ibaz.org
Group Blog
 
All Blogs
 

ปลูกพืช ต้องรู้จักดิน

1. ดินเหนียว
- ดินเหนียวสีดำ ดินแบบนี้มักจะปลูกพืชไร่ได้ผลมาก เช่น ถั่วลิสง ข้าวโพด ข้าวฟ่าง เพราะในดินเหนียวสีดำนี้ จะมีธาตุอาหารหลัก โปแทสเซี่ยมและฟอสฟอรัส ค่อนข้างสูง แต่จะไม่เก็บธาตุไนโตรเจน ดินแบบนี้พบมากแถบจังหวัดที่เคยเป็นลุ่มน้ำมาก่อน หรือติดกับแม่น้ำ อย่าง กาญจนบุรี , นครสวรรค์ , โคราช, เพชรบูรณ์ ลพบุรี หรือพื้นที่มีภูเขานะคะ จะมีอินทรีย์วัตถุในดินสูงและเก็บความชื้นได้ดี ปลูกพืชไร่ได้ผลสูงโดยที่แทบไม่ต้องใส่เคมี ตัว PK เลย (แต่ต้องดูว่าดินผ่านการปลูกพืชกี่รอบแล้ว ยังเหลือธาตุอาหารอยู่เยอะหรือไม่ด้วยนะคะ )

- ดินเหนียวที่มีสีแดง หรือออกสีน้ำตาลแดง ดินแบบนี้มักจะมีหินลูกรังปนอยู่มาก พบมากในที่ราบเชิงเขา ดินแบบนี้มีลักษณะเหมือนดินเหนียวสีดำแต่จะมีธาตุอาหารน้อยกว่า โดยเฉพาะตัว N ถ้าพบดินแบบนี้ปลูกพืชส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเขียว หรือโตไม่ดี หากดินปนลูกรังแบบนี้แนะนำให้ปลูกพืชรากสั้น หากินไม่กว้างมาก อย่างสัปรด จะชอบดินแบบนี้ พบมากแถบภาคกลาง อย่าง อุทัยธานี กำแพงเพชร แพร่ น่าน โคราช แถบ อำเภอโชคชัย ปากช่อง สูงเนิน นะคะ

2. ดินร่วน
- ดินร่วนปนเหนียวสีน้ำตาล เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณใกล้เคียงกับดินเหนียวสีดำ แต่ปลูกพืชได้หลากหลายกว่า อ้อยและมันสำปะหลัง จะเจริญเติบโตดีในสภาพดินแบบนี้ ดินแบบนี้พบมากที่จังหวัด กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม พิษณุโลก อุทัยธานี และจังหวัดรอบๆค่ะ

3. ดินทราย+ร่วนทราย
เป็นดินที่พบมากทางภาคอิสาน เหมาะกับการปลูกข้าว และพืชอายุสั้น หมุนเร็ว ดินแบบนี้จะมีธาตุอาหารค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะตัวโพแทสเซี่ยม และมีอินทรียวัตถุในดินน้อยมากๆ เพราะไม่เกิดการทับถมของตะกอนจากแม่น้ำ และมักจะพบดินเป็นกรดค่อนข้างมากเลย หรือที่อิสานเราจะเรียกว่า ดินเป็นเอียด หรือเป็นกรด เวลาปลูกข้าว หรือพืชอื่น จะตายเป็นเวิ้งๆ เป็นโซน เป็นดินหัวโล้นไปเลย ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้นแม้แต่หญ้าในบริเวณนั้น




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2560    
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2560 22:11:57 น.
Counter : 35 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ปืนแม่น

ครึ่งหลังเริ่ม 50 วินาที เป็น เชลซี ที่ออกนำก่อน 1-0 จากจังหวะที่ เคฮิลล์ โหม่งให้ วิคเตอร์ โมเสส หลุดเข้าไปซัดด้วยเท้าขวาผ่านมือ ปีเตอร์ เช็ก ตุงตาข่าย

จากนั้น อาร์เซน่อล เริ่มเปิดเกมโหมบุกอย่างหนักเพื่อตามตีเสมอให้ได้ ก่อนที่ เวนเกอร์ จะถอด ลากาแซ็ตต์ กับ อเล็กซ์ อิโวบี้ ออกแล้วส่ง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กับ ธีโอ วัลค็อตต์ ลงมาแทนในนาทีที่ 68 ขณะที่ เชลซี ก็ส่ง โมราต้า ลงมาแทน มิชี่ บาตชูอายี่ นาทีที่ 74

