creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
มันง่ายเหมือน หนึ่ง, สอง, สาม

ผมเป็นเด็กที่โตขึ้นมาในฟาร์ ร็อกอะเวย์ มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อเบอร์นี่ วอร์คเกอร์ เราทั้งคู่มี "ห้องทดลอง" ที่บ้านครับ และเราก็ทำ "การทดลอง" อะไรหลายอย่าง ครั้งหนึ่งเราเคยเถียงกันบางเรื่อง ตอนนั้นเราน่าจะสิบเอ็ดหรือสิบสองขวบ ผมพูดว่า "แต่การคิดก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากพูดกับตัวเองในใจ"

"อ๋อ เหรอ?" เบอร์นี่ซัก "นายรู้จักหน้าตาพิลึก ๆ ของเพลาข้อเหวี่ยงในรถมั้ยล่ะ?"

"แน่นอน มีอะไรเหรอ?"

"เยี่ยม เอาล่ะ บอกเราสิว่านายพูดบรรยายมันว่ายังไงตอนที่นายพูดกับตัวเอง?"

นั่นทำให้ผมเรียนรู้จากเบอร์นี่ว่าความคิดสามารถแสดงเป็นภาพได้ดีเท่า ๆ กับเป็นคำพูด

หลังจากนั้นตอนอยู่คอลเลจ ผมสนใจเรื่องความฝัน ผมทึ่งว่าสิ่งต่าง ๆ สามารถดูเหมือนจริงได้ยังไง มันเหมือนกับมีแสงตกกระทบเรตินาของดวงตายังไงยังงั้น ทั้ง ๆ ที่เราหลับตา หรือเซลล์ที่เรตินาถูกกระตุ้นจริง ๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บางทีอาจจะด้วยตัวมันเอง หรือสมองมี "ส่วนที่ทำหน้าที่ตัดสิน" ซึ่งล้นทะลักออกมาตอนที่กำลังฝัน? ผมไม่เคยได้รับคำตอบที่น่าพอใจสำหรับคำถามนี้จากจิตวิทยาเลย ถึงแม้ว่าผมจะหันมาสนใจเรื่องการทำงานของสมองมาก แต่มันก็มีแต่เรื่องเกี่ยวกับการตีความความฝันอะไรทำนองนั้น

ต่อมาเมื่อผมเรียนในบัณฑิตวิทยาลัยที่ปรินส์ตัน มีบทความจิตวิทยางี่เง่าเข้ามาจุดประกายประเด็นถกเถียงมากมาย ผู้เขียนบทความนั้นสรุปว่าสิ่งที่ควบคุม "ความรู้สึกเกี่ยวกับเวลา" ในสมองเป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับธาตุเหล็ก ผมนึกในใจ "มันคิดได้ยังไงของมันว่ะ?"

เขาทำแบบนี้ครับ ภรรยาของเขาเป็นไข้เรื้อรัง ขึ้น ๆ ลง ๆ บ่อย เขาก็ได้ไอเดียทดสอบความรู้สึกเกี่ยวกับเวลาของเธอ เขาให้เธอนับหน่วยวินาทีในใจ (โดยไม่มองดูนาฬิกา) แล้วก็ตรวจสอบว่าใช้เวลาเท่าไรในการนับถึง 60 เขาได้ผลการนับของเธอ - สุภาพสตรีผู้น่าสงสาร - ตลอดทั้งวัน เขาพบว่าตอนที่เธอไข้ขึ้น เธอนับเร็วขึ้น และตอนที่ไข้ลง เธอก็นับช้าลง ดังนั้น เขาคิดว่าสิ่งที่ควบคุม "ความรู้สึกเกี่ยวกับเวลา" ในสมองจะต้องวิ่งเร็วขึ้นเมื่อเธอจับไข้มากกว่าตอนที่เธอไม่จับไข้

