|
|
หมอใหม่ทำงานมาได้ครบ 1 ปีพอดิบพอดีแล้วจ้า...
วันที่ 5 เมษายน 2550 เป็นวันแรกที่ผมได้เริ่มต้นชีวิตการทำงาน ในตำแหน่งนายสัตวแพทย์ ประจำโรงพยาบาลสัตว์เอกชนแห่งหนึ่ง ที่เชียงใหม่ ผมเองก็ค่อนข้างตื่นเต้นมาก จากการเปลี่ยนสถานะจากนิสิตสัตวแพทย์ติ๊งต๊องและดูไม่ค่อยจะมีความรู้กลายมาเป็นสัตวแพทย์ในโรงพยาบาลสัตว์ใหญ่โต และค่อนข้างมีชื่อเสียงมากๆ ซึ่งผมเองก็รู้สึกหวาดหวั่นผวาตั้งแต่ตอนรู้ผลว่า พี่เค้าพิจารณารับผมเข้าทำงาน ทั้งๆ ที่เกรดเฉลี่ยผมก็ธรรมดาๆ แต่ผมเคยฝึกงานที่นี่ตอนสมัยเรียนมาแล้วถึง 2 ครั้ง ดูพี่ๆ ก็ค่อนข้างแฮปปี้กัน แล้วเห็นว่าปีนี้เค้าอยากจะรับหมอใหม่เป็นผู้ชาย ที่สามารถมาทำงานช่วงกลางคืนได้ด้วย
ผมก็เลยต้องปรับตัวกันขนานใหญ่หล่ะครับ โชคดีที่ได้พี่ๆ ดีๆ น่ารักๆ ที่ช่วยเทรนงานให้ และผมเองก็เป็นพวกครูพักลักจำ ไม่ค่อยชอบจด ไม่ค่อยชอบอ่าน แต่เน้นปฏิบัติเพื่อให้จำได้
ตอนแรกๆ ผมก็โดนจับไปอยู่เป็นหมอประจำ ward คุมห้องน้องหมาป่วยเป็นลำไส้อักเสบ คอยดูและสังเกตพฤติกรรมว่าน้องหมาที่เป็นลำไส้อักเสบ จะมีอาการอย่างไรบ้าง แล้วจะต้องทำการรักษาอย่างไร เพื่อให้รอดได้มากที่สุด

พอน้องหมาลำไส้อักเสบผ่านไป ผมเริ่มได้ลงมาช่วยด้านล่างบ้าง แต่ก็ยังคงไม่อนุญาตให้รับเคสทั่วไปหรอกครับ สิ่งที่ทำได้ก็คือการดูแลน้องหมาใน ward แล้วก็ทำตามงานที่พี่ๆ ได้มอบหมายมา ซึ่งก็จะเป็นการฝึกปรือวิทยายุทธ์ของเราเช่นทักษะการฉีดยา การเจาะเลือด การแทงน้ำเกลือ ฯลฯ มากมายทีเดียว เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด หรือการเคอะเขิน เมื่อต้องปฏิบัติจริงต่อหน้าลูกค้า
เคสแรกของผม ... ผมจำได้ว่าได้รับเคสแรก หลังจากทำงานมาได้เกือบ 3 อาทิตย์ น้องหมาชื่อเฉาก๊วย เป็นสุนัขพันธุ์ค๊อกเกอร์สเปเนียล คุณลุงเจ้าของใจดีมากๆ พี่เค้าก็เลยส่งผมไปคุยกับบ้านนี้ก่อน เพราะเคสนี้ก็ไม่มีอะไรมาก ฉีดยาป้องกันพยาธิหนอนหัวใจเท่านั้นเอง ... ง่วยๆ สบายๆ ไม่ต้องใช้ความคิดอะไร
เคสต่อๆ มาที่ผมเริ่มได้รับก็เป็นพวก ล้างแผล ทำแผล ก็เป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะหล่ะครับ ทั้งความรวดเร็ว และที่สำคัญ ต้องใช้อุปกรณ์แบบไม่สิ้นเปลืองด้วย (ตอนสมัยเรียน เปลืองก็โดนว่านิดหน่อย แต่ตอนทำงาน ต้องยึดหลักว่า ใช้ของเท่าที่จำเป็นแต่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด)