นาทีที่ 76 "ปืนใหญ่" มีโอกาสตีเสมออีกครั้ง หลัง กรานิต ชาคา ได้ส่องไกลระยะ 30 หลา แต่ กูร์กตัวส์ เหินปัดออกหลังไปได้ ก่อนที่ เชลซี จะเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน หลัง เปโดร โรดริเกซ ไปเสียบ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ เข้าที่ด้านหลังในนาทีที่ 81 และจังหวะนี้เอง อาร์เซน่อล ได้ฟรีคิก โดย ชาคา เปิดเข้าไปให้ โคลาซินัค โหม่งตุงตาข่าย ตีเสมอ 1-1



ศึก คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2017 ที่สนาม เวมบลีย์ ในกรุงลอนดอน เป็นการพบกันระหว่าง เชลซี เจ้าของตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก กับ อาร์เซน่อล แชมป์ เอฟเอ คัพ ซึ่งถือเป็นรายการที่บอกว่า ฟุตบอลลีกกำลังจะกลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า

เกมนี้ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือ อาร์เซน่อล ส่ง อเล็กซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์ กองหน้าตัวใหม่ ลงล่าตาข่าย แต่ไม่มี อเล็กซิส ซานเชซ ปีกตัวเก่ง ที่สภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย ขณะที่ อันโตนิโอ คอนเต้ นายใหญ่ เชลซี จัดทีมโดยให้ อัลบาโร่ โมราต้า ดาวยิงคนใหม่ เป็นแค่ตัวสำรองเท่านั้น

เริ่มเกม "ปืนใหญ่" มีโอกาสทักทายก่อนจากลูกโหม่งของ แดนนี่ เวลเบ็ค ในนาทีที่ 7 แต่บอลยังไม่ผ่านมือ ติโบ กูร์กตัวส์ จากนั้น อาร์เซน่อล ก็ยังครองเกมได้มากกว่า ก่อนที่ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า กองหลัง "สิงห์บลูส์" จะมารับใบเหลืองคนแรกหลังไปทำฟาวล์ เวลเบ็ค ในนาทีที่ 13

นาทีที่ 22 อาร์เซน่อล น่าได้ประตูออกนำ หลัง ลากาแซ็ตต์ ได้โอกาสปั่นด้วยเท้าขวาหน้าเขตโทษ แต่บอลไปชนเสาอย่างจัง ก่อนที่เกมจะหยุดชะงักไปหลายนาที หลัง แพร์ แมร์เตซัคเกอร์ โดนศอกของ แกรี่ เคฮิลล์ เข้าที่ใบหน้าจนแตกในนาทีที่ 30 ทำให้เล่นต่อไม่ไหวโดนเปลี่ยนตัวออก แล้วส่ง เซอัด โคลาซินัค ลงมาเล่นแทน จากนั้นทั้งสองทีมทำอะไรกันไม่ได้จบครึ่งแรกเสมอกันไป 0-0

ครึ่งหลังเริ่มได้แค่ 50 วินาที เป็น เชลซี ที่ออกนำก่อน 1-0 จากจังหวะที่ เคฮิลล์ โหม่งให้ วิคเตอร์ โมเสส หลุดเข้าไปซัดด้วยเท้าขวาผ่านมือ ปีเตอร์ เช็ก ตุงตาข่าย

จากนั้น อาร์เซน่อล เริ่มเปิดเกมโหมบุกอย่างหนักเพื่อตามตีเสมอให้ได้ ก่อนที่ เวนเกอร์ จะถอด ลากาแซ็ตต์ กับ อเล็กซ์ อิโวบี้ ออกแล้วส่ง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กับ ธีโอ วัลค็อตต์ ลงมาแทนในนาทีที่ 68 ขณะที่ เชลซี ก็ส่ง โมราต้า ลงมาแทน มิชี่ บาตชูอายี่ นาทีที่ 74