ด้วยความที่เป็น "นักวิทยาศาสตร์" คุณนักจิตวิทยาแกรู้ว่าอัตราปฏิกิริยาเคมีแปรตามอุณหภูมิสิ่งแวดล้อมโดยสูตรบางอย่างซึ่งขึ้นอยู่กับพลังงานของปฏิกิริยา เขาวัดความต่างของอัตราเร็วการนับของคุณภรรยา และค้นหาว่าอุณภูมิเปลี่ยนอัตราเร็วได้มากน้อยเพียงไร จากนั้นเขาก็พยายามหาปฏิกิริยาเคมีซึ่งอัตราแปรตามอุณหภูมิในลักษณะเดียวกับการนับของภรรยา เขาพบว่าปฏิกิริยาธาตุเหล็กลงตัวกับรูปแบบนี้ที่สุด ดังนั้นจึงสรุปว่าความรู้สึกเกี่ยวกับเวลาของภรรยาของเขาถูกควบคุมโดยปฏิกิริยาเคมีในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับธาตุเหล็ก

มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระมากสำหรับผม - มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สามารถผิดพลาดได้ในสายการให้เหตุผลนี้ แต่มันมีคำถามที่น่าสนใจ อะไรเป็นตัวกำหนด "ความรู้สึกเกี่ยวกับเวลา"? ตอนที่คุณกำลังพยายามที่จะนับด้วยอัตราสม่ำเสมอ อัตราที่ว่าอิงอยู่กับอะไร? และคุณสามารถทำอะไรกับตัวเองเพื่อเปลี่ยนอัตรานี้?

ผมตัดสินใจที่จะทดสอบมัน ผมเริ่มจากนับหน่วยวินาทีโดยไม่มองนาฬิกา นับถึง 60 ช้า ๆ ด้วยจังหวะสม่ำเสมอ: 1, 2, 3, 4, 5.... เมื่อผมนับได้ 60 เวลาจริงผ่านไป 48 วินาที แต่นั่นไม่เป็นไรครับ ปัญหาไม่ใช่การนับให้ได้หนึ่งนาทีเป๊ะ ๆ แต่เป็นการนับด้วยอัตราคงที่ ครั้งถัดมาผมนับถึง 60 ใช้เวลา 49 วินาที ต่อมา 48 ต่อมา 47, 48, 49, 48, 49.... นั่นทำให้ผมพบว่าผมสามารถนับด้วยอัตราที่ค่อนข้างเป็นมาตรฐาน

เอาล่ะ ถ้าผมแค่นั่งตรงนั้นเฉย ๆ โดยไม่นับ และรอกระทั่งผมคิดว่าเวลาผ่านไปแล้ว 1 นาที แบบนี้ไม่ค่อยแน่นอนเลยครับ เวลาที่ได้แตกต่างกันหลากหลาย ผมจึงพบว่ามันลำบากมากที่จะประมาณเวลาหนึ่งนาทีด้วยการเดาล้วน ๆ แต่ด้วยการนับ ผมสามารถทำได้แม่นยำมาก

ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมสามารถนับด้วยอัตรามาตรฐานได้ คำถามต่อไปคือ มีอะไรส่งผลกระทบต่ออัตรานี้บ้าง?

บางทีมันอาจสัมพันธ์กับอัตราการเต้นของหัวใจ ดังนั้นผมจึงเริ่มวิ่งขึ้นลงบันได ขึ้นและลง เพื่อให้อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้น จากนั้นผมวิ่งกลับเข้าในห้อง เหวี่ยงตัวลงบนเตียง และนับถึง 60

ผมลองวิ่งขึ้นวิ่งลงบันไดและนับไปพร้อม ๆ ขณะวิ่งขึ้นลงด้วย

เพื่อน ๆ เห็นผมวิ่งขึ้นวิ่งลงก็หัวเราะ "นายกำลังทำอะไร?"

