เป็นขนาดของเวลาเดียวกันกับมนุษย์) จะมีการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างเชื่องช้ากว่า

นั่นแหละครับ คือขนาดของเวลา ในสิ่งที่ยิ่งเล็กลงไป ขนาดของเวลาก็จะยิ่งเล็กลงไปเรื่อยๆ จนเมื่อ
ผู้ที่อยู่ในขนาดของเวลาที่ใหญ่กว่ามองเห็นว่ามันเร็วมาก เช่นเดียวกัน เมื่อเรามองออกไปยังอวกาศภายนอก เราก็
จะเห็นว่ามันช่างเป็นการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าเสียนี่กระไร

และนั่นคือคำตอบที่ว่า ทำไมเราไม่สามารถล่วงรู้ความลับนอกจักรวาลของเราได้เลย ต่อให้เราเร่ง
ความเร็วได้เร็วกว่าแสงขนาดไหน ก็ไม่สามารถจะไปถึงขอบเขตของเวลาที่ต่างกัน ออกไปได้ และในขณะเดียวกัน
นั้นเอง สิ่งที่อยู่ในขนาดของเวลาที่ใหญ่กว่าเราก็ไม่สามารถ ข้ามเข้ามายังขอบเขตเวลาของเราได้เช่นกัน

ลองนึกภาพตัวเราเป็นคนยักษ์ที่ตัวใหญ่มาก แล้วอุ้มจักรวาลอยู่ในอุ้งมือสิ แค่เราเอานิ้วจิ้มเข้าไปก็ทะลุ
ออกอีกด้านได้แล้ว แต่นิ้วของเรานั้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆต่อสิ่งมีชีวิตในจักรวาลนั้นเลย ก็ความต่างของขนาดเวลา
นี่แหละ กว่าที่นิ้วของเราจะทะลุออกไป สิ่งมีชีวิตก็เปลี่ยนรอบไปไม่รู้กี่ล้านต่อกี่ล้านรอบแล้ว เพราะฉะนั้น การกระทำ
ของเราจึงไม่สามารถส่งผลกระทบต่อจักรวาลนั้นได้เลย




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2549    
Last Update : 17 ตุลาคม 2549 17:31:25 น.
Counter : 184 Pageviews.  

ปรากฏการณ์ "ซินเนสทีเซีย"

ปรากฏการณ์ "ซินเนสทีเซีย"



ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นปรากฏการณ์พิเศษสำหรับคนพิเศษในโลกนี้เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น ซึงพวกขาจะมีประสบการณ์ในการรับรู้ที่ต่างจากคนทั่วไป เป็นอาการที่คนพิเศษเท่านั้นจะรับรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการมองตัวเลข (หรือตัวหนังสือ) เป็นสีสรรค์ต่างๆ หรือบางคนเมื่อได้ยินเสียงดนตรี จะสัมผัสกับมันได้ด้วยประสาทส่วนอื่นที่ไม่ใช่โสตประสาท

คำว่า "ซินเนสทีเซีย" (synesthesia หรือ synaesthesia) มาจากภาษากรีก คือ คำว่า Syn (ร่วม) + Aisthesis (การรับรู้) หมายความว่า การที่มีประสาทรับรู้ตั้งแต่สองส่วนขึ้นไป รับรู้ร่วมกัน โดยเราจะเรียกคนที่มีอาการเช่นนี้ว่า ซินเนสทิต (Synesthete)

อาจจะมีหลายคนเห็นว่าอาการนี้เป็นอาการของคนป่วย แต่ในทางการแพทย์และทางจิตวิทยากลับไม่ได้มองเช่นนั้น พวกถือว่าซินเนสทิตไม่ใช่อาการป่วย และอาการนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ จึงอาจจะเรียกได้ว่าเป็นความผิดปกติของโครโมโซมมากกว่า โดยสามารถพบคนที่เป็นซินเนสทีเซีย ประมาณ 1 ต่อ 25,000 คน สำหรับคนอเมริกัน พบว่าโอกาสที่จะพบในผู้หญิงมากว่า ชายราว 3 : 1

โดยอาการที่พบบ่อยที่สุดคือ การมองเห็นตัวเลขหรือตัวอักษรเป็นสี (Colored letters and numbers) และได้ยินเสียง เป็นสี (colorred hearing)