นาทีที่ 76 "ปืนใหญ่" มีโอกาสตีเสมออีกครั้ง หลัง กรานิต ชาคา ได้ส่องไกลระยะ 30 หลา แต่ กูร์กตัวส์ เหินปัดออกหลังไปได้ ก่อนที่ เชลซี จะเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน หลัง เปโดร โรดริเกซ ไปเสียบ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ เข้าที่ด้านหลังในนาทีที่ 81 และจังหวะนี้เอง อาร์เซน่อล ได้ฟรีคิก โดย ชาคา เปิดเข้าไปให้ โคลาซินัค โหม่งตุงตาข่าย ตีเสมอ 1-1

จากนั้นทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ จบเกมเสมอกัน 1-1 ต้องดวลจุดโทษในระบบใหม่แบบ เอบีบีเอ เหมือนกับการเล่นไทเบรกเทนนิส ก่อนที่ อาร์เซน่อล จะชนะไป 4-1 คว้าแชมป์ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2017 ไปครองได้สำเร็จ โดย 2 คนที่ยิงพลาดของ เชลซี คือ กูร์กตัวส์ กับ โมราต้า




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2560    
Last Update : 7 สิงหาคม 2560 8:46:23 น.
Counter : 226 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เพิ่มผลผลิตแตงกวา

การเตรียมแปลง

การเตรียมดินควรมีการยกร่องลูกฟูกความสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร เพื่อให้สะดวกในการระบายน้ำโดยเฉพาะฤดูฝน และมีการคลุมฟางหน้าดิน เพื่อป้องกันผลแตงกวาสัมผัสพื้นดิน ซึ่งจะทำให้ผลมีสีเหลืองและไม่ได้ราคา

การปลูก

วิธีการปลูกแตงกวานั้น พบว่ามีการปลูกทั้งวิธีการหยอดเมล็ดโดยตรงและเพาะกล้าก่อนแล้วย้ายปลูก การหยอดเมล็ดโดยตรงนั้นอาจจะมีความสะดวกในการปลูก แต่มีข้อเสียคือสิ้นเปลืองเมล็ด หากใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมซึ่งมีราคาแพงแล้ว จะเกิดความสูญเสียเปล่าและเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต รวมทั้งวิธีการหยอดเมล็ดนี้จำเป็นที่จะต้องดูแลระยะเริ่มงอกในพื้นที่กว้าง ดังนั้นการใช้วิธีการเพาะกล้าก่อน จึงมีข้อดีหลายประการ อาทิเช่น ประหยัดเมล็ดพันธุ์ ดูแลรักษาง่าย ต้นกล้ามีความสม่ำเสมอ ประหยัดค่าแรงงานในระยะกล้า เป็นต้น

สำหรับการย้ายกล้าปลูกนั้น ให้ดำเนินการตามกระบวนการเพาะกล้าตามที่กล่าวแล้ว และเตรียมหลุมปลูกตามระยะที่กำหนด จากนั้นนำต้นกล้าย้ายปลูกลงในหลุม ตามระยะระหว่างต้นและระหว่างแถวตามที่ได้กำหนดไว้ โดยการฉีกถุงพลาสติกที่ใช้เพาะกล้าออกแล้วย้ายลงในหลุมปลูก ช่วงเวลาที่จะย้ายกล้านั้นควรย้ายช่วงประมาณเวลา 17.00 น. จะทำให้ปฏิบัติงานในไร่นาได้สะดวกและต้นกล้าสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น

การให้น้ำ

หลังจากย้ายกล้าปลูกแล้ว ต้องให้น้ำทันที ระบบการให้น้ำนั้นอาจจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ แต่ระบบที่เหมาะสมกับแตงกวา คือการให้น้ำตามร่อง เพราะว่าจะไม่ทำให้ลำต้น และใบไม่ชื้น ลดการลุกลามของโรคพืชทางใบ โดยช่วงแรกให้ผสม ปุ๋ยและฮอร์โมนธรรมชาติ ไบโอเฟอร์ทิลฝาแดง(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) ไปกับน้ำที่ให้ในอัตรา 1 ส่วนต่อน้ำ 200 ส่วน เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้ดีขึ้น และสร้างภูมิป้องกันโรคราให้ต้น ช่วงเวลาการให้น้ำในระยะแรกควรให้ 1-3 วันต่อครั้ง โดยให้ในช่วงเช้าที่แดดยังไม่จัด และให้สังเกตจากผิวดินร่วมด้วย โดยไม่ให้ดินแฉะหรือแห้งจนเกินไป เมื่อ ต้นแตงกวา เริ่มเจริญเติบโตแล้วจึงปรับช่วงเวลาการให้น้ำให้นานขึ้น ข้อควรคำนึงสำหรับการให้น้ำนั้น คือ ต้องกระจายในพื้นที่สม่ำเสมอตลอดแปลง และตรวจดูความชื้นในดินไม่ให้สูงเกินไปจนกลายเป็นแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่าได้
การใส่ปุ๋ย