ผมไม่สามารถตอบพวกเขาได้ครับ - นั่นทำให้ผมรู้ว่าผมไม่สามารถพูดได้ในขณะที่ผมกำลังนับเลขในใจ - และยังวิ่งขึ้นวิ่งลงบันไดอย่างนั้น ดูแล้วก็เหมือนตัวโง่

(เพื่อน ๆ ที่คอลเลจคุ้นกับการเห็นผมทำอะไรงี่เง่า ๆ อย่างเช่นในเหตุการณ์ตอนหนึ่งมีคนเข้ามาในห้อง - ผมลืมล็อคประตูระหว่างทำ "การทดลอง" นะ - เห็นผมนั่งพิงอยู่บนเก้าอี้ใส่เสื้อคลุมหนังแกะอย่างหนา เปิดหน้าต่างกว้างในฤดูหนาวที่หนาวสุดขั้ว มือหนึ่งถือหม้อ ส่วนอีกมือก็คนไปมา "อย่าเพิ่งกวน อย่าเพิ่งกวน" ผมบอก ผมกำลังคนเจลโล่และดูมันอย่างพินิจพิเคราะห์ คือผมอยากรู้นะครับว่าเจลโล่มันยังจะจับกันเป็นเจลได้มั้ยในอากาศที่เย็นถ้าผมคนมันตลอดเวลา)



หลังจากพยายามวิ่งขึ้นวิ่งลงทุกรูปแบบและนอนลงบนเตียง น่าทึ่งครับ อัตราการเต้นของหัวใจไม่มีผลอะไรเลย และเพราะผมรู้สึกร้อนมากจากการวิ่งขึ้นลงบันได ผมจึงคิดว่าอุณหภูมิก็ไม่มีผลอะไรด้วยเช่นกัน (ถึงแม้ผมรู้ว่าการออกกำลังกายจะไม่ได้เพิ่มอุณหภูมิในร่างกายคุณจริง ๆ ก็ตาม) ข้อเท็จจริงก็คือผมไม่พบอะไรที่จะมีผลต่ออัตราการนับของผมได้เลย

การวิ่งขึ้นลงมันค่อนข้างน่าเบื่อ ผมจึงเริ่มนับขณะที่ผมทำสิ่งที่ผมจะต้องทำอยู่แล้ว เช่น ตอนส่งซักรีด ผมต้องกรอกแบบฟอร์มประเภทที่มีจำนวนเสื้อเชิ้ตกี่ตัว มีกางเกงกี่ตัว แบบนี้ ผมสามารถเขียน "3" ลงหน้าของ "กางเกง" หรือ "4" ลงหน้าของ "เสื้อเชิ้ต" แต่ผมไม่สามารถนับถุงเท้าได้ พวกมันมีจำนวนเยอะมาก ผมกำลังใช้ "เครื่องนับ" ของผมแล้วครับ - 36, 37, 38 - และ นี่คือถุงเท้าทั้งหมดที่อยู่หน้าผม - 39, 40, 41.... ผมจะนับจำนวนถุงเท้าได้ยังไง?

ผมพบว่าผมสามารถจัดถุงเท้าให้มีรูปแบบทางเรขาคณิต - เหมือนสี่เหลี่ยมจตุรัส เช่น ถุงเท้าคู่หนึ่งในมุมนี้ คู่หนึ่งในมุมนั้น คู่หนึ่งอยู่นี่ และคู่หนึ่งอยู่โน่น - ได้ถุงเท้า 8 ข้าง

ผมเล่นเกมนับโดยรูปแบบนี้ต่อเนื่องและพบว่าผมสามารถนับบรรทัดในบทความหนังสือพิมพ์ได้โดยจับกลุ่มเป็นรูปแบบ 3, 3, 3 และ 1 รวมเป็น 10 บรรทัด และรูปแบบแบบนี้ 3 ครั้ง, รูปแบบแบบนี้ 3 ครั้ง, รูปแบบแบบนี้ 3 ครั้ง และรูปแบบแบบนี้ 1 ครั้ง รวมเป็น 100 บรรทัด ผมก็ดูไล่บรรทัดหนังสือพิมพ์ได้ด้วยวิธีนี้แหละครับ หลังจากที่นับครบ 60 ผมรู้ว่าผมอยู่ ณ จุดไหนในรูปแบบ และสามารถพูดได้ว่า "ผมนับครบ 60 ละนะ และมี 113 บรรทัด" ผมพบว่าผมยังสามารถอ่านบทความระหว่างนับ 60 ได้อีกด้วย และมันไม่มีผลกระทบต่ออัตราการนับเลย! ในความเป็นจริงผมสามารถทำอะไรก็ได้ในขณะที่นับกับตัวเอง ยกเว้นพูดออกมาดัง ๆ เท่านั้น