รูปแบบต่าง ๆ ของ ปรากฏการณ์ ซินเนสทีเซีย

ลักษณะความรุ้สึก
ตัวเลขและตัวหนังสือทำให้เห็นสี จำนวน 121 สัดส่วนร้อยละ 69
หน่วยของเวลาทำให้เห็นสี จำนวน 42 สัดส่วนร้อยละ 24
เสียงพูดทำให้เห็นสี จำนวน24 สัดส่วนร้อยละ 14
เสียงทั่ว ๆ ไปทำให้เห็นสี จำนวน23 สัดส่วนร้อยละ 13
เสียงดนตรีทำให้เห็นสี จำนวน21 สัดส่วนร้อยละ 12
เสียงโน๊ตเพลงทำให้เห็นสี จำนวน16 สัดส่วนร้อยละ 9
ความรู้สึกเจ็บปวดทำให้เห็นสี จำนวน6 สัดส่วนร้อยละ 3.4
กลิ่นทำให้เห็นสี จำนวน5 สัดส่วนร้อยละ 3
บุคลิกลักษณะของคนทำให้เห็นสี จำนวน5 สัดส่วนร้อยละ 3
รสชาด ทำให้เห็นสี จำนวน 5 สัดส่วนร้อยละ 3
เสียงทำให้รุ้รสชาต จำนวน3 สัดส่วนร้อยละ 2
เสียงทำให้รู้สึกสัมผัส จำนวน3 สัดส่วนร้อยละ 2
ภาพทำให้รุ้รสชาด จำนวน3 สัดส่วนร้อยละ 2
สัมผัสทำให้รู้รสชาด จำนวน2 สัดส่วนร้อยละ 1
เสียงทำให้ได้กลิ่น จำนวน 1 สัดส่วนร้อยละ 0.6
อุณหภุมิทำให้เห็นสี จำนวน1 สัดส่วนร้อยละ 0.6
รสชาดทำให้รุ้สึกสำผัส จำนวน1 สัดส่วนร้อยละ 0.6
สัมผัสทำให้ได้กลิ่น จำนวน1 สัดส่วนร้อยละ 0.6
ภาพทำให้รู้สึกสัมผัส จำนวน 1 สัดส่วนร้อยละ 0.6

จากการศึกษาพบว่า ซินเนสทิต มักจะถนัด และมีความจำดีกว่าคนส่วนใหญ่ เช่น ในกรณีของเลขบัตรเครดิตยาว ๆ ก็จำง่ายเพราะเห็นสีสันต่าง ๆ เรียงกันไป แต่พวกเขามักจะหลงทิศทางได้ง่าย ๆ ละการคิดคำนวณอาจไม่ดีเท่าใด

ส่วนทฤษฏีสมัยใหม่ ซึ่งเสนอโดย ไซมอน บารอน โคเฮน แลเพื่อนร่วมงาน ทีมวิจัยว่า ซินเนสทีเซีย น่าจะเกิดการพันธุกรรม เชื่อมต่อของเซลล์ประสาทในสมองที่มีมาก เกินพอดี ส่งผลให้การรับรู้ ของประสาทสัมผัสต่าง ๆ ปะปนกั เช่น การได้ยินเสียงกับการมองเห็น ฟังเพลงแล้วบอกว่าเห็นสี เป็นต้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ทฤษฏีนี้ เชื่อว่า สมองของคนมีโครงสร้างทางกายภาพ แตกจากจากคนปกติ
ทีมวิจัยของไซมอน ได้ศึกษาการทำงานของสมอง โดยใช้ เทคนค ไฟซิตรอนอิมิชชันโทโมกราฟี และสร้าง ภาพโดยฟังก์ชันนัล เอ็นเอ็มอาร์ (functhional-Nuclear Magnetic Resonance imaging) พบว่า เมื่อคนที่ เป็น ซินเนสทีเซีย ได้ยินเสียงสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นก็ทำงานด้วย

และทางด้าน ดร. ดาฟนี เมาเรอร์ นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ เสนอต่อว่า คนเราทุกคนเกิดมาพร้อม ๆ กับเชื่อมของเซลล์ประสาทในสมองจำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ซินเนสทีเซีย แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น การเชือมต่อนี้จะลดลงไปสำหรับคนส่วนใหญ่ ประสาทสัมผัสแต่ละอย่างก็เลยแยกจากกัน แต่สำหรับคนพิเศษบางคน การเชื่อมต่อยังเหลือค้างอยุ่ ก็เลยทำให้ซินเนสทีเซีย บางคู่ของปราสาทสัมผัส ยังเชื่อมอยุ่ติดกัน

ส่วน ปีเตอร์ กรอสเซนบาเซอร์ นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยนาโรปะ ที่ไม่เห็นด้วย บอกว่า จริงอยู่ที่ซินเนสทีเซียน่าจะเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม แต่ไม่จำเป็นที่สมองของคนที่รู้สึกเช่นนั้นจะมองแตกต่างไปจากคนปกติ อย่างเช่นคน ติดยาอี เห็นดอกไม้ ก็บอกว่าหวาน แต่พอยากหมดฤทธิ์ ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม

ปีเตอร์เสนอต่อว่า ในการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส อย่างใดอย่างหนึ่ง นั้น จะมีสัญญาณประสาทส่งไปยังสมองที่รับความรู้สึกหลาย ๆ อย่างร่วมกัน เช่น บริเวณร่องพับของขมับส่วนบน ที่อยู่ใกล้ ๆ ปลายด้านบนของหูข้างขวา จากนั้น สัญยษดังกล่าวจะถูกส่งกลับไปยังบรเวณที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกแต่ละอย่าง กันออกไป
สำหรับสมองคนปกติ สัญญาณประสาทจะไม่ให้ ไปยังส่วนที่ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกนั้น