การใส่ปุ๋ยในแตงกวานั้น อาจแบ่งเป็นระยะต่าง ๆ ดังนี้

1. ระยะเตรียมดิน หลังจากพรวนดินช่วงแรกใช้ สารปรับสภาพดิน ไดนาไมท์ ผสมน้ำ ในอัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำ 100 ส่วน ราดผิวดินแล้วตากดินทิ้งไว้ 7-10 วัน เพื่อปรับสภาพกรดในดิน และกำจัดโรคพืชทางดินก่อนเพาะปลูก

2. ใส่ ยักษ์เขียว เกรด AAA สูตรเข้มข้น (แถบเขียว) อัตราประมาณ 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ หลุมละ 1 ช้อนแกง

2. หลังย้ายลงปลูกหรือหว่านเมล็ดแล้วประมาณ 7 วัน ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล บาง ๆ บริเวณผิวดินรอบต้น อัตราส่วน 100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร และ ใส่ยักษ์เขียว เกรด AAA สูตรเข้มข้น (แถบเขียว) ในอัตราประมาณ 20-30 กิโลกรัมต่อไร่

3. ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง(ฝาแดง)อัตรา 30-40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร + อาหารเสริมรวม สูตรเข้มข้นพิเศษ คีเลท อัตรา 5-10 กรัม ทุก ๆ 7-10 วัน (สังเกตเมื่อแตงกวาออกดอก ๆ จะติดดีและดก รวมถึงสามารถยืดช่วงเวลาการใช้สารกำจัดแมลงได้ นานขึ้นกว่าเท่าตัว)

4. ระยะแตงกวาออกดอก ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 25 วัน หลังจากย้ายกล้า ใส่ยักษ์เขียว เกรด AAA สูตรเข้มข้น (แถบเขียว) อัตรา ประมาณ 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ ในพื้นที่ดินทราย อาจเสริมด้วย ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 อัตรา 5 กก.ต่อไร่ เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ให้ดิน

***หลังใส่ปุ๋ยทางดินทุกครั้งให้พรวนดินหรือกลับดินกลบปุ๋ยที่หว่านเพื่อให้ธาตุอาหารไม่สูญเสียไป และพืชสามารถดูดซึมได้เต็มที่




 

Create Date : 25 มีนาคม 2560    
Last Update : 25 มีนาคม 2560 8:51:54 น.
Counter : 393 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

การปลูก แตงร้าน/แตงกวา

โดยปกติการเลือกพันธุ์ที่จะใช้ปลูกในประเทศมีเพียง 2 พันธุ์คือพันธุ์ที่ใช้ปลูกช่วงร้อน-ฝนและพันธุ์ที่ใช้ปลูกหน้าหนาวหรือช่วงอากาศเย็นและแต่ละพันธุ์ก้อแบ่งตามความยาวของผล
1.ลักษณะพันธุ์ที่ใช้ปลูกช่วงอากาศร้อนและร้อนฝนจะมีลักษณะไหล่ของ