แล้วในการพิมพ์ลอกคำจากหนังสือล่ะ? ผมก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ทีนี้เวลาของผมได้รับผลกระทบครับ ผมตื่นเต้นนะ ท้ายที่สุดผมก็พบอะไรที่ดูจะกระทบกับอัตราการนับ ผมจึงทดลองสืบสาวมันต่อ

ผมพิมพ์ไปเรื่อย ๆ พิมพ์คำง่าย ๆ ค่อนข้างจะเร็ว, นับในใจไปด้วย 19, 20, 21, พิมพ์ พิมพ์ พิมพ์, นับ 27, 28, 29, พิมพ์ พิมพ์ พิมพ์ กระทั่ง - เฮ้ย นี่มันคำเชี่ยอะไรว่ะ? อ๋อ - แล้วนับต่อ 30, 31, 32 เป็นแบบนี้แหละครับ พอนับครบ 60 มันจึงออกมาช้ากว่าปกติ

หลังจากที่ทบทวนความคิดและสังเกตเพิ่มเติม ผมก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมต้องขัดจังหวะการนับตอนที่พบคำยาก ๆ ซึ่ง "ต้องการสมองมากขึ้น" พูดได้ว่าอัตราการนับของผมไม่ได้ช้าลง ถ้าจะพูดให้ถูก การนับโดยตัวของมันเองถูกแช่แข็งช่วงสั้น ๆ บางเวลา การนับถึง 60 มันเหมือนเป็นไปอย่างอัตโนมัติซึ่งผมไม่ได้สังเกตการขัดจังหวะนี้ในตอนแรก

เช้าวันรุ่งขึ้น บนโต๊ะอาหาร ผมเล่าผลการทดลองทั้งหมดให้เพื่อน ๆ ฟัง ผมบอกทุกสิ่งที่ผมสามารถทำได้ระหว่างนับเลขในใจ และบอกว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่ทำไม่ได้ นั่นคือการนับในใจขณะที่กำลังพูด

เพื่อนของผมคนหนึ่ง หมอนี่ชื่อจอห์น ทูกี้ แย้งว่า "เราไม่เชื่อหรอกว่านายอ่านได้ และเราก็ไม่เห็นว่าทำไมนายจะพูดไม่ได้ มาพนันกันมั้ยว่าเราสามารถพูดได้ขณะที่นับในใจได้และเราก็พนันว่านายอ่านไม่ได้"

เป็นแบบนี้ผมก็ต้องโชว์ล่ะครับ พวกเขาหาหนังสือมาเล่มหนึ่งและผมก็อ่านพร้อม ๆ กับนับในใจ พอผมนับถึง 60 ผมก็พูด "ตอนนี้ละ" ได้ 48 วินาที เวลาตามมาตรฐานของผม จากนั้นก็เล่าให้เพื่อน ๆ ฟังว่าผมอ่านอะไรไป

ทูกี้ถึงกับอึ้ง หลังจากเราใช้เวลาตรวจสอบเวลามาตรฐานของทูกี้ครู่หนึ่ง เขาก็เริ่มพูด "แมรี่มีลูกแกะตัวน้อย เราสามารถพูดอะไรก็ได้ที่เราอยากพูด มันไม่มีอะไรแตกต่างกันหรอก เราไม่รู้ว่าอะไรที่รบกวนนาย" - พูดจ้อไปเรื่อยนะครับ และสุดท้าย "โอเค!" ผมไม่อยากเชื่อเลย เขาทำเวลาได้พอดีเด๊ะ

เราคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้กันอีกแป๊ป และเราก็ค้นพบอะไรบางอย่าง มันกลายเป็นว่าทูกี้ใช้วิธีนับคนละแบบ เขาจินตนาการถึงเทปที่มีตัวเลขที่กำลังวิ่ง เขาสามารถพูด "แมรี่มีลูกแกะตัวน้อย" และสามารถที่จะดูเทปไปด้วยได้ เห็นชัดว่าเขากำลัง "ดู" เทปของเขาวิ่ง ดังนั้นเขาจึงอ่านไม่ได้ และผมซึ่งกำลังพูดกับตัวเองตอนที่กำลังนับจึงพูดไม่ได้