เคสที่เริ่มเข้าขั้น advance สำหรับผม ผมเริ่มได้รับตอนช่วงทำงานมาได้ 2 เดือนแล้ว เล่นทำเอาผมหัวหมุนติ้วๆๆ ไปหลายรอบเลยทีเดียว รักษาไปก็เกร็งไป (เพราะทางสัตวแพทยสภายังไม่ได้ส่งใบอนุญาตมาให้ผมเลย) แต่ก็โชคดีอีกนั่นหล่ะครับ ที่ได้รุ่นพี่ช่วยไว้ ... ก็มีไม่ค่อยบ่อยหรอกครับที่ผมจะได้รับเคส advance อย่างนั้น เพราะพี่ๆ เค้าก็กลัวว่าผมจะไม่สามารถ ผมก็เลยจะได้ไปดูแลน้องหมาใน ward เป็นหลักเช่นเคย
พอผ่านพ้นช่วงโปรงาน 3 เดือนแรก หุ หุ เงินเดือนได้เพิ่มมาหน่อยนึงครับ ตามมาด้วยสวัสดิการอย่างประกันสังคม (ที่ทำงานผมเค้าทำให้ -- ผิดกับบางแห่งที่เพื่อนผมทำ ไม่มีประกันสังคมให้นะครับ) เจ้านายให้ไฟเขียว รับเคสได้เต็มเหนี่ยวเลยจ้า ... ก็เลยได้รับกันแบบนัวเนีย สนุกสนานดีครับ เคสไหนที่ advance ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากพี่ๆ เยอะหน่อย
แต่ไปๆ มาๆ เคสที่เคยคิดว่าจะ advance พอเริ่มมีประสบการณ์เข้าซักกะหน่อยก็เริ่มมองลู่ทางการรักษาออกบ้างหล่ะ อย่างน้อยก็อธิบายเจ้าของน้องหมาได้แระว่าอะไรคืออะไร
สิ่งหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาไปด้วยก็คือ ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ครับ เนื่องด้วยที่ทำงานผมมีลูกค้าชาวต่างชาติค่อนข้างเยอะมากๆ ครับ ตอนสัมภาษณ์งานก็จะมีบางช่วงที่สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ ผมเองก็ตอบแบบตะกุกตะกักน่าดูทีเดียว พอเจอเคสฝรั่งส่วนมากเค้าก็จะเริ่มปรับการฟังภาษาอังกฤษสำเนียงแบบไทยๆ กันได้อยู่แล้ว ผมก็เลยได้รักษาแบบค่อนข้างจะลื่นไหลในหลายๆ เคส ... แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดสำหรับบางราย ที่สำเนียงฟังยากมากๆ หรือพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยจะได้ด้วย เช่นกลุ่มชาวญี่ปุ่น ซึ่งพี่ๆ เค้าก็จะมีความสามารถในการสื่อสารได้ดีกว่าผม ก็เลยเป็นหน้าที่ของพี่ๆ เค้าไปหล่ะครับ ....

เอาเข้าจริงๆ จังๆ เวลาทำงานก็ต้องสั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ หล่ะครับ อย่าง ณ วันนี้ ทำงานมาครบ 1 ปีพอดิบพอดีแล้ว ผมเองก็ยังคงต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย ตอนนี้ก็เป็นหมอ med ทั่วไปวิ่งอยู่ข้างล่างไปก่อน (เพราะยังไม่สามารถทำงานด้านศัลยกรรมได้ -- หากยังทำงานได้ไม่ครบ 2 ปี) ที่ทำงานผมก็ถือว่ามีอะไรให้เห็นเยอะมากๆ ทีเดียว สนุกสนานดีครับ
ปีๆ นึงนี่ก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันเนอะ ...
| Create Date : 05 เมษายน 2551 |
| Last Update : 5 เมษายน 2551 1:37:07 น. |
|
4 comments
|
| Counter : 941 Pageviews. |
 |
|
|
โดย: zalitalin วันที่: 5 เมษายน 2551 เวลา:10:35:26 น. |
|
|
|
โดย: nssr@2527 วันที่: 5 เมษายน 2551 เวลา:18:58:54 น. |
|
|
|
โดย: shisuku วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:9:59:37 น. |
|
|
|
| |
|
|
ขอบคุณมากนะค่ะที่ช่วยดูแลลูกๆๆให้
โชคดีที่มีคุณหมอที่มีความรักในอาชีพ