ผลสีเขียวเข้ม ผลสีเขียวอ่อน มีความยาวตั่งแต่ 8-14 ซมในแตงกวา และ14-24ซ.มโดยประมาณสำหรับแตงร้าน เมื่อกระทบอากาศเย็นสีผลจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม-เขียวดำ ผลสั่นลง เหมาะที่ใช้ปลูกช่วง ปลายหนาว(หมดหนาว)-เก็บเกี่ยวไม่เกินเดือนตุลา หรือช่วงต้นพฤศจิกา
2.ลักษณะพันธุ์ที่ใช้ปลูกช่วงอากาศเย็น ลักษณะผลมีไหล่สีเขียวอ่อน-สีเขียวเข้ม ผลสีขาว-เขียวอ่อน เมื่อกระทบอากาศหนาวผลจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวนวล เมื่อกระทบอากาศร้อนผลจะขาวหรือที่เรียกว่า แตงเผือก เหมาะเพาะกล้าช่วงปลายเดือนตุลา ไม่เกินปลายเดือนพฤศจิกา หากเพาะกล้าเดือนธันวาคม ผลที่ออกช่วง กลางเดือนมกราคมผลที่ขาวเมื่ออากาศร้อน สรุปพันธุ์นี้ควรเก็บผลตั่งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกา แต่ไม่ควรเกินกลางเดือนมกราคม
เทคนิคการเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ถูกวิธี มีดังนี้
นำเมล็ดพันธุ์ ใส่ในผ้าขาวบาง หรือ มุ้งเขียว เตรียมน้ำร้อน หนึ่งส่วน ผสมน้ำเย็น(น้ำสะอาดทั่วไป) ในอัตรา 1ต่อ 1และน้ำเย็นหนึ่งส่วน(ขันน้ำทั่วไป)ที่ผสม ชุดเกราะเพชรอย่างละ 5-10 ซีซี นำเมล็ดที่ห้อด้วยผ้าขาวไปซาวน้ำอุ่น ซาวขึ้นลง สาม-ศีครั่งแล้วนำไปแช่ในน้ำเย็นที่เตรียมไว้ 3-6 ช.มแล้วนำไปผึ่งบนกระดาษหนังสือพิมม์ พอเมล็ดเริ่มแห้งหมาดๆให้บิดผ้าแล้วไปห่อเมล็ด แล้วนำไปใส่กระติกหรือถุงพลาสติกปิดปากหลวมๆ บ่มทิ้งไว้12 -24 ช.มแล้วค่อยนำไปปลูก เพากล้าต่อไป (ข้อดีของน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 50องศาจะช่วยกำจัดเชื้อราที่ติดมากับเมล็ดและช่วยละลายแว๊กซ์ที่เครือบอยู่ที่ปากของเมล็ด ช่วยทำให้เมล็ดงอกดี ปลอดโรค และชุดเกราะเพชรเข้าไปช่วยให้เม็ดที่ใกล้หมดอายุ ความงอกต่ำ ความแข็งแรงน้อยให้กลับมางอกดี เปอร์เซ็นต์รอดสูง รากยาว ต้นแข็งแรง ทนเพลี้ย ทนแล้ง ทนอากาศหนาว )

เทคนิคการดูแลพืชตระกูลแตงอย่างถูกวิธี
1.ช่วงหน้าร้อน-ฝนหลังจากแตงมีใบจริง 2-3 ใบให้ฉีดยาแปลงเพศ( ซิป)เพื่อแปลงเพศเพิ่มดอกตัว เพิ่มความดก อัตรา 20 ซีซีและแตงกวาในช่วงอากาศหนาว ให้สารจิ๊บเบอร์เรลิน( GA3)
2.เมื่อแตงมีใบจริง 13-15 ใบ(แตงขึ้นค้าง)ให้ตัดใบล่าง(ใบที่ 1-3)ออก เพื่อลดปัญหาเชื้อรา ทำให้ทรงพุ่มโปร่ง อากาศถ่ายเท ลดปัญหาใบเน่า ผลเน่า ราน้ำค้าง ฯลฯ
3.ในกรณีที่แตงเฝือใบ มีดอกตัวผู้ดอกตัวเมียน้อยหรือไม่มีให้ฉีด “ซิป”ยาแปลงเพศ และถ้าหากแตงมีแต่ดอกตัวเมียไม่มีดอกตัวผู้ ให้ใช้ปุ๋ย 15-0-0 อัตรา 20-30 กรัมผสมสารจิ๊บเบอร์เรลินตามอัตราแนะนำ
4.ในกรณีอากาศร้อนจัด ดอกแตงจะแห้งไม่ติดผลให้ใช้ “ซุปเปอร์-ซิงค์”ฉีดในอัตรา 20-30ซีซี 2-3ครั่ง หรือจนกว่าจะติดผล หรือใช้ชุดเกราะเพชร อัตราอย่างละ 20 ซีซีป้องกันดอกแห้ง แตงคอขวด แตงหัวโตตูดแหลม
5.ในการฉีดยาโรค หนอน แมลงทุกครั่งควรผสม ชุดเกราะเพชร สูตร”เพชรระย้า”ทุกครั่งโดย ชุดเกราะเพชร สูตรเพชรระย้า จะช่วยแตงสร้างเกราะป้องกัน โรค หนอน แมลง เพิ่มประสิทธิ์ภาพของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้นแข็งแรง ใบหนา ใบเขียวเข้ม ทนโรค หนอน แมลง ออกดอกติดผลตรงเวลา ผลผลิตมีคุณภาพ ทนต่อการขนส่ง
6.ในการใช้สารป้องกันศัตรูพืช ควรสลับสารเคมีหลายชนิด เพื่อป้องกันศัตรูพืชสร้างความต้านทาน