หลังจากการค้นพบดังกล่าว ผมพยายามหาวิธีอ่านเสียงดังพร้อม ๆ กับนับ นี่เป็นเรื่องที่เราทั้งสองคนไม่มีใครทำได้ ผมคิดว่าผมจะต้องใช้ส่วนของสมองซึ่งไม่เข้าไปรบกวนส่วนที่เกี่ยวกับการมองเห็นและการพูด ดังนั้นผมจึงลองใช้นิ้วมือ เพราะมันเกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัส

ไม่ช้าผมก็ประสบความสำเร็จในการนับด้วยนิ้วพร้อม ๆ กับการอ่านเสียงดัง แต่ผมต้องการให้กระบวนการทั้งหมดทำสำเร็จลุล่วงในใจและไม่อิงอยู่กับกิจกรรมทางกายภาพใด ๆ ดังนั้นผมพยายามจินตนาการความรู้สึกที่นิ้วเคลื่อนไหวในขณะอ่านเสียงดัง

ผมไม่เคยทำสำเร็จครับ ผมสรุปว่านั่นเป็นเพราะผมไม่ได้ฝึกหัดให้มากพอ แต่มันอาจจะเป็นไปไม่ได้ก็ได้ ผมไม่เคยพบใครที่สามารถทำแบบนี้ได้เลย

ด้วยประสบการณ์ดังกล่าว ทูกี้กับผม เราพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของคนนั้นต่างกันแม้ตอนที่พวกเขาคิดว่าพวกเขากำลังทำสิ่งเดียวกัน อย่างเช่นบางสิ่งที่ง่ายเหมือนการนับ และเราพบว่าคุณสามารถทำการทดสอบการทำงานของสมองภายนอกและอย่างเป็นวัตถุวิสัยได้ คุณไม่จำเป็นต้องถามคนว่าเขานับได้อย่างไร และอิงอยู่กับผลการสังเกตของเขาเกี่ยวกับตัวเขาเอง คุณสามารถสังเกตได้จากสิ่งที่เขาสามารถหรือไม่สามารถทำระหว่างนับ แบบนี้การทดสอบก็สมบูรณ์ ไม่มีช่องโหว่ ไม่ทางทางปลอมแปลงมันได้เลย

มันเป็นธรรมชาติที่จะอธิบายความคิดในรูปของสิ่งที่คุณมีอยู่แล้วในหัว หลักการคือต่อยอดของกันและกัน เช่น ความคิดนี้ถูกคิดขึ้นในรูปของความคิดนั้น ความคิดนั้นถูกคิดขึ้นในรูปของความคิดอื่น ซึ่งมาจากการนับ ซึ่งสามารถแตกต่างกันได้หลากหลายสำหรับแต่ละคน

ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะตอนที่ผมสอนเทคนิคที่เข้าใจยากอย่างเช่นการอินทิเกรตฟังชั่นเบสเซล ตอนที่ผมมองสมการ ผมเห็นตัวอักษรเป็นสี ๆ - ผมไม่รู้ว่าทำไมนะครับ อย่างที่ผมกำลังพูดอยู่นี่ ผมเห็นภาพที่ยุ่ง ๆ ของเบสเซลฟังก์ชั่นจากหนังสือของยางเค่อกับเอ็มเด่อ ตัว js เป็นสีแทนอ่อน ตัว ns ออกไปทางสีม่วงแกมน้ำเงิน และสีน้ำตาลเข้ม xs บินวนอยู่รอบ ๆ ผมสงสัยว่าในหัวของนักเรียน จะมองเห็นเป็นยังไง




จากหนังสือ The Pleasure of Finding Things Out หัวข้อ It's as Simple as One, Two, Three โดย Richard P Feynman
แปลโดย ศล




Create Date : 26 กันยายน 2551
Last Update : 26 กันยายน 2551 20:16:37 น. 0 comments
Counter : 991 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.