แต่สำหรับคนเป็นซินเนสทีเซีย การยับยั้งของสัญญาณไปยังสมอง เกิดการขัดข้อง ทำให้สัญญาณที่เกิดจากการฟังเสียงหลุดไปยังสมองส่วนการมองเห็น ก็จะเห็นเสียงกลายเป็นรูปร่างขึ้นมา ในที่สุด

ผมว่ามันไม่ใช่อาการป่วย แต่มันเป็นลักษณะของพรสวรรค์อย่างนึงมากกว่า ลองจินตนาการดู หากเรามองเห็นดนตรีเป็นสีสรรค์ขึ้นมาเนี่ย เราคงสามารถสร้างท่วงทำนองที่วิจิตรขึ้นมา ไม่แม้เพียงคนที่มีอาการนี้จะรับรู้ได้เท่านั้น แต่ผู้คนปกติธรรมดา คงได้รับสัมผัสอันสวยงามนั้นผ่านเสียงเพลงได้แน่ๆ เห็นได้จากนักดนตรีหลายๆคนที่สร้างสรรค์เพลงระดับเทพออกมา มีอยู่หลายคนเหมือนกันที่มีอาการเช่นนี้ และอาจจะมีเทพอีกหลายคนเช่นกันที่มีอาการเช่นนี้แต่ไม่รู้จักอาการของตนเอง อาจจะด้วยว่าในสมัยนั้นๆไม่มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งนั่นอาจจะทำให้เค้าคิดไปเองว่า สิ่งที่ตัวเองมีไม่ใช่เป็นสิ่งที่พิเศษกว่าคนธรรมดา อย่างเช่นบีโธเฟ่น ที่ประพันธ์ซิมโฟนีนัมเบอร์5ขึ้นมา ตัวของเขา หูหนวกชัดๆ แต่สามารถประพันธ์เพลงชั้นเทพขนาดนั้นออกมาได้ ผมว่าเขาคงมีการรับรู้อย่างอื่นเข้ามาแทนที่ประสาทหูที่เสียไป และการรับรู้ที่ว่า ผมว่าคงไม่พ้นอาการซินเนสเทียนี้หรอกครับ




 

Create Date : 12 ตุลาคม 2549    
Last Update : 12 ตุลาคม 2549 13:33:38 น.
Counter : 208 Pageviews.  

ความไม่เชื่อ ในวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน

เดิมที ผมเคยคิดว่า การไม่ให้ความเชื่อถือต่อวิทยาศาตร์

เป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่คนทั่วไปก็ต้องรู้สึกกันทั้งนั้น

แต่ มาวันนี้ ผมเริ่มแน่ใจแล้วครับ ว่าจริงๆแล้วมันไม่ใช่เลย

ต้องขอเกริ่มนิดนึงนะครับ .................................

อาการนี้ของผม มันเป็นมาตั้งแต่สมัยเรียนระดับมัธยมแล้ว

หลังจากได้รู้จักวิชาเคมี อาจารย์หลายท่านที่ได้มีพระคุณ

สั่งสอนความรู้ให้ ท่านได้ย้ำเตือนในหัวผมตลอดว่า

แบบจำลองเกี่ยวกับโมเลกุลทั้งหลาย เป็นแบบจำลองที่ได้

รับการยอมรับมาในยุคต่างๆ นั่นก็หมายถึง มันเป็นแค่

"แบบจำลอง" ซึ่งจำลองมาจากจินตนาการของคนเรานี่เอง

มันไม่ใช่ความจริง และอีกหลายๆทฤษฏีก็ตามออกมาอีก

อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยหลักการจากจินตนาการของคนยุคเก่า

จนมาถึงยุคปัจจุบัน เราเริ่มรู้กันแล้วว่า อะตอมที่เราเข้าใจ

ว่าเล็กที่สุด ไม่ใช่ อิเล็กตรอนอีกต่อไป กลับเป็นอนุภาค

อีกชนิดหนึ่ง ที่ต่างออกไปอีก (หาอ่านได้ใน The brief of time)

หลังจากที่ผมมีความสงสัยในความถูกต้องของวิชาเคมี

มันก็นำผมไปยังความสงสัยข้ออื่นที่มีต่อวิทยาศาสตร์

แขนงอื่นๆอีก เรื่อยยาวไปถึง ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ ฯลฯ

เท่าที่ผมทราบ แม้แต่ไอสไตร์เจ้าของทฤษฏีสัมพันธภาพ

อันลือชื่อ ยังต้องการหาคำตอบที่เป็นความสัมบูรณ์ออกมาเลย

แต่ตัวเค้าไม่สามารถทำสำเร็จได้ในยุคของเค้า

....................................................




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2549    
Last Update : 10 ตุลาคม 2549 16:08:48 น.
Counter : 110 Pageviews.  

1  2  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.