 

Create Date : 13 มีนาคม 2560    
Last Update : 13 มีนาคม 2560 3:08:24 น.
Counter : 430 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ปลูกแตงกวาในกระถาง

วิธีการปลูกพืชในกระถางกัน รับรองว่าไม่ยากแต่ได้กินแน่ๆ แถมถ้าคุณดูแลดีทุกวัน ผลผลิตจะยิ่งโตและน่ากินสุดๆไปเลย จะต้องทำอย่างไรนั้น ตามมาดูเลยค่ะ

ผักสวนครัวที่จะชวนปลูกวันนี้ ก็คือ “แตงกวา” ผักกินง่ายที่เหมาะกับการจิ้มน้ำพริกกินเป็นที่สุด ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย

วัสดุอุปกรณ์มีอะไร
1. กระถางพลาสติกขนาด14นิ้ว
2. เมล็ดพันธุ์แตงกวา
3. ปุ๋ยสูตรเสมอ
4. ดินผสม ได้แก่ ดินร่วน, ปุ๋ยคอก, ปุ๋ยหมัก, แกลบดิบ, ใบไม้ผุ

วิธีการปลูก
1. เพาะต้นกล้าขึ้นมาก่อน โดยเพาะกระถางละ 2-3 เมล็ด
2. เมื่อโตได้ที่แล้วจึงค่อยย้ายมาปลูกในกระถาง14 นิ้ว โดยลงกล้ากระถางละ 2 ต้น
3. รดน้ำ และใส่ปุ๋ยสูตรเสมอทุกสัปดาห์ ใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ก็จะได้ต้นแตงกวาที่พร้อมจะให้ผล ระหว่างนั้นเราก็ทำร้านให้เขาเกาะพยุงเถาไว้ โดยอาจจะใช้ไผ่ปักแล้วขึงลวด

เคล็ดลับการปลูกผักในกระถาง
1. การเตรียมดิน ดินที่ปลูกในกระถางต้องเป็นดินที่โปร่งระบายน้ำดี ดินที่เหมาะสำหรับปลูกไม้กระถางมีอัตราส่วนดังนี้ คือ ดินร่วน : ปุ๋ยคอก: ปุ๋ยหมัก: แกลบดิบ: ใบไม้ผุ ในอัตราส่วนละ 1 ส่วนเท่าๆกัน ผสมให้เข้ากัน และหากรดน้ำไปนานวันเข้าแล้วดินยุบ ก็ให้ใส่ดินผสมลงไปด้านบน
2. การใช้ปุ๋ย ปุ๋ยที่ใช้เป็นปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 ห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ จากนั้นเจาะดินในกระถางปุ๋ย ใส่ปุ๋ยที่เตรียมไว้ลงไปในรูที่เจาะ กระถางละ 3 จุด ซึ่งควรเปลี่ยนทุกเดือน อย่าใส่ปุ๋ยโดยตรง เพราะจะทำให้ระบบรากของพืชเสียหาย และการเจริญเติบโตหยุดชะงัก
3. การรดน้ำผักในกระถาง อย่ารดน้ำจนล้นกระถาง แต่ควรรดทีละน้อยๆ แต่บ่อยๆ

เพียงเท่านี้ก็จะได้แตงกวาสดๆเอาไว้กินกันที่บ้านแล้ว และถ้าดูแลดีก็จะมีพืชผักที่เราปลูกไว้ให้กินได้ตลอดปี หรือถ้าใครอยากจะขายก็สามารถสร้างรายได้ได้ดีอีกทางหนึ่ง…ถ้ากระถางต้นไม้ที่บ้านยังว่างอยู่ หัวมาปลูปผักกินกันเถอะค่ะ


ที่มา - //www.thaijobsgov.com/jobs=49352




 

Create Date : 02 มกราคม 2560    
Last Update : 2 มกราคม 2560 11:11:58 น.
Counter : 516 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  

BlogGang Popular Award#13


 
taurolar
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add taurolar's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.